ปัญหาพลังงานของไทย

การดำรงชีพ ปัจจัย4 เศรษกิจพอเพียง

Moderator: สมาชิกหนุ่ม11

kanok
Moderater
Moderater
โพสต์: 270
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ค. 2011, 11:05
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย kanok » 27 ก.ย. 2012, 19:10

พี่แจ้เมื่อวานยังคุยเรื่องพลังงานไม่จบ เงินที่เขาได้จากการขายน้ำมันแล้วเอาไปทำในเรื่องรักษาสิ่งแวดล้อมเขาเรียกว่าอะไร มีสัดส่วนในการแบ่งอย่างไรแล้วนำไปใช้ในเรื่องอื่นๆมีเรื่องอะไรบ้างช่วยบ้านนอกมาอยู่กรุงหน่อย

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย 3111 » 27 ก.ย. 2012, 22:51

ผมจำเค๊ามานะครับ เราเรียกเรื่องดีๆที่บริษัททั้งหลายพึงกระทำว่า CSR ครับ คำเต็ม คือ Corporate Social Responsibility คำว่า Corporate หมายถึงกิจการ(บริษัท)ที่ดำเนินไปเพื่อแสวงหาผลกำไร (หมายรวมถึงองค์กรประเภทอื่นได้ด้วย) ส่วนคำว่า Social หมายถึงกลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์กันหรือมีวิถีร่วมกันทั้งโดยธรรมชาติหรือโดยเจตนา รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รายรอบประกอบกันขึ้น และคำว่า Responsibility นั้นหมายถึงการยอมรับทั้งผลที่ไม่ดีและผลที่ดีในกิจการที่ได้ทำลงไป หรือที่อยู่ในความดูแลของกิจการ(บริษัท)นั้นๆ ตลอดจนการรับภาระหรือเป็นธุระดำเนินการป้องกันและปรับปรุงแก้ไขผลที่ไม่ดี รวมถึงการสร้างสรรค์และบำรุงรักษาผลที่ดีซึ่งส่งกระทบไปยังผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ

กล่าวโดยสรุปแล้ว Corporate Social Responsibility (CSR) หรือ บรรษัทบริบาล หมายถึง การดำเนินกิจกรรมภายในและภายนอกองค์กร ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมทั้งในระดับใกล้และไกล ด้วยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในองค์กรหรือทรัพยากรจากภายนอกองค์กร ในอันที่จะทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข

ดังนั้นทุกองค์กรจึงมุ่งเน้นการทำ CSR เพื่อยกระดับบริษัทของตนให้เป็นบรรษัทบริบาล เช่นเดียวกัน ปตท.ก็ได้ใช้เวลา 5 ปี ในการแสวงหาความร่วมมือกันภายใต้โครงการ ?รักษ์ป่า สร้างคน ๘๔ ตำบล วิถีพอเพียง? เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในปี พ.ศ.2550 และดำเนินการต่อเนื่องจนถึงปี พ.ศ.2554 เพื่อเฉลิมพระเกียรติถวายตำบลวิถีพอเพียงต้นแบบ 84 ตำบล แด่พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่พระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา ได้เกิดแหล่งความรู้มากมาย ทั้งการค้นหาความรู้ การฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น นำไปสู่การบันทึก วิเคราะห์ พัฒนาร่วมกับองค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อปรับให้สอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิตของชุมชน

ในปัจจุบันนี้มีตำบลที่เข้าร่วมโครงการฯ เกินกว่าเป้าหมาย 3 ตำบล (84+3) รวมทั้งสิ้น 87 ตำบล ประกอบด้วย 920 หมู่บ้าน แบ่งเป็นภาคเหนือ 23 ตำบล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 22 ตำบล ภาคกลาง 22 ตำบล และภาคใต้ 20 ตำบล โครงการฯ ยังสามารถสร้างและค้นหา ?ครัวเรือนพอเพียงอาสา? ได้ 9,244 ครัวเรือน และ ?คนต้นแบบ? กว่า 600 คน เพื่อเป็นแบบอย่างให้คนอื่นๆ ต่อไป

เพียงพอมั๊ยละครับท่านกนกกับการทำ CSR ของ ปตท.ตามโครงการ ?รักษ์ป่า สร้างคน ๘๔ ตำบล วิถีพอเพียง? ผมหาเนื้อหาของโครงการไม่เจอ ไม่รู้เอาไปเก็บเอาไว้ที่ไหน หาเจอแล้วจะนำมาให้อ่านกันนะครับ

kanok
Moderater
Moderater
โพสต์: 270
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ค. 2011, 11:05
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย kanok » 10 ธ.ค. 2012, 17:59

พี่เปิ้ลและพี่แจ้ วันนี้ผมได้ดูเทปทางทีวีเป็นการเสวนาเรื่องพลังงานมีคุณรสนากับผู้แทนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและผู้ร่วมรายการอีกหลายท่าน ได้ดูตอนใกล้จะจบผมคิดว่าเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนน่าจะสนใจเพราะเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของพวกเราทุกๆวัน คือน้ำมันกับก๊าซ อยากรู้เรื่องที่เขาเสวนากันทั้งหมด พี่เปิ้ลหรือพี่แจ้ช่วยหามาลงหน่อยครับ

kanok
Moderater
Moderater
โพสต์: 270
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ค. 2011, 11:05
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย kanok » 10 มี.ค. 2013, 21:42

บ่อแก๊สในพม่า ปตท.สผ.เป็นผู้ดำเนินการ จะปิดซ่อมแล้วมาบอกว่าต้องตัดไฟฟ้า ให้ใครมาทำก็ทำได้ผลักภาระให้ผู้บริโภคง่ายที่สุด วันนี้ รมต.ออกมาบอกว่ามีไฟฟ้าเพียงพอแล้ว น่าจะมีอะไรแอบแฝง กำไรปีหนึ่งมากมายมหาศาล ทำอย่างไรถึงไมให้เอาเปรียบผู้บริโภคมาก พี่แจ้หายไปไหน

kanok
Moderater
Moderater
โพสต์: 270
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ค. 2011, 11:05
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย kanok » 18 มี.ค. 2013, 20:11

มาอีกแล้วน้ำมันเบนซินไทยส่งไปขายอเมริกา แต่อเมริกาขายให้ประชาชนถูกกว่าไทย ลิตรละ ๑๕-๑๙ บาท ข้อมูลจากการเสวนาที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นเมื่อวานนี้ ยังมีดีๆอีกหลายเรื่องที่ ปตท.เอาเปรียบผู้บริโภคมากเกินไป ช่วยกันหาข้อมูลหน่อยเพราะเป็นผลประโยชน์ของคนไทยทุกคนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ

kanok
Moderater
Moderater
โพสต์: 270
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ค. 2011, 11:05
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย kanok » 19 มี.ค. 2013, 20:15

ดูกันให้ชัดๆ

kanok
Moderater
Moderater
โพสต์: 270
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ค. 2011, 11:05
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย kanok » 19 มี.ค. 2013, 20:21

น้ำมันดิบ

kanok
Moderater
Moderater
โพสต์: 270
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ค. 2011, 11:05
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย kanok » 19 มี.ค. 2013, 20:22

เบนซิน

kanok
Moderater
Moderater
โพสต์: 270
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ค. 2011, 11:05
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย kanok » 19 มี.ค. 2013, 20:23

ส่งไปขายด้วย

kanok
Moderater
Moderater
โพสต์: 270
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ค. 2011, 11:05
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย kanok » 19 มี.ค. 2013, 20:24

พี่ตุ๋ยช่วยปรับให้ด้วย

kanok
Moderater
Moderater
โพสต์: 270
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ค. 2011, 11:05
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย kanok » 21 มี.ค. 2013, 22:06

เปิดดูการส่งออกน้ำมันดิบและน้ำมันเบนซินของไทยไปอเมริกาและสิงคโปรก็ต้องมีคำถามว่าทำไม ปตท.ถึงขายน้ำมันแพง จัดเวทีเอานักวิชาการนำข้อมูลมาเจอกับ ปตท.เลยครับจะได้รู้ว่าอันไหนของจริงผมจะนั่งดู เรื่องอย่างนี้ ไทยพีบีเอสไม่จัดผมเลิกดูแล้วครับ

pook
มือเก๋า
มือเก๋า
โพสต์: 273
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 เม.ย. 2011, 13:38
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย pook » 22 มี.ค. 2013, 06:06

อยากรู้ว่า มีทางไหนบ้างที่จะทำให้คนไทย ได้ใช้น้ำมันราคาถูกกว่าปัจจุบัน

kanok
Moderater
Moderater
โพสต์: 270
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ค. 2011, 11:05
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย kanok » 22 มี.ค. 2013, 21:12

ให้พี่POOKเป็นนายกถึงทำได้ ที่จริงไม่ยากอย่าเห็นแก่ตัวกันมากเกินไป พลังงานของประเทศไทยต้องเป็นของคนไทยทุกคนไม่ใช่เป็นของคนใดคนหนึ่งหรือบางกลุ่ม

kanok
Moderater
Moderater
โพสต์: 270
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ค. 2011, 11:05
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย kanok » 31 มี.ค. 2013, 15:00

ฝ่ายนักวิชาการ,กลุ่มพันธมิตร ได้เชิญกระทรวงพลังงานและ ปตท.มาเสวนาเรื่องพลังงาน ๑ อาทิตย์แล้วยังไม่มีเสียงตอบรับจาก กระทรวงพลังงานและ ปตท.เลย ถ้าข้อมูลของกระทรวงพลังงานและ ปตท.ถูกต้องต้องกล้าที่จะนำมายืนยันกับฝ่ายนักวิชาการและกลุ่มพันธมิตรได้ทันที แต่นี่เงียบจะให้เข้าใจว่าอย่างไร ใครมีขีดความสามารถช่วยจัดการหน่อยจะได้รู้ความจริงว่าที่น้ำมันแพงแก๊สแพงเพราะอะไรและมีแนวทางที่จะแก้ไขให้ไม่เอารัดเอาเปรียบกับประชาชนทั้งประเทศได้อย่างไร ผมว่ารัฐบาลหนีไปเรื่องแก้รัฐธรรมนูญต่อเพราะหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับแต่ละเล่มแต่ละวันมีหน้าหนึ่งอยู่หน้าเดียว รัฐบาลก็สร้างข่าวหน้าหนึ่งได้ทุกวัน รถไฟความเร็วสูงก็ขนผักไปได้หนึ่งวันแล้ว ข้าวที่จำนำไว้ก็ใกล้จะเสีย ขายให้ใครได้บ้างไหมก็ไม่บอกอ้างว่าเป็นความลับ นี่หรือประเทศไทย

padung wishian
มือเก๋า
มือเก๋า
โพสต์: 84
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2011, 18:24
ที่อยู่: 245 หมู่ 1 ชุมชนสัมพันธ์สุข ซ.มิตรเจริญ ถ.อุดร-ขอนแก่น ต.บ้านจั่น อ.เมือง อุดรธานี 41000
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย padung wishian » 01 เม.ย. 2013, 09:08

มันต้องเอามาตีแผ่ให้เห็นดำเห็นแดงกันไปเลย ตั้งวงดีเบตให้ประชาชนได้รู้ รวมทั้งเปิดตัวสื่อต่างๆที่ถูกปิดปากมานานมีรายรับปิดปากจนร่ำรวยไปตามๆกันตีแผ่ออกมาให้หมด ตอนนี้หน้าร้อน ลมแรงไฟใหม้บ่อย ผมว่าจวนตัวเข้าจริงๆก็เกิดเพลิงใหม้ทำลายหลักฐานกันแน่นอน โดยเฉพาะข้าวเน่า ขึ้นรา ขาดสต็อก เผามันซะก็แล้วกันไป คอยดูเหอะอีกไม่นานได้เห็นแน่

kanok
Moderater
Moderater
โพสต์: 270
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ค. 2011, 11:05
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย kanok » 01 เม.ย. 2013, 21:16

จริงครับพี่ดุงเล่นรู้ไต๋นักการเมืองไปหมด แต่เขามึนอย่างเดียวครับไม่มีใครทำอะไรเขาได้นี่ พี่ดุงต้องตีลูกกอล์ฟใส่จุดตายพวกนี้ให้หมด ไหวไหมครับ

padung wishian
มือเก๋า
มือเก๋า
โพสต์: 84
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2011, 18:24
ที่อยู่: 245 หมู่ 1 ชุมชนสัมพันธ์สุข ซ.มิตรเจริญ ถ.อุดร-ขอนแก่น ต.บ้านจั่น อ.เมือง อุดรธานี 41000
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย padung wishian » 03 เม.ย. 2013, 21:56

โห .... มันลื่นยิ่งกว่าปลาไหลอีก ไม่ไหวละม้าง เกิดตีไปโดนเข้าจริงๆผมว่าลูกกอล์ฟแตกน่ะนา หัวมันแข็งยิ่งกว่าอะไรดี ทำอย่างงัยก็ไม่สะดุ้งสะเทือน ด้านได้อายอดงะ ภาวนาทุกวันมันยังไม่เป็นอะไร เมื่อไหร่ฝันจะเป็นจริงก็ไม่รู้

kanok
Moderater
Moderater
โพสต์: 270
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ค. 2011, 11:05
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย kanok » 06 เม.ย. 2013, 20:34

เอาลูกเก่าๆสากๆตีลื่นยังไงก็แตกแน่ ขอให้แม่นก็แล้วกัน ซ้อมบ่อยๆนะพี่ดุงเดือน พฤษภาคมได้โชว์ก่อนที่เชียงใหม่ น้ำมันสิงคโปร์ลดราคามา๒วันแล้วบ้านเราเฉย เอาเปรียบทั้งเพิ่มและลดแน่จริงก็เจอกันหน่อย

kanok
Moderater
Moderater
โพสต์: 270
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ค. 2011, 11:05
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย kanok » 20 ส.ค. 2013, 20:51

ผมจะนำข้อมูลการเสวนาเรื่องแก๊สที่เรามีแต่โรงแยกแก๊สไม่พอจึงขายแก๊สดิบไปแล้วซื้อแก๊สสำเร็จรูปเข้ามาขายและเดือนหน้าค่าแก๊สจะขึ้นราคาขอเป็นวันศุกร์นะครับ

ple
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 13383
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 เม.ย. 2011, 08:18
ที่อยู่: 55/126 หมู่บ้านโกลเดนอเวนิว ซอยประชาสุขสรรค์3 ถนนติวานนท์ นนท์บุรี
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย ple » 22 ส.ค. 2013, 05:59

มาปูเสื่อ ....รออ่านครับพี่กนก..... 8) :lol: :roll:
"คุณตาเปิ้ล"

kanok
Moderater
Moderater
โพสต์: 270
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ค. 2011, 11:05
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย kanok » 24 ส.ค. 2013, 19:21

การที่รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานจะปรับราคาก๊าซLPGอันเป็นพื้นฐานในการประกอบอาหารสำหรับครัวเรือนและร้านค้า ร้านอาหารทั่วไปโดยให้มีการปรับขึ้นในวันที่๑กันยายน๒๕๕๖ จากราคา ๑๘.๑๓ บาทต่อกิโลกรัมปรับขึ้นเดือนละ๕๐สตางค์ต่อกิโลกรัมต่อเนื่องไปทุกเดือนจนถึงที่ราคา๒๔.๘๒บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งจะส่งผลให้ก๊าซหุงต้มขนาดถังละ๑๕กิโลกรัมจากปัจจุบันราคาอยู่ที่ประมาณถังละ๓๐๐บาท จะมีการขยับสูงขึ้นเป็นประมาณถังละ๔๐๐บาทเป็นอย่างน้อย ที่สามารถแก้ไขได้โดยเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในอัตราเดียวกับภาคอุตสาหกรรมทั่วไปที่๑๒.๕๕บาทต่อกิโลกรัมซึ่งขณะนี้ถูกเก็บอยู่เพียง๑บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้นภาระหนี้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เกิดจากการนำเงินไปจ่ายชดเชยก๊าซLPGนำเข้าก็จะหมดไปภายในเวลาไม่ถึง๑ปี ทั้งนี้ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นกลุ่มผู้ใช้ก๊าซLPGรายใหญ่ที่สุดในปัจจุบันประมาณปีละ๒,๕๐๐-๓,๐๐๐ล้านกิโลกรัมและเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้ก๊าซLPGที่ผลิตภายในประเทศไม่เพียงพอต่อการใช้ของประชาชนและภาคอุตสาหกรรมทั่วไปจนต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศและมีการนำเงินกองทุนน้ำมันไปจ่ายชดเชยตั้งแต่ปี๕๑-๕๕มีมูลค่ารวมกันมากถึง๑๒๐,๕๙๐ล้านบาท แล้วแบ่งสรรสัดส่วนการใช้ก๊าซLPGโดยเฉพาะในกลุ่มภาคครัวเรือน ภาคยานยนต์และภาคอุตสาหกรรมที่ควรต้องได้รับการจัดสรรจากแหล่งผลิตภายในประเทศซึ่งมีอยู่เพียงพอ ส่วนภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีก็ให้ใช้ก๊าซนำเข้าแทนราคาที่แหล่งสิริกิต์ราคา๑๑-๑๒บาทต่อกิโลกรัม ส่วนการแก้ปัญหาของรัฐบาลโดยจัดกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและให้การช่วยเหลือก็สามารถมองเห็นช่องทางที่รัฐบาลเปิดโอกาสให้มีการทุจริตอีกแล้วเพราะบัญชีครัวเรือนทุกคนลองไปดูรายละเอียดแล้วจะพบว่าไม่ตรงกันไม่ถูกต้องมีชื่อแต่ไม่มีตัวตนก็ไม่มีการจำหน่ายผีก็เลยเยอะแล้วต้องเสียค่าsmsอีก ท่านคิดว่าวิธีไหนดีกว่ากันครับ

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย 3111 » 13 พ.ย. 2013, 08:17

ตอนที่ ple เปิดกระทู้นี้ได้นำคลิปที่เกี่ยวข้องกับพลังงานไทยซึ่ง ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านพลังงาน วุฒิสภา ได้จัดทำขึ้น สถานะภาพของ ม.ล.กรกสิวัฒน์ฯ ยาวเหยียดตามที่ ple ได้ระบุเอาไว้ วันนี้กับวันเริ่มต้นกระทู้ห่างกันหลายเดือน แต่ยังไม่ช้าเกินไปนักที่ผมจะนำความเห็นของ ม.ล.กรกสิวัฒน์ฯ เกี่ยวกับพลังงานไทยซึ่งเกี่ยวข้องกับประเทศมหาอำนาจหลายประเทศ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ ได้นำมาลงเอาไว้ ผมจึงอยากจะให้ท่านๆได้อ่าน บางทีอีกไม่นานนักประชาชนคนไทยอาจจะได้เห็น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กลับมาเป็นสมบัติของชาติอีกครั้งหนึ่ง เชิญเข้ามาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ครับ

กรณีความฉ้อฉลของบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ที่นอกจากจะกินรวบทรัพยากรพลังงานที่เป็นของคนไทยทั้งประเทศแล้ว ยังสร้างความร่ำรวย บนคราบน้ำตา ปั่นราคา ฟันกำไร ทำร้ายประชาชนตาดำๆ กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในโลก โซเชียลเน็ตเวิร์ก ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างหนัก กระทั่งมีการวมกลุ่มเพื่อช่วยกันแฉข้อมูล และทวงคืน ปตท.อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทวงคืนพลังงานไทย กลุ่มทวงคืน ปตท. กลุ่มรณรงค์ต่อต้านการผูกขาด และทวงคืนสมบัติชาติ (ปตท.) หรือกลุ่ม Thai Energy Get Back

ปฏิเสธไม่ได้ว่าจุดเริ่มที่ทำให้แรงกระเพื่อมจนกลายเป็นกระแสทวงคืน ปตท.ดังกล่าวนั้น เกิดจากบรรดานักวิชาการที่ร่วมกันออกมาแฉข้อเท้จจริงและเบื้องหน้าเบื้อง ทำให้ประชาชนเริ่มรู้ตัวว่ากำลังถูก 'ปล้นกลางแดด' ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ 'มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี' เลขานุการอนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านพลังงาน วุฒิสภา และนักวิชาการอิสระ ที่เดินหน้าเปิดเอกสาร ดับเครื่องชนกับ ปตท. รวมถึงกระทรวงพลังงานที่ทำตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์ ปตท.ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

และครั้งนี้ 'มล.กรกสิวัฒน์' ได้ออกมาลากไส้ ปตท. และกระทรวงพลังงานอีกครั้ง เพื่อตอบคำถามว่า ไทยมีแหล่งพลังงานมหาศาลจริงหรือไม่ ทำไมคนไทยจึงใช้น้ำมันแพง และผลประโยชน์เหล่านี้ตกอยู่ที่ใคร ?

ตอนนี้กระแสที่แรงมากในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กคือทำไมราคาก๊าซและน้ำมันของประเทศไทย ถึงแพงกว่าต่างประเทศมาก ทั้งๆ ที่เราสามารถขุดก๊าซและน้ำมันจากอ่าวไทยได้

ตอนนี้มีคำถามกันมากว่าราคาน้ำมันและราคาก๊าซในประเทศไทยแพงเกินไปไหม แพง เกินจริงหรือเปล่า เราควรจะกลับไปดูข้อมูลเบื้องต้นก่อนว่าประเทศไทยมีน้ำมันดิบ มี ก๊าซธรรมชาติ จริงหรือไม่ โดยเฉพาะน้ำมันดิบคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเรามี กระทรวง พลังงานก็พยายามปฏิเสธ บอกว่าไม่มี พอมีคนเอาข้อมูลออกมาเปิดเผย กระทรวงก็จำยอมต้องกับความจริงแต่ยังเม้มว่ามี แต่..น้อย ในที่สุดเพิ่งยอมรับว่ามีพอสมควร แต่....ยังไม่พอใช้ คือคำพูดของกระทรวงพลังงานเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามความรู้ของคนในสังคม เมื่อเรารู้มากขึ้นเขาก็ยอมรับมากขึ้นว่ามีประเทศไทยมีน้ำมันจริง ก็คงมีอะไรอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังความ พยายามที่ไม่อยากให้คนไทยรับทราบเรื่องทรัพย์ของแผ่นดินชิ้นนี้ น่าคิดนะว่าประชาชนไทยเป็นเจ้าของบ่อน้ำมันและบ่อก๊าซที่แท้จริงแต่คนไทยกลับจนลงเพราะต้องใช้น้ำมันในราคา นำเข้าซึ่งแพงมาก ส่วนคนที่ร่ำรวยกลับเป็นบริษัทน้ำมัน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็พูดอยู่เสมอว่าใครบอกว่าไทยผลิตน้ำมันดิบได้ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน มันไม่จริง...ต้องบอกอย่างนี้ครับ จากข้อมูลกระทรวงพลังงานเองชี้ชัดว่าเราสามารถขุดเจาะปิโตรเลียมรวมได้วันละ 1 ล้านบาร์เรลจริงครับ ซึ่งใน 1 ล้านบาร์เรลมาจากก๊าซธรรมชาติประมาณ 7 แสนบาร์เรล จริงๆ หน่วยของก๊าซเป็นลูกบาศก์ฟุตแต่ขอแปลงเป็นบาร์เรลเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น เป็นน้ำมันดิบประมาณ 1.5-1.6 แสนบาร์เรล และที่เหลือเป็นก๊าซโซลีนธรรมชาติ และคอนเดนเสท (ก๊าซธรรมชาติเหลว โดยเมื่ออยู่ใต้ดินจะมีสถานะเป็นก๊าซ แต่เมื่ออยู่บนดินจะเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว) ซึ่ง 2 ตัวนี้สำคัญมาก แต่คนไทยไม่รู้จัก กระทรวงพลังงาน ไม่เคยบอก รมว.พลังงานก็ไม่พูดถึง ซึ่ง 2 ตัวนี้ถ้าพูดภาษาชาวบ้านผมเรียกว่าหัวกะทิน้ำมันดิบเนื่องจากราคาแพงกว่าน้ำมันดิบมากเพราะมีคุณภาพ ใกล้เคียงกับเบนซินที่สุด ดังนั้นในอเมริกาจึงเรียกก๊าซตัวนี้ว่า ก๊าซโซลีนธรรมชาติ(Natural Gasoline) เพราะคำว่าก๊าซโซลีนนั้นในประเทศสหรัฐฯ คือน้ำมันเบนซิน ดังนั้นก๊าซโซลีน ธรรมชาติจึงเหมือนเบนซินที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และมันมักจะอยู่ในหลุมก๊าซ เวลาขุดก๊าซเขาบอกว่าหลุมก๊าซไม่มีน้ำมันดิบนั้นถูกต้อง แต่มันมีก๊าซโซลีนธรรมชาติและคอนเดนเสท พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือหัวกะทิน้ำมันดิบนั่นเอง

ก๊าซโซลีนธรรมชาติกับคอนเดนเสท เขาเอาไปทำอะไร

สามารถนำไปผสมกับน้ำมันดิบและกลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปได้เลยครับ แต่ไม่ได้ เรียกว่าน้ำมันดิบเท่านั้นเองเพราะมันมีองค์ประกอบใกล้เคียงกับเบนซิน โดยสิ่งที่จะได้จาก การกลั่นก๊าซโซลีนธรรมชาติและคอนเดนเสทคือ เบนซิน ดีเซล และก๊าซหุงต้ม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่แพงทั้งหมดเลย น้ำมันเตาแทบจะไม่มี ดังนั้น ที่ราคาน้ำมันดิบมันถูกก็เพราะมันมีน้ำมันเตาปนอยู่เยอะ แปลว่าประเทศไทยมีของดี ของแพง แต่คนไทยอย่าหวังจะได้แอ้ม

นอกจากปริมาณก๊าซโซลีนธรรมชาติและคอนเดนเสทที่เขาไม่พยายามบอกเราแล้ว เขาก็จะยังมักจะไม่นับรวมแหล่งจีดีเอไทย-มาเลเซียด้วย ซึ่งแหล่งนี้ขุดเจาะได้ประมาณ 3 แสนบาร์เรลต่อปี เป็นของไทยครึ่งหนึ่งคือ 1.5 แสนบาร์เรลต่อปี แต่ผมเอามารวมด้วยเพราะเป็นทรัพยากรของประชาชน จึงกลายเป็นที่มาของปริมาณปิโตรเลียม 1 ล้านบาร์เรลต่อวันที่ขุดได้จากแผ่นดินไทย เพราะฉะนั้นเวลากระทรวงพลังงานหรือปตท.พูดกับเรา ตัวเลขจึงขาดหายไปมากเนื่องจากตัดออกไปหลายอย่าง

กระทรวงพลังงานระบุว่าแหล่งน้ำมันของไทยมีขนาดเล็ก ขุดเจาะยาก ทำให้ปริมาณน้ำมันในไทยมีน้อย

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงต้องแปลว่าเราต้องมีแหล่งน้ำมันเล็กๆ ที่ว่าอยู่เป็นจำนวนมากมาย เพราะปัจจุบันเราขุดเจาะปริมาณปิโตรเลียมมากกว่าพม่า และบรูไน 3 เท่า แต่รัฐบาลไทยได้ส่วนแบ่งจากปิโตรเลียมน้อยที่สุดในอาเซียนด้วยเหตุผลว่าแหล่งน้ำมันของเราเป็นกระเปาะเล็ก ผมก็เคยเรียนทางกระทรวงว่า แปลว่ากระเปาะเล็กของเราต้องมีหลายพันกระเปาะนะมันถึงได้ปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้มากถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ที่สำคัญด้วยเทคนิคการการขุดเจาะแบบหลุมแคบ ที่พัฒนาโดยยูโนแคล ทำให้ต้นทุนการขุดเจาะต่ำลงมากเหลือ เพียง 22 ล้านบาทต่อหลุมเท่านั้น(จากเอกสาร Slimhole development in the gulf of Thailand: Society of Petroleum Engineer) โดยในปี 2542 ประเทศไทยทำสถิติการขุดเจาะปิโตรเลียมได้เร็วที่สุดในโลกที่แหล่งฟูนานในอัตรา 5,145 ฟุตต่อวัน (เอกสารย้อนรอยปิโตรเลียมของบริษัทเชฟรอน) และจากรายงานผู้ถือหุ้นปี 2553-2554 ของบริษัทเฮส (Hess)ระบุเรื่องต้นทุนการขุดเจาะในเมืองไทยอยู่ที่ประมาณ 8-10 เหรียญต่อบาร์เรล หรือ 1.60-1.88 บาทต่อลิตรเท่านั้น สรุปว่าขุดน้ำมันเมืองไทยสัมปทานถูก ขุดง่าย ขุดไว และต้นทุนต่ำ แต่คนไทยใช้น้ำมันแพงที่สุดในอาเซียน

แล้วพลังงาน 1 ล้านบาร์เรลต่อวันนี่พอใช้ภายในประเทศไทยไหม

ทางราชการบอกว่าพลังงานที่ได้ภายในประเทศไม่พอใช้ แต่สิ่งที่พบคือตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์และกรมศุลกากรระบุว่าเราส่งออกน้ำมันดิบทุกปี ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกใจ นะ ครับ เราบอกเราไม่พอใช้ แต่เรากลับส่งออกไปยังต่างประเทศ ซึ่ง 4 ประเทศหลักที่นำเข้าน้ำมันดิบจากไทย อันดับ 1อเมริกา , อันดับ 2 จีน , อันดับ 3 เกาหลีใต้ และอันดับ 4 สิงคโปร์ โดยปี 2555 ที่ผ่านมามีมูลค่ามากถึง 51,000 ล้านบาท ซึ่งตอนแรกกระทรวงพลังงานก็อ้างว่าน้ำมันที่ส่งออกไปเป็นน้ำมันที่คุณภาพไม่ดี แต่อย่าลืมว่าประเทศที่ไทยส่งน้ำมันดิบไปขายล้วน แต่เป็นประเทศที่เจริญแล้ว ร่ำรวย และมีมาตรฐานในด้านคุณภาพชีวิตสูงกว่าไทย โดยเฉพาะสหรัฐฯ ผมก็ขอถามทั้งกระทรวงพลังงานและ ปตท.ว่า ถ้าน้ำมันคุณภาพไม่ดี อเมริกาก็คงไม่ใช้เพราะเขามีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมสูงมาก คุณภาพน้ำมันที่เขาใช้ก็สูงมาก ดังนั้นการอ้างว่าน้ำมันไทยคุณภาพไม่ดี ผมคิดว่าเป็นเหตุผลที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง

เขาบอกว่าน้ำมันของไทยมีสารปรอทอยู่เยอะ ผมก็บอกว่าปรอทเยอะมันมีในหลาย ประเทศ เช่น อินโดนีเซีย เยอรมนี ปรอทในน้ำมันก็เยอะ เขาก็ส่งออกได้ เพราะแค่เอาปรอท ออกจากน้ำมันไม่ใช่เทคโนโลยีที่ยาก ซึ่งตอนหลังกระทรวงก็เริ่มจนมุม ท่านก็เลยแก้ตัวว่า น้ำมันไม่เหมาะสมกับโรงกลั่นไทย ผมก็เลยตั้งคำถามต่อว่าที่ผ่านมาเราส่งน้ำมันดิบไปอเมริกา ไปจีน เกาหลี สิงคโปร์ เขาก็เอาน้ำมันดิบไปกลั่นต่อแสดงว่าน้ำมันที่ขุดจากประเทศ ไทยนี่เหมาะกับโรงกลั่นของทุกประเทศเลย แต่ไม่เหมาะกับโรงกลั่นในประเทศไทย สิงคโปร์เขาก็กลั่นน้ำมันส่งออกทั่วโลก แต่เมืองไทยบอกกลั่นไม่ได้ ? ผมคิดว่าถ้าทรัพยากรตรงนี้ถูกขุดขึ้นมาเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงและมีการวางนโยบายพลังงานแบบเศรษฐกิจพอเพียง เรามีอะไรเราใช้อย่างนั้นไม่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศมากมายอย่างในปัจจุบัน ผมเชื่อว่าก็จะมีคนขอมาตั้งโรงกลั่นน้ำมันชนิดนี้ได้อยู่ดีเพราะมันเป็นของดี

มีข้อมูลออกมาว่าจริงๆ แล้วน้ำมันของไทยคุณภาพดีมาก

ใช่ครับ โดยเฉพาะน้ำมันในอ่าวไทย ซึ่งมาเลเซียเขาเรียกแหล่งน้ำมันตรงอ่าวไทยว่า แหล่งทาปิสซึ่งอยู่นอกชายฝั่งรัฐตรังกานูไป 200 กิโลเมตรในอ่าวไทยเป็นน้ำมันที่คุณภาพดี ที่สุดในโลกเนื่องจากมีมลภาวะต่ำ จึงแพงที่สุดในโลกด้วย แพงกว่าน้ำมันที่เรียกว่าเบรนท์ ทะเลเหนือที่อังกฤษถึง 7 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งข้อมูลตรงนี้ตรวจสอบได้จากหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น บลูมเบิร์ก สถาบันปิโตรเลียมออสเตรเลีย (Australia Institute of Petroleum) ซึ่งมันก็ตรงข้ามกับที่กระทรวงพลังงานพูดทั้งหมด และเป็นเรื่องที่น่ากังขา

เขายังบอกอีกว่าน้ำมันของไทยกลั่นแล้วได้เบนซินเยอะ แต่ไทยต้องการใช้ดีเซล ขณะที่จากข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ พบว่าในปี 2555 ประเทศไทยส่งออกน้ำมันดีเซลจำนวน กว่า 2 แสนล้านบาท ขณะที่ยอดการส่งออกน้ำมันเบนซินมีเพียง 4 หมื่นล้านบาท ในเมื่อเราส่งออกน้ำมันดีเซลมากกว่าเบนซินหลายเท่าตัว ดังนั้นคำกล่าวอ้างว่ามีเบนซินล้นเกินจึงต้องส่งออกมันไม่ใช่ แต่ท่านตั้งใจผลิตทั้งน้ำมันเบนซินและดีเซลเพื่อการส่งออกให้คนทั้งอาเซียน ที่สำคัญราคาที่ส่งออกยังถูกว่าราคาที่ขายคนไทยถึงลิตรละ 2 บาทโดยประมาณ เพราะเป็นราคาที่ถูกควบคุมโดยกลไกการแข่งขันจากโรงกลั่นสิงคโปร์

ทั้งนี้ประเทศที่ไทยส่งออกทั้งน้ำมันดีเซลและเบนซินให้สิงคโปร์มากที่สุดเป็นอันดับ 1 มีมูลค่ากว่า 8 หมื่นล้านบาท ที่น่าสนใจอีกอย่างคือประเทศซาอุดิอาระเบียอยู่ในอันดับที่ 12 ในการนำเข้าน้ำมันดีเซลจากไทย น่าตกใจไหม ? วันนี้น้ำมันดิบที่ขุดในประเทศไทย ส่งออกไปอเมริกา จีน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ แต่เรานำเข้าน้ำมันดิบเข้าจากตะวันออกกลาง กลั่น เสร็จส่งไปตะวันออกกลาง ที่สำคัญประเทศที่เราส่งน้ำมันออกไปนั้นราคาน้ำมันถูกกว่าราคา น้ำมันในบ้านเราแทบทั้งนั้น และเราก็ส่งออกในราคาที่ถูกกว่าราคาหน้าโรงกลั่นที่ขายคนไทย เพราะกลไกกึ่งผูกขาดโรงกลั่นในประเทศที่เป็นอยู่นั่นเอง

ที่ผ่านมา ปตท.และกระทรวงพลังงาน พยายามบอกว่าราคาน้ำมันบ้านเราแพง เพราะต้นทุน การผลิตสูง

ในเอกสารของ Society of Petroleum Engineer รวมทั้งเอกสารของเชฟรอน ก็ระบุตรงกันว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ขุดเจาะน้ำมันได้ในต้นทุนที่ต่ำ ด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Slim Hole ซึ่งเป็นเทคนิคที่ต้นทุนต่ำ ขุดเจาะได้เร็ว สามารถเข้าถึงทุกโซนที่มีน้ำมัน และ สามารถเอาน้ำมันขึ้นมาได้มากที่สุด ซึ่งสถิติการขุดเจาะที่เร็วที่สุดในโลกเกิดขึ้นในประเทศ ไทย ในปี 2542 โดยบริษัทเชฟรอน โดยใช้เวลาขุดเจาะแค่ 46 ชั่วโมง ซึ่งยังไม่ถึง 2 วันเลย ทั้งนี้ในอดีตเมื่อ 30 ปีที่แล้ว การขุดเจาะแต่ละจุดจะใช้เวลาประมาณ 60 วัน มีค่าใช้จ่าย 5 ล้านเหรียญ หรือเท่ากับ 150 ล้านบาท แต่ปัจจุบันเทคนิคก้าวหน้าขึ้น ใช้เวลาแค่ 6 วัน เป็นค่าใช้จ่ายแค่ 20 ล้านบาท แต่กระทรวงพลังงานพูดคนละเรื่องเลย

นอกจากนั้นยังมีข้อมูลต้นทุนของบริษัทเฮส ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันของนิวยอร์ก มาขุด เจาะน้ำมันในภาคอีสานบ้านเรา ซึ่งเฮสรายงานว่า ต้นทุนการขุดเจาะน้ำมันดิบนั้นประมาณ 8-10 เหรียญต่อบาร์เรล อยากรู้ว่าต้นทุนต่อบาร์เรลเป็นกี่บาท ก็เอา 10 เหรียญคูณด้วย 30 บาท ก็เท่ากับ 300บาทต่อบาร์เรล ซึ่ง 1 บาร์เรลเท่ากับ 159ลิตร เพราะฉะนั้นต้นทุนขุดเจาะน้ำมันดิบก็ตกลิตรละ 1.88บาทเท่านั้น ซึ่งถือว่ามีต้นทุนต่ำมาก ขณะที่น้ำมันสำเร็จรูปเขามาขายเราที่ลิตรละเกือบ 50 บาท ถามว่ามันเป็นธรรมหรือไม่ ถ้าดูตัวเลขของอเมริกาซึ่งเป็นประเทศค่าครองชีพสูงมาก น้ำมันสำเร็จรูปของเขาราคาแค่ลิตรละ 25-29 บาทเท่านั้น

ปัญหาของไทยขณะนี้คือการผูกขาดด้านพลังงาน

คือปัจจุบันเราปล่อยให้ ปตท. สามารถเข้าไปถือหุ้นในทุกโรงกลั่น เหลือเอสโซ่เพียงรายเดียวที่ ปตท.ไม่ได้เข้าไปถือหุ้น ซึ่งทำให้ไม่เกิดการแข่งขัน และการเข้าไปถือหุ้นของ ปตท.ในเกือบทุกโรงกลั่นนั้นทำให้ราคาน้ำมันที่ออกมาจากโรงกลั่นทุกแห่งนั้นเป็นราคาที่คุยกันไว้แล้ว ส่วนเอสโซ่มีกำลังการกลั่นเพียง 13% คงไม่สามารถจะต่อกรกับ ปตท.ได้อย่างแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้อย่าถามหากลไกตลาดในธุกิจพลังงานไทยเพราะมันไม่มีอยู่จริง!

หลายๆ ประเทศมีกฎหมายและระเบียบที่ป้องกันไม่ให้บริษัทต่างๆ เข้าไปกอบโกยทรัพยากรด้านพลังงานอย่างไม่เป็นธรรม

ใช่ครับ อย่างกฎหมายปิโตรเลียมของอินโดนีเซียดีกว่าเรามาก กฎหมายอินโดนีเซียระบุไว้เลยว่าน้ำมันที่บริษัทพลังงานขุดเจาะในประเทศอินโดนีเซียจะต้องมาใช้ในประเทศอินโดนีเซียให้เพียงพอเสียก่อนจึงส่งออกได้ แต่เมืองไทยใช้พอไม่พอ ขุดขึ้นมาก็ส่งออกเลย เพราะคิดว่าทรัพย์สินนี้ไม่ใช่ของประชาชน ทั้งที่กระทรวงพลังงานอยู่ในฐานะผู้ดูแลทรัพย์สมบัติของชาติ ผมเรียกว่าผู้จัดการมรดกก็แล้วกัน ส่วนประชาชนคือเจ้าของมรดก กระทรวงพลังงานก็พยามยามบอกว่าไม่มีมรดกเหลือแต่ท่านเอามรดกไปให้คนอื่น มรดกเหล่านั้นถูกส่งออกไปไกลถึงสหรัฐอเมริกา ในอินโดนีเซียนี่เมื่อบริษัทพลังงานเอาอุปกรณ์เข้ามาในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแท่นขุดเจาะหรืออะไร อุปกรณ์เหล่านี้ตกเป็นของประเทศทันที แล้วก็ให้เอกชนเอาน้ำมันส่วนหนึ่งไปเพราะถือว่าแท่นขุดเจาะเป็นของหลวงแล้ว รัฐก็ผ่อนคืน เอกชนด้วยปริมาณปิโตรเลียมจำนวนหนึ่งเพราะถึงจะให้สัมปทานไปแล้วเขาก็ไม่ได้มองว่าน้ำมันเป็นของเอกชนนะ ปิโตรเลียมที่ยังไม่ได้ขุดก็ยังเป็นของรัฐ เมื่อขุดขึ้นมาแล้วก็ยังเป็น ของรัฐอยู่ จนรัฐบาลเขาเก็บค่าภาคหลวง ส่วนแบ่งกำไรและภาษีเรียบร้อย ส่วนที่เหลือจึงเป็นของเอกชน ผิดกับประเทศไทยเอาอุปกรณ์มาตั้งก็ลดภาษีให้หมด นำเข้าฟรีหมด แต่อุปกรณ์พวกนี้เป็นของบริษัทเอกชน ใครจะเข้าไปในเขตแท่นขุดเจาะไม่ได้การตรวจสอบจากภาคประชาชนจึงทำได้ยาก

นอกจากนั้น ส่วนแบ่งผลประโยชน์จากการขุดน้ำมันของไทยที่ส่งให้กับรัฐนั้นถือว่า ต่ำ ที่สุดในอาเซียน 10 ประเทศ ทั้งที่เราผลิตได้เป็นอันดับ 3 ของอาเซียน ผลิตได้มากได้เป็น 3 เท่าของประเทศพม่า ผลิตได้ 3 เท่าของบรูไนทั้งก๊าซและน้ำมันดิบ แต่เราได้ผลประโยชน์ต่ำ กว่าทั้ง 2 ประเทศ เหมือนกับเรามีต้นมะม่วงที่บ้าน แต่เราไม่มีบันไดที่จะปีนขึ้นไปเก็บ เราก็อนุญาตให้คนที่มีบันไดปีนขึ้นไปเก็บ อย่างพม่า มีมะม่วง 100 ลูก คนมาช่วยเก็บได้ส่วนแบ่งไปยังไม่ถึง 20 ลูกเลย ผลประโยชนส่วนใหญ่จึงตกกับประเทศเพราะเขาเป็นเจ้าของทรัพยากรอันมีค่า แต่ประเทศไทยให้คนอื่นมาเก็บไปเกือบหมดต้น แล้วเราไม่พอกินจึงต้องไปซื้อมาเพิ่ม

จุดหนึ่งที่เป็นช่องให้คนอื่นมาล้วงทรัพยากรของเราก็คือผู้ที่เกี่ยวข้องปล่อยให้กฎหมายล้าสมัย ปัจจุบันเรายังใช้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 อยู่เลย ซึ่งในปี 2514นี่ราคาน้ำมันยังไม่ถึงลิตรละบาทเลย ตอนนั้นน้ำมันดิบราคาแค่บาร์เรลละ 1 เหรียญ ซึ่ง 1 บาร์เรลมี 159 ลิตร ราคามันถูกมาก ซึ่งเมื่อราคามันถูก ผลประโยชน์ตอบแทนเข้าประเทศน้อยก็เป็นเรื่องปกติ แต่วันนี้ราคาน้ำมันขึ้นไปถึง 100 เหรียญต่อบาร์เรล ราคาขึ้นไป 100 เท่า แต่ท่านไม่แก้ไขกฎหมาย เพียงแค่กระทรวงพลังงานนิ่งเฉยปล่อยให้กฎหมายล้าสมัยประเทศชาติก็เสียประโยชน์แล้ว ในปี 2514 เราเก็บค่าภาคหลวงจากการทำปิโตรเลียม 12.5% ของมูลค่าปิโตรเลียม และเก็บภาษี 50% ขณะที่ประเทศอื่นก็มีค่าภาคหลวงและเก็บภาษีในลักษณะเดียวกับไทย แต่เขาจะมีส่วนแบ่งกำไรหรือส่วนแบ่งผลผลิตอีกต่อหนึ่งด้วย อย่างพม่าจะมีส่วนแบ่งกำไรอีก 80% ก่อนที่จะหักภาษี สมมุติขุดน้ำมันได้ 100 บาท เขาเอาเข้ารัฐไปเลย 10 บาทก่อน จากนั้นเขาจะดูว่ามีกำไรเท่าไหร่ เอาไปอีก 80% แล้วเหลือเท่าไหร่เอามาเสียภาษีอีก 30% ขณะที่ประเทศไทยไม่มีส่วนแบ่งกำไรหรือส่วนผลผลิตอะไรจากปิโตรเลียมเลย

ทราบว่าหลังจากที่หม่อมนำข้อมูลด้านพลังงานที่ปรากฏบนเว็บไซต์ต่างๆ มาเปิดเผย ข้อมูลบนเว็บไซต์ของหน่วยราชการบางแห่งก็หายไป

ครับ ผมก็ห่วงว่าพูดไปข้อมูลในเว็บไซต์ของหน่วยราชการจะโดนลบเพราะที่ผ่านมาหลังจากที่เราเอาข้อมูลมาเปิดเผย ข้อมูลบนเว็บไซต์ของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ก็ถูกเปลี่ยนแปลง ซึ่งข้อมูลหายไปจำนวนหนึ่ง ผมในฐานะเลขานุการอนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านพลังงาน วุฒิสภา ก็คงต้องมีการทวงถาม เพราะขณะที่กรรมาธิการเราตรวจสอบเรื่องนี้ข้อมูลก็หายไปบางส่วนซึ่งมันแสดงให้เห็นถึงพิรุธบางอย่าง

ต้องเรียนว่าผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกับท่านนะครับ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพลังงาน หรือ ปตท.ผมเพียงแต่เอาข้อมูลมากางให้ท่านดูว่าสิ่งที่ท่านกล่าวอ้างมันไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทั้งในและต่างประเทศที่ปรากฏ ผมต้องใช้คำว่ากระทรวงกล่าวอ้างเพราะที่ผ่านมากระทรวงไม่เคยแสดงเอกสารหลักฐานอะไรเลย แต่ผมมีเอกสารมาแสดงทุกครั้ง ตอนนี้เราว่ากันด้วยข้อมูล ซึ่งท่านเถียงกับข้อมูลนะครับ ไม่ได้เถียงกับผม ท่านไม่ได้ขัดแย้งกับผม แต่ขัดแย้งกับข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ กรมศุลกากร เอกสารรายงานต่อผู้ถือหุ้นของผู้รับสัมปทาน และเอกสารอื่นๆ อีกมาก ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มันสามารถตรวจสอบได้นะครับ แล้วผมเองก็ไม่สบายใจกับเงินภาษีที่ผมเสียไปเพื่อจ่ายเป็นงบประมาณของกระทรวงพลังงาน เพราะข้อมูลที่ท่านให้ผมไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ทำให้ผมและคณะอนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านพลังงาน วุฒิสภา สงสัยว่าท่านมีความประสงค์ใดต่อการให้ข้อมูลเช่นนี้กับประชาชน ผมว่าเมื่อความจริงปรากฏประเทศไทยคงต้องปฏิรูปกระทรวงพลังงานขนานใหญ่ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ดูแลมรดกล้ำค่าของแผ่นดินซึ่งก็ทรัพยากรน้ำมันดิบและก๊าซ ธรรมชาติซึ่งเป็นสมบัติของคนไทยทุกคน

หมายเหตุ : โปรดติดตาม บทสัมภาษณ์ 'ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี' ตอนต่อไป กับการแฉลากไส้ถึงกลไกราคาพลังงานที่ถูกบิดเบือน

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย 3111 » 13 พ.ย. 2013, 12:25

'มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี' ใครปล้นพลังงานไทย ! ? ลวงชาวบ้านจ่ายกองทุนฯ อุ้มปิโตรเคมี
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 6 เมษายน 2556 06:33 น.

ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ : เป็นที่ฮือฮาไม่น้อยทีเดียวสำหรับบทสัมภาษณ์ของ ?มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี? อนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านพลังงาน วุฒิสภา และนักวิชาการอิสระ ที่ออกมาเปิดประเด็นว่าบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และกระทรวงพลังงาน ที่ใช้สารพัดกลเม็ดในการสร้างความร่ำรวยจากธุรกิจน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปิโตรเคมี ที่ควรจะเป็นของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งตีพิมพ์ลงใน 'ASTV'ผู้จัดการสุดสัปดาห์' เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

รูปภาพ


ฉบับนี้พบกับภาคต่อของ 'มล.กรกสิวัฒน์' ซึ่งจะมาตีแผ่กลไกในการบิดเบือนราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ กระชากหน้ากากองค์กรที่อิ่มหมีพีมันบนความเดือดร้อนและคราบน้ำตาของคนไทย

ตอนนี้ประชาชนกำลังสับสนว่าจริงๆ แล้วประเทศไทยมีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากน้อยเพียงใด เรานำเข้าเยอะจริงหรือไม่ และทำไมคนไทยจึงต้องใช้พลังงานในราคาที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ

ประเทศไทยมีก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบอยู่เยอะพอควรครับ ทั้งบนบกและในทะเล การที่กระทรวงพลังงานบอกว่าเราต้องนำเข้าน้ำมันดิบ 8.5 แสนบาร์เรล/วันเพราะคนไทยใช้เปลือง ส่วนน้ำมันดิบที่ผลิตได้ในประเทศเพียง 1.5 แสนบาร์เรลต่อวัน จึงมีสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศเพียง 15% นั้น ต้องเรียนว่าข้อมูลนี้บิดไปจากความจริงมากทีเดียว เพราะจริงๆ แล้วสิ่งที่กลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูป ได้มีถึง 2.7 - 3 แสนบาร์เรลต่อวัน เพราะกระทรวงฯไม่ได้เอาคอนเดนเสตและก๊าซโซลีนธรรมชาติ หรือที่ผมเรียกง่ายๆให้ชาวบ้านเข้าใจว่า เป็นหัวกระทิน้ำมันดิบอีก แสนกว่าบาร์เรลต่อวันมารวม ทาง ปตท.ก็ตอบว่าก็คอนเดนเสตเป็นของปิโตรเคมี จากคำตอบของ ปตท.จึงเห็นว่าการจัดสรรทรัพยากรของชาติอยู่ในเงื้อมมือของ ปตท. ทั้งที่ เจ้าของที่แท้จริงคือประชาชน หากจะวางนโยบายให้ถูกต้องก็ต้องเอาฐานทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมดมาดูว่าเรามีมากน้อยอย่างไร ไม่ใช่ให้บริษัทปิโตรเคมีหยิบไปก่อน แล้วท่านบอกว่าทรัพยากรไม่มี อย่างนี้ไม่ถูกต้อง

ทีนี้กลับมาที่การกล่าวของกระทรวงพลังงานว่าต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศจำนวน 8.5 แสนบาร์เรลต่อวัน เพราะคนไทยใช้เปลืองเป็นความจริงหรือไม่? ต้องบอกว่าที่ต้องนำเข้ามากถึง 8.5 แสนบาร์เรล มันเป็นการนำเข้าเพื่อทดแทนการส่งออกน้ำมันดิบไทย และ การนำเข้าเพื่อกลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปแล้วส่งออกไปขายต่างประเทศรวมเกือบ 3 แสนบาร์เรล ข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ระบุ ว่า มีการส่งออกน้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูปไปไกลถึ งเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น แอฟริกาใต้ สหรัฐฯและ ซาอุดิอาระเบีย แล้วท่านจะนับว่าการนำเข้าน้ำมันดิบทั้ง 8.5 แสนบาร์เรลต่อวันนี่เป็นน้ำมันดิบที่คนไทยใช้ได้อย่างไร???

จากข้อมูลกระทรวงพาณิชย์พบว่า ในปี 2555 เรามีการส่งออกน้ำมันดิบ 5-6 หมื่นบาร์เรลต่อวัน มีการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป 2.3 แสนบาร์เรลต่อวัน ที่สำคัญธุรกิจปิโตรเคมีของ ปตท.ดูดเอาคอนเดนเสต ก๊าซโซลีนธรรมชาติและก๊าซหุงต้มไปใช้อีกเกือบ 2 แสนกว่าบาร์เรลต่อวัน รวมเป็นกว่า 4.8 แสนบาร์เรลต่อวัน ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในธุรกิจเครือ ปตท.เองทั้งสิ้น ดังนั้น การพึ่งพิงน้ำมันดิบจากต่างประเทศของคนไทยจริงๆจึงมีเพียง 3 แสนกว่าบาร์เรลต่อวันเท่านั้น ขณะที่ไทยมีวัตถุดิบในประเทศที่กลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปได้อีกประมาณ 3 แสนบาร์เรลต่อวัน คนไทยจึงพึ่งพิงการนำเข้าน้ำมันดิบเพียง 50-60%เท่านั้น แต่ราคาน้ำมันที่คน ไทยจ่ายคือราคานำเข้า 100% !!! ส่วนสัมปทานขุดน้ำมันไทยก็ถูกที่สุดในอาเซี่ยน น้ำมันดิบที่ขุดได้กลุ่มทุนพลังงานก็ส่งออก ทั้งที่ไม่พอใช้ภายในประเทศอยู่แล้ว เราจึงต้องนำเข้ามากขึ้นเพื่อมาทดแทนการส่งออกไป กระทรวงพลังงาน และ ปตท.จะมาโทษคนไทยได้อย่างไร???

จริงๆการนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อธุรกิจของ ปตท.เองไม่ใช่สิ่งผิดปกติ แต่การให้ข้อมูลโดยกล่าวโทษประชาชนนั้นเป็นเรื่องผิด บอกว่าคนไทยบริโภคน้ำมันเยอะ ใช้น้ำมันไม่มีประสิทธิภาพ แต่ว่าน้ำมันที่นำเข้ามานั้นเกินกว่าครึ่งหนึ่งเป็นไปเพื่อธุรกิจของ ปตท. ผมก็ต้องถามว่ารัฐวิสาหกิจนี้มีวัตถุประสงค์อย่างไรจึงให้ข้อมูลเช่นนี้ ปตท.ใช้เยอะไม่มีใครว่า แต่ ปตท.มาโทษประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ ปตท.มาขุดไปและทำกำไรมากมายมหาศาล โดยมีกำไรจากการขุดเจาะเกือบๆ 1 แสนล้านต่อปี ก็น่าจะขอบคุณประชาชน นอกจากนั้นประชาชนยังเป็นลูกค้าที่เติมน้ำมันจากปั๊ม ปตท.และซื้อก๊าซหุงต้มจาก ปตท.อีก แต่ ปตท.กระหน่ำโทษประชาชนว่าเป็นผู้ใช้สิ้นเปลือง ผมถามว่าดูกระเป๋าประชาชนวันนี้ มันแทบไม่มีเงินเหลือแล้วเพราะมันไหลไปที่ ปตท. ดูได้จากงบการเงิน ปตท.สิครับ ว่ามันกำไรเป็นแสนล้านทุกปี โดยประชาชนเป็นผู้ที่สนับสนุนให้ ปตท.ร่ำรวย แต่ทำไมเราจึงต้องถูกตำหนิติเตียน ผมรู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของทรัพยากรที่ไม่เคยโวยวายอะไรเลยมานานเกินไป จน ปตท.และกระทรวงพลังงานสำคัญผิดว่าเขาเป็นเจ้าทรัพยากร วันนี้มันถึงเวลาแล้วที่เราจะทวงสิทธิในฐานะเจ้าของบ่อน้ำมันตัวจริงเสียที หลายสิบปีท่านได้ประโยชน์อย่างมากมาย แต่คนไทยถูกทิ้งให้อยู่กับความยากจน ผมว่าวันนี้ถึงเวลาที่ประชาชนจะบอกเขาว่า ?ใครคือเจ้าของตัวจริง??

ปตท. อาจจะบอกว่าก็จ่ายค่าสัมปทาน เป็นรายได้เข้าประเทศไปแล้ว ?

ตั้งแต่ปี 2547 ราคาน้ำมันดิบเพิ่มจาก 20 กว่าเหรียญต่อบาร์เรล ขึ้นเป็น 100 เหรียญต่อบาร์เรล คือขึ้นมาถึง 400-500% ซึ่งประเทศไทยควรจะดีใจถูกไหมเพราะเรามีน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก และมันก็ควรจะได้เงินเข้าหลวงมากไปด้วย หลายประเทศเขาก็ดีใจ แต่เขาไม่ดีใจเปล่าเขาไปแก้ไขกฎหมายการขุดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเสียใหม่ เพราะ เขามองว่าต้นทุนการขุดเจาะมันลดลงมาโดยตลอดเพราะมีเทคโนโลยีที่ดีขึ้น หากไม่แก้ไขกฎหมายบริษัทน้ำมันก็จะได้กำไรมหาศาลเหมือนได้ลาภลอย ดังนั้น เพื่อความเป็นธรรม ของประเทศเจ้าของทรัพยากรก็ต้องปรับผลประโยชน์เข้าประเทศให้มากขึ้นตามไปด้วย สิ่งที่ประเทศในลาตินอเมริกา เช่น เวเนซูเอล่า และโบลิเวีย ทำก็คือเรียกร้องผลประโยชน์ให้มากกว่าเดิม ขณะที่คาซัคสถานเนี่ยถ้าบริษัทเอกชนขุดน้ำมันมา 100 ลิตร รัฐบาลคาซัคสถานจะได้ส่วนแบ่งมากถึง 80 ลิตร บริษัทเอกชนเอาไป 20 ลิตร ซึ่งบริษัทขุดเจาะอาจจะขายกลับมาให้ในราคาตลาดโลกก็ได้ ดังนั้นประเทศจะมีน้ำมัน 100 ลิตรที่ต้นทุนเพียง 20% ดังนั้น รัฐบาลจะขายน้ำมันให้แก่ประชาชนในราคาที่ถูกกว่าตลาดโลกก็ย่อมทำได้ นี่คือวิธีการที่หลายประเทศเขาทำกัน

รูปภาพ


ดังนั้นคำว่า ?การอุดหนุนราคาน้ำมัน? ที่วันนี้นักวิชาการของ ปตท.ชอบออกมาพูดว่า โอ๊ย...ที่ต่างประเทศเขาใช้น้ำมันราคาถูกเพราะรัฐบาลเขาจ่ายเงินอุดหนุน ต้องเรียนว่าไม่มีใครเขาจ่ายเงินภาษีไปอุดหนุนหรอกครับ เนื่องจากว่ามันเป็นของประเทศเขาเอง ตัวอย่างคาซัคสถาน เขาได้ของฟรีมา 80 ลิตร ซึ้อจากเอกชนซึ่งขายในราคาตลาดโลกอีก 20 ลิตร ดังนั้น เขาขายให้แก่ประชาชนเขาเองในราคาที่ถูกกว่าตลาดโลกย่อมเป็นไปได้ หากขายแพงเงินก็เข้าหลวงมาก หากขายถูกเงินก็เข้าหลวงน้อยหน่อย ก็ถือเป็นการช่วยเหลือประชาชน หรือบางประเทศเนี่ยเขาได้เงินจากค่าสัมปทานน้ำมันมาก รัฐบาลเขาก็เอามาจ่ายชดเชยตรงนี้ ดังนั้น เขาไม่ได้ควักเงินงบประมาณซึ่งเป็นภาษีของประชาชนมาจ่ายนะครับ เขาใช้เงินรายได้จากการขุดน้ำมันเนี่ยแหล่ะ คือรัฐบาลได้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำมันลดลง แต่ประชาชนได้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำมันเพิ่มขึ้น

อีกประเทศที่น่าสนใจคือ สหรัฐอาหรับฯ รัฐอาบูดาบี กำหนดส่วนแบ่งว่า น้ำมันราคา 100 เหรียญต่อบาร์เรล รัฐบาลเขาแบ่งให้บริษัทน้ำมันแค่ 1 เหรียญต่อบาร์เรลเท่านั้น ส่วนอีก 99 เหรียญเอาเข้าประเทศ ซึ่งบริษัทเอกชนเขาก็ยอม เพราะเขายังได้กำไรอยู่ ทำนองเดียวกันในอีกหลายประเทศ รัฐบาลเก็บส่วนแบ่ง 80-90`% บริษัทเอกชนเขาก็ยอมกันทั้งนั้น ส่วนประเทศไทยแม้จะได้ค่าสัมปทาน แต่ก็ต่ำเตี้ยติดดินโดยต่ำที่สุดในอาเซี่ยน!!! กระทรวงพลังงานและ ปตท.บอกว่ามันเป็นบ่อเล็กๆขุดเจาะยากเย็นแสนเข็นเป็นที่สุด จึงต้องเห็นใจบริษัทพลังงานมากๆ ก็น่าแปลกใจว่าบ่อน้ำมันเดียวกันพอข้ามเขตแดนไปในเขมร หรือ มาเลเซียกลับกลายเป็นบ่อใหญ่โตขุดง่ายขึ้นมาทันใด ที่สำคัญให้ไปดูงบการเงินของบริษัทพลังงานสิครับ เวลาที่เถียงเรื่องต้นทุนเนี่ย ผมแนะนำว่าให้เอางบการเงินของผู้ขุดเจาะมากางดูเลยดีกว่า แล้วท่านจะเห็นข้อมูลที่แท้จริงว่า บริษัทขุดน้ำมันกำไรแสนล้านได้อย่างไรถ้า ต้นทุนมันมากมายขนาดนั้น ทุกอย่างพิสูจน์ได้หมด

แปลว่าประเทศอื่นๆ เขาได้ค่าสัมปทานมากกว่าไทย

ใช่ครับ อีกกรณีที่น่าสนใจคือโบลิเวีย ซึ่งหากจัดอันดับในทุกประเทศทั่วโลกเนี่ย โบลิเวียผลิตก๊าซธรรมชาติในอันดับที่ต่ำกว่าไทยถึง 9 อันดับ แต่โบลิเวียกลับได้ผลตอบแทนจากสัมปทานมากกว่าไทยเยอะ โดยรัฐได้ส่วนแบ่งมากถึงร้อยละ 82 คือเดิมเนี่ยรัฐได้ร้อยละ 50 ส่วนเอกชนได้ร้อยละ 50 แต่รัฐบาลโบลิเวียขอขึ้นเป็นร้อยละ 82 ช่วงแรกเนี่ยบริษัทน้ำมัน โกรธมาก แต่ท้ายที่สุดบริษัทน้ำมันทุกบริษัทก็กลับมาทำธุรกิจกับโบลิเวียเหมือนเดิม

ซึ่งตอนนี้ผมว่าเมืองไทยคล้ายกับโบลิเวียในช่วงต้นๆของการปฏิรูปสัมปทานพลังงานที่เกิดจาการเรียกร้องของประชาชน ด้านประธานาธิบดีโบลิเวียก็เจรจากับบริษัทขุดเจาะ ซึ่งตอนนั้นก็มีนักวิชาการที่อยู่ข้างบริษัทน้ำมันออกมาพูดว่ารัฐได้ 50 ก็มากแล้ว เพิ่มได้อย่างมากก็คือรัฐได้ 60 บริษัทน้ำมัน 40 เป็นราคาสุดท้ายแล้วนะ ประธานาธิบดีโบลิเวียก็ไม่ยอม ทางบริษัทน้ำมันก็บอกว่า เต็มที่คือ 70 ประธานาธิบดีโบลิเวียทุบโต๊ะคำเดียวว่ารัฐต้องได้ 82 สุดท้ายก็จบที่ประเทศโบลิเวียได้ส่วนแบ่งมากถึงร้อยละ 82 ทั้งที่ผลิตก๊าซธรรมชาติได้น้อยกว่าไทยกว่าครึ่ง สถานการณ์ประเทศไทยวันนี้ก็เหมือนกันครับ เราก็จะพบนักวิชาการรวมถึงข้าราชการกระทรวงพลังงานที่ยืนข้างบริษัทพลังงานออกมาบอกว่าได้แค่นี้เหมาะสมแล้ว ผมเชื่อนะในวันหนึ่งถ้ามีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับสัญญาสัมปทานให้คนไทยได้ส่วนแบ่งที่มากขึ้น บริษัทพลังงานเหล่านี้ก็จะยังอยู่และทำธุรกิจต่อไป

เพราะเขาก็ยังคงได้กำไรอยู่ ?

ใช่ครับ ยังกำไรอยู่ ถึงกำไรจะน้อยลงบ้าง แต่ผมว่าการที่บริษัทน้ำมันกำไรน้อยลงมัน เป็นเรื่องจำเป็นนะ เพราะวันนี้ทรัพยากรหมดไป กำไรไปกองอยู่กับเอกชน คนไทยส่วนหนึ่งจะไม่มีกินอยู่แล้ว ประชาชนเป็นเจ้าของทรัพยากรแต่กลับไม่ใช่คนที่ได้ประโยชน์จากทรัพยากร ผมตั้งคำถามหลายครั้งกับประชาชนว่าชาวบ้านที่อยู่ที่ลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งมีแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ของประเทศมีการขุดน้ำมันดิบปีละ 4 หมื่นล้านบาท เขาอยู่ดีกินดีขึ้นแค่ไหน?

ในการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันในบางพื้นที่เนี่ยบริษัทน้ำมันเขาจะใช้วิธีเช่าที่ดินจาก ชาวบ้านซึ่งก็เป็นชาวไร่ชาวนา หรืออาจจะซื้อที่ดินจากชาวบ้านในราคาถูกเลยก็ได้ เพราะการขุดน้ำมันในแต่ละหลุมนั้นใช้พื้นที่ประมาณ 3-4 ไร่ ชาวบ้านก็ขายไปถูกๆเพราะเป็นหนี้เป็นสินทั้งๆที่ดินนั้นตั้งอยู่บนบ่อน้ำมัน ผมลงไปดูพื้นที่ในหลายจังหวัด ไม่ว่าภูฮ่อม จ.อุดรธานี หรือ น้ำพอง จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการขุดเจาะปิโตรเลียมมานาน แต่ก็ไม่มีประชาชนร่ำรวยมากขึ้นจากการที่บ้านตั้งอยู่บนบ่อน้ำมันบ่อก๊าซเลย เพราะเขาไม่เคยได้รับส่วนแบ่งที่เป็นธรรม กระทรวงพลังงานเองก็ไม่เคยบอกให้ชาวบ้านรับรู้เลยว่าเขาเป็นเจ้าของตัวจริง จริงๆแล้วประชาชน 60 กว่าล้านคนเนี่ยเป็นเจ้าของตัวจริงในบ่อน้ำมัน/บ่อก๊าซทั้งหมด บริษัทน้ำมันเพียงแต่มาขอขุดเจาะ ส่วนกระทรวงพลังงานก็เป็นเพียงผู้จัดการมรดกของประชาชน

ดังนั้น แนวทางที่ยั่งยืนที่สุดสำหรับประเทศนี้ก็คือการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ผมเองเคยอยู่ภาคธุรกิจมาก่อนไม่ได้รังเกียจการมีกำไรของบริษัทขุดเจาะน้ำมัน เขาต้อง มีกำไร แต่การมีกำไรเกินสมควรจนประชาชนไม่เหลืออะไรเลยมันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง วันนี้มันจึงเป็นเรื่องน่าเศร้า ผมเคยพูดกับกระทรวงพลังงานหลายครั้งว่า ประชาชนไทยนั่งอยู่บนขุมทรัพย์น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเรื่องน่าดีใจ แต่การบริหารจัดการของ กระทรวงฯทำให้ทรัพยากรพลังงานเหล่านี้กลับสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแพงกว่าสหรัฐอเมริกามาก!!! ทั้งที่อเมริกาไม่มีการอุดหนุนราคาน้ำมันเลย

แปลว่าราคาน้ำมันที่คนไทยจ่ายอยู่ในขณะนี้มันแพงเกินจริง ?

ดูจากราคาน้ำมันดิบที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คูณด้วยอัตราแลกเปลี่ยนแล้วหารด้วย 159 ลิตรต่อบาร์เรลจะพบว่า ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ประมาณ 20 บาทต่อลิตรเท่านั้น ดังนั้น การที่ ปตท.ชอบอ้างว่าน้ำมันแพงเพราะน้ำมันดิบในตลาดโลกแพงจึงไม่สมเหตุผล ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่โหดร้ายก็คือ ปัจจุบันราคาน้ำมันเบนซินของไทยแพงกว่าสหรัฐอเมริกา เกือบ 2 เท่า ทั้งที่ สหรัฐฯมีน้ำมันดิบไม่พอใช้ต้องนำเข้าจากตะวันออกกลางและประเทศอื่น รวมถึงจากประเทศไทยด้วย แต่ราคาน้ำมันเบนซินหน้าปั๊มของสหรัฐฯโดยเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 25-29 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาน้ำมันของไทยอยู่ที่ 45 บาทต่อลิตร มันแสดงให้เห็นว่าปัญหามันไม่ได้เกิดจากน้ำมันดิบ!!!

รูปภาพ


วันนี้ค่าแรงคนอเมริกันเฉลี่ยวันละ 4,200 บาทต่อวัน เติมน้ำมันเบนซินได้ 145 -168 ลิตร หมายความว่าทำงานเพียง 1 วันเติมน้ำมันใช้ได้ 1 เดือน ส่วนคนไทยค่าแรงเฉลี่ยคนรวยคนจนทั้งประเทศ ประมาณ 500 บาทต่อวัน เติมน้ำมันเบนซินแบบไทยๆได้เพียง 11 ลิตร หมายความว่าคนไทยทำงาน 1 วันเติมน้ำมันใช้ได้ไม่เกิน 2 วัน!!! สรุปว่าคนไทยต้องทำงานเลี้ยงบริษัทน้ำมันทุก 2 วัน แล้วคนไทยจะมีเงินเก็บเงินออมได้อย่างไรในเมื่อบริษัทน้ำมัน สูบ เอาไปหมดแล้ว ประเด็นที่สำคัญคือ ราคาน้ำมันสหรัฐฯถูกมากเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ ทำให้เขามีเงินเหลือจับจ่ายใช้สอยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่เมืองไทยมันตรงกันข้ามเพราะ ?น้ำมันแพง แต่ค่าแรงถูก?

รูปภาพ

ราคาน้ำมันในไทยสูงกว่าประเทศอื่นๆมาก

ใช่ครับ แล้วทุกวันนี้ไทยส่งน้ำมันเบนซินและดีเซลไปทุกประเทศในอาเซียน แต่ ประเทศที่รับน้ำมันสำเร็จรูปจากเราไปขายให้ประชาชนถูกกว่าไทยแทบทั้งนั้น ตัวอย่างราคา น้ำมันเบนซิน มาเลเซียขาย 19 บาทต่อลิตร อินโดนีเซียขาย 31.70 บาท พม่า 24 บาท (ที่มา ช่อง 7 วันที่ 12 มีนาคม 2555) หลังจากเราจับได้ว่าน้ำมันแพงไม่ได้เกิดจากน้ำมันดิบ ปตท.กับกระทรวงพลังงาน ก็มาในมุขใหม่ว่าน้ำมันแพงเพราะภาษี ซึ่งผมอยากให้ดูโครงสร้าง ราคาน้ำมันนะครับ ราคาน้ำมันเบนซิน 95 ณ วันที่ 28 ธ.ค.2555 อยู่ที่ 48.47 บาทต่อลิตร ซึ่งราคาน้ำมันดังกล่าว คิดจาก 1) ต้นทุนน้ำมันดิบ 2) ภาษี 3) ค่าการตลาดและค่าการกลั่น 4) กองทุนน้ำมัน และ 5) กองทุนอนุรัษ์พลังงาน (ดูภาพโครงสร้างราคาน้ำมันประกอบ)

รูปภาพ


สำหรับต้นทุนน้ำมันดิบคิดอย่างแพงๆเลยอยู่ที่ 20.75 บาทต่อลิตร ภาษี 10.88 บาทต่อลิตร ซึ่งเท่ากับ 22% ของราคาขายซึ่งก็เป็นอัตราที่ไม่สูงนัก ทีนี้มาดูสิ่งที่ ปตท.ได้รับ คือ ค่าการกลั่น และค่าการตลาด 8.47 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่าสูงมาก ตรงนี้จ่ายเข้า ปตท.และบริษัทในเครือ ทีนี้เวลาที่เขาพูดกับเราเนี่ยเขาจะเอาค่าการตลาดและค่าการกลั่นรวมกับน้ำมันดิบ เลย แล้วเรียกว่าเนื้อน้ำมัน นี่เล่ห์เหลี่ยมเขานะ เขาจะบอกว่าเนื้อน้ำมันนี่มัน 60% เชียวนะ ผมบอกท่านนำเสนออย่างนั้นมันไม่ได้เพราะมันเป็นการซ่อนค่าการกลั่นที่สูงเกินจริงเข้าไปในน้ำมันดิบ ไม่ว่าในอเมริกาหรือที่ไหน เวลานักวิเคราะห์เขาดูเขาต้องแยกต้นทุนน้ำมันดิบ ออกมาก่อนเพื่อที่จะได้เห็นว่าค่าการกลั่นที่บริษัทน้ำมันเอาไปนั้นมากเกินไปหรือไม่?

ส่วนค่าการตลาดวันนั้นสูงถึง 4.53 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงมาก ทั้งที่ ปตท.เคยแจ้งต่อคณะอนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านพลังงาน วุฒิสภา ว่าค่าการตลาด 1.5 บาทต่อลิตรเป็นค่าการตลาดที่เหมาะสม ดังนั้นค่าการตลาดจึงสูงเกินจริงไปถึงลิตรละ 3.03 บาท ส่วนค่าการกลั่น ปตท.ไม่เคยบอก เราจึงต้องเอา 8.47 ลบด้วยค่าการตลาด 4.53 ก็เหลือ ค่าการกลั่นที่ 3.94 บาทต่อลิตร ถือว่าสูงมากนะครับ เพราะค่าการกลั่นของน้ำมันเบนซินของโรง กลั่นสิงคโปร์ ให้อย่างแพงเลยอยู่ที่ 14 เหรียญต่อบาร์เรล ก็ตกประมาณ 2.60 บาทต่อลิตร ดังนั้นค่าการกลั่นจึงสูงเกินจริงไปถึงลิตรละ 1.34 บาท จึงเห็นได้ว่าค่าการกลั่นและค่าการตลาดสูงเกินจริงไปรวมแล้วถึงลิตรละ 4.37 บาททีเดียว!!!

นอกจากนี้เงินที่ประชาชนจ่ายเป็นค่าน้ำมันยังถูกแบ่งไปเข้ากองทุนน้ำมันอีก 8.50 บาทต่อลิตร ซึ่งกองทุนน้ำมันนี้ ปตท.ตั้งขึ้นเพื่อชดเชยราคาก๊าซหุงต้ม โดยอ้างว่าเพื่อลดภาระให้ประชาชน แต่เอาเข้าจริงกลายเป็นว่ากองทุนฯนี้ ปตท.ใช้เพื่ออุ้มราคาก๊าซหุงต้ม(LPG)เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบให้ปิโตรเคมีของ ปตท.เองเอาไปทำพลาสติก เพราะว่า ปตท.ขายก๊าซชนิดนี้ให้บริษัทลูกในราคาต่ำเพียง 16.20 ต่อกิโลกรัม (ขณะที่ขายให้ประชาชนในราคา 18.13 บาทต่อกิโลกรัม) และปิโตรเคมีของ ปตท.ใช้มากถึง 2.4 ล้านตันต่อปี (ขณะที่ภาคครัวเรือน-ประชาชน 60 กว่าล้านคน ใช้เพียง 2.6ล้านตัน) จนเป็นสาเหตุให้ก๊าซหุงต้มขาดแคลน จนต้องมีการนำเข้าในราคาสูง ก็ไปล้วงเงินกองทุนน้ำมันมาอุดหนุน อีกทั้งปิโตรเคมียัง เอาเปรียบทุกภาคส่วน โดยการจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพียง 1บาทต่อกิโลกรัมของก๊าซหุงต้ม ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นจ่ายเข้ากองทุนมากถึง 12 บาท กองทุนน้ำมันเป็นจึงเสมือนท่อดูดเงินจากการเติมน้ำมันทุกลิตรของประชาชนเข้าสู่อาณาจักรของ ปตท.อีกทางหนึ่ง

รูปภาพ


นอกจากนั้น เงินค่าน้ำมันแต่ละลิตรที่ประชาชนจ่าย ต้องส่งเข้ากองทุนอนุรักษ์ พลังงาน อีก 0.25 บาทต่อลิตร หรือเท่ากับ 1% ซึ่งกองทุนนี้นำไปใช้ในการทำโครงการต่างๆซึ่งล้วนแต่เป็น CSR ของกระทรวงพลังงาน โดยนำไปอุดหนุนโครงการของบริษัทเอกชนเพียงกลุ่มเล็กๆไม่กี่ราย ทั้งที่ควรจะนำไปใช้ในด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ที่มีความยั่งยืนและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมากกว่า

เพราะฉะนั้น จากราคาน้ำมัน 48.85 บาทต่อลิตรเนี่ย 17 บาท (กองทุนน้ำมัน + ค่าการกลั่นและค่าการตลาด) เป็นของ ปตท. ซึ่งถือว่าสูงมาก เพราะเท่ากับว่าเงินเข้า ปตท.ถึง 34% ขณะที่ภาษีเข้ารัฐเพียง 22% เท่านั้น

การซื้อน้ำมันดิบของ ปตท.เป็นการซื้อขายล่วงหน้า และเป็นสัญญาระยะยาว

ใช่ การซื้อน้ำมันดิบก็เหมือนวัตถุดิบในการผลิตสินค้าทั่วไปต้องมีการวางแผนล่วงหน้า การสั่งซื้อส่วนใหญ่ก็เป็นสัญญาระยะยาวเพราะโรงกลั่นแต่ละโรงจะรู้อยู่แล้ว่าในแต่ละช่วงต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปในปริมาณเท่าไหร่ การซื้อลักษณะนี้จะได้ส่วนลด โดยโรงกลั่นภายใต้การแข่งขันจะทำการซื้อน้ำมันดิบให้มีประสิทธิภาพที่สุด ส่วนลดที่ได้จากการจัดซื้อด้วยสัญญาระยะยาวก็จะถูกส่งต่อให้ผู้บริโภค เนื่องจากต้องแข่งขันด้านราคาเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดให้มากขึ้น ผู้บริโภคก็จะได้ประโยชน์สูงสุด

แต่การที่ ปตท.เข้าถือหุ้นใหญ่เกือบทุกโรงจึงเป็นผู้จัดซื้อน้ำมันดิบแทนโรงกลั่น ทำให้เกิดผลเสียต่อผู้บริโภคหลายประการ เช่น โรงกลั่นต้องจ่ายค่าหัวคิวจัดซื้อน้ำมันดิบให้ ปตท.อีกทอดหนึ่ง!!! ส่วนลดในการจัดซื้อด้วยสัญญาระยะยาวก็ไม่รู้ว่าใครเอาไปเนื่องจากไม่จำเป็นต้องส่งต่อให้ผู้บริโภค เพราะโรงกลั่นไม่อยู่ในตลาดที่มีการแข่งขันสมบูรณ์ ผลเสียจึงเกิดกับคนไทยทั้งชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากกลไกตลาดกึ่งผูกขาดที่รัฐวิสาหกิจแห่งนี้สร้างขึ้น

จึงมักมีคำถามว่า ทำไมเวลาน้ำมันในตลาดโลกขึ้น ปตท.ก็ปรับราคาขึ้นตามอย่างรวดเร็ว แต่เวลาราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง ปตท.กลับไม่ยอมลดราคาโดยอ้างว่าน้ำมันที่ขายอยู่ในปัจจุบันนั้นมีต้นทุนสูงเพราะเป็นน้ำมันจากการซื้อล่วงหน้า คำอธิบายอย่างนี้มาใช้ในประเทศที่โรงกลั่นมีการแข่งขันสมบูรณ์เช่นสหรัฐฯไม่ได้เลย สมมุติผมเป็นบริษัทน้ำมันที่บริหารจัดการดี พอน้ำมันในตลาดโลกลดราคาลงปุ๊บ ต้นทุนผมจะต้องลดลงให้เร็วที่สุด ผมก็จะมาลดราคาหน้าโรงกลั่นและราคาหน้าปั๊ม เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดให้ได้มากที่สุด โรงกลั่นที่ด้อยประสิทธิภาพจะไม่สามารถผลักภาระให้ผู้บริโภคได้ หากขายราคาสูงกว่าคนอื่นก็จะขายไม่ออกและต้องปิดกิจการไปในที่สุด ดังนั้นทุกโรงกลั่นจึงต้องพยายามบริหารต้นทุนให้ดีที่สุดเพื่อส่วนแบ่งการตลาด แต่เมื่อตลาดไทยเป็นตลาดกึ่งผูกขาด แม้ว่าวันนี้น้ำมันในตลาดโลกราคาลดลง เขาก็ไม่จำเป็นต้องลงเร็วหรือลงเยอะเพราะเป็นตลาดที่ ปตท. บริหารจัดการไว้หมดแล้ว

ปั๊มอื่นก็ไม่สามารถขายในราคาที่ต่ำกว่า ปตท.ได้ เพราะบริษัทน้ำมันอื่นๆก็ซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นจาก ปตท. ?

ใช่ครับ เพราะ ปตท.ถือหุ้นใหญ่ในโรงกลั่น 5 ใน 6 แห่ง เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง ทางโรงกลั่น ปตท.ไม่ลงเสียอย่าง ปั๊มก็ลงราคาไม่ได้!!! ราคาน้ำมันของไทยจึงเป็น ราคาที่เกิดจากการตกลงกันของเครือ ปตท.จึงเป็นราคากึ่งผูกขาดนั่นเอง ส่วนเอสโซ่ซึ่งเป็นบริษัทเดียวที่ ปตท.ไม่ได้เข้าไปถือหุ้น ก็มีกำลังการกลั่นเพียง 13% คงไม่สามารถต่อกรกับ ปตท.ได้ การกินรวบยังเลยเถิดไปถึงปั๊มค้าปลีก ตั้งแต่ปี 2548 ปั๊มที่ไม่มีโรงกลั่นหนุนหลัง เช่น JET Mobile Q8 PETRONAS ถูกบีบมากโดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แม้ค่าการตลาดจะสูงมากบางครั้งถึง 3 บาทต่อลิตร แต่ปั๊มก็ได้เพียงประมาณ 75 สตางค์เท่านั้น ส่วนที่เหลือ ปตท.เก็บเรียบ เราจึงเห็นปั๊มที่ไม่ใช่เครือของโรงกลั่นทยอยกันล้มหายตายจาก!!!

ปตท. เข้าไปเป็นเจ้าของโรงกลั่นเหล่านี้ได้อย่างไร

ก่อนที่ ปตท.จะแปรรูป เขามีสถานะเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของประชาชน ก็ได้ สิทธิพิเศษในการเข้าไปถือหุ้นในโรงกลั่นต่างๆได้ในลักษณะไม่เข้าไปก้าวก่ายการบริหาร(Silent Partner) แต่พอถึงยุคแปรรูป ปตท.กลับคงสถานะกึ่งผูกขาดไว้อย่างเหนียวแน่นแถมเข้าไปบงการการบริหารโรงกลั่นต่างๆผ่านกรรมการที่เป็นตัวแทน ปตท. การที่ ปตท.ยังคงถือหุ้นทุกโรงกลั่น จึงขัดมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ครั้งที่ 4/2540 (ครั้งที่ 65) วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2540 เนื่องจาก กพช.มีมติให้ ปตท.ถือหุ้นโรงกลั่นไทยออยล์เพียงโรงเดียว เพื่อเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนในกิจการด้านพลังงานและป้องการการผูกขาดของ ปตท.หลังแปรรูป ตอนนี้บริษัทน้ำมันเกือบทุกบริษัทจึงเสมือนแต่งงานกัน หมด ทำให้พูดคุยกันง่าย เพราะฉะนั้นเขาจะแข่งขันกันไปทำไม ซึ่งการกำหนดราคาน้ำมัน แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทุกบริษัทก็ต่างคนต่างได้ ซึ่งการกระทำดังกล่าว เป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 84 (1) และ (5) แห่งราชอาณาจักรไทย

ราคาน้ำมันที่ไทยส่งออก กับราคาที่ขายให้กับคนไทยแตกต่างกันมากน้อยขนาดไหน

ผมเคยถามว่าไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปทุกประเทศในอาเซี่ยน แต่ทำไมประเทศผู้นำเข้ากลับขายน้ำมันถูกกว่าเรา? คุณมนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการด้านพลังงานขาประจำ อธิบายว่าที่ราคาน้ำมันส่งออกของ ปตท.มีราคาถูก เนื่องมาจากเวลาโรงกลั่นของไทยไปขายน้ำมันในประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพม่าหรือมาเลเซีย โรงกลั่นไทยก็ต้องแข่งขันกับโรงกลั่นสิงคโปร์ ดังนั้นเวลาส่งออกจึงมีราคาถูกกว่าขายในประเทศเพราะเป็นราคาที่เกิดจากการแข่งขันตามกลไกตลาดที่แท้จริง!!!

ผมจึงสรุปได้ว่า เวลาส่งออกต้องขายในราคาที่ถูกกำหนดโดยตลาดเสรีที่มีการแข่งขัน ส่วนราคาในประเทศเป็นราคาที่เกิดจากการผูกขาดตลาดของ ปตท.จึงกำหนดได้สูงกว่าเราส่งออกถึงประมาณลิตรละ 2 บาท!!! บอกไว้ก่อนเลยว่า หาก ปตท.ต้องการชี้แจงประเด็นนี้ ก็ควรแสดงเอกสารราคาน้ำมันที่ส่งออกไปพม่าและมาเลเซียในปีที่ผ่านมาให้ประชาชนดูว่า ปตท.ส่งออกในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ขายให้คนไทยจริงหรือไม่???

ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศจริงๆควรเป็นอย่างไร หากตลาดไม่ถูกผูกขาด

อย่างที่บอก ราคาส่งออกของน้ำมันสำเร็จรูปถูกกว่าราคาที่ ปตท.ขายให้คนไทยในประเทศประมาณลิตรละ 2 บาท เพราะเวลาขายต่างชาติ ปตท.ต้องแข่งกับโรงกลั่นต่างชาติ ภายใต้กลไกตลาดโลกที่แท้จริง แต่เวลาขายคนไทยกลับใช้ราคาสมมติว่านำเข้าจากสิงคโปร์ ทั้งๆที่ไทยเป็นผู้ส่งออกไปสิงคโปร์ ทั้งเบนซินและดีเซล ร่วมแสนล้านบาทต่อปี น้ำมันสำเร็จรูปที่ขายในประเทศกลั่นได้ในประเทศทั้งหมด แต่กลับขายคนไทยราคาสมมติว่านำเข้า ทั้งหมดซึ่งไม่ได้เกิดจากกลไกตลาดที่แท้จริง!!! จึงเกิดคำถามว่า แล้วเราจะตั้งโรงกลั่นในประเทศทำไม??? คนไทยจะได้อะไรนอกจากปัญหามลภาวะและซื้อน้ำมันในราคาแพงกว่าขายต่างชาติ

คุณมนูญ ศิริวรรณ เคยตอบว่าถ้าราคาน้ำมันที่ขายในประเทศถูกเกินไปก็จะส่งออกทั้งหมด ซึ่งก็ถูกนะ คำพูดนี้เองเป็นการยืนยันว่าราคาน้ำมันในประเทศต้องอิงราคาส่งออก เพราะเป็นราคาที่สูงสุดที่โรงกลั่นขายได้ หากในประเทศเป็นตลาดแข่งขันสมบูรณ์ เพราะถ้าโรงกลั่นใดไปตั้งราคาขายในประเทศเป็นราคานำเข้าซึ่งแพงกว่าราคาที่ส่งออกถึง 2 บาท ก็จะมีคนตัดราคาทันที เพราะคนที่ขายไม่ออกก็ต้องส่งออกที่ราคาต่ำกว่า ผลของการแข่งขันเสรีของโรงกลั่น จะทำให้ราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่นให้คนไทยจะใกล้เคียงราคาส่งออกมากที่สุด ไม่ใช่ราคาสมมติว่านำเข้าจากสิงคโปร์อย่างที่เป็นอยู่

เรื่องเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร? เรามีกระทรวงพลังงานก็กำกับดูแลอยู่มิใช่หรือ?

ก็อาจจริง แต่คงไม่ใช่การดูแลอย่างที่ประชาชนคาดหวัง เพราะจากการตรวจสอบของอนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านพลังงาน วุฒิสภา พบว่าข้าราชการระดับสูงจำนวนมากของกระทรวงพลังงานรับผลประโยชน์จากธุรกิจพลังงาน!!! ประชาชนสามารถตรวจสอบได้จากเว็ปไซด์ตลาดหลักทรพย์ โดยดาวน์โหลดรายงาน 56-1 ของธุรกิจพลังงาน จะพบชื่อข้าราชการเข้าไปเป็นกรรมการ ทั้งบริษัทขุดเจาะ โรงกลั่น บริษัทค้าน้ำมัน บริษัทปิ โตรเคมี และบริษัทผลิตไฟฟ้า กันครบถ้วน!!! ในประเทศที่เจริญแล้วข้าราชการจะทำสิ่งที่มีลักษณะขัดกับผลประโยชน์ (Conflict of Interest) ของประชาชนไม่ได้ เนื่องจากขัดหลักธรรมาภิบาลสากลอย่างร้ายแรง อีกทั้งการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 84(2) อีกด้วย

ผมเคยตั้งคำถามกับกระทรวงพลังงานว่า มีข้าราชการรับผลประโยชน์จากธุรกิจพลังงานหรือไม่? ถ้ามี มีกี่คน? และรับผลประโยชน์รวมเป็นเงินเท่าไร? ผลคือเงียบไม่มีคำตอบจากกระทรวงออกมาแต่อย่างใด!!! สังคมจึงควรตั้งคำถามนี้ต่อไป ก็คาดหมายว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงจนน่าตกใจก็เป็นได้!!! (ท่านสามารถดูรายละเอียดเรื่องนี้ได้จาก Facebook GooSooGong ของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และรายงานวิจัยเรื่อง ?บริษัทกึ่งรัฐวิสาหกิจกึ่งเอกชน อำนาจและอิทธิพลในการสร้างความยิ่งใหญ่ของทุนพลังงานไทยหลังวิกฤต 2540? ของอาจารย์นพพนันท์ วรรณเทพสกุล คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย 3111 » 03 ก.พ. 2014, 19:31

นักวิชาการไทยที่เขียนบทความได้ดีและมีหลักฐานอ้างอิงที่ดี มีแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย มักจะเขียนบทความลงในเว็บไซท์ผู้จัดการอย่างสม่ำเสมอ แต่แปลกที่ผมแทบไม่ได้นำมาลงในเว็บหนุ่ม 11 เลย หากจำไม่ผิดน่าจะลงไป 2 ครั้ง เท่านั้นเอง เหตุผลมี 2 ข้อ คือ 1) ประสาท มีแต้ม เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนมัธยมต้น วัดบวรนิเวศ ปี 2507 ประสาทเป็นคนใต้ ตอนเรียนก็สนิทสนมกันไม่มากนัก หลังปี 2509 จบ ม.ศ.3 เราแยกย้ายกันไปเรียนต่อแล้วไม่พบกันอีกเลย ทราบต่อมาว่าไปเป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ที่ใต้ ซึ่งผมยังอยากจะสื่อสารทำความเข้าใจกับกระบวนทัศน์ของประสาทก่อนที่จะลงบทความของเค๊า แต่ผมยังไม่มีเวลาตามสืบค้นประสาท คิดว่าอีกไม่นานเราคงจะได้เจอกัน และ 2) บทความของประสาทเป็นวิชาการมากๆและค่อนข้างอ่านเข้าใจยาก ผมกลัวท่านๆจะไม่อยากจะอ่านกัน แต่ขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่เราๆท่านๆน่าจะได้รับรู้เรื่องราวที่ประสาทต้องการจะสื่อสารให้คนไทยทุกคนได้เข้าใจบริบทสังคมไทยในอนาคต

คุณประสาท มีแต้ม มีองค์ความรู้ที่หลากหลายโดยพาะอย่างยิ่งเรื่องพลังงาน แนวคิดและกระบวนทัศน์ในการปฏิรูประบบพลังงานไทยน่าสนใจและมองดูแล้วมีทางเป็นไปได้เสียด้วยซิครับ น่าเสียดายที่คุณสุทิน ธราทิน แกนนำ คปท.ถูกหมาลอบกัดยิงเสียชีวิตไปแล้วที่หน้าวัดศรีเอี่ยม คุณสุทินก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีกระบวนทัศน์ปฏิรูปพลังงานไทยที่แหลมคม สักพักผมจะนำแนวทางการปฏิรูปพลังงานของคุณสุทินมานำเสนอ ตอนนี้ลองศึกษากระบวนทัศน์ปฏิรูประบบพลังงานไทยของคุณประสาท มีแต้ม ไปก่อนนะครับ
.......................................,.


ทำไมต้องปฏิรูปพลังงานและอย่างไร?
โดย ประสาท มีแต้ม *** ผู้จัดการออนไลน์ 29 ธันวาคม 2556 23:23 น.

ก่อนที่จะกล่าวถึงเรื่องการปฏิรูปพลังงาน ผมขอยกคำสนทนาระหว่างนักปกครองกับนักปราชญ์ เพื่อให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปประเทศไทย ดังต่อไปนี้ครับ

คราวหนึ่ง จื๊อกุง (นักปกครอง) ได้ถามขงจื๊อ (นักคิดและนักปรัชญาสังคมที่มีชื่อเสียงของจีน) ว่า

?จะปกครองรัฐอย่างไรจึงจะดี?

ขงจื๊อตอบว่า

?จงปกครองให้ประชาชนมีอาหารบริโภคอุดมสมบูรณ์ ให้ประเทศชาติมีกองทัพเข้มแข็ง และให้ประชาชนมีความเชื่อถือในรัฐบาล?

?ถ้าหากจำเป็นจะต้องตัดออกสักข้อหนึ่ง ควรตัดข้อไหนออก?

?ตัดกองทัพออก?

?ถ้าจำเป็นต้องตัดอีกหนึ่งข้อ จะตัดข้อใดก่อน?

?ควรตัดอาหารออก เพราะนับแต่โบราณกาลมาแล้ว มนุษย์เรามีความตายเป็นธรรมดาทุกคน แม้ประชาชนจะต้องอดอยากบ้าง แต่ก็ยังดีกว่า มีรัฐบาลอันประชาชนเขาไม่นิยมนับถือประเทศที่มีรัฐบาลอย่างนี้ จักตั้งมั่นได้อย่างไร?

จื๊อกุง ซักต่อไปว่า

?หมายความว่า รัฐบาลไม่มีคุณธรรม ประชาชนเขาหมดศรัทธา ร้ายแรงยิ่งกว่าเรื่องปากท้องหรือ?

ขงจื๊อตอบว่า

?ถูกต้อง บัณฑิตย่อมเห็นแก่คุณธรรม ยิ่งกว่าจะเห็นแก่ปากท้อง?

(ขอบคุณ http://www.oknation.net/blog/print.php?id=683161)

ประชาชนไทยเราได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการลองผิดลองถูกกับระบอบการปกครองที่เรียกว่า ?ประชาธิปไตย? มานานถึง 81 ปี ซึ่งนานพอจนได้ตกผลึกทางความคิดว่า ภายใต้กระบวนการประชาธิปไตยที่ผ่านมา ได้ทำให้อำนาจของประชาชนถูกนายทุนที่ไม่มีคุณธรรมหรือที่เรียกว่าทุนสามานย์ฉ้อฉล โดยผ่านกระบวนการสองขั้นตอน คือ หนึ่ง ล้างสมอง ให้เชื่อง ให้ไม่สนใจประโยชน์ของสาธารณะ ให้ต่างคนต่างอยู่ จนถึงขั้นทะเลาะและเข่นฆ่ากันเอง เมื่อล้างสมองโดยผ่านสื่อมวลชนและระบบการศึกษาแล้ว ก็ลงมือขั้นที่สอง คือปล้น ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งนโยบายที่ฉ้อฉล รวมทั้งสิทธิในการมีส่วนร่วมในการดูแลรักษา การใช้ประโยชน์ และการกำหนดนโยบายตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 (มาตรา 85)

มาถึงวันนี้ประชาชนไทยจำนวนมหาศาลและมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติและอาจจะของโลกด้วยได้ลุกขึ้นมาเพื่อบอกว่า

(1) ประชาชนเขาหมดศรัทธาต่อนักปกครองแล้ว เพราะนักปกครองไม่มีคุณธรรม ขี้โกง หลอกลวง และถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ?ระบอบทักษิณ? เป็นเพียงฟางเส้นสุดท้าย จริงๆ แล้วประชาชนได้หมดศรัทธาต่อระบบการเมืองโดยรวม และไม่เพียงแต่ประชาชนไทยเท่านั้น แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ว่าในสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่ถือกันว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว (โปรดอ่านบทความก่อนหน้านี้ของผมครับ) รวมถึงประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ด้วย

สำหรับประเทศไทยเรานั้น ระบอบทักษิณมันตะกละและมูมมามเกินไปจนประชาชนคนไทยทนไม่ได้

(2) ขอปรับปรุงกฎกติกาหรือปฏิรูปประเทศไทยก่อนที่จะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเราต้องตกต่ำลงไปมากกว่านี้

ในฐานะที่ผมได้ติดตามเรื่องพลังงานมานาน ผมจึงขอนำเสนอทั้งข้อมูลและแนวคิดในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้สังคมไทยได้นำไปขบคิดเพื่อประกอบการพิจารณาในการปฏิรูปครั้งนี้ด้วย

ผมขอเริ่มต้นด้วยความจริงสำคัญ 3 อย่าง ซึ่งผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ทราบมาก่อนคือ

หนึ่ง ในปี 2555 ประเทศไทยบริโภคพลังงานทุกชนิดรวมกันคิดเป็นมูลค่า 2.14 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 18.8 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในขณะที่หากย้อนหลังไป 20 และ 25 ปี ร้อยละของมูลค่าดังกล่าวแค่ 11.4 และ 6.5 เท่านั้น (ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน http://www.eppo.go.th/info/7economic_stat.htm)

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของคนไทยได้สูงขึ้นและสูงมากขึ้นเป็นลำดับ และถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ

ลองคิดดูซิครับว่า หากเราไม่ทำอะไรเลย ยังคงปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปเช่นเดิม ในอนาคตอีก 10 ปี 20 ปีข้างหน้า ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของเราจะเพิ่มขึ้นถึงไหน และหากวันนั้นมาถึง ค่าครองชีพซึ่งมีพลังงานเป็นปัจจัยพื้นฐานจะเพิ่มขึ้นไปเท่าใด

สอง ประเทศไทยมีแหล่งพลังงานปิโตรเลียมเป็นจำนวนมากพอสมควร เราได้เริ่มขุดเจาะมาตั้งแต่ปี 2524 (จำคำโฆษณาที่ว่าประเทศไทยจะ ?โชติช่วงชัชวาล? ได้ไหม) โดยที่มูลค่าปิโตรเลียมในปี 2553 และ 2554 คิดเป็นมูลค่า 3.66 และ 4.22 แสนล้านบาท ตามลำดับ โดยที่บริษัทผู้รับสัมปทานซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติมีกำไรสุทธิ (หลังหักต้นทุนและภาษีเงินได้แล้ว) จำนวน 99,935 และ 139,942 ล้านบาท โดยที่กำไรสุทธิดังกล่าวคิดเป็นร้อยละ 73.2 และ 96.6 ของเงินลงทุน

สิ่งที่เราควรคิดก็คือ มีธุรกิจใดบ้างที่มีกำไรในอัตราสูงถึงขนาดนี้ และทำไมกำไรจึงได้สูงถึงขนาดนี้ เมื่อสิบปีก่อน ผมเคยพบข้อมูลจากเว็บไซต์ของบริษัทยูโนแคล (ซึ่งตอนนี้กลายเป็นเชฟรอน) พบว่า บริษัทยูโนแคลที่ได้ลงทุนในประเทศต่างๆ กว่า 20 ประเทศ แต่กำไรประมาณครึ่งหนึ่งมาจากประเทศไทยเพียงประเทศเดียว เสียดายที่คอมพิวเตอร์ของผมมีปัญหา หลักฐานดังกล่าวจึงหายไป

อย่างไรก็ตาม จากรายงานประจำปี 2554 ของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ดาวโหลดได้ครับ) พบว่า ที่ผ่านมา 30 ปี มูลค่าปิโตรเลียมเท่ากับ 3.416 ล้านล้านบาท โดยบริษัทรับสัมปทานมีกำไรสุทธิ 0.797 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 54.6 ของเงินลงทุน

สำหรับในปี 2555 มูลค่าปิโตรเลียมที่ขุดได้เท่ากับ 5.04 แสนล้านบาท (ซึ่งสูงกว่าปีก่อนๆ) แต่ขณะที่เขียนบทความนี้ (เกือบสิ้นปี 2556) ยังไม่มีรายงานจากทางราชการว่าบริษัทได้ลงทุนไปเท่าใด ทำไมจึงช้าจัง

อนึ่ง ในรายงานของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติฉบับดังกล่าว ได้รายงานอย่างซื่อบื้อว่า ?รัฐได้ผลตอบแทนเป็นสัดส่วนร้อยละ 59 และบริษัทรับสัมปทานผู้ประกอบการได้ร้อยละ 41? แต่ทำไมไม่ใช้ข้อมูลนี้เพื่อคิดผลตอบแทนหรือกำไรสุทธิของบริษัทต่อหน่วยลงทุนซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของการลงทุนทางธุรกิจทั่วไป ทำไมต้องทำให้ประเด็นเขวไปคิดแต่ส่วนแบ่งระหว่างรัฐกับผู้ประกอบการ

ผมได้ตัดข้อความในรายงานดังกล่าวมาให้ดูเป็นหลักฐานด้วยครับ

รูปภาพ


สำหรับเงินลงทุนซึ่งอยู่ในหน้าที่ 103 ของรายงาน เป็นดังนี้ครับ

รูปภาพ


จากรายงานดังกล่าว มีเรื่องที่แปลกๆ อยู่หลายอย่าง กล่าวคือ ในขณะที่ในปี 2554 เราผลิตน้ำมันดิบจากแหล่งภายในประเทศได้ถึง 158,743 ล้านบาท (โดยได้ค่าภาคหลวง 11.47%) แต่ในปีนั้นเราส่งออกน้ำมันดิบถึง 41,634 ล้านบาท และในปี 2555 การส่งออกน้ำมันดิบได้เพิ่มขึ้นเป็น 51,338 ล้านบาท แต่มีการนำเข้าน้ำมันดิบ 1.12 ล้านล้านบาท และมีการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปเกือบ 4 แสนล้านบาท (http://www2.ops3.moc.go.th/)

สาม เป็นประเด็นเรื่องไฟฟ้า ในปี 2555 ประเทศไทยเราจ่ายค่าไฟฟ้ารวม 5.51 แสนล้านบาท โดยที่เชื้อเพลิงเกือบทั้งหมดมาจากแหล่งพลังงานที่พ่อค้าพลังงานผูกขาด และกำลังจะอาละวาดและละเมิดสิทธิชุมชน ทำลายสุขภาพและแหล่งทำมาหากินของชาวชนบทก็คือโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกว่า 1 หมื่นเมกะวัตต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคใต้

คนไทยได้ถูกกลุ่มพ่อค้าพลังงานล้างสมองมาตลอดว่า พลังงานแสงอาทิตย์ไม่มีความมั่นคง ต้นทุนแพง เป็นต้น แต่ความจริงพบว่า ทั้งๆ ที่พลังงานแสงแดดในประเทศเยอรมนีมีน้อยกว่าประเทศไทยถึงเกือบครึ่งต่อครึ่ง แต่ประเทศเยอรมนีสามารถผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ได้เป็นจำนวนปีละ 28,500 ล้านหน่วย (http://www.volker-quaschning.de/datserv ... ndex_e.php) ไฟฟ้าจำนวนดังกล่าวมีมากกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้ไฟฟ้าในเขตนครหลวงของไทย ดังแผนภาพข้างล่าง ถ้านำมารวมกับการผลิตจากพลังงานลมและชีวมวล ก็สามารถป้อนความต้องการของไทยทั้งหมดได้ถึงเกือบ 40%

รูปภาพ


รูปภาพ


ข้อเรียกร้องให้ปฏิรูป

จากข้อมูลที่กล่าวมาแล้ว ผมขอเสนอการปฏิรูประบบพลังงานทั้งระยะสั้นและระยะยาวดังนี้

ระยะสั้น

(1) หยุดการให้สัมปทานแหล่งปิโตรเลียมรอบที่ 21 จำนวน 22 แปลง ซึ่งหากไม่เกิดปัญหาการเมืองก็น่าจะเปิดสัมปทานในช่วงเดือนมกราคม 2557 นี้

(2) เพิ่มภาษีเงินได้ปิโตรเลียมจากร้อยละ 50 เป็น 60 ซึ่ง พ.ร.บ. ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม 2514 มาตรา 20 ได้ให้อำนาจไว้ แต่ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมประเทศไทยจึงเก็บในอัตราที่ต่ำมาตลอด ทั้งๆ บริษัทมีผลกำไรสุทธิสูงมาก

(3) ยกเลิกกองทุนน้ำมันที่มีจำนวนนับแสนล้านบาท แต่ได้กลายเป็นเครื่องมือเพื่อหาผลประโยชน์ของนักการเมือง โดยไม่มีการตรวจสอบ

(4) หยุดแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (พีดีพี 2013) ไว้ก่อน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการนำพลังงานแสงแดดและพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ มาใช้ เช่นเดียวกับประเทศเยอรมนีและอีกหลายประเทศ

แผนระยะยาว

ต้องทำความเข้าใจเรื่อง ?พลังงาน? และ ?ประชาธิปไตย? กันใหม่ ดังนี้

ความจริงแล้วเรื่องพลังงานเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาพร้อมกันในหลายมิติ เช่น เศรษฐกิจ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ความหลากหลายของแหล่งเชื้อเพลิง การกระจายรายได้ การจ้างงาน รวมถึงมิติของสิทธิชุมชนที่ต้องได้รับการคุ้มครอง แต่สังคมไทยก็ได้ถูกนักการเมืองและพ่อค้าพลังงานทำให้สังคมไทยเข้าใจเรื่องพลังงานเป็นแค่สินค้าที่มีกรอบคิดแต่เรื่องกำไร-ขาดทุน ราคาถูก-แพง เพียงอย่างเดียว คล้ายกับความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยที่มีองค์ประกอบสำคัญหลายมิติ เช่น การมีส่วนร่วมของประชาชน หลักนิติธรรม การกระจายอำนาจ แต่ก็ได้ถูกทำให้เป็นแค่การเลือกตั้งเท่านั้น

ในโอกาสที่ประชาชนจำนวนมหาศาลได้ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องพลังงานซึ่งมีขนาดทางเศรษฐกิจเกือบ 1 ใน 5 ของจีดีพีประเทศให้ครอบคลุมในทุกมิติที่สำคัญ

น่าแปลกนะครับ เรื่องพลังงานกับเรื่องประชาธิปไตยนั้นมีความคล้ายคลึงกันมาก พลังงานต้องการกระจายอำนาจซึ่งธรรมชาติได้จัดสรรให้กับทุกคนอย่างเกือบจะเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะแสงอาทิตย์ แต่ได้ถูกพ่อค้าผูกขาดเป็นผู้กำหนดนโยบาย เรื่องประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่ต้องกระจายอำนาจ ต้องการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ได้ถูกนายทุนสามานย์ได้ผูกขาดและรวบอำนาจไว้แต่ผู้เดียว

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย 3111 » 21 ก.พ. 2014, 21:05

เขาปั่นราคาน้ำมันกันอย่างไร : กรณีสัมปทานปิโตรเลียมไทย
โดย ประสาท มีแต้ม ผู้จัดการออนไลน์ 26 มกราคม 2557 16:07 น.

?ถ้าคุณต้องการจะปกครองโลก คุณจำเป็นต้องควบคุมน้ำมันให้ได้ทั้งหมดและทุกหนทุกแห่งด้วย? (?If you want to rule the world, you need to control oil. All the oil. Anywhere.? Michel Collon, Monopoly)

ผมทราบจากคอลัมนิสต์หลายคนมานานแล้วว่า ราคาน้ำมันดิบที่ขายกันอยู่ในตลาดโลกที่ประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลนั้น เงินจำนวนประมาณครึ่งจะเข้าสู่กระเป๋าของนักเล่นหุ้นในตลาดวอลล์สตรีท โดยที่ในแต่ละวันชาวโลกบริโภคน้ำมันประมาณ 100 ล้านบาร์เรล แต่ผมก็นึกไม่ออกว่ามันเข้าไปสู่กระเป๋าคนเหล่านั้นได้อย่างไร และทำไมจึงมากมายถึงขนาดนั้น มาวันนี้ ผมเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นจากตัวอย่างการสัมปทานปิโตรเลียมในประเทศไทยเรานี่เอง

แต่ก่อนจะไปตรงนั้น มาดูผลกำไรของผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของโลกกันสักนิด ข้อมูลจากภาพข้างล่างนี้คือกำไรในช่วง 3 เดือนแรกในปี 2554 ของ 5 บริษัทปิโตรเลียม (จากบทความของ Erik Curren, http://transitionvoice.com) กำไรดังกล่าวถ้าคิดทั้งปีก็ประมาณสองเท่าของงบประมาณแผ่นดินประเทศไทยทั้งปี

รูปภาพ


คราวนี้มาถึงเรื่องของประเทศไทยครับ ซึ่งผมจะขอแบ่งออกเป็น 3 เรื่องหลัก คือ (1) วิธีการให้สัมปทานปิโตรเลียม (2) การปั่นราคาน้ำมันจากการขายสัมปทานปิโตรเลียมในแหล่งหนึ่งในภาคอีสาน และ (3) ทุนน้ำมันกับผลกระทบต่อระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก

วิธีการให้สัมปทานปิโตรเลียมกับการประกวดนางสาวไทย

ถ้าเปรียบเทียบวิธีการพิจารณาผู้ขอรับสัมปทานปิโตรเลียมกับวิธีการคัดเลือกนางสาวไทยพบว่ามีทั้งสิ่งที่เหมือนและสิ่งที่ต่างกัน

สิ่งที่เหมือนกันได้แก่ ผู้ขอรับสัมปทานปิโตรเลียมต้องเป็นบริษัท ต้องมีทุน เครื่องจักร อุปกรณ์ และผู้เชี่ยวชาญที่พอจะผลิต สำรวจ และขายปิโตรเลียมได้ แต่ในกรณีที่มีทุนไม่เพียงพอหรือครบถ้วน ถ้ามีบริษัทอื่นซึ่งรัฐบาลเชื่อถือรับรองที่จะให้ทุน ก็สามารถขอสัมปทานได้เหมือนกัน ฯลฯ (ข้อ 4 กฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอสัมปทานปิโตรเลียม พ.ศ. 2555) โดยต้องซื้อแบบฟอร์มในราคาชุดละ 1 หมื่นบาท

ในกรณีนางสาวไทยเท่าที่ผมเคยดูทางโทรทัศน์ พบว่าต้องมีสโมสรหรือสมาคมส่งเข้าประกวด จะเดินดุ่ยๆ ไปสมัครคนเดียวโดยไม่มีใครส่งเข้าประกวดไม่ได้ ผมเข้าใจว่าผู้สมัครนางสาวไทยก็ต้องกรอกแบบฟอร์มและเสียค่าสมัครเหมือนกัน แต่จะกี่บาทนั้นผมไม่ทราบ

การกรอกใบสมัครของผู้ขอสัมปทาน ต้องระบุปริมาณเงินและปริมาณงานสำหรับการสำรวจปิโตรเลียมในแปลงสำรวจแต่ละแปลง ผู้ขอสัมปทานจะเสนอให้ผลประโยชน์พิเศษ เช่น การให้เงินทุนการศึกษา เงินอุดหนุน เงินให้เปล่าในการลงนามในสัมปทาน หรือเงินให้เปล่าในการผลิต นอกเหนือไปจากเงื่อนไขที่ทางราชการได้กำหนดให้เป็นผลประโยชน์พิเศษไว้ในการประกาศยื่นคำขอสัมปทานก็ได้

การตัดสินก็ใช้ความเห็นของคณะกรรมการปิโตรเลียม โดยไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ก้อนใหญ่ที่สุดที่ประเทศจะได้รับ เพราะทุกบริษัทจะต้องจ่ายค่าภาคหลวง ภาษีเงินได้ ผลประโยชน์พิเศษในอัตราที่อยู่ในกฎหมายเท่ากันอยู่แล้ว ดังนั้น การตัดสินจึงขึ้นอยู่กับอำนาจการวินิจฉัยของกรรมการเท่านั้น

การประกวดนางสาวไทย ก็มีลักษณะคล้ายกัน หลังจากการคัดเลือกหน้าตา ทรวดทรงองค์เอว (ตามความเห็นของคณะกรรมการ) แล้ว ตอนสุดท้ายยังมีการตอบคำถาม เพื่อแสดงทัศนะ เช่น รักเด็ก รักสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

แต่สิ่งที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็คือ ผู้ได้รับตำแหน่งนางสาวไทยจะเป็นตำแหน่งเฉพาะตัว ไม่สามารถโอนให้ใครอื่นได้ หรือจะขายต่อให้ใครก็ไม่ได้ และมีอายุแค่ 1 ปี ในขณะที่ผู้ได้รับสัมปทานปิโตรเลียมนั้นสามารถขายต่อให้ผู้อื่นได้ ในราคาที่มีกำไรนับหลายพันล้านบาท โดยที่อายุสัมปทาน 20 ปี และในกรณีที่ผลิตปิโตรเลียมไม่ทันภายใน 20 ปี ก็ขอต่อระยะเวลาผลิตได้อีก 10 ปี ยังไม่รวมช่วงการสำรวจอีก 9 ปี ทั้งหมดรวมก็ 39 ปี

เกี่ยวกับระบบการเก็บผลประโยชน์ของรัฐจากปิโตรเลียมนี้ ประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และอื่นๆ ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต คือนำผลผลิตมาแบ่งกัน ดังนั้น การขึ้นลงของราคาน้ำมันจะไม่ทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างเจ้าของประเทศกับบริษัท

สหรัฐอเมริกาเองก็ใช้ระบบการให้สัมปทาน โดยคิดค่าภาคหลวง 12.5% แต่ต่อมาโดยการริเริ่มของสมาชิกสภา ได้มีการศึกษาพบว่า ?สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศของโลกที่รัฐได้ผลประโยชน์น้อยที่สุด? (Government Accountability Office found that the U.S. government ?receives one of the lowest government takes in the world.?) และต่อมาได้มีการขยับจาก 12.5% เป็น 16.75-18.75% แต่ของประเทศไทยเราก็เคยเก็บ 12.5% แต่กลับแก้ไขใหม่อย่างมีเงื่อนไข แล้วผลลัพธ์สุดท้ายรัฐกลับได้รับลดลง

การปั่นราคาน้ำมันจากการขายสัมปทานปิโตรเลียม

ผมใช้เวลาสืบค้นข้อมูลโดยการเริ่มต้นจากข้อมูลรายงานประจำปี 2554 ของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในที่สุดก็พบเอกสารของบริษัท Pan Orient Energy (บริษัทชาวแคนาดา) เป็นข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคม 2556 ผมตัดบางส่วนของข้อความมาลงไว้ในที่นี้

รูปภาพ


สาระสำคัญในแผ่นสไลด์นี้ก็คือ ประวัติการสร้างมูลค่าในแหล่งสัมปทานบนบก L44 และ L33 ในประเทศไทย (ดูแผนที่ข้างล่างประกอบ) โดยซื้อมาเมื่อเดือนตุลาคม 2550 ในราคา 7.5 ล้านเหรียญสหรัฐ และขายต่อไปในเดือนมิถุนายน 2555 ในราคา 172 ล้านเหรียญสหรัฐ

หลังจากค้นเพิ่มเติมได้ความว่า หลังจากหักต้นทุนดำเนินการ (ประมาณ 8 ล้านเหรียญสหรัฐ) และจ่ายภาษีแล้วบริษัทมีกำไร 162 ล้านเหรียญสหรัฐ (http://finance.yahoo.com/news/pan-orien ... 18468.html) คิดเป็นเงินไทยก็เกือบ 5 พันล้านบาท โดยมีอัตรากำไรประมาณ 22 เท่าของเงินลงทุน ภายในเวลา 5 ปี

เงินกำไรจำนวนนี้นอกจากรัฐไม่ได้ประโยชน์แล้ว ยังเป็นต้นทุนเพื่อใช้ในการหักภาษีเงินได้ปิโตรเลียมให้กับผู้รับซื้อสัมปทานใหม่ได้ด้วย

สิ่งที่ผมกระหายใคร่รู้ก็คือ บริษัท แพน โอเรียนท์ เอ็นเนอยี่ ซื้อมาจากใครและขายไปให้ใคร ทำไมจึงมีกำไรเยอะขนาดนี้ และมีน้ำมันดิบสำรองเท่าใด ฯลฯ

ผมจึงเริ่มสืบค้นการให้สัมปทานโดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จึงขอสรุปมาเป็นตาราง ดังนี้

สำหรับตำแหน่งที่ตั้งของแหล่ง L33/43 และ L44/43 อยู่ใน 3 อำเภอของจังหวัดเพชรบูรณ์ครับ
รูปภาพ

ข้อมูลที่ผมได้จากรายงานของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติไม่ตรงกับข้อมูลในเว็บไซต์ของบริษัท แพน โอเรียนท์ เอ็นเนอยี่ กล่าวคือ ข้อมูลแรก บริษัทในเครือของแพน มีสัดส่วนการลงทุน 100% แต่ข้อมูลหลังระบุว่าแปลงที่ขายไปบริษัทมีหุ้นแค่ 60% แต่ก็ไม่ยอมระบุว่าซื้อจากใครและขายให้ใคร

ดังนั้น ในตอนนี้ผมขอสันนิษฐานว่า บริษัท แพน โอเรียนท์ เอ็นเนอยี่ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ซื้อมาจากบริษัทลูกของตนเองในราคา 7.5 ล้านเหรียญ เมื่อเดือนตุลาคม 2550 (โดยผู้ขายลงทุนไปจำนวนหนึ่ง แต่ผมไม่ทราบนอกจากค่าธรรมเนียมการขอสัมปทานหนึ่งหมื่นบาท)

สำหรับตอนที่ขายออกไป ผมค้นได้แล้วว่าขายไปให้กับบริษัท Towngas ซึ่งเป็นบริษัทของชาวฮ่องกงและชาวจีน (http://www.towngas.com) โดยบริษัทนี้ระบุว่าแหล่งนี้มีน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้ว (1P) จำนวน 10 ล้านบาร์เรล และสำรองที่ค่อนข้างแน่นอน(2P) อีก 30 ล้านบาร์เรล โดยคาดว่ายังสามารถผลิตต่อไปได้อีก 20 ปีนับจากปี 2555

ด้วยปริมาณสำรองจำนวนนี้ และด้วยการซื้อขายเปลี่ยนมือสัมปทานกันในราคานี้เพียงอย่างเดียว ได้ทำให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นถึง 5-6 เหรียญต่อบาร์เรลแล้ว ดังนั้น เรื่องที่ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ถูกปั่นไปเท่าตัวก็เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ เพราะไม่ได้มีขั้นตอนเดียว

ตั้งแต่เดือนมกราคม 2543 จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2556 (ข้อมูลล่าสุด) แหล่ง L33/43 และ L44/43 ผลิตน้ำมันดิบได้จำนวน 11.3 ล้านบาร์เรล คิดเป็นมูลค่า 24,571 ล้านบาท โดยรัฐได้ค่าภาคหลวง 1,537 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 6.3 หมายเหตุ กฎหมายเดิมเคยได้ 12.5% แต่หลังจากปี 2532 เป็นต้นมาได้มีการแก้กฎหมายเป็นร้อยละ 5-15 ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทที่มีแหล่งเล็กๆ โดยจ่ายแค่ 6.3%)

สิ่งที่คนไทยเราอยากจะทราบก็คือ บริษัทนี้จ่ายภาษีเงินได้ให้รัฐเท่าใด ผมไม่มีข้อมูลครับ แต่การที่บริษัท Towngas ซื้อมาในราคา 172 ล้านเหรียญ (5,160 ล้านบาท) ก็ถือว่าเป็นต้นทุนของบริษัท Towngas ที่สามารถนำไปหักเป็นต้นทุนจากเงินรายได้ของบริษัท แม้แต่ในกรณีหนี้สูญก็สามารถคิดเป็นต้นทุนได้ หรืออาจกล่าวได้ว่า นี่คือต้นทุนเทียมที่มีผลทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้น โดยที่เจ้าของทรัพยากรปิโตรเลียมไม่ได้ประโยชน์ใดๆ โดยสรุปก็คือ ยิ่งมีการซื้อ-ขายสัมปทานกันบ่อยครั้งเท่าใด ราคาน้ำมันก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น และปรากฏการณ์ในประเทศไทยเรานี้ เป็นเรื่องปกติของวงการค้าน้ำมันโลก

ทุนน้ำมันกับผลกระทบต่อระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก

การที่ใครคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเกิดมีทุนมากๆ ขึ้นมาแล้วจะมีผลอย่างไร ผมว่าไม่ต้องไปดูตัวอย่างที่ไหนหรอก ?ระบอบทักษิณ? นี่แหละชัดเจนที่สุดแล้ว และได้ตอกย้ำโดยการเปิดเผยของ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล ว่ามีการ ?ซื้อ ส.ว. สั่งสื่อมวลชนให้ช่วยคนของตนชนะการเลือกตั้ง สั่งสภาแก้กฎหมายเพื่อให้ตนขายหุ้นได้ประโยชน์มากขึ้น? เป็นต้น

แต่ถ้าเป็นเรื่องทุนน้ำมันโดยตรงนั้น ตัวอย่างที่ชัดเจนและจำกันได้ง่ายๆ เช่น กรณี ส่งครามอ่าวเปอร์เซีย และการบุกอิรักของสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2546 ซึ่งคนของสหรัฐอเมริกาเองได้เปิดเผยในเวลาต่อมาว่า ?เพื่อคุมแหล่งน้ำมัน?

มีนักลงทุนชาวเบลเยียมท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า ?พ่อค้าน้ำมันนั้นก็เหมือนแมว คือเราไม่สามารถรู้ได้เลยโดยการฟังเสียงร้องของมันว่ามันกำลังจะต่อสู้กันหรือกำลังจะผสมพันธุ์กัน? พ่อค้าน้ำมันก็เช่นเดียวกัน การส่งเสียงคำรามและการใช้อาวุธเข่นฆ่ากันนั้น บางครั้งก็เป็นการประสานผลประโยชน์ของพ่อค้าน้ำมันเอง

ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกากำลังมีปัญหาว่าผลการเลือกตั้งและนโยบายของรัฐบาลไม่ได้สะท้อนความต้องการของประชาชนเลย

นอกจากนี้ ข้อมูลจากกลุ่ม ?ยึดวอลล์สตรีท (Occupy Wall Street)? ระบุว่า ?ผู้ชนะการเลือกตั้ง 90% ในทุกระดับของสหรัฐอเมริกา เป็นผู้ที่ใช้เงินหรือรับเงินเป็นจำนวนมาก?

น้ำมันไม่ได้มีผลกระทบเฉพาะต่อระบอบประชาธิปไตยของคนทั่วโลกเท่านั้น แต่ที่สำคัญยังมีผลต่อระบบสิ่งแวดล้อมของโลกด้วย ปรากฏการณ์ที่อากาศหนาวสุดๆ ในประเทศไทยและทั่วโลกในขณะนี้ ก็มีสาเหตุสำคัญที่สุดมาจากการเผาปิโตรเลียมและถ่านหินซึ่งได้กลายเป็นสินค้าผูกขาดของกลุ่มพ่อค้าพลังงานหยิบมือเดียว

ผมแปลกใจมากๆ ว่า ในขณะที่คนบางกลุ่มยึดมั่นต่อการเลือกตั้งอย่างเดียวเป็นสรณะ แต่ไม่ได้สนใจทุนสามานย์ข้ามชาติที่สามารถเคลื่อนไปที่ไหนก็ได้โดยที่ประชาชนในประเทศนั้นๆ ไม่ได้เลือก การเลือกตั้งเป็นเพียง 1 ใน 4 ของวิธีการที่จะนำสังคมไปสู่สิ่งที่ต้องการ อีก 3 วิธีที่เหลือ ที่ทุนสามานย์พยายามปิดบังมาตลอดคือ (2) การมีส่วนร่วมที่เข้มแข็งของประชาชน (3) การเคารพสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และ (4) การใช้หลักนิติรัฐและนิติธรรม

โดยสรุป ปัจจุบันนี้ทุนสามานย์ที่ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งโดยประชาชนได้มีอิทธิพลเหนือรัฐบาลทั่วโลกที่มาจากการเลือกตั้ง รวมทั้งประเทศไทยที่เราเห็นกันอยู่อย่างโทนโท่แล้ว ครับผม!

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย 3111 » 24 ก.พ. 2014, 06:56

เหตุผล 12 ประการ ทำไมต้องปฏิรูปพลังงาน (ฝากถึงกำนันสุเทพ)
โดย ประสาท มีแต้ม 9 กุมภาพันธ์ 2557 16:58 น.

ผมรู้สึกดีใจเมื่อได้ยิน ?กำนันสุเทพ? ประกาศบนเวที กปปส. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) เพื่อเรียกร้องให้นักวิชาการมหาวิทยาลัยต่างๆ ช่วยกันคิดว่าจะ ?ปฏิรูป? อะไรบ้าง และอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 5 ด้านใหญ่ๆ แม้ลุงกำนันจะได้เอ่ยถึงประเด็นพลังงานบ้างเพียงแค่ชื่อในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา แต่ผมก็ยังไม่ได้ยินคำว่า ?ปฏิรูปพลังงาน? อย่างชัดๆ จากปากของลุงกำนันเลย

ลุงกำนันอาจจะคิดเอาเองว่าประเด็นพลังงานเป็นเรื่องที่ซับซ้อน เข้าใจยาก หรืออาจจะสร้างความแตกแยกในกระบวนการต่อสู้เสียก่อน ผมไม่อาจจะทราบได้ แต่ผมในฐานะที่เคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมา 37 ปี และได้ให้ความสนใจกับประเด็นพลังงานมาอย่างต่อเนื่องร่วม 20 ปี ผมขอถือโอกาสนี้นำเสนอทั้งต่อลุงกำนันและสาธารณะด้วยเหตุผลเป็นข้อๆ โดยที่บางประเด็นสามารถทำได้ง่าย ดังต่อไปนี้ครับ

หนึ่ง พลังงานที่ผูกขาดได้รับการส่งเสริม แต่พลังงานที่เป็นประชาธิปไตยถูกกีดกัน

ข้อมูลเชิงทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า ?พลังงานฟอสซิลและนิวเคลียร์ที่มนุษย์ทั้งโลกใช้ทั้งปีนั้นเท่ากับพลังงานที่พระอาทิตย์ส่องให้ผิวโลกเพียงแค่ 8 นาที เท่านั้น? แต่ความเป็นจริงในปัจจุบันพบว่ากว่าร้อยละ 80 ของพลังงานที่ชาวโลกใช้เป็นพลังงานฟอสซิลซึ่งได้แก่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน ที่ได้ถูกผูกขาดโดยพ่อค้าพลังงาน ในขณะที่พลังงานหมุนเวียนที่มีการกระจายอยู่ทั่วไป (อันเป็นหลักการสำคัญเดียวกันกับหลักการประชาธิปไตย ได้แก่ แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล) ได้ถูกกีดกันและเบียดให้ตกตลาดไปมากขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา

กระบวนการกีดกันไม่มีอะไรซับซ้อนมาก ตั้งแต่การใช้เงินภาษีของประชาชนไปอุดหนุนพลังงานฟอสซิลและนิวเคลียร์ สร้างระบบความคิดที่ผิดๆ ผ่านการศึกษาในระบบ รวมถึงการใช้สื่อมวลชนที่รับเงินจากพ่อค้าพลังงานมาล้างสมอง เช่น ?พลังงานแสงอาทิตย์ไม่มั่นคง ราคาแพง?, ?ถ่านหินเป็นพลังงานสะอาด? ทั้งๆ ที่ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัย Sturdguard พบว่า ?โรงไฟฟ้าถ่านหินคือฆาตกรเงียบ? ประกอบกับการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารถึงความสำเร็จของพลังงานหมุนเวียน เป็นต้น

สอง พลังงานครอบคลุมทุกมิติของชีวิต

เรื่องพลังงานไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันแพง ก๊าซขึ้นราคา หรือการทวงคืน ปตท. ตามที่เป็นกระแสในสังคมออนไลน์เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของไฟฟ้าทั้งในเรื่องราคาที่เพิ่มขึ้นและผลกระทบต่อชีวิตของชุมชนดังที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ เช่น โรงไฟฟ้าแม่เมาะและอีกหลายจังหวัดในทุกภาคของประเทศที่กำลังมีการต่อต้านกันอยู่ในขณะนี้

เรื่องพลังงานเป็นเรื่องที่มีหลายมิติ ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อมทั้งต่อชุมชนโดยตรงและต่อปัญหาสภาวะโลกร้อน เรื่องสิทธิชุมชน รวมถึงสิทธิในการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายพลังงานของประชาชนด้วย นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของโอกาสในการคอร์รัปชันของนักการเมืองและจรรยาบรรณของสื่อมวลชนด้วย จากการเปิดเผยของกลุ่ม Occupy Wall Street พบว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะเข้าสู่กระเป๋าของคนเล่นหุ้น รวมถึงเป็นการกระตุ้นให้มีการก่อสงครามต่อประเทศที่มีแหล่งปิโตรเลียมด้วย

การที่สื่อโทรทัศน์ วิทยุและสิ่งพิมพ์ต่างได้รับเงินก้อนโตจากพ่อค้าพลังงานรวมทั้งกระทรวงพลังงานซึ่งเป็นส่วนราชการด้วย จึงเป็นเหตุให้สื่อทำหน้าที่สองอย่างคือ (1) นำเสนอเรื่องบิดเบือนความจริง และ (2) ถ้าเป็นเรื่องจริงก็มักจะเป็นเรื่องไม่สำคัญ เช่น ข่าวหมีตั้งท้อง เป็นต้น ดังนั้นข่าวความก้าวหน้าของบางประเทศ หรือข่าวผลกระทบต่อชุมชนจึงไม่นำเสนอ

ดังนั้น เรื่องพลังงานจึงเป็นเรื่องที่แยกจากกันไม่ได้กับความเป็นประชาธิปไตย ถ้าความเป็นประชาธิปไตยมี 4 องค์ประกอบสำคัญ คือ (1) การเข้าสู่อำนาจรัฐโดยกระบวนการเลือกตั้งที่อิสระและยุติธรรม (2) การมีส่วนร่วมที่เข้มแข็งของประชาชน (3) การเคารพสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน และ (4) การใช้หลักนิติธรรม ประเด็นพลังงานมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยองค์ประกอบ 3 ใน 4 ซึ่งรวมถึงการแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2514 แต่ได้ถูกแก้ไขโดยการให้คำปรึกษาของพ่อค้าพลังงานเพื่อให้ตนได้รับผลประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิม

สาม ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของคนไทยเพิ่มจาก 1 ใน 10 เป็น 1 ใน 5 ของรายได้

เพื่อให้เห็นถึงขนาดและความรุนแรงของปัญหาด้านพลังงาน โปรดดูข้อมูลนี้ ในปี 2555 คนไทยใช้พลังงานคิดเป็นมูลค่า 2.14 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 18 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ถ้าใช้ตัวเลขกลมๆ พบว่าคนไทยต้องใช้เงิน 1 ใน 5 ของรายได้เพื่อซื้อพลังงานอย่างเดียวซึ่งถือว่าเป็นรายจ่ายที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

และหากย้อนหลังไปถึงปี 2535 และปี 2529 ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของคนไทยอยู่ที่ 1 ใน 10 และ 1 ใน 15 ของจีดีพีเท่านั้น

สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานต่อจีดีพีที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ จริงอยู่มันสะท้อนถึงวิถีชีวิตของคนไทยที่ต้องขึ้นอยู่กับการพึ่งพาเครื่องทุ่นแรง การเดินทางขนส่งและเครื่องอำนวยความสะดวกมากขึ้น แต่ก็ได้สะท้อนถึงราคาพลังงานที่สูงขึ้นด้วย

สี่ กิจการไฟฟ้าน่าจะปฏิรูปง่ายกว่าน้ำมัน

หากจำแนกรายจ่ายตามชนิดของพลังงานในปี 2555 พบว่า เป็นค่าน้ำมัน 1.3 ล้านล้านบาท หรือ 61% ของรายจ่ายพลังงาน ค่าไฟฟ้า 5.5 แสนล้านบาท (26%) และก๊าซธรรมชาติ (แอลพีจีและเอ็นจีวี) 1.2 แสนล้านบาท (และจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2 แสนล้านบาทเมื่อการขึ้นราคาเดินไปครบตามแผนการในปลายปี 2557) สำหรับค่าใช้จ่ายด้านพลังงานหมุนเวียนที่คนธรรมดาสามารถเข้าถึงได้ง่าย กลับมีสัดส่วนลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานจากแสงแดด และลม ในภาคไฟฟ้าแทบจะไม่มีเลย

อนึ่ง แม้ว่าค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้ามีน้อยเมื่อเทียบกับค่าน้ำมัน แต่มีความจริงเพิ่มเติมอีก 2 อย่างครับ คือ (1) ยังไม่รวมค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้า (ตามแผนพีดีพี 2010) อีกโดยเฉลี่ยปีละ 2 แสนล้านบาท และ (2) ในการตัดสินใจเลือกชนิดเชื้อเพลิง ข้าราชการจะคิดเฉพาะต้นทุนภายใน (Internal Cost) ของกิจการ แต่ไม่สนใจต้นทุนภายนอก (External Cost) ซึ่งก็คือต้นทุนของชุมชนรอบๆ โรงไฟฟ้านั่นเอง โดยที่ต้นทุนภายนอกหรือความเสียหายของโรงไฟฟ้าถ่านหินสูงถึง 3-4 เท่าของต้นทุนภายใน

ดังนั้น มูลค่าจากกิจการไฟฟ้าจึงอาจจะสูงพอๆ กับกิจการน้ำมันก็เป็นไปได้ แต่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมีสูงมากกว่าน้ำมัน และโอกาสในการปฏิรูปน่าจะมีความเป็นไปได้ง่ายกว่า (ซึ่งจะกล่าวต่อไป)

ห้า อันดับความเจ็บปวดที่ปั๊มน้ำมันของคนไทยติดอันดับโลก

เมื่อมีการร้องว่า ราคาน้ำมันในประเทศไทยแพงกว่าบางประเทศ ทางราชการก็จะหยิบเอาประเทศที่มีราคาแพงกว่าบ้านเรามาเกทับ ความจริงแล้วความถูกหรือแพงต้องเทียบกับรายได้ของประชาชน ไม่ใช่แค่การเทียบราคาสินค้าอย่างเดียว (เรื่องแค่นี้ก็โกงเสียแล้ว)

ตารางข้างล่างนี้เป็นบางส่วนของการศึกษาของ Bloomberg วิธีการศึกษาเขาสุ่มประเทศต่างๆ มา 61 ประเทศ กระจายอยู่ทุกภูมิภาคของโลก เขาใช้รายได้เฉลี่ยต่อวัน ราคาน้ำมัน (ที่ปั๊ม) เฉลี่ยต่อลิตร และ ?อันดับความเจ็บปวดที่ปั๊มน้ำมัน? โดยที่ความเจ็บปวดก็คือ ?ร้อยละของรายได้ในหนึ่งวันเพื่อซื้อน้ำมันหนึ่งลิตร? ซึ่งอันดับแรกหมายถึงมีความเจ็บปวดมากที่สุด อันดับต่ำๆ หมายถึงมีความเจ็บปวดน้อย หรือน้ำมันมีราคาถูกเมื่อเทียบกับรายได้

ผลการศึกษาพบว่า ประชาชนของประเทศอินเดียและสหรัฐอเมริกามีอันดับความเจ็บปวดเป็นอันดับแรกและอันดับที่ 56 ตามลำดับ สำหรับประเทศไทยเราอยู่ในอันดับที่ 9 ซึ่งมีความเจ็บปวดมากกว่าประเทศจีนเพียงนิดเดียว โดยที่เมื่อต้นปีประเทศไทยเคยอยู่อันดับที่ 11 (นับวันยิ่งแย่มากขึ้น)

รูปภาพ


แค่เรื่องที่คนไทยมีความเจ็บปวดมากกับเรื่องราคาน้ำมันก็มีเหตุผลเพียงพอแล้วที่จะต้องปฏิรูประบบพลังงาน แต่ผมยังมีประเด็นที่สำคัญอีกมากครับ

หก ยกเลิกของทุนน้ำมัน

ฟังเพียงผิวเผิน กองทุนน้ำมันเป็นเรื่องดี แต่ในความเป็นจริงกลายเป็นเครื่องมือให้นักการเมือง เช่น ในช่วงการเลือกตั้งปี 2548 รัฐบาลยอมให้กองทุนน้ำมันติดลบกว่า 7 หมื่นล้านบาท เพื่อตรึงราคาน้ำมันในช่วงหาเสียง ปัจจุบันมีการเก็บเงินเข้ากองทุนจากน้ำมันบางประเภทถึงลิตรละ 10 บาท ส่วนหนึ่งเพื่อนำไปอุดหนุนราคาก๊าซแอลพีจีให้กับภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี (ซึ่งเป็นของ ปตท.)

เจ็ด ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ความจริงจากเยอรมันที่คนไทยไม่เคยรู้

ทั้งๆ ที่ความเข้มต่อตารางเมตรของพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศเยอรมนีมีน้อยกว่าประเทศไทยเยอะ (คือ เยอรมนีมี 12.4 แต่ไทยมี 18.2 หน่วย) แต่พบว่าในปี 2556 ประเทศเยอรมนีสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ได้ถึง 29,300 ล้านหน่วย ปริมาณไฟฟ้าจำนวนนี้มีจำนวนมากว่าที่คนไทยในภาคเหนือ 17 จังหวัดและภาคใต้ 14 จังหวัดรวมกัน

รูปภาพ


จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน เราพบว่าถ้าใช้พื้นที่เพียงหนึ่งอำเภอมาติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ก็จะสามารถป้อนไฟฟ้าได้เพียงพอใช้ทั้งประเทศ (ย้ำ) โดยมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพน้อยมาก ไม่ปล่อยน้ำเสีย ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ในขณะที่แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(พีดีพี 2013) ที่กำลังปรับปรุงใหม่จะมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินถึง 1 หมื่นเมกะวัตต์ ทั้งๆ ที่เป็นถ่านหินนำเข้าจากต่างประเทศโดยกลุ่มพ่อค้าพลังงาน และนักวิชาการถือว่าเป็นฆาตกรเงียบตั้งแต่ในครรภ์จนถึงเชิงตะกอน

แปด กลไกความสำเร็จของเยอรมนีกับความล้มเหลวของกลไกรัฐสภาไทย

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศเยอรมนีประสบผลสำเร็จก็คือการผ่านกฎหมายที่ริเริ่มโดยสมาชิกรัฐสภาโดยพรรคฝ่ายค้านเพียงแค่ 2-3 คนเท่านั้น แต่ด้วยกระแสสังคมของชาวเยอรมันที่กลัวผลกระทบจากโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล ทำให้รัฐสภาจำเป็นต้องผ่านกฎหมายฉบับนี้ในปี 1999

ชื่อเต็มของกฎหมายนี้มีชื่อว่า ?Law for the Priority of Renewable Energies (กฎหมายเพื่อให้พลังงานหมุนเวียนก่อน)? แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังของกลุ่มผู้เสนอกฎหมายนี้ก็คือ

?นี่เป็นการต่อสู้เชิงโครงสร้าง มันเป็นการต่อสู้ระหว่างการรวมศูนย์ (และทำให้มีขนาดใหญ่) กับการกระจายศูนย์ (และทำให้มีขนาดเล็ก) ระหว่างเผด็จการพลังงานกับการมีส่วนร่วมในประชาธิปไตยพลังงาน?

?วิธีเดียวที่จะทำให้สำเร็จ ความสำเร็จต่อการต่อต้านทั้งหลาย ต่อพวกกระแสหลัก ต่อผลประโยชน์ที่เห็นแก่ตัว ผลประโยชน์ที่ใหญ่โต คือการต่อสู้กับเขาเหล่านั้นในที่สาธารณะ เพื่อเอาชนะในสาธารณะ เราสามารถเอาชนะต่อโครงสร้างอำนาจได้ และพันธมิตรที่ดีที่สุดก็คือประชาชน?

ผมว่าโอกาสที่ดีของสังคมไทยได้มาถึงแล้วครับ อาศัยพลังของ ?มวลมหาประชาชน? ประกาศกฎหมายฉบับนี้ (ซึ่งผมมีรายละเอียดอยู่แล้ว)

อ้อ อยากถามถึงรัฐสภาไทยสักนิด เคยไหมครับที่พรรคฝ่ายค้านสามารถผ่านกฎหมายได้ ภาคประชาชนเสนอกฎหมายผู้บริโภค (ตามมาตรา 61) มา 16 ปี แต่ก็ได้ถูกกฏหมาย ?ลักหลับ? มาแซงเฉยเลย


เก้า พรรคการเมืองของผู้ติดแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา

มีการเสนอทีเล่นทีจริงว่า หากชาวอเมริกัน 100 ล้านหลังคาเรือนรวมตัวกันตั้งพรรคการเมือง ด้วยนโยบายสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าบนหลังคาบ้าน พรรคนี้ต้องชนะแน่นอน เพราะหนึ่งบ้านมี 2 เสียงโหวต ไม่ใช่ 1 ดอลลาร์ 1 เสียง (ตามที่เป็นอยู่)

สิบ การใช้พลังงานอย่างประหยัด

นอกจากคนไทยต้องมีความเจ็บปวดที่ปั๊มน้ำมันแล้ว ประสิทธิภาพการใช้พลังงานของไทยก็ต่ำมากเมื่อเทียบกับชาวโลก

ข้อมูลข้างล่างนี้ได้สะท้อนว่า ถ้าต้องการให้เกิดรายได้ที่เท่ากัน (คือหนึ่งดอลลาร์สหรัฐ) คนไทยเราต้องใช้พลังงานถึง 0.235 หน่วย ในขณะที่ชาวมาเลเซีย และเยอรมันใช้เพียงแค่ 0.199 และ 0.121 หน่วยเท่านั้น

แม้ชาวจีนจะต้องใช้พลังงานมากกว่าเราเล็กน้อย แต่แนวโน้มของชาวจีนลดลง ในขณะที่ของพี่ไทยเรากลับมีแนวโน้มสูงขึ้น และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกและของเอเชีย (กราฟด้านล่าง)

รูปภาพ


ประเด็นนี้เป็นปัญหาเรื่องคุณภาพของคนและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการประหยัดพลังงานด้วย อย่างไรก็ตามการรณรงค์เพื่อประหยัดพลังงานก็สามารถทำได้ทันที

สิบเอ็ด ผลประโยชน์จากการสัมปทานปิโตรเลียม ไทยได้รับน้อยมาก

ประเด็นนี้ข้าราชการระดับสูงได้ออกมาปกป้องแทนบริษัทรับสัมปทานมาตลอดว่า แหล่งปิโตรเลียมของไทยมีขนาดเล็ก มีความเสี่ยงสูง รวมทั้งคุณภาพปิโตรเลียมไม่ดีพอ เป็นต้น

นอกจากนี้ได้อ้างตัวเลขผลตอบแทนของรัฐที่ค่อนข้างซับซ้อนในการคิด แล้วสรุปว่า คนไทยได้รับผลประโยชน์มากกว่าบริษัทในสัดส่วน 59 ต่อ 41 เป็นต้น

ตารางข้างล่างนี้ ผมคำนวณมาจากข้อมูลของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ พบว่า นับตั้งแต่ปี 2524 จนถึง 2554 ประเทศไทยได้ผลิตปิโตรเลียมไปแล้วคิดเป็นมูลค่า 3.42 ล้านล้านบาท โดยบริษัทรับสัมปทานได้กำไรสุทธิ (หลังหักต้นทุน ภาษีเงินได้และค่าภาคหลวงแล้ว) คิดเป็นร้อยละ 54.6 ของเงินลงทุน

แต่ถ้าคิดในช่วง 5 ปีสุดท้าย พบว่า ผลกำไรสุทธิของผู้รับสัมปทานสูงมากเฉลี่ยร้อยละ 65.5% และใน 2 ปีสุดท้ายกลับสูงถึง ร้อยละ 73.2 และ 96.6% ของเงินลงทุน ผมว่านี่คือวิธีคิดผลกำไรที่ตรงไปตรงมาของการลงทุนทั่วไป แต่พ่อค้ากลับคิดให้สับสนแล้วยอมจำนน ท่านผู้อ่านคงคิดเองได้มาเป็นอัตรากำไรที่สูงมากหรือไม่

รูปภาพ


วิธีการปฏิรูปที่ง่ายที่สุดคือ ขอให้ระงับการให้สัมปทานรอบใหม่ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ โดยอาศัย พ.ร.บ.รายได้ปิโตรเลียม 2514 ที่ระบุว่าให้คิดภาษีเงินได้ที่ร้อยละ 50 ถึง 60 แต่ปัจจุบันรัฐบาลไทยเก็บที่ 50% เท่านั้น ผมไม่เข้าใจครับ

สิบสอง พลังงานฟอสซิลเป็นต้นเหตุสภาวะโลกร้อน

นักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า ต้นเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนคือเกิดจากการเผาพลังงานฟอสซิล และถ้าจำแนกตามภาคการผลิตก็มาจากโรงไฟฟ้ามากที่สุดนั่นแหละ

สภาวะโลกร้อนเป็นต้นเหตุของภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพายุ น้ำท่วม ภัยแล้ง แผ่นดินไหว และที่น่าเศร้ากว่านั้นก็คือ ร้อยละ 96% ของผู้สูญเสียชีวิตจากภัยพิบัติทางธรรมชาติดังกล่าวอยู่ในประเทศยากจน เหตุการณ์ซูเปอร์ไต้ฝุ่นในฟิลิปปินส์เมื่อปีกลาย และเหตุการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยปี 2554 ก็ยังจำกันได้นะครับ

นี่คือ 12 เหตุผลที่ต้องปฏิรูปนโยบายพลังงานทั้งประเทศไทย นอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แล้ว กระจายรายได้ สร้างงานจำนวนมาก ซึ่งเป็นการสร้างความเป็นธรรมต่อคนไทยแล้ว ยังเป็นการช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งภายในประเทศและโลกด้วยครับ

หากนโยบายพลังงานยังขึ้นต่อแหล่งพลังงานที่ผูกขาด โดยประชาชนถูกล้างสมองและไม่มีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเข้มแข็งแล้ว ไม่ใช้แหล่งพลังงานที่เป็นประชาธิปไตยโดยธรรมชาติ (หนึ่งหัว หนึ่งตารางเมตร) แล้วประชาธิปไตยจะสมบูรณ์ไม่ได้ครับ

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย 3111 » 25 ก.พ. 2014, 06:40

ปฏิรูปพลังงาน : เปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นโรงไฟฟ้า (กรณีศึกษามูลนิธิเพื่อผู้บริโภค)
โดย ประสาท มีแต้ม ผู้จัดการออนไลน์ 23 กุมภาพันธ์ 2557 17:08 น.


เมื่อพูดถึงการปฏิรูปพลังงานหลายคนจะมุ่งเป้าไปที่กิจการน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่บทความนี้จะพูดถึงการปฏิรูปกิจการไฟฟ้า เพราะแม้มูลค่าทางการค้าของกิจการไฟฟ้าจะมีขนาดประมาณ 1 ใน 2 ของมูลค่าน้ำมันที่คนไทยใช้ทั้งหมด แต่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในกิจการไฟฟ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นรุนแรงมาก นักวิทยาศาสตร์ที่ห่วงใยสังคมได้ประเมินแล้วว่าอันตรายมากที่สุดในโลกในบรรดาภัยจากภาคอุตสาหกรรมทั้งหลาย

ขณะนี้ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (พีดีพี 2013) จะก่อสร้างไฟฟ้าถ่านหินถึง 10 โรงในหลายจังหวัดของภาคใต้ ทั้งๆ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งอาหารทะเลชั้นนำของโลก

ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจจะลืมไปแล้วถึงผลกระทบต่อชาวแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เพราะสื่อเกือบทั้งหมดต่างรับเงินค่าโฆษณาจำนวนมหาศาลจากพ่อค้าพลังงาน สื่อจึงทำหน้าที่รายงานแต่สิ่งที่ไม่สำคัญ จนถึงขั้นบิดเบือน เช่น ?เก็บอากาศบริสุทธิ์ใส่ขวด? แต่ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยชั้นนำในเยอรมนีพบว่า โรงไฟฟ้าถ่านหิน 300 โรงทำให้คนยุโรปอายุสั้นลง 11 ปี (จากรายงาน Silent Killers : Why Europe must replace coal power with green energy ดาวน์โหลดได้ครับ)

นี่คือความจริงที่พ่อค้าพลังงานไม่อยากให้คนไทยได้รับทราบ

คำถามที่ตามมาก็คือ เรามีทางเลือกอื่นไหม? คำตอบคือมีครับ และเพื่อให้เกิดพลังใจในการอ่าน ผมขอเรียนสรุปในเบื้องต้นว่า ทั้งๆ ที่เยอรมนีมีแสงแดดน้อยกว่าไทย แต่ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแสงแดด (โซลาร์เซลล์) ในเยอรมนีในปี 2556 ถ้าสามารถนำมาป้อนให้คนไทยได้จะเพียงพอสำหรับ 17 จังหวัดภาคเหนือและ 14 จังหวัดภาคใต้รวมกัน

เรื่องที่ผมจะนำมาเล่าต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้ไม่ยาก เมื่อท่านอ่านจบแล้ว ผมเชื่อว่าท่านคงจะมีความเห็นคล้องกับผมว่า เป็นสิ่งที่สามารถปฏิรูปได้ง่ายกว่ากิจการน้ำมันที่พัวพันกับกลุ่มทุนระดับโลก โดยประชาชนมีส่วนในการผลักดันนโยบายและรับผลประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรมและทั่วถึง

ผมจะนำเสนอโดยลำดับเป็นข้อๆ ดังนี้

1. ในปี 2554 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้จ่ายค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเดือนละ 2.1 หมื่นบาท ซึ่งถือว่าเยอะพอที่จะต้องคิดแก้ปัญหา มูลนิธิฯ จึงได้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาอาคารซึ่งมี 4 ชั้น โดยเสร็จใช้งานได้ในเดือนตุลาคม 2554 โดยมีขนาด 11 กิโลวัตต์ ใช้พื้นที่ประมาณ 68 ตารางเมตร ในราคา 1.5 ล้านบาท เฉลี่ย 1.36 แสนบาทต่อกิโลวัตต์ (ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่แพงเมื่อเทียบกับราคาปัจจุบัน เพราะว่าราคาลดลงตลอด และมีระบบโครงสร้างที่รับแผงซึ่งผมเห็นว่าดีเกินไป)

2. จากการสอบถามเลขาธิการมูลนิธิ (คุณสารี อ๋องสมหวัง) ได้ความว่าระบบที่ติดตั้งจะทำให้ค่าไฟฟ้าที่มูลนิธิใช้ลดลง เพราะไฟฟ้าที่ผลิตเองได้จะถูกนำมาใช้ ถ้าไฟฟ้าที่ผลิตได้เองไม่พอใช้ กระแสไฟฟ้าจากระบบสายส่งของการไฟฟ้านครหลวงจะเข้ามาเสริม แต่ถ้าผลิตเองได้มากจนเหลือใช้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันหยุด) กระแสไฟฟ้าที่เหลือก็จะไหลเข้าสู่ระบบสายส่งของการไฟฟ้า แต่การไฟฟ้าไม่ยอมจ่ายค่าไฟฟ้าที่รับไป ทั้งๆ ที่มีมูลค่า ระบบที่ติดตั้งที่นี่ไม่มีแบตเตอรี่นะครับ

3. หลังจากติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แล้วค่าไฟฟ้าลดลงจากเดือนละ 21,125 บาทมาเหลือเฉลี่ยเดือนละ 13,030 บาท ทั้งๆ ที่ในระยะหลังมูลนิธิมีเจ้าหน้าที่มากขึ้นและมีห้องสตูดิโอเพิ่มขึ้นด้วย (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากกราฟ)

รูปภาพ


4. เนื่องจากระบบที่ติดตั้งไม่สามารถตรวจวัดได้ว่า ไฟฟ้าที่ผลิตได้เองมีกี่หน่วย และการใช้ไฟฟ้าในแต่ละเดือนก็ไม่คงที่ ประกอบกับข้อมูลบางส่วนก็ขาดหายไป ผมจึงใช้วิธีการประมาณการตามหลักวิชาคณิตศาสตร์

สรุปได้ว่า ในเดือนตุลาคม 2554 ระบบที่ติดตั้งนี้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจำนวน 2,394 หน่วย คิดเป็นเงิน 9,044 บาท (หน่วยละ 3.78 บาท)

จากข้อมูลดังกล่าว พบว่า โดยเฉลี่ยแผงโซลาร์เซลล์นี้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ กิโลวัตต์ละ 217 หน่วยต่อเดือน หรือวันละ 7 หน่วยต่อกำลังผลิต 1 กิโลวัตต์

ถ้าคิดเป็นต่อตารางเมตร พบว่าสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 1.14 หน่วย

โดยทฤษฎี ความเข้มของพลังงานแสงแดดในประเทศไทยสามารถให้พลังงานเฉลี่ย 5.04 หน่วยต่อตารางเมตร ดังนั้นระบบที่ติดตั้งของมูลนิธิฯ ประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 22% ซึ่งถือว่าสูง แต่อย่าลืมว่าเป็นการประเมินบนขีดจำกัดของข้อมูลดังที่กล่าวแล้ว

ภาพข้างล่างเป็นข้อมูลเสริมที่ผมใช้ในการบรรยายให้ชาวบ้านที่คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินฟังครับ อาจจะทำให้ท่านเข้าใจดีขึ้น

รูปภาพ


และเพื่อให้เห็นความวิริยะของชาวเยอรมัน ผมขอนำเสนออีกภาพครับ เป็นการติดตั้งบนอาคารของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง บนพื้นที่หลังคา 3,100 ตารางเมตร โดยเฉลี่ยแล้วสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณแค่ 0.49 หน่วยต่อตารางเมตรเท่านั้น น้อยกว่าเรามาก แต่เขาก็ทำ!

รูปภาพ


พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงมหาวิทยาลัยที่ผมเคยสอนครับ บางคณะมีพื้นที่หลังคากว่า 15 ไร่

ถ้าติดแผงโซลาร์เซลล์และคิดค่าไฟฟ้าหน่วยละ 6.16 บาท (ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ) ก็จะทำให้คณะนั้นจะมีรายได้ปีละ 30-35 ล้านบาท สบายๆ (หมายเหตุ ทั้งวิทยาเขตเสียค่าไฟฟ้าปีละประมาณ 170 ล้านบาท)

5. ที่กล่าวมาแล้วเป็นเรื่องจริงที่เกิดกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ทางมูลนิธิเคยสอบถามทางการไฟฟ้าว่า ทำไมไม่รับซื้อไฟฟ้าส่วนที่เหลือ คำคอบสั้นๆ แต่แสบ คือ ไม่มีนโยบาย

6. กระทรวงพลังงาน โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานมีโครงการส่งเสริมการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา โดยจะเดินไฟฟ้าเข้าระบบภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2556 จำนวน 200 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นอาคารที่อยู่อาศัยและอาคารธุรกิจอย่างละครึ่ง และแบ่งเป็นเขตนครหลวง (กฟน.) 40% และภูมิภาค 60% (หมายเหตุ แค่เกณฑ์นี้ก็เถียงกันได้แล้ว) โดยมีอัตรารับซื้อไฟฟ้าในกรณีบ้านอยู่อาศัย อาคารธุรกิจขนาดเล็ก อาคารธุรกิจกลาง-ใหญ่/โรงงาน หน่วยละ 6.96 , 6.55 และ 6.16 บาท ตามลำดับ

7. เป็นที่น่าแปลกใจมากว่า ทั้งๆ ที่กระทรวงพลังงานมีวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ว่าเพื่อ ?สร้างมูลค่าเพิ่มบนหลังคาบ้านและช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์? แต่กฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้กลับขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ กล่าวคือ ?(1) อาคารต้องไม่เป็นหน่วยงานของรัฐ (2) กรณีเป็นนิติบุคคลต้องมีวัตถุประสงค์ในการจดทะเบียนต้องเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า และ (3) ต้องไม่ติดแผงโซลาร์เซลล์มาก่อน?

ผมคิดว่ามันคือกฎเกณฑ์ที่ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เลย ดังนั้น กรณีของมูลนิธิฯ จึงต้องตกไปเพราะข้อ (2) และ (3)

8. จากเอกสารเดิม เขียนว่า ถ้าลงทุนติดตั้งขนาด 1 กิโลวัตต์ (7 ตารางเมตร) จะใช้เงินลงทุน 6 หมื่นบาท (กรณีมูลนิธิฯ 1 กิโลวัตต์ 1.36 แสนบาท) จะผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 1,300 หน่วย หรือวันละ 0.52 หน่วยต่อตารางเมตร (ประมาณครึ่งหนึ่งของมูลนิธิฯ) โดยมีระยะคืนทุน 6 ปี 7 เดือน

อย่าลืมนะครับว่า ราคาแผงโซลาร์เซลล์มีราคาลดลงทุกปี ในขณะที่ประสิทธิภาพกลับเพิ่มขึ้น ข้อมูลจากกลุ่มคนที่ศึกษาในกรณีของสหรัฐอเมริกาสรุปว่า ต้นทุนในสหรัฐอเมริกาลดลงเฉลี่ยปีละ 10% ในขณะเดียวกัน ต้นทุนในประเทศเยอรมนีก็มีประมาณครึ่งหนึ่งของในสหรัฐอเมริกา

เท่าที่ผมดูผ่านๆ ในเฟซบุ๊ก พบว่าราคาปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นบาทต่อกิโลวัตต์ และจะถูกกว่านี้อีกในอนาคตอันใกล้

ในเรื่องการคืนทุน กรรมการจากสภาอุตสาหกรรมท่านหนึ่งได้กล่าวนอกห้องประชุมแห่งหนึ่งว่า หากได้รับอนุญาตในประเทศไทยและอัตราการจ่ายในปัจจุบันจะสามารถคืนทุนได้ประมาณ 4 ปีเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ข่าวการจ่ายใต้โต๊ะจึงหนาหูมาก

ประเด็นสำคัญของการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์อยู่ที่ไหน? บทเรียนจากเยอรมนี

ในปี 1999 ดร.เฮอร์มันน์ เชียร์ (Hermann Scheer) อดีต ส.ส. ฝ่ายค้าน ได้เล่าให้ฟังว่า ตนได้ร่วมกับพรรคพวกเพียง 2-3 คนเท่านั้น สามารถผ่านกฎหมายที่มีชื่อว่า ?Law for the Priority of Renewable Energies (กฎหมายเพื่อให้พลังงานหมุนเวียนก่อน)?

วิธีการในกฎหมายนี้มีสาระสำคัญง่ายๆ 3 ข้อเท่านั้น หากขาดข้อใดข้อหนึ่งหรือเพี้ยนไปจากนี้แม้เพียงเล็กน้อยก็จะไม่บรรลุตามความมุ่งหมายของแนวคิด

ข้อที่ 1 ใครก็ตามที่สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ ให้สามารถป้อน (Feed In) กระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบสายส่งได้ก่อนและไม่จำกัดจำนวน

ข้อที่ 2 เป็นสัญญาระยะยาวประมาณ 20-25 ปี

ข้อที่ 3 ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น (บ้าง) ให้เป็นภาระของผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ

การไปจำกัดจำนวนของกระทรวงพลังงานไทยจึงเป็นการฝ่าฝืนหลักการสำคัญในข้อแรก ที่เหลือก็ไม่ต้องพูดกันให้เสียเวลา นอกจากนี้ยังมีระเบียบหยุมหยิมอีกเยอะมาก เช่นต้องมีวิศวกรเซ็นรับรองคำขอ เป็นต้น

สำหรับข้อ 3 ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ผมคำนวณคร่าวๆ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณเดือนละ 20-30 บาทต่อครอบครัวเท่านั้น (ขึ้นอยู่กับว่าจะผลิตเท่าใด) ซึ่งผมเชื่อว่าคนไทยคงจะยอมได้เพื่อแลกกับสุขภาพของผู้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ประเด็นสุดท้าย ผมขอนำเรื่องราวของกลุ่มเคลื่อนไหวในสหรัฐอเมริกามาเล่าครับ พร้อมข้อมูลสำคัญในแผ่นสไลด์สำหรับท่านที่สนใจเชิงลึก

รูปภาพ


สาระสำคัญของกลุ่มนี้ก็คือการทำพลังงานให้เป็นประชาธิปไตย ด้วยการกระจายโรงไฟฟ้ามาอยู่บนหลังคาบ้านของตนเองซึ่งก็เป็นกลไกของธรรมชาติอยู่แล้ว พวกเขาเสนอทีเล่นทีจริงว่าจะตั้งพรรคการเมือง โดยเสนอนโยบายว่า จะส่งเสริมให้บ้านทุกหลังต้องผลิตไฟฟ้าให้ได้ 3 กิโลวัตต์ (ดังรูป) ในหนึ่งบ้านมีสิทธิ์ออกเสียงได้ 2 คน ดังนั้น ถ้ามีสมาชิก 100 ล้านหลัง พวกเขาก็จะชนะการเลือกตั้งอย่างแน่นอน

หัวใจสำคัญของประชาธิปไตยคือการกระจายอำนาจโดยการใช้ประโยชน์จากพระอาทิตย์ แต่สิทธิดังกล่าวได้ถูกพ่อค้าพลังงานและนักการเมืองบางกลุ่มละเมิด ด้วยกระบวนการที่ว่า ?หนึ่งล้างสมองสองปล้น? ตามชื่อหนังสือเล่มใหม่ของผมครับ หากท่านสนใจกรุณาค้นหารายละเอียดได้จากบทความครั้งก่อนครับ

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย 3111 » 27 พ.ค. 2014, 12:47

เพจพลังงานเตือน คสช.อย่าประชานิยมไฟฟ้า-น้ำมัน ยกจำนำข้าวสอนใจ
แนวหน้าออนไลน์ วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2557, 11.18 น.

27 พ.ค.57 เฟซบุ๊ค ความไม่รู้ พลังงานไทย แสดงความคิดเห็นถึงการหารือร่วมกันระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กับหอการค้าและภาคธุรกิจ เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งทาง คสช.ท้วงติงในเรื่องของราคาค่าไฟฟ้า และ ราคาน้ำมันที่ระบุว่าสูงเกินไป ว่า ทางรอดของประเทศไทยนั้น ไม่อาจจะใช้นโยบายประชานิยมด้านพลังงาน ที่แม้จะดูได้ประโยชน์ แต่ก็เพียงระยะสั้นๆ แต่จะเป็นการสร้างภาระต่อประเทศในระยะยาว โดยแนะนำ ว่า ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด รัฐบาลควรส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้น รวมทั้งใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า

เพจความไม่รู้พลังงานไทย ยังทิ้งท้ายไว้ว่า คสช.ไม่ควรเสี่ยงที่จะเลือกนโยบายประชานิยมทางด้านพลังงาน เพราะมีบทเรียนจาก นโยบายรับจำนำข้าว ที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศหลายแสนล้านบาท อยู่ในขณะนี้

เฟซบุ๊ค ความไม่รู้พลังงานไทย โพสต์ข้อความไว้ดังนี้

การประชุมหารือร่วมกันระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)กับหอการค้าและภาคธุรกิจ เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่เกี่ยวกับประเด็นพลังงาน คือการดูแลเรื่องของราคาค่าไฟฟ้า และราคาน้ำมัน ซึ่งน่าจะเป็นข้อกังวลร่วมกันถึงต้นทุนราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงจะมีแนวโน้มสูงขึ้น

หากรอดของประเทศ ไม่อาจจะใช้นโยบายประชานิยมด้านพลังงานที่จะได้ประโยชน์ในระยะสั้นๆ แต่จะเป็นการสร้างภาระต่อประเทศในระยะยาว

เรื่องของราคาค่าไฟฟ้า หากต้องการที่จะเห็นค่าไฟฟ้าที่จะลดลงได้บ้าง ก็ด้วยการส่งเสริมให้มีโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้น แทนโรงไฟฟ้าที่ใช้แอลเอ็นจีนำเข้า เพราะเมื่อเปรียบเทียบราคาของโรงไฟฟ้าเกคโค่ ที่ใช้ถ่านหินนำเข้า อยู่ที่ 2.90บาทต่อหน่วย ในขณะที่ โรงไฟฟ้าแก่งคอย ซึ่งใช้แอลเอ็นจีนำเข้า มีราคาค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 4.56 บาท (ข้อมูลจากกฟผ.)

ในส่วนของราคาน้ำมัน ซึ่งค่อนข้างที่จะมีราคาแพงโดยเฉพาะเบนซิน เนื่องจากมีการบวกภาษีสรรพสามิตและการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันในอัตราที่สูง สิ่งที่จะทำได้ ก็คือ การปรับลดการจัดเก็บลง แต่ไปเรียกเก็บเพิ่มในส่วนของดีเซล เป็นการชดเชย ผลก็คือราคาเบนซินและแก๊สโซฮอล์จะถูกลง แต่น้ำมันดีเซลจะปรับราคาขึ้นเล็กน้อย ในขณะเดียวกัน ก็จะต้องปรับขึ้นราคาแอลพีจี เพื่อลดภาระการชดเชยของกองทุนน้ำมันลง

นอกจากนี้รัฐยังจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้นรวมทั้งเพิ่มมาตรการอนุรักษ์และประหยัดพลังงาน เนื่องจาก ไทยเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงาน เนื่องจากผลิตไม่พอกับความต้องการใช้

**ก็เห็นอยู่แล้วว่านโยบายรับจำนำข้าวได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศหลายแสนล้านบาท คสช.จึงไม่ควรเสียงที่จะเลือกนโยบายประชานิยมทางด้านพลังงาน ที่เห็นชัดว่าจะเป็นภาระที่หนักหนา ไม่แพ้กัน


[*** เรื่องที่โพ๊สมาเกือบทั้งหมดผมเห็นด้วย เว้นเรื่องเดียวคือ การตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งมีผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์มาก การผลิตพลังงานทางเลือกยังมีอีกหลายวิธี ตามบทความจากผู้รู้ที่ผมนำมาเสนอในข้างต้นแล้วครับ >>> 3111 ***] ??

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: ปัญหาพลังงานของไทย

โพสต์โดย 3111 » 07 มิ.ย. 2014, 10:17

วัดใจ คสช. ยกเลิกขึ้นค่าก๊าซ เร่งแยกท่อฯ - รื้อสูตรราคาน้ำมัน
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 7 มิถุนายน 2557 06:43 น.


ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ -ชายชาติทหารที่ออกหน้าอาสามาแก้วิกฤติชาติ เกือบเสียรังวัดเป็นกิ้งกือหกคะเมนตั้งแต่ไก่โห่ เพราะดันไปเจอเล่ห์เหลี่ยมสอดใส้ลักไก่ของกระทรวงพลังงานที่ใส่พานถวายให้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ.ในฐานะรองประธานคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ คสช. พิจารณาอนุมัติในหลายเรื่อง ทั้งขอปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี แถมด้วยแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (พีดีพี) ฉบับใหม่ที่ยังไม่ได้ผ่านประชาพิจารณ์ การขอกู้เงินมาโปะกองทุนน้ำมัน รวมถึงขอไฟเขียวเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ด้วยหวังว่าช่องทางลัดจากอำนาจเต็มของครส.จะช่วยให้อะไรๆ ที่ติดขัดค้างคาอยู่ง่ายขึ้น

แต่ที่ไหนได้ ทันทีที่พล.อ.อ.ประจิน ไฟเขียวให้ปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีภาคครัวเรือนอีก 50 สต./กก.ในวันที่ 1 มิ.ย. 2557 ตามนโยบายเดิมของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยให้เหตุผลว่าเป็นไปตามกลไกตลาดเสรี ส่งผลให้ราคาแอลพีจีครัวเรือนขยับราคาไปอยู่ที่ 23.13 บาท/กก. สูงกว่าแอลพีจีภาคขนส่งซึ่งอยู่ที่ 21.38 บาท/กก. เสียงสวดคสช.จากประชาชนดังขึ้นเซ็งแซ่ ตั้งคำถามกันทั้งเมือง แชร์กันว่อนโซเชียลเน็ตเวิร์ค ไหนว่าคสช.จะคืนความสุขใหhประชาชน นี่มันทุกข์ซ้ำกรรมซัดชัดๆ เพราะที่ผ่านมาประชาชนก็ค้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่าปรับราคาก๊าซหุงต้มภาคครัวเรือนซ้ำเติมประชาชนเลย แต่เธอก็ไม่ฟัง ถ้าคสช.ยังจะทำตามโดยไม่เปลี่ยนแปลงแล้วจะต่างกันตรงไหน มิหนำซ้ำ พล.อ.อ.ประจิน ยังเจอเน้นๆ อีกดอกด้วยการแชร์สถานะว่า ท่านเป็นหนึ่งในบอร์ดของบริษัทปตท. จำกัด (มหาชน) อีกด้วย

เจอกระแสสังคมไม่ตอบรับ คสช.จึงกลับลำด้วยการตรึงราคาก๊าซแอลพีจีภาคครัวเรือนไว้เช่นเดิม โดยให้ชะลอการปรับขึ้นราคาเอาไว้ก่อนที่ราคา ณ วันที่ 31 พ.ค. 2557 คือ 22.63 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาก๊าซแอลพีจีนั้นตามกำหนดการเดิมจะมีการปรับขึ้นเดือนละ 0.50 บาทต่อกิโลกรัม ไปจนถึงเดือนก.ย.2557

?อยากยืนยันแนวทางที่ หัวหน้า คสช. (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ได้มอบหมายไว้ 3 ประเด็น คือ การตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร และราคาก๊าซแอลพีจีในครัวเรือนไว้ที่ราคาปัจจุบัน และหากมีการพิจารณาปรับโครงสร้างของราคาก๊าซเมื่อไร เราจะรีบปรับให้เกิดความเป็นธรรมในทันที ?? ได้ฝากให้ปลัดกระทรวงพลังงานและทางปตท. ได้เร่งดำเนินการไปแล้วเมื่อช่วงบ่าย (1 มิ.ย.) เราพยายามทำงานเต็มที่ แต่บางเรื่องต้องยอมรับว่าเราได้ข้อมูลช้าไปนิด ดังนั้นการที่ทำให้ประชาชนบรรเทาความเดือดร้อน อะไรที่เราทำได้ก็จะทำทันที? หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ คสช. กล่าวในวันประชุมร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการ กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2557

ส่วนการปรับโครงสร้างราคาพลังงานในภาพรวมทั้งหมด รวมทั้งเรื่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และนโยบายการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 ที่กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านพลังงานเสนอขึ้นมานั้น หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ คสช. ยอมรับว่า แต่ละเรื่องมีความซับซ้อนต้องใช้เวลาพิจารณาพอสมควรแต่จะพยายามสรุปให้ได้ภายใน 2 สัปดาห์นี้และจะเสนอไปยังหัวหน้า คสช. เพื่อพิจารณาต่อไป ซึ่งนโยบายด้านพลังงานคสช.จะยึดหลัก 4 ข้อ คือ ให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด, ทำให้เกิดความเป็นธรรม, บริหารจัดการให้เป็นไปตามกลไกตลาด และแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับพลังงานโดยเร็ว

อาการเสียรังวัดเล็กๆ ของท่านพล.อ.อ.ประจิน ทำให้กลุ่มที่เคลื่อนไหวด้านพลังงานรีบออกมานำเสนอและผลักดันให้คสช.รับฟังความเห็นและเปิดรับข้อมูลจากทุกภาคส่วน โดยกลุ่มก้อนที่สำคัญและมีบทบาทในเวลานี้มีอยู่ 2 กลุ่ม 2 ขั้ว หนึ่งคือ กลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน นำโดย นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีตรมว.กระทรวงพลังงาน ซึ่งมีภาพเป็นตัวแทนกลุ่มทุนพลังงาน นักธุรกิจการเมือง และข้าราชการ กับกลุ่มจับตาการปฏิรูปพลังงานไทย (จปพ.) นำโดยนางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีตส.ว.กรุงเทพฯ อดีตประธานคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมภิบาล ซึ่งมีภาพเป็นตัวแทนของภาคประชาชน

กลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืนนั้น อวยพล.อ.อ.ประจิน ก่อนวกเข้าสู่จุดประสงค์หลักที่ผลักดันกันมานาน คือ การปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบอย่างจริงจังเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงหรือพูดง่ายๆ ก็คือ อยากจะให้ปรับราคาพลังงานอิงราคาตลาดโลกนั่นเอง อย่าได้คิดว่าปู่ย่าตายายปลูกมะม่วงไว้ในสวนแล้วลูกหลานจะได้กินมะม่วงฟรีหรือซื้อหาถูกกว่าราคาตลาด

นายปิยสวัสดิ์ ร่ายยาวว่า กรณี คสช. ให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกินลิตรละ 30 บาท และสั่งลดราคาก๊าซแอลพีจีสำหรับภาคครัวเรือนลง 50 สตางค์/กก. มาอยู่ที่ 22.63 บาท/กก. อิงราคาเดือน พ.ค. 57 ว่าเป็นโอกาสดีที่ คสช.จะปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบอย่างจริงจัง ทั้งน้ำมัน ก๊าซแอลพีจี และอื่นๆ โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแล ซึ่งทางกลุ่มปฏิรูปพลังงานฯ เห็นว่าโครงสร้างราคาพลังงานในปัจจุบันมีการบิดเบือน อาทิ เบนซิน 95 ควรปรับลดราคาลงมา และจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบไม่อาจทำเสร็จได้ภายใน 1-2 เดือน แต่อย่างน้อยให้มีแนวทางที่ชัดเจนเพื่อประโยชน์ประเทศชาติในระยะยาว ซึ่งการปรับโครงสร้างราคาพลังงานต้องใช้เวลาและจังหวะที่เหมาะสมด้วย ในยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ยังใช้เวลา 2-3 ปีในการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน

?ในส่วนของแอลพีจีจะปรับราคาเป็นเท่าไหร่นั้นคงต้องมาศึกษาทั้งระบบ เพราะที่ผ่านมากำหนดราคาหน้าโรงแยกก๊าซฯ 333 เหรียญสหรัฐ/ตัน ใช้มาตั้งแต่ปี 2550 ในขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบหรือราคาก๊าซธรรมชาติปรับมาแล้ว 40% ขณะที่ราคาแอลพีจีตลาดโลก 816 เหรียญสหรัฐ/ตัน ดังนั้นราคาแอลพีจีต้องดูให้เหมาะสมเกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย เช่นเดียวกับดีเซลที่มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้อยมากจากเดิมที่เคยจัดเก็บ 5.30 บาท/ลิตร จึงไม่เป็นธรรมต่อผู้ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ที่มีการเสียภาษีมากกว่า?

นายปิยสวัสดิ์กล่าวถึงแนวทางการปฏิรูปพลังงานทดแทนว่า นอกจากจะยุบคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่อง รง.4 แล้ว คสช.ควรกำหนดให้โรงไฟฟ้าอยู่ในโรงงานจำพวกที่ 1 ไม่ต้องขอ รง.4 ให้ขอใบอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานเท่านั้น และการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟทอป) ไม่ควรจัดอยู่ในกลุ่มโรงงาน โดยให้มีการแก้นิยาม พ.ร.บ.โรงงาน เพื่อไม่ให้มีนักการเมืองเข้ามาหาผลประโยชน์ในเรื่องนี้ และโครงการโซลาร์รูฟท็อปมีการติดตั้งเพิ่มขึ้น รวมทั้งสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ประชาชนที่ติดตั้งแผงโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น ก็จะลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า

ส่วนข้อเสนอปรับเปลี่ยนคณะกรรมการบริษัทฯ หรือรัฐวิสากิจที่รัฐถือหุ้นอยู่ ทางกลุ่มปฏิรูปพลังงานฯ มีข้อเสนอชัดเจนว่า การแต่งตั้งบุคคลเข้าเป็นกรรมการในบริษัทมหาชน และรัฐวิสาหกิจ โดยอยากให้บังคับใช้ในทุกรัฐวิสาหกิจที่รัฐถือหุ้นใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะพลังงานเท่านั้น โดยคำนึงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

กล่าวคือ บุคคลที่มีหน้าที่กำหนดนโยบาย กำกับดูแล ไม่ควรเป็นกรรมการในบริษัทมหาชนที่เกี่ยวข้อง รัฐควรแยกการกำหนดนโยบายออกจากการกำกับดูแล การตั้งคนเข้าเป็นกรรมการต้องมีความโปร่งใส อิงมาตรฐานสากล ซึ่งรัฐบาลที่แล้วตั้งคนใกล้ชิดเข้าไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ จึงเป็นโอกาสดีที่จะปรับเปลี่ยนคนใหม่ เช่น อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน มีหน้าที่ให้ใบอนุญาตปั๊มน้ำมัน คลังน้ำมัน ไม่ควรเป็นกรรมการใน บมจ.ปตท., อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ที่ให้ใบอนุญาตสัมปทานปิโตรเลียม ไม่ควรเป็นกรรมการใน บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม และปลัดกระทรวงพลังงาน ไม่ควรเป็นกรรมการ บมจ.ปตท. เป็นต้น และควรใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับกระทรวงอื่นๆ ด้วย เช่น ปลัดกระทรวงคมนาคม ไม่ควรเป็นกรรมการใน บมจ.การบินไทย เป็นต้น

ด้านนายมนูญ ศิริวรรณ หนึ่งในกลุ่มปฏิรูปพลังงาน กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐสูญเสียรายได้จากการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาท/ลิตร ปีละ 1 แสนล้านบาท รวมทั้งสิ้น 3 แสนล้านบาท และการอุดหนุนราคาแอลพีจีนำเข้าทำให้ต้องเสียเงินกองทุนน้ำมันเพื่ออุดหนุนส่วนต่างราคาไปแล้ว 2 แสนล้านบาท

น่าสังเกตว่า คราวนี้นายปิยสวัสดิ์ ไม่พูดถึงเรื่องการแยกท่อก๊าซธรรมชาติออกจาก บมจ. ปตท. มาจัดตั้งเป็นบริษัทของรัฐ และให้บุคคลที่สามมีส่วนเข้าใช้จากปัจจุบันท่อส่งก๊าซฯ ผูกขาดโดยบมจ.ปตท. แต่เพียงผู้เดียว ทั้งที่เรื่องดังกล่าวนี้นายปิยสวัสดิ์ เคยเป็นหัวหอกสำคัญในการผลักดันให้การแยกท่อก๊าซฯ ออกมาจาก ปตท. ก่อนที่จะมีการแปรรูป ปตท. ด้วยซ้ำ แต่เมื่อรัฐบาลทักษิณ 1 เข้ามาบริหารประเทศและจัดตั้งกระทรวงพลังงาน แผนการแยกท่อก๊าซฯ ถูกล้มเลิกไปด้วยเหตุผลว่า ท่อก๊าซฯ เป็นธุรกิจผูกขาดที่ทำให้บมจ.ปตท. สามารถทำกำไรจากการผูกขาดธุรกิจก๊าซฯครบวงจรเอาไว้ในมือแต่เพียงผู้เดียว และกำไรนั้นถูกผ่องถ่ายออกไปสู่ผู้ถือหุ้นที่มีนักการเมืองและนอมินีรวมอยู่ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในข้อเสนอปฏิรูปพลังงานของกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน ระบุไว้ในข้อเสนอ ข้อ 2. ว่า ?ให้กิจการที่มีการแข่งขันของรัฐวิสาหกิจเข้ามาอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า และให้ บมจ.ปตท.ขายหุ้นทั้งหมดในโรงกลั่นบางจากและโรงกลั่น SPRC ส่วนกิจการท่อก๊าซธรรมชาติ ให้แยกออกจาก บมจ.ปตท.เพื่อความโปร่งใสและง่ายแก่การกำกับดูแล และเปิดให้มีการให้บริการใช้ท่อก๊าซธรรมชาติแก่บุคคลที่สามเพื่อให้ผู้ใช้มีทางเลือก? ก็ต้องติดตามต่อไปว่า กลุ่มนี้จะผลักดันการแยกท่อก๊าซฯ จริงจังหรือไม่ หรือแค่สร้างภาพปฏิลวงหลอกสังคมเล่นเท่านั้น ส่วนข้อเสนออื่นๆ เช่น การปรับเปลี่ยนบอร์ด, การปฏิรูปพลังงานทดแทน หากมองอย่างใจเป็นธรรมก็เห็นว่า เป็นข้อเสนอที่จะสร้างคณูปการให้แก่วงการพลังงานไม่น้อย

สำหรับอีกกลุ่มที่เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2557 ก็คือ กลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงาน ที่ยื่นข้อเสนอเร่งด่วนต่อ คสช. 4 ข้อ ประกอบด้วย

1. ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการเสนอข้อมูลและแสดงความคิดเห็นในการปกป้องผลประโยชน์ของตนเองโดยเท่าเทียมกันกับภาครัฐและภาคธุรกิจ ตัวอย่างเช่น ประเด็นการแยกโครงข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติมาตั้งเป็นบริษัทใหม่และแปรรูปเป็นเอกชนในตลาดหลักทรัพย์ การขายหุ้นปตท. เป็นต้น

2. ให้ยกเลิกการขึ้นราคาก๊าซหุงต้มหรือก๊าซแอลพีจีกับประชาชน โดยให้ดำเนินการ ดังนี้

2.1ให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2551 ที่ให้มีการจัดสรรก๊าซแอลพีจีที่ผลิตได้ในประเทศให้ภาคปิโตรเคมีใช้เป็นลำดับแรกร่วมกับภาคครัวเรือนออกไปเสียก่อน เนื่องจากก๊าซแอลพีจีที่ผลิตได้ในประเทศถูกภาคปิโตรเคมีใช้มากเป็นอันดับหนึ่ง จนไม่พอเพียงต่อการใช้ของภาคส่วนและต้องมีการนำเข้า โดยภาระการนำเข้าเป็นของประชาชนทั้งหมด

2.2ให้มีมติในการจัดสรรก๊าซแอลพีจีขึ้นใหม่ โดยให้ก๊าซแอลพีจีที่ผลิตได้จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยอันเป็นทรัพยากรธรรมชาติของคนไทยทุกคน ต้องจัดสรรให้ประชาชนใช้ก่อนโดยเฉพาะภาคครัวเรือน ด้วยราคาตามต้นทุนที่แท้จริงบวกกำไรที่เหมาะสมเป็นธรรมต่อผู้ใช้และผู้ผลิต มิใช่อิงราคาตลาดโลก เมื่อเหลือจึงให้ภาคอื่นใช้ หากไม่พอให้ภาคอุตสาหกรรมทุกประเภทเป็นผู้รับภาระการนำเข้าเอง โดยให้โรงแยกก๊าซธรรมชาติต้องเผยแพร่รายงานต้นทุนการประกอบการที่แท้จริง

2.3ให้ลดราคาก๊าซแอลพีจีของภาคครัวเรือนให้กลับไปเท่ากับราคาก๊าซแอลพีจีของภาคขนส่งที่ 21.38 บาท/กก. เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้ข้ามประเภทระหว่าง 2 กลุ่มนี้ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีมาตรการที่เข้มงวดในการลักลอบใช้ก๊าซแอลพีจีของภาคอุตสาหกรรมมิให้มีการใช้ผิดประเภท และการลักลอบส่งขายต่างประเทศ

3. ให้ยกเลิกโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูปที่อิงราคาสมมติว่านำเข้าจากสิงคโปร์ โดยให้ยกเลิกการเก็บค่าพรีเมียม เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าความสูญเสียระหว่างการขนส่ง จากประเทศสิงคโปร์มายังโรงกลั่นในประเทศไทยซึ่งไม่มีจริง และให้รัฐบาลกำหนดราคาจำหน่ายเชื้อเพลิงสำเร็จรูปตามราคาส่งออกจากไทยซึ่งกำหนดโดยกลไกตลาดโลก และให้บริษัทน้ำมันเผยแพร่รายงานต้นทุนที่แท้จริงของโรงกลั่น

4. ให้ปรับปรุงโครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติให้มีตัวแทนของภาคประชาชนในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยตรงต่อการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาพลังงานของประเทศไทย

น.ส.รสนา กล่าวว่า อยากให้การปฏิรูปพลังงานเกิดจากการพูดคุยด้วยข้อมูลที่อยู่บนหลักการของความถูกต้องไม่ใช่เป็นไปในแนวทางของประชานิยมที่พลังงานมีราคาถูกเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงการไม่ผูกขาดด้วย

"หาก คสช.ต้องการคืนความสุขให้ประชาชนต้องเร่งดูแลเรื่องปากท้องของประชาชน โดยให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เราไม่ได้บอกว่าให้ผู้ทำธุรกิจไม่มีกำไร แต่การได้กำไรต้องอยู่บนพื้นฐานที่เหมาะสมไม่ใช่ผลักภาระของภาคธุรกิจทั้งหมดมาให้ประชาชน" น.ส.รสนา กล่าว

ในการยื่นหนังสือต่อคสช.ตามประเด็นดังกล่าวข้างต้น น.ส.รสนา ยังเน้นย้ำว่า ขอให้คสช.ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ให้มีการจัดสรรก๊าซแอลพีจีที่ผลิตได้ในประเทศให้ภาคปิโตรเคมีใช้เป็นลำดับแรกร่วมกับภาคครัวเรือนออกไปเสียก่อน เนื่องจากก๊าซแอลพีจีที่ได้ผลิตในประเทศถูกภาคปิโตรเคมีใช้มากเป็นอันดับหนึ่งจนไม่เพียงพอต่อการใช้ของภาคส่วนอื่น และต้องมีการนำเข้าโดยภาระการนำเข้าเป็นของประชาชนทั้งหมด

ส่วนเรื่องสัมปทานปิโตรเลียม ที่กลุ่มจับตาการปฏิรูปพลังงาน ยังไม่ผลักดันเป็นเรื่องเร่งด่วนเสนอ คสช.นั้น นายคำนูณ สิทธิสมาน อดีตส.ว. สรรหา ได้กระทุ้งโดยโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ที่ผ่านมา ภายใต้หัวข้อ ?2 ด้านของเหรียญที่ต้องอยู่คู่กัน? ใจความว่า ?การลงทุนภาครัฐโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานกับการปฏิรูปพลังงาน คิดให้ดีแล้วเป็น 2 ด้านของเหรียญที่ต้องอยู่คู่กัน การลงทุนต้องใช้เงินมหาศาลในขณะที่สถานการณ์ไม่เอื้อต่อการเก็บภาษีเพิ่มแต่จะใช้เงินกู้ก็มีกรอบวินัยการเงินการคลังกำหนดเพดานไว้ ในขณะที่การปฏิรูปพลังงานตั้งแต่ต้นทางคือเปลี่ยนระบบการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมในบ้านเราจากระบบสัมปทานเป็นระบบแบ่งปันผลกำไร จะทำให้ประเทศมีรายได้มากขึ้นพอมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยยังไม่ต้องเก็บภาษีเพิ่มและไม่ต้องพึ่งเงินกู้อย่างเดียว

สมมติว่าได้ส่วนแบ่งเพิ่มมากขึ้นแค่ปีละ 1 แสนล้านบาท ก็พอทำอะไรได้ไม่น้อยแล้ว นี่ยังไม่ต้องพูดถึงผลที่ตามมาอีกว่าประชาชนในประเทศมีโอกาสบริโภคพลังงานในราคาที่เป็นธรรมด้วย

ระบบสัมปทานปิโตรเลียมในประเทศไทยที่มีมาตั้งแต่ปี 2514 โดยใช้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ให้น้ำมันดิบที่ขุดขึ้นมาได้มีโอกาสใช้ในประเทศเลย เพราะบัญญัติไว้ในมาตรา 64(2) ว่า

?ให้ผู้รับสัมปทานได้รับหลักประกันว่า...รัฐจะไม่จำกัดการส่งปิโตรเลียมออกนอกราชอาณาจักร...?

43 ปีผ่านไป หลักการนี้ยังไม่เคยเปลี่ยน โดยเฉพาะกับผู้รับสัมปทานรุ่นแรกตามระบบ ?THAILAND 1? ที่จะยังมีอายุสัมปทานเหลืออยู่ (บวกต่ออายุ) ถึงปี 2566

นอกจากให้สิทธิผู้รับสัมปทานส่งออกน้ำมันดิบที่ขุดขึ้นมาได้โดยไม่จำกัดแล้ว พ.ร.บ.ปิโตรเลียมยังระบุไว้ในมาตรา 57 (1) และ (2) ว่าหากจะขายน้ำมันดิบภายในราชอาณาจักรก็ให้ขายในราคาตลาดโลก ดังนี้

?ในกรณีที่ยังไม่มีผู้รับสัมปทานส่งน้ำมันดิบที่ผลิตได้ออกนอกราชอาณาจักรเป็นประจำ ให้ขายไม่เกินราคาน้ำมันดิบที่สั่งซื้อจากต่างประเทศส่งถึงโรงกลั่นน้ำมันภายในราชอาณาจักร? - มาตรา 57(1)

?ในกรณีที่มีผู้รับสัมปทานส่งน้ำมันดิบที่ผลิตได้ออกนอกราชอาณาจักรเป็นประจำ ให้ขายไม่เกินราคาเฉลี่ยที่ได้รับจริงสำหรับน้ำมันดิบที่ผู้รับสัมปทานทุกรายส่งออกนอกราชอาณาจักรในเดือนปฏิทินที่แล้วมา...? - มาตรา 57(2)

กฎหมายเขียนเพื่อประโยชน์ผู้รับสัมปทานเพื่อการส่งออกจริงๆ เพราะจะมีกรณีเดียวที่การขายในราชอาณาจักรจะถูกลง ก็ต่อเมื่อเกิดเงื่อนไขตามมาตรา 57(3) คือน้ำมันดิบที่ผลิตได้ในประเทศมีปริมาณ 10 เท่าขึ้นไปของความต้องการใช้ในราชอาณาจักรเท่านั้น

ก่อนจะเปิดสัมปทานรอบที่ 21 หลักการนี้จึงควรได้รับการทบทวน? นายคำนูณ ระบุ

กระแสปฏิรูปพลังงานร้อนแรงขึ้นและกลายเป็นข้อเรียกร้องหลักของประชาชนทุกหมู่เหล่าที่เดือดร้อนกันถ้วนหน้า ต้องวัดใจคสช.ว่าจะกล้าปฏิรูปพลังงานทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ และมาตรการเร่งด่วนเฉพาะหน้านี้จะหาญกล้ารื้อโครงสร้างราคาพลังงานทั้งก๊าซฯ น้ำมัน ที่ไม่เป็นธรรมและแพงเกินเหตุหรือไม่ ปวงประชาหน้าแห้งโปรดรอคอยและติดตามอย่างมีความหวัง


หมายเหตุ : ยาวไปนิด เพราะผมไม่อยากตัดทอนสาระสำคัญต่างๆออกไป ท่านใดอ่านผ่านๆ ขอความกรุณาให้กลับไปอ่านทวนใหม่ จักเป็นพระคุณยิ่งครับ


ผู้ใช้งานขณะนี้

สมาชิกกำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และบุคลทั่วไป 1