......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

การดำรงชีพ ปัจจัย4 เศรษกิจพอเพียง

Moderator: สมาชิกหนุ่ม11, Webmaster

Re: ......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

โพสต์โดย 3111 » พฤหัสฯ. 16ม.ค.2014 11:08

บทความสั้นๆของคุณวีระ มานะคงตรีชีพ เกี่ยวกับการจำนำข้าวซึ่งผมนำมาเสนอให้ท่านๆได้อ่านนี้ มีเหตุผลและตรรกะในเชิงเศรษฐกิจพื้นๆ อ่านแล้วสามารถเข้าใจได้ชัดแจ้งแทงตลอด ซึ่งคุณวีระได้บอกเอาไว้ว่า การอุดหนุนหรือ Subsidy ผลผลิตทางการเกษตร เป็นนโยบายทางการเมือง มากกว่านโยบายทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี ผมสนับสนุนเนื้อหาและสาระสำคัญของบทความนี้เป็นอย่างยิ่ง ด้วยเพราะความคิดหลักในการพัฒนาของผมนั้นอยู่ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่เน้นการพึ่งพาตนเอง และใช้ทางสายกลาง เป็นหลักสำคัญในการดำเนินชีวิตอย่างพออยู่พอกิน สร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเองด้วยความรู้คู่กับคุณธรรมอันประกอบด้วยความพากเพียรวิริยะอุตสาหะตามหลักศาสนธรรม เพื่อให้ตนเองสามารถทำมาหากินได้ตามอัตภาพ

ถ้าไม่รับจำนำข้าว แล้วจะช่วยชาวนาชาวไร่ได้อย่างไร? (ตอนแรก)
ไทยโพสต์ออนไลน์ วีระ มานะคงตรีชีพ

ที่มา
สัปดาห์นี้ขออนุญาตโปรยหัวคอลัมน์ให้ดูน่าตื่นเต้นสักนิด
ครับ ?ถ้าไม่รับจำนำข้าว แล้วจะช่วยชาวนาชาวไร่ได้อย่างไร??

ก่อนอื่นต้องเรียนว่า ผมไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำที่ไหน ฟันธงก่อนเลยก็ได้ว่ายืนอยู่ข้างชาวไร่ชาวนาคนยากคนจนของประเทศ (ไม่ได้หาเสียงนะครับ เพราะยังไม่คิดจะลงสมัครรับเลือกตั้ง)

ฉะนั้น อะไรก็ตามที่ทำให้ชาวนาชาวไร่ลืมตาอ้าปากได้ มีชีวิตทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ผมสนับสนุนแน่นอน ล้านเปอร์เซ็นต์

แล้วทำไมจ่าหัวข้างต้นที่ทำให้ชวนสงสัยว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการรับจำนำข้าว และไม่สนับสนุนนโยบายรับจำนำข้าว ฯลฯ

ที่เริ่มต้นเช่นนี้ มีที่มาครับ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้มีโอกาสไปพบกับผู้หลักผู้ใหญ่บางท่าน และได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนฝูงนักธุรกิจหลายคน ซึ่งล้วนแต่มีความเห็นอย่างรุนแรงต่อนโยบายรับจำนำข้าว และโครงการจำนำข้าว โดยคำวิพากษ์วิจารณ์มีตั้งแต่ ?โกงกันตั้งแต่อยู่ในมุ้ง โกงกันทุกเมล็ด โกงกันอย่างมูมมาม ไม่มีอะไรเหลือถึงชาวนา มีแต่นายทุนได้ประโยชน์ แต่ประเทศพังพินาศ ตลาดข้าวฉิบ...ฯลฯ?

แล้วทุกท่านก็หันไปชื่นชมโครงการ ?ประกันรายได้ฯ? ของรัฐบาลอภิสิทธิ์

ผมก็เลยเรียนเสนอความเห็นเล็กๆ อย่างระมัดระวังไปว่า ทั้ง ?นโยบายจำนำข้าว และนโยบายประกันรายได้ฯ? ล้วนเป็นนโยบายที่เรียกว่า ?Agricultural Subsidy Programs? ด้วยกันทั้งคู่ และเป็นนโยบายทางการเมือง มากกว่านโยบายทางเศรษฐกิจ (ถ้าจะพอกล้อมแกล้มเรียกว่าเป็น ?นโยบายเศรษฐกิจการเมือง? ก็อาจจะพอได้)

อันว่านโยบายการเมืองก็ย่อมจะเป็นนโยบายการเมืองที่หวังผลทางการเมืองมากกว่าผลอื่นใด และด้วยเหตุนี้ก็มักจะมี ?ผลข้างเคียง? ตามมามากพอสมควร อาทิเช่น
- การคอร์รัปชั่นโกงกิน (โดยเฉพาะในบางประเทศที่นักการเมืองยังไม่ค่อยพัฒนาทางความคิดจิตใจ) เพราะความที่เป็นนโยบายการเมืองจึงไม่ค่อยเป็นไปตามกฎเกณฑ์ตลาดหรือหลักสากลปกติ
- การบิดเบือนกลไกตลาด ซึ่งเป็นเรื่องแน่ๆ ที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว
- ผลเสียต่อโครงสร้างการผลิต ที่ถูกทำให้ ?ไม่ต้องมีประสิทธิภาพ? ก็อยู่ได้
- การกระจายรายได้ที่ยิ่งไม่เป็นธรรมมากขึ้น ระหว่างชาวนา (เกษตรกร) เจ้าของโรงสี (พ่อค้าท้องถิ่น) พ่อค้าส่งออก ข้าราชการและนักการเมือง

ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าว หรือโครงการประกันรายได้ มีผลข้างเคียงดังที่ผมกล่าวขึ้นข้างต้นทุกข้ออย่างแน่นอนครับ และก็ไม่มีหลักข้อใดที่บอกว่าโครงการจำนำฯ จะโกงมากกว่า หรือบิดเบือนกลไกตลาด ฯลฯ มากกว่า ส่วนในข้อเท็จจริงในอดีตที่ประเทศไทยเคยใช้ทั้งสองโครงการ แล้วโครงการไหนมีผลข้างเคียงในทางลบมากกว่ากัน ผมคงต้องฝากให้ผู้เกี่ยวข้องรวบรวมข้อมูลและทำการวิเคราะห์เจาะลึกดูกันเอาเอง

เพราะผมถูกถามต่อว่า หากไม่เอาโครงการรับจำนำข้าว (และโครงการประกันรายได้ด้วย) แล้วจะช่วยชาวนาชาวไร่ได้อย่างไร?

สัปดาห์นี้ ผมจะลองวิสัชนาหาคำตอบดูนะครับ แต่ไม่รับประกัน (และไม่รับจำนำด้วย) ว่าจะได้คำตอบที่สมบูรณ์แบบ ดังใจท่านผู้อ่านทุกท่าน

Agricultural Subsidies : ของเล่นนักการเมืองแห่งรัฐสวัสดิการ

ที่ผมจะพูดต่อไปนี้ ไม่ใช่เป็นการแก้ตัวแทนนักการเมืองบ้านเรานะครับ

แต่ความเป็นจริงก็คือ ?โครงการช่วยเหลือ อุดหนุนทางการเงินต่อชาวไร่ชาวนา? หรือที่เรียกว่า Agricultural Subsidies เป็นอะไรที่อยู่คู่กับการเมืองในระบอบประชาธิปไตยมาช้านานนับร้อยปีแล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ และที่น่าสนใจก็คือ ?รูปแบบ? ก็แทบจะไม่ได้เปลี่ยนไปเท่าใดนัก

ส่วนใหญ่จะเป็นโครงการช่วยเหลือประกันราคาพืชผล (คล้ายๆ โครงการคึกฤทธิ์ในสมัยก่อน) เพื่อพยุงไม่ให้ราคาตกต่ำ หรือไม่ก็ ?แจกเงิน? ให้ในกรณีที่คาดว่าจะทำนาไม่ขึ้น (บางกรณีก็ให้ตามจำนวนพื้นที่เพาะปลูกเลย เหมือนสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์) ทั้งหมดนี้วางอยู่บนหลักการพื้นฐานสองข้อ

ข้อแรก ชาวนาชาวไร่ (เกษตรกร) เป็นกลุ่มคนที่ยากจน และด้อยโอกาสในสังคม ฉะนั้นการช่วยเหลือพวกเขา แม้จะกระทบหลัก ?กลไกตลาด? อยู่บ้าง แต่ก็จำเป็นเพื่อการสร้างสังคมสวัสดิการที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข (นั่นคือ ขจัดความยากจนข้นแค้น และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ)

ข้อสอง การช่วยเหลือในรูปแบบดังกล่าว แม้จะ ?บิด? กลไกตลาดอยู่บ้าง แต่ก็มีส่วนช่วยรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของอุปทานอาหาร เป็นส่วนหนึ่งของ Food Security System ของทั้งสังคม

ฉะนั้น เมื่อมองภาพสังคมโดยองค์รวม นโยบายดังกล่าวก็ไม่ถึงกับเลวร้ายทั้งหมด แต่ที่สำคัญก็คือในทางการเมือง คงไม่มีนักการเมืองประเทศไหนอยากให้ชาวนาชาวไร่ลุกฮือขึ้นก่อการไม่สงบ ฉะนั้น แม้ว่าปัจจุบันในหลายประเทศ สัดส่วนประชากรที่เป็นชาวนาชาวไร่จะเหลือน้อยนิด และปัญหาเสถียรภาพทางระบบธัญพืชของประเทศก็ไม่ได้น่ากลัวเหมือนแต่ก่อน นักการเมืองก็ยังใช้นโยบายนี้หาเสียงมาโดยตลอด

สำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างเช่นประเทศไทย ที่ชาวนาชาวไร่ยังประกอบเป็นพลังมวลชนที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง การนำนโยบายประชานิยมนโยบายนี้มาใช้ย่อมเป็นประโยชน์ในการหาเสียงอย่างมหาศาล

เช่นนี้ หมายความว่าสำหรับประเทศไทย จะอย่างไรก็ต้องอยู่กับนโยบายจำนำข้าวและประกันรายได้เกษตรกรฯ ใช่หรือไม่

ถ้าไม่รับจำนำข้าว แล้วจะช่วยชาวนาชาวไร่ได้อย่างไร?

คำถามนี้ต้องแตกเป็นสองคำถามย่อย

หนึ่ง มีแต่โครงการรับจำนำข้าว (และ/หรือโครงการประกันรายได้) เท่านั้น หรือที่ช่วยเกษตรกรได้

สอง ถ้าไม่รับจำนำข้าว จะใช้นโยบายอะไรที่ช่วยชาวนาชาวไร่ได้
(โปรดอ่านต่อสัปดาห์หน้า).
ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: ......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

โพสต์โดย 3111 » อังคาร 21ม.ค.2014 05:12

ถ้าไม่รับจำนำข้าว แล้วจะช่วยชาวนาชาวไร่ได้อย่างไร?.(ตอนจบ)
ไทยโพสต์ออนไลน์ กระจกหักมุม : Monday, 20 January, 2014

ความเดิม
สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้อรรถาธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า โครงการช่วยเหลือ อุดหนุนทางการเงินต่อชาวไร่ชาวนา? หรือที่เรียกว่า Agricultural Subsidies เป็นอะไรที่อยู่คู่กับการเมืองมาช้านานนับร้อยปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย หรือเผด็จการ ไม่ว่าจะในประเทศพัฒนาแล้วหรือประเทศกำลังพัฒนา การอุดหนุนทางการเงินให้กับชาวไร่ชาวนาในรูปแบบต่างๆ เป็นนโยบายที่ดำรงอยู่อย่างแทบจะเรียกว่า ?ชั่วฟ้าดินสลาย? ทั้งๆ ที่รู้ทั้งรู้กันอยู่ว่าโครงการดังกล่าวหลีกหนีการคอร์รัปชันโกงกินยากมาก ทั้งยังก่อให้เกิดผลเสียมากมายต่อพฤติกรรมการเพาะปลูก ต่อการอนุรักษ์ทรัพยากร ต่อกลไกตลาด ฯลฯ

และผมจบตอนแรกด้วยการตั้งคำถาม

ถ้าไม่รับจำนำข้าว แล้วจะช่วยชาวนาชาวไร่ได้อย่างไร?

สัปดาห์นี้ผมจะพยายามตอบคำถามทั้งสองให้กระชับและชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้
อุดหนุนชาวนานั้นทำได้ แต่ต้อง ?ตั้งเป้า? ให้ชัด ?ยึดหลัก? ให้มั่น

ผมจำได้ว่าสมัยก่อนเมื่อครั้งผมทำงานอยู่ที่ธนาคารโลก (กว่าสามสิบปีมาแล้ว) พวกเรานักเศรษฐศาสตร์จากประเทศโลกที่สาม มักจะรวมหัวกัน และพากันวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐอเมริกากับประเทศในยุโรป (โดยเฉพาะฝรั่งเศส) ที่ปีปีหนึ่งใช้เงินเป็นพันล้านดอลลาร์ อุดหนุนภาคเกษตรกรรมของตน ในขณะที่ประเทศโลกที่สามทั้งรัฐบาลทั้งเกษตรกรต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนทำการเพาะปลูกด้วยความลำบากยากแค้น (เพราะรัฐบาลไม่มีเงินช่วยอุดหนุน) ในยุคนั้น รัฐบาลประเทศโลกที่สามต่างพากันประณาม Agricultural Subsidy Programs อย่างรุนแรง

ปัจจุบันประเทศโลกที่สามหลายประเทศ เช่น จีน บราซิล อินเดีย (และประเทศไทยด้วย?) ประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ พากันร่ำรวยขึ้นอย่างมหาศาล

ท่านผู้อ่านทราบไหมครับว่า รัฐบาลประเทศเหล่านี้ทำอะไร? หลังจากรวยแล้ว

ก็ออกนโยบายและโครงการอุดหนุนการเกษตรกันอย่างเป็นบ้าเป็นหลังสิครับ

ประเทศจีนใช้งบไปมากกว่า 160,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2012 มากกว่างบประมาณของสหรัฐอเมริกา (19,000 ล้านดอลลาร์) และอียูทั้งสหภาพ (67,000 ล้านดอลลาร์) รวมกันถึงร่วมสองเท่า ทำให้นโยบายอุดหนุนเกษตรกรของประเทศพัฒนาแล้วดู ?เด็กๆ? ไปเลย

บราซิลตามหลังสหรัฐอเมริกามาที่ 10,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนอินเดียตัวเลขไม่ชัดเจน แต่จากการประเมินน่าจะใกล้เคียงกับสหรัฐอเมริกา

แล้วรัฐบาลไทยเล่า?

พูดยากครับ เพราะไม่รู้จะเอาตัวเลขไหนดี ยังทะเลาะกันอยู่ไม่เลิก แต่เท่าที่แฉกันออกมา น่าจะตกปีละไม่ต่ำกว่า 10,000-20,000 ล้านดอลลาร์

ดูตัวเลขแล้วอาจจะพอจัดเข้า ?พรีเมียร์ลีก? กับเขาได้เหมือนกันเนอะ!

ที่นำเสนอสถิติตัวเลขมาเสียยืดเยื้อก็เพื่อจะบอกท่านผู้อ่านว่า รัฐบาลไทยไม่ผิดหรอกครับที่ดำเนินนโยบายช่วยเหลือชาวไร่ชาวนา (ทุกรัฐบาลในโลกเขาก็ทำกัน) แต่ที่คงต้องขอตั้งข้อสังเกตสักนิดก็คือในเมื่อท่านทำเหมือนกับมีเงิน และมีความกล้าที่จะใช้เงินหลายแสนล้านต่อปี (ขนาดน้องๆ รัฐบาลสหรัฐ) ท่านน่าจะคิดอ่านทำอะไรที่แสดงถึงภูมิปัญญา หรือแสดงถึงการศึกษาวิเคราะห์เจาะลึกจนถึงระดับรากหญ้า และรากเหง้าของปัญหา ไม่ใช่เพียงแค่ให้เอาโฉนดแสดงพื้นที่เพาะปลูกมาให้ดูเท่านั้น (เช่นในกรณีโครงการประกันรายได้)

ในแง่มุมนี้ต้องบอกว่าโครงการรับจำนำข้าวดูเหมือนจะมีความพยายามที่จะทำให้ ?สลับซับซ้อน? ขึ้น โดยเฉพาะแนวคิด (ถ้าเป็นเรื่องจริง) ที่จะใช้ ?กลยุทธ์จำนำ? ไปบริหารจัดการ ?สต็อกข้าว? เพื่อผลักดันราคาข้าวไทยให้สูงขึ้น กรุยทางนำไปสู่การวาง ?ตำแหน่งการตลาด? ในระดับสินค้าพรีเมียมในตลาดโลกในระยะยาว ส่วนในระยะสั้นและระยะกลางก็จะพยายามบริหาร ?อุปาทาน? ให้อยู่ในระดับที่สามารถ ?ควบคุม? หรือ ?กำหนด? ราคาตลาดโลกให้ได้

ฝันกลางวัน หรือกลยุทธ์ระดับโอเปกยังต้องเรียกพี่ ไม่ใช่ประเด็นของบทความนี้ แต่ที่เห็นชัดก็คือไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน ต่างก็ไม่มี ?เป้า? ที่ชัดเจน และยิ่งไม่มี ?หลัก? ที่มั่นคง

นโยบายหรือโครงการอุดหนุนชาวนาชาวไร่ควรมีเป้าที่ชัดเจนที่จะ

หนึ่ง เปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับยุคสมัย เช่นเปลี่ยนจากการใช้ปุ๋ยยาเคมีมาเป็น ?เกษตรอินทรีย์? (Organic Farming) หรืออุดหนุนให้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในการเพาะปลูก เช่นการใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมอุณหภูมิ ระดับน้ำ ฯลฯ

สอง แก้ปัญหาเฉพาะเจาะจง ที่เกษตรกรไม่สามารถแก้ไขโดยลำพังตามระบบกลไกตลาดได้ เช่น ปัญหาขาดระบบชลประทานที่ทั่วถึง (โดยเฉพาะคลองซอยและคลองจ่ายน้ำ) โดยเฉพาะในหน้าแล้ง และปัญหาขาดแคลนเครื่องจักรในการเก็บเกี่ยว และโกดัง หรือยุ้งฉางที่ใช้เก็บรักษาข้าว และลดความชื้น (ระบบไซโลสมัยใหม่)

?เป้า? ทั้งสองส่วนข้างต้น รัฐบาลสามารถเข้ามาช่วยอุดหนุนโดยลงทุนให้ก่อนแล้วค่อยให้เกษตรผ่อนชำระคืนในระยะยาวได้อย่างสบายๆ ทั้งยังใช้เงินงบประมาณน้อยกว่า ?การแจกเงินกินเปล่า? (ที่ต้องผ่อนคืนในรูปของ ?คะแนนเสียง? ในวันเลือกตั้ง ตามคำกล่าวหาของพรรคฝ่ายค้าน) หลายเท่านัก

การออกแบบนโยบาย และการสร้างสรรค์โครงการเพื่อช่วยเหลือและอุดหนุนเกษตรกรที่กระทำอย่างมี ?เป้า? ดังเช่นที่ยกตัวอย่างเล็กๆ ข้างต้น เป็นเรื่องที่กระทำได้ไม่ยาก และได้ผลอย่างมีคุณค่ามหาศาลทั้งต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคเกษตรและแก้ไขปัญหาความยากจนในระยะยาว และต่อการสร้างประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการผลิตและการตลาดในระบบการค้าเสรีได้อีกด้วย

หัวใจสำคัญอยู่ที่ ?ผู้กุมนโยบาย? ทั้งในระดับนักการเมือง และระดับรัฐบาลจะต้องเลิกพฤติกรรม ?จับชาวนาเป็นตัวประกัน? โดยใช้นโยบายประกันราคา หรือนโยบายจำนำข้าว ฯลฯ เป็น ?เหยื่อล่อ? เพื่อให้บรรลุเป้าแห่งการเลือกตั้งเสียที

แล้วหันมายึดหลักให้มั่น ว่าอุดหนุนเกษตรกรต้องเป็นไปเพื่อแก้ปัญหาของเกษตรกร เพื่อประโยชน์ของเกษตรกร ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของนักการเมือง

ขออนุญาตปิดท้ายด้วยข้อความของพวก Utilitarianism : ?The Greatest Good for the Greatest Number? ไม่รู้ว่าจะช่วยกระตุ้นต่อมศีลธรรมของพวกท่านเหล่านั้นได้บ้างไหม?.

วีระ มานะคงตรีชีพ
20 มกราคม 2557
ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: ......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

โพสต์โดย 3111 » พุธ 22ม.ค.2014 04:35

บ้านเกิดเมืองนอน
ไทยโพสต์ออนไลน์ : สิริอัญญา

จับตาการสืบสวน?ยิ่งลักษณ์?คดีทุจริตข้าว

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติตามข้อเสนอของอนุกรรมการ ป.ป.ช. ว่าโครงการรับจำนำข้าวมีการทุจริตมโหฬาร จึงมีมติแจ้งข้อกล่าวหาแก่อดีตรัฐมนตรีและพวก รวม 15 คน

และเห็นว่า การทุจริตจนเกิดความเสียหายมหาศาลนี้พาดพิงถึงนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย จึงให้ทำการสืบสวนสอบสวนการกระทำความผิดของนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วย

หลังจากนั้นมีกรรมการ ป.ป.ช.คนหนึ่งเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า มีการร้องเรียนเรื่องการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวถึง 45 คดี สำหรับนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้นได้ยกข้อกล่าวหาไปแล้วโดยมิได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน 12 คดี และยังมีอีก 7 คดี ที่ต้องตรวจสอบ สืบสวนและสอบสวนต่อไป

ในการลงมติของ ป.ป.ช.ดังกล่าวนี้ แม้จะถูกตำหนิติเตียนอย่างต่อเนื่องยาวนานว่ามีการอุ้มโกง จนเกิดความเสียหายหลายแสนล้านบาท ทั้งๆ ที่ ป.ป.ช. ก็มีอำนาจหยุดยั้งความเสียหายเหล่านั้นได้ และมีการกล่าวหาว่ามี ป.ป.ช. 3 คน ช่วยถ่วงคดีซึ่งถึงวันนี้โฉมหน้าของ ป.ป.ช. 3 คนนี้ กำลังเป็นที่จับตาของประชาชน แต่โชคดีที่มติล่าสุดนั้น กลายเป็นมติเอกฉันท์ จึงไม่ปรากฏร่องรอยของ ป.ป.ช. 3 คนนี้ ต่อสายตามวลมหาประชาชน

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติในเรื่องโครงการรับจำนำข้าวที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ

หนึ่ง การขายข้าวให้ต่างชาติได้ขายในราคาที่ต่ำผิดปกติอย่างมาก คือ ขายต่ำกว่าราคาตลาดและขายต่ำกว่าราคาที่รับจำนำ (ซึ่งไม่มีมนุษย์ที่สุจริตคนไหนเขาทำกัน)

สอง รัฐบาลเคยประกาศว่าขายข้าวได้ทั้งสิ้น 700,000-800,000 ตัน แต่ชี้แจงหลักฐานการขายได้เพียง 300,000 กว่าตัน

สาม มีผลขาดทุนจากการขายข้าวเป็นจำนวนเงินกว่า 425,000 ล้านบาท

สี่ ข้าวที่รับจำนำจากชาวนา เมื่อหักกับจำนวนที่มีหลักฐานว่าขายไปแล้ว ได้ขาดหายไปเป็นจำนวนมาก และยังชี้แจงไม่ได้ว่าข้าวหายไปไหน

ห้า ในจำนวนเงินที่ขายข้าวได้ ได้นำไปชำระหนี้แก่ชาวนาไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเงินที่ขายได้ และไม่สามารถชี้แจงได้ว่า เงินอีกครึ่งหนึ่งที่ขายได้หายไปไหน

หก รัฐบาลอ้างว่าการขายข้าวเป็นการขายแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G to G จึงมิได้มีการเปิดประมูลโดยเปิดเผย แต่ผลการตรวจสอบปรากฏว่า มิได้เป็นการขายข้าวแบบ G to G แต่ประการใด มีการจัดตั้งบริษัทบังหน้าขึ้นมา และบริษัทนี้เป็นผู้ชำระค่าซื้อข้าวแก่กรมการค้าต่างประเทศ และเป็นผู้รับข้าวจากการซื้อ

เจ็ด ป.ป.ช.เคยมีหนังสือเตือนรัฐบาลว่าโครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการที่เอื้อต่อการทุจริตและมีการทุจริตเกิดขึ้น แต่รัฐบาลตอบว่า มีการทุจริตไม่มาก และเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวต่อไป

ประกอบกับการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวนั้น นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั่งเป็นประธานในคณะกรรมการและเป็นประธานในการประชุมคณะรัฐมนตรี รวมทั้งได้แถลงยืนยันต่อสาธารณะว่าเป็นโครงการที่ดี มีประโยชน์ ไม่มีการทุจริต และเป็นผู้ผลักดันโครงการนี้ตลอดมาดังนั้น ป.ป.ช. จึงมีมติให้ทำการตรวจสอบ สืบสวน สอบสวน นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในเรื่องนี้ด้วย

จึงเป็นที่สงสัยของมวลมหาประชาชนว่า เหตุใดการสืบสวน สอบสวน ที่ผ่านมา จึงไม่รวมนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าไปด้วย มิหนำซ้ำก่อนหน้านั้น ป.ป.ช.บางคนยังแถลงฉอดๆ ว่าการสืบสวน สอบสวนไม่เกี่ยวกับนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเป็นการกระทำที่น่าสงสัย อันเป็นที่มาของการจับตามองอยู่

แต่เมื่อ ป.ป.ช. มีมติอย่างนี้แล้ว จึงเป็นอันว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทุจริตรับจำนำข้าวได้มีการสืบสวน สอบสวน จนมีหลักฐานเพียงพอ และมีมติให้แจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริงเดียวกันและใช้ได้กับการสืบสวน สอบสวน นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วย

แต่ถ้ามีการช่วยเตะถ่วงก็อาจกระทำโดยแกล้งโง่แล้วตั้งต้นสืบสวนสอบสวนกันใหม่ หากเป็นเช่นนั้น ก็รับเวรรับกรรมกันเอาเองก็แล้วกัน แต่ถ้าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงเดียวกันกับการสืบสวนสอบสวนกรณีของนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เหลือข้อเท็จจริงที่จะสืบสวนสอบสวนเพียงเล็กน้อย

นั่นคือ จะต้องสืบสวนสอบสวนว่าในโครงการรับจำนำข้าวนั้น นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรี เคยมีคำสั่งเลิกโครงการ หรือระงับโครงการ หรือได้ดำเนินการป้องกันแก้ไขการทุจริตอย่างไร ซึ่งเพียงแค่ ป.ป.ช. มีหนังสือให้ชี้แจงมาเป็นหนังสือ ก็ได้ข้อยุติที่จะสรุปเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาได้

และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็มีอำนาจที่จะติดตามกำกับดำเนินการให้เป็นไปโดยถูกต้องรวดเร็วได้

ก็คอยดูกันว่าการสืบสวนสอบสวนนี้จะใช้เวลากี่วัน หรือกี่ปี? แต่ที่แน่ๆ ก็คือกระบวนการปราบปรามการทุจริตของ ป.ป.ช. ได้เอื้อมมือมาถึงตัวนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้ว
ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: ......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

โพสต์โดย 3111 » พุธ 22ม.ค.2014 10:23

โยกเงินกู้1.4 แสนล้าน จ่ายจำนำข้าว
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 22 มกราคม 2557 10:00

รูปภาพ

รัฐบาลรื้อแผนก่อหนี้ ชะลอแผนลงทุน"รถไฟฟ้า-กฟผ."ปรับเป็นกู้เงินจ่ายจำนำข้าว 1.4 แสนล้าน ขณะที่กกต.ชี้ไม่มีอำนาจพิจารณาก่อหนี้เพิ่มเติม

คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบปรับปรุงแผนก่อหนี้ภาครัฐ เพื่อหาเงินมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าวที่ยังค้างใบประทวนในฤดูผลิต 2556/57 ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติว่าไม่มีอำนาจพิจารณาแผนก่อหนี้ แต่เห็นว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบ หากการก่อหนี้ดังกล่าวมีผลผูกพันรัฐบาลใหม่

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่ารัฐบาลจะดำเนินการตามแผนก่อนหนี้เดิม โดยวานนี้(21 ม.ค.) ครม.รักษาการ เห็นชอบปรับปรุงแผนก่อหนี้ครั้งที่ 1 โดยนำเงินส่วนหนึ่งมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าว

"ทราบว่ากกต.ได้พิจารณาเรื่องเงินกู้โครงการรับจำนำข้าวเสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังไม่เห็นคำวินิจฉัย เบื้องต้นทราบว่ากกต.ไม่ขัดข้อง แต่ขอดูคำวินิจฉัยก่อน หากไม่มีสิ่งใดติดขัดข้อกฎหมาย กระทรวงการคลังก็จะเตรียมจัดหาเงินไปชำระค่าจำนำข้าวให้กับชาวนา ส่วนแหล่งเงินขณะนี้มีสภาพคล่องในประเทศสูง มีวิธีการทั้งออกตราสาร พันธบัตร ไม่จำเพาะเจาะจงว่าจะเป็นสถาบันการเงินใดสถาบันการเงินหนึ่ง"

ในวันนี้(22 ม.ค.) นายกิตติรัตน์ จะแถลงข่าวที่สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม เมืองทองธานี พร้อมกับนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตตรีและรมว.พาณิชย์ ซึ่งจะมีการประชุมร่วมกันกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีก่อนการแถลงข่าว

ในช่วงเช้าวานนี้(21 ม.ค.) นายกิตติรัตน์ เข้าชี้แจงต่อ กกต. โดยชี้แจงกรณีที่รัฐบาลเสนอแผนบริหารหนี้สาธารณะโดยเฉพาะการกู้เงินเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนรับจำนำข้าวเปลือกปี 2557 จำนวน 1.3 แสนบ้านบาท ซึ่ง กกต.ต้องพิจารณาว่า การกู้เงินดังกล่าวจะเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 181 (3) ซึ่งเป็นเรื่องของการดำเนินโครงการที่อาจมีผลผูกพันต่อรัฐบาลชุดต่อไปหรือไม่ โดยใช้กองกิจการนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เป็นสถานที่ประชุม

นายกิตติรัตน์ กล่าวว่าตามที่กระทรวงการคลังมีหน้าที่ในการบริหารหนี้สาธารณะของประเทศ ซึ่งเสนอให้ครม.รับทราบและอนุมัติ แต่เนื่องจากมีการยุบสภา เพื่อให้เกิดความโปร่งใสว่าการดำเนินการตรงนี้ไม่มีอะไรเคลือบแฝงขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 181 ก็เสนอเรื่องให้ กกต.รับทราบและพิจารณา

"ก็มาชี้แจงให้ กกต.เห็นแง่มุมต่าง ๆ ขอยืนยันว่าในมุมของกระทรวงการคลังเราต้องดำเนินการไปตามมติ ครม.ก่อนยุบสภา เรื่องข้าวเป็นหนึ่งในหลาย ๆ เรื่อง แต่ทั้งหมดทุกเรื่องได้มีการอนุมัติโดย ครม.ไว้ก่อนแล้ว เรื่องที่จะดำเนินการเป็นเรื่องที่ต้องทำให้เกิดความต่อเนื่อง ไม่เกิดเป็นภาระหนี้ใหม่ไปผูกพันรัฐบาลในอนาคต"

กกต.โยนรัฐบาลตัดสินใจเอง

ด้านนายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. กล่าวแถลงหลังการประชุม คณะกรรมการ กกต.วานนี้(21 ม.ค.) ว่าการปรับกรอบการบริหารหนี้สาธารณะที่อยู่ในวงเงิน ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ก่อนหน้านี้ัี เป็นเรื่องที่สามารถดำเนินการได้ แต่กกต.ไม่มี อำนาจพิจารณาว่า รัฐบาลรักษาการสามารถก่อหนี้ที่เป็นภาระผูกพันไปยังรัฐบาลใหม่ ได้หรือไม่

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร หนึ่งในคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กล่าวว่า กกต.ไม่มีอำนาจพิจารณาว่ารัฐบาลจะสามารถกู้เงินเพิ่มเพื่อมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าวได้หรือไม่ โดยให้เป็นดุลยพินิจของรัฐบาลพิจารณาเอง

"ผมเห็นว่าเรื่องนี้ กกต.ไม่มีอำนาจไปบอกว่าได้หรือไม่ รัฐบาลต้อง ตัดสินใจเอาเองว่า สิ่งที่จะทำเป็นผลผูกพันกับรัฐบาลชุดต่อไปหรือไม่"นายสมชัย กล่าว

นายสมชัย กล่าวว่ารัฐบาลจะต้องรับผิดชอบ หากมีการร้องเรียน ว่า การกระทำดังกล่าวอาจผิดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ

นายสมชัย กล่าวอีกว่า จากการสอบถามตัวแทนรัฐบาลที่มาชี้แจงต่อ กกต. ว่า หากรัฐบาลดำเนินการกู้เงิน 1.3 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการจำนำข้าวจะสามารถนำมาชำระคืนในช่วงที่เป็นรัฐบาลรักษาการได้หรือไม่ ซึ่งตัวแทนรัฐบาลกล่าวว่าไม่ได้ ต้องใช้ระยะเวลาในขายข้าวถึง 2 ปี

ปรับบริหารหนี้ -โยกกู้เงินใช้จำนำข้าว

ด้านนายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรมช.เกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงมติครม.ว่ามีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง เสนอให้มีการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2557 ครั้งที่ 1 โดยการปรับปรุงยังอยู่ในกรอบที่ครม.ทำได้ เนื่องจากมีการปรับลดหนี้สาธารณะลงประมาณ 5,000 ล้านบาท ทำให้ไม่เป็นภาระผูกพันกับรัฐบาลในอนาคต ส่วนการกู้เงินเพิ่มเติมมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าว จะเป็นการตัดสินใจของกระทรวงการคลัง หลังจากที่มีการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะแล้ว

สำหรับรายละเอียดสำคัญคือการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะลง 5,168.92 ล้านบาท จากเดิม 1,321,499.76 ล้านบาท เหลือ 1,316,330.84 ล้านบาท พร้อมทั้ง อนุมัติการค้ำประกันเงินกู้ให้กับรัฐวิสาหกิจภายใต้กรอบวงเงินของแผนที่ได้ปรับปรุง ซึ่งทั้งหมดเป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการโดยมติ ครม. โดยหน่วยงานไว้ก่อนวันที่ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร

ตามแผนปรับหนี้ คือ จะลดแผนกู้เงินในโครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง 2 ล้านล้านบาท ที่เดิมมีแผนจะกู้เงินในปี 2557 ประมาณ 1.2 แสนล้านบาทออก เนื่องจาก พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาทอยู่ในขั้นตอนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งปรับลดแผนการก่อหนี้ใหม่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ให้ปรับลดวงเงินกู้ประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาทออกจากแผนนบริหารหนี้สาธารณะ

หลังจากนั้น จะเพิ่มก่อหนี้ใหม่ 2 รายการ รวมเงิน 143,244 ล้านบาท ได้แก่ 1.เงินกู้เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินโครงการที่มีวัตถุประสงค์ในการแก้ปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตามนโยบายรัฐบาล 13,244 ล้านบาท และ เงินกู้เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก(นาปี) ปีการผลิต2556/57 จำนวน 130,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เพื่อรักษาวินัยการคลัง จึงเห็นควรนำเสนอ ครม.พิจารณาอนุมัติให้กำหนดวงเงินดำเนินโครงการรับจำนำผลผลิตทางการเกษตรคงค้างทั้งหมดให้อยู่ภายใต้วงเงินกู้ไม่เกิน 410,000ล้านบาท และเงินทุนของธกส. ที่ไม่เกิน 90,000ล้านบาท อย่างช้าที่สุดวันที่ 31ธ.ค.2557 (อ่านรายละเอียดหน้า2)

ผลจากการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะ ได้ทำให้ระดับของหนี้สาธารณะ อยู่ที่ 47.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี). และมีภาระหนี้ต่องบประมาณอยู่ในระดับที่ 7.4% ซึ่งไม่เกินกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครม.ได้ขออนุมัติเรื่องดังกล่างก่อนที่จะมีมติจากกกต.ในช่วงเย็นของวันที่21ม.ค โดยมีการปรึกษากันว่า ถ้า กกต.เห็นชอบให้ดำเนินการกู้เงิน 130,000 ล้านบาทได้ ก็จะสามารถดำเนินการได้ทันทีเพราะมีมติ ครม.แล้ว แต่ถ้ากกต.ไม่เห็นชอบก็จะมาปรึกษาหารือกันใหม่

ทั้งนี้ เป็นที่สังเกตด้วยว่าในการปรับปรุงแผนดังกล่าวได้ขยายกรอบการทำงานในเรื่องของการใช้เงินในโครงการรับจำนำข้าว ให้อยู่ภายใต้วงเงิน 500,000 ล้านบาท ภายในวันที่ 31ธค.2557 แบ่งเป็นวงเงินกู้ไม่เกิน 410,000 ล้านบาท และเงินทุนของธกส. ที่ไม่เกิน 90,000ล้านบาท จากเดิมที่กำหนดกรอบนี้ไว้ที่สิ้นปี 2556

"สมชัย"แจงมติกกต.ไม่รับพิจารณา

ด้านนายสมชัย กกต. ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ได้โพสต์เฟสบุกส่วนตัว โดยระบุว่ามติ กกต. เรื่องเงินกู้จำนำข้าว ดังนี้

1.เรื่องที่รัฐบาลขอให้ กกต. อนุมัติขยายวงเงินกู้ 130,000 ล้านเพื่อไปชำระหนี้ชาวนา กกต.เห็นว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจแก่ กกต. ในการอนุมัติประเด็นดังกล่าว เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา181(3) เขียนไว้เพียงว่า รัฐบาลรักษาการไม่สามารถกระทำการใดๆ ที่มีผลผูกพันคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป โดยไม่มีเขียนว่า เว้นแต่ได้รับอนุมัติจาก กกต.

2.ดังนั้นการพิจารณาจึงมี 2 ประเด็นใหญ่ๆ คือ ประเด็นแรก เรื่องขยายวงเงินกู้ 130,000 ล้าน อยู่ในอำนาจอนุมัติ กกต. หรือไม่ คำตอบคือ ไม่

3.ประเด็นที่สอง การกู้เงินดังกล่าว เป็นการผูกพันกับ ครม.ชุดต่อไปหรือไม่ ซึ่งตัวแทนฝ่ายรัฐบาลพยายามอธิบายว่าไม่ผูกพัน แต่คำถามที่ถามในที่ประชุม เพื่อนำไปสู่คำตอบว่า ผูกพันหรือไม่ มีหลายคำถามเช่น เงินกู้ 130,000 ล้าน เป็นเงินที่รัฐบาลรักษาการ สามารถขายข้าวมาใช้คืน ก่อนมีรัฐบาลใหม่หรือไม่ คำตอบคือ ไม่

อีกทั้งข้าวในสต็อก มีเท่าไร มีมูลค่าเท่าไร และจะใช้เวลาเท่าไรในการขายข้าวเพื่อให้ได้เงินคืน คำตอบคือ มีประมาณ 14 ล้านตัน เป็นมูลค่าประมาณ 200,000 ล้านบาท และจะใช้เวลาในการขายประมาณ 2 ปี และนโยบายจำนำข้าว เป็นนโยบายที่รัฐบาลชุดต่อไปจำเป็นต้องยึดเป็นนโยบายต่อไปหรือไม่ คำตอบคือ ไม่

4.ดังนั้นประเด็นที่ จะถือว่า ผูกพันหรือไม่ จึงเป็นประเด็นที่รัฐบาลต้องพิจารณาเอง หากแน่ใจว่า ไม่ผูกพัน ก็ดำเนินการกู้เงินเพื่อไปชำระหนี้ชาวนาได้เลย แต่หากคิดว่า ผูกพัน ก็ไม่ควรดำเนินการ เพราะจะขัดรัฐธรรมนูญ และ 5.มติ กกต. จึงไม่ใช่ ก. อนุมัติ หรือ ข. ไม่อนุมัติ แต่เป็น ค. คือ ไม่รับพิจารณาและให้รัฐบาลตัดสินใจเอง

เผยยอดใบประทวนพุ่ง 1.7 แสนล้าน

นายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส.กล่าวถึงความคืบหน้าการจ่ายเงินในโครงการจำนำข้าวปีการผลิต 2556/57ว่า ยอดใบประทวนที่เข้าสู่โครงการจำนำข้าวล่าสุดมีจำนวน 10.41 ล้านตัน คิดเป็นเงินที่ต้องจ่ายจำนวนประมาณ 1.7 แสนล้านบาท ในจำนวนดังกล่าว ธ.ก.ส.ได้จ่ายเงินให้แก่เกษตรกรที่เข้าโครงการแล้วจำนวน 5.19 หมื่นล้านบาท คิดเป็นจำนวนข้าว 3.2 ล้านตัน ขณะนี้ มีวงเงินเหลือที่จะจ่ายได้ประมาณ 4 พันล้านบาท

ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายข้าวได้ประเมินว่า จะมีจำนวนข้าวนาปี 2556/57 ที่เข้าสู่โครงการรับจำนำคิดเป็นจำนวนเงิน 1.5 แสนล้านบาท แต่ขณะนี้ ยอดใบประทวนที่เข้าโครงการได้เกินกว่ากรอบคาดการณ์ และ ทางธ.ก.ส.คาดว่า จนถึงสิ้นฤดูการผลิตข้าวนาปี หรือประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์จะมีจำนวนข้าวที่เข้าโครงการคิดเป็นเงินประมาณ 1.9 แสนล้านบาท
ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: ......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

โพสต์โดย 3111 » จันทร์ 03ก.พ.2014 11:35

รูปภาพ


ชาวนาที่เดือดร้อนอย่างหนักจากนโยบายจำนำข้าว 10 อันดับแรก จาก ใบประทวนรอบฤดูกาลจำนำข้าว 56/57 จำนวน 1.8 ล้านใบประทวน ติดค้างค่าจำนำข้าว 1.4 ล้านใบ ภาคอีสาน 8 แสนใบ ภาคเหนือ 5 แสนใบ แต่พอมาแยกเป็นรายจังหวัด มีการจัดอันดับมูลค่าของเงินค่าจำนำข้าวที่ชาวนายังไม่ได้รับแยกเรียง ?10 จังหวัด ที่ชาวนาเดือดร้อนมากที่สุด" พบว่า อันดับ 1. นครสวรรค์ เบี้ยวเงินค่าข้าวชาวนารวม 8,500 ล้านบาท 2. กำแพงเพชร 7,900 ล้านบาท 3 .พิจิตร 7,400 ล้านบาท 4. อุบลราชธานี 6,900 ล้านบาท 5. พิษณุโลก 6,600 ล้านบาท และอันดับ 6-10 สุรินทร์ โคราช ศรีสะเกษ สุโขทัย และกาฬสินธุ์

ผมได้รับทราบข่าวมาจากเพื่อนๆในภาคอีสานว่า จังหวัดใดที่พลังอำนาจเสื้อแดง นปช.มีสูง ใครมีมือที่มองไม่เห็นมากและยาวกว่า จังหวัดต่างๆเหล่านั้นก็จะได้รับเงินเร็วและครบถ้วนทั่วถึง แทบไม่น่าเชื่อว่ารัฐไทยจะบริหารประเทศกันแบบนี้ สงสารชาวนาชาวไร่และเกษตรกรไทยมากครับ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่แผ่นดินจะเบาขึ้นและสะอาดขึ้นมาบ้างหนอ เพราะตอนนี้พวกหนักแผ่นดินมีมากเสียเหรอเกิน พึ่งพากลับอำนาจใดๆคงยาก นอกจากนกหวีดกับส้นตีนของมวลมหาประชาชนนั่นแหละดีที่สุด ...
ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: ......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

โพสต์โดย wisnu 01 » จันทร์ 03ก.พ.2014 13:01

เรื่องข้าวเปลือก-ข้าวสาร ที่เป็นปัญหาจากรัฐบาลชุดนี้นั้น
หลาย ๆ ท่านคงจะได้ทราบถึงสาเหตุมาแล้วจากการอ่านบทความ
และจากผู้รู้หลาย ๆ ท่านตามเวทีหลาย ๆ แห่งที่มีอยู่ทั่วไปในกรุงเทพฯ

แต่ที่กระผมยังข้องใจอยู่ก็คือเรื่องน้ำท่วมเมื่อปี 2554 ปรากฏว่าเขื่อน
หลายเขื่อนต่างระบายน้ำออกมาพร้อม ๆ กันด้วยเกรงว่าเขื่อนจะแตก
ผมเคยไปเที่ยวที่เขื่อนศรีนครินทร์ กาญจนบุรีเมื่อหลายปีมาแล้ว ทราบจาก
ผู้บรรยายบอกว่า เขื่อนทุกเขื่อนจะไม่มีวันแตกเนื่องจากมีน้ำมากเกินไป เนื่องจาก
ทุกเขื่อนจะมี สปริงค์เวย์ ระบายออกกรณีที่มีน้ำมากเกิน เขาจะค่อย ๆ ระบายออก
โดยไม่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนเพื่อรอรับน้ำฝนจากพายุลูกใหม่ เขื่อนจะแตกก็มีแค่
2 อย่าง คือ เกิดจากระเบิด และเกิดจากแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง พอผมเห็นข่าวว่า
พวกเขาเปิดน้ำจากเขื่อนพร้อม ๆ กันเนื่องจากเกรงว่าเขื่อนจะแตกก็รู้ทันทีว่าน้ำท่วมแน่
ก็ไม่ทราบว่าพวกเขารู้หรือว่าไม่รู้กันแน่ ในที่สุดน้ำก็ท่วมดังที่เพื่อน ๆ บางท่านได้พบกับ
สิ่งที่เกิดขึ้นและได้รับผลกรรมทุกข์ไปพร้อมกับเพื่อน ๆ ชาวบ้าน....กระผมขอนำบางส่วน
จากเวปมาให้ท่านได้อ่านกันครับ แล้วลองคิดว่าจะเป็นความผิดของใครกันบ้างในกรรมครั้งนั้น


เมื่อย้อนไปถึงเรื่อง "น้ำก้อนใหญ่" ก่อนถล่มภาคกลาง มีสัญญาณหรือไม่
ดร.สมิทธระบุว่า ถ้ามีคนศึกษาเอาข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยามา การพยากรณ์ระยะไกล เหมือนอย่างที่สหรัฐทำ ที่เรียกว่า Long Range Forecast และที่เขาทำมาตลอดคือ ทั้งที่อเมริกา มีศูนย์ที่ฮาวาย ญี่ปุ่น จีนมีกรมอุตุฯ ประเทศไทยก็มีการทำนาย เรื่องนี้ แต่ข้อมูลไม่มีใครเอาไปใช้ หรือเอาไปใช้ ถ้าไม่มีการอธิบายรายละเอียด คนเอาไปใช้ก็เอาไปใช้ไม่เป็น พอส่งให้กรมชลประทาน ส่งให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็ไม่เชื่อถือ คือ ถ้าข้อมูลนี้นำไปใช้ รู้เลยว่าปริมาณฝนที่ตกในฤดูนี้จะมากกว่าปกติ ช่วงไหน ช่วงต้นฤดูฝนมีเท่าไหร่ กลางฤดูฝนมีเท่าไหร่ ปลายฤดูฝนมีเท่าไหร่ พายุจะเข้าต้น-กลาง-ปลายฤดูฝน พายุเข้ากี่ลูก เพราะฉะนั้น ผู้บริหารน้ำต้องรู้ว่า ปริมาณฝนที่จะตกต้นฤดูฝนจะเก็บน้ำในเขื่อนเท่าไหร่ ไม่ใช่ตกปุ๊บเก็บปั๊บ น้ำล้นเลย พอกลางฤดูฝนน้ำเต็มเขื่อนแล้ว พอปลายฤดูฝน ฝนตกมาไม่รู้จะทำยังไง ตกใจ ปล่อยน้ำไหลออกมา แล้วก็ปล่อยแบบไม่มีขั้นตอนการปล่อย อยากปล่อยก็ปล่อย ปล่อยพรวดเดียว 3 เขื่อนพร้อมๆ กัน

"ขนาดปล่อยเขื่อนเดียวก็ตายแล้ว เขื่อนภูมิพลปล่อยทีเดียว 100 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน แค่เขื่อนเดียว เราระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มภาคกลาง จากแม่น้ำบางปะกง แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน ระบายออก 500 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ปล่อยมาอย่างนี้มันก็ท่วมระบายออกไม่ทัน ยังมีเขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนลำตะคอง พวกนี้ไม่มีติดต่อประสานงานกันเลย จะปล่อยแล้วนะ คุณรับได้มั้ย ก็เก็บไว้ก่อนก็ได้"

ดร.สมิทธเล่าว่า ตนเคยคุยกับคุณปราโมทย์ ไม้กลัด ว่า การปล่อยน้ำแล้วน้ำท่วมแบบนี้ ควรต้องมีคนรับผิดชอบ ต้องมีการสอบสวน ถือว่าเป็นการทำลายเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าปล่อยน้ำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ให้อภัยไม่ได้ แต่ปล่อยโดยหวังทำลายการบริหารรัฐบาล หรือพรรคใดพรรคหนึ่ง ผู้บริหารคนใดคนหนึ่ง มันผิดมหันต์

"ไม่มีเจตนาแอบแฝงได้ไง ปล่อยไม่หยุด ปล่อยยาว ไปดูบันทึกของกรมชลประทาน หรือ กฟผ. ไม่เคยปล่อยน้อยลง มาน้อยลงตอนหลัง ตอนฝนหยุดตกแล้ว อ้างฝนตกเข้าเขื่อนมากต้องปล่อยมาก เขื่อนทำไว้ระบายน้ำโดยอัตโนมัติ ถ้าน้ำขึ้นมากๆ ไม่ให้ล้นสันเขื่อน มีสปริงเวย์ให้น้ำระบายออกสันเขื่อนอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวเขื่อนรับน้ำไม่ได้ คนไม่รู้กลัวเขื่อนแตก แต่ไม่มีเขื่อนที่ไหนในโลกแตกเพราะน้ำท่วมเลย ไม่มี สร้างมาแข็งแรงมาก เขื่อนใหญ่ๆ ไม่มีแตกเพราะน้ำล้นเขื่อน มีแต่เขื่อนเล็กๆ ทำด้วยดินอัด หินอัดน้ำล้น แต่เขื่อนภูมิพลคอนกรีตไม่มีทาง มีความปลอดภัย"

เมื่อถามว่า นอกจากสอบสวนกรมชลฯ ประชาชนฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ไหม ดร.สมิทธเล่าว่า มีราษฎรหลายรายโทร.มาหา และถามว่าจะฟ้องร้องรัฐบาลได้ไหม ข้อหาทำให้เกิดความเสียหาย และบอกว่าพวกทำเกษตรกรรมน้ำท่วมนาเป็นพันไร่จะรวมตัวกันฟ้อง ส่วนพวกทำนิคมอุตสาหกรรมก็บอกจะฟ้อง

"ผมก็บอกไปว่า ต้องมีเหตุผลในการฟ้อง ต้องมีถ่ายภาพบันทึกความเสียหาย น้ำท่วมยอดข้าว ท่วมหมด ข้าวหายใจไม่ได้ก็ตาย ถ้าปล่อยมาให้ถูกระดับข้าวก็โตได้ ยอดข้าวก็หนีน้ำได้ ออกข้าวออกรวง แต่นี่ไม่ได้ศึกษา อยากปล่อยก็ปล่อย ที่ผมโกรธมาก ปล่อยพร้อมกันได้ยังไง 3-4 เขื่อน ปริมาณน้ำมหาศาลต่อวัน แล้วโทษพนังกั้นน้ำ เอะอะโทษธรรมชาติ เอาความผิดโทษธรรมชาติไว้ก่อน ตัวเองจะได้ไม่มีความผิด"

ดร.สมิทธวิพากษ์ถึงวิธีการของภาครัฐในการแก้ปัญหาน้ำท่วมอีกว่า อย่างให้น้ำผ่าน กทม. เถียงกันอยู่นั่น ป่านนี้ก็ยังเถียงอยู่ ใครจะปล่อยน้ำ เก็บน้ำยังไง คนที่ปล่อยทีแรกนึกว่า กทม.เป็นผู้บริหารประตูน้ำ ไปๆ มาๆ เป็นกรมชลประทานอีกแล้ว ตอนนี้เลยไม่รู้ใคร รองอธิบดีกรมชลฯ ถือกุญแจ การปล่อยน้ำกับการระบายน้ำต้องประสานกัน มีวิทยุติดต่อกัน ต้องบริหารจัดการน้ำให้คงที่ขณะที่ปล่อยน้ำมา การสูบออกต้องประสานกัน ประสิทธิภาพการระบายน้ำ กทม.มีอยู่สูงสุดระบายได้เท่าไหร่

น้ำที่เป็นปัญหา ประตูน้ำแถวปทุมธานี ถ้าปล่อยให้ลงมา แล้วระบายออกคลองสำโรงพวกนี้มีเครื่องสูบน้ำใหญ่ๆ สูบออกได้ แต่ต้องปล่อยให้ปริ่มๆ อย่าปล่อยมากเดี๋ยวท่วม ค่อยๆ ระบาย แต่ตอนนี้ตกลงกรมชลประทานจะผันน้ำให้อยู่ทางทิศตะวันออก ออกแม่น้ำบางปะกง ทัน แต่มันยาว อีกอันลงแม่น้ำท่าจีน มันยาว จะแห้งช้า

ไหนๆ น้ำก็ท่วมแล้ว การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคงไม่มีใครฝากความหวังอะไรมากนัก เพราะตอนนี้ทุกคนคงอยากให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ จะได้ผ่านไปให้เร็วที่สุด แต่อนาคตนี่สิ มีข้อแนะนำหรือไม่

ดร.สมิทธแนะนำว่า ต้องทำวิธีการระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ฝนตกเท่าไหร่ให้ออกซัก 80% ของปริมาณฝนที่ตก ก็ไม่มีน้ำท่วม แต่ต้องเก็บน้ำไว้นะ ไม่ใช่ปล่อยหมด เดี๋ยวหน้าแล้งคราวนี้ปล่อยหมด ตายเลย ไม่มีข้าวจะกินแล้ว นาแล้งจะทำนาปรัง ไม่มีน้ำทำนา ไปซื้อข้าวเวียดนามกิน ไม่มีข้าว ไม่มีน้ำไล่น้ำทะเล หน้าแล้งน้ำทะเลหนุนตามแม่น้ำเจ้าพระยา เกิดเข้าไปในคลองประปา ไม่มีน้ำประปากิน ถ้าไม่มีน้ำเขื่อนภูมิพล-เขื่อน สิริกิติ์มาไล่น้ำเค็ม น้ำจะขึ้นแถวนนทบุรี สวนทุเรียนนับพันๆ ไร่เสียหาย ก้านยาวลูกละ 2-3 พัน ต้องคิดหลายอย่าง ถ้านักวิชาการมารวมหัวกัน นี่กำลังจะทำ กลัวเขาเรียก หัวแข็งก่อการปฏิวัติ ภาคเอกชนโทร.มาให้นักวิชาการรวมตัวกัน คงต้องรอน้ำลด

และนับจากนี้ไปBOI ต้องดูพื้นที่ตั้งนิคมที่เหมาะสม และมีระบบป้องกันตัวเอง มีเขื่อนป้องกันน้ำท่วม สร้างนิคมแล้วใกล้การขนส่งสินค้าทั้งเข้า-ออก ใกล้ท่าเรือ พื้นที่ก่อสร้างมีสาธารณูปโภคพอเพียงหรือไม่ มีที่อยู่คนงาน อย่างสนามบินสุวรรณภูมิ 2.2 หมื่นไร่ ต้องสร้างเขื่อนสูงและมีระบบระบายน้ำ เครื่องดูดน้ำจากรันเวย์สนามบินได้ทัน มีสันเขื่อนและปลูกต้นไม้บนสันเขื่อนให้รากยึดดินไม่ให้พัง ฉะนั้นสนามบินสุวรรณภูมิปลอดภัย

"สนามบินไม่ควรสร้างตรงนี้ เพราะปิดกั้นทางระบายน้ำ แต่ก่อนเป็นหนองงูเห่า เป็นแก้มลิงโดยธรรมชาติ ในหลวงเคยรับสั่ง 'ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมสร้างสนามบินในนี้' เป็นที่เก็บน้ำ เป็นแก้มลิงธรรมชาติ น้ำ กทม.ระบายมาที่นี่ หน้าแล้งมาทำนา แล้วระบายออก พอปิด 2 หมื่นกว่าไร่ น้ำก็ท่วม"

เมื่อพูดถึงแก้มลิงรับน้ำ ดร.สมิทธเสนอรัฐบาลว่า บึงบอระเพ็ดควรจะเป็นพื้นที่รับน้ำที่ดี เพราะพื้นที่ใหญ่กว่าสนามบินสุวรรณภูมิ สามารถทำแก้มลิงเก็บน้ำไม่ให้ไหลลงมาท่วมที่ กทม.ได้ แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ เพราะบึงนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดูแล แล้วก็เป็นที่เพาะพันธุ์ปลา กรมประมงก็เกี่ยวข้องด้วย ทั้งที่จริงแล้ว กระทรวงเกษตรต้องการขุดลอกบึงเก็บน้ำ แต่กรมชลประทานต้องการใช้เป็นแก้มลิง เพราะสามารถเก็บน้ำได้ล้านล้าน ลบ.ม. น้ำไหลจากชัยนาท ลพบุรี เก็บที่บึงได้ เวลานี้หน้าแล้งตื้นเขิน รถขนดินลงวิ่งได้ แต่ทำไม่ได้ ต้องเป็นนโยบายแห่งชาติ มานั่งคุยกัน

ที่ว่าท่วม 1 เดือนจริงหรือไม่
"ตอนนี้น้ำตั้งแต่นครสวรรค์ ลพบุรี ชัยนาท อยุธยา 12,000 ล้าน ลบ.ม. คุณลองเอา 500 ที่เป็นอัตราการระบายน้ำที่เราจะทำได้มาหารดูซิว่ากี่วัน คำตอบที่ได้คือ 24 วัน"

สุดท้าย นักวิชาการด้านภัยพิบัติทางธรรมชาติสรุปว่า ปัญหาน้ำท่วมประเทศไทยครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ที่ภัยธรรมชาติ!!!

"ผมว่าภัยธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดคือ นักการเมือง เป็นบาปจริงๆ นะคนไทย ชาติก่อนอาจจะทำบาปไว้"!!!!

"การปล่อยน้ำแล้วน้ำท่วมแบบนี้ ควรต้องมีคนรับผิดชอบ ต้องมีการสอบสวน ถือว่าเป็นการทำลายเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าปล่อยน้ำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ให้อภัยไม่ได้ แต่ปล่อยโดยหวังทำลายการบริหารรัฐบาล หรือพรรคใดพรรคหนึ่งผู้บริหารคนใดคนหนึ่ง มันผิดมหันต์"


เมื่อท่านได้อ่านแล้วท่านมีความเห็นอย่างไรครับ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: ......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

โพสต์โดย 3111 » พุธ 05ก.พ.2014 09:14

WISNU 01 ครับ เรื่องน้ำท่วมปี 2554 นั้น ผมคิดว่ารอเอาไว้ให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลหมดอำนาจในการบริหารรัฐกิจเสียก่อนเถอะครับ ผมรับรองว่าจะมีผู้เข้าคิวฟ้องร้องรัฐบาลในขณะนั้นอย่างมากมายแน่นอน อดใจรออีกสักนิด ตอนนี้มารอดูกรรมติดจรวดสนองไอ้อีที่กินชาติบ้านเมือง ไม่ได้ทำนาแต่หากินกับชาวนาโดยทำนาบนหลังชาวนาอย่างชั่วช้าสามานย์ ไม่มีความละอายต่อบาปกรรมและเกรงกลัวต่อกฎหมายและผลกรรมที่จะบังเกิดขึ้นตามมา ไม่มีข้อแก้ตัวอันใดที่จะไปซัดทอดโยนความผิดให้ใครๆอีกแล้ว ผิดกฏหมายแน่นอน ไม่ติดคุกก็ต้องหลบหนีออกไปนอกประเทศเป็นสัมภเวสีเร่ร่อนไปตามเวรกรรมที่ได้ทำเอาไว้ และรับรองว่าจะไม่มีทางได้กลับมาบริหารชาติบ้านเมืองได้อีกต่อไปแล้ว ไปแล้วไปลับ ไม่กลับคืนมาแล้วครับ

คุณสุทธิชัย หยุ่น (กาแฟดำ) ได้สรุปสาระสำคัญผลกรรมของโครงการจำนำข้าวเอาไว้ชัดเจนเข้าใจง่าย ใครจักทำกรรมอันใดไว้ ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น ....... ผมอยากให้ท่านๆได้อ่านกันสักนิดครับ

ประชานิยมจำนำข้าว, เงินกู้ กับชะตากรรมรัฐบาลรักษาการ
กาแฟดำ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557 01:00
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

รัฐบาลรักษาการ ของ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะหาแหล่งเงินกู้มาจากไหน เพื่อจ่ายแก่ชาวนาตามโครงการรับจำนำข้าวที่เป็นประเด็นร้อนแรงมาตั้งแต่ต้น ผมไม่ทราบ แต่ที่ค่อนข้างแน่นอน คือ ไม่ว่าจะหาทางออกอย่างไร ก็จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะกระทำผิดกฎหมาย

ชาวนามีสิทธิเรียกร้องให้รัฐบาลต้องหาเงินมาจ่าย เพราะนั่นคือคำมั่นสัญญาของผู้ปกครองประเทศ แต่เมื่อผู้บริหารบ้านเมืองไม่คิดอะไรให้รอบคอบ ไม่ฟังเสียงเตือนที่มาจากผู้คนมากมายหลากหลาย มาเป็นเวลาแรมปี รัฐบาลก็จะต้องเผชิญกับผลกรรมของสิ่งที่ตนดันทุรังเดินหน้า ทั้งๆ ที่รู้ว่าเส้นทางตีบตันอย่างยิ่ง

ฝ่ายบริหารและสหภาพแรงงานของธนาคารรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน และธนาคาร ธ.ก.ส. ออกมาต่อต้าน การที่ฝ่ายการเมืองจะมากดดันให้ปล่อยกู้ เพราะความเสี่ยงสูง และเป็นการผิดวินัยการบริหารความเสี่ยงสำหรับสถาบันการเงินอย่างยิ่ง

จึงเกิดการเชิญชวนสถาบันการเงิน 34 แห่ง ให้มาประมูลเสนอเงินกู้ให้กับรัฐบาล เริ่มที่สัปดาห์ละ 20,000 ล้านบาท จนครบจำนวน 135,000 ล้านบาท อันเป็นก้อนเงินที่ขาดสำหรับฤดูที่ต้องจ่ายเงินเฉพาะหน้านี้

ผลปรากฏว่า ไม่มีสถาบันการเงินไหนเสนอตัวเข้าแข่งขัน เหตุผลก็คงเข้าใจไม่ยาก ใครเป็นผู้บริหารธนาคารที่ต้องรับผิดชอบต่อเงินฝากของประชาชน ก็จะต้องคิดใคร่ครวญให้รอบคอบกับการทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงทางด้านการเมืองสูงเช่นนี้

เพราะว่านโยบายจำนำข้าวเป็นนโยบายประชานิยม มีที่มาที่ไปเป็นการเมือง หากเป็นโครงการของธุรกิจเอกชน ขาดทุนป่นปี้อย่างนี้ ผู้บริหารโครงการถูกไล่ออกไปนานแล้ว และยังต้องรับผิดชอบตามกฎหมายอีกด้วย เพราะมีการเตือนว่าอย่าทำอย่างนี้มาตลอด

แล้วถ้า กระทรวงการคลัง ออกเป็นพันธบัตรเงินกู้ล่ะ? หลายคนบอกว่าธนาคารพาณิชย์และประชาชนทั่วไปคงจะสนใจน้อย เพราะประเมินว่าความเสี่ยงสูง อาจไม่ได้ผลตอบแทนเท่าที่ควร หรืออาจไม่สามารถถอนหน่วยลงทุนได้ เพราะติดขัดประเด็นอำนาจรัฐบาลรักษาการ

ข่าวบอกว่า ถ้าธนาคารไทยไม่เข้าร่วมประมูล เพราะว่าวิตกกังวลในแง่กฎหมาย และผู้ฝากเงินอาจพากันมาถอนเงินฝาก กระทรวงการคลัง ก็จะไปกู้ธนาคารต่างประเทศและธนาคารรัฐแทน

คำถามก็คือว่า ถ้าธนาคารไทยเองเห็นว่ามีความเสี่ยงสูง ผู้บริหารธนาคารต่างประเทศจะคิดว่าธุรกรรมเดียวกันนี้ จะมีความเสี่ยงต่ำหรืออย่างไร ยังน่าสงสัย

คำเตือนเรื่องนี้ มาจากคนที่ทำหน้าที่เป็น ?มืออาชีพ? หลายฝ่าย แม้ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของราชการ แต่ก็ต้องทำหน้าที่ของตนในการเสนอข้อเท็จจริง ที่นักการเมืองควรทราบ โดยเฉพาะสำหรับ ?นักการเมืองรักษาการ...? ที่ต้องสำนึกในความรับผิดชอบของตนต่อเสถียรภาพทางการเงินการทองของประเทศ

สำนักข่าวอิศรา อ้างหนังสือด่วนที่สุด จาก สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ลงวันที่ 31 มกราคม 2557 ถึง คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รักษาการรัฐมนตรีคลัง เรื่องการจัดหาแหล่งเงินกู้ เพื่อมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล ตอนหนึ่งว่า

?สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน มีความห่วงใยต่อการดำเนินการใดๆ ของรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรณีปัญหาการจ่ายเงินรับจำนำข้าวดังกล่าวข้างต้น พิจารณาแล้ว มีความเห็นว่าการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการรับจำนำข้าวเปลือก (นาปี) ปีการผลิต 2556/57 จากแหล่งใดๆ ก็ตาม จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ไม่ขัดหรือแย้งต่อบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ตลอดจนขั้นตอนการดำเนินงานที่กำหนดไว้อย่างถูกต้อง โดยเคร่งครัดและรอบคอบ เพราะหากว่าการดำเนินการดังกล่าวเข้าสู่การวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญแล้ว ปรากฏว่าการดำเนินการไม่ถูกต้อง ผู้อนุมัติและผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น....?

ก่อนหน้านี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ มีหนังสือทางการถึงคุณกิตติรัตน์ เตือนว่าการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2557 สำหรับโครงการรับจำนำข้าวเปลือก อาจจะถูกวินิจฉัยชี้ขาดโดยองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญฯ ต่อไปได้ ว่าการดำเนินการดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 181 (3) หรืออาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้

แต่ คุณกิตติรัตน์ ก็ยืนยันด้วยลายลักษณ์อักษร ว่า

?การที่ กกต. ระบุว่า การดำเนินการตามมติ ครม. วันที่ 21 มกราคม 2557 ไม่เข้าข่ายการใช้จ่ายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181 (1), (2) และ (4) และ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่าการดำเนินการตามมติ ครม. ดังกล่าว ไม่ขัดต่อมาตรา 181 (3) ของรัฐธรรมนูญ ในขณะที่กระทรวงการคลังมีภารกิจที่ต้องดำเนินการตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2556 และ วันที่ 21 มกราคม 2557 จึงยืนยันให้ดำเนินการตามมติ ครม. วันที่ 21 มกราคม 2557 ต่อไป...?

เมื่อ รัฐบาลรักษาการ ประกาศ ?ลุย? เรื่องนี้ อย่างนี้แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นก็คงรู้กัน...ในไม่ช้า
ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: ......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

โพสต์โดย 3111 » พฤหัสฯ. 06ก.พ.2014 06:49

โคลงโลกนิติได้บอกไว้ว่า :-

?สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ ในตน

กินกัดเนื้อเหล็กจน กร่อนขร้ำ

บาปเกิดแต่ตนคน เป็นบาป

บาปย่อมทำโทษซ้ำ ใส่ผู้บาปเอง?
ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: ......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

โพสต์โดย 3111 » ศุกร์ 07ก.พ.2014 12:18

ผมคิดเอาไว้ว่าจะไม่โพ๊สเรื่องชาวนากับระบบข้าวไทยอีกแล้ว ผมจึงได้โพ๊สโคลงโลกนิติปิดท้ายเอาไว้ เพราะทนไม่ได้ที่เห็นความทุกข์ระทมของพี่น้องชาวนาไทยส่วนใหญ่ของประเทศไทย ทำให้ผมอดใจที่จะก่นด่าต่อบุคคลทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับการทำลายระบบข้าวไทยไม่ได้ จึงคิดว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว รอเอาไว้มีโอกาสผมอาจจะได้เข้าไปช่วยชาวนาปลูกข้าวด้วยวิถีพอเพียง ตามองค์ความรู้และเครือข่ายที่มีอยู่ทั่วประเทศไทย แนวคิดต่างๆผมได้แสดงเอาไว้แล้วตอนต้นกระทู้นี้

วันนี้มีข่าวกำนันสุเทพออกเดินรับบริจาคเงินช่วยชาวนาเอาไว้เป็นทุนในการต่อสู้เรียกร้องเงินค่าข้าวจากรัฐบาล ผมเปิดแนวหน้าออนไลน์เข้าไปดู พบรูปภาพต่างๆที่มีทั้งคนแก่ คนหนุ่ม เด็ก มารุมล้อมร่วมบริจาคเงินเพื่อช่วยชาวนา ตื้นตันใจแทนชาวนามากจนน้ำตาไหลออกมาไม่รู้ตัว ที่สุดแล้วคนไทยก็ยังรักพวกรักพ้อง มีจิตเมตตาสงสารผู้ลำบากตกทุกข์ได้ยากและจะไม่ทอดทิ้งกันเป็นอันขาด ผมเชื่อแบบนี้ครับ



รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ
ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: ......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

โพสต์โดย 3111 » อาทิตย์ 09ก.พ.2014 04:40

9 ก.ค.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. กล่าวปราศรัยบนเวทีมวลมหาประชาชนจุดปทุมวันเสร็จสิ้น ได้มีกลุ่มชาวนาจากจังหวัดพิจิตรมาขึ้นเวที เพื่อบอกเล่าถึงความเดือดร้อนที่ไม่ได้รับเงินค่าจำนำข้าวจากรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม โดย นางนวลจันทร์ ญาติประทุง ชาวนาจาก ต.ทุ่งใหญ่ อ.โพธิประทับช้าง จังหวัดพิจิตร เป็นตัวแทนบอกเล่าความเดือดร้อน จนกลายเป็นวรรคทองของความขมขื่นชีวิตจริงที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่เคยสัมผัสรับรู้ที่ว่า "คุณยิ่งลักษณ์ คุณมีลูก ฉันก็มีลูก คุณตื่นมาลูกคุณจะกินอะไรมีพร้อมหมด ลูกฉันไม่มีอะไรจะกินเลย"

รูปภาพ


http://www.naewna.com/politic/89615
ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: ......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

โพสต์โดย 3111 » พฤหัสฯ. 13ก.พ.2014 06:12

ผมไปอ่านเจอข้อมูลการสำรวจความเห็นของนิด้าโพล ในมุมมองการแก้ไขปัญหาของเกษตรกรตัวจริงในพื้นที่ กับสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้น น่าสนใจมากครับ จึงอยากจะนำเสนอให้ท่านๆได้รับทราบครับ (ความจริงมีอะไรต่อมิอะไรซึ่งเกิดจากการจำนำข้าวอีกเยอะแยะ แต่อ่านแล้วเศร้าใจ ผมจึงขอข้ามไปซะดีกว่า ไม่นำมาเสนอ)

นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้บอกว่า ผลการสำรวจดังกล่าวมาจากผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม (ทำนา/ปลูกข้าว) ทั่วทุกภูมิภาค รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง กระจายทุกระดับการศึกษา ดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 10-11 กุมภาพันธ์ 2557 โดยสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง "การแก้ไขปัญหาจำนำข้าวในมุมมองของเกษตรกร"

จากการสำรวจความคิดเห็นที่มีต่อสาเหตุที่รัฐบาลไม่สามารถจ่ายเงินค่าจำนำข้าวให้แก่ชาวนาได้ พบว่าชาวนาส่วนใหญ่ 31.13% ระบุว่าเกิดจากการคอร์รัปชันในโครงการจำนำข้าว รองลงมา 18.42% ระบุว่า เกิดจากรัฐบาลขาดทุนจากการค้าข้าว ทำให้ไม่มีเงินจ่ายชาวนา ซึ่งใกล้เคียงกับ 18.36% ที่ระบุว่าเกิดจากรัฐบาลขายข้าวไม่ได้ ทำให้ขาดสภาพคล่อง โดยชาวนาส่วนใหญ่คือ 35.92% ระบุว่า ยิ่งลักษณ์ควรรับผิดชอบที่ไม่สามารถจ่ายเงินค่าจำนำข้าวได้

สำหรับความคิดเห็นที่มีต่อแนวทางการแก้ไขของรัฐบาล กรณีที่ไม่สามารถจ่ายเงินให้แก่ชาวนาได้ พบว่าชาวนาส่วนใหญ่ 36.72% ระบุว่า รัฐบาลควรเร่งระบายข้าวที่มีอยู่ในสต็อก (โกดัง) เพื่อนำเงินมาจ่ายให้ชาวนา รองลงมา 28.88% ระบุว่า รัฐบาลต้องหาเงินกู้เพื่อมาจ่ายค่าข้าวให้แก่ชาวนาให้ได้ และ 22.64% ระบุว่า รัฐบาลควรลาออก เพื่อให้มีรัฐบาลรักษาการมาแก้ไขปัญหาแทน

ท้ายที่สุดคือ ชาวนาส่วนใหญ่มีความคิดเห็นต่อการดำเนินการต่อไปของโครงการรับจำนำข้าวเปลือกอย่างไร พบว่าชาวนาส่วนใหญ่ 43.04% ระบุว่า ควรยุติโครงการรับจำนำข้าวเปลือก รองลงมา 34.40% ระบุว่า ควรดำเนินการต่อไป แต่ปรับราคาข้าวให้เป็นไปตามกลไกตลาด (ราคาโลก)
ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: ......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

โพสต์โดย 3111 » พุธ 19ก.พ.2014 07:30

ทุกครั้งที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดกับบุคคลอื่นเกี่ยวกับเรื่องปัญหาชาวนาไม่ได้รับเงินจำนำข้าวรอบล่าสุด จำนวนประมาณหนึ่งแสนสองหมื่นล้าน ผมมักจะเสนอกับท่านที่ได้คุยกันว่า การแก้ไขเรื่องที่ตนเองได้ทำเอาไว้ จะมีวิธีเดียวที่แสดงความรับผิดชอบคือต้องใช้ทรัพยากรของตนเข้าไปจัดการ เรื่องข้าวก็ใช้เงินของตระกูลชินดาวงศ์นั่นแหละเข้าไปช่วย เงินรวมกันทั้งสามตระกูลก็น่าจะใกล้เคียงกับยอดเงินที่ยังค้างชำระชาวนาแล้วละครับ หลายคนเห็นด้วยแต่หลายคนก็ไม่เห็นด้วย

แต่หลังจากที่คุณยิ่งลักษณ์แถลงออกสื่อทุกสื่อเมื่อวานตอนเที่ยงว่าโครงการจำนำข้าวเป็นโครงการที่ดีมีประโยชน์กับชาวนา การเมืองทำให้ต้องเป็นไปแบบนี้ หาเงินจ่ายชาวนาไม่ได้ ผมคิดว่าในทางการเมืองรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องรับผิดชอบโดยการนำเอาเงินที่ไม่เกี่ยวกับระบบธนาคารมาช่วยเหลือชาวนา วันนี้ได้อ่านความคิดเห็นของคุณรสนา โตสิตระกูล เกี่ยวกับเรื่องเงินจำนำข้าว ผมว่าน่าจะแก้ไขปัญหาได้ถูกต้องและตรงประเด็นครับ

"วันนี้ (19 ก.พ.) น.ส.รสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพฯ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก "รสนา โตสิตระกูล" ถึงกรณีที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ นายโภคิน พลกุล ได้พาสมาชิกพรรคเพื่อไทย นำเงินไปฝากธนาคารออมสิน และช่วยกันรณรงค์ให้ประชาชนเอาเงินไปฝาก เพื่อให้ ธกส.กู้ไปช่วยชาวนา ว่า เป็นเพียงการสร้างภาพ ทั้งที่เป็นนักกฎหมายทั้งคู่ ย่อมรู้ดีว่าการกู้อินเตอร์แบงค์เป็นการกู้ระยะสั้น แต่กลับนำมาใช้กู้ระยะยาว ซึ่งจะนำความหายนะมาสู่ระบบของธนาคารเหมือนกับตอนวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ที่มีการนำเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากต่างประเทศมาปล่อยกู้ระยะยาวในประเทศ ซึ่งวิธีที่น่าจะทำได้คือให้บริษัทในตระกูลชินวัตรตั้งกองทุนเฉพาะกิจระดมทุนจากสมาชิกพรรค และญาติมิตรในตระกูลชินวัตร เพื่อรับจำนำใบประทวนของชาวนา เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทยที่ยืนยันว่าโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของชาวนาเป็นโครงการที่ดี ไม่มีข้อผิดพลาด อีกทั้งจะได้เป็นการกระตุ้นการขายข้าวในสต็อกของรัฐเสียที "
ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: ......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

โพสต์โดย 3111 » จันทร์ 24ก.พ.2014 06:22

ผมได้มีโอกาสอ่านบทความของ ดร.ไสว บุญมา ในผู้จัดการออนไลน์ มีประเด็นที่น่าสนใจมากในการช่วยชาวนา เป็นภาคผนวกอยู่ในหนังสือชื่อ ?สู่ความเป็นอยู่แบบยั่งยืน? (ผู้สนใจอาจดาวน์โหลดหนังสือได้จากเว็บไซต์ของสโมสรหนอนหนังสือ http://www.bookishclub.com) ภาคผนวกนี้ชื่อว่า ?ลดกินข้าวเพื่อช่วยชาวนา? มีเนื้อหาสาระทั้งหมดดังนี้ ครับ

ชาวนาไทยผลิตข้าวเลี้ยงชาวโลกมาเป็นเวลานานแสนนาน เมืองไทยขายข้าวมากกว่าประเทศใดในโลก แต่ชาวนาไทยกลับตกอยู่ในสภาพยากจนข้นแค้นแสนสาหัสอย่างแพร่หลาย รัฐบาลแล้วรัฐบาลเล่าต่างตะโกนโพนทะนาว่าจะช่วยชาวนาให้ลืมตาอ้าปากได้ แต่ในขณะนี้ชาวนากลับแบกหนี้สินล้นพ้นตัวกันอย่างทั่วถึง เมื่อสภาพเป็นเช่นนี้ ผมพยายามมองหาวิธีจำพวกที่ไม่เคยคิดมาก่อน วิธีที่ผมคิดได้คือ กินข้าวน้อยลง

ใช่! กินข้าวน้อยลง

อย่าเพิ่งคิดว่าคนบ้าเท่านั้นที่คิดแบบนี้ ผมแน่ใจว่าผมมีเหตุผลเพียงพอจึงไม่ได้แต่จะเสนอแนวคิดเท่านั้น หากยังนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังแล้วด้วย ผมเชื่อว่าถ้าคนไทยส่วนใหญ่ใน 64 ล้านคนลดการกินข้าวแล้วหันไปกินอาหารอื่นแทนเสียบ้าง ชาวนาจะลืมตาอ้าปากได้มากกว่าในปัจจุบันอย่างแน่นอน

ในเบื้องแรก การที่คนไทยเรามักกินข้าวกันวันละสามมื้อยังผลให้ราคาข้าวมีความสำคัญต่อการครองชีพของเราสูงมาก ด้วยเหตุนี้รัฐบาลแล้วรัฐบาลเล่าจึงต้องหาทางกดราคาข้าวให้ต่ำไว้ ไม่โดยทางตรงก็โดยทางอ้อม มิฉะนั้นรัฐบาลจะอยู่ไม่ได้เมื่อราคาข้าวพุ่งขึ้นไปตามราคาตลาดโลก มาตรการพยุงราคาให้ชาวนาขายข้าวได้ราคาสูงนั้นไม่ได้ทำด้วยความจริงใจมากนักนอกจากเพียงเพื่อลดความกดดันเป็นครั้งคราว ปัญหาราคาข้าวจึงอยู่กับเรามาตลอด ย้อนไปในอดีต อาจจำกันได้ว่า ราคาข้าวถูกกดลงโดยตรงด้วยภาษีที่เรียกกันว่า ?ค่าพรีเมียมข้าว? ทั้งนี้ก็เพื่อให้คนไทยมีข้าวราคาถูกกินโดยเฉพาะชาวเมืองและผู้ที่ไม่ทำนา หากเรากินข้าวน้อยลง ราคาข้าวย่อมไม่มีผลต่อการครองชีพมากนักซึ่งจะชักจูงให้รัฐบาลเห็นว่าหมดความจำเป็นที่จะต้องกดราคาข้าวไว้เพื่อเอาใจประชาชน

หลังจากได้ศึกษาและพิจารณาปัจจัยต่างๆ อย่างถี่ถ้วนแล้ว สิ่งหนึ่งซึ่งผมพยายามทำในภาวะปกติที่ผมอยู่บ้านคือ อาหารแต่ละมื้อมักไม่ค่อยมีข้าวเป็นส่วนประกอบและเมื่อมีข้าวก็เป็นข้าวกล้อง อาหารจำพวกแป้งที่ผมกินแทนข้าวมีหลายอย่างรวมทั้งข้าวโพดหวาน มันฝรั่ง มันเทศ มันสำปะหลัง เผือก กล้วยและฟักทอง เป็นเพียงบางครั้งเท่านั้นที่ผมกินขนมปังแทนข้าวเพราะเหตุผลที่จะเล่าต่อไป การลดการกินข้าวของผมนี้รวมทั้งการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีข้าวเป็นวัตถุดิบหลักด้วย เช่น ก๋วยเตี๋ยวและขนมจีน การทำเช่นนั้นทำให้ผมลดการกินข้าวลงไปไม่ต่ำกว่า 75% แต่มันคงไม่มีผลอะไรถ้าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ทำด้วย

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่า ถ้าข่าวสารข้อมูลแพร่ออกไปถึงคนไทยมากขึ้น พวกเขาจะเริ่มทำสิ่งที่ผมทำเพราะมันไม่เพียงแต่จะช่วยชาวนาไทยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเท่านั้น หากยังเป็นการช่วยให้พวกเขาได้ธาตุอาหารครบถ้วนยิ่งขึ้นพร้อมๆ กับช่วยลดปัญหาต่างๆ ทางด้วนสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ฉะนั้นการกระทำตามแนวคิดของผมนี้ไม่มีทางเสีย มีแต่ทางได้ ยังผลให้เกิดภาวะ Win-Win-Win ตลอดกาล!

ในด้านการได้ธาตุอาหารครบถ้วนยิ่งขึ้นนั้น น่าจะเป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดแล้วเนื่องจากอาหารทุกอย่างต่างมีธาตุอาหารต่างกัน ยิ่งกว่านั้นบางอย่างมีธาตุอาหารที่ร่างกายต้องการเป็นพิเศษแต่ไม่ค่อยมีในข้าวโดยเฉพาะข้าวขาวที่ถูกขัดสีจนไม่มีรำเหลือติดเมล็ดข้าวอยู่ การศึกษาพบว่ามันเทศที่มีสีเข้มมีธาตุอาหารครบถ้วนกว่าอาหารทุกชนิดที่กล่าวถึง ฟักทองซึ่งมีสีเหลืองเป็นพื้นอยู่แล้วก็เช่นกัน นอกจากนั้นอาหารเหล่านี้มีแคลอรีต่ำกว่าข้าว ฉะนั้นผู้ที่ต้องการคุมน้ำหนักตัวจะได้รับผลพลอยได้ที่ไม่เคยคาดคิดจากการกินอาหารพวกนี้แทนข้าวอีกด้วย ยิ่งกว่านั้น อาหารทางเลือกที่กล่าวถึงนี้มีรสชาติในตัวของมันเอง ทำให้ไม่จำเป็นต้องใส่เกลือเข้าไปเพื่อทำให้เกิดรสอร่อย ฉะนั้นผู้ที่มีปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูงจะได้ประโยชน์จากการลดเกลือในอาหารอีกสถานหนึ่งด้วย

ในด้านสิ่งแวดล้อม มีประเด็นที่ควรนำมาพิจารณาอย่างน้อยสามประเด็น

ประเด็นแรก เกี่ยวกับการใช้พลังงานและปัญหาโลกร้อน ตามธรรมดาคงไม่มีใครคิดว่า กว่าจะเป็นข้าวสวยมาใส่จานวางให้เรากินนั้น ข้าวต้องใช้พลังงานมากี่ทอด หลังจากเก็บเกี่ยวจากท้องนา ข้าวจะต้องถูกนำมาสี มาซ้อมและมาหุง ในกรณีที่ข้าวถูกนำมาทำเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวและขนมจีน ข้าวต้องถูกนำไปทำเป็นแป้งก่อนแล้วจึงทำเป็นเส้น ในกรณีของก๋วยเตี๋ยว เส้นยังต้องถูกผัดหรือต้มอีกครั้งหนึ่งด้วย ส่วนกล้วยนั้นไม่ต้องใช้พลังงานเลยเพราะปอกกินได้ทันทีหลังจากที่นำมาจากสวน ส่วนข้าวโพดหวาน มันชนิดต่างๆ เผือกและฟักทองก็ใช้พลังงานเพื่อทำให้สุกเพียงทอดเดียว ยิ่งกว่านั้น ส่วนใหญ่ยังทำให้สุกได้ง่ายกว่าการหุงข้าวอีกด้วย การกินข้าวกล้องของผมลดการใช้พลังงานและได้ธาตุอาหารสูงกว่าการกินข้าวขาว ผมไม่ค่อยกินขนมปังก็เพราะเหตุที่มันต้องใช้พลังงานหลายทอดนี่เอง ก่อนจะมาเป็นขนมปัง หลังจากเก็บเกี่ยวมาจากนาแล้ว ข้าวสาลีจะต้องถูกนำมาสี มาซ้อม มาทำเป็นแป้งแล้วจึงจะทำเป็นขนมปังได้ ยิ่งกว่านั้นถ้าต้องการกินขนมปังปิ้งก็ต้องใช้พลังงานอีกทอดหนึ่ง เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า การใช้พลังงานมากเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน

อีกประเด็นเป็นการใช้น้ำ การศึกษาพบว่าถ้าคิดการปลูกข้าวต้องใช้น้ำ 100 ส่วน การปลูกพืชอื่นที่กล่าวถึงจะใช้น้ำประมาณ 25 ส่วนเท่านั้น จริงอยู่ในฤดูฝน เมืองไทยเหมาะแก่การปลูกข้าวเพราะมีน้ำท่วมพื้นดินอย่างทั่วถึงอยู่เป็นเวลานาน แต่การพยายามปลูกข้าวในฤดูแล้งเป็นการฝืนธรรมชาติโดยตรง หากคนไทยส่วนใหญ่หันไปกินอาหารที่กล่าวถึงแทนข้าว ชาวนาย่อมหันมาปลูกพืชเหล่านั้นมากขึ้นโดยเฉพาะในฤดูแล้งที่มีน้ำให้ใช้ได้เพียงจำกัด นำไปสู่การประหยัดน้ำไปในตัว เนื่องจากเมืองไทยมีฝนตกมากติดต่อกันเป็นเวลาหลายเดือนจนมีน้ำท่วมเจิ่งนองทั่วไป คนไทยจึงไม่ค่อยตระหนักว่า การขาดแคลนน้ำเป็นปัญหาหนักหนาสาหัสทั่วทั้งโลกและถ้าหากไม่ใช้น้ำอย่างประหยัดโดยเฉพาะในฤดูแล้ง ปัญหาร้ายแรงนี้ก็จะเกิดขึ้นในเมืองไทยด้วย

ประเด็นที่สาม เป็นการลดปัญหาที่มากับการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ย่อมเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า การปลูกพืชเชิงเดี่ยวจำนวนมากซ้ำซากนั้นเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาที่มาจากศัตรูพืชซึ่งมักนำไปสู่การกำจัดด้วยสารเคมีที่มีผลกระทบสูงต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและแก่ผู้ใช้เอง การปลูกพืชสลับกันนอกจากจะทำให้ลดปัญหานั้นแล้ว ยังเป็นการช่วยรักษาดินให้คงความสมบูรณ์ไว้ได้มากขึ้นอีกด้วย การทำเกษตรกรรมแบบผสมผสานนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญของแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

ผมเคยทำนาและเคยปลูกพืชที่กล่าวถึงแล้วด้วยตัวเองทุกชนิด ผมทราบดีว่าพืชเหล่านั้นปลูกง่ายกว่าการทำนาเสียอีก นอกจากนั้น ยังมีมันอีกหลายชนิดที่ใช้กินแทนข้าวได้ แต่ผมไม่เห็นมีขายในตลาด เช่น มันมือเสือ มันตะพาบและมันเสา มันจำพวกนี้ปลูกแซมไว้ในสวนข้ามปีได้ การปลูกแซมไว้ย่อมเพิ่มความหลากหลายของพืชในสวนอันเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม น่าเสียดายที่คนไทยดูจะไม่รู้จักมันเหล่านี้แล้ว

ทุกครั้งที่มีการพูดถึงเรื่องนี้มักมีผู้ถามผมว่า การกินอาหารอย่างอื่นแทนข้าวเช่นนั้นจะทำให้รู้สึกอิ่มท้องจนไม่รู้สึกหิวข้าวหรือ คำตอบคือ ไม่รู้สึกหิวแน่นอนนอกจากในตอนเริ่มต้นใหม่ๆ เท่านั้น หลังจากเวลาผ่านไปไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ ความรู้สึกว่าหิวข้าวก็จะหายไป บางทีผู้ที่รู้เรื่องความเป็นมาของผมจะถามว่า การกระทำเช่นนั้นจะไม่เป็นการเนรคุณต่อพ่อที่เป็นชาวนาและแม่ที่เป็นแม่ค้าขนมจีนดอกหรือ ทุกครั้งผมจะตอบอย่างเต็มคำว่า ?ไม่? หากพ่อแม่ของผมยังมีชีวิตอยู่และมีโอกาสรู้ถึงข้อมูลต่างๆ ที่ผมกล่าวถึง ท่านจะสนับสนุนการกระทำของผมอย่างเต็มที่โดยไม่มีข้อโต้แย้งแม้แต่น้อย


ขอบคุณ ดร.ไสว บุญมา สำหรับข้อมูลนะครับ
ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: ......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

โพสต์โดย 3111 » จันทร์ 24ก.พ.2014 13:11

ความเห็นนี้จะเป็นความเห็นรองสุดท้ายสำหรับกระทู้เรื่องข้าวเปลือกและข้าวสารซึ่งเป็นปัญหามากมาย อันอาจจะทำให้รัฐบาลนี้ไปไม่กลับ ไปแล้วไปลับก็ได้ครับ กิเลน ประลองเชิง จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้นำความรู้เรื่องข้าวมานำเสนอ อ่านแล้วได้ใจความชัดเจนดีครับ

6 ปี ในอดีตได้สร้างสมประสบการณ์ให้ผมสามารถสะสมองค์ความรู้เรื่องข้าวเอาไว้มากพอสมควร ทำให้เกิดมีความคิดอยากจะนำองค์ความรู้นี้ไปเผยแพร่เชิงระบบให้แก่ชาวนาไทย เพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตข้าวลดลง ผลผลิตข้าวมีคุณภาพดีและมีปริมาณมากขึ้น ไม่ต้องคิดอะไรมาก เท็คโนโลยีที่ผมมีอยู่ ต้นทุนการผลิตตั้งแต่ต้นทาง (เริ่มไถดะและไถแป) จนถึงปลายทาง (เก็บเกี่ยวข้าวเปลือก) จะอยู่ที่สูงสุดไม่เกิน 2,500 บาท/ไร่ ในขณะที่ต้นทุนการผลิตโดยทั่วไปในขณะนี้ตกเข้าไปประมาณ 5,000 บาท/ไร่ ประหยัดเงินไปได้ถึง 2,500 บาท/ไร่ นี่ยังไม่นับผลรวมของจำนวนข้าวที่เพิ่มขึ้นอีกนะครับ ไม่น่าจะเกิน 3 รอบปีการผลิต ทุกอย่างก็จะดีขึ้น ชาวนาก็จะมีเงินมากเพิ่มขึ้น หากมีการปฏิรูปที่ดินอย่างจริงจัง และใช้องค์ความรู้ทฤษฎิใหม่ทั้ง 3 ขั้นตอน ภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เป็นธงนำการพัฒนาระบบการเกษตรไทย ผมเชื่ออย่างแน่นอนว่า เกษตรกรไทยจะลืมตาอ้าปากมีชีวิตที่มีความสุขได้ในที่สุด รอให้ผมได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมกับการข้าวไทยเชิงระบบเสียก่อน ผมจะตั้งกระทู้เรื่องกระบวนข้าวไทยในเว็บนี้อีกครั้งหนึ่งครับ

ความรู้เรื่องข้าว

เรื่องข้าว...ในสมัยพุทธกาล เจ้าชายในวงศากยะ ถูกถามว่าข้าวมาจากไหน องค์หนึ่งตอบว่า ข้าวมาจากนา อีกองค์ว่าข้าวมาจากยุ้ง ฯลฯ องค์สำคัญ เกิดมาบุญมาก นึกอยากได้อะไร ก็ได้ดังใจ

หิวข้าวก็เห็นข้าวหอมกรุ่นควันโชยในจานตรงหน้า...ตอบว่า ข้าวมาจากจาน

แต่ถ้าไปถามลูกชาวนา ก็คงบอกได้ไกลกว่า เริ่มแต่การหว่านข้าว ปลูกกล้า แต่ความรู้เรื่องข้าวแค่นี้ ถือว่าน้อยนัก

หนังสือ ข้าวปลาอาหารไทย ทำไม? มาจากไหน? จัดพิมพ์โดยกองทุนเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ สุจิตต์ วงษ์เทศ เขียนว่า อายุข้าวที่พบในไทย ราว 7 พันปีไปถึง 1 หมื่นปี

แกลบหรือเปลือกข้าว อายุราว 5 พันปี พบในถ้ำปุงฮุง แม่ฮ่องสอน เป็นข้าวไร่ที่งอกงามบนที่สูง มีทั้งข้าวเหนียวเมล็ดใหญ่ และข้าวเจ้าเมล็ดเรียว

คำข้าวเจ้า เดิมเขียน ข้าวจ้าว เพราะคำจ้าวเป็นคำพื้นเมืองดั้งเดิม แปลว่า แห้งหมาด ไม่มีน้ำ ใช้เรียกข้าวที่หุงให้เป็นข้าวสวยโดยไม่แฉะ ว่าข้าวจ้าว คำ ข้าว เดิมเขียนว่า เข้า แปลว่า ปี เหตุที่ปลูกด้วยน้ำฝนธรรมชาติได้ปีละครั้ง จึงเรียกเข้า

ต่อมาสะกดเพี้ยน เป็นข้าว

พันธุ์ข้าวยุคแรกมาจากป่า เมล็ดอ้วนป้อม จัดอยู่ในตระกูลข้าวเหนียว ถือเป็นต้นตระกูลแห่งข้าวเหนียวในภูมิภาคนี้

ยุคแรกในอุษาคเนย์ คนทุกเผ่าพันธุ์กินข้าวป่า พบแกลบข้าวเหนียวอยู่ในแผ่นอิฐยุคทวารวดี ในที่ราบลุ่มเจ้าพระยา ตั้งแต่สุโขทัย นครปฐม ลงไปถึงนครศรีธรรมราช

ราว พ.ศ.1500 มีพันธุ์ข้าวเมล็ดเรียวยาวจากอินเดีย แพร่เข้ามาพร้อมพระสงฆ์ พราหมณ์ พ่อค้า เป็นที่นิยมก่อนในกลุ่มชนชั้นสูงของรัฐลุ่มเจ้าพระยา จึงเรียกข้าวเจ้า หมายถึงข้าวที่เจ้าเสวย

การปลูกข้าวในสมัยแรกมีสองอย่าง เรียกว่า นาลุ่ม กับนาดอน

นาลุ่ม เป็นนาน้ำฝน ยังไม่ไถนา ทำนาด้วยวิธีหว่านพันธุ์ข้าวลงบริเวณที่น้ำท่วมถึง มีชื่อเรียกอยู่ในจารึกว่า นาทางฟ้า

นาดอน ใช้ไม้ไผ่เสี้ยมปลายแหลมแทงดินเป็นรู หยอดพันธุ์ข้าวลงไป เอาดินกลบ รอน้ำค้างและน้ำฝน จนข้าวเติบโต
เรียกว่า นาน้ำค้าง

คนยุค 3 พันปีมาแล้ว แบ่งเป็นสองพวก พวกที่สูง กับพวกที่ราบ มีวิธีทำนาสองอย่าง คือ เฮ็ดไฮ่ กับ เฮ็ดนา

พวกเฮ็ดไร่ อยู่ในป่าเขาลำเนาไพร ทำไร่ด้วยวิธีเอาไฟเผาป่าให้ราบ ไม่ต้องพรวนไม่ต้องไถ เอาจอบเกลี่ยหน้าดิน เอาไม้ปลายแหลม แทงดินเป็นรู เอาเมล็ดข้าวหยอดลงไป ปล่อยให้เติบโตตามยถากรรม

พวกเฮ็ดนา พวกนี้อยู่ในที่ราบลุ่มหุบเขา ที่ราบลุ่มแม่น้ำที่มีลำคลองหนองบึง หว่านข้าวลงบนที่ราบน้ำท่วมถึง ปล่อยให้เติบโต จนถึงเวลาเก็บเกี่ยว วิธีปลูกข้าวแบบนี้ เรียกว่านาน้ำท่วม

ต่อมาพวกเฮ็ดไร่บนที่สูง ก็ทยอยเคลื่อนย้ายลงที่ราบ ผสมกลมกลืนทางสังคมและวัฒนธรรม กลายเป็นพวกที่ราบ มีร่องรอยอยู่ในนิทานปรัมปรา เรื่องท้าวฮุ่ง และเรื่องปู่จ้าวลาวจก

เขตนี้จึงมักพัฒนาจากหมู่บ้าน เป็นเมือง ก้าวหน้าเป็นรัฐ และเป็นอาณาจักร

อ่านเรื่องคุณสุจิตต์แล้ว คงรู้จักข้าวมากขึ้น อ่านต่อไปจะรู้ว่า ข้าวร่วนๆของเจ้า ข้าวเหนียวของไพร่ แต่เรื่องข้าวในสมัยใหม่ ผมพยายามทำความเข้าใจ แต่ไม่เข้าใจ เกิดอะไรขึ้นกับชาวนา

ชาวนาปลูกข้าวเป็นมาหลายพันปี ถ้าขายให้พ่อค้า แล้วไม่ได้เงิน พออธิบายได้ แต่เมื่อขายข้าวให้รัฐบาล แต่ทำไม ชาวนาจึงไม่ได้เงิน

นโยบายซื้อข้าวแพง ดี...แต่คนของรัฐ แกล้งโง่ หรือตั้งใจโกง ทั้งพลาด ทั้งผิดเต็มกระทงขนาดนี้ ถ้ารู้จักสารภาพ...หาวิธีแก้ไข หาเงินใช้หนี้ชาวนา ดีกว่าดื้อดันทุรัง

วิธีที่ดีที่สุดตอนนี้...ลาออกไป ยอมให้คนอื่นเข้ามาช่วยชาวนา นี่คือโอกาสสุดท้าย

ความสุขความทุกข์ที่เกิดกับใคร พระท่านว่า เป็นไปตามบุญทำ กรรมแต่ง มีโอกาสทำบุญ ก็รีบๆทำไว้ บุญเลือกทำได้ แต่กรรมหนีเท่าไหร่ก็หนีไม่พ้น.

กิเลน ประลองเชิง

ไทยรัฐออนไลน์
? โดย กิเลน ประลองเชิง
? 24 กุมภาพันธ์ 2557, 05:00 น.

ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: ......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

โพสต์โดย 3111 » จันทร์ 24ก.พ.2014 13:35

ความเห็นนี้จะเป็นบทสุดท้ายแล้วสำหรับกระทู้นี้ เป็นบทสวดมนต์ว่าด้วย ความไม่ประมาท ผู้ใด สวดมนต์ นี้ เป็นประจำย่อมมีอานิสงส์มาก..แม้ เทวดา สัมมาทิฏฐิก็ย่อมคุ้มครอง และผู้ใดได้สวดก็จะระลึกได้ถึงผลแห่งบุญหรือบาป ความวุ่นวายทางโลก โลภ โกรธ หลง รัก อาฆาต พยาบาท ของมนุษย์ในสังคมนี้จะได้ลดน้อยลงไปในที่สุด คนไทยจะได้รู้จักเกรงกลัวต่อบาปผิด ละชั่วกลัวบาป สร้างสมบุญเอาไว้เป็นเสบียงเพื่อเดินทางไกลต่อไปอีกหลายภพแสนชาติ จนกว่าจะเข้าถึงพระนิพพานเบื้องหน้าโน้น!!!

อภิณหปัจจเวกขณปาฐะ

(หันทะ มะยัง อะภิณหะปัจจะเวกขะณะปาฐัง ภะณามะ เส)
เชิญเถิดเราทั้งหลาย มาสวดอภิณหปัจจเวกขณะปาฐะกันเถิด

ชะราธัมโมมหิ ชะรัง อะนะตีโต (อะนะตีตา) คำในวงเล็บสำหรับผู้หญิงว่า
เรามีความแก่เป็นธรรมดาจะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้

พ๎ยาธิธัมโมมหิ พ๎ยาธิง อะนะตีโต (อะนะตีตา) คำในวงเล็บสำหรับผู้หญิงว่า
เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้

มะระณะธัมโมมหิ มะระณัง อะนะตีโต (อะนะตีตา) คำในวงเล็บสำหรับผู้หญิงว่า
เรามีความตายเป็นธรรมดาจะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้

สัพเพหิ เม ปิเยหิ มะนาเปหิ นานาภาโว วินาภาโว
เราจะละเว้นเป็นต่างๆ, คือว่าจะต้องพลัดพรากจากของรักของเจริญใจทั้งหลายทั้งปวง

กัมมัสสะโกมหิ กัมมะทายาโท กัมมะโยนิ
กัมมะพันธุ กัมมะปะฏิสะระโณ (ณา
) คำในวงเล็บสำหรับผู้หญิงว่า
เราเป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน, มีกรรมเป็นผู้ให้ผล,
มีกรรมเป็นแดนเกิด, มีกรรมเป็นผู้ติดตาม, มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย

ยัง กัมมัง กะริสสามิ, กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา,
ตัสสะ ทายาโท (ทา) ภะวิสสามิ
คำในวงเล็บสำหรับผู้หญิงว่า
เราทำกรรมอันใดไว้, เป็นบุญหรือเป็นบาป,
เราจะเป็นทายาท, คือว่าเราจะต้องได้รับผลของกรรมนั้นๆ สืบไป

เอวัง อัมเหหิ อะภิณหัง ปัจจะเวกขิตัพพัง
เราทั้งหลายควรพิจารณาอย่างนี้ทุกวันๆ เถิด



บทสวดมนต์ชุดนี้ ใช้สำหรับการฟังสวดมนต์ และสวดตาม ..
ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: ......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

โพสต์โดย wisnu 01 » พฤหัสฯ. 27ก.พ.2014 06:57



ขอต่อท้ายท่านแจ้อีกนิดครับ เมื่อคืนนายกกิตติมศักด์สมาคมโรงสีข้าวไทย พูดถึงว่า
จะเป็นการเจตนาหรือผิดพลาดของรัฐบาลในการกักกันข้าวเอาไว้ ก็คงเป็นข้อสงสัย
เหมือนที่วิษณุสงสัยดั่งน้ำที่เคยท่วมเมื่อตอนปี 54 ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเจตนาหรือผิดพลาดกันแน่
เพราะตอนหลังเมื่อน้ำลดลงแล้วเห็นมีการหาวิธีการไม่ให้น้ำท่วมอีกเสียเงินไปเป็นแสน ๆ ล้าน...เฮ้อ..เหนื่อยจัง
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: ......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

โพสต์โดย 3111 » พฤหัสฯ. 03พ.ย.2016 20:07


บทความและสาระของกระทู้นี้ดีมากเหมาะสมกับสถานการณ์ข้าวไทยในปัจจุบัน ผมนำขึ้นมาให้อ่านใหม่อีกครั้งครับ เพื่อจะได้ให้เห็นว่าเรื่องที่เป็นปัญหาของชาวนานั้น เราสามารถทำให้เป็นปัญญา สร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในระบบการข้าวไทยได้อย่างไร ถึงแม้ว่าในหลวงจะเสด็จสู่สรรคาลัยแล้วก็ตาม องค์ความรู้หลักในเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ และแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านก็จะเป็นแนวทางการปฏิบัติในการสร้างชาตืไทยของเราให้สามารถเป็นครัวหรือแหล่งอาหารของโลกได้ตามพระราชปณิธานของในหลวงได้ในที่สุด เรียนแนะนำให้ท่านได้กรุณาอ่านตั้งแต่ต้นกระทู้ จะได้ประโยชน์เยอะมาก โดยเฉพาะผู้ผ่านเข้ามาอ่าน ก็จะได้รับรู้ว่าระบบข้าวไทยสามารถพัฒนาได้ ชาวนากระดูกสันหลังของชาติสามารถจะล้างหนี้สินได้ด้วยศาสตร์ของพระราชา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: ......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

โพสต์โดย 3111 » พฤหัสฯ. 03พ.ย.2016 20:11



......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........
โพสต์โดย voradej ? 22/ก.ค./2011 02:39

...........การช่วยเหลือชาวนาให้มีรายได้จากการผลิตข้าว มันเป็นปัญหาดึกดำพรรพ์ ใครเกี่ยวดองหนองยุ่งกับเรื่องนี้ จะจำนองจำนำหรือขายขาด ใครได้ประโยชน์ใครเป็นเสือนอนกิน ใครมันกินหยาดเหงื่อแรงงานจากชาวนา ใครมันมีอำนาจจัดการทั้งระบบในกระบวนการผลิตข้าว คนกลางที่กินหัวคิวมันเป็นใคร ใครมันที่โกงหรือทั้งกระบวนการมันร่วมสมคบกันทุจริต.......เหล่านี้ต้องมีคำตอบ...แล้วอุดรอยรั่วเหล่านี้ให้หมด รูดตรวจสอบตั้งแต่หัวยันหาง แก้ไขให้ได้ ใครแก้ไขไม่ได้ให้ถอยไป มีคนที่แก้ไขปัญหาได้และแก้ได้อย่างดีเสียด้วย............นักการเมืองและข้าราชการน๊ะตัวดีนัก

ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: ......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

โพสต์โดย 3111 » พฤหัสฯ. 03พ.ย.2016 20:16


โดย 3111 ? 25/ก.ค./2011 09:10

เพื่อนต้อครับ เราต้องจำกัดต้นทุนการผลิตทั้งกระบวนการของข้าวให้ได้เสียก่อนครับ

คำถามต่อมาก็คือชาวนาไทยจะทำได้หรือไม่ คำตอบก็คือทำได้

แต่รัฐซึ่งประกอบด้วยทุกภาคส่วนจะต้องตระหนักในเรื่องการจัดการผลิตตั้งแต่ต้นทางเสียก่อน ไม่ให้ชาวนาไทยถูกครอบงำให้ขายไร่นากับนายทุนข้ามชาติ แล้วก็ให้ชาวนาไทยรับจ้างปลูกข้าวบนนาเดิมของเค๊า หรือจำกัดการใช้อำนาจการให้ปัจจัยการผลิตตั้งแต่ต้นทางของนายทุนที่ให้เงินกู้กับชาวนา ในรูปของการสนับสนุนปัจจัยการผลิตทั้งปวง เรียกว่าเป็นหนี้ตั้งแต่ยังไม่รู้ว่าจะผลิตข้าวได้เท่าไหร่ในปีนั้น กระทรวงเกษตรจะต้องวางแผนช่วยชาวนาไทยตั้งแต่การจัดสรรปัจจัยการผลิตในทุกเรื่อง หากคิดว่าจะทำย่อมทำได้ ห้ามบอกว่าทำไม่ได้

ในส่วนกลางทางก็คือการปลูกข้าว ตั้งแต่การเตรียมดินและปัจจัยการผลิตทั้งมวล ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องสนับสนุนการจัดทำเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง ไม่ปากว่าตาขยิบอย่างเช่นทุกวันนี้ เราสามารถใช้งบประมาณในการผลิตตั้งแต่ต้นทางจนสุดท้ายถึงเก็บเกี่ยวไม่น่าจะเกิน 2,500 บาทต่อไร่ ไม่ใช่เกือบ 6,000 บาทต่อไร่ เช่นปัจจุบันนี้ เรื่องปัจจัยการผลิตที่เป็นเคมีไม่ว่าปุ๋ยและยาฆ่าแมลงจะต้องจำกัดการใช้ให้น้อยที่สุดและในที่สุดไม่ต้องใช้เลย เรื่องของนาข้าวถูกน้ำท่วมแล้วเจ๊งเลยนั้น เราจะต้องใช้เท็คโนโลยีจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพและเท็คนิคง่ายๆเข้าช่วยในการปลูกและบำรุงรักษาให้มากที่สุด ถึงแม้ว่าน้ำจะท่วมนาข้าวจนถึงน้ำลดหากไม่เกิน 45 วัน โอกาสที่ข้าวจะรอดและเจริญเติบโตจนถึงเก็บเกี่ยวมีร้อยเปอร์เซ็นต์

สำหรับปลายทางการขายข้าวรัฐต้องกำจัดฝูงเหลือบที่คอยแทะเล็มและสูบเลือดของชาวนาให้เหลือน้อยที่สุด และสุดท้ายจะต้องหมดไป จะใช้นโยบายจำนำข้าวหรือประกันราคาข้าวต้องโปร่งใส อย่ามีมิติซ่อนเร้นอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ สุดท้ายก็ใช้เงินที่ไปอุดหนุนชาวนานี่แหละไปใช้ในการสร้างศักยภาพในการผลิตข้าวให้แก่ชาวนาให้สูงเข้าไว้ สร้างปัจจัยการผลิต สร้างกลุ่มรถไถนา สร้างเครือข่ายโรงสีขนาดเล็ก สร้างเท็คโนโลยีการกำจัดความชื้นให้เป็นมาตรฐานสากล ฯลฯ

เรื่องต่างๆเหล่านี้มีชาวนาไทยและเครือข่ายบางส่วนเค๊ากันไว้หมดแล้วละครับเพื่อนต้อ แต่เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องบางส่วนปิดหูปิดตา ทำเป็นไม่รู้เรื่อง และบางคนหรือบางหน่วยงานก็ยังขัดขวางเสียอีก ทำแค่นี้หากรัฐส่งเสริมและสนับสนุนจริงๆชาวนาไทยก็จะสามารถใช้หนี้ได้ภายใน 5 ปี และสุดท้ายก็จะต้องยืนบนขาแข้งของชาวนาเองให้ได้ รวบรวมตั้งกลุ่มสหกรณ์การเกษตรผลิตข้าวไทยให้ได้ตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 2 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานแนวทางไว้ให้หมดแล้ว ชาวนาซึ่งเป็นผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศไทยก็จะอยู่ได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เท่าเทียมกับผู้คนส่วนบนของสังคม ความเหลื่อมล้ำที่มีมากๆๆๆจะต้องทำให้ลดลงได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

เพื่อนต้อคิดว่าที่ผมกล่าวมายืดยาวนี่ ชาวนาไทยจะไปถึงจุดนี้มั๊ยละ หลังจากที่ผมเกษียณอายุราชการแล้วผมจะสร้างชุมชนต้นแบบอย่างที่ผมกล่าวไว้ให้ได้ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ไม่งั้นผู้เกี่ยวข้องจะอ้างว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน ตอนนี้เครือข่ายชาวนาไทยเค๊าก็ทำไว้หมดแล้วละ เพียงแต่ขาดการทำให้เป็นระบบเท่านั้นครับ

ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: ......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

โพสต์โดย 3111 » พฤหัสฯ. 03พ.ย.2016 20:23



โดย 3111 ? 28/ก.ค./2011 06:54

ท่านจเรทั่วไปต้อ ความเห็นที่แล้วของผมไม่ได้กล่าวถึงเท็คโนโลยี่การผลิตข้าวด้วยเท็คโนโลยีมากนัก เพราะต้องการสื่อสารเรื่องข้าวโดยรวม ในวันนี้ผมจะขยายความเรื่องเท็คโนโลยีการผลิตข้าวด้วยจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพพอสังเขปดังนี้ :-

* การปลูกข้าวจะต้องใช้เท็คโนโลยีจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การเตรียมดิน การเตรียมพันธุ์ข้าว การเตรียมปัจจัยการผลิต และสุดท้ายต้องเตรียมเครือข่ายชาวนาผลิตข้าวด้วยเท็คโนโลยีจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพให้ได้ การปลูกข้าวด้วยวิธีนี้ชาวนาจะไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงเคมีเลย จะต้องทำให้ได้ หากเป็นรายใหม่ก็ให้แบ่งแปลงข้าวเป็นสองส่วน คือ ปลูกแบบเก่า และปลูกแบบใหม่ใช้เท็คโนโลยีจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ หลังจากการเก็บเกี่ยวครั้งเดียวส่วนใหญ่ชาวนาจะหันกลับมาใช้แบบไม่ใช้เคมี *

** การลงทุนปลูกข้าวครั้งเดียวแต่เก็บเกี่ยวสองครั้ง ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องมีระบบชลประทานตลอดปีและใช้เท็คโนโลยีจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ วิธีการเก็บเกี่ยวข้าวให้มีต้นข้าวเหลือมากกว่าปกติประมาณเกินคืบ หลังจากนั้นให้ปล่อยน้ำลงนาข้าว แล้วราดรดด้วยอีเอ็มน้ำขยายในอัตราส่วน 1,000 : 1 ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ จนต้นข้าวแตกกอขึ้นมาใหม่ซึ่งข้าวที่แตกกอจะไม่สวยและไม่เป็นระเบียบ เสร็จแล้วหว่านปุ๋ยหมักโบกาฉิ 200 ก.ก./ไร่ สำหรับการปล่อยน้ำเข้าและออกต้องศึกษารายละเอียดอีก คราวนี้ก็ปล่อยไว้จนข้าวแตกกอสูงมากขึ้นประมาณอีก 1 เดือน ก็ใช้อีเอ็มน้ำขยายอัตราส่วนเดิมราดรดอีกครั้งหนึ่ง **

*** ให้ใช้อีเอ็มหัวเชื้อซึ่งหมักด้วยงูเหลือมที่ตายแล้วมาแช่หมักด้วยก่อนจะผสมให้เจือจางและน้ำหมักสมุนไพรไล่แมลงฉีดพ่นตามระยะเวลา จะป้องกันหนูนา /เพลี้ย /หอยเชอรี่ ได้เป็นอย่างดียิ่ง หอยเชอรี่จะขึ้นมาให้จับเลย ให้ชาวนาจับเอามาแล้วใช้เท็คโนโลยีจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพมาทำเป็นอาหารสัตว์ปีก เช่นเป็ด ไก่ หรืออาหารปลา ฯลฯ ***

**** ผลผลิตข้าวจะได้ประมาณ 70% ของการปลูกครั้งแรก รายละเอียดต่างๆจะมีวิทยากรที่มีความรู้เรื่องข้าวชี้แนะให้ ทำได้ง่ายๆไม่ยาก ลดต้นทุนการผลิตแต่เพิ่มเพิ่มผลผลิตได้แน่นอน ****

***** แนวคิดนี้จะสำเร็จได้ก็ด้วยจากประชาชนฐานล่างเท่านั้น จะไม่สำเร็จเป็นอันขาดหากให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามามีส่วนร่วม เพราะจะถูกขัดขวางด้วยหลักการทางวิชาการ เพื่อนพิเชษฐ์ของผมนี่แหละเป็นต้นคิดที่ จ.อุบลราชธานี และ จ.ศรีษะเกษ ส่วนผมนี่แหละจะเป็นผู้ขับเคลื่อนไปตามแนวทางธรรมาธิปไตยของผมและคณะ หากผมได้งบวิจัยเรื่องประชาธิปไตยชุมชนและงบวิจัยอื่นๆ ผมจะทำเรื่องนี้ให้ปรากฎแก่สายตาของชาวนาไทยทั้งหลายทั่วประเทศ หรือแม้กระทั่งหากได้รับงบวิจัยอื่นๆจากต่างประเทศผมก็จะทำเรื่องนี้ไปทางข้าง เรียกว่าถึงอย่างไรก็จะต้องทำอย่างแน่นอนครับ *****

ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: ......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

โพสต์โดย 3111 » พฤหัสฯ. 03พ.ย.2016 20:38


ท่านที่เข้ามาอ่านกระทู้นี้อาจจะสงสัยว่า เวลาผ่านมา 5 ปีแล้ว ผมและคณะได้ทำงานนี้ไปได้มากน้อยเพียงใด ขอตอบว่า สร้างแต่ความคิดและองค์ความรู้ต้นแบบ และแปลงสาธิตบ้างที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ขาดการดำเนินการต่อเนื่องเพราะไม่มีงบประมาณไปทำต่อ คณะทำงานจึงแตกกระสานซ่านเซ็นไปตามทางของแต่ละคน ส่วนผมก็ติดปัญหาสุขภาพของครอบครัวมาตั้งแต่ปี 2556 จนไม่สามารถจะปลีกเวลาและหาเงินมาทำโครงการทางการเกษตรเหล่านี้ได้ จึงยังไม่สามารถจะขับเคลื่อนระบบการข้าวไทยให้เป็นต้นแบบสืบสานปณิธานพระราชาของปวงชนชาวไทยได้อย่างเป็นระบบ ก็คงจะมีแต่เครือข่ายชาวนาไทยและเกษตรธรรมชาติที่ได้เคยทำมาแล้วและกำลังทำอยู่เป็นบางพื้นที่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ส่วนผมนั้นสถานการณ์ด้านสุขภาพของครอบครัวเริ่มคลี่คลายลงไปในเชิงบวกบ้างแล้ว หากมีโอกาสที่ดีผมอาจจะได้กลับเข้าไปช่วยระบบข้าวไทยก็ได้ครับ

ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: ......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

โพสต์โดย ple » ศุกร์ 04พ.ย.2016 02:59

สรุปเรื่องปัญหาราคาข้าว ในคลิปเดียว ดูให้รู้เรื่องกันเลย!!!

เป็นที่ทราบกันดีว่าขณะนี้เกษตรกรชาวนากำลังได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาราคาข้าวตกต่ำ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วน ซึ่งล่าสุดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารการจัดการข้าว(นบข.) เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2559 และได้สรุปปัญหาที่เกิดขึ้นพร้อมมาตรการช่วยเหลือให้เกษตรกรชาวนา ก่อนจะนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

https://youtu.be/uRYZus2YLgY
"คุณตาเปิ้ล"
ภาพประจำตัวสมาชิก
ple
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 13287
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 17เม.ย.2011 08:18
ที่อยู่: 55/126 หมู่บ้านโกลเดนอเวนิว ซอยประชาสุขสรรค์3 ถนนติวานนท์ นนท์บุรี

Re: ......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

โพสต์โดย ple » ศุกร์ 04พ.ย.2016 03:02

ชาวนา พร้อมระดมทุนช่วย 'ยิ่งลักษณ์'
https://youtu.be/iB6fZ1ZcuYw



เบื้องลึก !! "ข้าวตกต่ำ" ปลุกปฏิวัติชาวนา
https://youtu.be/rwaZLeoVd_Y
"คุณตาเปิ้ล"
ภาพประจำตัวสมาชิก
ple
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 13287
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 17เม.ย.2011 08:18
ที่อยู่: 55/126 หมู่บ้านโกลเดนอเวนิว ซอยประชาสุขสรรค์3 ถนนติวานนท์ นนท์บุรี

Re: ......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

โพสต์โดย ple » ศุกร์ 04พ.ย.2016 03:06

รูปภาพ

โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เวลานี้อยู่ที่ปัญหาราคาข้าวตกต่ำจนสร้างความเดือดร้อนให้ชาวนารุนแรง ที่สำคัญนี่กำลังเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีผลต่อ "ความเชื่อมั่น".......
อ่านต่อได้ที่ :

http://www.posttoday.com/analysis/politic/462906
"คุณตาเปิ้ล"
ภาพประจำตัวสมาชิก
ple
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 13287
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 17เม.ย.2011 08:18
ที่อยู่: 55/126 หมู่บ้านโกลเดนอเวนิว ซอยประชาสุขสรรค์3 ถนนติวานนท์ นนท์บุรี

Re: ......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

โพสต์โดย ple » ศุกร์ 04พ.ย.2016 03:09

รูปภาพ

เพื่อไทยโต้ "พล.อ.ประยุทธ์" อย่าโยนบาปเรื่องแก้ราคาข้าวตกต่ำให้คนอื่นชี้ฝีมือรัฐบาลล้วนๆ นายสมคิด เชื้อคง อดีต สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวตอบโต้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า....... อ่านต่อได้ที่ :
http://www.posttoday.com/politic/462896
"คุณตาเปิ้ล"
ภาพประจำตัวสมาชิก
ple
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 13287
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 17เม.ย.2011 08:18
ที่อยู่: 55/126 หมู่บ้านโกลเดนอเวนิว ซอยประชาสุขสรรค์3 ถนนติวานนท์ นนท์บุรี

Re: ......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

โพสต์โดย ple » ศุกร์ 04พ.ย.2016 03:12

รูปภาพ

รัฐบาลมั่นใจพี่น้องชาวนาได้ประโยชน์เต็มที่จากโครงการจำนำยุ้งฉาง วอนนักการเมืองอย่าเอาความเดือดร้อนของชาวนามาสร้างภาพกลบเกลื่อนความผิด พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แสดงความคิดเห็นกรณีมีการเสนอภาพข่าว....... อ่านต่อได้ที่ :
http://www.posttoday.com/politic/463521
"คุณตาเปิ้ล"
ภาพประจำตัวสมาชิก
ple
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 13287
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 17เม.ย.2011 08:18
ที่อยู่: 55/126 หมู่บ้านโกลเดนอเวนิว ซอยประชาสุขสรรค์3 ถนนติวานนท์ นนท์บุรี

Re: ......ข้าวเปลือก-ข้าวสาร ปัญหามากกันจังทำไงดี.........

โพสต์โดย 3111 » ศุกร์ 04พ.ย.2016 16:09


ผมอยากจะบอกว่า ระบบข้าวไทยที่ตกต่ำนั้นล้วนเกิดมาแต่รัฐบาลเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้นครับ รัฐบาลประชาธิปไตยชุดสุดท้ายก่อนถูกยึดอำนาจโดยการนำของพรรคเพื่อไทยนี่แหละที่เป็นผู้ทำลายระบบข้าวไทยให้ล้มครืนลงมาจนทุกวันนี้ รองลงมาคือระบบราชการไทยที่เป็นดุลถ่วงให้ระบบข้าวไทยต้องเป็นแบบนี้ ไม่ต้องไปโทษรัฐบาลเผด็จการทหารชุดนี้หรอก นอกจากบ่อนทำลายเชิงระบบมาแล้ว ยังทำลายทำร้ายชาวนาให้เสียหายซ้ำเติมให้แย่ลงไปอีก ใช้กลไกการตลาดดึงราคาข้าวหอมมะลิให้ต่ำลงเตี้ยติดดิน ชั่วร้ายมาก สร้างฉากสร้างนิยายประโลมโลกเพื่อหวังจะทำให้ประชาชนเกลียดชังโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการ คิดแล้วเศร้าใจมาก สงสารชาวนามากครับ

ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

ย้อนกลับ

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


cron