นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

จิตวิทยา ศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนธรรม

Moderator: สมาชิกหนุ่ม11

kittipanh
Moderater
Moderater
โพสต์: 342
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00

นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

โพสต์โดย kittipanh » 16 พ.ย. 2009, 09:15

การนำเสนอของผมในเรื่อง " นครปัตตานี " นี้มิได้มุ่งหวังจะก่อให้เกิดความขัดแย้งอันใดกับผู้ใด แต่ผมจะขอเล่าเรื่องในเชิงวิชาการและตามปทัสถานของผมเอง ผู้ใดจะนำไปกล่าวอ้างเพื่อใช้ประโยชน์ประการใด ผมไม่รับรู้และรับทราบด้วย ส่วนจะถูกจริงแท้แน่นอนหรือผิดพลาดประการใด เวลาจะเป็นเครื่องตัดสิน และในต้นของเรื่องราวที่ผมจะร้อยเรียงให้เพื่อนๆได้ศึกษากันนี้ ผมขออนุญาตคัดลอกมาจากเว็บไซด์หนึ่ง ซึ่งได้ศึกษาดูแล้วน่าจะมีความเป็นวิชาการดีทีเดียวครับ ลองอ่านดูนะครับ ผมจะพยายามให้เรื่องราวนี้ชัดเจนทั้งเชิงประเด็นและเนื้อหา การนำเสนอของผมนี้จะค่อยเป็นค่อยไป บางครั้งจะสอดแทรกความเป็นจริงเชิงเนื้อหาและเชิงประเด็นที่สามารถเปิดเผยได้เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีต่อสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ท่ามกลางความวุ่นวายสับสนและความมืดดำทางจิตวิญญาณของมนุษยโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ยังมีทางออกที่สวยงามตามหลักสหศาสนธรรมเสมอสำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้ .....

..........................................................................................................


คติชาติพันธุ์นิยม : ประวัติศาสตร์ปัตตานีดารุสสลาม


คำว่า ?ปัตตานี ดารุสสลาม? (????? ? ????????) ซึ่งมีความหมายว่า ? ปัตตานี นครรัฐแห่งสันติภาพ ? ได้ถูกเรียกขานภายหลังการเข้ารับอิสลามของสุลต่าน อิสมาอีล ชาห์ ซิลลุลลอฮฺ ฟิลอาลัม (เดิมคือ พญา ตู นักปา อินทิรา มหาวังสา) ในราวปีค.ศ.1457 (Cheman 1990 p.34) โดยมีชีค ซาอีด ซึ่งเป็นผู้นำศาสนาอิสลามเข้าสู่ราชสำนักของปัตตานีเป็นผู้ตั้งชื่อ (อารีฟีน บินจิและคณะ ; ?ประวัติศาสตร์และการเมืองในโลกมลายู? (2550) หน้า 63) ในชั้นหลังมีการเรียกดินแดนปัตตานีว่า ?ปัตตานี ดารุ้ลมะอาริฟ? หมายถึง ?ปัตตานี นครรัฐแห่งสรรพวิทยา? อีกเช่นกัน

ประวัติศาสตร์ ? ปัตตานี ดารุสสลาม ? ถือเป็นบทเรียนอันทรงคุณค่าสำหรับชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูเป็นการเฉพาะและถือเป็นส่วนหนึ่งจากประวัติศาสตร์ของชาติสำหรับพลเมืองของประเทศโดยรวม ในช่วงหลังๆมานี้มีการรวบรวมและวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ของ ปัตตานี ดารุสสลามกันอย่างคึกคักโดยเฉพาะในแวดวงนักวิชาการผู้สันทัดกรณีและผู้เกี่ยวข้องกับปัญหาสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในบทความนี้จะมุ่งวิเคราะห์และตั้งข้อสังเกตต่อข้อเท็จจริงของประวัติศาสตร์ปัตตานี ดารุสสลามในเชิงรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์อิสลามเป็นหลัก

เนื่องจากมีการนำเอาเหตุการณ์ในอดีตซึ่งโดยมากจะเกี่ยวพันกับสงครามประเพณีระหว่างสยาม-ปัตตานีมาอ้างเพื่อปลุกระดมผู้คนในท้องที่ให้เกิดความรู้สึกร่วมในการฟื้นฟูปัตตานีดารุสสลามในฐานะรัฐเอกราชที่เคยรุ่งเรืองและเป็นเกียรติภูมิสำหรับชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูและตอกย้ำความทารุณโหดร้ายที่ชาวมุสลิมมลายูได้รับจากสยามในฐานะผู้รุกรานและผู้ทำลายนครรัฐที่รุ่งเรืองและยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในคาบสมุทรมลายู มัสยิดปินตูกืรบัง (กรือแซะ) พระราชวังอิสตานะฮฺนีลัม และบ้านเรือนของราษฎรถูกเผาทำลาย ลูกหลานสุลต่าน วงศานุวงศ์ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่และประชาชนหลายพันคนถูกกวาดต้อนเป็นเชลย (อ้างแล้ว หน้า 150)

สงครามและความพ่ายแพ้ที่ชาวมลายูปัตตานีประสบได้สร้างความรู้สึกเจ็บปวด เคียดแค้นและชิงชังสยามตราบจนทุกวันนี้ การปลุกความรู้สึก (สมางัต) โดยอ้างเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์และความเจ็บปวดที่บรรพบุรุษของชาวมลายูปัตตานีได้รับจึงสอดรับกับคติชาติพันธุ์นิยมอย่างลงตัวและมีผลทำให้ความคิด ความเชื่อ และความเข้าใจของผู้ที่ถูกปลุกระดมมีความซับซ้อนและฝังลึกมากยิ่งขึ้น ทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องนี้จึงมิใช่สิ่งที่ผู้คนรับรู้กันโดยผิวเผิน หากแต่เป็นมายาคติที่ถูกตอกย้ำอยู่ตลอดเวลาและเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น ทั้งในรูปของมุขปาฐะที่สืบสานจากรุ่นสู่รุ่นและการเขียนตำรับตำราอิงประวัติศาสตร์ตลอดจนการถ่ายทอดผ่านการบรรยาย อภิปราย หรือแม้กระทั่งการสัมมนาในหลายโอกาส

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์นั้นย่อมเป็นข้อมูลดิบที่ผู้คนในยุคหลังสามารถวิเคราะห์และสืบค้นเพื่อเพิ่มเติมมิติและแง่มุมต่างๆที่อาจจะถูกละเอาไว้ได้เสมอ

ปัตตานีเป็นรัฐอิสลาม


ก่อนหน้าที่ศาสนาอิสลามจะเผยแผ่เข้ามายังปัตตานีนั้นพลเมืองและราชสำนักของปัตตานีถือในศาสนา ฮินดู-พราหมณ์และศาสนาพุทธนิกายมหายาน (ตารีคปาตานี น.4-5) โดยมีชาวอินเดียเป็นผู้นำเข้ามาเผยแผ่ ต่อมาภายหลังเมื่อศาสนาอิสลามเผยแผ่เข้ามายังปัตตานี พลเมืองมลายูจึงเข้ารับอิสลาม ทำให้ในดินแดนปัตตานีมีทั้งมลายูมุสลิม และมลายูพุทธ ศาสนาอิสลามเป็นที่ยอมรับของชาวมลายู มาก่อนหน้าการเข้ารับอิสลามของราชสำนักปัตตานีเป็นเวลาหลายร้อยปี ครั้นถึงราวปีค.ศ.1457 พญาตู นักปา อินทิรา มหาวังสาและเหล่าบรรดาอำมาตย์มนตรี แม่ทัพนายกอง รวมถึงพระโอรสและพระธิดาก็เข้ารับอิสลามอย่างเป็นทางการด้วยการเชิญชวนของชัยค์ ซาอีด

ปัตตานีจึงกลายเป็นรัฐอิสลามนับแต่บัดนั้น โดยถูกเรียกขานว่า ?ปาตานี ดารุสสลาม? มีการรับรูปแบบการปกครองของอิสลามมาใช้ในการปกครองบ้านเมือง โดยถือเอาคัมภีร์อัลกุรอ่าน เป็นธรรมนูญการปกครอง และอัลฮะดีษ เป็นแนวปฏิบัติในวิถีชีวิต มีผู้รู้ในศาสนาอิสลามเป็นที่ปรึกษาทางศาสนาและกฎหมายชะรีอะฮฺ ในส่วนของชัยค์ ซาอีดนั้นนักวิชาการบางท่านเรียกตำแหน่งของท่านว่า ?ชัยคุลอิสลาม? ทำหน้าที่ตีความ (FATWA) ปัญหาทางศาสนาอิสลามในราชอาณาจักรปาตานีอีกด้วย (ปาตานี ประวัติศาสตร์และการเมืองในโลกมลายู ; อารีฟีน บินจิและคณะ หน้า 63,64,66)

การที่ปัตตานีเปลี่ยนสภาพจากรัฐพราหมณ์-พุทธมาเป็นรัฐอิสลามนี้คงมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับการเปลี่ยนสภาพของรัฐมลายูอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ อาทิเช่น รัฐมลายูในอาเจะห์ , สุมาตรา , ชวา , กลันตัน , ตรังกานู , มะละกาและปาหัง เป็นต้น ทั้งนี้รัฐมลายูเหล่านี้ได้เปลี่ยนสภาพจากรัฐพราหมณ์-พุทธ มาเป็นรัฐอิสลามด้วยลักษณะและวิธีการคล้าย ๆ กัน หากรัฐปัตตานีเป็นรัฐอิสลามด้วยการเผยแผ่ของผู้รู้ทางศาสนาอิสลามและการยอมรับของพลเมืองมลายูและราชสำนัก รัฐมลายูอื่นๆก็เช่นกันแต่ทว่าทั้งหมดได้เปลี่ยนสภาพเป็นรัฐอิสลามบริสุทธิ์โดยสิ้นเชิงเลยหรือไม่?

กล่าวคือ เป็นรัฐอิสลามทั้งภาพลักษณ์ภายนอก โครงสร้างระบอบการปกครองและจิตวิญญาณ หรือเป็นรัฐของชาวมลายูมุสลิมที่ยังคงมีอิทธิพลของวัฒนธรรมและความเชื่อแบบมลายูโบราณฝังรากหยิ่งลึกอยู่ซึ่งบางทีวัฒนธรรมและความเชื่อดังกล่าวอาจจะเป็นผลพวงจากการรับเอาคติความเชื่อฝ่ายพราหมณ์-พุทธที่มีอิทธิพลเข้มข้นมาก่อนในภูมิภาคนี้ ทั้งในส่วนของนุสันตารา (อินโดนีเซีย) และคาบสมุทรมลายู ถึงแม้ว่าศาสนาอิสลามได้เข้าไปแทนที่ศาสนาพุทธในราชสำนักแล้ว และมีผลทำให้โครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมของปัตตานีโดยภาพรวมๆ ค่อยๆกลายสภาพจากความเป็นสังคมมลายูที่แฝงด้วยวัฒนธรรมดั้งเดิมผสมชวาและฮินดู-พุทธ มาเป็นสังคมมลายูที่ยึดเกาะกับวัฒนธรรมอิสลามมากขึ้นก็ตาม (รัฐปัตตานีในศรีวิชัย ; สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ , สำนักพิมพ์มติชน (2547) หน้า 243)

และในรัชสมัยของสุลต่านอิสมาอีล ชาห์ ซึ่งศาสนาอิสลามได้เจริญรุ่งเรืองและแผ่กระจายไปทั่วราชอาณาจักรของพระองค์และอาณาจักรอื่น ๆ ในแหลมมลายู ชัยค์ ซาอีด ซึ่งเป็นผู้เผยแผ่ศาสนาอิสลามเข้าสู่ราชสำนักและเรียกขานดินแดนนี้ว่า ปัตตานี ดารุสสลาม ก็ยังคงพักอาศัยอยู่ใน ?เบียรอ? (วิหาร) เพราะขณะนั้นคนที่นับถือศาสนาอิสลามยังมีไม่มากนัก คนทั่วไปยังคงนับถือศาสนาฮินดู-พุทธและยังไม่มีการสร้างมัสยิดขึ้นแต่อย่างใด (ดูรายละเอียดใน ?ปาตานีประวัติศาสตร์และการเมืองในโลกมลายู? อ้างแล้ว หน้า 66,73) การสร้างมัสยิดแห่งแรกเกิดขึ้นในรัชสมัย สุลต่านมุศ็อฟฟัร ชาห์ ตามคำแนะนำของเชค ซอฟียุดดีน ซึ่งระบุว่า : ?รัฐอิสลามนั้น ต้องมีมัสยิดสักแห่งหนึ่ง เพื่อให้ราษฎรใช้เป็นสถานที่สักการะพระผู้เป็นเจ้า อัลลอฮฺ ตะอาลา หากไม่มีมัสยิดก็จะไม่เห็นความเป็นรัฐอิสลาม? (อ้างแล้ว หน้า 73, และ A.Teeuw & D.K.Wyat p.78)

การเป็นรัฐอิสลามของปัตตานีดารุสสลามจึงมิได้เกิดขึ้นแบบเบ็ดเสร็จและสมบูรณ์นับแต่การเข้ารับอิสลามของปฐมกษัตริย์แห่งศรีมหาวังสา (ซุลต่าน อิสมาอีล ชาฮฺ) อย่างที่เข้าใจ แต่ค่อยๆมีพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นรัฐอิสลามอย่างค่อยเป็นค่อยไป เรื่องราวของพ่อค้าชาวเมืองมินังกาเบาจากเกาะสุมาตรา คือ ชีค ก็อมบ็อก กับลูกศิษย์ที่ชื่อ อับดุลมุบีน ลักลอบขายทองเหลืองให้กับพ่อค้าชาวมะละกา จนเป็นเหตุให้ถูกประหารชีวิต เนื่องจากกระทำผิดต่อคำประกาศของสุลต่าน อิสมาอีล ชาห์ และถูกนำศพไปทิ้งในแม่น้ำยะหริ่ง โดยห้ามมิให้ฝังศพบุคคลทั้งสองบนแผ่นดินปัตตานี (อ้างแล้ว หน้า 70/รัฐปัตตานีในศรีวิชัย หน้า 340) ก็ถือเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความน่ากังขาว่า

ปัตตานี ดารุสสลาม เมื่อแรกเป็นรัฐอิสลามนั้น ถือรูปแบบการปกครองของอิสลามมาใช้ในการปกครองบ้านเมืองและตัดสินคดีความตามกฎหมายชะรีอะฮฺจริงจังหรือไม่? เพราะบุคคลทั้งสองที่ถูกประหารชีวิตนั้นถึงแม้จะกระทำผิดต่อคำประกาศของสุลต่าน แต่ก็เป็นมุสลิม เมื่อถูกประหารชีวิตแล้วก็น่าจะจัดการศพของบุคคลทั้งสองตามกฎหมายชะรีอะฮฺและที่สำคัญในเวลานั้น ชัยค์ ชะอีด ซึ่งมีตำแหน่ง ?ชัยคุลอิสลาม? ตามที่มีนักวิชาการบางท่านระบุ (พีรยศ ราฮีมมูลา ?อิสลามศาสนาแห่งสันติภาพ? บรรยายที่ มอ.ปัตตานี 16 สิงหาคม 2546) ก็ยังคงมีชีวิตอยู่และมีตำแหน่งรับผิดชอบในการตีความ ฟัตวา ปัญหาทางศาสนาอิสลามในราชอาณาจักรปัตตานี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ขัดกับข้อความที่ระบุในทำนองว่า ปัตตานี ดารุสสลาม เป็นรัฐอิสลามที่บังคับใช้กฎหมายชะรีอะฮฺ และมีนักปราชญ์เป็นที่ปรึกษาทางศาสนาแก่สุลต่านโดยมีตำแหน่งเป็นถึง ?ชัยคุลอิสลาม? เลยทีเดียว (อ้างแล้ว หน้า 66)

ในรัชสมัยสุลต่าน มันโซร ชาห์ แห่งราชวงศ์ศรีมหาวังสา พระองค์ทรงสูญเสียพระธิดาองค์เล็ก ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อ 5 พระชันษาเท่านั้น พระองค์รับสั่งให้ฝังพระศพของพระธิดาไว้ใกล้กับพระราชวัง เสาหลักที่หลุมศพประดับด้วยทองคำ และมีโองการมิให้ประชาชนพลเมืองใช้ครกตำข้าวเป็นเวลานาน 40 วัน เนื่องจากพระองค์มีความเชื่อว่าการใช้ครกตำข้าวจะทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน รบกวนพระศพของพระธิดาอันเป็นที่รักของพระองค์ทำให้ประชาชนต้องหยุดตำข้าว หากมีความจำเป็นก็ต้องไปให้ห่างจากวังหลวงจนไปถึงบ้านสุไหงปาแน (บริเวณบ้านบานาในปัจจุบัน) (อ้างแล้ว หน้า 77) ความเชื่อเช่นนี้ตลอดจนการประดับเสาหลักที่คลุมศพด้วยทองคำเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักคำสอนของอิสลามทั้ง ๆ ที่ในรัชสมัยของสุลต่านมุศอฟฟัร ชาห์ ท่านดาโต๊ะ ราชาศรี ฟากิฮฺ (Raja Seri Faqih) หรือชัยค์ ซอฟียุดดีน เป็นผู้ทำหน้าที่ปรึกษาศาสนาอิสลามในราชสำนัก (อ้างแล้ว หน้า 73)

ซึ่งถ้าหากท่านชัยค์ ซ่อฟียุดดีนสิ้นชีวิตไปแล้ว ก็ยังมีบุตรชายของท่านนามว่า วันมุฮำหมัด ทำหน้าที่เป็นครูสอนศาสนาให้แก่ ราชามันโซร พระอนุชาของสุลต่าน (A.Malek p.38) รวมถึงท่านวัน ญาฮารุลลอฮฺซึ่งเป็นหลานของ ดาโต๊ะราชา ศรีฟากิฮฺ และเป็นพระพี่เลี้ยงของพระโอรสและธิดาของสุลต่านมันโซร ชาห์ (อ้างแล้ว หน้า 77) จริงอยู่ที่ความผิดเพี้ยนในเรื่องความเชื่อเดิมอาจจะยังคงมีอิทธิพลหลงเหลืออยู่ในปัตตานีดารุสสลาม เพราะในขณะนั้นยังถือว่าปัตตานีดารุสสลามเป็นรัฐอิสลามที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ในคาบสมุทรมลายู แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าปัตตานีดารุสสลามในเวลานั้นยังคงมีอิทธิพลของความเชื่อเดิมผสมผสานอยู่ในวัฒนธรรมของชาวมลายู

ประเด็นของการขึ้นครองอำนาจในปัตตานีดารุสสลามของบรรดาสุลตอนะฮฺ (กษัตริยา) นับแต่รัชสมัยราชินีฮิเยา (1584-1616) , ราชินีบีรู (1616-1624) , ราชีนีอูงู (1624-1635) และราชินีกูนิง (1635-1686) ในราชวงศ์ศรีมหาวังสา รวม 4 พระองค์ และราชินีมัสกลันตัน (1960-1707), ราชินี มัสชายัม (1707-1710) และราชินีเดวี (1710-1719) ในรัชสมัยหลังรวมปัตตานีดารุสสลามมีราชินีเป็นผู้ปกครองสูงสุด 7 พระองค์ก็ถือเป็นข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกับประเด็นที่ว่า ปัตตานีดารุสสลามใช้ระบอบอิสลามและกฎหมายชะรีอะฮฺในการปกครองตามที่ระบุข้างต้น ทั้งนี้นักวิชาการได้กำหนดเงื่อนไขของประมุขสูงสุด (???? ????) ของรัฐอิสลามว่าต้องเป็นเพศชาย (???????) โดยมติเอกฉันท์ (???????) (อัลฟิกฮุ้ลอิสลามีย์ ว่า อะดิลละตุฮฺ ; ดร.วะฮะบะฮฺ อัซซุฮัยลีย์ ; สำนักพิมพ์ ดารุ้ลฟิกรี่ ดามัสกัส (1984) เล่มที่ 6 หน้า 693)

เหตุที่มีราชินีหลายองค์ปกครองปัตตานีดารุสสลามนั้นเนื่องจากมีการฆาตรกรรมระหว่างพี่น้องที่เกิดขึ้นภายในพระราชวังปัตตานีถึง 2 ครั้งทำให้พระโอรสสิ้นพระชนม์ถึง 4 พระองค์ คือ สุลต่านปาติกสยาม, ราชาบัมบัง , สุลต่านบะฮาดุรและราชาบีมา ดังนั้นบรรดาขุนนางจึงได้ประชุมหารือเพื่อเลือกสรรผู้ที่จะเป็นกษัตริย์ปกครองปัตตานีต่อไป เมื่อไม่มีพระโอรสจึงพิจารณาเลือกพระธิดา คือ ราชินีฮิเยา ปัตตานีดารุสสลามจึงเป็นอาณาจักรแรกในเอเชียอาคเนย์ที่ผู้ปกครองเป็นสตรี ก่อนจะมีขึ้นในเมืองอาเจะห์ (ปาตานี ประวัติศาสตร์และการเมืองในโลกมลายู หน้า 84)

การปกครองรัฐที่มีสตรีเป็นประมุขสูงสุดในฐานะกษัตริยาของปัตตานีดารุสสลาม อาจจะเป็นเรื่องที่อนุโลมได้ในกรณีจำเป็น (???????) เนื่องจากรัฐจำเป็นต้องมีประมุขเป็นผู้ปกครองสูงสุด รูปแบบการปกครองอาจจะไม่ใช่สาระสำคัญ ตราบใดที่หลักศาสนบัญญัติยังถูกบังคับใช้ (อัลฟิกฮุลอิสลามีย์ ว่า อะดิลละตุฮู ; ดร.วะฮฺบะฮฺ อัซซุฮัยลีย์ เล่มที่ 6/664-665) และการมีประมุขในสภาวะเช่นนี้เป็นกรณียกเว้น (???? ?????????) และเป็นการป้องกันการหลั่งเลือด (อ้างแล้ว หน้า 682)

อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ของปัตตานีดารุสสลาม กรณีมีประมุขเป็นสตรีหรือกษัตริยาหลายพระองค์ติดต่อกัน ก็ดูจะยาวนานจนเกินความจำเป็นอีกทั้งนักวิชาการก็ระบุว่า นักนิติศาสตร์อิสลามทั้งหมดต่างก็มีมติเป็นเอกฉันท์ (อิจฺญมาอฺ) ว่า ตำแหน่งประมุขสูงสุด (อิมามะฮฺ) จะไม่มีการสืบทอดเป็นมรดก (?? ??????? ??????) (อัลฟัซฺล์ ฟิลมิลัล วันนิฮัล ; อิบนุ ฮัซฺมิน 4/167) ประเด็นเกี่ยวกับเงื่อนไขของประมุขสูงสุดในรัฐอิสลามอาจจะไม่ต้องคำนึงถึงก็ได้ หากผู้นั้นสามารถชิงอำนาจในการปกครองเหนือผู้คนทั้งหลายได้สำเร็จ และการปฏิบัติตามเชื่อฟังประมุขที่ได้อำนาจมาด้วยวิถีทางนี้ก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสียหายใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นตามมา (อ้างแล้ว 6/683) ซึ่งก็พอจะรับฟังได้ในกรณีที่เกิดขึ้นในรัฐปัตตานีดารุสสลาม ทั้งนี้โดยพิจารณาว่าบรรดาเหล่ามนตรี ขุนนาง และแม่ทัพมีสถานะเทียบได้กับสภาที่ปรึกษา (??? ??????) ซึ่งมีการประชุมหารือและมีมติในการยกเอาสตรีขึ้นเป็นประมุขสูงสุดในการปกครอง กระนั้นนักวิชาการอิสลามก็ยังกำหนดเงื่อนไขและคุณสมบัติของสภาที่ปรึกษานี้เอาไว้หลายประเด็นอีกเช่นกัน (ดูรายละเอียดในอัลฟิกฮุลอิสลามีย์ ฯ อ้างแล้ว 6/684-687)

การเป็นรัฐอิสลามที่สมบูรณ์ตามระบอบรัฐศาสตร์อิสลามสำหรับกรณีของปัตตานีดารุสสลามจึงเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาถึงรายละเอียดกันต่อไป และทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความเป็นรัฐอิสลามในเชิงรัฐศาสตร์อิสลามเท่านั้น มิได้มุ่งหักล้างและปฏิเสธข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิงแต่อย่างใด อย่างน้อยก็เพื่อเป็นการปูทางไปสู่การศึกษาวิเคราะห์อย่างเป็นวิชาการมากกว่าที่เคยเป็นมาเพราะน้อยนักที่จะพูดถึงกันในประเด็นนี้ ทั้งๆที่มีความสำคัญอยู่มิใช่น้อยในการยืนยันความเชื่อ ความเข้าใจ และความเป็นจริง ที่ระบุถึงปัตตานี ดารุสสลามว่าเป็นรัฐอิสลามตามที่เล่าและเขียนสืบกันมาว่าเป็นจริงมากน้อยเพียงใด
.

kittipanh
Moderater
Moderater
โพสต์: 342
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00

โพสต์โดย kittipanh » 22 พ.ย. 2009, 19:09

ผมได้นำนครรัฐปัตตานีในแง่คิดของอิสลามมาลงให้ศึกษากันแล้ว ต่อไปผมจะขอนำองค์ความรู้ที่ได้มีผู้นำมาแสดงไว้หลายๆเวอร์ชั่น และหนึ่งในนี้ผมขอนำมาจากศูนย์ข่าวอิศรา ลองเข้ามาศึกษาดูซิครับแล้วจะรู้ว่าทำไมเราต้องรู้เรื่องนี้ ผมเริ่มศึกษาเรื่องเหล่านี้มาเกือบห้าปีแล้วครับ

ศูนย์ข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

ในสหพันธรัฐที่รวมกันอยู่หลวมๆนี้ มีเมืองๆ นึงที่ชื่อเสียงมากและปรากฏอยู่ในหลักฐานของจีน คือ เมืองชื่อลังกาสุกะ เข้าใจว่าเมืองนี้ที่ค้นพบคือ เมืองเก่าที่ยะรัง เป็นเมืองที่เขาได้ขุดค้น พบว่ามีโบราณสถานหรือศาสนสถานที่มีขนาดใหญ่มากๆ เรียกว่าใหญ่ที่สุดในโลกมลายูเลยก็ว่าได้ แต่ลังกาสุกะไม่ใช่ศูนย์กลางของศรีวิชัยนะ แต่แน่นอนว่าลังกาสุกะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรศรีวิชัยแน่นอน เพราะว่าหลังจากที่ศรีวิชัยเสื่อมแล้วเนี่ย มันมีพระเจ้าแผ่นดินจากอินเดียคนหนึ่งยกกองทัพมาโจมตีศรีวิชัย หนึ่งในเมืองที่ถูกโจมตีนี่ก็คือ ลังกาสุกะ แต่เป็นเมืองที่มีความมั่งคั่งทางการค้าอย่างดี เพราะไม่มีเมืองโบราณรุ่นเดียวกันในโลกมลายูที่มีความมั่งสามารถก่อสร้างอะไรได้มากมายเท่าลังกาสุกะ

หลังจากศรีวิชัยเป็นต้นมา ไม่มีรัฐมลายูแห่งใดที่สามารถสร้างเครือข่ายได้กว้างขวางเท่า แต่รัฐมลายูใหญ่ๆ ที่เกิดหลังจากนั้นเป็นต้นมานี้ เรียนรู้บทเรียนจากศรีวิชัย ต้องคุมโจรสลัดให้อยู่ มีความเข้มแข็งเพียงพอในการที่ป้องกันการรุกรานจากอาณาจักรที่ใหญ่กว่า และสร้างเมืองท่าที่มีความพร้อมในการอำนวยความสะดวกในการค้าขาย เช่น มะละกาที่มีกฎหมายทางทะเลที่สำคัญสำหรับเรือที่ผ่านเข้ามา รัฐมลายูทั้งหลายเรียนรู้เรื่องนี้ มะละกา ยะโฮเรียนรู้สิ่งนี้มา แม้แต่ปัตตานีเองก็เรียนรู้สิ่งนี้มา ในการที่จะสร้างเป็นลักษณะที่มีความสมบูรณ์ในการทำการค้าระหว่างประเทศ

รัฐมลายูที่ตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งเหล่านี้เรียกตามภาษาทางวิชาการว่า ปาซีซี คือรัฐชายฝั่งเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่เฉพาะในรัฐมลายูนะ ทางตอนเหนือของเกาะชวาก็มี ซึ่งมีลักษณะที่เหมือนกันอยู่ 2-3 อย่างด้วยกัน


อันแรกก็คือว่า มีประชากรค่อนข้างเบาบาง เพราะว่าไม่มีพื้นที่ราบเพียงพอที่จะทำการเพาะปลูกได้ แต่เมื่อไรก็ตามแต่ที่การค้ามันเกิดรุ่งเรืองขึ้นมาขึ้นมา จะมีประชากรจากที่ต่างๆไหลเข้ามาอยู่ ทำให้อาหารไม่พอกิน ส่วนใหญ่ของรัฐชายฝั่งเหล่านี้คือผลิตอาหารไม่พอ ดังนั้นต้องนำเข้าอาหารจากที่อื่น

ส่วนคาบสมุทรมลายูก็จะนำเข้าอาหารจากนครศรีธรรมราช อยุธยา หรืออะไรก็แล้วแต่ เพราะว่าลึกเข้าไปส่วนในยิ่งมีคนเบาบาง คนก็ไม่มีผัก ไม่มีอาหาร แต่ถ้าเป็นเกาะชวาข้างในมีคนเยอะมากเลย เพราะฉะนั้นสามารถนำเข้าอาหารจากส่วนในเกาะชวามาเลี้ยงได้ เพราะฉะนั้นรัฐชายฝั่งส่วนใหญ่เป็นรัฐขนาดเล็กนอกจากนั้นยังมีการเคลื่อนย้ายประชากรรวดเร็วมากถ้ารัฐใดมีความรุ่งเรืองทางการค้าก็จะมีคนจากที่ต่างๆเข้ามาเยอะแยะ รัฐเจริญเติบโตขึ้นทันที

ปัตตานีในช่วงที่รุ่งเรืองทางการค้ามีประชากรหนาแน่นมาก มากขนาดที่พระราชาของปัตตานีสามารถเรียกเกณฑ์กองทัพขนาดใหญ่ได้ในเวลาอันเร็ว แต่พอถึงช่วงที่ปัตตานีเสื่อมประชากรจะเบาบางมากเลย คนก็ย้ายออกไปเพื่อไปหาเมืองท่าที่ทำกำไรได้ดีกว่า รัฐพวกนี้จะเป็นลักษณะอย่างนี้ทั้งหมด ถึงแม้ว่าจะมีการเคลื่อนย้ายเข้ามาของคนต่างชาติ ไม่ว่าใครจะเข้ามาตรงนี้ก็ตามแต่ ในที่สุดแล้วก็จะถูกกลืนให้กลายเป็นมลายูไป

อย่างตำนานของโต๊ะเคี่ยมซึ่งเป็นคนจีน เข้ามารับราชการแล้วก็เปลี่ยนศาสนาเป็นมุสลิม สรุปง่ายๆ คือเรื่องของโต๊ะเคี่ยมเป็นเรื่องของการถูกกลืนให้เป็นมลายูนั่นเอง ตรงนี้จึงมีอัตลักษณ์ของความเป็นมลายูเป็นหลักอยู่ คนจะเข้ามาจากไหนก็แล้วแต่ก็จะถูกกลืนอัตลักษณ์เป็นมลายูไป ชื่อมลายูก็เป็นชื่อชาติพันธุ์เหมือนไทย มันไม่บริสุทธิ์หรอก มันก็ผสมปนเปกันไปของคนอีกหลายชาติ หลายภาษา

หันกลับมาดูลังกาสุกะต่อ ในบรรดารัฐมลายูลังกาสุกะเป็นรัฐที่มีความสำคัญค่อนข้างมาก พุทธศตวรรษที่ 20 มีเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งก็แล้วแต่ประชากรและผู้ปกครองที่อยู่ที่ลังกาสุกะที่ยะรังอยากเคลื่อนย้ายเข้ามาหาแม่น้ำ ย้ายจากยะรังมาสู่ปัตตานีปัจจุบันนี้

สิ่งที่น่าสังเกตก็คือว่า รัฐมลายูที่อยู่ทางตอนเหนือๆ ทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกจะอ้างลังกาสุกะเป็นคล้ายๆต้นกำเนิดในอุดมคติของเขา ในขณะที่รัฐมลายูที่อยู่ทางตอนล่างที่อยู่ในประเทศมาเลเซีย จะอ้างจากสุมาตรา มะละกา ก็อ้างว่า มาจากสุมาตรา รัฐอื่นๆก็จะอ้างว่ามาจากมะละกาอีกทีหนึ่ง มันเป็นโลกมลายูที่อาจแบ่งออกเป็น 2 ส่วน หนึ่งคือ โลกที่มีปัตตานีเป็นศูนย์กลางและทางตอนล่างที่มีมะละกาเป็นศูนย์กลาง ในอุดมคตินะไม่ใช่ในความจริง ในความจริงเป็นอย่างไรอีกเรื่องหนึ่ง

เรื่องของโครงสร้างการเมืองการปกครองและสังคมของรัฐมลายูทั้งหลาย อันแรกคือเมืองซึ่งเป็นที่อยู่ของพระราชามักตั้งอยู่ปากแม่น้ำ ใกล้แต่ไม่ติดฝั่งทะเล เพราะถ้าติดฝั่งทะเลจะสะดวกในการถูกปล้นสะดมของชาติอื่นได้ ก็จะถอยจากฝั่งทะเลเข้ามาลึกเข้ามานิดหน่อยเรือสามารถเดินเข้าเดินออกสะดวก นอกจากนั้นแล้วในฐานะที่เป็นเมืองท่า ก็จำเป็นที่จะต้องที่ซึ่งสามารถที่จะออกเรืออย่างปลอดภัย ปัตตานีถือว่าเป็นรัฐในอุดมคติเลยเพราะว่ามีดินก้อนไปล้อมตัวอ่าวปัตตานีอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าคุณเข้ามาในอ่าวนี้คลื่นลมกำบังให้เสร็จทุกอย่างกำบังให้เสร็จ การป้องกันโจรสลัดก็ทำได้ค่อนข้างง่าย

นอกจากนั้นแล้วปากแม่น้ำยังให้ประโยชน์หลายอย่าง บริเวณปากแม่น้ำจะให้พื้นที่ราบสามารถทำการเพาะปลูกได้ การที่รายาเกณฑ์คนให้คนขุดคลองถมที่ ในบริเวณปากแม่น้ำก็เพื่อให้เป็นที่เพิ่งผลผลิตทางการเกษตร เพราะฉะนั้นการมาตั้งศูนย์กลางอำนาจอยู่บริเวณปากแม่น้ำทำให้สามารถรวบรวมประชากรได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในภูมิประเทศแบบนั้น

ทั้งแม่น้ำยังเป็นเส้นทางคมนาคมให้เราสามารถเข้าไปยังส่วนในที่ลึกเข้าไปได้ด้วย เพื่อต้องการของป่า คือประมาณศตวรรษที่ 17-18 เป็นต้นมา ของป่าเป็นความต้องการในตลาดโลกมาก การเข้ามามีส่วนแบ่งคือเข้าไปเอาของป่ามา เพราะรายามีอำนาจแค่เพียงในนาม ประชากรข้างในไม่ได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของรายาเหมือนในเขตเมือง แต่อย่างน้อยที่สุดก็ต้องพึ่งพากันและกันที่จะส่งส่วยที่เป็นของป่ามายังเมืองท่าด้วย ดังนั้นส่วนใหญ่รัฐปัตตานีก็จะตั้งอยู่ตรงนี้

ในรัฐนี้ กลุ่มคนชั้นปกครองคือคนที่เป็นสุลต่านหรือเป็นรายาก็แล้วแต่ ย่อมเป็นคนที่มีอำนาจและผลประโยชน์สูงสุดในรัฐนั้นๆ แต่คนกลุ่มนี้ไม่ได้มีอำนาจเด็ดขาดเพียงกลุ่มเดียว มีอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีคนในบังคับบัญชามากเพราะว่า เป็นคนต่างชาติที่อพยพเข้ามาและไม่ได้มาคนเดียว แต่มาเป็นฝูงมันก็มีกำลังคนอยู่ในมือตนเองพอสมควร เขาได้รับความจงรักภักดีจากคนที่อยู่ส่วนในของแผ่นดินได้ คนกลุ่มนี้จะเข้ามาแบ่งปันผลประโยชน์จากตัวรายา ซึ่งเรียกกว้างๆกันในรัฐมลายูว่าโอรังกายา อำนาจสำคัญที่เห็นได้ชัดจากคนกลุ่มนี้คือการดำรงตำแหน่งสำคัญของระบบปกครองของรัฐมลายู ประกอบด้วย 4 ตำแหน่งด้วยกัน

- คล้ายๆ ตำแหน่งเสนาเวียงในระบบจตุสดมภ์ของไทย
- คล้ายๆ ตำแหน่งเสนาพระคลังของไทยเหมือนกัน
- ประมาณนายทัพเรือ
- ประมาณเจ้ากรมท่าของไทย ดูแลเกี่ยวกับการค้า

ทั้ง 4 ตำแหน่งเหล่านี้ส่วนใหญ่สืบทอดทางสายโลหิต ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อำนาจเหล่านี้ ฝังอยู่ในตระกูลของโอรังกายาเลย ไม่ใช่ตำแหน่งที่เปรียบเทียบกับอยุธยา ถ้าใครได้รับใช้ใกล้ชิดสันหลังสะดุ้งทุกวันเพราะว่าจะสั่งเฆี่ยนเมื่อไรก็ได้ ซึ่งจะไม่เจอในรัฐมลายู อำนาจของรายากับโอรังกายาค่อนข้างใกล้เคียงกัน เมื่อไรก็ตามที่รายาอ่อนแอ พวกโอรังกายาบางคนก็จะแต่งตั้งตนเองขึ้นมาดำรงตำแหน่ง มหาอุปราชในภาษาไทย ซึ่งไม่ได้หมายความถึงเฉพาะผู้ที่จะขึ้นมาเป็นรายาเท่านั้น

เปรียบเทียบง่ายๆ คือ นายกรัฐมนตรี ซึ่งพบในรัฐมลายูหลายรัฐมาก แต่ไม่พบในรัฐปัตตานี ปัตตานีเองก็พบปัญหาแบบนี้เหมือนกันเพราะว่าปัญหาของรัฐมลายูนี้คือ อำนาจมีการถ่วงดุลกันไปมาระหว่างโอรังกายากับรายาค่อนข้างมาก

ในขณะเดียวกันพวกโอรังกายาเหล่านี้ก็แย่งอำนาจกันเองด้วย พยายามจะเข้ามาแทรกแซงการสืบทอดราชสมบัติ เพราะการสืบทอดของสุลต่านหรือรายาไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอนว่า ใครจะขึ้นมาแทนหลังจากที่รายาสวรรคตไปแล้ว ก็จะมีการต่อรองว่าใครจะขึ้นมาแทน โอรังกายาก็จะหนุนคนที่ตนคิดว่าจะได้ประโยชน์มากที่สุดขึ้นมาแทน คือ ตำแหน่งรายานอมินี มีมาตั้งแต่โบราณแล้ว

ในประวัติศาสตร์ของปัตตานี ก่อนหน้าที่จะเป็นรายา ผู้หญิง 4 องค์ มันมีการแย่งอำนาจกันเยอะมาก แต่ในประวัติศาสตร์บันทึกไว้เพียงว่า รายาถูกแทง ถูกวางยาพิษบ้าง นั่นคือ การแย่งอำนาจกันของกลุ่มโอรังกายา เสนอตัวเจ้านายที่เขาบังคับบัญชาได้ขึ้นมาเชิด

ช่วงนั้นเป็นช่วงที่การค้าปัตตานีมีความรุ่งเรืองมาก พวกโอรังกายาเองก็คงจะคิดออกว่า หากยังทะเลาะกันอยู่อย่างนี้ ทำให้เรือต่างชาติไม่เข้ามาจอดแวะในปัตตานี เลยเลิกทะเลาะและหาทางเอาคนที่พอจะอยู่ด้วยกันได้ขึ้นมาเป็นรายาแทน และเป็นเหตุผลที่เลือกผู้หญิงขึ้นมาเป็นรายาและประสบความสำเร็จด้วย เพราะในช่วงที่รายาเป็นผู้หญิงนั้นมีความสงบทางการเมือง ทำให้การค้าในปัตตานีมีความรุ่งเรืองมาก มีคนอพยพเข้ามาอยู่มาก ปัตตานียังสามารถยกกองทัพไปตีอยุธยาก็ได้ อยุธยายกกองทัพมาตีปัตตานีก็ป้องกันได้ คือ เข้มแข็งพอที่จะป้องกันตนเองจากการรุกรานของอาณาจักรใหญ่ได้

สิ่งที่น่าสังเกตก็คือว่า ถ้าเรามองระบบราชการของปัตตานีและไปเปรียบเทียบกับอยุธยา ฮานอยก็ตาม สิ่งที่ต่างกันก็คือว่า ถึงแม้จะถูกยึดจากอยุธยาแล้ว ปัตตานีก็ไม่ได้พัฒนาตัวระบบราชการ เพราะว่าผลประโยชน์ของรายาไม่เหมือนผลประโยชน์พระเจ้าแผ่นดินอยุธยา มันถูกแบ่งกับโอรังกายา อยุธยาพวกที่เป็นขุนนางต่างจังหวัดถูกฆ่าแล้วดึงประโยชน์มาอยู่ที่อยุธยา ที่รวยขึ้นๆและมีกำลังสามารถสร้างระบบที่มีความซับซ้อนขึ้นได้ แต่ในรัฐมลายูไม่ใช่ตัวทรัพย์ที่ได้มามากไม่ได้ไปกระจุกอยู่ที่ตัวรายาแต่จะกระจายไปทั่ว ทำให้ไม่มีพลังเพียงพอที่จะนำมาพัฒนาระบบราชการ

และนี่คือหัวใจสำคัญว่า อยุธยาจนกระทั่งถึงระบบราชการที่พัฒนาขึ้นมา ทำให้ไม่ถูกทำลายง่ายๆสามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้ หากถูกตีไป เกิดการสืบเนื่องของตัวระบบ แต่มันไม่เกิดในรัฐมลายู

ถึงแม้ว่าตัวรายาไม่ได้มีอำนาจแบบพระเจ้าอยู่หัวอยุธยาก็จริง แต่ตัวรายาเป็นคนที่มีความศักดิ์สิทธิ์บางอย่าง คนพื้นเมืองบอกว่าเราเป็นคนธรรมดาจะขึ้นเป็นเจ้าเมืองไม่ได้ ความคิดแบบนี้ไม่ได้มีเฉพาะในมลายูนะ ทางเหนือก็คิดแบบนี้ ถ้าอ่านประวันติศาสตร์เชียงใหม่ก็พบอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้นตัวรายาเหล่านี้จึงเป็นบุคคลสำคัญที่ให้เสถียรภาพ คือตราบเท่าที่มีรายาถึงแม้จะไม่มีอำนาจใดเลยก็ต้องมีรายาสืบทอดขึ้นมาเพราะเป็นผู้ที่ทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง

นี่คือ กลุ่มคนที่อยู่ในโครงสร้างอำนาจที่เป็นทางการของรัฐมลายู จะพูดถึงกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่นอกโครงสร้าง เดิมทีเดียวเรียกว่าอะไรก็ไม่ทราบแต่มาภายหลังเรียกว่าโบโมะ พ่อหมอในภาษาไทย หมอผีว่างั้น เพราะอย่าลืมว่าคนแถบนี้ไม่ว่าจะเป็นมลายู ชวา เคยนับถือศาสนาพื้นเมือง ทำพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ทั้งหลาย อยู่นอกโครงสร้าง เพราะว่าการที่จะเป็นโบโมะได้ไม่ต้องมีการแต่งตั้ง ต้องเรียนรู้เอาเอง จนสามารถทำได้ เสกได้ กลายเป็นคนที่ชาวบ้านนับถือ เป็นอำนาจที่เกิดขึ้นนอกโครงสร้าง ซึ่งมีบทบาทในประวัติศาสตร์ปัตตานี

สิ่งที่น่าสังเกตก็คือว่า ครูสอนศาสนาอิสลามที่มีสถานะเหมือนแบบนี้ แต่ไม่ได้ว่าครูสอนศาสนาเป็นโบโมะนะ แต่ว่าสถานะของครูสอนศาสนาอิสลามก็เป็นอิสระจากรัฐ ไม่ได้รับการแต่งตั้งจากรายา มีชื่อเสียงเป็นที่นับถือ อีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่นอกโครงสร้างก็คือกลุ่มที่เป็นพ่อค้าทั้งหลาย โดยเฉพาะพ่อค้าที่มีคนในชุมชนของตนเองเป็นจำนวนมาก ที่พูดถึงมี 2-3 พวกด้วยกัน

1.จีนในช่วงที่ปัตตานีรุ่งเรืองทางการค้ามาก มีคนจีนอพยพเข้ามาเยอะมาก มีหลักฐานที่พูดถึงคนจีนในปัตตานีมาก แต่ก็ถูกกลืนให้เป็นมลายูมาก เช่นโต๊ะเคี่ยมที่เข้ามารับราชการแล้วก็ถูกกลืน เปลี่ยนศาสนามาเป็นอิสลามคือจีนเป็นกลุ่มที่ไม่มีรัฐบาลหนุนหลัง รัฐบาลไม่ได้สนใจที่จะมาส่งเสริมคนจีนที่เข้ามาแถบนี้มีอำนาจทางการเมือง
- จะมีนโยบายช่วงสั้นๆ ในช่วงราชวงศ์หมิง ที่เข้ามาแทรกแซงทางการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่นโยบายจีนสั้นมากๆและไม่ได้มุ่งหวังจะแทรกแซงทางการเมืองโดยตรงแต่เข้ามาเพื่อรักษาสถานะเดิม เพราะจีนได้ประโยชน์อยู่แล้ว อย่าเปลี่ยนเท่านั้นเอง จีนเหล่านี้ถึงแม้จะมีคนมากก็ตาม ถึงที่สุดแล้วก็ยังสู้อำนาจของชาวพื้นเมืองไม่ได้
2.ต่างจากอีกพวกหนึ่งที่มีอำนาจมาหนุนหลังอยู่ข้างนอก คือ ฮอลันดา พูดถึงโปรตุเกสอีกนิดนึง โปรตุเกสก็เข้ามาก่อนฮอลันดา แต่ก็ไม่มีอำนาจ ทั้งๆที่โปรตุเกสมีฐานกำลังอยู่ใกล้ๆปัตตานีนี่เองคือ มะละกา เพราะว่าสิ่งที่โปรตุเกสต้องการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือการผูกขาดการค้าเครื่องเทศ เผอิญปัตตานีอยู่นอกเส้นทางการค้าเครื่องเทศ ก็เลยไม่ค่อยสนใจที่จะเข้ามาหนุนหลังพวกโปรตุเกส แต่ฮอลันดาไม่ใช่ ฮอลันดานั้นสนใจที่จะเข้ามาดูแลรักษาผลประโยชน์การค้า บางครั้งก็เข้ามาช่วยปัตตานีรบกับอยุธยาหรือช่วยอยุธยารบกับปัตตานี ถ้าได้ประโยชน์จากฝ่ายไหนก็อยู่ฝ่ายนั้น นอกจากนั้นก็มีชาติตะวันตกอื่นๆอีก ในที่นี่ไม่ขอพูดถึง
3.กลุ่มสุดท้ายที่อยู่ในโครงสร้าง แต่ไม่ได้อยู่ในโครงสร้างอำนาจของปัตตานีก็คือกลุ่มประชาชนธรรมดาทั่วๆไป ถ้าอยู่ในเขตเมืองก็จะขึ้นอยู่กับอำนาจของรายา นอกเขตเมืองก็จงรักภักดีกับโอรังกายาบางคน ตัวรายามีอำนาจในตัวประชาชนไม่เท่าไรนัก นับถือเพียงในนามมากกว่า

อย่างไรก็ตามแต่ประชาชนเหล่านี้ก็ใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านซึ่งมีโครงสร้างอำนาจของเขาเอง ซึ่งไม่สัมพันธ์กับอำนาจของรายาที่เป็นทางการหรือในเขตเมือง กลุ่มประชาชนเหล่านี้ถ้าพูดเป็นภาษาไทยก็คือไพร่ ไพร่ในที่นี้คือคนที่ไม่ใช่เจ้าหรือขุนนาง ไพร่มลายูมีอิสระมากกว่าไพร่ไทย เดิมที่เดียวก็มีเท่ากันนะ แต่เมื่อพระเจ้าแผ่นดินแข็งขึ้นทำให้อิสระของไพร่ยิ่งลดลงๆ แต่ในมลายูพระเจ้าแผ่นดินไม่ได้แข็ง ซึ่งไพร่สามารถอพยพโยกย้ายได้ แต่ไพร่ไทยอพยพโยกย้ายไม่ได้ ได้แต่หนีเข้าป่าไปเลย แต่ก็ทำได้ยาก

kittipanh
Moderater
Moderater
โพสต์: 342
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00

โพสต์โดย kittipanh » 22 พ.ย. 2009, 21:44

อ.นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ ได้นำเสนอและกล่าวถึงความเป็นมลายูและความเป็นอิสลามไว้หลายวาระ ที่เกี่ยวข้องกับนครรัฐปัตตานี ในคราวนี้ที่วิทยาลัยเที่ยงคืน วิทยาลัยอิสลาม มอ.ปัตตานี มีเนื้อหาน่าสนใจ เป็นเวลาเกือบสองปีมาแล้วครับ ขอเชิญเข้ามาอ่านดูนะครับ


การเข้ามาของศาสนาอิสลามอย่างที่รู้กันมาคือ จะเน้นปัจจัยจากภายนอก แต่ปัจจุบันนักวิชาการจะให้ความสำคัญกับปัจจัยภายในของการเปลี่ยนศาสนาจากเดิมมาเป็นอิสลามมุสลิม ที่น่าสนใจคือปัจจัยภายในจะช่วยชี้ให้เราเห็นถึงภาวะบางอย่างของรัฐมลายูเหล่านี้ จะขอสรุปเรื่องปัจจัยภายในดังต่อไปนี้

อันแรกสุด คือศาสนาอิสลามเป็นศาสนามวลชน ไม่ใช่ศาสนาที่เข้ามาสู่ราชสำนัก ซึ่งเข้ามาสู่ประชาชน อยู่ได้เพราะประชาชน มันไม่ใช่อยู่ได้เพราะพระเจ้าแผ่นดินอุปถัมภ์ ก็เหมือนกับครูสอนศาสนาอิลามเหมือนกันไม่กินเงินเดือนพระเจ้าแผ่นดิน แต่ต้องอยู่ได้กับชาวบ้านด้วย นอกจากศาสนาพื้นเมืองเดิมที่รู้จัก คนมลายูเพิ่งรู้จักศาสนามวลชนอีกครั้งหนึ่งคือ ศาสนาอิสลาม ก่อนหน้านั้นที่เป็นพุทธ-ฮินดู ก็เป็นแบบไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไร ก็เหมือนกับคนไทยที่รู้จักศาสนาครั้งแรกก็เมื่อรับเอาศาสนาพุทธนิกายลังกาวงศ์เข้ามา ซึ่งเป็นศาสนามวลชนจริงๆ

ประเด็นที่สองก็คือว่า มันมีการผสมกลมกลืนกันกับความเชื่อเดิมที่มีอยู่ก่อน ทั้งพุทธและฮินดู พุทธเองก็ผสมกับฮินดูกับพุทธแบบเก่า และความเชื่อพื้นเมืองเดิมด้วย ศาสนาที่เข้ามาแล้วกลายเป็นศาสนาบริสุทธิ์ไม่ใช่ มันต้องผสมกลมกลืนกันกับสิ่งที่มันมีอยู่เดิมโดยที่ไม่ขัดกับหลักศาสนา เพราะฉะนั้นก็จะมีศาสนาพื้นเมืองมีการผสมปนเปกัน

ประเด็นที่สามก็คือว่า ศาสนาอิสลามที่พบในช่วงแรกๆได้รับอิทธิพลหรือนิกายซูฟี(ผู้อุทิศตนให้แก่การฝึกอบรมและขัดเกลาจิตวิญญาณของตนเองให้บริสุทธิ์และมีความศรัทธาในอัลลอฮฺมากขึ้น-ผู้เรียบเรียง)โดยตรงเลยทีเดียว เพราะว่างานเขียนระยะแรกๆ ที่เผยแพร่ศาสนาอิสลามมันมีอิทธิพลซูฟีอยู่ชัดเจน ซึ่งเป็นนิกายที่เน้นการเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าโดยตรงผ่านการทำสมาธิ ตรงกับสิ่งที่มีอยู่แล้วในศาสนาพื้นเมืองเดิมและขณะเดียวกันก็ตรงกับฮินดู-พุทธที่เคยนับถือกันมา มันจึงมีเสน่ห์ไม่ขัดแย้งกับความเชื่อที่มีอยู่แล้วจนเกินไป จะพบได้ว่ามันปรากฏอยู่ในมุสลิมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ในศาสนาพื้นเมืองเดิมมันมีการทำพิธีศพบรรพบุรุษ วิญญาณบรรพบุรุษเป็นสิ่งที่สำคัญมากในศาสนาพื้นเมืองเดิม เวลาทำศพให้กับผู้ตายในประเพณีเดิมจะใช้เวลานานมาก ต้องเอาศพไปทำให้เน่าเปื่อย ต้องเอากระดูกมาทำพิธีใหม่อีก กว่าศพจะถูกขจัดไปต้องใช้เวลาเป็นปี ซึ่งมุสลิมในตะวันออกเฉียงใต้จะให้ความสำคัญกับศพมากกว่ามุสลิมในตะวันออกกลาง ปัจจุบันคนที่นับถือศาสนาอิสลามที่ไปเรียนในตะวันออกกลางจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับวิธีแบบนี้


ผู้สอนศาสนาอิสลามในระยะแรกๆเข้มแข็งมาก ในแถบคาบสมุทรมลายูมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับโต๊ะโน่นนี่ที่เข้ามาสอนหนังสือเปลี่ยนศาสนา ในชวามีเรื่อง 12 คนที่มีอภินิหารด้วย เปลี่ยนศาสนาด้วย จะได้ยินเรื่องราวเหล่านี้เยอะแยะมาก ซึ่งในพุทธศาสนาลังกาวงศ์ ไม่ค่อยได้ยินเรื่องนี้ที่ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนเปลี่ยนให้คนไทยมานับถือศาสนาพุทธลังกาวงศ์ เพราะมันไม่มีเรื่องราวแบบนี้เปรียบเทียบกันได้เลย เพราะฉะนั้นมิชชันนารีผู้สอนศาสนาจะมีบทบาทมาก

สิ่งที่น่าสนใจมากก็คือว่า ถ้าได้อ่านตำนานการเปลี่ยนศาสนาของรายา เราจะพบว่ามันมีลักษณะขัดแย้งกัน เอาเรื่องปัตตานีเป็นตัวอย่าง โต๊ะครูที่มาเปลี่ยนศาสนาของรายาที่นี่ตามประวัติปัตตานีเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านที่อยู่ในปัตตานี แสดงว่าประชาชนนับถืออิสลามก่อนหน้าตัวรายา

นอกจากนั้นแล้วเมื่อจะมาเปลี่ยนศาสนาของรายา รายาประชวรเป็นโรค เขาบอกว่าถ้ารักษาหายก็ขอให้เป็นมุสลิม พอรักษาหายก็ไม่ยอมเป็น ทำอย่างนี้ 3 ครั้ง รายาจึงยอมจำนนเปลี่ยน แสดงให้เห็นว่ามันมีความขัดแย้งกันอยู่ระหว่างอำนาจของโต๊ะครูและอำนาจของรายา โต๊ะครูไม่ได้อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของรายา เป็นอำนาจอิสระอีกอย่างหนึ่งที่ในแง่อำนาจของศีลธรรมอยู่เหนืออำนาจของรายาที่สามารถเปลี่ยนศาสนาของรายาได้

เรามาคิดเปรียบเทียบกับพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์ของไทยซึ่งตรงกันข้ามเลย ภิกษุมีชื่อเสียงทั้งหลายคือคนที่พระเจ้าแผ่นดินอุปถัมภ์ ส่งไปเรียนหนังสือต่อที่ลังกา กลับมาก็สอนหนังสือบ้างหรือไปเรียนด้วยทุนตนเอง เมื่อกลับมาพระเจ้าแผ่นดินก็นับถือ ฉะนั้นภิกษุในพระพุทธศาสนาก็เลยต้องแสวงหาการอุปถัมภ์จากพระราชา โต๊ะครูไม่ใช่คนที่ต้องไปแสวงหาการอุปถัมภ์จากตัวรายา แต่ต้องสร้างฐานอำนาจตนเอง จะพบว่าผู้สอนศาสนาจะเป็นตัวคานอำนาจของโลก ไม่ว่าจะเป็นตัวรายา สยามหรือฝรั่งเป็นผู้คานอำนาจกับผู้ปกครองตลอดมา


มีทฤษฎีอีกอันหนึ่งซึ่งก็ฟังขึ้นเหมือนกัน คือมะละกาอ้างว่านำศาสนาอิสลามให้ชาวมลายู แต่ในนักวิชาการบางกลุ่มหรือคนที่เป็นมุสลิมเอง คิดว่าศาสนาอิสลามที่มาจากมะละกาและเข้ามายังปัตตานีนั้น ไม่ได้มาจากมะละกาแต่มาจากตอนเหนือ เข้าใจว่าเป็นจีนมันเป็นแหล่งที่มาคนละแหล่งกัน จริงหรือเท็จไม่สำคัญ แต่มันแสดงให้เห็นถึงสำนึกของคนตรงนี้ว่า ตัวมีเอกลักษณ์ที่ต่างจากมะละกา เรื่องนี้อาจจะไม่จริงเลยก็ได้ แต่ว่าสำนึกของคนที่เชื่อว่าจริงก็เชื่อว่า รัฐมลายูของตนมาจากลังกาสุกะไม่ใช่มะละกา ที่มาของศาสนาอิสลามก็เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่ไม่ได้มาจากมะระกา คือความรู้สึกที่คิดว่าตัวมีความเท่าเทียม ความศักดิ์สิทธ์เท่ากับมะระกาค่อนข้างมาก

อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าปัตตานีนี่ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการศึกษามาตั้งแต่โบราณ แม้แต่ปอเนาะก็ว่ากันว่าเริ่มขึ้นที่ปัตตานีก่อน ความจริงเป็นยังไงผมไม่ทราบแต่ที่สำคัญคือว่า สำนึกของคนเวลาพูดถึงปัตตานีมันไม่เหมือนความเข้าใจของคนไทยที่อยู่นอกดินแดนมลายู มันมีความรุ่งเรือง ศักดิ์สิทธิ์ เป็นศูนย์กลางการศึกษาทางศาสนาแฝงอยู่ในนี้ด้วย ตรงนี้ถ้าได้อ่านงานที่คนปัตตานีเขียน จะมีการย้ำการเป็นศูนย์กลางทางการศึกษา

ผมเป็นคนกรุงเทพไปอยู่เชียงใหม่ จะพบว่าคนเชียงใหม่จะเน้นชื่อ ศิริมังคลาจารย์ คือพระองค์หนึ่งที่สามารถเขียนตำราภาษาบาลีให้คนเรียน เป็นความภาคภูมิใจของคนเชียงใหม่ที่ชื่อนี้มีความหมายสำหรับเขา แต่ไม่มีความหมายกับคนกรุงเทพเลย ก็เหมือนชื่อปัตตานีที่มีความหมายสำหรับคนที่นี่อย่างหนึ่งซึ่งคนไทยทั่วๆ ควรเข้าใจ


ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะพูดถึงคือ สิ่งที่คนไทยไม่ค่อยเข้าใจ ปัญญาชนมุสลิมเองก็มีสำนึกว่าการศึกษาปอเนาะเพียงอย่างเดียวไม่พอ จำเป็นที่จะต้องผนวกเข้ากับวิทยาการสมัยใหม่ที่ฝรั่งสร้างขึ้นด้วย อันนี้คนไทยไม่ค่อยเข้าใจว่าเขาไม่รับอะไรที่เป็นสมัยใหม่

ผู้นำทางการศึกษาที่สำคัญมากคนหนึ่ง(หะยีสุหลง)เป็นนักคิดมุสลิมคนแรกๆของปัตตานีเลยก็ว่าได้ เรื่องของการเปิดพื้นที่การศึกษาให้วิทยาการสมัยใหม่เข้ามา นี่เป็นประเด็นสำคัญ ถ้ามองมุสลิมทั้งโลกโดยเฉพาะมุสลิมในเอเชียตะวันออกด้วยกัน จะเห็นว่ามุสลิมในประเทศไทยมีปัญหาเรื่องนี้มาก เพราะว่าการศึกษาตะวันตกแบบที่รัฐไทยทำมันก็ไม่รวมศาสนาอิสลามไว้ด้วย

การศึกษาที่เป็นปอเนาะแท้ๆก็ไม่รวมความเป็นตะวันตก วิทยาการใหม่ๆไว้ด้วย แต่จริงๆปัญหาเกี่ยวกับวิทยาการสมัยใหม่ เป็นสิ่งที่นักคิดอิสลามคิดมาตั้งแต่ศตวรรษกับอิสลามที่19 และได้คำตอบที่แตกต่างกัน ในปากีสถานอย่างหนึ่ง ในอียิปต์อย่างหนึ่ง แต่เป็นปัญหาสำคัญของมุสลิมทั้งโลก แต่สิ่งนี้กลับไม่ได้รับคำตอบจากประเทศไทย และทำให้ไม่มีใครคิดปัญหานั้นต่อ ความจริงแล้วความขัดแย้งระหว่างอารยธรรมแผนใหม่กับศาสนาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะนักคิดมุสลิม นักคิดพุทธก็คิด นักคิดคริสเตียนก็คิด นักคิดฮินดูก็คิด เพราะนี่มันเรื่องใหญ่ อยู่วันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วมาพบอารยธรรมแบบใหม่ล้อมรอบตัวคุณเต็มไปหมด ในขณะที่คุณยังคิดเรื่องในศาสนาคุณอยู่ แล้วคุณจะอยู่ในโลกที่มันขัดแย้งนี้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นนี่เป็นปัญหาที่เป็นนักคิดหรือไม่เป็นมุสลิมก็แล้วแต่ พยายามจะตอบมาเป็นเวลาร้อยกว่าปีมาแล้ว แต่น่าเสียดายที่มุสลิมในประเทศไทยไม่สามารถทดลอง ค้นคว้า เสนอ โต้แย้งกันในคำตอบเรื่องนี้ว่า อยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงตรงนี้โดยเป็นมุสลิมที่ดีได้อย่างไร ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มากๆ



โดยสรุปก็คือ ตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาจนถึงสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เนี่ยอาจจะกล่าวได้ว่าแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอะไรในดินแดนแถบนี้มากนัก ไม่ใช่ไม่เกิดเลยนะ เกิดเหมือนกันแต่ไม่มากนัก ถ้าเปรียบเทียบกับอีสานเหนือ ในช่วงสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถึงช่วงสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดความเปลี่ยนแปลงที่อื่นเต็มไปหมดแต่ไม่เกิดในภาคใต้เท่าไร

คราวนี้ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่มันเกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมคิดว่ายุคพัฒนาซึ่งมีการสร้างนิคม มีการทำสวนยาง คนจากข้างนอกเข้ามาหาประโยชน์จากทรัพยากรในท้องถิ่นในยุคพัฒนา คือไม่ใช่คนในท้องถิ่นใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเพียงอย่างเดียวนะ



การต่อต้านและต่อรองกับรัฐไทย


ประเด็นสุดท้ายมาถึงการต่อต้านและต่อรองกับรัฐไทย ก็คือต่อต้านกับต่อรองนี้เรื่องเดียวกัน คือมีเส้นๆหนึ่ง อีกด้านหนึ่งต่อต้าน อีกด้านหนึ่งต่อรอง การต่อต้านและต่อรองแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนด้วยกัน ไม่รวมปัจจุบันเพราะปัจจุบันนั้นอธิบายได้ยากไม่รวมตั้งแต่ 4 ม.ค.2547 ตัดทิ้งไป อันนี้ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ก่อนหน้านั้นอาจแบ่งการเคลื่อนไหวทางการเมืองของชาวมลายูในปัตตานีได้เป็น 3 ขั้นตอนด้วยกัน

1. เป็นการเคลื่อนไหวที่มีชนชั้นผู้นำทางจารีต ลูกหลานสุลต่าน คนที่เคยเป็นโอรากายาอะไรก็ตามแต่ คนเหล่านี้เสียผลประโยชน์จากไทยยึดครอง พวกนี้ก็จะเป็นผู้นำในการต่อต้าน และแย่งอำนาจกันเอง ครั้งสุดท้ายก่อนที่จะจบขั้นตอนที่หนึ่ง คือชนชั้นนำตามจารีตไม่มีบทบาทใดๆในการเคลื่อนไหวทางการเมืองเลย จบสูญแล้ว มีการตั้งกลุ่มการเมืองที่เรียกว่ากำปา เพื่อต้องการรวมชาติมลายู ถือว่าการที่ปัตตานีจะได้เอกราชเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนที่จะรวมชาติมลายูได้ ความคิดเรื่องการรวมชาติมลายูเป็นความคิดของประธานาธิบดีซูกาโน เกิดขึ้นที่อินโดนีเซียก่อน เป็นความคิดมานาน เพราะฉะนั้นกลุ่มกำปาจึงได้รับการสนับสนุนจากอินโดนีเซียหรือซูกาโนค่อนข้างมาก และใช้ธงสีแดงขาวเหมือนอินโดนีเซียเหมือนกัน

2. หลังจากผู้นำทางจารีตหมดไปแล้ว ไม่ได้เป็นผู้นำทางการเมืองแล้ว กลุ่มที่เข้ามาคือกลุ่มผู้สอนศาสนาอิสลาม จะโชคดีหรือโชคร้ายอย่างไรก็แล้วแต่กลุ่มผู้นำหะยีสุหลงได้เข้าไปเกี่ยวพันกับกลุ่มที่สนับสนุนท่านปรีดี พนมยงค์ ด้วย หลังจากท่านปรีดีถูกรัฐประหารขับไล่แล้วเขาก็สงสัยกลุ่มนี้ด้วย ยกข้อหาแบ่งแยกดินแดนเข้าใส่

3.การเคลื่อนไหวในชั้นที่สามนี้ หลังจากนั้นก็จะไม่มีกลุ่มผู้นำทางศาสนาเข้ามาอีกเลย สิ่งที่น่าเสียดายมากๆในกรณีของหะยีสุหลงก็คือว่า เป็นครั้งแรกของการเปิดการเจรจากับรัฐไทยโดยสันติ คือข้อเสนอ 7 ข้อของท่านเป็นการเสนอเพื่อเจรจาแล้วคนถูกฆ่าตาย

เพราะฉะนั้นหมดเลยไม่มีอีกเลย ไม่รู้ว่าจะเจรจายังไงแล้ว ประสบความล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าเลย ในขั้นที่สามในการเคลื่อนไหวทางการเมือง อยากเรียกว่าเป็นการเคลื่อนไหวของปัญญาชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งไม่ได้มาจากผู้นำทางจารีต ผู้นำทางศาสนา และอาจมีคนธรรมดาเข้าไปร่วมด้วย


สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือว่ามีความขัดแย้งก็ได้ ถามว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองคุณจะชูอะไร หนึ่งคือชูความเป็นมลายู สองคือชูความเป็นอิสลาม ถามว่าสองอย่างนี้ขัดแย้งกันเองได้ไหม คำตอบก็คือว่าในประสบการณ์ของคนมลายูอย่างน้อยช่วงหนึ่งเขาถือว่าขัดแย้งกัน ในกลุ่มปัญญาชนที่มีความเคลื่อนไหว กลุ่มแรกคือกลุ่มมูฮาเร็ม กลุ่มนี้ตั้งชื่อตนเองเป็นภาษามลายู ในขณะที่กลุ่มอื่นตั้งเป็นภาษาอังกฤษ ไม่เหมือนกัน สิ่งที่น่าสนใจคือ เป็นกลุ่มที่มีความคิดเป็นสังคมนิยม รังเกียจสิ่งที่เรียกว่า ศักดินา พูดง่ายๆว่าถ้าเขาชนะได้เอกราชมาจากไทย รัฐมลายูที่จะเกิดขึ้นมาจะต้องเป็นรัฐสังคมนิยมอิสลาม และค่อนข้างรังเกียจวัฒนธรรมที่เป็นระบบศักดินาทั้งหลาย

แต่ชาวบ้านมลายูทั่วไปแยกสองอย่างออกจากกันไม่ได้ ชาวบ้านคิดว่า การเป็นมุสลิมที่ดีต้องนุ่งโสร่ง นุ่งกางเกงได้อย่างไร เพราะความเป็นมลายูกับความเป็นมุสลิมมันแยกออกจากกันไม่ได้ แต่พวก BRN คิดว่า มันแยกออกจากกันได้ เพราะฉะนั้นพวกนี้จะค่อนข้างเน้นความเป็นมลายูสูง ความเป็นมุสลิมน้อย ถึงแม้ว่าจะตั้งเป็นสังคมนิยมอิสลามก็ตาม และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้กลุ่มที่เคลื่อนไหวต่อมาเป็นกลุ่มที่เป็นปฏิปักษ์กับกลุ่ม BRN คือ รับไม่ได้ที่จะกลายเป็นสังคมอิสลามแบบนั้นโดยลืมความเป็นมุสลิมของตัวเอง

หลังจากนั้นเป็นต้นมาจะพบว่าการเคลื่อนไหวทางการเมือง ความเป็นอิสลามจะมีความสำคัญเท่าเทียมกันกับความเป็นมลายู ทั้งสองอย่างจะเท่าเทียมกันแล้ว ถูกชูขึ้นมาพร้อมๆกัน ซึ่งไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ไม่ได้แปลว่าไม่มีเหตุการณ์รุนแรง ในชั่วโมงข้างหน้าที่จะพูดถึงสังคมมลายูมีคนที่ศึกษาเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านในช่วง 2520 มีการพูดถึงการระแวง พูดถึงระเบิด พูดถึงการอุ้มครูไป มีแต่ว่าโดยทั่วไปแล้วค่อนข้างสงบ ถ้าเปรียบเทียบ เพราะฉะนั้นหลังจากนั้นมาการเคลื่อน ไหวยิ่งจะเน้นไปในทางศาสนามากขึ้น เป็นต้นว่ากลุ่มที่เคลื่อนไหวหลังจากนั้นตั้งกลุ่ม BBMP เรียกตัวเองว่ามูจาฮีดีน คือเป็นมลายูนี่ คุณไม่ต้องเป็นมูจาฮีดีนแต่คุณต้องเป็นมุสลิม อย่างนี้เป็นต้น ตรงที่เป็นรากศาสนาจะถูกเน้นมากขึ้น อีกอย่างหนึ่งก็คือว่ามิติของอิสลามเน้นไปที่การเคลื่อนไหวมากขึ้น จนกระทั่งมาถึงวันที่ 4 ม.ค. 2547 มันเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้เหมือนกัน ซึ่งจะเล่าในชั่วโมงสุดท้าย


( แต่ผมหาตอนสุดท้ายไม่ได้เลยไม่รู้ว่า อ.นิธิ ได้แสดงทัศนะต่อเรื่องนี้อย่างไรครับ : กิตติพันธ์ )

kittipanh
Moderater
Moderater
โพสต์: 342
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00

โพสต์โดย kittipanh » 23 พ.ย. 2009, 16:28

ผมจะปูพื้นฐานแนวคิด และข้อเขียนของผู้รู้และนักวิชาการต่างๆไปก่อน เพื่อที่ผู้เข้ามาศึกษาเรื่องนี้จะได้มีองค์ความรู้ในเรื่องนี้บ้าง เมื่อผมนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในมิติองค์รวมแล้ว ทุกท่านจะสนุกที่จะคิดตามและเสนอแนะผมได้ เพราะส่วนหนึ่งที่เป็นประโยชน์และสามารถนำไปปฏิบัติได้ ผมจะได้นำไปเป็นแนวทางแก้ปัญหาครับ ...


นครปัตตานี ดับไฟใต้ได้จริง ?

กลายเป็นประเด็นขึ้นมาทันทีสำหรับไอเดียของ ?บิ๊กจิ๋ว? พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ที่มีดีกรีเป็น ถึงอดีตนายกรัฐมนตรี ที่เสนอให้มีการตั้ง ?นครปัตตานี? เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา โดยให้เหตุผลว่า เป็นเขตปกครองพิเศษ ตามวิถีของคนในพื้นที่ และให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมผู้หลงผิด ที่ไม่มีคดีอาญาติดตัว

แต่หลังจากการนำเสนอของ ?บิ๊กจิ๋ว? ปรากฏว่ามีทั้ง ?ดอกไม้? จากกลุ่มผู้เห็นด้วยและ ?ก้อนอิฐ? จากผู้ไม่เห็นด้วย รวมทั้งเสียงเตือนให้ระวังข้อหา ?กบฏ? จากซีกรัฐบาล ???

ซึ่งไม่ว่าจะอย่างไร สิ่งที่ต้องยอมรับคือ การเคลื่อนไหวของ ?บิ๊กจิ๋ว? ครั้งนี้ เกิดผลสะเทือนมากกว่าที่คาดคิดไว้ เพราะคนอย่าง ?บิ๊กจิ๋ว? ถือว่าไม่ธรรมดาใน พื้นที่ชายแดนใต้ เนื่องจากเป็นบุคคลผู้หนึ่งที่คลุกคลีอยู่กับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มายาวนาน มีเครือข่ายเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้นำทุกกลุ่ม ไม่เว้นแม้กระทั่งกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ โดยเฉพาะบุคลิกมีลักษณะที่ ?ประนีประนอม? และให้ ?ความหวัง? กับคนทุกฝ่ายทุกกลุ่ม จึงทำให้ความเคลื่อนไหวและการนำเสนอครั้งนี้ได้รับการตอบรับจากคนในพื้นที่เป็นอย่างดี แม้จะอยู่ในฐานะของคนที่ไม่มีตำแหน่ง หรือเป็นนักการเมืองในซีกฝ่ายค้าน แต่ผู้นำกลุ่มใหญ่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ยังให้การ ?ยกย่อง?

เมื่อมีคนยอมรับก็ต้องมีคนคัดค้าน เพราะเมื่อพ่อใหญ่ทิ้ง ?บอมบ์? เรื่อง ?นครปัตตานี? หลายต่อหลายคนออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ?บิ๊กจิ๋ว? สร้างความสับสนให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนในจังหวัดชาย แดนภาคใต้ เนื่องจากนโยบายการให้จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตปกครองพิเศษนั้น สวนทางกับนโยบายของทุกรัฐบาลที่ผ่านมา และการให้ 3 จังหวัด 4 อำเภอ ของ จ.สงขลา เป็นเขตปกครองพิเศษ ก็เป็นความต้องการของกลุ่มคนส่วนหนึ่ง ที่เห็นว่าน่าจะเป็นแนวทางแห่งชัยชนะในการแบ่งแยกดินแดน ที่ต้องเริ่มต้นที่การเป็นเขตปกครองพิเศษก่อน การออกมาเคลื่อนไหวของอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ จึงเป็นการ ?เข้าทาง? ของกลุ่มคนที่รอคอยอยู่แล้ว

ปรากฏการณ์ที่ชัดเจนคือ ?แนวร่วม? ในพื้นที่รีบฉกฉวยโอกาส ป่าวประกาศโฆษณาชวนเชื่อ กับสมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดน และประชาชนในพื้นที่ว่า ?การต่อสู้ของเราใกล้สำเร็จ เรามีชัยชนะแล้ว? โดยมีการอ้างเอาสิ่งที่พ่อใหญ่จิ๋วนำเสนอกับตัวแทนมวลชนที่ จ.ปัตตานี มาเป็นข้ออ้าง

แต่ที่รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม เห็นจะเป็น ?นายคัสตูรี เลขาธิการพรรคพูโลใหม่? ที่มีสำนักงานอยู่ในประเทศสวีเดน ได้ออกแถลงการณ์ผ่านทางเว็บไซต์พูโลว่า พูโล บีอาร์เอ็น และขบวนการอื่น ๆ พร้อมที่จะเจรจากับตัวแทนของไทย โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ เพียงแต่ต้องให้มี ?คนกลาง? และมีการระบุว่าคนกลางที่น่าจะเป็นคือ ?ราจิบ นาซัค? นายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซีย เข้าร่วมด้วย

โดยข้อเท็จจริง เรื่องที่ พล.อ.ชวลิต นำเสนอ ไม่ว่าจะเป็น นครปัตตานี ดอกไม้หลากสี หรือมาตรการ ถอยคนละ 3 ก้าว เพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาความ ไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งหมด ?บิ๊กจิ๋ว?นำเสนอมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา แต่ไม่มีรัฐบาลไหนเอาด้วย แม้แต่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ไม่กล้าที่จะสนับสนุนเพราะไม่ต้องการไป ?เข้าทาง? ของกลุ่มคนที่รอจังหวะ และขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่พร้อมตอบรับ

ดังนั้น การปรากฏตัวพร้อมกับการนำเสนอครั้งนี้ของ ?บิ๊กจิ๋ว? ไม่มีอะไรแปลกใหม่ เป็นเพียงการนำ ?ละคร? เก่า ๆ เดิม ๆ ที่เคยนำมาฉายแล้วแต่ไม่ได้รับความนิยม กลับมาฉายใหม่หวังเรียกเรตติ้ง

แต่เราตื่นเต้นกับ ?นครปัตตานี? จนลืมนึกถึงข้อเท็จจริงในพื้นที่ไป 2 ประการด้วยกัน

ประการแรก ทุกวันนี้ 3 จังหวัด 4 อำเภอ เป็นเขตปกครองพิเศษอยู่แล้ว เพราะมี ศอ.บต. มี กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า มีเขตการศึกษา มีงบประมาณในการพัฒนาที่จัดสรรไว้ต่างหาก มีสิทธิพิเศษทั้งการศึกษา การลงทุน และอื่น ๆ อีกมากมาย แม้แต่เวลา ?ตาย? มีพิเศษกว่าที่อื่น ๆ ของประเทศ เพราะมีเงินค่า ?เยียวยา? กว่า 500,000 บาทต่อ 1 ราย

ประการที่ 2 นับตั้งแต่มีการกระจายอำนาจการปกครองท้องถิ่น มี อบต. มีเทศบาล มี อบจ. ในทุกพื้นที่ ซึ่งมีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามมากกว่าศาสนาพุทธ ผู้บริหารท้องถิ่นล้วนเป็น ?มุสลิม? เช่นเดียวกับประชาชน คนเหล่า นี้เลือกมาโดยประชาชน และเข้ามาทำหน้าที่บริหารท้องถิ่น มีหน้าที่ มีอำนาจ มีงบประมาณ ในการสร้างความเจริญให้กับ ท้องถิ่นตามที่ต้องการ แม้แต่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต่างก็เป็นคนในพื้นที่ เหล่านี้ ไม่ใช่การปล่อยให้ปกครองตนเองอีกหรือ

ดังนั้น จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงเป็นเขตปกครองพิเศษอยู่แล้วและถูกต้องตามกฎหมาย เพียงแต่เรียกชื่อต่างเป็น " เขตพัฒนาพื้นที่พิเศษ " แต่รัฐยังขาดการเข้าไปจัดการในด้าน ?ธรรมาภิบาล? ให้เกิดความ ?โปร่งใส? หยุดการ ?ฉ้อราษฎร์บังหลวง? สร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับคนทุกหมู่เหล่า เพียงเท่านี้ความพึงพอใจก็จะเกิดขึ้นกับประชาชนและความสันติสุขก็จะกลับคืนมา

วันนี้ รัฐบาลต้องยืนหยัดให้มั่นคง อย่าหวั่นไหวกับ ?นครปัตตานี? เพราะเป็นสิ่งที่ยากที่จะเป็นไปได้ การแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ตามพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ ?เข้าใจ เข้าถึงและ พัฒนา? นี้คือหลักการที่ทุกฝ่ายต้องกุมให้มั่นคง เพราะการ ?ดับไฟใต้? ที่ยังไม่ได้ผลอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ไม่ถูกต้อง แต่เป็นเพราะยังไม่สามารถนำยุทธศาสตร์แปรไปสู่การปฏิบัติที่ได้ผลเท่านั้นเอง

ดังนั้นทั้งฝ่าย ?การเมือง? และ ?กองทัพ? รวมทั้ง ?พลเรือน? อย่าได้ตระหนกหรือเต้นตามจังหวะเกมที่ พล.อ.ชวลิต วางไว้ เพื่อหวังผลทางการเมืองเพราะยิ่งเต้นมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นการทำร้ายประเทศชาติและประชาชนเพิ่มขึ้น เท่านั้น.

ประวัติปัตตานีจากอดีตถึงปัจจุบัน

ปัตตานี เป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน ตั้งแต่ยุคอาณาจักรศรีวิชัยเรืองอำนาจ (ต้นพุทธศตวรรษที่ 1) จัดเป็นหนึ่งในหัวเมืองมลายูที่มีบทบาทสำคัญในการค้าและติดต่อสัมพันธไมตรีกับอารยประเทศ ปัตตานีเป็นเมืองท่าที่มีพ่อค้าแวะเวียนมาค้าขายและขนส่งสินค้า ทั้ง อาหรับ เปอร์เชีย จีน และอินเดีย จนได้รับการขนานนามว่า ?อาณาจักรลังกาสุกะ?

สมัยกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของสยามประเทศ ปัตตานีก็เป็นหนึ่งในประเทศราช พร้อมหัวเมืองต่าง ๆ เช่น ไทรบุรี กลันตัน และตรังกานู จวบจนยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น หลังสงครามเก้าทัพระหว่างไทย-พม่า สยามได้แบ่งการปกครองหัวเมืองฝ่ายใต้เป็น 7 หัวเมือง คือ เมืองปัตตานี เมืองหนองจิก เมืองยะลา เมืองรามัน เมืองระแงะ เมืองสายบุรี และเมืองยะหริ่ง แต่ละหัวเมืองมีเจ้าผู้ครองนครในระบบสุลต่าน

ครั้นรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยออกกฎหมายการปกครองท้องถิ่น (รศ. 116) ทดลองใช้ใน 7 หัวเมืองฝ่ายใต้ และการประกาศใช้ ?ข้อบังคับการปกครองหัวเมืองทั้ง 7 รศ.120? ขึ้นกับข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราชและยกเลิกระบบสุลต่าน เหลือเพียงพระยาเมือง

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้ประกาศยกเลิกพระยาเมืองทั้ง 7 ยุบรวมเหลือแค่ 4 หัวเมือง ตั้งเป็นมณฑลปัตตานี ประกอบด้วย ปัตตานี ยะลา ระแงะ สายบุรี ครั้นสมัยรัชกาลที่ 7 ก็ประกาศยกเลิกมณฑลปัตตานี ยุบสายบุรีและระแงะเป็นอำเภอและแบ่งการปกครองเป็น 3 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จวบจนปัจจุบัน.

kittipanh
Moderater
Moderater
โพสต์: 342
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00

Re: นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

โพสต์โดย kittipanh » 22 พ.ค. 2011, 08:19

ผมมีความตั้งใจที่จะนำเสนอเรื่องที่เกี่ยวกับความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้และแนวทางแก้ไขมาตั้งแต่ปี 2550 หลังจากที่ได้พยายามศึกษาหาสาเหตุและเมื่อคิดว่าค้นพบแนวทางแก้ไขบ้างแล้ว ก็พยายามที่จะเสนอแนวทางแก้ไขต่อพลังอำนาจต่างๆ แต่ก็ไม่สำเร็จจึงได้นำเสนอแนวคิดต่างๆในเว็บนี้มาตั้งแต่เริ่มต้นเว็บไซท์หนุ่ม11 หลังจากนั้นผมได้นำเสนอเรื่อยมาจนได้เข้ามาอยู่ในศูนย์กลางอำนาจในการแก้ไขปัญหา และก็ได้พยายามนำแนวทางแก้ไขปัญหาซึ่งคิดว่าใช่ " ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ธรรมาธิปไตยในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช " มาใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้แก่พี่น้องประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อเพื่อนพิเชษฐ์ได้เป็นแม่ทัพภาคที่ 4 ตั้งแต่ วันที่ 1 ต.ค. 2551 จนถึง 30 ก.ย. 53 ซึ่งก็ยังให้เกิดประโยชน์และความสำเร็จเป็นเบื้องต้น ความร่วมมือบูรณาการ 3 ฝ่าย รัฐ นักวิชาการ ภาคประชาชน ก็ได้บังเกิดขึ้น และขับเคลื่อนไปตามแนวทาง .. ยุทธศาสตร์ธรรมาธิปไตย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จังหวัดชายแดนภาคใต้ .. ต่อจากเวลานั้นผมก็ไม่ได้อยู่ในโครงสร้างอำนาจในการแก้ไขปัญาอีกต่อไป คงสถานะในการแก้ไขปัญหาไว้ในฐานะประธานอำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาธรรมธิปไตย และยังดำเนินการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไปไม่ได้เลิกราและหนีหายไปไหน ส่วนแนวคิดในการแก้ไขซึ่งได้นำเสนอในเว็บนี้ผมได้ชะลอเอาไว้ก่อนเมื่อเว็บนี้ได้ถูกบอมบ์ครั้งแรกเมื่อสองปีที่แล้ว และผมก็ไม่ได้นำเสนอเรื่องนี้อีกเลยทั้งๆที่บางครั้งผมคิดจะนำเสนอบ่อยครั้งก็ตาม แต่มาบัดนี้เมื่อเหตุแห่งความรุนแรงทวีทับซ้อนมากขึ้น ผู้คนพลเมืองที่นั่นทุกข์มากๆและอยากจะแก้ไขปัญหาความไม่สงบด้วยตัวตนของผู้คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้เอง ผมจึงคิดว่าน่าจะถึงเวลาแล้วละครับที่ผมจะได้นำกระทู้นี้ขึ้นมาอีกครั้งเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งจะได้แนวทางที่เหมาะสมมาใช้ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป แต่คราวนี้เราจะทำในฐานะภาควิชาการและภาคพลเมือง(ประชาชน) อาจจะขาดภาครัฐไปในระยะแรกก็ไม่เป็นไร แต่สุดท้ายเมื่อทุกอย่างลงตัวความร่วมมือบูรณาการจากทุกฝ่ายก็จะตามมาในที่สุด ... " รวมเป็นหนึ่ง ให้เสมือนสายลมที่ปัดเป่าความทุกข์ นำพาสันติสุข มาสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้จงได้ " ...

kittipanh
Moderater
Moderater
โพสต์: 342
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00

Re: นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

โพสต์โดย kittipanh » 28 พ.ค. 2011, 06:38

ผมขอนำเสนอโครงสร้างของปัญหาและแนวทางแก้ไขที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าได้ดำเนินไว้ตั้งแต่ปี 50 ถึง 51 ก่อนที่ผมจะได้เข้าไปมีบทบาทเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โครงสร้างนี้ได้ถูกออกแบบไว้ในขณะที่ยังไม่การประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคง พ.ศ. 2551 และ พรบ.การบริหารราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 รายละเอียดต่างๆจะเหมือนกับในปัจจุบัน แต่จะแตกต่างตรงที่มีการแยกโครงสร้างทางด้านความมั่นคงออกไปจากโครงสร้างด้านการพัฒนา ซึ่งจากโครงสร้างเดิมนี้หากท่านๆได้อ่านแล้วและวิเคราะห์ /วิจารณ์แบบง่ายๆ โดยที่ยังไม่เห็นพรบ.ทั้งสองฉบับ ท่านๆก็จะทราบได้โดยสามัญสำนึกว่า อะไรๆที่มันรุนแรงขึ้นก็เนื่องจากเรื่องราวที่ควรบูรณาการให้เป็นหนึ่งเดียว กลับต้องแยกส่วนในการบริหาร และปฏิบัติการ ซึ่งยังไม่นับรวมไปถึงในส่วนของนโยบาย เชิญเข้าไปดูซิครับ ผมจะเสนอเป็นภาพและไม่มีการอธิบาย ภาพโครงสร้างจะบอกอะไรๆไว้ดีมากครับ และสำหรับภาพสุดท้ายเป็นงานวิจัยของนักยุทธศาสตร์การทหาร พลเอก ธนพล เป็นทหารม้าเหมือนผมนี่แหละ และเรื่องราวบางส่วนเราก็ยังใช้อยู่ในขณะนี้


1-1 โครงสร้างการปฏิบัติงานเพื่อเอาชนะการก่อความไม่สงบ.JPG



2-1 โครงสร้างการปฏิบัติงาน กอ.รมน.ภาค 4.JPG



3-1 โครงสร้างของกลุ่มก่อความไม่สงบ.JPG



4-1 งานวิจัยของ พลเอก ธนพล ปุณโยปัษฎัม.JPG

kittipanh
Moderater
Moderater
โพสต์: 342
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00

Re: นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

โพสต์โดย kittipanh » 28 พ.ค. 2011, 07:37

ตั้งแต่ปี 49 - 50 ผมและคณะได้เข้ามาศึกษา/ค้นคว้า และหาทางพัฒนาระบบงานด้านการข่าวของกองทัพบกในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จำเป็นต้องค้นหาคำตอบเช่นเดียวกัน แต่สภาวะการณ์ในขณะนั้นไม่เอื้อต่อการไปศึกษาอย่างเป็นระบบ ผมจึงใช้กลยุทธเชิงเดี่ยวเข้าไปศึกษาเพียงลำพังโดยไม่ได้ชักชวนใครๆให้ไปกับผม ผมได้ใช้บริการเครือข่ายมิตรภาพและเครือญาติที่มีอยู่เดิม เมื่อความทราบถึงพิเชษฐ์ซึ่งขณะนั้นได้ย้ายจากรองแม่ทัพภาคที่ 4 กลับไปเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 2 จึงได้แนะนำให้ผมได้ใช้เครือข่ายภาคประชาชนเพื่อสันติและเศรษฐกิจพอเพียงจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อทำการข่าวเชิงบวก คือไม่ต้องไปหาข่าวว่าใครคือมิตรและศัตรู แต่ไปหาและสร้างมิตรร่วมให้ได้มากที่สุด นั่นเองจึงเป็นที่มาของงานวิจัยเสริมพลังความมั่นคงของชาติ มิติสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และระหว่างที่งานวิจัยกำลังดำเนินไป การปฏิบัติการค้นหาแนวทางสุขสงบสันติก็ดำเนินไปเรื่อยๆ จนเมื่อต้นปี 51 ผมก็ได้มิตรร่วมที่เป็นหนุ่ม 11 อีกคนหนึ่ง เข้ามาร่วมคิดงานด้านยุทธศาสตร์ ผมได้พาเพื่อนประสงค์เข้ามาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากห่างหายไปเสียนานปี โดยเข้ามาในบทบาทนักยุทธศาสตร์การพัฒนาประจำคณะวิจัย ซึ่งผมหัวหน้าคณะวิจัยอยู่ สามเดือนหลังจากนั้นก่อนที่งานวิจัยจะสรุปให้สมบูรณ์ เราก็ได้ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมาชุดหนึ่ง เราไปสรุปประเด็นเชิงเนื้อหากันที่แขวงจำปาศักดิ์ สปป.ลาว จนเป็นที่มาของการเรียกชื่อยุทธศาสตร์นี้อย่างไม่เป็นทางการว่า " ปฏิญญาจำปาศักดิ์ " ค่อนข้างยาวมาก และผมได้ปรับปรุงให้เหมาะสมอีกเล็กน้อย ขอเชิญให้ไปหาความรู้กันได้แล้วครับ " ยุทธศาสตร์ธรรมาธิปไตย ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง "

ยุทธศาสตร์ธรรมาธิปไตย ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

1. เป้าหมายชีวิตสุขสงบวิถีธรรม สภาวะแห่งธรรมสูงสุดของมวลมนุษยชาติ คือ ? ความพอเพียง สายกลาง ? เป็นสภาวะการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ระหว่าง กาย จิต วิญญาณ และ มนุษย์ ธรรมชาติ จักรวาล ดังนั้น พลังอำนาจทางการเมืองการปกครองที่เป็นธรรมของสังคมมนุษย์ หรือ ระบบธรรมาภิบาลที่ปรารถนา จึงต้องเกิดจากสภาวะแห่งธรรมของปัจเจกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย : ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ย่อมต้องเสริมพลังชีวิตประชาชน ให้มีความสุขสงบวิถีธรรม จึงจะบังเกิดพลังอำนาจปวงชน ที่มีความสุขร่วมกัน ตามพระราชปณิธานในพระปฐมบรมราชโองการ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ? เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุข แห่งมหาชนชาวสยาม ?

ธรรมาธิปไตย หรือ สมรรถนะการใช้พลังอำนาจโดยธรรม จึงมีความหมายเป็น 2 มิติ คือ
( 1 ) ? ธรรมาธิปไตย ? หมายถึง สมรรถนะการใช้อำนาจตัดสินใจของพลเมือง ทุกขณะจิต ด้วยหลักเหตุผล คุณธรรม จริยธรรม สุนทรียภาวะในตนเอง /สังคม
( 2 ) ในมุมมองการพัฒนามิติองค์รวม ( นามธรรม รูปธรรม เชิงซ้อน ) ? ธรรมาธิปไตย ? หมายถึง พลังอำนาจแห่งธรรม บริสุทธิ์ สูงสุด อันเป็นผลจากการบูรณาการ กาย จิต วิญญาณของมนุษย์ สู่ความเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมดุล ? พอเพียง สายกลาง ? ระหว่าง มนุษย์ ธรรมชาติ จักรวาล ซึ่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานศาสตร์การครองแผ่นดินโดยธรรม ? ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง : ธรรมาธิปไตยในพระองค์ ? ( กิตติพันธ์ นพวงศ์ ณ อยุธยา , บงกช ณ สงขลา และคณะ , 2550 ? 2552 )

2. กระบวนทัศน์การดำเนินชีวิต สู่สภาวะแห่งธรรม ( ธรรมาธิปไตย ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ) การปฏิรูปการเมืองการปกครอง สู่สมรรถนะแห่งธรรม ต้องสร้างความตระหนักรู้ ให้พลเมืองไทยทุกฝ่าย ( รัฐ ประชาชน วิชาการ ฯลฯ ) ร่วมเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ มิติสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ( องค์รวม ) ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ? สุขสงบวิถีธรรม ? จึงจะช่วยให้บังเกิดผลการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ไม่เบียดเบียนกันและกัน โดยอาศัยกระบวนการศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิต ในลักษณะการศึกษาต่อเนื่อง ช่วยให้พลเมือง มีความสุขที่จะบริหารการเปลี่ยนแปลงตนเอง สู่สภาวะแห่งธรรมขั้นสูง ? มหาบารมี ? ? บรมธรรม ? อย่างมีพัฒนาการสืบเนื่อง เกิดการเพิ่มพูนสมรรถนะธรรมาธิปไตยในตนเอง ดังที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตรัสถึง การพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง ก้าวหน้า มีความเจริญ ว่า ? ต้องเป็นการทำให้ชีวิตของแต่ละคนมีความปลอดภัย มีความเจริญ และมีความสุข ด้วยกระบวนการที่ต่อเนื่อง ( Continuing Process ) ให้ความสำคัญกับลำดับ และขั้นตอน ความเชื่อมโยง เน้นการพัฒนาบุคคลก่อน ด้วยการศึกษา 2 ด้านคือ ด้านวิชาการ ( Academic Learning ) และการอบรมบ่มนิสัย ( Spiritual Development ) ให้เป็นผู้มีจิตใจใฝ่ดี ใฝ่เจริญ มีปกติ ละอายชั่วกลัวบาป เพื่อมีความรู้ไว้ใช้ประกอบการและมีความดีไว้เกื้อหนุน การประพฤติปฏิบัติทุกอย่างให้เป็นไปในทางที่ถูกที่ควร อำนวยผลเป็นประโยชน์ที่พึงประสงค์ ควรเป็นวิชาการที่ได้จากประสบการณ์แท้ของประเทศไทย มิใช่เรียนเฉพาะตำราต่างประเทศ ทั้งนี้ การออกไปทำงาน ของนักพัฒนา ต้องศึกษาความเป็นจริงในพื้นที่เป็นสำคัญการดำรงชีวิตแบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง จะช่วยให้ประเทศอยู่ได้ แต่ต้องใช้เวลา อย่าใจร้อน ต้องประยุกต์ ให้เหมาะสมกับภูมิประเทศ ทางภูมิศาสตร์ และภูมิประเทศทางสังคมศาสตร์ ตามสังคมวิทยา สอดคล้องกับความต้องการประชาชน อธิบายให้ประชาชนเข้าใจหลักการของการพัฒนา ?? การทำงานตามแนวคิดและทฤษฎีการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตามที่ทรงคิดค้น ดัดแปลง ปรับปรุง แก้ไข ของนักพัฒนาต่างๆ ต้องทำอย่างง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน เหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่ และระบบนิเวศน์โดยส่วนรวมของธรรมชาติ ตลอดจนสภาพของชุมชนนั้นๆ ไม่ติดตำรา สร้างความรู้ รัก สามัคคี และการร่วมมือร่วมแรงร่วมใจ เป็นประโยชน์กับประชาชน มุ่งไปสู่วิถีพัฒนาแบบยั่งยืน (Sustainable Development) ผู้เกี่ยวข้องได้รับประโยชน์ร่วมกัน จึงจะสำเร็จและได้รับความร่วมมือ
กล่าวโดยสรุป แก่นสาระปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง : ธรรมาธิปไตยในพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช จึงเป็นปรัชญา ชี้ถึงแนวการดำรงอยู่ และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึง ระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศ ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์
[? ความพอเพียง ? หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึง ความจำเป็น ที่จะต้อง มีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้ การพัฒนาประเทศตามแนวทาง การใช้พลังอำนาจแบบ ? พอเพียง ? คือ การอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจ ของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึก ในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุล และพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้ เป็นอย่างดี ( พระราชดำรัสองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช )]

3. สภาวะการขาดสมรรถนะธรรมาธิปไตยของพลเมือง ( อดีต ? ปัจจุบัน ) สภาวการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอที่มีเขตติดต่อจังหวัดสงขลาตั้งแต่เกิดกรณีปล้นอาวุธของกองพันพัฒนาที่ 4 ที่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เป็นหนึ่งปรากฏการณ์ปัญหาของมวลมนุษยชาติ อันสืบเนื่องมาจากความบกพร่องกระบวนทัศน์ธรรมาธิปไตย มีปัญหาความทุกข์ทับซ้อนทางจิตวิญญาณ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชนทั้งในพื้นที่ดังกล่าว และผลกระทบโดยรวมของการพัฒนาประเทศ ซึ่งการที่มีกลุ่มคน ซึ่งใช้ยุทธศาสตร์การก่อความไม่สงบ ด้วยวิธีการก่อการร้าย การชี้นำทางการเมือง และกดดันให้ประชาชนมาร่วม หรือ จำยอมออกมาร่วมต่อสู้ทางการเมือง เป็นผลแสดงถึงสภาวะการขาดสมรรถนะแห่งธรรมในการดำเนินชีวิต มีความเพลี่ยงพล้ำทางจิตวิญญาณ ให้ความสำคัญกับการใช้อำนาจเงินตรา อาวุธยุทโธปกรณ์ ขาดความตระหนักรู้ถึงสภาวะแห่งธรรม ว่าเป็น พลังอำนาจบริสุทธิ์ ? อำนาจบารมี ? ที่พึงประสงค์ และ เป็นภาวะผู้นำที่แท้ ? ผู้นำธรรมาธิปไตย ?

4. ผลกระทบทางลบจากปัญหาความขัดแย้งทางพลังอำนาจ ต่อสภาพการดำเนินชีวิต ของประชาชน เกิดปัญหาสะสมทับซ้อนยาวนานมิรู้จบ และมิได้มีการวางยุทธศาสตร์เชิงระบบ ทั้งปัญหาเชิงปรากฏการณ์ทางสังคม ปัญหาพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของประชาชน / ปัญหาการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ / นักพัฒนา ปัญหาโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง ปัญหาทัศนคติ ความเชื่อ การให้คุณค่าความเป็นมนุษย์ / จิตวิญญาณ
4.1 ด้านจิตวิทยาต่อความรู้สึกความคิด เกิดความหวาดกลัวอันตรายและความหวาดระแวงจากการก่อการร้ายทุกรูปแบบ ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวและหวาดระแวงกันเอง ทั้งประชาชนศาสนิกเดียวกัน และต่างศาสนิก ความหวาดระแวงระหว่างหมู่บ้านที่อยู่ข้างเคียงกัน แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติงานกับประชาชนก็เกรงว่า จะนำภัยอันตรายมาสู่ตนเองจาก กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ทำให้ประชาชนต้องตกอยู่ในสภาพโดดเดี่ยว และตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ผลที่เกิดขึ้น คือ ประชาชนเกิดความคิดแตกแยก ความเชื่อมั่นลดลง และเกิดความสับสน เพราะประชาชนจะไม่ทราบสถานการณ์ ซึ่งดำเนินการแบบปิดลับโดยกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ
4.2 ด้านจิตวิทยาต่อการดำเนินวิถีชีวิต ผลกระทบทางด้านจิตวิทยาตามที่กล่าวแล้ว ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพประชาชนขาดรายได้ที่พึงมีพึงได้ และขาดโอกาสดำเนินชีวิต / ปฎิบัติกิจวัตรประจำวันตามวิถีชีวิตปกติ ชุมชนไทยพุทธที่มีจำนวนน้อยกว่า ไม่สามารถทนสภาวการณ์กดดันอยู่ได้ ก็ต้องละทิ้งถิ่นฐานออกนอกพื้นที่ ชุมชนมุสลิมก็มีความหวาดระแวงกันและกันมากขึ้น รวมทั้งหวาดระแวงต่อรัฐ ในขณะที่กลุ่มเยาวชน ก็ยังตกงานอยู่อีกจำนวนมาก สิ่งต่างๆเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต ทางสังคมแบบดั้งเดิมที่เคยมีความสันติสุขบนพื้นฐานความต่างทางศาสนาและต่างวิถีชีวิต สรุปได้ว่า ประชาชนเกิดความสับสนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และประสบความเดือดร้อนเพิ่มขึ้น ประชาชนขาดโอกาสได้รับการสนองความต้องการการพัฒนา ตามความต้องการของมนุษย์ ( มาสโลว์ : Maslow ) ทั้ง 5 ขั้น ประกอบด้วย
ขั้นที่ 1 : ความต้องการทางกาย ( Physiological Needs ) คือ ความต้องการปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต
ขั้นที่ 2 : ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย ( Safety and Security Needs ) คือ ความต้องการที่จะมีชีวิต ที่มั่นคง ปลอดภัย
ขั้นที่ 3 : ความต้องการความรักและการเป็นที่ยอมรับของกลุ่ม ( Love and Belonging Needs ) มนุษย์เมื่อเข้าไปอยู่ในกลุ่มใดก็ต้องการให้ตนเป็นที่รักและยอมรับในกลุ่มที่ตนอยู่
ขั้นที่ 4 : ความต้องการได้ รับการยกย่องจากผู้อื่น ( Self -Esteem Needs ) เป็นความต้องการในลำดับต่อมา ซึ่งความต้องการในชั้นนี้ถ้าได้รับจะก่อให้เกิดความภาคภูมิใจ ในตนเอง
ขั้นที่ 5 : ความต้องการในการเข้าใจและรู้จักตนเอง ( Self-Actualization Needs ) เป็นความต้องการชั้นสูงของมนุษย์

5. ความพยายามแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ด้วยกระบวนทัศน์ธรรมาธิปไตย ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ( พลังอำนาจแห่งธรรม สุขสงบ วิถีธรรมอย่างยั่งยืน ) ศูนย์ศึกษาและพัฒนาประชาธิปไตย ในฐานะองค์กรบูรณาการ 3 ฝ่าย ( รัฐ + ประชาชน + วิชาการ ) มีวัตถุประสงค์ ให้เป็นองค์กรบูรณาการดำเนินการ ศึกษาวิจัย พัฒนารูปแบบการเสริมสร้างพลังสมรรถนะจิตวิญญาณพลเมืองทุกฝ่าย สู่กระบวนทัศน์ การครองตนด้วยหลักธรรมาธิปไตย ตามรอยพระยุคลบาท ตามวิถีแห่งธรรมของทุกศาสนา มิติองค์รวม ( นามธรรม รูปธรรม เชิงซ้อน ) น้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน ? เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ? และ ? ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ? เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวทางสันติธรรมอย่างยั่งยืน โดยเริ่มต้นที่พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอที่มีเขตติดต่อ ของจังหวัดสงขลา เป็นพื้นที่ที่กำหนดการแก้ปัญหาและพัฒนาเชิงระบบ กระบวนการดังกล่าวประกอบด้วย - ประสานความ เข้าใจ และพัฒนากระบวนการศึกษาเรียนรู้ท่ามกลางการปฏิบัติ เพื่อเข้าถึงองค์ธรรม องค์ความคิด องค์ความรู้ ตามหลักคิดร่วมกัน 3 ฝ่าย ได้แก่ รัฐ + วิชาการ/ ผู้นำทางจิตวิญญาณ / ปราชญ์ชุมชน + ประชาชน ที่จะแก้ไขปัญหาและพัฒนาชายแดนภาคใต้ อย่างยั่งยืน โดยการร่วมวิเคราะห์ สังเคราะห์ สาเหตุของปัญหา ปัญหา และแนวทางการแก้ปัญหา เชิงระบบ ( 2547 ? 2548 )
- ดำเนินงานโครงการพัฒนาวิชาการ กระบวนทัศน์รัฐศาสตร์ศึกษาบูรณาการ : ธรรมาธิปไตย ( ความร่วมมือ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพมหานคร และสำนักส่งเสริมและการศึกษาต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี : บงกช ณ สงขลา , 2548 ? 2549 )
- เสริมพลังสมรรถนะธรรมาธิปไตยแก่อาสาสมัครในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกช่วงวัย ( เด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่ ) มุ่งหวังการสร้างกลุ่มพลังมวลชนธรรมาธิปไตย สู่การเสริมสร้างพลังชีวิตธรรมาธิปไตยชุมชน ด้วยบทบาทความร่วมมือของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ในระบอบประชาธิปไตย อันเป็นกระบวนการปฏิรูปการเมืองการปกครอง ด้วยกระบวนการเรียนรู้ท่ามกลางการปฏิบัติ ( Learning by doing ) อย่างยั่งยืน และการศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิต ตามแนวพระราชดำรัสการพัฒนายั่งยืน ( 2548 ? ปัจจุบัน )
- ดำเนินงานวิจัยปฏิบัติการสังคมแห่งการเรียนรู้ ( CAR : Community Action Research ) ภายใต้โครงการวิจัยปฏิบัติการเสริมพลังความมั่นคงของชาติ มิติสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตามรอยพระยุคลบาท เรื่อง ? ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ธรรมาธิปไตยในพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ? ( ร่วมกับพันธมิตร 3 ฝ่าย : รัฐ ประชาชน วิชาการ ) ( พันเอก (พิเศษ) กิตติพันธ์ นพวงศ์ ณ อยุธยา , บงกช ณ สงขลา และคณะ : ตุลาคม 2550 ? มีนาคม 2551 )
- นำผลการวิจัย สู่การขยายผลการเสริมพลังชีวิตธรรมาธิปไตยของพลเมือง โดยกระบวนการหลากหลาย อาทิ การพบปะ พูดคุย ปรึกษาหารือ ผู้นำประชาชนต่างๆ เช่น ผู้นำทางศาสนา/ผู้นำจิตวิญญาณ สมาชิก องค์การบริหารส่วนตำบล ครูผู้สอนศาสนา ผู้นำกลุ่มสตรี ผู้นำเยาวชน ข้าราชการ นักวิชาการ และประชาชนที่มีจิตอาสา เพื่อพัฒนารูปแบบ แนวทางการแก้ไขปัญหาความทุกข์ทับซ้อนทางจิตวิญญาณ กรณีที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และพัฒนาหลักสูตร / กิจกรรม / โครงการต่างๆร่วมกัน โดยมีศูนย์ศึกษาและพัฒนาธรรมาธิปไตย เป็นองค์กรบูรณาการ ประสาน และอำนวยการเชิงระบบ เพื่อให้อยู่ในครรลองกระบวนทัศน์ ที่พึงประสงค์ ตามแนวทางธรรมาธิปไตย : พอเพียง ( มีนาคม 2551 ? ปัจจุบัน )
- ดำเนินการขยายผลและต่อยอดจาก โครงการศึกษาวิจัยปฏิบัติการเสริมพลัง ความมั่นคงของชาติ มิติสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตามรอยพระยุคลบาท เรื่อง ? ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ธรรมาธิปไตยในพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดชมหาราช ? โดยการสร้างโอกาสให้อาสาสมัครต่างๆ ได้ร่วมพัฒนาโครงการ ประสานงาน บริหารจัดการ อำนวยความสะดวกกลุ่มพลังมวลชนที่ร่วมดำเนินงานแก้ไขปัญหาและพัฒนาท้องถิ่น ด้วยรูปธรรมกิจกรรมต่างๆ ซึ่งศูนย์ศึกษาและพัฒนาธรรมาธิปไตย ร่วมกับองค์กรของรัฐ และ / หรือ สถาบันการศึกษา ร่วมกันจัดขึ้น อาทิ ? โครงการปฏิทินชีวิตยุวชนธรรมาธิปไตย ? ? โครงการธรรมทายาท ด้วยศาสตร์สร้างสันติสุขตามวิถีชุมชน : บูรณาการชุมชน ตาดีกา ปอเนาะดั้งเดิม ? ( สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 12 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ) ? โครงการครอบครัววิถีธรรม สานสัมพันธ์ชายแดนใต้ ? ( สำนักส่งเสริมและการศึกษาต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ) ทั้งนี้ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาธรรมาธิปไตย ในฐานะองค์กรบูรณาการเชิงระบบ ( จิตวิญญาณ วิธีคิด ความเชื่อ แนวปฏิบัติ ระบบบริหาร นโยบาย ) ทำหน้าที่ร่วมเฝ้าระวัง สรุปผล ประเมิน ติดตามผล ถอดบทเรียน รวมทั้งเสริมพลังชีวิตธรรมาธิปไตย อย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันนำพลังบริสุทธิ์ สว่างในธรรม ร่วมขับเคลื่อนพลังชีวิตธรรมาธิปไตยชุมชน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาความไม่สงบที่หมู่บ้านและชุมชน สู่ความสุขสงบวิถีธรรมยั่งยืน ( มีนาคม 2551 ? ปัจจุบัน )
- ศึกษาเรียนรู้ต้นทุนความพยายามแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ขององค์กรภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม เพื่อหาแนวทางประสานความร่วมมือ / บูรณาการการทำงานร่วมกันในโอกาสต่อไป ( 2547 ? ปัจจุบัน )
- ประสานความร่วมมือ ทั้งเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ กับภาครัฐระดับนโยบาย ในการพิจารณาศึกษาต้นทุนการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งศูนย์ศึกษา และพัฒนาธรรมาธิปไตยได้ดำเนินการไว้ เพื่อนำสู่การกำหนดนโยบาย / ยุทธศาสตร์ชาติ ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง : ธรรมาธิปไตย ในพระองค์ อย่างเป็นระบบต่อไป ( มีนาคม 2551 - ปัจจุบัน )
- ทำความเข้าใจกับสังคม เกี่ยวกับการน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน ? เข้าถึง เข้าใจ พัฒนา ? สู่การปฏิบัติด้วยความสุขสงบวิถีธรรม ( ตุลาคม 2550 ? ปัจจุบัน )
- เตรียมการพัฒนาหลักสูตร ? พลังชีวิตธรรมาธิปไตย ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ? แก่ข้าราชการ ประชาชน และผู้สนใจ

6. ตัวอย่างของความสำเร็จ : การเสริมพลังชีวิตธรรมาธิปไตย ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ชายแดนใต้ องค์กรภาคประชาชนเพื่อสันติและเศรษฐกิจพอเพียง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งผ่านกระบวนการวิจัยปฏิบัติการเสริมพลังความมั่นคงของชาติ มิติสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ ตามรอยพระยุคลบาท เรื่อง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง : ธรรมาธิปไตยในพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้ปฏิรูปตนเอง ด้วยการน้อมนำ หลักแก่นศาสนธรรมสู่การดำเนินชีวิต และการปฏิบัติภารกิจเพื่อสังคม มีการบริหาร การเปลี่ยนแปลงตนเอง / ครอบครัว / องค์กรใหม่ สู่ความสุขสงบวิถีธรรมมากขึ้นมาก มีจิตใจอาสาสมัครที่จะช่วยเหลือสังคม ทั้งประชาชนผู้ด้อยโอกาส และร่วมมือกับภาครัฐ นักวิชาการ ในการทำงานด้วยความเสียสละมากกว่าเดิมมาก พร้อมที่จะน้อมรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่ดีกว่าเดิมด้วยกระบวนทัศน์แห่งธรรม มีความรัก ความเข้าใจกันระหว่างชาวไทยพุทธ มุสลิม ทั้งนี้ กระบวนการเสริมพลังชีวิตธรรมาธิปไตย ประกอบด้วย การเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจทางการเมืองการปกครอง มิติองค์รวม ( นามธรรม รูปธรรม เชิงซ้อน ) ประกอบด้วย การเสริมพลังชีวิตธรรมาธิปไตยในตนเอง การศึกษาและพัฒนาจิตวิญญาณสู่ความตระหนักรู้ หรือระลึกได้อยู่เสมอต่อปรากฏการณ์ทางสังคมต่างๆ ลดความหวาดกลัวหวาดระแวง ความสับสน สร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินชีวิตด้วยกระบวนทัศน์แห่งธรรม ตามรอยพระยุคลบาท ยึดถือตามหลักศาสนธรรมที่เคารพนับถือ

7. บางส่วนของต้นทุนธรรมาธิปไตยในภาครัฐ ประชาชน วิชาการ : ความมุ่งมั่นแก้ไขปัญหา ด้วยสันติวิธี
- กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้จัดอบรมหลักสูตรครูการเมืองให้กับข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้ และ กอ.รมน.จัดการอบรมโครงการสภาประชาชนสันติสุขตำบล
- ศอ.บต.และส่วนราชการฝ่ายพลเรือน รับผิดชอบการแก้ปัญหาด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้านสังคมจิตวิทยา นำเสนอรัฐบาลจัดสรรงบประมาณสนับสนุน เพื่อดำเนินการ "โครงการชุมชนศรัทธา" จำนวน 37 หมู่บ้านต้นแบบใน 37 อำเภอ ขณะนี้ อยู่ระหว่างการดำเนินการโครงการฯ
- กระบวนการของบุคคล กลุ่มคน สถาบัน มหาวิทยาลัย องค์กรอิสระ องค์กรพัฒนาเอกชน และอื่นๆอีกมากมาย

8. ยุทธศาสตร์พลังชีวิตธรรมาธิปไตยชุมชน ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
8.1 วิสัยทัศน์
8.1.1 น้อมนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง : ธรรมาธิปไตยในพระองค์ สู่การปฏิบัติ โดยนำผลจากการศึกษาวิจัย และแนวทางการแก้ปัญหา / พัฒนาเชิงระบบ โดยกระบวนทัศน์แห่งธรรม ของศูนย์ศึกษาและพัฒนาธรรมาธิปไตย มาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และพัฒนารูปแบบ กระบวนการการแก้ปัญหาความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างเป็นรูปธรรม
8.1.2 จัดทำโครงการนำร่อง ? บูรณาการพลังชีวิตธรรมาธิปไตยชุมชน ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ? เป็นชุมชนธรรมาธิปไตยต้นแบบ : สุขสงบวิถีธรรม พอเพียง ซึ่งพลเมืองทุกฝ่าย ( รัฐ ประชาชน วิชาการ ฯลฯ ) ดำเนินชีวิต และ / หรือ ปฏิบัติหน้าที่โดยกระบวนทัศน์แห่งธรรม ตามหลักแก่นศาสนธรรมที่นับถือ เพื่อเตรียมขยายผลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่
8.2 เป้าหมาย ( Optimum Goal ) คือ พลเมืองบรรลุสภาวะสุขสงบวิถีธรรม จากการสังเคราะห์สถานการณ์และเหตุปัจจัย ทั้งภายในและภายนอกพื้นที่และภายนอกประเทศตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พบว่า ชุมชน ? หมู่บ้าน ? เป็นหน่วยย่อยทางสังคมที่สำคัญ ของโครงสร้างทางสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเขตอำเภอติดต่อ การจะช่วยเหลือประชาชน ให้ลดความสับสน ความคิดแตกแยก และขาดความเชื่อมั่น ในแนวทางดำเนินชีวิตสุขสงบวิถีธรรมในพื้นที่ดังกล่าว จำเป็นต้องทบทวนยุทธศาสตร์ ซึ่งกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบใช้เป็นเงื่อนไขการจัดตั้งองค์กรเพื่อต่อสู้เอาชนะทางการเมือง ที่ใช้กลยุทธ์การสร้างความเชื่อว่า ? ศาสนาสอนว่า ..... จะคืนอำนาจให้ปวงชน และเปลี่ยนแปลงการปกครอง สู่สิ่งที่ดีกว่า ? โดยออกแบบปฏิบัติการกระจายแนวคิดที่แตกต่างจากแก่นหลักศาสนาจนเต็มพื้นที่ ถึงระดับหน่วยย่อยทางการปกครองของรัฐ คือ หมู่บ้าน พร้อมทั้งมีแกนนำพร้อมปฏิบัติการ ในทุกหนแห่ง ทั้งร้านน้ำชา มัสยิด สถานศึกษา และที่สาธารณะประโยชน์ต่างๆ บังเกิดเป็นสภาวะแห่งความมืดดำทางจิตวิญญาณ ที่ยากจะเยียวยาด้วยการแก้ปัญหาและพัฒนาตามโครงสร้างทางสังคมแบบเป็นทางการแต่อย่างเดียว แต่ต้องอาศัยกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม แทรกซึมเป็นชีวจิต สู่การสร้างภุมิคุ้มกัน เป็น ? พลังอำนาจเชิงบวก งดงาม สว่างในธรรม ของปัจเจกชน ? ให้มากที่สุด
8.3 เป้าหมายการดำเนินการ เป้าหมายของการดำเนิน ประกอบด้วย ประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่าย รวมทั้งกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่แฝงตัวอยู่ในหมู่บ้าน และผู้เกี่ยวข้อง
8.4 กลยุทธ การแก้ไขปัญหา จึงต้องกำหนดเป้าหมายการเอาชนะตามทฤษฎีความต้องการ ของมนุษย์ขั้นสูงสุด คือ การสร้างความตระหนักรู้ในการศึกษาและพัฒนาตนเอง ( Self - Actualization Needs ) ด้วยการปรับกระบวนทัศน์การให้คุณค่าการใช้พลังอำนาจภายในตนเพื่อประโยชน์แห่ง ? อำนาจเงินตราและการชนะด้วยสรรพกำลังอาวุธยุทโธปกรณ์ ? สู่การสร้างพลังอำนาจแห่งธรรม ? ธรรมาธิปไตย ? ? อำนาจบารมี ? ร่วมสะสมคุณความดี สร้างสังคมสุขสงบวิถีธรรมร่วมกัน โดยการสร้างสภาวะแวดล้อมให้สมาชิกหมู่บ้าน เกิดสภาวะการพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงตนเอง สู่สภาวะแห่งธรรมร่วมกัน ตั้งแต่ระดับปัจเจก / ครอบครัว / หมู่บ้าน ซึ่งจะได้เครื่องมือต้นแบบของกระบวนการนำพาตนเองสู่การเปลี่ยนแปลงจากภายใน บรรลุความสว่างโดยธรรม จิตวิญญาณสุขสงบวิถีธรรมถ้วนทั่ว มีพลังกาย พลังใจเข้มแข็ง ในการร่วมขยายพลังชีวิตธรรมาธิปไตยชุมชน : พอเพียง สู่ระดับหน่วยขยาย คือ ตำบล อำเภอ จังหวัด อนุภาค ภูมิภาค ประเทศ และมวลมนุษยชาติ อย่างงดงาม อย่างมีพัฒนาการการเรียนรู้ ธรรมวิถี สู่ขั้นบรมธรรม ยิ่งๆขึ้นไป ปัญหาสถานการณ์การก่อความไม่สงบ ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยรวม คือ เกิดความสับสนและขาดความเชื่อมั่นในการดำเนินชีวิตประจำวัน มีความหวาดกลัวและหวาดระแวงก็จะคลี่คลายลง สภาวการณ์เช่นนี้จะส่งผลให้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่แฝงตัวอยู่ในหมู่บ้าน ได้รับพลังอำนาจใหม่ ถูกกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม เรื่องพลังอำนาจแห่งธรรม เข้าไปกดดัน ถูกบีบให้เปิดเผยตัวเอง และ / หรือ เคลื่อนย้ายออกจากชุมชน / หมู่บ้าน ต่อไป ซึ่งก็จะมีกลยุทธ์ต่างๆ รองรับทางสังคมต่อไป กิจกรรมการดำเนินการตามกลยุทธ ดังนี้ :-
8.4.1 สร้างชุมชนหมู่บ้านสุขสงบวิถีธรรม ( สังคมธรรมาธิปไตย ) ประชาชน และทุกฝ่ายตระหนักรู้ถึงการดำเนินชีวิตด้วยหลักเหตุผล คุณธรรม จริยธรรม มีภูมิคุ้มกัน ฯลฯ อันหมายถึงหลักการตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นหมู่บ้านต้นแบบ โดยรัฐ และนักวิชาการ ร่วมกันสนับสนุนให้ประชาชน ได้นำผลการศึกษาวิจัยศึกษารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะธรรมาธิปไตยของพลเมือง ซึ่งศูนย์ศีกษาและพัฒนาธรรมาธิปไตย ( องค์กรบูรณาการ ) ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2548 ให้บรรลุวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอเขตติดต่อของจังหวัดสงขลา
8.4.2 แสวงประโยชน์จากโครงการศีกษาวิจัย ได้แก่ องค์ธรรม องค์ความคิด องค์ความรู้บูรณาการ ? การเสริมพลังความมั่นคงของชาติ มิติสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง: ธรรมาธิปไตยในพระองค์ ? โดยร่วมมือกับแกนองค์กร ภาคประชาชนเพื่อสันติและเศรษฐกิจพอเพียง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ( 2548 ? ปัจจุบัน ) เครือข่ายผู้นำเยาวชน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ( 2547 ? ปัจจุบัน ) เครือข่ายธรรมทายาท ( 2550 ? ปัจจุบัน ) อาสาสมัคร และประชาชนที่ผ่านกระบวนการศึกษาและพัฒนาธรรมาธิปไตยในตนเอง ในการร่วมกันจัดระบบการบริหารจัดการ สนับสนุนการต่อยอด เพื่อขยายผลพลังธรรมาธิปไตยชุมชน ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้เกิดผลมิติองค์รวม ทั้งรูปธรรม นามธรรม และมิติเชิงซ้อน โดยมีศูนย์ศึกษาและพัฒนาธรรมาธิปไตย เป็นองค์กรบูรณาการพัฒนาดังกล่าว ร่วมกับภาครัฐ และผู้เกี่ยวข้อง
8.4.3 การขยายผล ใช้ชุมชน / หมู่บ้านต้นแบบเป็นศูนย์กลางสร้างชุมชน/หมู่บ้าน สุขสงบวิถีธรรม ( พลังชีวิตธรรมาธิปไตยชุมชน ) อย่างต่อเนื่องติดต่อกันภายใต้สภาวการณ์ ที่อำนวยการขับเคลื่อนกระบวนการสร้างชุมชน / หมู่บ้านสุขสงบวิถีธรรม ตามแผนการ ทางยุทธการของกำลังของภาครัฐ โดยการใช้ เครือข่ายธรรมาธิปไตยชุมชน เป็นผู้ขับเคลื่อน การสร้างพลังประชาชนอันบริสุทธิ์ และฝ่ายรัฐ / วิชาการ เป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุน
8.4.4 บทบาทของภาครัฐที่เหมาะสม คือ ส่งเสริมสนับสนุนในการขับเคลื่อน พลังธรรมาธิปไตยชุมชนแบบธรรมชาติ ให้กลับเป็นฝ่ายรุกทางการเมืองในระดับ ชุมชน / หมู่บ้านและเป็นการสร้างสภาวะแวดล้อมใหม่ เพื่อป้องกันเงื่อนไขที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบใช้เป็นเงื่อนไข เรื่องรัฐไม่เป็นธรรม ที่จะเข้ามาขัดขวางการสร้างชุมชนสุขสงบวิถีธรรม
8.4.5 การดำเนินการการสร้างชุมชน / หมู่บ้านสุขสงบวิถีธรรม และการปฎิบัติ ตามแผนยุทธการในระดับปฏิบัติการได้แก่ภาคประชาชนและกำลังฝ่ายเราให้แยกส่วนดำเนินการ เพื่อให้การดำเนินการ โดยภาคประชาชนเป็นไปตามแผนการสร้าง ชุมชน / หมู่บ้าน ที่ภาครัฐ ได้วางไว้ รายละเอียดต่างๆจะต้องมีการวางแผนกลยุทธในทุกมิติซึ่งต้องดำเนินด้วยความแนบเนียนสอดคล้องไปทุกระบบ ( วางแผนแบบรวมการ ปฏิบัติแบบแยกการ )
8.4.6 การติดตามประเมินผล
- เน้นการสรุป ประเมิน ติดตามผล ถอดบทเรียนการพัฒนาแบบเสริมพลัง โดยศึกษาจากกระบวนการวิจัยปฏิบัติการเสริมพลัง ฯ ของศูนย์ศึกษาและพัฒนาธรรมาธิปไตย ( พุทธศักราช 2550 ? 2551 )
- การประเมิน ทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ
- ตัวชี้วัดมุ่งไปสู่การปรับกระบวนทัศน์ตนเอง / ครอบครัว / กลุ่ม /องค์กร / สถาบัน /ชุมชน / เครือข่าย สู่ความตระหนักรู้ในการบริหารการเปลี่ยนแปลงตนเอง สู่สภาวะสังคม สุขสงบวิถีธรรม ตามครรลองแก่นสหศาสนธรรม
8.4.7 การพัฒนาสมรรถนะธรรมาธิปไตยของพลเมือง อย่างต่อเนื่อง ศูนย์ศึกษาและพัฒนาธรรมาธิปไตย ในฐานะองค์กรบูรณาการ ซึ่งมีต้นทุนองค์ธรรม องค์ความคิด องค์ความรู้บูรณาการเชิงระบบ ( แนวคิด ทฤษฎี ปฏิบัติ ยุทธศาสตร์ นโยบาย บริหาร ) ต้องดำเนินกิจกรรมการเสริมพลังสมรรถนะการศึกษาและพัฒนาธรรมาธิปไตยในตนเอง ทุกระดับ ( ปัจเจก ครอบครัว กลุ่ม องค์กร สถาบัน เครือข่าย ชุมชน และสังคมโดยภาพรวม ) โดยการสนับสนุนงบประมาณดำเนินการจาก ผู้เกี่ยวข้อง และ / หรือ บริหารการพัฒนา ? กองทุนศึกษาและพัฒนาธรรมาธิปไตย ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ? และ / หรือ อื่นใด ตามความเหมาะสม

8.5 ผลที่คาดว่าจะได้รับ
8.5.1 การดำเนินการดังกล่าวข้างต้น จะส่งผลให้วิถีชีวิตสุขสงบวิถีธรรมของประชาชนทั้งไทยมุสลิมและไทยพุทธกลับคืนมา และกำหนดแนวทางการการพัฒนาสู่ความยั่งยืนต่อไป ในอนาคต ด้วยกระบวนทัศน์แห่งธรรม ( ธรรมาธิปไตย )
8.5.2 เกิดการขับเคลื่อนพลังธรรมาธิปไตยมวลชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งชาวไทยพุทธ มุสลิม ตาม วิถีชีวิตหลากหลาย ตามอัตลักษณ์ของตนเอง ซึ่งประชาชนจะเกิดความตระหนักรู้ถึงความจำเป็นของการมีส่วนร่วมในการเป็นผู้กำหนด วิธี การดำเนินชีวิต ด้วยกระบวนทัศน์แห่งธรรม : พอเพียง และขับเคลื่อนพลังชีวิตธรรมาธิปไตยชุมชน ด้วยพลังอำนาจพลเมืองวิถีธรรม
8.5.3 การดำเนินการสร้างชุมชนสุขสงบวิถีธรรม จะทำให้เกิดพลังประชาชน ที่รวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว ชุมชน/หมู่บ้าน จะเป็นกลไกตามธรรมชาติ คัดเลือกตัวแทนเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ที่ภาครัฐได้ จัดตั้งขึ้น เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และหรือองค์กรเพื่อความมั่นคงที่จะจัดตั้งขึ้นในอนาคตและอื่น ๆ
8.5.4 เกิดองค์ธรรม องค์ความคิด องค์ความรู้บูรณาการ ? การปฏิรูปการเมือง การปกครอง โดยกระบวนทัศน์ธรรมาธิปไตย ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง : กรณีศึกษา การแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ สู่ความยั่งยืน ?

ศูนย์ศึกษาและพัฒนาธรรมาธิปไตย ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๑
Email : Bongkot_nop@windowslive.com โทรศัพท์ : ๐๘๑ ๘๙๗๗๐๗๙
Email : Kittipanh@windowslive.com โทรศัพท์ : ๐๘๙ ๑๔๙๐๓๙๖

kittipanh
Moderater
Moderater
โพสต์: 342
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00

Re: นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

โพสต์โดย kittipanh » 10 มิ.ย. 2011, 08:07

ก่อนที่ท่านพิเชษฐ์จะเข้าไปรับหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 4 ในเดือน ต.ค.51 ในการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกประจำเดือน ก.ย.51 ผบ.ทบ.ได้มอบแนวทางการปฏิบัติงานสำหรับผู้ไปรับตำแหน่งใหม่ ขอให้เตรียมการศึกษางานในพื้นที่ได้ ท่านนิด อดิศร ได้มาเล่าให้ผมฟัง ทำให้ผมทราบว่าท่านพิเชษฐ์ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วยจึงไม่ทราบเรื่อง ผมจึงได้เรียนเชิญท่านเข้าไปศึกษางานและวางแนวทางในการปฏิบัติงานเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ / ยุทธวิธี / กลยุทธ ในการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ตั้งแต่วันที่ 6 ก.ย.51 และวันที่ 20 ก.ย.51 คณะที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการของท่านพิเชษฐ์ ซึ่งมี ประสงค์ กสิกร น้องจำลอง คุณสงฆ์ อ.เกษม กุลประดิษฐ์ (ม.มหิดล) น้องปริญญา ฉายดิลก ผม อ.บงกช (ม.สงขลนครินทร์) และองค์กรภาคประชาชน / ภาคประชาสังคม และมวลหมู่สมาชิกเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียง (องค์กรเสื้อเขียว) ของท่านพิเชษฐ์ ต่างก็นำเสนอและศึกษาแนวทางการทำงาน
จนเมื่อท่านพิเชษฐ์เข้าไปรับหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 4 และผอ.รมน.ภาค 4 สน. คณะที่ปรึกษาคณะนี้ได้แปรสภาพไปตามตำแหน่งหน้าที่ กสิกร ไปรับหน้าที่ ผบ.พตท. ประสงค์รับหน้าที่ ผอ.ศูนย์สันติสุข น้องจำลองรับหน้าที่ รอง ผบ.พตท. ท่านหมู พรชัย รับอาสามาช่วยประสงค์ ที่ศูนย์สันติสุข น้องปริญญา รับหน้าที่โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. ส่วนผมไม่ขอรับตำแหน่งหลัก ขอเป็นที่ปรึกษา ผอ.รมน.ภาค 4 เท่านั้น เพราะงานการกำหนดยุทธศาสตร์การสร้างความสงบ จชต.และงานวิจัยเสริมพลังของผมและคณะยังไม่เสร็จ หลังจากนั้นเราก็มุ่งหน้าหาแนวทางยุทธศาสตร์ในเชิงระบบเพื่อกำหนดความสุขสงบอย่างเร่งด่วน กำหนดแล้วเสร็จไม่เกิน 60 วัน เราผมหมายถึงกลุ่มบุคคลในเบื้องต้นได้ร่วมมือ ร่วมแรงกายใจ ร่วมคิด ร่วมปฏิบัติ จนเมื่อ 16 ธ.ค.51 แนวคิดยุทธศาสตร์ในการสร้างความสงบใน จชต.จึงแล้วเสร็จ และได้ประกาศใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.51 พวกเราคณะที่ปรึกษาเรียกชื่อยุทธศาสตร์นี้ว่า " เป็นหนึ่งบนกระดานสันติสุข "
ต่อมาด้วยความตั้งใจของคณะที่ปรึกษา ยุทธศาสตร์นี้จึงได้ถูกคณะที่ปรึกษาของรัฐบาลนำไปเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้แต่กระบวนการไม่ได้ถูกนำไปใช้ทั้งหมด ต่อมาได้รับการปรับปรุงพัฒนาในเชิงระบบจากสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และที่สุดรัฐได้ปรับระบบจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นเขตการพัฒนาพิเศษ พร้อมกำหนดแผนการพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นตั้งแต่ 20 ม.ค.52 สำหรับการดำเนินการของ ผอ.รมน.ภาค 4 แม่ทัพพิเชษฐ์ เราก็ได้ร่วมกันบูรณาการกับ เพื่อนกสิกร เพื่อนประสงค์ โดยแม่ทัพพิเชษฐ์ ได้ใช้แนวทางการปฏิบัติตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 4 ด้าน : การเกษตร การปศุสัตว์ การประมง และสิ่งแวดล้อม และก่อนหน้านั้นตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.51 คณะที่ปรึกษาได้ร้องขอเวลาจากแม่ทัพพิเชษฐ์ 3 เดือน เพื่อสร้างยุทธศาสตร์ที่พวกเราต้องการ ภายในเวลา 3 เดือนขอให้ทำงานภายใต้กรอบและแนวทางที่ได้ร่วมกันวางไว้โดยเคร่งครัด หลังจากนั้นแม่ทัพพิเชษฐ์จะปฏิบัติงานอย่างไรก็แล้วแต่ และเราก็ทำได้ตามที่ได้ตกลงกัน สำหรับเหตุการณ์หลังจากนั้นผมจะได้นำมาเสนอเป็นระยะๆเช่นกัน แต่ขณะนี้ผมใคร่ขอเรียนเชิญท่านๆเข้ามาร่วมศึกษากันครับ

kittipanh
Moderater
Moderater
โพสต์: 342
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00

Re: นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

โพสต์โดย kittipanh » 13 มิ.ย. 2011, 06:03

ระบบการลงรูปประกอบคำบรรยายน่าจะไม่สมดุลกับกระทู้นี้ ทำให้มีปัญหาในการแสดงรูปภาพ ผมจึงขอแก้ไขอีกครั้งหนึ่ง ต้องขออภัยที่ทำให้ท่านต้องเข้ามาอ่านอีกซ้ำๆกัน แต่ผมก็ได้ขยายความเพิ่มเติมเข้าไปให้สามารถเข้าใจได้มากขึ้น ขอเชิญเข้าไปติดตามอีกครั้งหนึ่งครับ

ตั้งแต่ปี 47 เป็นต้นมา กรอบแนวคิดในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งได้ถูกยุทธศาสตร์การก่อความไม่สงบใช้เงื่อนไขทางการเมืองและการก่อการร้ายทำให้ประชาชนเชื่อตามการชี้นำทางการเมือง จำยอมและเข้าใจผิดให้การสนับสนุนการก่อความไม่สงบมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง เกิดความหวาดกลัว ความสับสน ความหวาดระแวงซึ่งกันและกันระหว่างประชาชนกับรัฐ และประชาชนด้วยกันเอง เป็นเหตุให้ประชาชนต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของขบวนการ
ในขณะเดียวกันรัฐก็ได้ใช้ความพยายามในการแก้ปัญหาความไม่สงบมาตามลำดับ ด้วยการใช้ยุทธศาสตร์สันติสุข เพื่อสร้างความสุขสงบโดยการสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้แก่ประชาชน พยายามสลายโครงสร้างทางการเมือง สร้างความเข้าใจทางการเมือง สร้างความศรัทธาเชื่อมั่นให้เกิดความไว้วางใจต่อรัฐด้วยการเสริมสร้างความมั่นคงของประชาชนอย่างเร่งด่วนด้วยการปฏิบัติการทางทหารและการเมือง และการพัฒนาความมั่นคงอย่างยั่งยืน ด้วยการให้ประชาชนมีอิสรภาพทางความคิด/ความเชื่อ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
การวิเคราะห์กรอบแนวคิดการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเพื่อให้เกิดสันติสุขขึ้นได้นั้น ต้องนำปัจจัยร่วมของเงื่อนไขทางการเมืองนอกเหนือจากการก่อความไม่สงบและแนวคิดทางการเมืองมาพิจาณาให้ลึกซึ้งรอบคอบ ซึ่งประกอบด้วย ความเป็นธรรม ศาสนา อัตลักษณ์ จึงทำให้พบว่าวิถีชีวิตดั้งเดิมของประชาชนจะต้องนำมาเป็นความคิดหลักในการวิเคราะห์แก้ไขปัญหาความไม่สงบ นอกเหนือจากวิถีการดำรงชีวิตอื่นๆที่เป็นอยู่ รัฐจะต้องทำความจริงให้ปรากฏว่ารัฐมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา และจะต้องนำวิถีชีวิตดั้งเดิมของประชาชนให้กลับคืนมา โดยยึดถือประชาชนเป็นศูนย์ดุล

kittipanh
Moderater
Moderater
โพสต์: 342
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00

Re: นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

โพสต์โดย kittipanh » 13 มิ.ย. 2011, 06:16

นั่นเองจึงเป็นที่มาของการกำหนด ...

วิสัยทัศน์ของ กอ.รมน.ภาค 4
? นำพาจังหวัดชายแดนภาคใต้สู่ความสันติสุขยั่งยืน โดยยึดหลักความเสมอภาคและเป็นธรรม
พัฒนาคุณภาพชีวิต ตามยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา
และ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
บนความหลากหลายทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตท้องถิ่น ?


และคำขวัญหรืออุดมการณ์ของ กอ.รมน.ภาค 4
? เราจะรวมกันเป็นหนึ่งให้เสมือนสายลม ที่จะปัดเป่าความทุกข์ และนำพาความสันติสุข
มาสู่พื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้จงได้ ?


โดยคาดหวังว่าหากสันติสุขจะเกิดขึ้นได้นั้น
* ประชาชนอยู่อย่างพอเพียง พอมีพอกิน อยู่รอดปลอดภัยและอยู่เย็นเป็นสุข ตามวิถีสหศาสนธรรม
* ชนะใจประชาชน
* สร้างภูมิคุ้มกันด้วยการปฏิบัติตน ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง


คณะที่ปรึกษาได้คิดกันอีกว่า การที่สันติสุขจะเกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้นั้นจะต้องมีองค์ประกอบดังนี้
? ประชาชนในหมู่บ้านมีความมั่นคงตามตัวชี้วัด 10 ประการ
? ชุมชนมีความสมดุลกับธรรมชาติ
? ความต้องการของมนุษย์ที่สมดุล จะนำไปสู่สันติสุขของชุมชน
? เกิดการยอมรับคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
? การสร้างความสุขสงบ ด้วยวิถี สหศาสนธรรม
? การยอมรับซึ่งกันและกัน เกิดการนำชุมชน ไปสู่สันติสุขอย่างยั่งยืน
? ความพอเพียง ธรรมาธิปไตย

kittipanh
Moderater
Moderater
โพสต์: 342
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00

Re: นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

โพสต์โดย kittipanh » 13 มิ.ย. 2011, 06:38

การจะให้ได้มาซึ่งสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น คณะที่ปรึกษาจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ 4 ด้านของกอ.รมน.ขึ้นโดยมีองค์ประกอบดังนี้
- การเมืองนำการทหาร
- สันติวิธี
- สิทธิมนุษยชน
- การพัฒนาที่สมดุล


เพื่อใช้เป็นแนวทางหลักในการปฏิบัติงานการสร้างสันติสุข ซึ่งการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้จะต้องปฏิบัติภายใต้องค์ประกอบต่างๆดังที่ปรากฎในภาพที่ 11

[ชนิดของไฟล์ jpg ให้ใช้งานไม่ได้ จึงไม่สามารถแสดงผลได้]




จากการศึกษาระบบการปฏิบัติงานเดิมของ กอ.รมน.ภาค 4 พบว่าองค์กรหลักในการทำงานคือ หน่วยบัญชาการ พลเรือน ตำรวจ ทหาร ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจส่วนหน้า ต่างก็แยกกันปฏิบัติงาน ขาดการประสานงาน ที่สำคัญคือ ขาดการบูรณาการงานในแต่ละด้าน : การปฏิบัติการทางทหาร การพัฒนาคุณภาพชีวิต ความยุติธรรม ซึ่งการปฏิบัติงานในแต่ละด้านมีความจำเป็นต้องสอดคล้องประสานกัน มีความเป็นหนึ่งเดียว จึงจะสามารถทำให้ทิศทางการทำงานเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ทำให้ง่ายต่อการวางแผน การอำนวยการ การปฏิบัติงาน การติดตามประเมินผล

[ชนิดของไฟล์ jpg ให้ใช้งานไม่ได้ จึงไม่สามารถแสดงผลได้]



[ชนิดของไฟล์ jpg ให้ใช้งานไม่ได้ จึงไม่สามารถแสดงผลได้]



รูปสุดท้ายนี้จะต้องทำให้เกิดการบูรณาการของหน่วยงานของรัฐใน จชต.ขึ้นให้ได้ ดังนั้นเมื่อแม่ทัพพิเชษฐ์ มารับหน้าที่ ผอ.รมน.ภาค 4 เรียบร้อยแล้ว ในวันที่ 4 ต.ค.51 คณะที่ปรึกษาได้จัดการสร้างความเป็นหนึ่งเชิงสัญญลักษณ์โดยให้ สี่เสาหลักสูงสุดใน จชต. ประกอบด้วย ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ท่านพิเชษฐ์ ผบ.พตท. ท่านกสิกร ผอ.ศอ.บต. ท่านพระนาย ผบ.ศปก.ตร.ท่านอดุลย์ มาจับมือแสดงฉันทามติว่าจะร่วมกันเป็นหนึ่งเพื่อนำความสุขสงบมาสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้จงได้ ณ สโมสรทหารบก วิภาวดี กทม.


เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.51 แม่ทัพพิเชษฐ์ ให้ประกาศใช้ยุทธศาสตร์นี้ในการประชุมข้าราชการระดับบริหารทั้งหมดใน จชต. ณ ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง กอ.รมน.ภาค 4 สน. ซึ่งก็มีเจ้าหน้าที่ระดับนโยบายในพื้นที่ จชต.มาทั้งหมด ซึ่งก็รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด และทุกฝ่ายก็ได้รับทราบยุทธศาสตร์นี้ โดยมีผมเป็นผู้แถลงยุทธศาสตร์นี้

[ชนิดของไฟล์ jpg ให้ใช้งานไม่ได้ จึงไม่สามารถแสดงผลได้]



[ชนิดของไฟล์ jpg ให้ใช้งานไม่ได้ จึงไม่สามารถแสดงผลได้]



[ชนิดของไฟล์ jpg ให้ใช้งานไม่ได้ จึงไม่สามารถแสดงผลได้]


ภาพทั้งสามภาพที่ผมได้แสดงไว้นี้ได้ถูกส่งไปยังสถานฑูตและสถานกงสุลทุกประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการฑูตกับประเทศไทย โดยเฉพาะภาพการจับมือของสี่เสาหลักระดับนโบบายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะเป็นภาพแรกที่ส่งออกไป เป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศไทยพร้อมแล้วในการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผลเชิงจิตวิทยาตอบรับมาอย่างรวดเร็วมาก ประเทศ OIC รับทราบ และต่อมาประเทศต่างๆก็ได้เดินทางเข้ามาศึกษาสถานการณ์ใน จชต.เกือบทุกประเทศทั่วโลกใบนี้ ไม่เว้นแม้แต่เอกอัครราชฑูตกัมพูชา ใครที่เคยติดตามงานในระยะกลางของผมจะทราบดีถึงการร้องคาราโอเกะระหว่างประเทศ ซึ่งพวกเราโดยการนำของ รมว.ต่างประเทศ และแม่ทัพพิเชษฐ์ จะเชิญเอกอัครราชฑูต อุปฑูต ตัวแทนสถานฑูต ไปร่วมร้องเพลงนานาชาติ ที่ห้องรับรองโรงแรมซีเอส ปัตตานี หากจำไม่ผิดท่าน รมว.กษิต ได้นำผู้แทนนานาประเทศทั่วโลกเข้ามาเยี่ยมชมกิจการภายในของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งหมด 4 ครั้งด้วยกัน

kittipanh
Moderater
Moderater
โพสต์: 342
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00

Re: นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

โพสต์โดย kittipanh » 13 มิ.ย. 2011, 07:06

หลักคิดในการทำงานคือการบูรณาการ 3 ฝ่าย ของเจ้าหน้าที่รัฐ ภาคประชาชน และนักวิชาการ โดยเราจะต้องมุ่งไปสู่อนาคตให้ได้ อนาคตที่จะไม่แบ่งฝ่ายไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหน่วยงานใดๆ นักวิชาการจะร่วมกันทำงานออกแบบขับเคลื่อนงานการแก้ไขปัญหาความไม่สงบบนพื้นฐานของการไม่แยกฝ่าย และประชาชนจะเป็นศูนย์ดุลของการจัดการให้เกิดความสุขสงบ ยุทธศาสตร์ทะเลสีครามในด้านการตลาดที่เน้นการสร้างพันธมิตรร่วมได้ถูกนำมาใช้ การสู้รบจะกระทำเมื่อเกิดเหตุการณ์ปะทะ หรือเพื่อเสริมการสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เน้นการเสริมสร้างความเข้าใจกัน/ลดความหวาดระแวงระหว่างรัฐกับประชาชน และระหว่างประชาชนด้วยกันเอง มุ่งไปสู่การอยู่ร่วมกันด้วยวิถีดั้งเดิมตามหลักศาสนธรรมให้ได้

[ชนิดของไฟล์ jpg ให้ใช้งานไม่ได้ จึงไม่สามารถแสดงผลได้]



[ชนิดของไฟล์ jpg ให้ใช้งานไม่ได้ จึงไม่สามารถแสดงผลได้]



[ชนิดของไฟล์ jpg ให้ใช้งานไม่ได้ จึงไม่สามารถแสดงผลได้]



กระบวนการที่ใช้นั้นเน้นการสร้างองค์ความรู้มิติองค์รวม KM Knowleadge Management >>> รูปธรรม : มูลค่าในเชิงปริมาณ นามธรรม : คุณค่าให้เกิดขึ้นพร้อมกันไป และ เชิงซ้อน : ความคิดความเชื่อ ความศรัทธา ตามหลักศาสนธรรม โดยจะต้องสร้างพื้นที่ร่วมในการบูรณาการจากภายนอกพื้นที่เข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติการให้ได้ และมุ่งเน้นการทำงานในรูปแบบ ทีมงาน เครือข่าย ภายใต้ ระบบงาน แผนงาน/โครงการ ระบบฐานข้อมูลและการประชาสัมพันธ์จะมีความสำคัญยิ่งในทุกขั้นตอนการปฏิบัติ

[ชนิดของไฟล์ jpg ให้ใช้งานไม่ได้ จึงไม่สามารถแสดงผลได้]



[ชนิดของไฟล์ jpg ให้ใช้งานไม่ได้ จึงไม่สามารถแสดงผลได้]



การสร้างพื้นที่การปฏิบัติงานจะต้องขยายหรือเปิดพื้นที่ออกไปให้ได้จนถึงระดับหน่วยย่อยทางการปกครอง คือหมู่บ้านให้ได้ จัดหน่วยงานควบคุมส่วนหลัง Back Office และหน่วยงานประสานงานส่วนหน้า Front Office ต่อไปในทุกระดับไปจนถึงหน่วยย่อยที่เล็กที่สุด เพื่อการไหลเวียนของระบบงานที่ได้วางไว้ และการประชาสัมพันธ์จะต้องมีในทุกขั้นตอน

สันติสุขจะเกิดขึ้นได้จะต้องมีองค์ประกอบมากมายซึ่งต้องวิเคราะห์กันให้ลึกซึ้งว่า จะให้บรรลุประโยชน์สูงสุดคือความสุขสงบสันติ และแน่นอนเราจะต้องสร้างแผนงานและการขับเคลื่อนแผนงานให้ไปสู่การปฏิบัติ เป็นไปตามแผนงานการสร้างสันติสุขให้ได้

กระดานสันติสุขสำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อคิดถึงเรื่องการจัดการเชิงระบบในการบริหารจัดการรูปแบบ Back Office และ Front Office ซึ่งผมได้กล่าวถึงไปแล้ว การจัดกระดานสันติสุขจึงได้แบ่งกระดานสร้างสันติสุขออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับนโยบาย มีสมช.เป็นหน่วยกำหนดนโยบาย ระดับบริหารจะมี กอ.รมน.เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการ และระดับพื้นที่ปฏิบัติการ จะมี กอ.รมน.ภาค 4 เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการ

[ชนิดของไฟล์ jpg ให้ใช้งานไม่ได้ จึงไม่สามารถแสดงผลได้]



กระดานสันติสุข ไม่ได้เป็นการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ แต่เป็นการสร้างความเป็นหนึ่งให้หน่วยงานของรัฐที่มีอยู่ เพื่อให้เกิดเอกภาพในการทำงาน ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน เน้นการประสานงาน ตั้งแต่ระดับนโยบาย บริหาร ปฏิบัติการ เพื่อให้สามารถสร้างกระดานสันติสุขย่อยๆที่สอดคล้องกันได้ทุกพื้นที่และทุกระดับของรัฐ

การบูรณาการกระดานสันติสุขตามยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ของ กอ.รมน.ภาค 4 คือ การเมืองนำการทหาร สันติวิธี สิทธิมนุษยชน และการพัฒนาที่สมดุล สำหรับการปฏิบัติแยกได้ตามที่แสดงไว้ในภาพ โดยใช้เครื่องมือและบุคลากร ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เน้นการทำงานเชิงพื้นที่ Area Approach โดยมีเป้าหมายเป็นหมู่บ้านและประชาชนเป็นศูนย์ดุล และการทำงานเชิงระบบสมดุลมีการไหลเวียนของข้อมูลและความต้องการของประชาชน
เนื้อหาของยุทธศาสตร์ 4 ด้านของ กอ.รมน.ภาค 4
การเมืองนำการทหาร
1. การควบคุมเต็มพื้นที่ 2. การสลายขบวนการฯด้วยกฎหมาย
2. การปฏิบัติการทางทหาร 4. การสลายแนวร่วมอาเยาะห์

สันติวิธี
1. การสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่น
2. การสร้างความเข้าใจแก่ผู้มีความคิดเห็นขัดแย้งทางการเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาแบบสันติวิธี
3. การพัฒนาตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

สิทธิมนุษยชน
1. ความเสมอภาค 2. การบังคับใช้กฎหมายด้วยความเป็นธรรม 3. การรับเรื่องราวร้องทุกข์

การพัฒนาที่สมดุล
1. พัฒนาแผนงาน/โครงการในหมู่บ้าน
2. จัดทำปฏิทินการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ
3. การขับเคลื่อนแผนงาน/โครงการไปสู่การปฏิบัติ


[ชนิดของไฟล์ jpg ให้ใช้งานไม่ได้ จึงไม่สามารถแสดงผลได้]



แนวทางการจัดทำยุทธศาสตร์ความมั่นคงหมู่บ้านตามภูมิสังคมนั้น จะต้องกำหนดเป็นรายหมู่บ้านเพราะบริบทความเป็นไปแต่ละชุมชนจะไม่เหมือนกัน โดยจะต้องนำตัวชี้วัดความมั่นคงของมนุษย์ 10 ประการของรัฐมาใช้เป็นเครื่องมือสำรวจข้อมูลภูมิสังคมหมู่บ้าน เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ความมั่นคงเป็นรายหมู่บ้านว่าจะเน้นแผนงานด้านใดเป็นหลัก
ตัวชี้วัดความมั่นคงของมนุษย์ 10 ประการ
( กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ )

๑. ด้านการมีงานทำและรายได้
๒. ด้านครอบครัว
๓. ด้านสุขภาพอนามัย
๔. ด้านการศึกษา
๕. ด้านความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน

๖. ด้านที่อยู่อาศัย และสิ่งแวดล้อม
๗. ด้านสิทธิ และความเป็นธรรม
๘. ด้านสังคม ? วัฒนธรรม
๙. ด้านการสนับสนุนทางสังคม
๑๐. ด้านการเมือง ? ธรรมาภิบาล


[ชนิดของไฟล์ jpg ให้ใช้งานไม่ได้ จึงไม่สามารถแสดงผลได้]


kittipanh
Moderater
Moderater
โพสต์: 342
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00

Re: นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

โพสต์โดย kittipanh » 13 มิ.ย. 2011, 10:35

การนำยุทธศาสตร์ความมั่นคงหมู่บ้านไปสู่การปฏิบัติ
1.ขั้นเตรียมการ
* จัดทำแผนที่แสดงที่ตั้งและลักษณะเฉพาะ ฐานข้อมูลหมู่บ้าน
* ทำรายงานข้อมูลระดับหมู่บ้าน
* จัดทำแผนงานโครงการระดับหมู่บ้าน
* นำเสนอต่อที่ประชุม กระดานสันติสุข
* ให้ความเห็นชอบ และบรรจุในกระดานรวมงาน

2. ขั้นปฏิบัติงาน
** สร้างปฏิทินการทำงานร่วมระดับพื้นที่
** นำแผนงาน/โครงการไปสู่การปฏิบัติ

3. ขั้นติดตามและประเมินผล
*** ใช้ตัวชี้วัดความมั่นคงของมนุษย์ 10 ประการ


[ชนิดของไฟล์ jpg ให้ใช้งานไม่ได้ จึงไม่สามารถแสดงผลได้]



[ชนิดของไฟล์ jpg ให้ใช้งานไม่ได้ จึงไม่สามารถแสดงผลได้]



ประการสำคัญยิ่ง ดือ แผนงาน / โครงการต่างๆจะต้องไม่ซ้ำซ้อนกัน
มีหน่วยงานเจ้าภาพหลัก และหน่วยงานรับผิดชอบรอง
ในการกำหนดแผนงานและการนำแผนงานไปปฏิบัติ

ระบบฐานข้อมูลหมู่บ้านทุกหมู่บ้านในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
จะต้องชัดเจนเพื่อให้สามารถจัดทำแผนงาน/โครงการให้สอดคล้องกับภูมิสังคมหมู่บ้าน
และสามารถนำไปปฏิบัติได้ โดยเน้นการกำหนดหมู่บ้านเป้าหมาย ดังนี้

Area base approach เน้นการทำงานเชิงพื้นที่ หมู่บ้าน
Bottom up approach เน้นการสะท้อนความคิดจาก หมู่บ้าน
Integrated approach เน้นการประสานงานคนทำงาน แผนงาน และวิชาการ ในหมู่บ้าน


เพื่อให้เกิดแผนที่ยุทธศาตร์หมู่บ้าน และยุทธศาสตร์หมู่บ้าน โดยยึดหลักสมดุล

[ชนิดของไฟล์ jpg ให้ใช้งานไม่ได้ จึงไม่สามารถแสดงผลได้]



โดยในขณะนั้นคณะที่ปรึกษาได้วางแผนกำหนดการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้ให้ได้ในปี 52 แต่ในที่สุดเมื่อได้มีการปฏิบัติงานกันจริงๆ กระดานสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่สามารถบูรณาการให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ คงประคับประคองให้แผนงาน/โครงการขับเคลื่อนลงไปให้ถึงประชาชนให้มากที่สุด รายละเอียดต่างๆผมจะได้นำเสนอในการบูรณาการแผนการพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งผมจะมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้ค่อนข้างมาก

[ชนิดของไฟล์ jpg ให้ใช้งานไม่ได้ จึงไม่สามารถแสดงผลได้]



[ชนิดของไฟล์ jpg ให้ใช้งานไม่ได้ จึงไม่สามารถแสดงผลได้]



[ชนิดของไฟล์ jpg ให้ใช้งานไม่ได้ จึงไม่สามารถแสดงผลได้]


3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

โพสต์โดย 3111 » 13 มิ.ย. 2011, 14:13

ผมใคร่จะนำเสนอผลงานวิจัยในรูปแบบบทคัดย่อ ซึ่งผมและคณะได้จัดทำขึ้นตั้งแต่กลางปี 50 ถึงกลางปี 52 จึงสามารถสรุปผลงานวิจัยได้ และบางส่วนของงานวิจัยนี้ได้ใช้เป็นหลักคิดในการจัดทำยุทธศาสตร์ธรรมาธิปไตย ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ ยุทธศาสตร์เป็นหนึ่งบนกระดานสันติสุข เพื่อเป็นการสร้างความสุขสงบสันติให้เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งผมได้นำเสนอไปแล้วในข้างต้น ลองเข้าไปศึกษาดูซิครับ สำหรับองค์ความรู้ฉบับเต็มจะได้นำเสนอในโอกาสต่อไป

บทคัดย่อ
โครงการวิจัยเสริมพลังความมั่นคงของชาติ
มิติสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตามรอยพระยุคลบาท

เรื่อง
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ธรรมาธิปไตย ในพระองค์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช


สำหรับองค์ความรู้บทคัดย่อจะได้นำเสนอเป็นไฟล์โดยเว็บมาสเตอร์ต่อไป เพื่อจะได้ไม่ต้องกินเนื้อที่ของกระทู้ไป ท่านใดที่สนใจกรุณาเข้าไปอ่านหาความรู้ได้ครับ มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แต่ก่อนที่จะนำเข้าไปผมขอเสนอคำนำซึ่งผมได้เสนอเอาไว้ในงานวิจัยนี้ก่อนนะครับ

คำนำ


มนุษยชาติประสบปัญหาความทุกข์ทับซ้อนขาดภูมิคุ้มกันและบอบช้ำทางจิตวิญญาณ จึงดำรงชีวิตโดยปราศจากความสุข มีภาวะคุกคามภายในและภายนอกเชิงมิติ กอรปกับทิศทางการพัฒนาส่วนใหญ่ เน้นบรรลุเป้าหมายเชิงรูปธรรมเพียงอย่างเดียว มิได้พิจารณากระบวนทัศน์ทางปัญญาขั้นสูง มิติองค์รวม( รูปธรรม นามธรรม เชิงซ้อน ) ดังนั้น สืบเนื่องความตระหนักรู้ถึงปัญหาของมวลมนุษยชาติดังกล่าว จึงตั้งใจจะร่วมแก้ไขวิกฤติการณ์สังคมโลกาภิวัฒน์เชิงระบบ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาธรรมาธิปไตย จึงก่อตั้งขึ้น( บงกช ณ สงขลา และคณะ , 2548 ? ปัจจุบัน ) โดยทบทวนบทเรียนจากการศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิตท่ามกลางการปฏิบัติ ( Learning by doing ) ผ่านกระบวนการศึกษาต่อเนื่อง( Continuing Education )ในภารกิจงานบริการวิชาการชุมชนแก่ประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของสำนักส่งเสริมและการศึกษาต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี( 2532 ? ปัจจุบัน )และพัฒนาสู่ภารกิจโครงการพัฒนาวิชาการ รัฐศาสตร์ศึกษาบูรณาการ : ธรรมาธิปไตย อันเป็นความร่วมมือระหว่างคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพมหานคร ร่วมกับสำนักส่งเสริมและการศึกษาต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และภาคประชาชน / ภาครัฐ ( 2548 ? 2549 ) ทั้งนี้ ด้วยวัตรปฏิบัติสืบสาน องค์ธรรม องค์ความคิด องค์ความรู้บูรณาการมหาบารมีบรมธรรมอย่างสืบเนื่อง จากสถานพรหมจักรวาลธรรมเทพย์ ปัตตานี ( 2542 ? ปัจจุบัน มีเป้าหมายร่วมสร้างรากฐานการพัฒนายุทธศาสตร์ชาติ พลังอำนาจของชาติขั้นสูงสุด ? มหาบารมีบรมธรรม( ธรรมาธิปไตย : พอเพียง ) ? สู่สันติภาพยั่งยืน สืบไป
งานวิจัยปฏิบัติการเสริมพลังความมั่นคงของชาติ มิติสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตามรอยพระยุคลบาท เรื่อง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง : ธรรมาธิปไตยในพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เป็นการน้อมนำศึกษาแก่นสาระแห่งพระราชปณิธานและพระราชจริยวัตรธรรมิกราชา ? มหาบารมีบรมธรรม ( พอเพียง : ธรรมาธิปไตยในพระองค์ ) ? นวัตกรรมการศึกษาปฏิรูปสังคมในพระองค์ สู่ความมั่นคงของชาติ มิติองค์รวม
วิธีดำเนินงานวิจัยในลักษณะ ? วิจัยปฏิบัติเสริมพลังความมั่นคงของชาติ มิติสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตามรอยพระยุคลบาท มิติองค์รวม ( รูปธรรม นามธรรม เชิงซ้อน )และความร่วมมือ 3 ฝ่าย : รัฐ + ประชาชน+ วิชาการ คณะทำงานพัฒนางานด้านการข่าว กองทัพบก สำนักส่งเสริมและการศึกษาต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 12 : สสว.12 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล องค์กรภาคประชาชนเพื่อสันติและเศรษฐกิจพอเพียง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยศูนย์ศึกษาและพัฒนาธรรมาธิปไตย ( องค์การเรียนรู้มหาบารมีบรมธรรม ) เป็นผู้ประสานการวิจัย และนำเสนอแนวคิด / กระบวนการศึกษาพัฒนา จิตวิญญาณสู่สมรรถนะธรรมาธิปไตย : พอเพียง ตามรอยพระยุคลบาท อย่างต่อเนื่อง
ผลที่ได้รับจากการวิจัยตลอดระยะเวลา 18 เดือน มีข้อสรุป องค์ธรรม องค์ความคิด องค์ความรู้ หลายประการ ทั้งในส่วนที่เป็นวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ แนวคิด การจัดการ และแนวปฏิบัติการพัฒนาสมรรถนะธรรมาธิปไตยตามพระราชปณิธาน / พระราชจริยวัตรพอเพียงในพระองค์ บทเรียนการน้อมนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติในพื้นที่พัฒนาต้นแบบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ รวมทั้ง บทเรียนการเสริมพลังองค์กรภาคประชาชนเพื่อสันติและเศรษฐกิจพอเพียง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และขยายผลการเรียนรู้สู่องค์กร /เครือข่าย รวมทั้งชุดประสบการณ์การพัฒนาข้อเสนอนโยบายสาธารณะแก่องค์กรภาครัฐ
ประโยชน์จากการวิจัย จะเป็นพื้นฐานการน้อมนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อปฏิรูปสังคม สู่สันติภาพยั่งยืน ด้วยยุทธศาสตร์ธรรมาธิปไตย ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยยุทธการ ยุทธวิธีศึกษาพัฒนาจิตวิญญาณธรรมาธิปไตย : พอเพียง อันเป็นรากฐานความมั่นคงของชาติ โดยพลังอำนาจมหาบารมีบรมธรรม ? รัฐธรรมาธิปไตย : พอเพียง ? ตามรอยพระยุคลบาท


พลตรี กิตติพันธ์ นพวงศ์ ณ อยุธยา
ประธานอำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาธรรมาธิปไตย
ที่ปรึกษากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4

บงกช ณ สงขลา
สำนักส่งเสริมและการศึกษาต่อเนื่อง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
และ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาธรรมาธิปไตย
ที่ปรึกษายุทธศาสตร์ธรรมาธิปไตย ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4

tui1952
Moderater
Moderater
โพสต์: 98
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: Khon Kaen
ติดต่อ:

Re: นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

โพสต์โดย tui1952 » 13 มิ.ย. 2011, 14:50

DownLoadโครงการวิจัยปฏิบัติการเสริมพลังความมั่นคงของชาติ ตามไฟล์แนบ
แนบไฟล์

[ชนิดของไฟล์ pdf ให้ใช้งานไม่ได้ จึงไม่สามารถแสดงผลได้]


3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

โพสต์โดย 3111 » 15 มิ.ย. 2011, 12:40

เนื้อหาและคำอธิบาย " ยุทธศาสตร์เป็นหนึ่งบนกระดานสันติสุข " ซึ่งผมได้แสดงเอาไว้ในความเห็นที่แล้วนั้นไม่สมบูรณ์เพราะการลงภาพเอาไว้ไม่ค่อยดีนักในบางภาพ หากท่านใดสนใจจะเข้าไปอ่านในคำอธิบายพร้อมรูปภาพเลยก็ได้ ผมได้จัดทำเป็นไฟล์ pdf เพื่อสดวกในการเข้าไปชมและคัดลอกหากต้องการ เพราะสามารถนำไปใช้ได้ในทุกพื้นที่ เรียนเชิญนะครับ

[ชนิดของไฟล์ pdf ให้ใช้งานไม่ได้ จึงไม่สามารถแสดงผลได้]


kittipanh
Moderater
Moderater
โพสต์: 342
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00

Re: นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

โพสต์โดย kittipanh » 16 มิ.ย. 2011, 07:44

ผมเข้าค้นดูองค์ความรู้เดิมที่ผมได้เคยศึกษามาโดยตลอดเกี่ยวกับการจะทำให้จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความสุขสงบสันติ มีองค์ความรู้เรื่องโครงสร้างอาเยาะห์ ที่มีผู้รู้พยายามศึกษาไว้อย่างละเอียด ผมได้คิดแล้วคิดอีกที่จะนำเรื่องนี้เข้ามาในกระทู้นี้หรือไม่ คิดมาตั้งแต่ก่อนจะนำกระทู้นี้ขึ้นมาเสียอีก แต่หากผมนำเสนอความรู้ต่อไปมากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บางท่านที่ไม่ได้เข้ามาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และไม่มีองค์ความรู้เรื่องการก่อความไม่สงบเลยก็จะสงสัยอย่างไม่รู้จบ ผมจึงตัดสินใจนำเรื่องนี้ขึ้นมาให้ท่านๆได้ศึกษาแนวทางเรื่องนี้ อ่านเอาเองนะครับ แต่ในความเห็นของผมนั้นองค์ความรู้นี้เป็นเพียงความรู้โดยทั่วไปซึ่งมีผู้รู้มากมายแล้ว และผมก็ไม่ค่อยจะเห็นไปด้วยเสียทั้งหมด ผมยังยึดหลักความเป็นมนุษย์เพื่อนร่วมชาติไทยที่ทุกฝ่ายจะอยู่ร่วมกันได้ภายใต้หลักศาสนธรรมที่นับถือ และภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงเป็นพระประมุข พวกเราจะอยู่ร่วมกันโดยยึกหลักของความเป็นหนึ่ง ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง


[ชนิดของไฟล์ pdf ให้ใช้งานไม่ได้ จึงไม่สามารถแสดงผลได้]




[ชนิดของไฟล์ pdf ให้ใช้งานไม่ได้ จึงไม่สามารถแสดงผลได้]


3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

โพสต์โดย 3111 » 16 มิ.ย. 2011, 16:01

ผมอยากเรียนเชิญท่านที่สนใจในเหตุแห่งความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้กรุณาวิเคราะห์ยุทธศาสตร์การก่อความไม่สงบและยุทธศาสตร์เป็นหนึ่งบนกระดานสันติสุข ภายใต้สถานการณ์รุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในแง่คิดของนักยุทธศาสตร์การเมืองการปกครอง หรือในมุมมองของนักการทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยุทธศาสตร์ 3 ขั้น ของขบวนการก่อความไม่สงบ ซึ่งจะอยู่ในโครงสร้างอาเยาะห์ 2 ภาพที่ 2, 3, 4, 5, 6, 7 และ 8 กับโครงสร้างการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เป็นหนึ่งบนกระดานสันติสุข


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ



ผมจะขอเน้นยุทธศาสตร์สันติสุขเป็นสำคัญ โดยอยากจะให้ท่านได้ลองวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ทั้งสอง และในยุทธศาสตร์เป็นหนึ่งบนกระดานสันติสุขใคร่ขอเน้น ภาพที่ 4 : การวิเคราะห์ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาการก่อความไม่สงบ ภาพที่ 11 : การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สันติสุข ภาพที่ 14 และ 16 : ภาพการเพิ่มการบูรณาการของรัฐไทยที่ควรจะเป็น ภาพที่ 32 และ 33 : การบูรณาการบนกระดานสันติสุข และภาพที่ 42 และ 43 : พื้นที่เป้าหมายในการทำให้เกิดสันติสุข คือ หมู่บ้าน และประชาชนเป็นศูนย์ดุลของความสุขสงบวิถีธรรม สรุปคือเราจะได้ยุทธศาสตร์ความมั่นคงหมู่บ้านตามภูมิสังคม ภาพที่ 45 และ 46 สองภาพสุดท้าย


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ



เหตุการณ์ร้ายรุนแรงรายวันที่นับวันจะดูเหมือนว่ารัฐจะควบคุมไม่ได้นั้น เมื่อเทียบเคียงกับองค์ความรู้ที่ผมได้แสดงไว้ให้นั้น น่าจะเป็นคำตอบที่พอจะหาได้จากยุทธศาสตร์ทั้งสอง และผมกล้ายืนยันนะครับว่าจนถึงทุกวันนี้ยุทธศาสตร์การก่อความไม่สงบในขั้นที่ 3 ขั้นรุก ยากที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะ 2 ปี ตั้งแต่ 2552 - 2553 งานการพัฒนาเพื่อความมั่นคงที่ทุกฝ่าย รัฐ ( นโยบาย บริหาร ปฏิบัติการ ) นักวิชาการ และภาคประชาชน ได้ร่วมกันบูรณาการงานการสร้างสันติสุขนั้นได้หยั่งรากฝังลึกลงไปมากแล้ว เพียงแต่รัฐจะทำอย่างไรกับยุทธศาสตร์การก่อความไม่สงบขั้นที่ 1 และ 2 และจะทำอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมืองการปกครองของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นเขตปกครองพิเศษ หรือเขตพัฒนาพิเศษ เพราะกระบวนการบ่มเพาะได้แพร่กระจายไปหมดแล้วทั่วทุกพื้นที่

ผมขอหยุดการวิพากษ์เรื่องนี้ไว้ก่อน โดยจะขอนำการขับเคลื่อนเขตพัฒนาพิเศษที่รัฐบาลที่แล้วได้ใช้เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้รูปแบบแผนการพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมกำลังพยายามจะสรุปให้สั้น กระทัดรัด ชัดเจน ขอให้รออีกสักนิดนะครับ

kittipanh
Moderater
Moderater
โพสต์: 342
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00

Re: นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

โพสต์โดย kittipanh » 17 มิ.ย. 2011, 05:57

เมื่อเช้ามืดตีห้าครึ่งวันนี้ 17 มิ.ย.54 ทางทีวีสีช่องสามผมเห็น กอ.รมน.จัดเจ้าหน้าที่ระดับสูงมาชี้แจงเรื่องการบริหารราชการใน จชต. การจัดส่วนราชการในการสร้างความสุขสงบให้ จชต. ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วน และยังยึดถือแผนการพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเครื่องมือในการพัฒนาอย่างยั่งยืน นอกเหนือจาก ความมั่นคงทางทหาร สามส่วนราชการก็คือ ส่วนที่หนึ่งราชการจากส่วนกลาง กระทรวง กรม ต่างๆ ส่วนที่สอง ศอ.บต. และส่วนที่สาม กอ.รมน.
การปฎิบัติการบูรณาการทั้งสามส่วนอยู่ภายใต้การบูรณาการของรัฐในระดับนโยบาย การชี้แจงก็เป็นไปในลักษณะของการทำ IO การปฏิบัติการข่าวสารของ กอ.รมน. ก่อนที่ผมจะวิพากษ์ความเป็นไปในการบูรณาการความมั่นคงใน จชต.ในปัจจุบันนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น ผมก็อยากจะนำเสนอผลการปฏิบัติงานตามแผนการพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี 53 ในกระดานสันติสุขชายแดนใต้ เป็นทั้งภาพรวมของแผน การปฏิบัติงานตามแผน และผลของการปฏิบัติการตามแผนงาน ขอเชิญนะครับ


รายงานเล่มที่ 1.pdf


รายงานเล่มที่ 2.pdf


ภาคผนวก 6 ( 1 ตค.52 - 30 เมย.53 ).pdf

pook
มือเก๋า
มือเก๋า
โพสต์: 273
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 เม.ย. 2011, 13:38
ติดต่อ:

Re: นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

โพสต์โดย pook » 17 มิ.ย. 2011, 07:06

อ่านได้ครึ่งหนึ่งแล้วครับ พี่แจ้ ศึกษา ค้นคว้า รวบรวม มาได้อย่างไร ผมมึนตึบ แต่ตั้งใจจะอ่านและ ติดตามต่อไปครับ

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

โพสต์โดย 3111 » 19 มิ.ย. 2011, 06:00

เรียนท่านๆครับ ลำพังผมเองคงศึกษาทั้งหมดไม่ได้ แต่การทำงานสมัยใหม่การสร้างเครือข่ายหรือ network จะมีความสำคัญยิ่ง เครือข่ายของผมจะมีทุกระดับ พลเอก พลโท พลตรี จนถึงระดับนายสิบ ข้าราชการพลเรือนทุกระดับตั้งแต่ระดับ 11 ลงมา และนักวิชาการสหวิทยาการตั้งแต่ปราชญ์ราชบัณฑิตจนถึงปราชญ์ชาวบ้าน เอ็นจีโอเกือบทุกสาย องค์กรภาคประชาชนเกือบทุกเครือข่าย คนไทยที่รักชาติบ้านเมืองมีเยอะมากครับแต่ไม่แสดงตน จะช่วยทำให้งานต่างๆที่ดูว่ายากง่ายลงอีกเยอะ เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน เราสามารถหยิบมาศึกษาได้ทันทีที่ต้องการ ข้อมูลในมือต้องมีหมดทุกเรื่อง เครือข่ายจะหาให้ ในกรณีที่ไม่เข้าใจจะเข้ามาสร้างความเข้าใจ ผมจะมีคณะที่ปรึกษาที่คิดเชิงระบบให้อยู่ชุดหนึ่ง ซึ่งเก่งมากๆ เวลาเราพูดคุยเรื่องอะไรไปท่านจะเขียนๆคิดๆ สักพักจะกลายเป็นโครงสร้างออกมาเลยทำให้ง่ายต่อการค้นหาคำตอบ หรือเวลาถกกันได้ข้อยุติแล้วก็จะถ่ายทอดองค์ความรู้มาในรูปแบบที่ผมนำมาให้ท่านๆได้อ่านนั่นแหละครับ อ่านยังยากเลยแล้วคิดกันเพื่อให้ได้คำตอบเพื่อนปุ๊กลุ๊คว่ามันจะยากขนาดไหน จิตใจสาธารณะที่สั่งมาเองจะช่วยให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย ครับ
คราวนี้เพื่อสร้างความเข้าใจกันให้มากยิ่งขึ้นผมขอนำข้อมูลโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ระดับหมู่บ้าน (พนม.) และโครงการพัฒนาชุมชนสันติสุข ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง (พนพ.) มาให้ท่านได้อ่านกันมีเวลาก็เข้ามาอ่านนะครับ ก็อย่างที่ผมบอกนั่นแหละครับ โครงสร้างดีแต่หากการขับเคลื่อนไม่เป็นไปตามโครงสร้างและกระบวนการก็แย่เหมือนกัน


โครงการ พนม.pdf


โครงการพนพ 20 ต.ค.53.pdf

kittipanh
Moderater
Moderater
โพสต์: 342
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00

Re: นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

โพสต์โดย kittipanh » 19 มิ.ย. 2011, 16:52

เพื่อความเข้าใจในแนวทางการขับเคลื่อนแผนการพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมใคร่จะนำบทความวิเคราะห์ของ คุณปกรณ์ พึ่งเนตร นักสื่อสารมวลชนจากมูลนิธิอิศรา ซึ่งได้สรุปไว้เมื่อ วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2009 เวลา 00:08 น. ผมดูแล้วง่ายต่อความเข้าใจ อาจมีบางส่วนพาดพิงถึงผมบ้าง

บทความใช้ชื่อว่า " ผ่างบดับไฟใต้ก้อนใหม่ 6.3 หมื่นล้าน?ค้นคำตอบทำไมทหารต้องยุ่งงานพัฒนา! " ผมขอเชิญเข้าไปลองอ่านดูนะครับ และตั้งแต่ตอนหน้าผมจะได้นำเรื่องราวที่เกี่ยวกับการขับเคลื่อนแผนการพัฒนาฯ และที่เกี่ยวข้องมาเล่าแจงแถลงไขให้ทราบกัน ครับ

ผ่างบดับไฟใต้ก้อนใหม่ 6.3 หมื่นล้านบาท 19 ต.ค. 52.pdf

tosapol
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 499
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 เม.ย. 2011, 18:01
ติดต่อ:

Re: นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

โพสต์โดย tosapol » 30 มิ.ย. 2011, 06:24

....ได้ความรู้ หลายหลาก จากเพื่อนแจ้
รู้แก่นแท้ รู้เท่าทัน รู้ปัญหา
รู้แนวคิด รู้พลวัตร รู้ปรัชญา
รู้ซึ้งหลัก ศาสนา วัฒนธรรม
....เห็นพลัง ขับเคลื่อน จากเพื่อนแจ้
ไม่ยอมแพ้ อยู่ดึกดื่น หลายคืนค่ำ
เห็นคุณค่า เพื่อนอุทิศ คิดและทำ
มีค่าล้ำ แรงขับเคลื่อน จากเพื่อนเรา
....ขอ"ธรรมา ธิปไตย" ได้ชัยชนะ
เลิก ลด ละ รอยแผลผ่าน จากกาลเก่า
ใช้ "เข้าถึง" "เข้าใจ" ไปบรรเทา
และรวมเรา ร่วมรัฐ "พัฒนา"

kittipanh
Moderater
Moderater
โพสต์: 342
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00

Re: นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

โพสต์โดย kittipanh » 30 มิ.ย. 2011, 07:22

ผมขอขอบคุณเพื่อนหมอทศพลเป็นอย่างสูงยิ่งครับ เมื่อคืนทำงานกันจนถึงตีสี่ มีอยู่ 5 คน
เสียดายตอนนั้นเพื่อนหมอทศพลยังไม่ร่ายบทกลอนมาให้ วันนี้รวมพลตอนสายๆจะเปิดให้พวกเค๊าได้ดูกัน คงจะมีกำลังใจกันมากขึ้น หลังจากซางานวิจัยลงบ้าง อีกสักหนึ่งอาทิตย์ผมจะลงเรื่องนี้ต่อไปครับ

ตอนนี้กำลังจะนำ ธรรมาธิปไตย ไปเผยแพร่ทุกภูมิภาคของประเทศ 15 ชุมชน ภาคเหนือ พิษณุโลก สุโขทัย และแพร่ เพื่อนหนุ่ม11 ภาคเหนือ รับที่จะเป็นผู้ประสานงานหลักให้ โดยการนำของ เพื่อนจ๋อ เพื่อนปุ๊กลุ๊ค และเพื่อนเชียร ครับ

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

โพสต์โดย 3111 » 17 ส.ค. 2011, 08:59

วันนี้ขอนำบทสัมภาษณ์ของแม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 สน. มาลงให้อ่านกันครับ เนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องความเป็นธรรม เพราะในปี 54 นี้ เรื่องการพัฒนาเพื่อความมั่นคงนั้นจะมอบให้ ศอ.บต.เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน ส่วนเรื่องการทหารหรือการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินนั้น เป็นความรับผิดชอบของ กอ.รมน.ภาค 4 สน.

รูปภาพ


การดำเนินการทำให้ความสงบสันติกลับคืนมาในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นจะมีอยู่ 3 เรื่องใหญ่ๆ ตามที่ผมได้นำเสนอไว้ใน ..เป็นหนึ่งบนกระดานสันติสุข.. คือ 1) การทหารหรือการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 2) การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในหมู่บ้าน 3) ความยุติธรรม


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

หากท่านที่สนใจลองอ่านความในสัมภาษณ์ของแม่ทัพอุดมชัยดูนะครับ จะพบว่าการบูรณาการความมั่นคงในชายแดนภาคใต้นั้นถูกแยกออกจากกันโดยปริยายจากกฎหมาย 2 ฉบับ คือ พรบ.ความมั่นคง ปี 51 และ พรบ.การบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี 53 แม่ทัพอุดมชัยไม่มีการกล่าวถึงเรื่องการแก้ปัญหาเชิงบูรณาการ แต่เฉพาะเจาะจงเป็นเรื่องๆไป สำหรับเรื่องการพัฒนานั้นรอให้ อ.บงกช ได้สรุปผลโครงการวิจัยการพัฒนาของ ศอ.บต.เสร็จแล้ว ผมจะขออนุญาต อ.บงกช แล้วนำมาลงให้ท่านๆได้ศึกษาในรายละเอียดกันอีกครั้งหนึ่ง



แม่ทัพภาค4 เสนอแนวทางดับไฟใต้ "อภัยโทษ"ผู้หลงผิดคดีความมั่นคง!!
(สกู๊ปแนวหน้า)


"อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ แก้ปัญหา ด้วยการอภัยโทษ กับ ผู้ที่หลงผิดเกี่ยวกับคดีความมั่นคง เนื่อง จากแนวร่วมบางคนถูกหลอกไปก่อเหตุโดยไม่รู้ตัว คนกลุ่มนี้เราควรอภัยโทษให้เขา อย่าไปมองว่าเขาเป็นอาชญากร ส่วนคนที่ก่อเหตุอุกฉกรรจ์ ควรเก็บไว้สอบสวนอย่างละเอียด คาดว่าปัจจุบันกองกำลังกลุ่มนี้มีไม่ถึง1,000 คน หากรัฐบาลรับข้อเสนอนี้ไป ก็สามารถปฏิบัติได้ทันที เนื่องจาก ผมได้ตั้งคณะกรรมการศึกษาข้อมูลไว้แล้ว"

สถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้รัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัยพยายามแก้ปัญหาแต่ก็ไม่สำเร็จ

ในยุครัฐบาล "เพื่อไทย" หนึ่งในนโยบายเร่งด่วนคือ เร่งแก้ไขปัญหาความไม่สงบและนำสันติสุขกลับสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเร็ว

ข้อมูลจาก ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้รายงานสถิติเหตุรุนแรงในพื้นที่ปลายด้ามขวาน ประกอบด้วยจังหวัด ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ อ.จะนะ เทพา สะบ้าย้อย และนาทวี ดังนี้...

ปี 2547 มีผู้เสียชีวิตตลอดปี 2547 ทั้งหมด 566 คน บาดเจ็บ 639 คน เจ้าหน้าที่รัฐ เสียชีวิต 179 คน บาดเจ็บ 278 คน ประชาชน เสียชีวิต 271 คน บาดเจ็บ 351 คน และคนร้ายเสียชีวิต 116 คน

ปี 2548 เกิดเหตุการณ์ 1,889 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 574 คน บาดเจ็บ 1,113 คน แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเสียชีวิต 209 คน บาดเจ็บ 409 คน ประชาชน เสียชีวิต 355 คน บาดเจ็บ 686 คน คนร้าย เสียชีวิต 10 คน บาดเจ็บ 18 คน

ปี 2549 เกิดเหตุการณ์ 2,064 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 648 คน บาดเจ็บ 1,187 คน แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เสียชีวิต 222 คน บาดเจ็บ 373 คน ประชาชน เสียชีวิต 410 คน บาดเจ็บ 799 คน คนร้าย เสียชีวิต 16 คน บาดเจ็บ 15 คน

ปี 2550 เกิดเหตุการณ์ 2,664 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 943 คน บาดเจ็บ 1,687 คน แบ่งเป็น เจ้า หน้าที่รัฐ เสียชีวิต 221 คน บาดเจ็บ 567 คน ประชาชน เสียชีวิต 678 คน บาดเจ็บ 1.111 คน คนร้าย เสียชีวิต 44 คน บาดเจ็บ 9 คน

ปี 2551 มีเหตุการณ์ 1,067 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 536 คน บาดเจ็บ 970 คน แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เสียชีวิต 155 คน บาดเจ็บ 504 คน ประชาชน เสียชีวิต 339 คน บาดเจ็บ 455 คน คนร้ายเสียชีวิต 42 คน บาดเจ็บ 11 คน

ปี 2552 มีเหตุการณ์ไม่สงบ 919 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 544 คน บาดเจ็บ 1,035 คน แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 51 คน บาดเจ็บ 305 คน ประชาชนเสียชีวิต 455 คน บาดเจ็บ 728 คน คนร้ายเสียชีวิต 38 คน บาดเจ็บ 2 คน

ปี 2553 มีเหตุการณ์ไม่สงบทั้งหมด 922 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต ทั้งหมด 489 คน บาดเจ็บ 938 คน แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เสียชีวิต 41 คน บาดเจ็บ 334 คน ประชาชนเสียชีวิต 428 คน บาดเจ็บ 604 คน คนร้ายเสียชีวิต 20 คน

ปี 2554 ม.ค.-มิ.ย. ตลอด 6 เดือนมีเหตุรุนแรงรูปแบบต่างๆ เกิดขึ้นทั้งสิ้น 479 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต ทั้งสิ้น 262 ราย แยกเป็นประชาชน 223 ราย ทหาร 29 นาย และตำรวจ 10 นาย


แนวคิดเรื่อง "ดับไฟใต้" เป็นเรื่องดี แต่ก็มิใช่เรื่องง่าย ที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย การรับฟังแนวคิดจากผู้ปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ก็น่าจะเป็นทางออกที่ช่วยให้ปัญหาคลี่คลายมากขึ้น

พล.ท. อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวเปิดใจกับ "แนวหน้า" ถึงการก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ฟังว่า คนร้ายที่ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่จะมีอยู่ 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่มีแนวคิดแบ่งแยกดินแดนซึ่งมีอยู่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ และ 2. กลุ่มภัยแทรกซ้อนมีอยู่ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มมีความเชื่อมโยงกัน โดยกลุ่มภัยแทรกซ้อน 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มค้าน้ำมันเถื่อน , กลุ่มค้ายาเสพติด กลุ่มนี้ต้องการก่อเหตุรุนแรงด้วยการวางระเบิดจุดใดจุดหนึ่ง เพื่อดึงความสนใจของเจ้าหน้าที่รัฐ จากนั้นจะทำการลำเลียงยาเสพติด และ น้ำมันเถื่อน ที่ผ่านมาสามารถสืบทราบว่า กลุ่มที่ค้ายาเสพติด ชื่อ "กลุ่มเขาแก้ว" ในอดีตเคยหลบหนีไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน ได้กลับเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่อีกครั้งหนึ่ง ขณะนี้หน่วยความมั่นคงกำลังจับตามองเป็นพิเศษ

"เราสามารถตรวจพบหลักฐาน การจ่ายเงินของกลุ่มค้าน้ำมันเถื่อน และ ค้ายาเสพติด มีความเชื่อม โยงกับการก่อเหตุร้าย โดยการจ่ายเงินสนับสนุน ผ่านองค์กรลับเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายให้กับ กลุ่มที่มีแนวคิดแบ่ง แยกดินแดนไปก่อเหตุรนแรง ซึ่งขณะนี้เราพยายามตัดท่อน้ำเลี้ยง ที่ให้การสนับสุนนผู้ก่อเหตุ ด้วยการประสานงานกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)และ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) เข้าไปตรวจสอบแหล่งที่มาของเงิน" แม่ทัพภาคที่ 4 ระบุ


พล.ท.อุดมชัย บอกด้วยว่า สำหรับยุทธวิธีการก่อเหตุจะมีการแบ่งการทำงานเป็น 3 - 4 พวก อาทิ พวกลาดตะเวน พวกหาข่าวดูสถานการณ์ และ พวกลงมือก่อเหตุ หากมีจังหวะเหมาะสมก็จะลงมือพร้อมกันทันที ซึ่งผู้ที่ก่อเหตุส่วนใหญ่ จะถูกหลอกให้เป็นแนวร่วมโดยไม่สามารถรู้ว่าตนเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ และ ไม่สามารถรู้ต้นทางของคำสั่งนั้น

"เขาสั่งให้ตัดต้นไม้แนวร่วมก็ทำ โดยไม่รู้ว่าใครเป็นคนสั่งเขา พวกแนวร่วมถูกหลอกแบบไม่รู้ว่าตนเองเข้าไปมีส่วนร่วมในการก่อเหตุรุนแรง" แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าว

พล.ท. อุดมชัย บอกอีกว่า สิ่งที่ต้องเร่งแก้ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ คือ การสร้างความเป็นธรรม และ เยียวยาญาติผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยทำให้ชาวบ้านรู้สึกสบายใจ ให้เขารู้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีเสรีภาพและมีความเป็นธรรมมากกว่าประเทศอื่น

"อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ แก้ปัญหา ด้วยการอภัยโทษ กับ ผู้ที่หลงผิดเกี่ยวกับคดีความมั่นคง เนื่อง จากแนวร่วมบางคนถูกหลอกไปก่อเหตุโดยไม่รู้ตัว คนกลุ่มนี้เราควรอภัยโทษให้เขา อย่าไปมองว่าเขาเป็นอาชญากร ส่วนคนที่ก่อเหตุอุกฉกรรจ์ ควรเก็บไว้สอบสวนอย่างละเอียด คาดว่าปัจจุบันกองกำลังกลุ่มนี้มีไม่ถึง 1,000 คน หากรัฐบาลรับข้อเสนอนี้ไป ก็สามารถปฏิบัติได้ทันที เนื่องจาก ผมได้ตั้งคณะกรรมการศึกษาข้อมูลไว้แล้ว โดยการอภัยโทษจะต้องมีหลายหน่วยงานเข้าร่วม อาทิ ฝ่ายปกครอง อัยการ ทหาร ตำรวจ สื่อมวลชน และ เจ้าหน้าที่ภาคสังคมในพื้นที่" พล.ท.อุดมชัย กล่าว


สำหรับกรณีที่ พรรคเพื่อไทย เสนอแนวคิด จัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษชื่อว่า "นครปัตตานี" เพื่อดับไฟใต้นั้น แม่ทัพภาคที่ 4 บอกว่า หากถามกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านในพื้นที่ ทุกคนจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ต้องการ แต่มีกลุ่มนักวิชาการหน้าเดิมๆเท่านั้นที่ต้องการนโยบายนี้...

ท้ายสุดแม่ทัพภาคที่ 4 หวังว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะนำเรื่องอภัยโทษผู้หลงผิดไปพิจารณา!!

kittipanh
Moderater
Moderater
โพสต์: 342
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00

Re: นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

โพสต์โดย kittipanh » 21 ก.ย. 2011, 08:00

ผมไปอ่านบทวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องการจัดการปัญหาเรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์ ซึ่งวิเคราะห์โดย สายล่อฟ้า อ่านไปแล้วก็อดจะนำมาเสนอให้ท่านที่เข้ามาชมกระทู้นี้ได้อ่านเพื่อคิดและติดตามการแก้ปัญหา จชต. ของรัฐบาลนี้ ผมยังอยากจะเห็นแนวทางบูรณาการความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้เชิงระบบกันจริงๆเสียทีครับ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

พลาดอีกไม่ได้แล้ว


หากจับปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่อง ?การเมือง? เมื่อใด ก็จะยิ่งทำให้บานปลายออกไปเรื่อยๆ แต่ควรจะเป็นเรื่องของทุกฝ่ายที่จะต้องร่วมมือกันแก้ไข ไม่ว่ารัฐบาล ฝ่ายค้าน ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และประชาชนโดยทั่วไป

เพราะถ้าคิดว่าเข้ามาเป็นรัฐบาลมีอำนาจและจะทำอะไรก็ได้ ทั้งนโยบาย บุคลากร จะต้องเปลี่ยนกันใหม่หมดในทันที

เรื่องอื่นๆนั้นอาจจะทำได้ แต่เรื่องนี้อย่าเป็นเช่นนั้นเป็นอันขาดเดี๋ยวจะไปกันใหญ่ ทุกวันนี้ก็เกิดเหตุระเบิดจนทำให้เสียชีวิตและบาดเจ็บกันเป็นรายวันอยู่แล้ว

ที่ว่าอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนตัวบุคคลรับผิดชอบไม่ได้ แต่นั่นจะต้องอยู่บนพื้นฐานที่เข้าใจปัญหาเป็นอย่างดีรอบด้านแล้วจึงต้องตัดสินใจ ซึ่งองคาพยพเหล่านี้จึงอยู่ที่ข้อมูลและทำความเข้าใจทั้งผู้รับผิดชอบในปัจจุบันและคนในท้องถิ่นอีกด้วย

ข่าวที่ออกมาว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้อำนวยการ ศอ.บต.ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ดูเหมือนว่าการเมืองกำลังจะเข้าไปยุ่ง โดยคิดเพียงว่าเพื่อให้คนของตัวเองเข้าไปรับผิดชอบแทน

ทั้งที่คนปัจจุบันนั้นกำลังทำหน้าที่ได้อย่างดี และได้รับการยอมรับ

แต่จู่ๆก็จะไปโยกย้ายเปลี่ยนแปลงโดยไม่ได้ศึกษาข้อมูลและข้อเท็จจริงว่าอะไรเป็นอะไร จะแก้กันอย่างไรก็เอาเสียแล้ว

แม้กระทั่งแนวคิดของรัฐบาลชุดนี้ที่จะให้ 3 จังหวัดภาคใต้เป็นเขตปกครองพิเศษก็เช่นเดียวกัน หรือแม้กระทั่งการตั้ง ?นครปัตตานี? ก็ไม่ต่างกัน ต้องคิดกันให้ดี ให้รอบคอบ ว่าหากดำเนินการเช่นนั้นจะแก้ไขปัญหาหรือสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก

จริงๆแล้วปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้เป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลจะต้องเอาจริงเอาจัง และนายกฯจะต้องให้ความสำคัญ ดังนั้น การตัดสินใจต่างๆจึงต้องรับฟังจากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งก็คือผู้ที่ศึกษาปัญหามาตลอด

ทั้งนักวิชาการ ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา นักธุรกิจ และชาวบ้าน

วันนี้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเป็นรายวัน ซึ่งมีการกล่าวถึงปัญหาอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ใช่แค่ความไม่ยุติธรรม เรื่องศาสนาเท่านั้น

แต่พูดถึงปัญหายาเสพติด สิ่งผิดกฎหมายต่างๆที่เป็นธุรกิจเถื่อน โดยผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น นักการเมืองท้องถิ่นซึ่งทำธุรกิจลับๆเหล่านี้ได้ให้เงินสนับสนุนกลุ่มแนวร่วมเพื่อปฏิบัติการรุนแรง นั่นเพราะรัฐบาลกำลังเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดและธุรกิจเถื่อนทั้งหลาย

อย่างไรก็ดี แม้สถานการณ์ใน 3 จังหวัดภาคใต้ที่เกิดความรุนแรงขึ้นมานั้น ยาเสพติดและของผิดกฎหมายก็มีการดำเนินการควบคู่กันมาโดยตลอด ด้วยรูปที่แฝงเอาความรุนแรงมาเป็นม่านบังตา เพราะเจ้าหน้าที่เน้นในเรื่องการปราบปรามและใช้จิตวิทยามวลชน แทบจะไม่มีเวลาไปจัดการกับปัญหาที่คู่ขนานกัน

จึงมีความเป็นไปได้ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก

เหมือน ?น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า? โดยทำนองนั้น

แน่นอนว่า เมื่อรัฐบาลมุ่งเน้นไปในเรื่องยาเสพติด ธุรกิจเถื่อนต่างๆ ประกอบไปด้วยปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นมันจึงเกิดขึ้นมาทันที และจะต้องสร้างความรุนแรงเพื่อตอบโต้และทำให้ประชาชนรู้สึกเสียขวัญมากขึ้นไปอีก

ดังนั้น หากแยกแยะตรงนี้ให้ออก ก็จะเข้าใจ และดำเนินการแบบไม่ผิดพลาด เพราะมันจะถูกโยงใยเป็นเรื่องเดียวกันได้ง่าย

เนื่องจากจะถูกอ้างถึงความไม่ยุติธรรม ซึ่งเป็นปัญหาหลักของ 3 จังหวัดภาคใต้อยู่แล้ว มันจะกลายเป็นสิ่งตอกย้ำในประเด็นเก่าๆ ทั้งๆที่นโยบายในการแก้ไขปัญหาได้เปลี่ยนไปเพราะเข้าใจปัญหามากขึ้น

การจะคิดการใดจึงต้องละเอียดรอบคอบ มองปัญหาให้ทะลุ

เพราะบทเรียนจาก ?โจรกระจอก? นั้น ทำให้มันยังฝังใจไม่อยากให้พลาดกันอีกแล้ว.


?สายล่อฟ้า?

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

โพสต์โดย 3111 » 31 ธ.ค. 2011, 12:03

ผมได้อ่านทบทวนเนื้อหาในกระทู้นี้มาหลายครั้งแล้วตั้งแต่ความเห็นสุดท้ายเมื่อ 21 ก.ย.54 ผมคิดว่าจะแสดงความเห็นเพิ่มเติมในกระทู้นี้ แต่ไม่ได้ทำ เพื่อรอดูเหตุการณ์โดยหวังว่ารัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐในทุกระดับจะได้เดินหน้าแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ทุเลาลงไปได้บ้าง แต่ก็เปล่าเลย กลับมีแต่ความเสื่อมไปตามลำดับ แม้ว่าจะมีการแก้ตัวออกมาจากฝ่ายความมั่นคงออกมาบ้าง แต่เสียงแก้ตัวก็เบาลงไปตามลำดับเพราะมันซ้ำซากตามรอยเดิม เลยต้องเน้นมุ่งฟาดฟันผู้ก่อเหตุรุนแรงกันต่อไปไม่รู้จบ จนแผ่นดินจะลุกเป็นไฟแล้ว ตัวใครตัวมัน ช่างมัน แล้วแต่ดวง คิดไปแบบนี้กันทุกคน ตั้งแต่ชาวบ้านไปจนถึงเจ้าหน้าที่ทุกระดับและองค์กรทุกองค์กร การพัฒนาชุมชนก็ย่ำซ้ำรอยเดิมไม่มีแปรเปลี่ยน จนไม่รู้ว่าจุดที่เหมาะสมจะอยู่ตรงไหน

โดยเฉพาะเรื่องยาเสพติดซึ่งมีแต่จะหนักขึ้นกว่าเดิม รัฐมุ่งปราบปรามผู้ค้ารายใหญ่แต่ปล่อยปละละเลยผู้ค้ารายย่อย หลักกฎหมายตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางเพื่อที่จะจัดการกับขบวนการยาเสพติดกลับอ่อนด้อย จนดูเสมือนว่าไร้ความหมายไปเสียแล้ว ชาวบ้านในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไร้ความหวังกับนโยบายและการดำเนินการของรัฐในทุกส่วน บางชุมชนเด็กเล็กอายุไม่ถึงสิบขวบก็ยังเสพย์สารเสพติดกันแล้ว ผู้ค้ารายย่อยก็มีกลยุทธสารพัดกับการจำหน่ายยาเสพติด ถูกจับก็ได้รับการประกันตัวในชั้นศาล ผู้ค้ายาเหิมเกริมมากถูกจับแล้วก็ออกมาค้าขายยาเสพติดกันต่อไปไม่รู้จบ ผมไม่เคยเชื่อฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐคนไหนเลยนะครับ ผมได้เคยพูดคุยหารือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีหน้าที่การปราบปรามโดยตรง ฟังแล้วก็วังเวงใจมาก เดี๋ยวนี้ใช้เด็กอายุไม่ถึง 18 ปี มาเป็นผู้ส่งยาเสพติดกันแล้ว บางแห่งแทบไม่น่าเชื่ออายุไม่ถึง 12 ปี ก็เป็นผู้ส่งยากันแล้วเพื่อแลกกับการเสพย์ยา ถูกจับก็ต้องปล่อยตัวไปตามหลักกฎหมาย เพราะส่งยากันครั้งละสามสี่ห้าเม็ด ไม่ถือว่าเป็นผู้ค้า ถือว่าเป็นผู้ครอบครอง กฎหมายทำอะไรไม่ได้ ฟังแล้วก็ปวดกะบาลและเจ็บตับไตไส้พุงดีจังเลยครับ

วันนี้ผมได้อ่านความที่ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวในรายการวิทยุพบประชาชน อ่านแล้วก็สงสารนายกรัฐมนตรีที่จำเป็นต้องพูดออกมาตามใบสั่ง/สคริปต์ของราชการและการเมือง ท่านๆลองอ่านดูซิครับ เป็นเรื่องของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมจะดูซิว่าเหตุการณ์และการดำเนินต่างๆของรัฐบาลจะเป็นไปตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวเอาไว้มั๊ย อ่านแล้วก็งงว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อจากนี้ไปมั๊ย หรืออีหรอบเดิมอีกไม่รู้จบ

............ ฯลฯ ............

วันนี้ ( 31 ธ.ค.54) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ ?รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน? ถึงสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า จุดมุ่งหมายของรัฐบาลต้องการให้เกิดความปรองดองและความสงบในพื้นที่ภาคใต้ แต่เราต้องมาทำความเข้าใจปัญหาพื้นที่ก่อน และแก้ที่ต้นทางว่าจะทำอย่างไร ทั้งการลดความรุนแรง การเสริมสร้างความเข้าใจทางด้านศาสนา และความเจริญทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น ซึ่งตนยินดีที่จะเดินทางลงไปในพื้นที่ภาคใต้ เพราะทุกภาคเป็นหน้าที่ของตนที่จะต้องลงไปพบกับพี่น้องประชาชน ซึ่งหลังจากนี้ก็คงจะเข้าไปดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง ความจริงตนมีทีมงานที่ได้ทำงานร่วมกันไปบ้างแล้ว ทั้งในส่วนของ ศอ.บต. กอ.รมน. กระทรวงมหาดไทย และตำรวจ
............ ฯลฯ ............

pook
มือเก๋า
มือเก๋า
โพสต์: 273
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 เม.ย. 2011, 13:38
ติดต่อ:

Re: นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

โพสต์โดย pook » 31 ธ.ค. 2011, 18:54

ผมว่า "หอยไต่หลัก" ขึ้นไปได้สักหน่อยก็ถอยลงสู่จุดเริ่มต้น เสียดาย เวลา งบประมาณ และชีวิต ที่ทุ่มเทลงไป ทุ่มไปเท่าไร ถ้าไม่จริงใจ ก็ไร้ผล ฦานี่คือผลงานของนักการเมือง(ที่ประชาชนเลือกเข้าไปบริหารประเทศ)และข้าราชการส่วนใหญ่ของไทย ทำได้เพียงเท่านี้

sunai
Moderater
Moderater
โพสต์: 234
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 พ.ค. 2011, 23:57
ติดต่อ:

Re: นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

โพสต์โดย sunai » 31 ธ.ค. 2011, 22:07

ท่านแจ้รายละเอียดเกี่ยวกับประวัติและอื่นๆที่หามาลงให้อ่านดีมากเคยขอให้ถ่ายเอกสารให้หลายครั้งแล้วยังไม่ได้เลยจึงขอผ่านทางนี้อีกครั้ง เพราะกำลังทำดุษฎีนิพนธ์เรื่อง "ตัวแบบประสิทธิผลในการบริหารจัดการพื้นที่ ๔จังหวัดชายแดนภาคใต้"ชึ่งต้องขอความช่วยเหลือจากท่านแจ้อีกมากเพื่อให้งานสำเร็จและคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองไม่มากก็น้อย จะรีบทำให้เสร็จ--สาธุ

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: นครปัตตานี:บริบทแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง?

โพสต์โดย 3111 » 01 ม.ค. 2012, 02:54

ท่านป๋อง สาธุ ครับ ผมจะพิมพ์เอกสารที่เกี่ยวข้องและจัดทำเป็นเอกสารและเป็นไฟล์ให้ด้วย ท่านป๋องจะได้พิมพ์แก้ไขตกแต่งต่อเติมได้อีก จะทำให้เป็นของขวัญปีใหม่ หลังเที่ยงพรุ่งนี้จะทำให้นะครับท่านป๋อง บางทีอาจจะออกแบบโมเดลระบบศาสนธรรมนำการบูรณาการพัฒนา : ความมั่นคงทางทหาร + การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน + ความเป็นธรรม ก็คล้ายๆกับที่ผมได้นำเสนอไปตามลำดับตั้งแต่ต้นนั่นแหละครับ แล้วผมจะส่งไปรษณีย์แบบเร่งด่วนไปให้ หรืออาจจะไปมอบให้ที่ กทม.ในวันอังคารที่ 10 ม.ค. 54 ซึ่งเป็นวันประชุมอนุกรรมาธิการทหาร คงต้องแล้วแต่เหตุการณ์นะครับ ท่านป๋อง ขอบคุณมากที่สนใจครับ


ผู้ใช้งานขณะนี้

สมาชิกกำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และบุคลทั่วไป 1