ขอเชิญท่านกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ชมทัชมาฮาล ณ ป

จิตวิทยา ศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนธรรม

Moderator: สมาชิกหนุ่ม11, Webmaster

ขอเชิญท่านกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ชมทัชมาฮาล ณ ป

โพสต์โดย wisnu 01 » พฤหัสฯ. 31ม.ค.2013 23:13

รูปภาพ

ตามรอยพระพุทธเจ้า สังเวชนียสถาน 4 ตำบล



หลังจากที่ได้ไปเที่ยวที่กระบี่ ตรัง นครศรีธรรมราช เมื่อเดือน สิงหาคม ที่ผ่านมา
ปรากฏว่าสามารถนั่งรถทัวร์ไปกับเขาได้ แต่ก็ไม่แน่ เห็นเขาว่าที่อินเดียนั่งยาวกว่าที่เคยไป
มาอีก นั่งแต่ละตำบลไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมง เอาเถอะจะนานแค่ไหนใจสู้ซะอย่างย่อมได้เสมอ

เมื่อตอนที่ใกล้จะถึงวันเดินทางประมาณ 20 วัน เจ้าหน้าที่ทัวร์ก็ได้โทรมาถามเราและได้
บอกเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางรวมถึงการเป็นอยู่ระหว่างอยู่ที่อินเดีย เช่นห้ามดื่มน้ำเย็น
ท้องอาจเสียได้ ทัวร์จัดอาหารไทยเตรียมไว้แล้วรวมทั้งยาสามัญเว้นใครเป็นโรคประจำตัว
ก็เอายาไปเอง และนัดพบกันในวันอาทิตย์ที่ 2 พ.ย.เวลาเที่ยง
เครื่องออกประมาณ 14.00 น.เศษ


รูปภาพ


หลังจากที่คุณปอน หัวหน้าทัวร์ได้แนะนำตัวและ
จัดการเกี่ยวกับเรื่องกระเป๋าโหลดลงท้องเครื่อง
เรียบร้อยแล้วก็มีเวลาไปดูโน่นดูนี่ตามเรื่อง บางท่าน
ก็ไปหาอาหารทานกันที่ชั้นล่าง ทริปนี้มากัน
ทั้งสิ้น 18 ชีวิต มีอยู่ 2 ท่านที่เมื่อสิ้นสุดทริปแล้วขออยู่ต่อ คุณปอนก็ได้ไป
ติดต่อกับสายการบินขอเลื่อนการเดินทางกลับสำหรับสองท่านดังกล่าว
จากนั้นเราก็เข้าไปยังเกตออกเป็นเกตที่ F2B ดูเครื่องแล้วค่อยยังชั่วหน่อย
เพราะเป็นเครื่องรุ่น โบอิ้ง 737-800 รุ่นใหม่ของสายการบินเจต แอร์เวย์
ซึ่งเป็นของอินเดีย เกิดมาก็เพิ่งจะนั่งเครื่องแขกก็คราวนี้แหละ
แต่ก็เตรียม Vapex ไว้แล้วกันกลิ่น


รูปภาพ


เมื่อเข้าในเครื่องปรากฏว่าสิ่งที่เคยคิดเอาไว้
ตรงกันข้ามไปหมด ภายในเครื่องสะอาด พนักงานก็ดูเรียบร้อย
แถมกลิ่นต่าง ๆ ที่เราเคยคิดเอาไว้ไม่มีเลย ทั้งที่ตัวเองนั้นจมูกไวเหมือนกัน
เป็นอันว่าเครื่องนี้สอบผ่าน


รูปภาพ

แถมยังมีเบียร์ให้บริการฟรี ๆ แบบไม่อั้น
แปลกแฮะ ไม่ยักกลัวเวลาคนเมาพูดกันไม่รู้เรื่องรบกวนผู้โดยสารอื่น


รูปภาพ

และแล้ว สิ่งที่ทุกคนต้องการก็มาอยู่บนตู้
เขาถามว่าจะเอาปลาหรือไก่


รูปภาพ

เราเลือกเอาปลา กลายเป็นปลาก้อนใหญ่
คล้ายกับห่อหมกแต่ก็ อะดีรอย


รูปภาพรูปภาพ


เมื่อเครื่องมาถึงเมืองกัลกัตต้า หลังจากออกจากสุวรรณภูมิ ประมาณ 4 ช.ม.
เมื่อผ่านจาก ตม. แล้ว และรอรับกระเป๋า จึงเข้าไปในห้องน้ำ ดูแล้วก็สะอาด
สะอ้านดีไม่เหมือนกับที่เคยได้ยินได้ฟังมา มีพนักงานคอยทำสะอาดตลอดเวลา
เช่นเดียวกับที่สุวรรณภูมิ จะต้องรอดูที่อื่นอีกที ว่าเหมือนที่เขาพูดกันหรือเปล่า


รูปภาพ


หลังจากที่รับกระเป๋ากันเรียบร้อยแล้ว ก็พากันไปยังเครื่องที่จะต้องต่อไปยังปัตนะ
เป็นการเดินทางภายในประเทศซึ่งสนามบินอยู่ใกล้กันประมาณ 200 เมตร ระหว่างเดิน
ไปขึ้นเครื่อง หัวหน้าทัวร์ขอถ่ายรูปหมู่ โดยหัวหน้าทัวร์เป็นผู้ถ่ายจากกล้องของแต่ละคน
ในรูปจะหายไป 1 ท่าน เนื่องจากเป็นผู้ถ่ายรูปประจำทริปนี้ รู้สึกว่าท่านมีเครื่องไม้เครื่องมือ
เยอะแยะเป็นเรื่องเป็นราวดีจัง บางครั้งก็มีการติดขาตั้งด้วย เอ้..แล้ววิษณุอยู่ไหนหว่า

อ๋อ..ยืนใส่เสื้อลายขวางไง


รูปภาพ

จากนั้นก็เดินมาจนถึงอาคารภายในประเทศ
เมื่อได้เช็คอินและนำกระเป๋าโหลดลงเครื่องแล้ว
ไ้ด้เดินไปให้เจ้าหน้าที่ีตรวจว่าได้นำสิ่งต้องห้ามติดตัวขึ้นเครื่องหรือไม่
จากนั้นก็ได้ผ่านเข้าไปในห้องโถงของอาคารเพื่อไปยังประตูออกขึ้นเครื่อง
โดยไม่ต้องมีการผ่าน ตม. เพราะบินในประเทศ


รูปภาพ

มีอาหารขายรวมทั้งเครื่องดื่มกาแฟ 2-3 แห่ง ที่อาคารนี้


รูปภาพ

เห็นเก้าอี้นั่งรอเครื่องแล้ว ได้แต่คิดว่า
หากสุวรรณภูมิของเรามีเก้าอี้แบบนี้บ้างก็คงจะดี
นอนกึ่งนั่งหลับก็ยังได้ แถมนั่งสบายอีกต่างหาก
ขอนั่งเล่นรอเวลาเครื่องออกตอน 20.00 น.


รูปภาพ


เมื่อได้เวลาพอสมควรเจ้าหน้าที่ก็ประกาศให้ขึ้นเครื่องเพื่อเดินทางไปยังเมืองปัตนะ
ในภาพเป็นการขึ้นเครื่องไปมุมไบโดยสายการบินแอร์อินเดีย
ของเราไปสายการบิน ชาฮาลา แอร์


รูปภาพ

นั่งอยู่บนเครื่องของสายการบิน ชาฮาลา แอร์
เที่ยวบินที่ S2240 ไปเมืองปัตนะ ใช้เวลาบินประมาณ 1 ช.ม.
สายการบินนี้เป็นแบบโลว์คอส จึงไม่มีอาหารเครื่องดื่มให้บริการ
ใครหิวก็ซื้อเอาได้ แต่พวกเราอิ่มกันมาแล้วจากสนามบิน


รูปภาพ


เมื่อเครื่องมาถึงปัตนะ รถบัสก็พาพวกเรามายังโรงแรมเพื่อทานอาหารค่ำ
ส่วนใหญ่อยากจะเข้าห้องพักเพื่อพักผ่อนและจัดกระเป๋ามากกว่ารวมทั้งเราด้วย
สำหรับเรื่องกระเป๋านั้น คุณปอนจัดการผูกเบอร์ห้องที่กระเป๋าให้ และให้พนักงาน
ไปส่งหน้าห้อง พวกเราจึงไม่ต้องหอบหิ้วขึ้นไปเองแต่อย่างใด
และเป็นอย่างนี้ไปจนจบทริป ดีจัง


รูปภาพรูปภาพ

โรงแรมนี้ชื่อว่า Vaishali residency สะอาดพอใช้ได้
ที่สำคัญมีชากาแฟให้ชงด้วยซิ ยังไง ๆ วันนี้ขอนอนก่อนละ ตอนนี้เมืองไทย
ปาเข้าไปห้าทุ่มแล้ว ส่วนที่อินเดียเพิ่งจะสามทุ่มครึ่ง


รูปภาพ

ก่อนที่เราจะเริ่มเดินทางกัน ขอนำแผนที่การแสวงบุญ
มาให้ท่านชมก่อน แผนที่นี้มาจากวัดไทยพุทธคยา
ที่วิษณุและญาติธรรมรวม 18 ท่านไปถวายสังฆทานกันมาแล้ว

เริ่มบินมาจากสุวรรณภูมิลงที่กัลกัตต้า (ด้านขวา) แล้วบินต่อไปยังปัตนะ
จากนั้นเริ่มเดินทางต่อไปที่ นาลันทา - ราชคฤห์ -
พุทธคยา (ที่ตรัสรู้ สังเวชนียสถานที่ 1)
แล้วต่อไปยัง พาราณสี - สารนาถ (สถานที่เทศนา สังเวชนียสถานที่ 2)
จากนั้นต่อไปยังเมือง กุสินารา (สถานที่ปรินิพพาน สังเวชนียสถานที่ 3)
แล้วจึงเข้าประเทศเนปาล ไปยัง ลุมพินี (สถานที่ประสูติ สังเวชนียสถานที่ 4)
แล้วเดินทางเข้าประเทศอินเดียอีกครั้งยังเมือง กบิลพัสดุ - สาวัตถี
(พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่ สาวัตถี ถึง 25 พรรษา ทรงประทับอยู่จำพรรษาในวัด
พระเชตวันมหาวิหารมหาวิหารของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 19 พรรษา
และวัดบุพพารามของนางวิสาขา 6 พรรษา)

หมดเรื่องการแสวงบุญแล้ว ทีนี้ก็เป็นการทัศนศึกษากันละ เมืองสาวัตถี
อยู่ในรัฐอุตตรประเทศ และที่รัฐอุตตรประเทศก็มีเมือง อัครา เป็นที่ตั้งของ
ทัสมาฮาล ?ป้อมอัคราฟอร์ท หลังจากนั้นก็พาไปยังเดลลี เมืองหลวงของอินเดีย
แล้วจึงบินกลับสุวรรณภูมิ....เอาละครับ หลังจากคุยซะยาว ทีนี้ก็เป็นการเดินทาง
ไปตามเส้นทางที่ได้กำหนดไว้แล้วละครับ เชิญติดตามได้ครับ...........


รูปภาพ


ทุกเช้าจะมีมอนิ่งคอลจากโรงแรมในตอน 6 โมง
จากนั้นทำธุระส่วนตัวและทานอาหารภายในเวลา 2 ชั่วโมง
เนื่องจากล้อหมุนประมาณ 8 โมงเช้า ได้ลงมาทานอาหารเช้าส่วนใหญ่
จะเป็นพวกมังสวิรัต จำพวกเนื้อสัตว์ก็มีได้แก่แพะและไก่ เนื้อวัวไม่มีแน่นอน
เพราะส่วนใหญ่จะเป็นฮินดู คุณปอน นำเอาหมูหยอง ไข่เค็ม ผักดอง
มาจากไทยด้วย เพื่อให้พวกเราทานอาหารข้าวต้มในตอนเช้า
ส่วนใหญ่ก็ทานอาหารของโรงแรมดูซักทีว่าเป็นไง

รูปภาพ

ออกมาสูดอากาศนอกโรงแรมรอเวลาล้อหมุน


รูปภาพ

ด้านหน้าออกโรงแรม สหายธรรม
กำลังจัดเด็ก ๆ ให้นั่งเป็นแถวเพื่อแจกเงิน
จึงไปร่วมแจมด้วยและนำปากกาลูกลื่นที่เตรียมมามอบให้ทุกคน


รูปภาพ

เตรียมตัวออกเดินทางเพื่อไปยังกรุงราชคฤห์
น้องปอนยืนอยู่หน้าประตูรถกำลังเรียกบรรดาสหายธรรมขึ้นรถ


รูปภาพ

หลังจากนั่งรถไปสักครู่ พระอาจารย์ก็บอกว่า
จะพาไปชมสถานที่ตั้งของวัดมหาวันในสมัยพุทธกาล
จากนั้นบรรดาสหายธรรมก็ได้ลงเดินไปชม ระหว่างทาง
มีชาวบ้านเลี้ยงวัวเลี้ยงแพะ วัวเขาใส่เสื้อให้ด้วย


รูปภาพ

ระหว่างทางได้เดินไปเห็นครูกำลังสอนหนังสืออยู่
จึงย้อนไปที่รถนำเอาอุปกรณ์การเรียนมีปากกาสมุดมาให้ครู
ให้ช่วยแจกเด็ก ๆ ในภาพครูกำลังแจกให้กับเด็ก ๆ เห็นแล้วปลื่มใจ
ที่อุส่าห์หอบมาไม่เสียเที่ยว



รูปภาพ

ประตูเข้าอดีตวัดมหาวันในสมัยพระพุทธกาล


รูปภาพ

อะไรอยู่บนสถูปหว่า.???..


รูปภาพ

อ้อ..ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง
สัญญลักษณ์ของประเทศอินเดีย


รูปภาพ

เดินเข้าไปหาซะหน่อย


รูปภาพ

พระอาจารย์บอกว่า เสาอโศกต้นนี้ที่แห่งนี้
เป็นเสาอโศกที่ยังมีสภาพดีที่สุดที่ยังเหลือ


รูปภาพ

สงสัยจะจริงแฮะ ขนาดนานตั้งสองพันกว่าปี
ฟันและเขี้ยวยังครบอยู่เลย



รูปภาพ


วัดป่ามหาวัน เป็นสถานที่เกิดมีภิกษุณีเกิดขึ้นครั้งแรกในโลก
กล่าวคือ พระนางปชาบดีโคตมี ได้ผนวชเป็นภิกษุณีรูปแรกในพระพุทธศาสนา
พระนางได้แสดงความประสงค์จะบวชต่อพระพุทธเจ้า ในคราวที่พระองค์เสด็จ
ไปโปรดพระพุทธบิดา และพระประยูรญาติ ณ กรุงกบิลพัสดุ์ แต่พระพุทธเจ้ามิได้
ทรงอนุญาตให้พระนางอุปสมบท เพราะยังมิเคยทรงอนุญาตให้สตรีอุปสมบทในพระพุทธศาสนา

(พระอาจารย์บอกว่า ภิกษุบางครั้งอาจจะต้องอยู่ในป่า
แต่เพียงผู้เดียว หากเป็นหญิงการถูกข่มขืนก็อาจเป็นไปได้)

พระนางปชาบดีโคตมี แม้มิได้รับการอุปสมบทในคราวนั้น ก็มิได้ทรงย่อท้อ
ดังนั้นในเวลาต่อมา เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปเมืองเวสาลีและประทับอยู่ที่ กูฏาคาร
ศาลาป่ามหาวัน พระนางปชาบดีโคตมีพร้อมด้วยนางสากิยานีจำนวนมาก จึงได้ปลง
พระเกศา ห่มผ้ากาสายะ เป็นการแสดงเจตนาที่จะบวชอย่างแรงกล้า และได้เดินทาง
ไปยังกูฏาคารศาลาป่ามหาวัน เมืองเวสาลี เพื่อทูลขออุปสมบท

พระนางปชาบดีโคตมีได้แจ้งความประสงค์ให้พระอานนท์
นำไปกราบทูลพระพุทธเจ้า เพื่อทรงอนุญาตให้พระนางพร้อมทั้งเหล่า
นางสากิยานีได้อุปสมบทเป็นภิกษุณีในพระพุทธศาสนา พระอานนท์ได้ทูล
อ้อนวอนหลายครั้ง พระพุทธเจ้าจึงทรงวางหลักปฏิบัติเป็นพิเศษสำหรับสตรี
ผู้ที่จะเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา หลักปฏิบัตินั้น คือ "ครุธรรม" มี 8 ประการ
พระนางมหาปชาบดีโคตมี ทรงยินดีปฏิบัติตามครุธรรม ทั้ง 8 ประการ จึงได้รับ
การอุปสมบทในพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งเหล่านางสากิยานี



รูปภาพ

ครุธรรม มี 8 ประการ คือ
1.ภิกษุณีแม้บวชร้อยพรรษาแล้วก็ต้องกราบไหว้ภิกษุแม้บวชวันเดียว
2.ภิกษุณีจะอยู่ในวัดที่ไม่มีภิกษุไม่ได้
3.ภิกษุณีต้องไปถามวัตรอุโบสถและเข้าไปฟังโอวาทจากภิกษุทุกกึ่งเดือน
4.ภิกษุณีอยู่จำพรรษาแล้วต้องปวารณาในสงฆ์สองฝ่ายโดยสถานทั้ง 3 คือ โดยได้เห็น
ได้ยิน โดยรังเกียจ (รังเกียจ หมายถึง ระแวงสงสัยหรือเห็นพฤติกรรมอะไรที่น่าเคลือบแคลง)
5.ภิกษุณีต้องอาบัติหนัก ต้องประพฤติมานัตในสงฆ์สองฝ่าย
(คือ ทั้งภิกษุสงฆ์ และภิกษุณีสงฆ์)ใน 15 วัน
6.ภิกษุณีต้องแสวงหาอุปสัมปทาในสงฆ์สองฝ่าย เพื่อนางสิกขมานา
7.ภิกษุณีไม่พึงด่า ไม่พึงบริภาษภิกษุ ไม่ว่าจะโดยปริยายใดๆ
8.ไม่ให้ภิกษุณีว่ากล่าวภิกษุ แต่ภิกษุว่ากล่าวภิกษุณีได้


รูปภาพ

ภายหลังที่สหายธรรมสวดมนต์
เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงได้เดินทางกลับทางเดิม
ระหว่างทางเห็นแม่วัวกำลังเลียแสดงความรักลูกวัว เห็นน่ารักดี นำมาฝากครับ


รูปภาพ

จากนั้นนั่งรถไปอีกประมาณ 300 เมตร
ก็ได้พบกับ ปาวาลเจดีย์ จึงลงไปนมัสการ



รูปภาพ


ปาวาลเจดีย์ คือชื่อเจดียสถานอยู่ที่เมืองไวสาลี (VAISHALI)
พระพุทธเจ้าทรงทำนิมิตต์โอภาสครั้งสุดท้ายและทรงปลงพระชนมายุสังขาร
ณ เจดีย์นี้ก่อนปรินิพพาน ๓ เดือน การปลงพระชนมายุสังขาร หรือ
การปลงอายุสังขาร ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีขึ้นในวันมาฆบูชา
ณ กูฏคารศาลา ป่ามหาวัน เมื่อทรงมีพระชมมายุได้ 80 พระชันษา ซึ่ง ณ เวลานั้น
ทรงได้ตรัสรู้แล้วเผยแพร่พระธรรมมานานถึง 45 ปีแล้ว ก็ได้ทรงตั้งพระทัยว่า
"นับแต่นี้ต่อไปอีกสามเดือน ตถาคตจักดับขันธปรินิพพาน"

การปลงอายุสังขารจึงมีความหมายในภาษาสามัญว่า การกำหนดวันตายไว้ล่วงหน้า
นั่นเอง พุทธวาจาในวันปลงอายุสังขาร ?สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมเป็นธรรมดา
ขอท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด ชนเหล่าใดทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่
ทั้งพาล ทั้งบัณฑิต ทั้งมั่งมี ทั้งขัดสน ล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า?


การปลงอายุสังขารมีขึ้น ณ ร่มพฤกษาแห่งหนึ่งในปาวาลเจดีย์ หลังจากที่ทรง
ทำนิมิตต์โอภาสแก่พระอานนท์ถึงสามครั้ง ว่า "อานนท์ ถ้าบุคคลใดเจริญอิทธิบาท
๔ ประการ ปรารถนาจะดำรงอยู่ประมาณกัปป์หนึ่ง หรือมากกว่านั้นก็สามารถจะอยู่ได้"
โอภาสนิมิตรนี้ หมายถึงบอกใบ้ว่าพระองค์จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานในปีที่กล่าวนี้ หาก
พระอานนท์กราบทูลขอให้อยู่ต่อ และทรงรับก็ทรงสามารถดำรงพระชมน์ชีพต่อไปได้อีก
แต่พระอานนท์ไม่รู้เท่าทัน มารจึงมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ แล้วกราบทูลขอให้เสด็จดับ
ขันธ์ปรินิพพาน จึงทรงรับ หลังจากที่ทรงปลงอายุสังขารแล้ว เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ พระอานนท์
จึงทราบว่าทรงปลงอายุสังขารแล้ว เพิ่งมาทูลอ้อนวอนให้ดำรงอยู่ต่ออีก จึงทรงห้ามเสีย

(นิมิตต์โอภาส = ตรัสข้อความเป็นเชิงเปิดโอกาสให้อาราธนาเพื่อดำรงพระชนม์อยู่ต่อไป)



หลังจากสหายธรรมทั้ง 18 ท่านได้เวียนรอบ ปาวาลเจดีย์
ครบ 9 รอบแล้ว จึงพากันไปขึ้นรถบัสเพื่อเดินทาง
ไปยังเมือง นาลันทา และ ราชคฤห์ ต่อไป ?ลาแล้วครับเมืองปัตนา
และ โรงแรมไวสาลี ที่ได้พักเมื่อคืนนอนหลับสบายดีจัง


รูปภาพ

รถบัสออกเดินทางจากเมืองไวสาลีไปยังเมือง นาลันทา และ ราชคฤห์



รูปภาพ

ผ่านอนุสาวรีย์พระเจ้าอโศกมหาราชด้วย


รูปภาพ

รถบัสวิ่งผ่านตลาด ผู้คนกำลังซื้อของกันวุ่นวาย


รูปภาพ

รถแต่ละคันมีผู้โดยสารแน่นจนต้องยืน


รูปภาพ

รถวิ่งผ่านมาจนถึงสะพานข้ามแม่น้ำแห่งหนึ่ง
พระอาจารย์อธิบายว่าเป็นแม่น้ำคงคา


รูปภาพ


สะพานข้ามแม่น้ำคงคายาวประมาณ 15 กิโลเมตร
ยาวจริง ๆ จะว่าไปอินเดียนี่ก็เก่งแฮะ สร้างสะพานยาวเป็นสิบกิโลข้ามแม่น้ำคงคา
ถือว่าไม่ใช่ธรรมดา พูดถึงแม่น้ำคงคาแล้ว แม่น้ำคงคา ได้รับการยกย่องว่า
เป็น "ใหญ่ที่สุด" ในบรรดาแม่น้ำในอินเดียกลาง เรียกกันว่า ปัญจมหานที อันแปลว่า
แม่น้ำใหญ่ทั้ง 5 สาย ได้แก่ คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู และมหี คนที่ชอบพูดคุย
อ้างโน้นอ้างนี่ ที่เขาพูดกันว่า "อ้างแม่น้ำทั้งห้า" แม่น้ำทั้งห้าที่เขาพูดนี้ก็คือ
แม่น้ำจาก คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู และ มหี
(ให้อ่านว่า มะฮี น๊ะ ห้ามอ่านอย่างอื่นเด็ดขาด)


รูปภาพ


มีรถม้าให้ดูด้วย รถม้าเขาคงจะหาอะไรปิดหูเอาไว้
ไม่เช่นนั้นคงจะตกใจ เพราะรถยนต์ที่นี่บีบแตรกันเป็นว่าเล่น
ไม่รู้ว่าราคานั่งรถม้าเขาคิดราคายังไง ตอนไปถึง นาลันทา ก็มีรถม้าพาไปชม
หลวงพ่อดำด้วย เสร็จจากหลวงพ่อดำก็นั่งรถมาต่อไปจนถึง มหาวิทยาลัย นาลันทา
(ทัวร์จ่าย)


รูปภาพ

ใกล้จะถึงอีกฝั่ง รถทำความเร็วขึ้นได้อีก ไปละนะเจ้าหนู


รูปภาพ

ที่ฝั่งนี้ก็ได้พบกับตลาดอีก
รถเริ่มจะติดอีกแล้ว แต่ก็ได้พบกับกล้วยแขกของจริงเป็นอย่างนี้เอง
ผิดกับที่บ้านเราที่มีข้าวเม่าและมีเผือกด้วย อร่อยป่าวต้องลองดู


รูปภาพ

เข้าเขตเมืองนาลันทาแล้ว
หลาย ๆ ท่านบอกอยากเข้าห้องน้ำ


รูปภาพ

รถบัสได้เข้ามาจอดที่วัดไทยนาลันทา เพื่อให้
สหายธรรมเข้าห้องน้ำและทำบุญที่วัด
ได้เวลาสมควร น้องปอนได้บอกให้รีบขึ้นรถเพื่อไปทานอาหารเที่ยงที่โรงแรม
เนื่องจากพระอาจารย์ก็จะฉันอาหารก่อนเที่ยงเหมือนกัน จากนั้นก็ได้ไปทานอาหาร
กันที่โรงแรม INDO HOKKE
(ถ่ายภาพจากด้านในวัด)


รูปภาพ

หลังจากทานอาหารตอนเที่ยงแล้ว
รถบัสก็พาบรรดาสหายธรรมไปยังมหาวิทยาลัยนาลันทา
น้องปอนไกด์ของเราบอกว่าจะพาไปชมหลวงพ่อดำก่อน
โดยนั่งรถม้าไป มองจากกระจกรถเห็นรถม้ามีม้าแกลบเป็นผู้ลาก
จำนวนคนก็ประมาณ 6 คน สงสารม้าจัง จะลากไหวหรือเปล่าเนี้ย



รูปภาพ

ไหวหรือไม่ไหวก็ต้องไหวดูเอาก็แล้วกัน
เต็มเอี้ยด 6 คนพอดี ระยะทางก็ประมาณ 4-5 ร้อยเมตร



รูปภาพ

ไปโลด แต่ละคันมีคนเต็ม เราเคยได้ยินแต่ว่า
คนเลี้ยงม้า แต่ที่นี่ม้าเลี้ยงคน



รูปภาพ

รถม้าพาคณะแสวงบุญมาถึงหลวงพ่อดำ
ได้ยินเสียงสวดมนต์ของคณะแสวงบุญก่อนหน้านี้ประมาณ 30 ท่านกำลัง
สวดมนต์กันอยู่ข้างนอก จากนั้นสหายธรรมของเราจึงได้ปิดทองจุดธูปสวดมนต์
ถวายแด่หลวงพ่อดำ หลวงพ่อดำนี้ ภาษาอังกฤษเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่า
Black Buddha แปลว่า พระพุทธรูปสีดำ แต่ภายหลัง เมื่อมีพระไทยและ
คนไทยไปนมัสการมาก เราเรียกว่า หลวงพ่อดำ ชาวอินเดียเมื่อได้ยิน
"หลวงพ่อดำ" ก็จึงเรียกว่า หลวงพ่อดำ ดังนี้แล



รูปภาพ

หลวงพ่อดำ เป็นพระพุทธรูปที่สำคัญ
และเลื่องชื่อที่สุดในอินเดีย เพราะเป็นพระพุทธรูปเพียงองค์เดียวที่หลุดรอด
จากการทำลายของกองทัพศัตรูตอนนั้นในปี พ.ศ.1750 ขณะที่มหาวิทยาลัย
นาลันทานั้นถูกเผาผลาญมอดไหม้ไปสิ้น พระสงฆ์องค์เณรก็ถูกเข่นฆ่าเป็นว่าเล่น
ทว่าพระพุทธรูปองค์นี้กลับรอดปลอดภัยมาจนกระทั่งปัจจุบัน ดังนั้น ใครที่
ไปอินเดียก็ต้องไปสักการะหลวงพ่อดำ หลวงพ่อดำองค์นี้ยังถูกจำลองไป
สร้างเป็นพระประธานในพระอุโบสถ วัดไทยนาลันทา และในศาลาไทยในพระเวฬุวัน
อีกด้วย วิษณุได้ไปปิดทองที่พระบาท (เท้า) และที่เข่า (พระชานุ)ไม่ได้คิดอะไร
ด้วยความสัตย์จริง เนื่องจากเห็นว่าอยู่ใกล้และปิดได้ง่ายที่สุด ปรากฏว่า
กลับมาบ้านมีคนทักว่าเดินได้เร็วกว่าปกติไม่กระยกกระแย็กเหมือนเดิม เกี่ยวกันมั้ยเนี้ย
แต่วิษณุว่าอาจเป็นเพราะไปเที่ยวนี้เดินมากพอสมควรจึงทำให้เส้นที่เท้า
รวมทั้งผังผืดที่ยึดมานานอาจคลายตัว แต่อย่างไรก็ตามรูปภาพ
ของหลวงพ่อดำยังคงจำได้ตลอดไป


รูปภาพ

หลังจากนมัสการหลวงพ่อดำแล้ว ก็นั่งรถม้าไปยัง
นาลันทา อยู่เลยจากรถจอดตอนแรกประมาณ 100 เมตร
นาลันทา เคยเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเก่าแก่ที่สุดในโลก
ในยุคนั้น มหาวิทยาลัยแห่งนี้เคยมีนักศึกษาเป็นหมื่นคน มีอาจารย์ถึงสามพันคน
สอนวิชาทุกอย่างที่มีในสมัยนั้น โดยมีวิชาหลักบังคับคือให้เรียนพระไตรปิฏก
พระถังซำจั๋งก็เคยมาเป็นอาจารย์ที่นี่เช่นกัน ต่อมาถูกศัตรูทำลายลงในปี พ.ศ.1750
ปัจจุบันจึงเป็นเพียงซากให้ลูกหลานเห็นซึ่งในความดูแลของ กรมโบราณคดีอินเดีย

(ชมรูปไปเรื่อย ๆ ก็แล้วกันครับ ยากที่ใครจะบอกว่าที่ไหนเดิมเขาเอาไว้ทำอะไร ยกเว้นบ่อน้ำ)




รูปภาพ




รูปภาพ




รูปภาพ




รูปภาพ




รูปภาพ




รูปภาพ



รูปภาพ


หลังจากชมซากโบราณจนพอสมควรแล้ว น้องปอน
ก็แจ้งให้เดินกลับขึ้นรถเพื่อเดินทางต่อไปยัง เขาคิฌกูฏ



รูปภาพ

รถแล่นออกมาได้นิดเดียวได้ผ่านร้านขนม
มองคล้ายปลาท่องโก๋ พระอาจารย์จึงบอกให้ฟังว่าเขาเรียกว่า ขนมขาชา
อธิบายต่อว่าแต่เดิมมีเศรษฐีขี้เหนียว แอบไปทำขนมนี้โดยเกรงว่าจะมีคนนำสูตร
ไปทำจึงไปทำกันที่ดาดฟ้าชั้น 7 ถึงตอนนี้ฟังไม่รู้เรื่องว่าเป็นไงต่อไป เพราะน้องปอน
บอกว่าจะลงไปซื้อมาให้พวกเราลองทานกัน ความสนใจจึงมาอยู่ที่ตรงนี้ เพราะจะลง
ไปลดน้ำหนักด้วย จึงขอลงไปด้วย รอจนซื้อเสร็จจึงขึ้นรถไปพร้อมกัน



รูปภาพ

ดูในรูปจะมีผึ้งมาตอมด้วย แสดงว่าจะต้องเป็นแบบหวาน
จากนั้นขณะที่รถวิ่งน้องปอนก็นำเอาขนมมาแจกให้สหายธรรมลองชิมกันดู
ถามว่าจะเอาแบบหวานหรือแบบเค็ม ส่วนใหญ่จะเอาสองอย่างแต่เราลองดูแบบเค็ม
คล้าย ๆ กับครองแครงแผ่นใหญ่บ้านเรา มีรสเค็มนิด ๆ อร่อยสู้ครองแครงไม่ได้


รูปภาพ

ระหว่างทางใกล้ถึงเขาคิชฌกูฏ
พบซากหักพังของวัดชีวกัมพวันในอดีต


รูปภาพ

เราสนใจเจ้าเสลี่ยงนี้แหละเคยนั่งที่พม่าขึ้นเขาชม
พระธาตุอินทร์แขวน สนุกดีมีที่ภูกระดึงไม่กล้าขึ้น
กลัวเขาหาว่าเดินขึ้นไม่ไหว เสียชื่อหมด


รูปภาพ

ในที่สุดก็มาถึงเขาคิชฌกูฏ ทันที่ที่ลงจากรถบัส
หลาย ๆท่านแวะเข้าห้องน้ำ และนัดเดินขึ้นพร้อม ๆ กันโดยจะมีพระอาจารย์
คอยอธิบาย ส่วนเรานั้นสนใจเจ้าเสลี่ยง เนื่องจากตอนไปพม่าเดินขึ้นก็สนุกดี
เหมือนขี่ม้า จึงไปสอบถามได้ความว่าทั้งไปและกลับ 1,100 รูปี หากไปเที่ยวเดียว
ก็คิด 600 รูปี (ตอนไปแลกเงินที่ ซุปเปอร์ริช เขาให้ .59 บาท ต่อ 1 รูปี) ตีซะว่า
.60 เอา 6 คูณ ดังนั้น 1,100 รูปี ก็ประมาณ 660 บาท จึงบอกเขาไปว่าอาจจะ
ให้นั่งลงมา เขาก็บอกว่ามีคนคอยอยู่แล้ว



รูปภาพ

การขายของที่ระลึกที่เชิงทางเดินขึ้นเขา ฯ



รูปภาพ

แล้วการเดินขึ้นเขาก็เกิดขึ้น วิษณุเดินตามท้ายตามเคย
เพราะชอบเก็บโน่นเก็บนี้ตามทาง เห็นคุณแม่ของคุณแอนและคุณวีแฟนของคุณแอน
เดินอยู่ข้างหน้า อยากจะขอบคุณครอบครัวนี้ เพราะมากัน 3 คน ทำให้วิษณุประหยัด
เงินค่าโรงแรมไปได้อีก 12,000 บาท ปกติของทัวร์จะต้องมีนอนกันเป็นคู่ หากใครนอนเดี่ยว
ก็ต้องเพิ่มเงินค่าโรงแรมขึ้นมาอีก (ชวนเพื่อนมา อ้างว่านั่งรถนาน ๆ ไม่ได้ สงสัยจะจริงแฮะ)

ดังนั้นจึงต้องมาคนเดียว เจ้าหน้าที่ทัวร์ ได้โทรมาหาวิษณุ 20 วันก่อนเดินทางว่า
นอนกับผู้อื่นด้วยได้หรือไม่ จึงได้ตอบไปว่า ทันทีเลย เพราะกำลังหาเพื่อนคุยและ
ประหยัดเงินในกระเป๋าด้วย ทริปนี้ทั้งวิษณุและคุณวีจึงประหยัดด้วยประการฉะนี้
อย่างน้อยก็คนละ 12,000 บาท


รูปภาพรูปภาพ

ขอทานสองคนนี้ นั่งอยู่ห่างกันประมาณ 10 เมตร
จัีดได้ว่าฉลาดไม่เบา เพราะหากมาอยู่กันเป็นแถว ๆ แบบที่เชิงเขา รับรองว่า
ได้เงินไม่มาก เนื่องจากว่าคนที่ให้ทานบางครั้งเงินรูปีเล็ก ๆให้ไปจนหมด
เหลือแต่รูปีใหญ่ จะให้ไปก็เสียดาย ครั้นไม่ให้ ก็จะคิดว่าให้ไม่ครบ ไม่ยุติธรรมซะอีก
โดยเฉพาะคนยึดพรหมวิหาร ข้อ อุเบกขา ก็จะพาลไม่สบายใจเอาด้วย
สู้ไม่ให้ซะเลยสบายใจกว่า แต่สองคนนี้ก็ได้จากเราไปไปคนละ 10 รูปี
แต่ตอนที่แหกปากร้อง ว่า มหาราจา มหารานี นี่ซิไม่ชอบเลย
กลัวเหาใส่หัว แต่ก็ไม่เป็นไร คิดซะว่า เราเป็นมหาราชาของเขาก็แล้วกัน



รูปภาพ


ทางขึ้นยังอยู่อีกไม่ไกล อดใจอีกนิดระหว่างทาง
มีป้ายเยอะแยะให้หยุดอ่านหายเหนื่อย



รูปภาพ

เดินขึ้นไปได้เกินคริ่งแล้วละ มีศาลาให้พักเหนื่อยด้วย
ชักเหนื่อยแล้วแฮะ



รูปภาพ

เจอะป้ายนี้เข้า น่าสนใจ ความเหนื่อยหมดไปเป็นปลิดทิ้ง
จากการที่ได้พบป้ายบอกถึงเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา



รูปภาพ

นั่นก็คือได้พบป้ายที่บอกว่า ?มัททกุจฉิ (MARDAKUKSHI)
คือสถานที่พระเทวทัตใช้หินบนยอดเขาคิชฌกูฏหวังพิฆาตพระบรมศาสนดา
แม้ว่าจะพลาด แต่ก็สร้างบาดแผลฉกรรจ์บนพระบาท พระโลหิตห้อ เพราะสะเก็ดหิน
ขนาดเขื่องกระเด็นมาโดนหลังพระบาท พระสงฆ์นำพระพุทธองค์ไปรับการประถม
พยาบาลที่มัททกุจฉิแห่งนี้ ?และแจ้งให้หมอชีวกทราบ หมอชีวกจึงกราบทูลพระบรม
ศาสดาให้เสด็จมาประทับรักษาพระองค์ ณ ชีวกัมพวัน ซึ่งอยู่ใกล้
เมืองราชคฤห์กว่าที่อื่นๆ และได้ถวายการรักษาพระอาการจนกระทั่งหายสนิท

จากป้ายข้างบน คำว่า เทวทัต คนอินเดียวเขาเขียนว่า DEVADATTA ?เดวาดัตต
หรือเราจะอ่านแบบเขาไม่เอาดีกว่า อ่านคำว่า เทวทัต มาตั้งแต่ตอนเรียน
หน้าที่ผลเมือง - ศีลธรรมแล้ว อ่านว่า เทวทัต น๊ะดีแล้ว
(มัททกุจฉิ = สถานที่ให้อภัยแก่เนื้อและสัตว์ทั้งปวง) ?



รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


เิดินมาเรื่อย ๆ จนถึงถ้ำพระโมคคัลลานะ
เนื่องจากพระโมค ฯ มีอิทธิฤทธิ์มากจึงต้องอยู่
เป็นด่านหน้าสำหรับตรวจผู้ที่มาพบพระพุทธเจ้า
หากเป็นผู้ไม่ประสงค์ดีก็จะได้สกัดกั้นไว้ได้
ทั้งสามภาพข้างบนเป็นถ่ำพระโมคคัลลานะ



รูปภาพ

ในที่สุดก็มาถึงจนได้ เดินผ่านถ้ำสุกรขาตา
มีบรรดาญาติธรรมรวมทั้งพระหลายรูปกำลังสวดมนต์กันอยู่ เสียงดังก้องไปทั่ว
เย็นใจจัง หาสหายกลุ่มเราไม่พบ สงสัยว่าคงจะเดินขึ้นไปยังสถานที่ประทับ
ของพระพุทธเจ้าแล้ว เดินมาข้างบนสถานที่ประทับแน่นไปหมดรองเท้า
วางเรียงเยอะไปหมด คงจะแทรกเข้าไปไม่ได้ มองเห็นทางปีนเขาขึ้นไปคงจะมองเห็น


รูปภาพ

นี่ไง นกแร้ง เหมือนหรือเปล่าเนี้ย ก็คือตัวเดียว
กับด้านขวาของรูปบน เขาคิฌกูฏ แปลว่าเขานกแร้ง ก็น่าจะเหมือนน๊ะ
[/size]



รูปภาพ


พอเลย..ได้รูปนี้มาก็ดีใจเป็นที่สุดแล้วละ แม้ในวันนั้นจะไม่ได้มา่ร่วมสวด
กับคุณะของเรา แต่ภาพนี้มีเสียงสวดก้องไปทั่วก็จะอยู่ในสมองของเรา
ในยามที่สวดมนต์ทุกครั้ง ลงไปข้างล่างดีกว่า ยังไม่ได้ภาพถ่ำสุกรขาตา
ซึ่งเป็นที่อยู่ของพระสารีบุตร เกือบลืมซะแล้ว



รูปภาพ

คณะที่มาพบตอนแรกสวดเสร็จแล้วขึ้นไปต่อข้างบน การถ่ายรูปจึงเห็นได้อย่างชัีดเจน
จะว่าไปแล้วถ่ำสุกรขาตา (ลักษณะเหมือนคางหมู) ก็สำคัญไม่น้อยเพราะเป็นถ่ำของ
พระสารีบุตร ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ที่ถ้ำนี้ตอนที่พระพุทธเจ้ามาโปรดให้กับ
ทีฆนขปริพาชก (นักบวชเล็บยาว) ?ซึ่งเป็นหลานของพระสารีบุตร ตามหาพระพี่ชาย
มาพบอยู่กับพระพุทธเจ้า ทีฆนขปริพาชกไม่ค่อยจะให้ความสำคัญแก่พระพุทธองค์
มากนัก จึงพูดแบบหยิ่งผยองว่า ข้าพเจ้าไม่เชื่อทิฐิ (ความเห็น) ใดๆ พูดพลางลุกเดินไปมา

พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบว่า ถึงอย่างไรเธอก็มีทิฐิอยู่นั้นเอง ทีฆนขปริพาชก
พูดอีกว่า ข้าพเจ้าไม่เชื่อทฤษฎีใดๆ พระพุทธองค์ตรัสว่า ?การที่เธอไม่เชื่อทฤษฎีใดๆ
นั่นแหละเป็นความเชื่อของเธอล่ะ? ได้ยินดังนั้น ทีฆนขปริพาชกสะดุดถึงกับนั่งลง
อาการหยิ่งผยองค่อยๆ หายไป พระพุทธองค์จึงทรงแสดงพระธรรมเทศนา
ที่เรียกว่า ?เวทนาปริคคหสูตร? (พระสูตรว่าด้วยการกำหนดเวทนา) ให้ฟัง

?พระสารีบุตร? นั่งเบื้องพระปฤษฎางค์ (เบื้องหลัง) ถวายงานพัดพระพุทธองค์อยู่
เงี่ยโสตสดับกระแสพระธรรมเทศนาไปด้วย เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมจบ
ทีฆนขปริพาชก นักบวชเล็บยาว หลานของท่านก็ได้บรรลุโสดาบัน แต่ตัวท่านพระสารีบุตร
ได้บรรลุพระอรหัต เป็นพระอรหันต์ผู้หมดกิเลสาสวะโดยสิ้นเชิง


ถ้ำสุกรขาตา จึงมีความสำคัญทางพุทธศาสนาดังนี้แล ?
จากนั้นได้ก้มลงกราบนมัสการพระคันธกุฏีด้านบน และกราบถ่ำสุกรขาตา แล้วจึง
มองไปยังเสลี่ยงซึ่งพวกเขาจำเราแม่นมาก ได้นำเสลียงมารับยังกะเราเป็นฮ่องเต้แน๊ะ
ทั้งที่ตอนขึ้นมาเขาก็ไม่ได้แบกเรามาเพียงแต่บอกว่าอาจลงตอนกลับในราคา 600 รูปี
แต่ก็นั่งสบายดีเหมือนนั่งขี่ม้า เดินผ่านถ้ำพระโมคคลานะ ไม่ลืมยกมือไหว้นึกถึงท่าน
ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเห็นหน้าว่าหน้าตาท่านเป็นอย่างไร รู้สึกอิ่มใจมาก ๆ เมื่อลงมาถึงคนแบก
ขอติ๊ป จึงแบ่งเพิ่มไปอีกคนละ 100 รูปี รวมเป็น 800 รูปี คิดเป็นเงินไทยก็เอา 6 คูณ
ประมาณ 480 บาท ไม่ถึง 500 บาท ถูกจะตายกับความสบายไม่ต้องเดินแถมยังช่วย
ทำให้พวกเขาได้ทำงานด้วย ในการนี้เราได้มาถึงรถก่อนสหายธรรมจึงมีเวลาดูโน้นดูนี่
ไปเรื่อย ๆ ข้าง ๆ ทางขึ้นเขาคิชฌกูฏ จะมีกระเช้าขึ้นไปยังยอดเขา อุทัยคิรี ซึ่งพวกญี่ปุ่น
นำมาสร้างไว้ ?หลังจากสหายธรรมรวมทั้งเรามาพร้อมกันแล้วจึงเดินทางต่อไป
ยังวัดเวฬุวัน แต่ตอนนี้ชักจะมืด ๆแล้วละมองอะไรไม่ค่อยเห็นแล้ว



รูปภาพ

เนื่องจากรถติดทำให้มาที่วัดมืดไปหน่อย
มีแต่ยามในวัดช่วยแนะนำสิ่งต่าง ๆ




รูปภาพ


แม้แต่หลวงพ่อดำซึ่งทางวัดจำลองมาจาก นาลันทา ก็มองไม่ค่อยจะเห็น

(สงสัยจัง ตาของท่านเป็นประกายได้ไงหว่า แฟชก็ไม่ได้เปิด ถ้าเปิดแฟชคงเห็น
ท่านเต็มทั้งองค์ เหมือนรูปบนที่ถ่ายป้ายวัดใช้แฟช ไฟในวิหารก็มีอยู่น้อยมาก แปลกจัง)



รูปภาพ

จากนั้นพระอาจารย์ก็ให้สวดมนต์
ไหว้พระยืนที่วัดเวฬุวัน แล้วเดินรอบองค์พระ 9 รอบ



รูปภาพ


ตามโปรแกรมจะต้องพาไปยัง ตโปทารามบ่อน้ำแร่
ห่างจากวัดเวฬุวันประมาณ 200 เมตร ซึ่งชาวอินเดียเชื่อกันว่า
สามารถรักษาโรคได้หลายชนิด ทุกวรรณะยังคงใช้่อาบกันอยู่
เช่นเดียวกับอดีต เมื่อ 2,500 กว่าปีมาแล้ว ภาพที่เห็นนี้อยู่ชั้นล่างสุด
เข้าใจว่าเป็นวรรณต่ำสุด พวกเขาไม่อยากให้ถ่ายรูป จึงเอาเท่าที่เห็น
ส่วนที่บน ๆ ไปนั้นคงจะไม่ขึ้นไป เพราะคนเยอะแล้วพื้นก็แฉะไปด้วยน้ำ
เกิดเดินลื่นขึ้นมาก็ไม่คุ้ม ไปรอข้างบนรถดีกว่า ?เมื่อสหายธรรมพร้อมกัน
ทั้ง 18 อรหันต์แล้ว รถก็พาไปยัง THAI INTERNATIONAL เพื่อทานอาหาร
และพักผ่อน พร้อมนัดออกเร็วหน่อยประมาณ 07.00 น. เพื่อไปพุทธคยา

ทีนี่ละมาถึง สังเวชนียสถานแห่งแรกซะที
แก้ไขล่าสุดโดย wisnu 01 เมื่อ พฤหัสฯ. 10ก.ย.2015 16:35, แก้ไขแล้ว 14 ครั้ง.
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: ขอเชิญท่านกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ชมทัชมาฮาล

โพสต์โดย wisnu 01 » ศุกร์ 01ก.พ.2013 09:53

รูปภาพ

หลังจากทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว
บรรดาสหายธรรมก็ได้มายังพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
สถานที่ยังเช้ามืดอยู่ แต่ก็มีพุทธศาสนิกชนทุกชาติมารวมตัวตั้งแต่เช้ามืด



รูปภาพ

วันนี้ก็เป็นวันพระจันทร์เด็มดวงซะด้วย
ช่างสอดคล้องกับสถานที่ซะเหลือเกิน



รูปภาพ

มองเข้าไปในพระมหาเจดีย์พุทธคยา
ภายในวิหารจะมีพระพุทธรูปเมตตา ลองเข้าไปชมใกล้ ๆ



รูปภาพ

ขณะตอนเข้าไปชมนั้น พระดูแลกำลังรับเอาดอกไม้
และเงินรูปีจากผู้มานมัสการ จึงถือโอกาศถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ



รูปภาพ

มีภาพที่น่าสนใจก็คือ ด้านล่างจะเห็นนิ้วพระหัตถ์
อยู่เลยพระชงฆ์ (แข้ง) ชี้ไปยังพื้นดิน



รูปภาพ

พระพุทธเมตตา เป็นพระพุทธรูปปฏิมากร
ที่สร้างด้วยแกรนิตสีดำเป็น พระประธานในพระเจดีย์พุทธคยา หันพระพักตร์
ไปทางด้านตะวันออก อันเปรียบเสมือนตัวแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ณ บริเวณใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา อันเป็นสถานที่ประทับ
ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ

พระพุทธรูปปางนี้ ที่อินเดียนิยมเรียกว่า ปางสัมผัสภูมิ หรือสัมผัสพื้น
เพราะนายช่างนิยมสร้างพระหัตถ์ให้ยาวเลย ลงมาจนถึงพื้น สาเหตุเนื่องมาจาก
ในระหว่างที่พระพุทธองค์ประทับอยู่นั้น พญามารมารบกวนพระองค์ บอกให้ลุกหนี
ไปเสียเพราะเป็นที่ของมาร พระองค์ไม่รู้จักหาใครมาเป็นพยานว่าที่แห่งนี้
เป็นของพระองค์ ?จึงได้เอามือขวาขยับออกจากสมาธิแล้วเอาปลายนิ้ว
จรดไปที่แผ่นดิน อธิฐานจิตให้แม่ธรณีเป็นพยาน

แม่ธรณีปรากฏพร้อมบอกว่า ที่นี่เป็นของพระองค์ ด้วยบุญกุศล
ที่บำเพ็ญมาหลายภพชาติ ทุกครั้งที่พระองค์บำเพ็ญแล้วอุทิศกุศลหยุดน้ำนั้น
ลงสู่ธรณี เราได้เอามวยผมรองรับไว้มีมากแค่ไหนจะทำใหู้ดู ?แม่ธรณีก็เอามือ
บีบมวยผมแล้วน้ำก็ไหลออกมามากราวกับทะเล พญามารและพวกจึงหนีพ้นไป ?
ไม่นานเท่าไหร่นั้นเมื่อทุกอย่างสงบดี ?แม่ธรณีก็กราบลาพระองค์ไป
พระองค์ก็บำเพ็ญเพียรต่อไป จนกระทั่งบรรลุธรรม


แต่สำหรับชาวไทยแล้ว ถ้าประทับนั่งและวางพระหัตถ์
อย่างนี้แต่ก็นิ้วไม่จรดพื้นก็ต้องตีเป็น "ปางมารวิชัย" เพียงอย่างเดียว
ซึ่งปางมารวิชัยอายุกว่า 1,400 ปี ที่เรามองเห็นบ่อย ๆ ก็คือ พระพุทธชินราช นั่นเอง

เมื่อมาถึงตอนนี้ คุณวี คุณแอน และคุณแม่ ก็ได้เข้ามานำผ้าห่มพระ
ทั้งเครื่องสักการะมามอบให้กับพระดูแล แต่ปรากฏว่า
มีผู้คนเข้ามาในวิหารเยอะมากจนแทบจะเดินไม่ได้ พระดูแล
จึงขอออกไปจัดการ เราก็คงจะออกเช่นกัน แต่ก่อนไป ขอ
ทำให้ติดตาติดใจซะก่อน ไปที่ไหน ๆ นานแค่ไหนก็ไม่ลืม



รูปภาพ

ใกล้เข้าไปอีกนิด


รูปภาพ

ขออิกนิดละกัน พอแล้วละ ออกได้แล้ว
บรรดาท่านที่เข้ามาตอนหลัง ๆ นี้เขาไม่ให้ถ่ายรูป อาจเป็นเพราะคนแน่น
ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนตัวก็เป็นได้ ต้องขอบใจน้องปอนให้เรามาแต่เช้า
หากมาสายคนเยอะเขาก็จะไม่ให้ถ่ายรูป


รูปภาพ


หลังจากออกห้องบูชาพระพุทธเมตตา จึงเดินมาทาง
ด้านขวาของพระมหาเจดีย์พุทธคยาก็จะได้พบกับสถานที่ซี่งแต่ละชาติ
ต่างนั่งสวดมนต์กันอยู่ พระอาจารย์ก็ได้ให้สหายธรรมของเราสวดที่ตรงนี้
ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของพระมหาเจดีย์ (ประตูหน้าพระมหาเจดีย์หันไปทางทิศตะวันออก)


รูปภาพ

ที่กำแพงด้านหลังใกล้พระศรีมหาโพธิ์
(หลังพระมหาเจดีย์พุทธคยา) เขาจะทำเป็นสถานที่สำหรับผู้ที่ต้องการจะนำสิ่งของ
มาถวาย ความคิดของแต่ละคนแต่ละชาติก็แตกต่างกันไป มีพระพุทธรูปอยู่ในนั้นด้วย



รูปภาพ

เข้ามาชมพระพุทธรูปใกล้ ๆ
มีผู้นำมาบริจาคติดไว้ที่ฐานด้วย



รูปภาพ

เดินเข้ามาในคอกพระศรีมหาโพธิ์ มองเห็นพระธิเบต
ซึ่งเห็นครั้งแรกตอนออกมาจากพระมหาเจดีย์ด้านทิศใต้ ท่านกำลัง
ไหว้ไปรอบ ๆ พระมหาเจดีย์ ดู ๆ แล้ว ท่านแข็งแรงมาก เคยทำดู
ไม่เกินสิบครั้งก็แย่แล้ว แต่นี่ท่านไหว้ไปจนรอบเจดีย์ไม่รู้ว่า
จะตั้งใจไหว้ไปซักกี่รอบ ในภาพเป็นการราบตัวกราบไปกับพื้น
หลังจากนั้นก็จะลุกขึ้นใช้มือสองข้างแตะพื้นแล้วยกตัวขึ้นยืน


ไม่ทันได้รอถ่ายตอนต่อไป เนื่องจากน้องปอนแจ้งให้ไปรวมตัวรอกันอยู่หน้าพระเจดีย์
จึงขออธิบายคือ ยืนพนมมือแล้วย่อเข่าลง จากนั้นเอามือทั้งสองแตะพื้นพร้อมราบตัว
ไปบนพื้น แล้วพนมมือ เมื่อส่วนหน้าอกถึงพื้น แบมือกับพื้น (กราบ) เป็นอันเสร็จ



รูปภาพ

ภาพนี้เป็นภาพทางด้านทิศเหนือ
(ด้านซ้ายของพระมหาเจดีย์พุทธคยา)
เป็นภาพสุดท้ายก่อนขึ้นไปรอเพื่อนสหายธรรมข้างนอก
เป็นอันว่าได้พาท่านมายัง สังเวชนียสถานที่ 1 (พุทธคยา) เรียบร้อยแล้วครับ



รูปภาพ

ระหว่างรอเพื่อน ๆ สหายธรรม ที่บริเวณจอดรถ
มองเห็นชาวบ้านกำลังซื้อขายของกันใกล้ตลาด
(ภาพนี้เป็นภาพสุดท้ายทีบริเวณ เจดีย์พุทธคยา)


รูปภาพ

แล้วก็นำภาพเดิม นั่งในรถเดินทางไปสู่วัดไทยพุทธคยา
การเดินทางครั้งนี้เป็นการร้องเพลง สดุดีมหาราชา ลั่นรถ ไปจนถึงวัดไทยพุทธคยา
เนื่องจากการเดินทางในวันนี้เป็นวันพ่อ (5 ธ.ค.55) เล่นเอาเราน้ำตาคลอเบ้าด้วยความปลื้ม



จึงขอนำภาพเดิมซึ่งไปเที่ยวใต้ เมื่อเดือน สิงหาคม 55 และได้นั่งนึกถึง
พ่อหลวงของเราและความตั้งใจในตอนนั้น มาให้ท่านชมอีกครั้งครับ


รูปภาพ


นี่คือตำหนักของพ่อ พระตำหนักปากพนัง นครศรีฯ มองตำหนักไปรู้สึกว่า
ตัวเองยังไม่เคยทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันให้กับพ่อเลย พระองค์ท่านทรง
ทำงานเหนื่อยมาตลอดหลายสิบปีไปยังสถานที่ต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชน
ของพระองค์ท่าน ดังนั้นจึงตั้งใจว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างถวายพระองค์ท่านตัดสินใจ
ในขณะนั้นว่า จะต้องปฏิบัติธรรมให้ท่านสัก 9 วันในวันที่ 5 ธ.ค. ที่จะถึงนี้ หรือว่าจะไป
นมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ถวายให้พระองค์ท่านดีหนอ

กำลังนั่งคิดเพลิน ๆ บรรดาเพื่อนทัวส์เดินกลับมาจากการชมสิ่งต่าง ๆ
ที่วิษณุไม่ได้ไปชม เขาก็มาบอกว่า ทำไมพี่ไม่ไปเดินดูล่ะ น่าชมออก
โดยเฉพาะการแสดงนิทัศน์การณ์สิ่งต่าง ๆ ซึ่งเราก็ไม่ได้พูดอะไร และตอนนี้
ก็ได้เวลากลับโรงแรมแล้ว พักที่เดิม ทวิน โลตัส เดี๊ยวเถอะพรุ่งนี้เช้าจะต้องลองชิม
ข้าวยำกับน้ำบูดู กับ ขนมจีนปักษ์ใต้ของแท้ให้จงได้



และในที่สุดกระผมก็ได้ ตกลงใจมานมัสการพุทธเวชนียสถาน เพื่อถวาย
ให้พระองค์ท่าน การที่กระผมได้นำเรื่องมาลง ก็เพื่อท่านจะได้ทราบถึงการเดินทาง
มายัง สังเวชนียสถาน แต่ละแห่งเป็นอย่างไรบ้าง ได้ลงอย่างละเอียดเสมือนท่าน
ได้มาด้วยกันกับสหายธรรมทั้ง 18 ท่าน ท่านจะได้มองเห็น สังเวชนีย์สถานทั้ง 4
อย่างใกล้ชิดในภาพ และภาพนี้ก็จะติดตามในความนึกคิดของท่านในยามที่ท่าน
นั่งสวดมนต์หรือท่านคิดถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การที่ท่านได้ชมภาพ
และอ่านไปแล้วแต่ละตอน ขอให้ท่านกล่าวคำว่า
สาูธุ สาธุ สาูธุ
ท่านก็จะได้บุญแล้วละครับ เพราะเป็นเสมือนท่านได้
บุญสำเร็จได้ด้วยการฟังธรรม (ธัมมัสสวนมัย)
ดังนั้นหากเป็นประโยชน์ใด ๆ ต่อท่าน กระผมขอให้ผลบุญนี้ไปยังในหลวงของเรา
แต่หากมีข้อบกพร่องประการใดกระผมขอรับผิดต่อเพียงผู้เดียวครับกระผม


(นึกถึงในตอนที่พวกเรายังเป็นเอ๊าะ ๆ กันอยู่)
ตอนที่พวกเราไปรับพระราชทานกระบี่จากพระองค์ท่าน
เราใช้มือสองข้างรับจากพระองค์ท่าน แต่พระองค์ท่านได้
ใช้พระหัตถ์ขวามือเดียวพระราชทานให้กับเรา กระบี่ไม่ใช่ของ
เบาเช่นใบปริญญา ความเมื่อยล้าย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แต่ท่าน
ก็เต็มพระทัยพระราชทานกระบี่ให้กับพวกเราปีหนึ่งเป็นร้อย ๆ คน ซึ่งในเวลา
ตอนนั้น พระองค์ทรงทำความปลื้มปิติให้กับคุณพ่อคุณแม่รวมทั้งญาติของเรา
กระผมเชื่อเหลือเกินครับว่า ทุกท่านพร้อมที่จะยอมสละชีวิตเพื่อพระองค์ท่าน



รูปภาพ

เมื่อลงจากรถบัสแล้ว พระอาจารย์
ก็บอกให้สหายธรรมทั้ง 18 ท่านไปยังที่โบสถ์ของวัดไทยพุทธคยา
มองดูลักษณะของวัดแล้วเหมือนกับวัดเบญจมบพิตร ที่พระรูป ร.5



รูปภาพ


ทั้ง 18 คนรวมทั้งน้องปอน
(ผู้มีสีผมสวยที่สุดนั่งอยู่ซ้าย) ก็ได้ไปนั่งอยู่ในโบสถ์
เพื่อร่วมกันถวายสังฆทานในวันอันเป็นมงคลนี้



รูปภาพ

พระอาจารย์กำลังกล่าวถวายสังฆทาน
หลังจากการถวายสังฆทานแล้วพระครูท่านก็ได้เทศน์ให้พวกเรา
หลังจากนั้นก็มีการสนทนากันพอสมควรแก่เวลา เนื่องจากมีคณะอื่นรออยู่



รูปภาพ

จากนั้นทั้ง 18 ท่านก็ต่างก็ชมวัดตามสถานที่ต่าง ๆ
ได้เวลาแล้วจึงได้ออกเดินทางต่อไปยังบ้านของนางสุชาดา
ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดไทยพุทธคยาเท่าไรนัก



รูปภาพ

บริเวณบ้านนางสุชาดา ในภาพเป็นไกด์ท้องที่ของเรา
(จำชื่อไม่ได้) กำลังพูดโทรศัพย์



รูปภาพ

มองเห็นญาติเหลนโหลนของนางสุชาดา
กำลังนำขี้วัว แปะตามต้นมะพร้าวเพื่อตากแดดให้แห้งในการนำมาเป็นเชื้อไฟ
เพื่อการปรุงอาหาร จัดว่าเป็นภฺูมิชาวบ้านโดยแท้ เพราะในขี้วัวตากแห้ง
จะมีสภาพเป็น มีเทน สามารถนำไปเป็นก๊าชติดไฟได้


รูปภาพ

ยังอยู่ที่บริเวณบ้านนางสุชาดา พระอาจารย์บอกว่า
ภูเขาที่มองเห็นไกล ๆ ลาง ๆ นั้นคือดงคสิริ สถานที่ทรงบำเพ็ญทุกกรกริยา
จากนั้นพระอาจารย์ก็ให้เดินไปอีกประมาณ 200 เมตร



รูปภาพ

เดินไปจนถึงสถานที่ซึ่งเป็นที่นางสุชาดาถวาย
ข้าวมธุปายาสแด่พระพุทธองค์ (สิทธัทถะ) มีการเขียนเป็นภาษาไทยอธิบายไว้ด้วย
ระหว่างนั้นมีคนหามศพ เพื่อจะนำมาเผากลางแม่น้ำเนรัญชรา (ตามภาพ)



รูปภาพ

นำภาพในวิหารซึ่งมีพระพุทธรูปยืนในอิริยาบถ
ทรงรับหญ้ากุสะจากโสตถิยพราหมณ์



รูปภาพ

ภายในวิหารมีภาษาไทยอธิบายไว้ด้วย



รูปภาพ

มองไปยังอีกด้านหนึ่งของแม่น้ำเนรัญชรา
ซูมภาพมองเห็นพระมหาเจดีย์พุทธคยา อย่างชัดเจน



รูปภาพ


เมื่อดูจากภาพธรรมดา ในปัจจุบันน้ำแห้งไปจนหมดมีแต่พื้นทราย เมื่อมาถึงตอนนี้
จากประวัติมีว่า หลังจากที่เจ้าชายสิทธัตถะเลิกทรมานกายด้วยการอดอาหารและ
วิธีอื่น ๆ แล้ว พวกเบญจวัคคีย์ทั้ง 5 ก็ไม่ชอบใจเลยทิ้งพระองค์ไป จากนั้นพระองค์
ก็ได้รับข้าวจากนางสุชาดาแล้วก็ลอยถาดอธิฐานจิตในการแสวงหาโมกขธรรม ?พระองค์
ได้พบกับโสตถิตพราหมณ์ ๆ ได้นำเอาหญ้า กุศะ ถวายพระองค์ (หญ้ากุศะนี้ คล้ายหญ้าคา
มีกลิ่นหอมคนอินเดียนำเอาไปมุงหลังคา) จากนั้นเจ้าชายสิทธัตถะก็ได้นำเอาหญ้ากุศะ 8
กำมือข้ามแม่น้ำเนรัญชราฝั่งตรงข้าม ในขณะนั้นเจ้าชายสิทธัตถะท่านได้สมาบัติ 8 แล้วคือ
ท่านมีจิตอันเกิดฤทธิ์ได้แล้ว ซึ่งก็เป็นไปในทางโลก ดังนั้นท่านจึงข้ามแม่น้ำได้สบายมาก

เมื่อพระองค์ข้ามฝั่งไปแล้ว ก็ได้พบกับต้นพระศรีมหาโพธิ์ โดยหลักการแล้วเจ้าชาย
จะต้องเดินเวียนรอบต้นพระศรีมหาโพธิ์สามรอบ จากนั้นก็เอาหญ้ากุศะวางที่โคนต้น
วางในคราวแรกแผ่นดินสะเทือน พระองค์จึงหยิบแล้วเปลี่ยนที่ใหม่ แผ่นดินก็สะเทือนอยู่อีก
เสมือนกับว่าไม่ใช่ที่สำหรับพระองค์จะตรัสรู้ ?แต่ในที่สุดเมื่อเปลี่ยนมาวางในทิศตะวันออก
แผ่นดินก็สงบนิ่ง พระองค์จึงประทับนั่ง (ดังที่ได้เห็นจากในพระมหาเจดีย์พุทธคยา) จากนั้น
พระองค์ก็อธิษฐานจิตว่า ?หากไม่บรรลุธรรมอันใดก็จะไม่ลุกจากที่นี่
แม้ว่าจะต้องตายไปก็ตาม


รูปภาพ


อำลาจากแม่น้ำเนรัญชรา ระหว่างนั่งรถข้ามสะพานข้ามแม่น้ำเนรัญชรา คุณวี
ได้บอกให้หลายคนมองไปที่กลางแม่น้ำซึ่งเขากำลังเผาศพที่ได้เดินผ่านไป
ตอนที่พวกเราอยู่ที่วิหารพระพุทธเจ้าทรงรับหญ้ากุสะจากโสตถิยพราหมณ์
เราจะถ่ายรูปแต่ไม่ทันซะแล้วจึงไม่ได้นำมาให้ท่านชมกัน หลังจากรถพาพวกเราไป
ทานอาหารเที่ยงแล้ว ?ก็เริ่มออกเดินทางไปเมืองพาราณสี
และเมืองสารนาถ ระยะทางประมาณ 230 ก.ม.



รูปภาพ


หลังจากรถได้จอดให้สหายธรรมหญิงและชายลดน้ำหนักกันตามข้างทาง
ก็ได้แล่นมาถึงถนนไฮเวย์และได้จอดเพื่อคนขับพักทานอาหาร ณ. ห้องอาหารข้างทาง
พวกเราจึงถือโอกาศเข้าห้องน้ำและบางท่านก็ซื้ออาหารแขกของแท้ ๆ มาทาน
เราก็ได้ถือโอกาศซื้ออาหารแขกมาให้ลองทานกันดู ต่างก็ชมว่า อะดีร๊อย



[center]รูปภาพ


ระหว่างที่พักกันอยู่นั้น ไกด์ท้องถิ่น (จำชื่อไม่ได้อีกแล๊ะ)
ได้บอกให้พวกเราทราบว่าพวกเขาพร้อมทั้งคนขับและเด็กรถรวมทั้งรถบัสคันนี้
ได้เคยพา พระองค์ภา ไปในเส้นทางเดียวกันนี้และได้พาพระองค์ท่านมาพัก
พระอริยาบทที่นี่ด้วย พร้อมทั้งชี้ให้ดูรูป ทุกคนต่างปลื้มที่ไ้ด้เห็นภาพพระองค์ท่าน
น้องปอนถึงกับพูดขึ้นว่า โชคดีจังที่ได้เช่ารถบริษัทนี้มา พวกเราต่างก็เห็นเช่นเดียวกัน



รูปภาพ


ก่อนออกจากร้านเจอะสตรีอินเดียใส่ชุดประจำชาติอยู่รวมกับลูก ๆ จึงขอไว้เป็นที่ระลึก
จากนั้นก็นั่งรถมาเรื่อย ๆ ฟังเทปธรรมะของคุณวีจบไป 2 เรืื่องจึงมาถึงเมืองพาราณสี



รูปภาพ


แล้วก็มาถึงโรงแรม CLARKS มาถึงเกือบสองทุ่ม (อินเดีย)
หลังทานอาหารแล้วก็ไปห้องจัดเสื้อผ้า เพราะพรุ่งนี้เช้าต้องออกจากโรงแรม ตี 5
เพื่อไปล่องเรือในแม่น้ำคงคา เราและคุณวีต่างก็นอนเอาแรง



รูปภาพ


การล่องเรือในแม่น้ำคงคาก็เริ่มขึ้น ตอนตี 5 กว่า ๆ ในภาพมีพระอาจารย์
เดินอยู่หน้าด้านซ้าย น้องปอนเดินอยู่ท้าย กำลังเดินลงไปยังเรือที่จะพา
ไปล่องแม่น้ำคงคา อากาศตอนนี้เย็นพอสมควร



รูปภาพ


แม่น้ำคงคา เป็นแม่น้ำใหญ่ที่สุด สำคัญที่สุด และประเสริฐที่สุด
เพราะว่าเป็นแม่น้ำที่ไหลมาจากสรวงสวรรค์ น้ำในแม่น้ำแห่งนี้
เชื่อว่าเป็นแม่น้ำแห่งสวรรค์ สามารถล้างบาปให้แก่คนบาปได้
กินก็ได้บุญ อาบก็ได้บุญ แม้แต่ตายไปแล้ว เอาศพโยนลงน้ำก็ดี
เอาเถ้าอังคารโปรยลงไปในน้ำก็ดี ก็เชื่อว่าจะได้ขึ้นสวรรค์ สวรรค์ของชาวอินเดีย
จึงอยู่ที่แม่น้ำคงคาสายนี้เท่านั้น สิ่งที่คนโบราณเล่าลือกันมานานเป็นพันๆ ปีนั้น
ปัจจุบันนี้ สรรพสิ่งโบร่ำโบราณประเพณีของชาวอารยันก็ยังคงมีอยู่ที่นี่ ที่เมืองชื่อว่า พาราณสี



รูปภาพ

แสงไฟที่แดงอยู่นั้นลุกโชนมาเป็นเวลา 5,000 ปีมาแล้ว
ยังไม่เคยดับ ไม่เคยมอด เพราะมีการเผาศพอย่างต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืน
ด้วยเตาธรรมชาติริมฝั่งแม่น้ำคงคาแห่งนี้ ถึงทุกวันนี้การเผาก็ยังคงดำเนินต่อไป



รูปภาพ


พระอาจารย์เล่าว่า ตึกรามบ้านช่องริมแม่น้ำคงคา แม้ว่าจะว่างๆ
แต่ก็ถูกมหาเศรษฐีจองไว้หมดแล้ว เมื่อถึงเวลาใกล้ตายจึงจะย้ายมารอเวลาไปสวรรค์ ?
มีแม่น้ำไหลผ่านด้านหน้า เป็นฮวงซุ้ยไปสู่สวรรค์



รูปภาพ


พาราณสีนั้นท่านว่าแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ตามฝั่งแม่น้ำคงคา คือว่า ฝั่งหนึ่งนั้น
เชื่อว่าเป็นฝั่งสวรรค์ จะมีผู้คนอาศัยสร้างตึกรามบ้านช่องอยู่เต็ม
ผู้คนชวนกันมาเกิดมาตายที่ฝั่งนี้ เพราะเชื่อว่าจะได้ไปสวรรค์
ส่วนอีกฝั่งซึ่งเป็นฝั่งตรงข้าม ถือว่าเป็นฝั่งนรก จึงไม่มีใครกล้าไปอยู่
ในภาพจะไม่ค่อยเห็นเนื่องจากหนาวและหมอกลง



รูปภาพ

ทัวร์ไทยก็มีอยู่ที่นี่ด้วย



รูปภาพ


โผล่ขึ้นมาจากเรือก็เจอะทันที มองซ้ายมองขวา ไม่มีขอทานคนอื่นอีก
หากมีหลายคนคงไม่ให้ จึงมอบให้ไป 10 รูปี "มองต่ำเราเหลือ มองเหนือเราขาด"
จากนั้นคุณปอนก็ให้พวกเรา นั่งรถบัสกลับไปที่โรงแรมอีกครั้งเพื่อทานอาหารตอนเช้า
คุณวีกับแฟนและคุณแม่มองเราอยู่ข้างบน แต่เราก็คงเดินดูไปเรื่อย ๆ


รูปภาพ

มองเห็นชายพูดอะไรไม่รู้จึงเข้าไปดูเข้าใจว่าเขาคงขายสตางค์ให้แจก
กับคนขอทาน แต่เราก็ไม่ได้อุดหนุนเขา เพราะมองไปข้างบนไม่น่าดูเลย
นั่งเรียงกันแขนขาดขาขาดบางคนก็ยืนอุ้มลูก กลัวจะมาตื้อเดินไปที่อื่นดีกว่า


รูปภาพ

ภาพนี้ค่อยน่าชมหน่อย เป็นรูปพระศิวะและพระแม่อุมาเทวี โดยเฉพาะ
พระแม่อุมาเทวี ทรงเป็นมารดาแห่ง พระพิฆเนศ ซึ่งเป็นที่เคารพทั่วไปของคนไทย


รูปภาพ


เมื่อทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วก็จะต้องจากโรงแรม CLARKS เห็นยามประตู
และยามทั่วไปแต่งกายสวยแบบอินเดียแท้ ๆ ในสมัยก่อน จึงได้ยิงภาพกลับมา
เป็นที่ระลึก อีนี๊ค๊อปจัยมั๊กน๊ะนายจ๋า จากนั้นเดินทางต่อไปยังเมือง สารนาถ
อยู่ห่างจากกรุงพาราณสีประมาณ 17 ก.ม.



รูปภาพ


ได้มาถึง ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี ?ในฐานะเป็นสถานที่นี้
ซึ่งพระโคดมพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนา ถ้าไม่มีพระธรรมจักร
ก็ไม่มีพระพุทธศาสนา และไม่มีพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
เกิดขึ้นพร้อมกัน ณ สถานที่แห่งนี้ ที่ชื่อ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ปัจจุบันเรียกว่า สารนาถ
แปลว่า ที่พึ่งของเนื้อกวาง คือเป็นเขตอภัยทานนั่นแหละ ชาวพุทธคนใด
ไปอินเดียแล้วก็ควรจะต้องหาโอกาศไปที่ สารนาถ ให้จงได้


แม้ว่า ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน จะเห็นแต่ซาก แต่พวกเราก็อยากชมไปให้เต็มอยาก
อย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเพราะชื่อนี้จำได้มาตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ แล้ว
ในภาพอาจเป็นซากกุฏิกว่า 100 หลัง ทำให้นึกถึงภาพตอนนั้น


รูปภาพ


พระอาจารย์ได้พาพวกเราไปชมสถานที่ต่าง ๆำ ก่อนที่จะพาไปยังสถานที่
สำคัญคือ พระมูลคันธกุฏี



รูปภาพ

ในภาพญาติโยมกำลังสวดต่อหน้า พระมูลคันธกุฏี
หรือ พระมูลคันธกุฏีวิหาร เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงประทับจำพรรษาแรก
สร้างขึ้นตรงบริเวณที่เป็นกระท่อมน้อยของเศรษฐีใจบุญที่ได้อุทิศสถานที่แห่งนี้
เพื่อสร้างเป็นที่ประทับให้พระพุทธองค์ หลังจากที่ได้ทรงแสดงปฐมเทศนา
ธัมมจักกัปปวัตนสูตร ที่ธัมมเมกขสถูปแล้ว ลักษณะของพระมูลคันธกุฏีเป็นอาคาร
ปลูกสร้างแบบอินเดียโบราณ



รูปภาพ

ใกล้เข้ามาอีกหน่อย



รูปภาพ

จากนั้นพระอาจารย์ก็ได้ให้สหายธรรมทุกท่านไปยัง
ธัมเมกขสถูป ให้ไปอยู่ที่ลานหญ้าซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่ง



รูปภาพ

ระหว่างเดินไปมองเห็นพระกำลังเวียนเทียนรอบ ธัมเมกขสถูป
ถึงตอนนี้ท่านได้มาพร้อมกับกระผมและสหายธรรมมาจนถึง
สังเวชนียสถานที่ 2 ที่นี่คือ ธัมเมกขสถูป พระพุทธองค์ ทรงแสดงปฐมเทศนา
ธัมมจักกัปปวัตนสูตร ให้กับ ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ณ สถานที่แห่งนี้ (สารนารถ)


รูปภาพ


ลานหญ้ามองเห็น ธัมเมกขสถูป ได้อย่างชัดแจ๋ว
พระและญาติธรรมอื่น ๆ กำลังหาที่สวดมนต์กันอยู่
ธัมเมกขสถูป สังเวชนียสถานแห่งการประกาศธรรม ธัมเมกขสถูป
มาจากคำว่า ธัมเมกขะ หมายถึง เห็นธรรม ส่วน สถูป หมายถึงสิ่งก่อสร้าง
หรือที่บรรจุของควรบูชา ไว้ให้เป็นอนุสรณ์เตือนใจให้เกิดกุศลธรรม


รูปภาพ


อดีตกาลในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงปฐมเทศนา
ธัมมจักรกัปปวัตนสูตร แก่ปัญจวัคคีย์ ทั้ง 5 คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ
มหานามะ และอัสสชิ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี จนกระทั่ง
ท่านอัญญาโกญฑัญญะ หนึ่งในปัญจวัคคีย์ ได้บรรลุโสดาบัน และทูลขอบวช
กับพระพุทธองค์ นับเป็นพระอริยสาวกรูปแรก และเป็นวันที่พระรัตนตรัยครบ
องค์สาม คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เราเรียกวันนี้ว่า วันอาสาฬหบูชา
สำหรับสถานที่ที่ทรงแสดงธรรมเพื่อประกาศพระศาสนาเป็นครั้งแรกในโลกนั้น
ได้มีพุทธานุสรณ์สถานเป็นระลึกถึง นั่นก็คือ ธัมเมกขสถูป ซึ่งเป็น
หนึ่งในสังเวชนียสถาน 4 แห่งที่สำคัญของพุทธศาสนิกชน สาธุ สาธุ สาธุ



รูปภาพ


ภาพที่เห็นนี้คือ เจาคันธีสถูป คือสถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าได้มาพบกับ
ปัญจวัคคีย์ ทั้ง 5 หลังจากที่พระพุทธองค์ไปหาอาจารย์เพื่อจะโปรดอาจารย์
แต่อาจารย์ทั้งสองเสียชีวิตไปแล้ว พระองค์จึงมาหา ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ?
เมื่อเสด็จมาถึงทั้ง 5 คนไม่เชื่อจะเดินหนี แต่ด้วยอำนาจแห่งธรรม
และรัศมีของพระองค์ทำเอาทั้ง 5 คนเดินมารับปฏิบัติพระองค์เหมือนดังเดิม



รูปภาพ


เจาคันธีสถูป เป็นรูปแปดเหลี่ยมตั้งอยู่บนเนินดิน ?สูงประมาณ 74 ฟุต ?
สร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ?ต่อมากษัตริย์ในสมัยต่อมา
ได้ซ่อมแซมใหม่ทำเป็นรูปแปดเหลี่ยม (แต่เดิมเป็นรูปบาตรคว่ำในสมัยพระเจ้าอโศก)



รูปภาพ


หลังจากชมจนได้เวลาแล้วจึงได้ออกมาเพื่อชม พิพิธภัณฑ์แห่งสารนาถ
แต่เขาจะไม่ให้ถ่ายภาพใครมีกระเป๋า ก็ให้เอาฝากไว้กับเจ้าหน้าที่ข้างนอก
เข้าไปแต่ตัว ก็เลยไม่รู้จะเข้าไปทำไม เดินดูอะไร ๆ รอบ ๆ แถวนี้ดีกว่า
เดินไปเดินมาเจอะร้านขาย กะลัมจาย (ชาใส่นม) ร้อนน่าดู ?
กว่าจะดื่มหมดแก้ว เป่าอยู่ตั้งนาน ราคา 5 รูปี (3 บาท)
แก้ไขล่าสุดโดย wisnu 01 เมื่อ เสาร์ 12ก.ย.2015 07:57, แก้ไขแล้ว 15 ครั้ง.
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: ขอเชิญท่านกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ชมทัชมาฮาล

โพสต์โดย wisnu 01 » ศุกร์ 01ก.พ.2013 23:00

รูปภาพ


ได้นั่งรถบัสกลับไปยังโรงแรมอีกครั้ง เพื่อรับประทานอาหารเที่ยงที่โรงแรม
และเตรียมข้าวของซึ่งอยู่ในโรงแรมขึ้นรถ หลังจากทานอาหารเรียบร้อยแล้ว
จึงมอบการ์ดเข้าห้องให้กับคุณปอนเพื่อมอบคืนให้กับโรงแรม จากนั้น
ก็เป็นการเดินยาวอีกครั้ง เพื่อไปยังเมือง กุสินารา ระยะทาง 268 ก.ม.




รูปภาพ


จากนั้นก็เป็นการนั่งยาว คุณวีได้นำเอาธรรมเทศนาให้ใส่ในไมด์
เพื่อให้สหายธรรมได้ฟังระหว่างรถวิ่ง



รูปภาพ


ระหว่างทางไปกุสินารา แม้ระยะทางไม่ไกลมากแต่ก็ใช้เวลานาน ดังนั้นรถบัส
จึงมีเวลาจอดเป็นระยะ ๆ เพื่อให้ผู้โดยสารลงไปลดน้ำหนัก และยืดแข้งยืดขา
โดยสหายธรรมชายเดินไปทางข้างถนนด้านหน้าของรถ ส่วนสหายธรรมหญิง
ก็ไปทางด้านท้ายรถ บางท่านก็นำผ้าถุงสำหรับอาบน้ำติดไปด้วย สำหรับสหายธรรม
ที่เป็นหญิงนั้น ระยะแรก ๆ ก็จะเขิน แต่บ่อย ๆ เข้าก็ชินไปเอง ก็น่าเห็นใจครับเพราะ
ที่ประเทศอินเดียนี้ปั้มน้ำมันมีห้องน้ำเพียงห้องเดียว ยกเว้นจุดพักแต่ก็นานกว่าจะไปถึง



รูปภาพ


ในที่สุดก็มาถึงโรงแรมที่จะต้องทานอาหารเย็นและพักกันในคืนนี้



รูปภาพ


ภายในโรงแรมมีพระพุทธรูปปางปฐมเทศนารูปใหญ่ตั้งอยู่ที่ล๊อบบี้
หลังจากที่ทานอาหารเรียบร้อยขึ้นห้องของแต่ละคน คุณวีได้ชวนวิษณุ
ไปที่ห้องพระอาจารย์จะสอบถามอะไรบางอย่าง และก็ได้ไปห้องพระอาจารย์กัน
ภายในห้องพระอาจารย์ มีน้องปอนและไกด์อินเดียนอนอยู่ด้วยกัน 3 คน

ระหว่างคุยกันอยู่นั้น น้องปอนเกิดคุยเรื่องผีขึ้นมา ทีนี้ทั้งคุณวีและพระอาจารย์
จึงได้เสริมเรื่องผีขึ้นมาอีกทีนี้ละ ปรากฏว่าน้องปอนเกิดกลัวผีขึ้นมาร้องบอก
ให้หยุดเล่า ?แต่ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ มองเห็นคนกลัวผีก็สนุกดี โดยเฉพาะพระอาจารย์
มีการแสดงท่าทางด้วย น้องปอนก็ยิ่งกลัวเข้าไปอีก หลังจากสนุกสนาน
แหย่น้องปอนกันพอสมควรแก่เวลา ทั้งวิษณุและคุณวีจึงได้ลาพระอาจารย์
กลับไปยังห้อง หลอกคนกลัวผีก็สนุกดี




รูปภาพ


เมื่อถึงตอนเช้า รถบัสเตรียมนำไปนมัสการสถานที่ปรินิพพาน ณ สาลวโนทยาน




รูปภาพ


เมื่อมาถึงเข้าไปมองเห็นปรินิพพานวิหารเด่นแต่ไกล หมอกแห่งความเย็นยังปกคลุอยู่



รูปภาพ


ขนาดว่ามาแต่เช้าแล้วน๊ะ ยังมีญาติโยมบางท่านบางกลุ่มมาก่อนพวกเราซะอีก
พวกเขาอาจนอนอยู่ที่นี่ก็ได้ เพราะที่นี้คือ สังเวชนียสถานแห่งที่ 3
แห่งการที่มาในทริปนี้ เดี๋ยวจะพาไปชมข้างในกันครับ



รูปภาพ


สหายธรรมกำลังจัดขบวนนำผ้าเดินขึ้นไปห่มบนวิหาร ผ้าสวยมากนำมาโดยคุณวี
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: ขอเชิญท่านกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ชมทัชมาฮาล

โพสต์โดย wisnu 01 » ศุกร์ 01ก.พ.2013 23:19

รูปภาพ


หลังจากตั้งขบวนเรียบร้อยดีแล้ว สหายธรรมจึงได้นำผ้าขึ้นไปบนวิหาร
โดยมีพระอาจารย์นำหน้า



รูปภาพ


วิษณุได้ขึ้นไปบนวิหารก่อนหน้าที่ยังมีคนน้อยเพื่อชัีกรูปในวิหาร
ซึ่งรูปที่ได้ในวิหารนี้ ได้มากี่รูปนำมาลงจนหมด เพื่อให้ท่านได้มอง
เห็นจนติดตา มองพระพักตร์ท่านนาน ๆ รู้สึกเสมือนท่านยังมีพระชนม์อยู่



รูปภาพ


จุดนี้เป็นเพียงจุดเดียวที่สามารถสัมผัสพระองค์ได้ ตอนนี้คนยังเข้ามาน้อย
จึงได้ไปนั่งแถวรอคิวเพื่อกราบพระบาทพระองค์ท่าน จากนั้นก็ได้มีโอกาศ
สัมผัสกราบที่พระบาทพระองค์ท่าน3 ครั้ง ความรู้สึกในตอนนั้นยากที่จะอธิบาย
รู้สึกอิ่มเอิบไปหมดขนลุกซู่ ไม่อยากจะลุกขึ้นยืนเลย



รูปภาพ


พระองค์เสด็จข้ามแม่น้ำหิรัญญวดีมาถึงเพียงวันเดียว
ประทับแรม ณ สาลวัน (ต้นสาละ) อันเป็นอุทยานของพระเจ้ามัลละ
พระองค์เสด็จขึ้นพระบรรทม หันพระเศียรไปทางทิศเหนือ
นอนแบบสีหไสยาสน์ หรือ อนุฏฐานไสยาสน์



รูปภาพ


พระอานนท์ทูลถามถึงวิธีการถวายพระเพลิงศพ ?พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า
เป็นหน้าที่ของคฤหัสถ์ เขาจะดำเนินการตามลักษณะของกษัตริย์ทุกประการ
ห่อด้วยสำลี 500 ชั้น ชุบน้ำมันบรรจุในหีบและอัญเชิญขึ้นจิตกาธาน
จิตกาธาน (อ่านว่า จิด-ตะ -กา-ทาน) หมายถึงเชิงตะกอน



รูปภาพ


ในขณะที่ใกล้จะเสด็จดับขันปรินิพพานนั่นเอง สุภัททปริพาชก
ได้ขอโอกาศเฝ้าแต่พระอานนท์ไม่ยอม จนกระทั่งพระองค์รับสั่งให้เข้าเฝ้า
และได้ฟังธรรมของพระองค์ แล้วพระอานนท์นำไปบรรพชาเสร็จแล้วพาเข้ามาเฝ้า
ทรงประทานอุปสมบท และได้ปฏิบัติธรรมสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในคืนนั้นเอง



รูปภาพ


เมื่อตอนที่พระองค์ก่อนจะปรินิพพาน พระอานนท์ได้ทูลถามอีกว่า
เมื่อพุทธบริษัททั้ง 4 ต้องโศกเศร้าที่ไม่ได้เห็นพระองค์อีก จะต้องทำอย่างไร



รูปภาพ


พระองค์ตรัสว่า ?"ให้ไปยังสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา
และที่นี่ที่ตถาคตปรินิพพาน เพื่อยังความสังเวชให้บังเกิดขึ้น ?
เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ?ครั้นเมื่อเขาตายจากโลกนี้ไป ย่อมเข้าถึงสุขคติโลกสวรรค์"



(เพื่อยังความสังเวช สังเวชแปลว่าความรำลึกถึง ไม่ใช่สลด สังเวชนียสถาน
จึงไม่ใช่ที่จะต้องไปร้องไห้คิดถึงพระพุทธเจ้า แต่เป็นที่ควรไปทำใจ ควรไปปลง
ปลงอะไร ปลงว่าทุกอย่างย่อมมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วดับไปในที่สุด นี่แหละคือสังเวช)



รูปภาพ


นอกจากนั้นพระองค์ยังทรงเตือนภิกษุทั้งหลายให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท



รูปภาพ

จากนั้นไม่นานพระองค์ก็เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน
โดยเสด็จเข้าญานอณุโลมปฏิโลมไปมา จนกระทั่งดับสนิทไม่เหลือ


ติดตามต่อไปครับ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: ขอเชิญท่านกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ชมทัชมาฮาล

โพสต์โดย wisnu 01 » เสาร์ 02ก.พ.2013 06:01

รูปภาพ

จากนั้นได้ออกมาชมวิหารและสถูปข้างนอก



รูปภาพ


ระยะห่างระหว่างวิหารและสถูปห่างกันพอสมควร
ขนาดมีคนเข้าไปนั่งรวมกันเพื่อสวดมนต์ได้หลายคน
จุดที่พระพุทธเจ้าทรงปรินิพพานระหว่างต้นสาละคู่ หรือต้นรัง
คือตรงที่เจดีย์ทรงโอคว่ำครอบไว้ทางข้างขวา
ไม่ใช่ในวิหารที่มีพระพุทธรูปปางปรินิพพานประดิษฐาน



รูปภาพ


ซูมภาพให้เห็นสิ่งที่อยู่บนเจดีย์ ปรากฏว่าเป็นรูปกระดิ่งอยู่รอบ ๆ
และบนยอดมีเข็มเหล็กล่อกันฟ้าผ่าไว้ด้วย
แก้ไขล่าสุดโดย wisnu 01 เมื่อ พฤหัสฯ. 10ก.ย.2015 18:24, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: ขอเชิญท่านกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ชมทัชมาฮาล

โพสต์โดย wisnu 01 » เสาร์ 02ก.พ.2013 06:28

รูปภาพ


เมื่อถึงควรแก่เวลาแล้วจึงเดินกลับออกทางเดิมผ่านระฆังโบราณ
และบางท่านก็เข้าห้องน้ำซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กัน



รูปภาพ


สถานที่แห่งนี้กษัตริย์มัลละผู้ครองพระนครกุสินารา เลือกสรรให้เป็นสถานที่
ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าเรียกกันว่า มกุฏพันธเจดีย์




รูปภาพ


การถวายพระเพลิงพระบรมศพ ได้เริ่มขึ้นในวันที่ 7 ภายหลังการเสด็จดับขันธปรินิพพาน
ซึ่งโบราณท่านนับเป็นวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 และภายหลังยกขึ้นเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในทาง
พระพุทธศาสนา เรียกว่า วันอัฏฐมีบูชา แปลว่า การบูชาในวันแรม 8 ค่ำ อันเป็นวันถวาย
พระเพลิงพระบรมศพนั่นเอง


รูปภาพ


ขณะที่พระอาจารย์กำลังนำสวดมนต์อยู่นั้น
นึกขึ้นมาได้จึงกราบมกุฏพันธนเจดีย์ 3 ครั้งแล้ว
ขออนุญาตออกไปยิงรูปสหายธรรมซึ่งกำลังนั่งสวดมนต์
ส่งใจถึงองค์พระศาสดาของพวกเรา


รูปภาพ


จากนั้นก็เป็นการนั่งยาวเพื่อไปยังเขตแดนระหว่างประเทศอินเดียและเนปาล
ทานอาหารกล่องบนรถบัส ในภาพคุณวีกำลังสนทนากับคุณแม่และคุณแอน
สงสัยคงจะหาเทศนาธรรมะต่อจากเมื่อที่แล้ว



รูปภาพ


เมื่อใกล้จะถึงชายแดนอินเดีย-เนปาล ประมาณ 3 กิโล ก็ได้พบเลข 960 ตัวใหญ่
ที่สร้างขึ้นเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงมีครองราชย์ครบ ?60 ปี จึงเป็นระหัส 960 ไม่ได้เป็นการใบ้หวยแต่อย่างใด



รูปภาพ


สถานที่แห่งนี้เป็นที่พักผ่อนของคนไทยที่จะไปลุมพินี ซึ่งต้องใช้เวลาที่ด่าน
อีกนานมาก ปัญหาก็คือ "ห้องน้ำ" เพราะห้องน้ำแขกนั้นยิ่งกว่าจีน ท่านเจ้าคุณวีรยุทธ์ ?
จึงตั้งโครงการสาธารณสุขขึ้นมา โดยพิจารณาหาสถานที่อันเหมาะ ก็ได้ตรงนี้
ตรง ก.ม. ที่ 3 ก่อนถึงชายแดนเนปาล ซึ่งวิ่งไปก็คงใช้เวลาไม่กี่นาที
ไกด์ทัวร์จึงส่งคนลงพักเข้าห้องน้ำที่ 960 ก่อน แล้วให้คนรวบรวมพาสปอร์ต
ล่วงหน้าไปก่อนหากการขอวีซ่าเสร็จ โทรศัพท์คุยกัน ก็จะให้นักแสวงบุญขึ้นรถไปที่ด่าน
และที่ 960 นี้จะมีโรตีทอดทานกับนมข้น รวมทั้งกาแฟโอวัลตินฟรี บริจาคตามความพอใจ


รูปภาพ


มองให้เห็นชัด ๆ เห็นแล้วชื่นใจจังที่พระพุทธรูปของเราอยู่ในสถานที่
บริเวณด่าน ทั้งที่ผู้คนที่นี่ต่างก็นับถือฮินดู พราหมณ์ และอิสลามกันเป็นส่วนมาก




รูปภาพ


เมื่อเข้ามาในเขตเนปาลแล้ว ยังมีปัญหาอีกนิดหน่อย จึงจอดรถรอ ระหว่างนั้น
น้องปอน จึงถือโอกาศลงไปหาซื้อผลไม้เพื่อเตรียมไว้นั่งยาวในวันรุ่งขึ้น



รูปภาพ

แล้วก็ได้มาึถึงโรงแรม NIRVANA HOTEL
ที่เนปาลเวลาช้ากว่าไทย 1 ชั่วโมง 15 นาที
หลังจากทานอาหารอาบน้ำอาบท่าเรียบร้อยแล้ว ตกลงกับคุณวีว่า
จะไปห้องน้องปอน เล่าเรื่องผี ซึ่งน้องปอนชอบฟังแต่ก็ขี้กลัวเป็นที่สุด
ตอนหลังเปลี่ยนใจเพราะจะต้องตื่นแต่เช้า นอนดีกว่า



รูปภาพ

โรงแรมเนปาลก็สะอาดดี ภายในห้องน้ำดูแล้วเป็นอินเตอร์ใช้ได้



รูปภาพ


ถึงตอนเช้ามืดหลังจากทำโน้นทำนี่ทานข้าวเช้าแล้วก็ออกมาที่รถ
มองเห็นน้องปอนยืนเท่ รอคอยพวกพี่ ๆ กันเพื่อขึ้นรถไปยัง ลุมพินีวัน



รูปภาพ


เมื่อมาถึงทางเข้าลุมพินีวัน ยังมีหมอกหนาอยู่เลย จะต้องเดินเข้าไป
อีกประมาณเกือบ 1 กิโล ในภาพคุณวีกำลังถ่ายภาพ มีนางแบบสองท่านอยู่หน้าประตู
แก้ไขล่าสุดโดย wisnu 01 เมื่อ พฤหัสฯ. 10ก.ย.2015 18:31, แก้ไขแล้ว 3 ครั้ง.
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: ขอเชิญท่านกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ชมทัชมาฮาล

โพสต์โดย wisnu 01 » เสาร์ 02ก.พ.2013 07:24

รูปภาพ


เดินเข้าไปในวิหารซึ่งอยู่ห่างจากประตูประมาณเกือบหนึ่งกิโล
หมอกยังคงหนาและอากาศก็ค่อนข้างจะเย็น ที่นี่เข้าหน้าหนาว
มีรถสามล้อรับจ้างคอยรับบริการค่าจ้างเที่ยวละ 50 รูปี (30 บาท)



รูปภาพ


เดินมาจนถึงเสาอโศกอันเป็นสัญญลักษณ์ถึงสถานที่ประสูติขององค์พระศาสดา




รูปภาพ


เสาอโศกตั้งอยู่บริเวณด้านทิศตะวันตกของวิหารมายาเทวี



รูปภาพ


ส่วนบนของเสาอโศกมีเหล็กรัดเอาไว้เพื่อป้องกันการเสียหาย

ที่ลานใกล้ ๆ เสาอโศก สหายธรรมของเรากำลังทำวัตรเช้าและสวดมนต์
ช่วงนี้เป็นหน้าหนาว ยามเช้า บรรยากาศขมุกขมัว แต่สำหรับจิตใจของสหายธรรม
ทุกท่านแจ่มใส ไม่ว่าจะเป็นอะไร ๆ ก็ดูดีไปหมด เหนื่อยแค่ไหนก็ยอม
มิเสียแรงที่ได้มาถึงที่นี่ สหายธรรมบางท่านก็เคยมาก่อนแล้ว
และสถานที่แห่งนี้ก็คือ สังเวชนียสถานองค์ที่ 4 ในทริปของเราครับ




รูปภาพ


เนื่องจากพระอาจารย์ไม่ได้ตามมาที่เนปาลด้วย ท่านรอพวกเราอยู่ที่สถานพัก 960
คงเหลือพี่ที่ทำหน้าที่ตากล้อง เป็นผู้นำสวดมนต์ เมื่อมาถึงตอนนี้จำได้ครั้งเมื่อตอน
ไปพุทธคยา หากมีคนเข้าไปมากเขาก็จะไม่ให้ถ่ายรูป เพราะผู้ถ่ายรูปจะต้องใช้เวลา
นานพอสมควรทำความรำคาญกับผู้อื่น ดังนั้นจึงขออนุญาตเข้าไปในวิหารก่อนก็แล้วกัน




รูปภาพ


เข้ามาในวิหารพบยังไม่มีผู้คนเข้ามาเยอะจึงเดินชมไปเรื่อย ๆ
พบเห็นซากอาคารซึ่งเป็นปูนอายุเป็นพันปีมีอยู่ทั่วไปในวิหาร




รูปภาพ


รูปปั้นแสดงตอนพระพุทธเจ้าประสูติใต้ต้นสาละคู่ พระมารดาทรงยืนคลอด
พระศาสดา ณ สถานที่ตรงนี้ สำหรับประวัตินั้นเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านคงทราบมาแล้ว




รูปภาพ


ใกล้ ๆ รูปปั้นเป็นทางเดินเล็ก ๆ มองลึกลงไปจะพบภาษาอังกฤษว่า
Marked Stone The Exact Birth ?Place of Buddha
หมายถึงว่า รอยเครื่องหมายบนหิน คือสถานที่ประสูติอันแท้จริงของพระพุทธองค์
สถานที่ประสูติอันแท้จริงของพระพุทธองค์ รอยบนดินสีเขียวๆ นั่นแหละ
เชื่อว่าเป็นรอยพระบาทพระศาสดาเมื่อแรกประสูติ เพียงแค่ได้เห็นก็เป็นบุญตาแล้ว




รูปภาพ


ถึงตอนนี้ผู้คนเริ่มทะยอยเข้ามาในวิหารกันบ้างแล้ว มองหาสหายธรรมยังไม่เห็น




รูปภาพ


ออกมาข้างนอกปรากฏว่าการสวดมนต์เสร็จสิ้นพอดี เมื่อมาถึงตอนนี้
ท่านผู้อ่านคงจะสงสัยว่า เหตุใดวิษณุจึงไม่ร่วมสวดมนต์ในทุกครั้งที่มีการสวด
สาเหตุก็เพราะต้องการถ่ายภาพให้ได้มากที่สุดในทุกแง่ทุกมุม การสวดมนต์
ทุกครั้งจะกล่าวคำอนุโมทนาสาธุให้กับทุกท่าน และขออนุญาตออกไปทุกครั้ง
คุณวี ซึ่งนอนอยู่ด้วยกันจะทราบดีว่าวิษณุสวดทุกคืนประมาณตี 4 โดยไม่ต้องเปิดไฟ
แก้ไขล่าสุดโดย wisnu 01 เมื่อ พฤหัสฯ. 10ก.ย.2015 18:36, แก้ไขแล้ว 3 ครั้ง.
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: ขอเชิญท่านกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ชมทัชมาฮาล

โพสต์โดย wisnu 01 » เสาร์ 02ก.พ.2013 08:13

รูปภาพ


ด้านขวาของลานที่สหายธรรมนั่งสวดมนต์กันอยู่ เป็นเนินด้วยอิฐ สำหรับพุทธศาสนิกชน
ที่นิยมใช้่ธูปและเทียนเป็นที่นมัสการ จากนั้นก็นำไปติดและปัก ณ ที่ดังกล่าว ภาพจะมอง
ไม่ค่อยเห็นเพราะตอนเช้าอากาศเย็นมีหมอกลงด้วย แต่ก็ถ่ายไปตามที่สามารถทำได้ครับ



รูปภาพ


จากนั้นก็ได้นั่งรถบัสไปยังด่านเนปาล-อินเดีย และไปรับพระอาจาย์ที่ 960
และได้แวะทานอาหารเที่ยงที่โรงแรมระหว่างทาง แล้วจึงนั่งยาวต่อไปยังกรุงสาวัตถี
กว่าจะถึงก็ปาเ้ข้าไปสี่โมงเย็นกว่า ๆ (เวลาอินเดีย)



รูปภาพ


แล้วจึงไปยังวัดเชตะวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี ซึ่งปัจจุบันมองเห็นแต่ซากให้่เห็น
ในภาพเป็นซากกุฏิของพระโมคคลา



รูปภาพ

กุฏิของพระสีวลี



รูปภาพ

กุฏิพระสารีบุตร



รูปภาพ

กุฏิของพระราหุล มีสองแท่นสงสัยคงเป็นของพระพี่เลี้ยง



รูปภาพ

กุฏิพระมหากัสสปะเถระ



รูปภาพ


เดินเข้าไปเรื่อย ๆ จนเห็นพระอาจารย์และสหายธรรมขึ้นไปสวดมนต์
แน่นอนที่นี่จะต้องเป็นพระคัีนธกุฏิของพระพุทธเจ้า



รูปภาพ


เดินเข้ามาใกล้อีกนิดจะเห็นก้อนอิฐเป็นสีทอง รับรองว่าเป็นผลจากการนมัสการ
ชาวไทยแน่นอน ?พระพุทธเจ้าท่านประทับอยู่ที่กรุงสาวัตถีนานถึง 25 พรรษา
โดยประทับอยู่ที่วัดบุพพารามของมหาอุบาสิกาวิสาขา นาน 6 พรรษา และสถานที่
แห่งนี้ วัดพระเชตะวันมหาวิหาร 19 พรรษา จะเห็นได้ว่ามีพระอรหันต์ประทับอยู่
หลายพระองค์ ดังที่ท่านได้ชมผ่านมาแล้ว



รูปภาพ


กุฏิพระอานนท์ อยู่ตรงข้ามกับพระคันธกุฏิของพระพุทธเจ้า



รูปภาพ


ท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐีประสงค์จะได้พระศรีมหาโพธิ์มาปลูกไว้ในวัดพระเชตวัน
จึงนำความไปปรึกษาท่านพระอานนท์ๆ ก็ปรึกษาพระมหาโมคคัลลาน์ ๆ ก็นำความ
กราบบังคมทูลพระศาสดาๆ ทรงมีพระเมตตาอนุญาต พระมหาโมคคัลลาน์จึงเหาะ
ไปยังพุทธคยา นำเมล็ดพระศรีมหาโพธิ์มาปลูกไว้ในวัดพระเชตวัน เรียกชื่อว่าอานันทโพธิ์
นานแค่ไหนดูมีไม้ค้ำพยุงกิ่งด้วย แสดงว่า อานันทโพธิ์ มีอายุนานที่สุดในจำนวนต้นโพธิ์
ที่มาจากเมล็ดพระศรีมหาโพธิ์ เพราะต้นอื่น ๆ ถูกทำลายไปจนหมด ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว



สถานที่แห่งนี้มีพระอรหันต์อยู่หลายท่าน ทำให้นึกถึง
บทสวดมนต์ชินบัญชรของหลวงปูโต คำแปลนั้นหมายถึง
เป็นการอัญเชิญพระอรหันต์มาอยู่กับตัวของเรา เพื่อให้เราเคารพ
ระลึกถึงท่านทุกวัน จะได้ไม่มีพวกมารมาคอยชักชวนให้เราไปทำสิ่งที่
ไม่ดีไม่ถูกต้อง เคยอ่านเจอะมีคนบางคนอ้างว่า สวดชินบัญชรแล้วจะร้อน
เหมือนกับว่าจะไม่ให้ท่านสวดบทนี้ นั่นแหละเขาคือมารละ
ท่านจงสวดไปเถอะครับ สิ่งที่ไม่ดีจะได้ไม่มาพบปะกับท่าน

อีกอย่างที่ได้พบมา เคยไปชมวัดบางแห่งที่มีหลวงปู่โต
จะมีคำสวดมนต์ ชินบัญชรเขียนเอาไว้ เขาเขียนไว้ในบทสวดบางช่วงว่า
ราหุลา เดิมเป็น ราหุโล เนื่องจากเขาอาจเห็นว่า ราหุโล เป็นเอกพจน์
ส่วน ราหุลา เป็นพหุพจน์ (คือ รวมกับ พระอานนท์ เลยเป็นพหูพจน์)
แต่จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ หลวงปู่โต ท่านแต่งไว้เป็น ราหุโล นานกว่าร้อยปีแล้ว
ปู่ย่าตายายของเราท่านก็ท่องแบบเดิมมาตลอด มาตอนนี้มีคนผู้รู้เกี่ยวกับเรื่องบาลี
เกิดแก้ไขขึ้นมา แม้ว่าคนผู้รู้คนนั้นจะถูกต้องตามบาลี แต่ก็ขอยกไว้สักเรื่องเถอะครับ
เพราะ ราหุโล นั้น หลวงปู่โต ท่านแต่งขึ้นมาอย่างนี้ เราก็ควรที่จะว่า
ไปตามที่หลวงปู่โตท่านแต่งเอาไว้ เพราะพวกเราเองก็สวดชินบัญชรตามที่หลวงปู่โต
แต่งไว้ทั้งดุ้นมานานแล้ว ตราบใดที่พวกเรายังคงสวดชินบัญชรตามที่หลวงปู่โต
ท่านแต่งไว้ ก็ขออย่าไปแต่งเดิมแก้ไขคำแต่งเดิมของท่าน
แม้ว่าคน ๆ นั้นจะได้เปรียญสูงอย่างไรก็ตาม ให้รู้แต่ในภูมิรู้ที่มีเท่านั้น
เพราะผู้แต่งเดิมไม่ได้อยู่ให้ท่านอนุญาตแก้ไข
แก้ไขล่าสุดโดย wisnu 01 เมื่อ พฤหัสฯ. 10ก.ย.2015 18:38, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: ขอเชิญท่านกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ชมทัชมาฮาล

โพสต์โดย wisnu 01 » เสาร์ 02ก.พ.2013 08:47

รูปภาพ


ออกจากวัดเชตะวันมหาวิหาร ไปยังบ้านอนาถบัณฑิตเศรษฐี
ผู้สร้างวัดเชตะวันมหาวิหาร ระหว่างทางบนรถพระอาจารย์ก็ชี้ไปที่ทุ่งนา
แล้วบอกว่าเป็นวัดบุพพาราม และใกล้ ๆ ก็เป็นสถานที่นางจิญจมาณวิกา ถูกธรณีสูบ
ทางการอินเดียหมดงบประมาณในการขุดสถานที่ดังกล่าว

(มั่วหรือเปล่าหว่า..) มองไม่เห็นมีอะไรเลยมีแต่ทุ่งนาเป็นทางเดินมีต้นไม้ใหญ่อยู่ 1 ต้น
แค่นั้นเอง ขอประทานโทษครับพระอาจารย์ กระผมไม่มีเจตนา เพียงแต่นึกอยู่ในใจว่า
บางทีผู้ที่แจ้งให้ทราบอาจผิดไปหรือบางทีก็อาจเลยมาแล้วหรือยังไม่ถึงก็ได้ จนกว่าจะได้
ไปเห็นป้ายบอกสถานที่แหละครับ



รูปภาพ


พระอาจารย์ได้พาสหายธรรมขึ้นบนเนินบ้านของอนาถบัณฑิตเศรษฐี
ท่านเศรษฐีสร้างวัดพระเชตะวันมหาวิหารหมดเงินไปตั้งมากมาย แต่
วัดกลับไม่เป็นชื่อท่าน ทั้งนี้เนื่องจากท่านเศรษฐีเห็นที่ดินของเจ้าเชต
งามเหมาะที่จะเป็นวัดจึงไปขอซื้อจากเจ้าเชต เจ้าเชตไม่ยอมขายและ
บอกในทำนองที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ว่า หากท่านเศรษฐีนำเงินมาปูให้เต็ม
ที่ทั้งหมด ก็จะขายให้ แต่เศรษฐีก็สู้นำเงินมาวางปูบนที่ดินนั้น เจ้าเชตเห็นว่า
เศรษฐีมีจิตใจต้องการจริง ๆ จึงขอร้องกับเศรษฐี ขอให้ป้ายชื่อที่วัดเป็นชื่อ
ของตนปรากฏอยู่ด้วย ท่านเศรษฐียินยอม วัดนี้จึงเป็นชื่อว่า วัดพระเชตะวันมหาวิหาร



รูปภาพ


อนาถบัณฑิตเศรษฐี ร่ำรวยมากแต่ก็ได้ทำนุบำรุงศาสนาจนเงินทองหมดไปเกือบหมด
เทวดาประจำบ้านจึงมาเตือน ท่านโกรธเทวดาไล่ไปอยู่ที่อื่น เทวดาจึงไป
ขอคำแนะนำจากท้าวสักกะ ท้าวสักกะแนะนำให้กลับไปอยู่กับท่านอนาถบิณฑิกอีก
แต่ต้องทำประโยชน์ให้แก่ท่านเศรษฐี เทวดาจึงกลับไปอีกครั้งและได้ทำให้บรรดา
ผู้ที่ติดหนี้เศรษฐีนำเงินมาคืนทำให้เศรษฐีมีเงินกลับมาเหมือนเดิม และท่านก็ได้อนุญาต
ให้เทวดากลับมาอยู่ที่บ้านท่านเหมือนเดิม



รูปภาพ


จากนั้นฝั่งตรงท่านเศรษฐีก็เป็นบ้านขององคุลิมาล ซึ่งก็เป็นบ้านของ
ปุโรหิตในพระเจ้าปเสนทิโกศล สำหรับประวัติขององคุลิมาลนั้นเชื่อว่า
หลาย ๆ ท่านคงจะทราบประวัติมาแล้ว ทั้งในหนังสือและเป็นภาพยนต์ด้วย
ในที่นี่จะขอนำคำตรัสของพระองค์เกี่ยวกับองคุลิมาลมาให้ท่านรับทราบครับ

องคุลีมาลเห็นพระพุทธองค์เสด็จผ่านจึงติดตามหมายจะเอาชีวิต แต่วิ่งตามเท่าใด
ก็หาตามทันพระตถาคตไม่ องคุลิมาลจีงร้อง ?หยุดก่อน สมณะ หยุดก่อน?
พระองค์จึงตอบกลับไปว่า ?เราหยุดแล้ว แต่เธอยังไม่หยุด เราหยุดทำบาปแล้ว
แต่เธอยังทำบาปอยู่
?

และอีกตอนหนึ่งคือตอนที่ เมื่อองคุลิมาลบำเพ็ญสมณธรรม ภายในจิตใจ
กลับฟุ้งซ่านด้วยภาพในอดีตเมื่อครั้งเป็นมหาโจรเข่นฆ่าสรรพชีวิตคอยตามมา
หลอกหลอน ทำให้จิตไม่เป็นสมาธิ พระพุทธองค์ทราบความจึงตรัสสั่งสอนว่า
เธออย่ามัวกังวลสิ่งที่ผ่านมาแล้ว และอย่าพะวงกันสิ่งที่ยังไม่เกิด จงมีสติอยู่กับ
ภาวะปัจจุบัน
องคุลิมาลจึงได้สติ บำเพ็ญสมณธรรมจนบรรลุอรหันต์ในท้ายสุด


บ้านองคุลิมาลถ่ายภาพในอากาศและเวลาเป็นจริงในขณะนั้น



รูปภาพ


จากนั้นคณะก็ได้มายัง วัดไทยเชตะวันมหาวิหาร สหายธรรมได้ร่วมกันถวายสังฆทาน



รูปภาพ


สหายธรรมทั้ง 18 ท่านได้ร่วมกันกล่าวคำของพระคุณพระอาจารย์
ซึ่งได้อยู่ร่วมและให้ความรู้ในระหว่างอยู่ที่อินเดีย ซึ่งพระอาจารย์
ก็จะไม่ไปที่ทัชมาฮาลและเดลลี จึงร่วมกันส่งพระอาจารย์ที่นี่



รูปภาพ


ได้มาทานอาหารเย็น น่าจะเป็นอาหารค่ำมากกว่า ที่โรงแรม LINEACE HOTEL
จากนั้นก็อาบน้ำนอน นึกถึงภาพเดินทางในตอนเช้าซึ่งข่าวว่านั่งรถนานมาก
ไปยังเมืองอัครา ซึ่งเป็นที่อยู่ของ ทัชมาฮาล เห็นแต่รูปมานาน เห็นจริงก็ตอนนี้แหละ
แก้ไขล่าสุดโดย wisnu 01 เมื่อ จันทร์ 28ส.ค.2017 19:28, แก้ไขแล้ว 3 ครั้ง.
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: ขอเชิญท่านกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ชมทัชมาฮาล

โพสต์โดย wisnu 01 » เสาร์ 02ก.พ.2013 09:07

รูปภาพ


เมื่อเตรียมตัวกันเรียบร้อยแล้ว จากนั้นจึงขึ้นรถบัส ในช่วงนี้
จะไม่ไปแวะที่ไหน เนื่องจากระยะทางจากที่นี่ไปเมืองอัคราใช้เวลานาน



รูปภาพ

ระหว่างอยู่บนรถมีการร้องเพลงกันอย่างสนุกสนานสลับด้วยเสียงจาก
ธรรมะของคุณวีสลับกันไป รถมีการจอดเป็นระยะ ๆ ตามสถานที่สมควร
เพื่อให้ผู้โดยสารลงไปลดน้ำหนักและยืดแข้งยืดขา



รูปภาพ


พยายามจะถ่ายภาพท้ายรถบรรทุก ตั้งกล้องไว้ดีแล้วปรากฏว่ารถเกิดเบรค
ภาพจึงเป็นอย่างที่เห็น ตั้งใจจะให้เห็นว่า รถบรรทุกที่อินเดียนั้นมีการขอร้อง
ให้บีบแตรตลอดเวลาเมื่อมาถึงใกล้ ๆ เพื่อความปลอดภัย แต่ในเมืองไทยเรา
ขืนบีบแตรดังบ่อย ๆ รับรองมีเรื่องกันแน่ แต่ในอินเดียและจีนนั้นบีบกันสนุกสนานเชียว



รูปภาพ


นั่งรถมาเหลืออีกประมาณ 70 กิโล คนขับรถขอจอดเมื่อพักผ่อน ซึ่งก็เป็นการดีที่สุด
อยากจะลงไปอยู่แล้ว เมื่อลงมาถึงก็เจอะกับพ่อค้าขายผลไม้ ในรถเข็นมีมะละกอและ
ฝรั่งขี้นก แต่ก็ไม่มีใครกล้าซื้อเพราะไม่แน่ใจว่าจะสะอาดพอหรือไม่
ท้องแขกอาจแข็งแรงกว่าท้องของพวกเรา



รูปภาพ


เห็นพวกเขาเปิบอาหารกันอย่างอะเหร็ดอะหร่อย ดูที่อาหารก็มีอยู่แค่ 3 อย่าง ไข่ต้ม
โรตี และแกงผักซึ่งกลิ่นเทศแรงมาก เขาจะกินโรตีจิ้มกับแกง เคยลองชิมก็ อะดีรอย



รูปภาพ


มองเห็นรถบรรทุกจอดอยู่ใกล้ ๆ คราวนี้มองเห็นการขอบีบแตรอย่างชัดเจน




รูปภาพ


แล้วก็มาถึงโรงแรม ที่โรงแรมนี้มีเครื่องสแกนกระเป๋าแบบสนามบินซะด้วย


รูปภาพ


หลังจากทานอาหารแล้ว จากนั้นก็ได้เวลานอน คืนนี้ได้แวะ
ไปห้องน้องปอนคุยเรื่องผีให้ฟังพอหอมปากหอมคอ



รูปภาพ


แวะมาทานอาหารตอนเช้า มีไข่เขียนรูปเป็นรูปหน้าคนด้วย
จึงหยิบมาทานดูซักฟอง ปรากฏว่าเป็นไข่ต้ม ซึ่งคนอินเดียถือเป็นอาหารที่สำคัญ



รูปภาพ


แต่หากใครจะทานไข่อย่างอื่น ๆ ก็จะมีพ่อครัวทำให้ทั้งสิ้น 3 แบบเหมือนที่อื่น ๆ คือ
ไข่ดาว (sunny-side up) คือทอดด้านเดียว ?ทอด 2 ด้าน (easy-over)
หรือ ไข่คน (scrambled)



รูปภาพ


หลังจากจัดการกับอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วออกมาชมอากาศนอกโรงแรม
ได้พูดคุยกับคนขับ ได้ชมเขาอย่างจริงใจว่า ขับรถได้เก่งมาก
มองเห็นอะไรบนตึกของโรงแรม



รูปภาพ


ที่แ้ท้ก็คือสัญญลักษณ์ของโรงแรมแห่งนี้นี่เอง หลังจากทุกสิ่งเรียบร้อยดีแล้ว
ล้อก็หมุนตอนประมาณ 08.00 น.เพื่อไปยังทัชมาฮาล ?
แก้ไขล่าสุดโดย wisnu 01 เมื่อ พฤหัสฯ. 10ก.ย.2015 19:04, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: ขอเชิญท่านกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ชมทัชมาฮาล

โพสต์โดย wisnu 01 » เสาร์ 02ก.พ.2013 09:39

รูปภาพ


เมื่อได้เวลาก็ได้นั่งรถไปทัชมาฮาลกัน นั่งรถไปประมาณ 10 นาทีก็มาถึง

เมื่อมาถึงบริเวณเขตของทัชมาฮาล จะต้องเดินเข้าไปอีกประมาณ 300 เมตร
ระหว่างเดินมีห้องแถวซึ่งเป็นร้านขายของที่ระลึกเต็มไปทั้งสองข้าง เมื่อถึงทางเข้า
มีรถแบบสองแถวบ้านเรา นั่งรถไปยังประตูด้านในเพื่อตรวจบัตรเข้าพร้อมทั้งตรวจตัว
ทีละคนโดยเดินผ่านสแกนแบบเข้าไปในสนามบิน อินเดียหวงทัชมาฮาลมาก เนื่อง
จากในแต่ละปีทำเงินได้มาก เพราะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลก แม้แต่รถสองแถว
ที่นั่งมาก็ยังใช้แบตเตอรี่ ไม่ใช้เครื่องที่เป็นน้ำมันเนื่องจากเกรงว่ามลภาวะอาจทำให้
สีของทัชมาฮาลเปลี่ยนไปจากเดิม หลังจากผ่านเครื่องตรวจไปแล้วก็เดินไปอีก
ประมาณ 100 เมตรก็ถึงประตูเข้าทัชมาฮาล



รูปภาพ


เดินมาจนถึงทางเข้าประตู แต่ละท่านต่างก็ถ่ายรูปกันสนุกสนาน



รูปภาพ

เดินเข้าประตูด้านในสุด มองเห็นทัชมาฮาลอยู่แต่ไกล



รูปภาพ

นี่ไง...ที่เขาเรียกกันว่าสิ่งมหัศจรรย์ของโลก



รูปภาพ


สวยจังเหมือนในรูปที่เคยเห็นเลย แต่ตอนนี้ได้มาเห็นตัวจริงแล้ว



รูปภาพ


ผู้คนหลายคนหลายสัญชาติต่างก็กำลังเดินเข้าไปหาทัชมาฮาล



รูปภาพ

เข้าไปดูข้างในดีกว่า



รูปภาพ


ทางด้านซ้ายเมื่อเดินหันหน้าไปทางทัชมาฮาล จะเป็นวิหารสีแดงซึ่งเป็นที่ระมาดของ
ชาวอิสลาม ต้องเดินขึ้นด้านนี้เพื่อขึ้นไปยังทัชมาฮาล ก่อนขึ้นจะต้องใช้ผ้าหุ้มรองเท้า
ทั้งสองข้างก่อน ซึ่งน้องปอนได้มอบให้มาทุกคนในช่วงที่ก่อนเข้าประตูตอนเข้าแล้ว



รูปภาพ


และจะต้องเดินออกทางด้านขวาซึ่งมีวิหารสีแดงเช่นเดียวกัน



รูปภาพ


เมื่อสวมผ้าหุ้มรองเท้าแล้วจึงสามารถเดินในรั้วทางเดินขึ้นทัชมาฮาลได้



รูปภาพ


หาภาพข้างบนไปเรื่อย ๆ ก่อนที่จะเข้าไปข้างใน
เมื่อถ่ายภาพนี้แล้วจึงเดินเข้าไปข้างใน มีเพียงไฟสลัว ๆ และห้ามถ่ายรูปภายใน
ก่อนเข้าชมจะมีกะบะใส่รูปีจึงใส่ไป 20 รูปี แล้วเดินชมไปเรื่อย ๆ มีเจ้าหน้าที่เดินตาม
มาอธิบายโน้นนี่ ตอนแรกเข้าใจว่าเขาอาจคอยตรวจดูเกรงว่าจะแอบถ่ายรูป
แต่ไม่เป็นเช่นนั้น



รูปภาพ


เขาได้ใช้ไฟฉายและฉายให้เราชมแล้วบอกว่าเป็นพลอยดอกไม้หินสีที่ติดอยู่ในหินอ่อน
พร้อมทั้งบอกให้ถ่ายรูปเก็บไว้ บอกว่าอย่าเปิดแฟลช จึงเปิดเอากล้องเล็กในกระเป๋าเสื้อ
ออกมาจัดการซะ ดังที่เห็น ซึ่งกล้องนี้เคยไปถ่ายที่บ่อนมาเก๊ามาแล้วสบายมาก



รูปภาพ


เขาก็ฉายไฟไปเรื่อย เราก็ถ่ายไปเรื่อยเหมือนกัน พร้อมคิดอยู่ในใจว่า
สงสัยว่ารูปีในกระเป๋าคงจะเดือดร้อนอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่เป็นไร เขามีน้ำใจ
ให้เราก่อนนี่นา เห็นเขาสลักลวดลายที่หินอ่อนแล้ว สวยงามก็คุ้มแล้ว
ว่าแล้วก็บอกกับเขาว่า อยากจะไปถ่ายรูปศพจำลองด้านหน้า
เขาจึงเดินพาไปด้านหน้า



รูปภาพ


ในที่สุดก็ได้ภาพ หีบพระศพจำลองของพระนางมุมตาส
กับหีบพระศพของพระเจ้าชาห์เจฮานวางคู่กัน
หีบใหญ่เป็นของพระเจ้าชาห์เจฮาน ส่วนหีบพระศพจริง
อยู่ในห้องลึกลงไปด้านล่างประมาณ 10 เมตร



รูปภาพ


เจ้าหน้าที่ก็พาไปถ่ายรูปยังด้านต่าง ๆ จะพาเดินไปรอบ ๆ แต่ก็บอกกับเขาว่า
จะต้องไปแล้วเพราะเพื่อน ๆ รออยู่ ลักษณะลายก็คล้าย ๆ เหมือนกันหมด
จากนั้นเราก็มอบรูปีให้เขาไป 200 คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 120 บาท


รูปภาพ


ภาพนี้จึงเป็นสุดท้ายภายในทัชมาฮาล จากนั้นจึงไปพบกับสถานที่นัดกันไว้


รูปภาพ


ถ่ายภาพหมู่ก่อนจากทัชมาฮาล ในภาพขาดแต่วิษณุและคุณวี ก็ครบ 18 ท่านพอดี
จากนั้นก็จะไปยัง อัคราฟอร์ท คุณปอนบอกว่าให้เก็บบัตรไว้คืนกับไกด์อินเดียด้วย
เพราะจะต้องเอาไปคืนเพื่อแลกบัตรในราคาถูกเพียง 10 รูปี
ไม่เช่นนั้นจะต้องซื้อในราคาเต็ม 250 รูปี



รูปภาพ


ก่อนจะให้ไปขอยิงรูปก่อน จะได้รู้ว่าหน้าตาของบัตรเข้าทัชมาฮาลเป็นอย่างไร
ราคา 510 รูปี คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 300 บาทนิด ๆ (ทัวร์จ่ายครับ)
แก้ไขล่าสุดโดย wisnu 01 เมื่อ พฤหัสฯ. 10ก.ย.2015 19:10, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: ขอเชิญท่านกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ชมทัชมาฮาล

โพสต์โดย wisnu 01 » เสาร์ 02ก.พ.2013 09:51

รูปภาพ


ออกจากทัชมาฮาล รถบัสได้พาไปยัง อัคราฟอร์ท ถึงตอนนี้ไกด์แขกก็ได้ขอบัตร
ที่เข้าทัชมาฮาลคืน จะได้ลดราคาเหลือค่าเข้าเพียงคนละ 10 รูปี จากราคาเต็ม 250 รูปี



รูปภาพ


พระราชวังอัคราฟอร์ต เป็นป้อมปราการประจำเมืองซึ่งสร้างเป็นกำแพงหินทรายสีแดง
ตั้งตระหง่านสวยงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบอัคระ พระเจ้าอัคบาร์สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1565
และสร้างต่อเติมกันเรื่อยมาจนถึงรุ่นหลานคือ พระเจ้าชาร์เจฮาน กษัตริย์องค์ที่ 5
ของราชวงศ์โมกุล ซึ่งปรับเปลี่ยนจากป้อมปราการทางทหารมาเป็นพระราชวัง
ภายในอัคราฟอร์ดมีห้องสวยงามที่สร้างด้วยหินอ่อนแกะสลักฝังโดยรอบ โดยเฉพาะ
ห้องมุขแปดเหลี่ยม ซึ่งเป็นห้องที่มีความสำคัญที่สุดของพระราชวังแห่งนี้
และห้องนี้ก็คือสถานที่ซึ่งกษัตริย์ชาร์จาฮาล ถูกลูกชายจับมาขังไว้ เนื่องจาก
เห็นว่ากษัตริย์ชาร์จาฮาล ได้ใช้เงินหมดไปกับทัชมาฮาลอย่างมากมาย พระองค์
ได้ถูกจับคุมขังภายในสถานที่แห่งนี้ถึง 6 ปี ?พระองค์ได้มองไปยังทัชมาฮาล
ซึ่งเป็นที่เก็บพระศพของมเหสีผู้เป็นที่รักทุกวัน จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ ?จากนั้น
จึงได้มีการนำพระศพของกษัตริย์ชาร์จาฮาล ไปไว้คู่กันกับพระนางมุมตัสมาฮาล
ณ ทัชมาฮาล ดังที่ท่านได้ชมมาแล้ว



รูปภาพ


ทางเดินเข้าไปในพระราชวัง ด้านซ้ายเป็นด้านป้อมปราการของทหาร
ส่วนด้านขวาเป็นพระราชวัง
(มองเห็นนกอะไรตัวเล็ก ๆสีสวยดี อยู่บนกำแพงด้านซ้าย)



รูปภาพ

นี่ไง...เขาล่ะ...นกหัวขวาน



รูปภาพ

ภายในพระราชวังด้านขวา



รูปภาพ

และภายในพระราชวังด้านซ้าย



รูปภาพ


เห็นสีผมจ๊าบแบบนี้แสดงว่าเป็นน้องปอน กำลังยิงรูปอยู่ในห้อง พระเจ้าชาร์เจฮาล



รูปภาพ


ฝรั่งคนนี้กำลังชมอยู่ด้วยความสนใจ สวยอย่างนี้เองถึงได้เป็นมรดกโลก



รูปภาพ

พลอยและหินสีภายในหินอ่อนสวยมากมาก



รูปภาพ


เสาซึงรับมุขแปดเหลี่ี่ยมซึ่งอยู่ข้างบน สามารถมองเห็นทัชมาฮาลได้
แต่ตอนนี้หน้าหนาวหมอกทำให้ไม่สามารถมองจากรูปภาพได้



รูปภาพ

ห้องมุขแปดเหลี่ยม ซึ่งเป็นห้องที่
มีความสำคัญที่สุดของพระราชวังแห่งนี้



รูปภาพ


แม้แต่บนเพดานด้านบนก็ยังมีการแกะสลักด้วยหินอ่อน
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: ขอเชิญท่านกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ชมทัชมาฮาล

โพสต์โดย wisnu 01 » เสาร์ 02ก.พ.2013 10:07

รูปภาพ


จากนั้นพวกเราก็อำลาเมืองอัคราที่อยู่ของทัชมาฮาล มุ่งหน้าไปสู่
เมืองเดลลีเมืองหลวงของอินเดีย การเดินทางใช้เวลานาน คุณวี
จึงได้นำเสียงธรรมะมาให้พวกเรารับฟังอีกครั้ง ใครจะนอนก็นอนไป
มีการแวะลงเพื่อยืดเส้นยืดสายเป็นระยะ จนกระทั้งถึงเมืองเดลลีซึ่งก็พลบค่ำ



รูปภาพ


มาจนถึงประตูอินเดีย (India Gate) ประตูโค้งสำคัญแห่งหนึ่งในกรุงเดลี
ที่สร้างขึ้นเพื่ออนุสรณ์แห่งสงครามในสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามอัฟกัน
เป็นหินทรายแดงแล้วเสร็จเมื่อปี ค.ศ.1931 มีความมุ่งหมายให้ เป็นอนุสรณ์์
แก่ทหารที่พลีชีวิตในสงครามครั้งสำคัญๆ ของอินเดีย โดยได้จารึกรายชื่อของทหาร
ที่เสียชีวิตในสนามรบ เช่น ทหารและข้าราชการ อินเดียและอังกฤษ
ที่พลีชีวิตในสงคราม ที่ซุ้มประตู ตรงกลางระหว่างประตู
มีกระถางหินทรายแดงขนาดใหญ่ จุดไฟลุกโชนไม่เคยดับมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2475

เมื่อรถหาที่จอดแล้ว น้องปอนก็ให้เวลาพวกเราอีก 1 ช.ม
เพื่อไปชมประตูอินเดีย ?จากนั้นก็พาพวกเราไปเดินหาซื้อของ
และพาไปทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ลักษณะคล้ายโต้รุ่งบ้านเรา
น้องปอนบอกว่าเปลี่ยนบรรยากาศการทานอาหารจากโรงแรมมาเป็นที่นี่บ้าง
ปกติเราไม่ถนัดในการทานอาหารตอนเย็นอยู่แล้ว จึงขออนุญาตลงไปดูอะไร ๆ ข้างล่าง
สักพักน้องปอนก็ลงมาบ้างมาหาซื้อเบียรไปทาน ถามว่าพี่ทานเบียรไหม
พรุ่งนี้ก็กลับแล้ว เอาซะหน่อย เอ้า..เอาก็เอา น้องปอนซื้อเบียรไป 3-4 ขวด
จากนั้นก็ไปโซ้ยเบียรกันในห้องโรงแรม



รูปภาพ


เช้าตื่นขึ้นมาเดินไปห้องอาหารมึนหัวตึ๊บเลย อาจเป็นเพราะ
ไม่เคยกินเบียรมานานถนัดแต่ไวน์กับวิศกี้



รูปภาพ


ไปเจอะข้าวแขกเข้า จะมีลักษณะเป็นเม็ดยาวคล้ายขนมจีน ซึ่งทุกโรงแรม
จะมีข้าวลักษณะนี้ ได้สอบถามพนักงานโรงแรม ๆ ก็บอกว่าเป็นข้าวสารธรรมดา
เมื่อหุ่งไปแล้วก็จะมีลักษณะดังที่เห็น มิน่าละเวลาทานข้าวต้มทีไร
เกือบจะเละเป็นโจ๊กบ้านเรา เช้านี้มีข้าวต้มเหมือนเช่นเคยน้องปอนก็
นำเอาไข่เค็มกับหมูหยองมาให้ทุกโต๊ะเหมือนที่แล้ว ๆ มา



รูปภาพ


ยังไง ๆ ก็จะขอทานจำพวกเบคอน หมูแฮม ไข่ดาวซะหน่อย



รูปภาพ


อาหารเช้าวันนี้ได้รับเกียรติร่วมโต๊ะกับ คุณแม่คุณแอน คุณแอน และคุณวี
(เพื่อนร่วมห้องคุยกันตลอด 9 คืน)



รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


แวะไปที่รถเอายาแก้ปวดหัว เจอะรถเฟี๊ยตโฉมใหม่ ยังไม่เคยเห็นเฟี๊ยต
ในเมืองไทยมานานแล้ว นับตั้งแต่ เฟี๊ยตรุ่น 131,132 มาดังในบ้านเราหลายปีมาแล้ว
ตอนนั้น กรรณสูต เป็นตัวแทน ปัจจุบันไม่มีใครนำเฟี๊ยตเป็นตัวแทน
ในเมืองไทยอีกเลย อาจเป็นเพราะตอนนี้รถญี่ปุ่นกำลังมาแรง ที่ต่างประเทศ
เขาจะำกำหนดไว้ รถที่จะเปลี่ยนโฉมได้จะต้่องไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ไทยเรา
สบายมาก เปลี่ยนแต่บอดี้เครื่องทุกอย่างเหมือนกันหมด แล้วบอกว่าโฉมใหม่
เปลี่ยนโฉมกันหัวปีท้ายปี ซื้อมายังไม่ทันไรพวกเปลี่ยนโฉมซะแล้ว ที่ซื้อมา
ก็กลายเป็นของเก่าตกรุ่นไปซะเลย พวกนี้ฉลาดกว่าเราตอนเราไปซื้อ
เขารับเงินบาทจากเรา แต่พอจะกลับบ้านพวกเขาก็เอาเงินบาทของเรา
ไปเปลี่ยนเป็นเงินดอลล่าห์กลับไปบ้านเขา ทำให้เิงินในคงคลัง
ซึ่งเราใช้เป็นเงินดอลล่าห์ก็ค่อย ๆ หมดไป ทีนี้ก็ต้องขายของไปให้ต่างชาติ
ในราคาถูก ๆ กว่าชาติอื่น ๆ เพื่อหาเงินดอลล่าห์เข้ามาเป็นทุนสำรอง หลวงตาบัว
ท่านอุสาห์หาเงินดอลล่าห์เพื่อเข้าคลังตั้งหลายปี แต่ตอนนี้ท่านหมดห่วงแล้ว

คุยเรื่องของเราต่อดีกว่า หลังจากทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว
ทุกท่านก็ได้มีโอกาศเที่ยวที่เดลีเล็กน้อยจากนั้นก็
เตรียมตัวไปยังสนามบินเพื่อขึ้นเครื่องกลับบ้านบ้านใครบ้านท่านครับ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: ขอเชิญท่านกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ชมทัชมาฮาล

โพสต์โดย wisnu 01 » เสาร์ 02ก.พ.2013 10:48

รูปภาพ


แล้วรถบัสก็มาถึงสนามบินเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับ ลงจากรถเป็นคนสุดท้าย
เหลือเงินรูปีเหลืออยู่ประมาณ 200 เศษมอบให้เป็นพิเศษกับคนขับรถไป
หลังจากฝากเงินทิปในแต่ละวันรวมทั้งทิปของคุณปอนให้กับคุณวีไว้แล้ว
เงินรูปีควรใช้ให้หมด หากนำไปแลกคืนจะได้ราคาน้อยมาก เมื่อมาถึงสนามบิน
หลังจากโหลดกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว ได้บอกกับคุณปอนขอเข้าไปรอ
ในประตูขึ้นเครื่องก่อนก็แล้วกันเนื่องจากมีอาการคล้าย ๆ จะเป็นไข้
อาจเป็นเพราะเบียรแขกเมือคืนนี้ก็ได้ แต่คุณปอนกับไกด์แขกไม่ยักกะเป็นอะไร
อาจเป็นเพราะเราไม่ชินกระมัง อยู่บ้านเรา พี่สิงห์-น้องไฮน์ก็เคยดื่มมาแล้วไม่เป็นอะไร
หลังจากเพื่อน ๆ ที่มาร่วมทำบุญด้วยกันในครั้งนี้ ได้เข้ามายังเครื่อง
และจากนั้นเครื่องก็บินไปยังสุวรรณภูมิ ทริปการเดินทางก็จบลงด้วยเช่นกันที่อินเดียนี้เอง




รูปภาพ


ในการเดินทางไปในครั้งนี้เป็นการเดินทางที่ลำบากที่สุด
แต่สิ่งที่ได้มานั้น ได้บุญและมีความสุขก็คือที่ สังเวชนียสถานทั้ง 4 เช่นกัน




นอกจากจะได้รับความรู้ทางด้านประวัติของพระพุทธศาสนาแล้ว
ยังได้เรียนรู้ทางด้านธรรมะในชีวิตประจำวันของพวกเราเอง ความสะดวก
สบายจะไม่เหมือนอยู่ในเมืองไทย จะต้องพบปะกับสิ่งที่ไม่เคยได้เจอะได้เจอ
เป็นต้นว่า ได้พบปะบนถนนซึ่งมีทั้งขาสองขาและสี่ขา ล้อสองล้อสามล้อถึง 4 ล้อ
ต่างก็ร่วมอยู่บนถนนด้วยกัน รถสามล้อเครื่องและรถโดยสาร ต่างมีผู้คนนั่งเต็มทุกคัน
ล้นไปจนถึงบนหลังคานั่งเบียดเสียดกันบนรถร้อนจนเหงื่อไหล ยิ่งเป็นหน้าร้อน
ไม่ต้องพูดถึง แต่ถ้าหากเป็นเราบ้างละ เราจะมีขันติมากพอหรือไม่ ขนาดนั่งรถเก๋ง
ติดแอร์พอรถติดหน่อยก็บนเป็นหมีกินผึ้ง หรือบางคันบีบแตรก็ไปโกรธทำให้
ทะเลาะกันก็มีบ่อย ๆ ขอโทษทีนี่บีบแตรกันเป็นว่าเล่น



การไปในครั้งนี้ได้พบกับสถานที่ ซึ่งเป็นเหมือนที่เคยอ่าน
ในหนังสือพุทธประวัติตอนเรียนหนังสือ ซึ่งประวัติความเป็นมาของพระพุทธเจ้านั้น
พระองค์เป็นผู้ตรัสเล่าเองจากปากของพระองค์ ผู้ที่จดจำก็คือพระอานนท์
ซึ่งเป็นพระที่ดูแลพระพุทธเจ้า และเป็นพระญาติด้วย ?อีกทั้งพระองค์ทรงเคยตรัสไว้ว่า
"วาจาใดจริง เป็นประโชน์ เป็นที่พอใจของบุคคลอื่น ตถาคตจึงจะกล่าววาจานั้น"
ดังนั้นทุกคำที่พระองค์เล่าจึงเป็นความจริง และพระอานนท์ผู้จดจำคือพระอรหันต์
ก็ย่อมจะต้องพูดและถ่ายทอดแต่คำจริงเช่นกัน ดังที่ปรากฏในพระไตรปิฎก?การที่
ได้ไปในครั้งนี้ ได้ไปหลายแห่งและสถานที่ก็ตรงกับที่ได้เคยเรียนในหนังสือ



การเดินทางไปในครั้งนี้ ได้เห็นความลำบากของผู้คนชาวอินเดีย
ที่อยู่ในเขตทั้ง 4 แห่งของสังเวชนียสถาน เมื่อได้มองยังพระสงฆ์ไทย
ที่ท่านไปเป็นพระธรรมฑูตยังสถานที่ทั้ง 4 แห่งนั้น ?ท่านก็คงจะมีความลำบาก
ไม่น้อยเช่นกัน ท่านไม่สามารถที่จะออกบิณฑบาตได้ เนื่องจากมีแต่ฮินดูกับอิสลาม
พระท่านก็คงจะต้องรอให้ญาติโยมชาวไทยมาที่วัดทำบุญทำสังฆทานเพื่อให้
วัดพุทธคงอยู่ในดินแดนที่เกิด ตรัสรู้ เทศนา ปรินิพพาน ขององค์พระศาสดาของเรา ?
เหมือนผู้แสวงบุญชาวอิสลามที่ครั้งหนึ่งจะต้องไปให้เห็นและ เดินวนรอบวิหารกาบะ
ซึ่งเป็นหินศักดิ์สิทธิ์ในนครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย เราชาวไทย
ที่นับถือศาสนาพุทธ ก็น่าที่จะหาโอกาศไปเห็นและเดินรอบ
สถานที่เกิด ตรัสรู้ เทศนา ปรินิพพาน สักครั้งหนึ่งในชีวิตเช่นกัน ?

ทีนี้มาพูดถึงเรื่องขอทาน หากท่านได้มีโอกาศไป ก็ขอให้ท่านได้อ่าน
ในตอนที่วิษณุได้ให้เงินกับขอทาน มีให้หรือไม่ให้อย่างไร ได้ลงไว้แล้วครับ ?
แต่ก็มีอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ได้กล่าวไว้ คือ ตอนที่ไปบ้านนางสุชาดา ทันทีที่
ลงจากรถบรรดาเด็กอายุก็ประมาณ 16-17 เยอะมากเป็นสิบคนอ้างว่าตนเอง
เป็นครูจะขอเงินไปช่วยเด็ก ๆ ตอนแรกก็คิดอยู่ในใจ เอ้..จะให้ยังไงหว่า
เราก็ไม่มีรูปีเล็กซะด้วย เมื่อจะให้ก็จะต้องให้ทุกคน พอเดินไป ๆ ชักจะมีการตื้อ
แสดงว่าไม่ใช่ครูแน่ เพราะเคยเห็นครูมาแล้วจาก วัดมหาวัน ท่านมองพวกเรา
แล้วก็เฉย ๆ สอนหนังสือต่อไป จนเราต้องไปที่รถเอาปากกาลูกลื่นสมุดมาให้ท่าน
แจกเด็ก ๆ ?ดังนั้นที่บ้านนางสุชาดาจึงไม่ได้ให้เงินกับพวกเด็ก ๆ นี้ไปขืนให้ไปรับรอง
คนอื่น ๆ ก็มารุมมะตุมอีกแน่นอนจึงทำเป็นเฉย ตอนหลังได้ทราบจากพระอาจารย์ว่า
พวกนี้ไม่ได้เป็นครูแต่อย่างใด



อีกเรืื่องหนึงก็คือเรื่องการทำบุญตามสถานที่ต่าง ๆ ที่เขาอาจวางไว้เป็นตู้ให้ใส่
หรือเป็นกะบะให้ใส่เงิน ขอให้ท่านพยายามไปใส่ให้เขาทุกครั้งที่ไป ณ ที่ใด
ให้ท่านไปแลกเงิน 10 รูปีจากไกด์แขก เขาจะมีไว้ให้แลก แม้ว่าทุกสถานที่
ซึ่งท่านไปนั้นเป็นการดูแลของพวกฮินดูก็ตาม (ซึ่งก็เป็นทั้งหมด) ยกเว้นที่วัด
ไทยพุทธเท่านั้น ?เหตุที่ขอร้องให้ท่านช่วยใส่ตู้และใส่กะบะเงินให้เขา
ก็เพราะเหตุว่า พวกชาวฮินดูซึ่งดูแลสถานที่ เขาจะช่วยทำความสะอาดสถานที่
ซึ่งพวกเราไปร่วมนมัสการ การที่ท่านไปช่วยเขานั้นก็ให้คิดว่าท่านได้ทำบุญ
ก็แล้วกัน เทวดาที่ดูแลก็จะชอบใจไปด้วย อย่าไปคิดว่าสถานที่แห่งนี้ชาวฮินดู
ดูแลอยู่ อย่าไปคิดเช่นนั้นครับ พยายามทำให้พวกเขาดีใจที่เห็นชาวไทยพุทธ
มาทำบุญกันอีกแล้ว ต่อไปนานเข้า ๆ พวกเขาก็อาจมีจิตใจเป็นชาวพุทธบ้างก็ได้
เหมือนกับที่วัดไทยเวฬุวัน ซึ่งได้ไปถึงก็ค่ำแล้ว พระอาจารย์ก็ได้นำยืนสวดมนต์
และเวียนรอบองค์พระ ขณะนั้นก็มีแขกคนหนึ่งกำลังทำความสะอาดเก็บโน้นเก็บนี่
หลังจากนั้นก็ให้ทุกคนทำบุญที่องค์พระ เราได้ให้พิเศษเขาไปแต่เขาก็บอกว่า
ให้มอบไว้ที่องค์พระเขารับไม่ได้ ต่อมาได้สอบถามได้ความว่าเขาได้มาเป็นพุทธแล้ว
และมาอยู่ที่วัดนี้ 2 ปีแล้ว... อนุโมทนา



การกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ณ ประเทศอินเดีย ก็ได้จบลงแล้วครับ
กระผมขอกราบขอบพระคุณที่ท่านได้เข้ามาอ่าน เพราะจะทำให้กระผมได้บุญไปด้วยครับ


สาธุ ?สาธุ ?สาธุ


รูปภาพ
แก้ไขล่าสุดโดย wisnu 01 เมื่อ จันทร์ 11ก.พ.2013 15:39, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: ขอเชิญท่านกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ชมทัชมาฮาล

โพสต์โดย wisnu 01 » เสาร์ 02ก.พ.2013 11:12

รูปภาพ


หลวงพ่อสุโขทัยไตรมิตร (พระพุทธรูปทองคำ)





ท่านต้องการฟังบทสวดใดให้ท่านคลิกไปที่่บทสวดนั้น ๆ

ระหว่างที่ท่านเปิดเสียงสวด ท่านสามารถทำอย่างอื่นได้
โดยมีเสียงสวดเป็นเพื่อนซึ่งระหว่างนั้นอาจมี กายทิพย์
มาฟังอยู่ด้วยแต่ท่านไม่สามารถมองเห็นพวกเขาได้ ทำให้
บ้านมีผู้ดูแลยามท่านไม่อยู่ เพราะพวกเขามาอาศัยเสียงสวดจากบ้านเรา
ทำให้พวกเขาได้รับผลบุญไปด้วยเขาก็ต้องคุ้มครองดูแลบ้านเราเป็นธรรมดาครับ


>>บทสวดทำวัตรเช้า>>คลิ๊ก คลิ๊ก<<


>>บทสวดทำวัตรเย็น คลิ๊ก<<


>>บทสวดพระพุทธมนต์ คลิ๊ก<<


>>บทสวดธรรมจักร์กัปปะวัตตะนะสูตร คลิ๊ก<<


>>บทสวดยอดพระกันฑ์ไตรปิฏก คลิ๊ก<<


>>บทสวดชินบัญชร คลิ๊ก<<


>>บทสวดพาหุง คลิ๊ก<<


>> บทสวดโพชฌังโค (สำหรับผู้ป่วย) คลิ๊ก<<


>> บทสวดยันทุน คลิ๊ก<<


>> บทแผ่เมตตา คลิ๊ก<<


>> บทสวดมหาเมตตาใหญ่ คลิ๊ก<<


>> เจริญพุทธมนต์ คลิ๊ก<<




ในวันพระ เมื่อท่านสวดมนต์บทที่ต้องการแล้ว ให้ท่านเปิด เจริญพุทธมนต์
ทิ้งเอาไว้ เป็นการสวดมนต์เช่นเดียวกับที่ท่านได้นิมนต์พระมาทำบุญที่บ้าน
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้านก็ได้รับฟังไปด้วย หรือท่านจะนั่งสมาธิไปด้วยก็จะดีครับ





ศาสนาอิสลามมีการทำละมาด (สวดมนต์ระลึกถึงพระเจ้า) วันละ 5 ครั้ง พวกเราซึ่งเป็นชาวพุทธ
จะสวดมนต์ระลึกถึงพระพุทธเจ้าของเราวันละ 2 ครั้ง เช้า และ เย็น ไม่ได้เชียวหรือครับ กระผมอยาก
จะขอเชิญชวนท่าน สละเวลาแบ่งเวลามาสวดมนต์บ้าง ในช่วงเช้า ท่านอาจตื่นก่อนเวลาจากที่เคยตื่น
เป็นประจำประมาณ 45 นาที อาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย จากนั้นก็มานั่งสวดมนต์หากท่านยังไม่เคย
ปฏิบัติมาก่อน ขอแนะนำว่าท่านควรจะเปิดบททำวัตรเช้า ก่อนเปิดก็ให้ท่านตั้งจิตดังนี้ครับ ขออัญเชิญเทพยดา
พรหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ตลอดจนดวงวิญญานที่ล่องลอยอยู่สามารถรับฟังการสาธยายมนต์คาถาได้ เพื่อ
ความเป็นสิริมงคลแก่ท่าน ขอท่านได้โปรดมาสดับรับฟังโดยพร้อมเพรียงกัน ณ บัดนี้เทอญ หลังจากจบแล้ว ท่าน
ตั้งจิตอธิธานเชิญท่านกลับ โดยบอกว่า บัดนี้การสาธยายมนต์คาถาเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วขอเชิญท่านเทพยดา
พรหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งปวง ที่ได้เข้าร่วมฟังจงปฏิบัติตนตามอัชฌาสัยของท่านเทอญ ในช่วงเย็นหรือ
กลางคืนท่านอาจแบ่งเวลามาทำวัตรเย็นด้วยก็จะเป็นการดีมากถ้าท่านทำได้ทุกวัน รับรองว่าท่านและครอบครัว
มีความสุขแน่นอน ท่านจะไปเที่ยวที่ไหนๆ สิ่งศักดิ์สิทะธิ์จะคุ้มครองดูแลบ้านท่านเพราะพวกเขาได้ใช้บ้านท่านเสริม
บารมี อาจแสดงอะไร ๆ หรือดลจิตดลใจพวกขโมยขโจรไม่กล้าเข้าบ้านท่าน ตลอดทั้งเทวดาประจำตัวท่านก็มีบารมี
เพิ่มขึ้นก็จะดูแลรักษาท่านไปทั่วทุกแห่งหน


สำหรับวันหยุดนั้น หากท่านจะมีเวลาเปิดมหาเมตตตาใหญ่
หลวงปู่มั่นท่านกล่าวว่า เทวดาชอบฟังมากที่สุดครับ

ท่านหลับตาระลึกตามไปในบทสวดทำวัตรเช้า - เ็ย็น พอหลายวันชักจะชินแล้วต่อไปก็ไปหาซื้อหนังสือ
ทำวัตรเช้าเย็น มาอ่านพร้อม ๆ กันไปกับเสียงสวด ลองดูสักเดือนน๊ะครับท่านจะรู้สึกสบายใจอย่างประหลาด




รูปภาพ
แก้ไขล่าสุดโดย wisnu 01 เมื่อ จันทร์ 28ส.ค.2017 19:46, แก้ไขแล้ว 7 ครั้ง.
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: ขอเชิญท่านกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ชมทัชมาฮาล

โพสต์โดย pook » จันทร์ 04ก.พ.2013 09:47

ขอบคุณครับ นับเป็นวาสนา ไม่ได้ไปดูด้วยตา ก็ยังได้รับรู้จากความเมตตาของท่าน
pook
มือเก๋า
มือเก๋า
 
โพสต์: 273
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 18เม.ย.2011 13:38

Re: ขอเชิญท่านกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ชมทัชมาฮาล

โพสต์โดย wisnu 01 » เสาร์ 09ก.พ.2013 06:52

wisnu 01 เขียน:
รูปภาพ


หลวงพ่อสุโขทัยไตรมิตร (พระพุทธรูปทองคำ)


เทศนาวันหยุด 9/2/56 เรื่อง บ้านที่แท้จริง หลวงปู่ชา>>คลิก ?




รูปภาพ



วันหยุดสัปดาห์นี้ ขอนำพระนำคำสอนจาก หลวงปู่ชา สุภัทโท
มาให้ท่านรับฟังกันครับ ลองฟังกันดูครับ อนุโมทนาครับ
แก้ไขล่าสุดโดย wisnu 01 เมื่อ จันทร์ 18ก.พ.2013 06:11, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: ขอเชิญท่านกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ชมทัชมาฮาล

โพสต์โดย 3324 » จันทร์ 11ก.พ.2013 06:33

ขอบคุณเพื่อนมากครับ เหมือนได้้ไปเที่ยวเองเป็นประโยชน์และได้ความรู้ความศรัทธาอย่างมาก
3324
มือเก๋า
มือเก๋า
 
โพสต์: 119
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 15มิ.ย.2011 14:23

Re: ขอเชิญท่านกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ชมทัชมาฮาล

โพสต์โดย wisnu 01 » พฤหัสฯ. 10ก.ย.2015 19:33

pook เขียน:ขอบคุณครับ นับเป็นวาสนา ไม่ได้ไปดูด้วยตา ก็ยังได้รับรู้จากความเมตตาของท่าน

ขอบคุณครับท่าน pook ขอให้ท่านรับผลบุญจากการได้ชมและมีความสุขตลอดไปครับกระผม
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: ขอเชิญท่านกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ชมทัชมาฮาล

โพสต์โดย wisnu 01 » พฤหัสฯ. 10ก.ย.2015 19:44

3324 เขียน:ขอบคุณเพื่อนมากครับ เหมือนได้้ไปเที่ยวเองเป็นประโยชน์และได้ความรู้ความศรัทธาอย่างมาก

ขอบคุณอาจารย์เหน่งครับ เป็นกำลังให้กระผมมากครับ ท่านวรเดช จันทรศร ครับ สำหรับฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษนั้นกระผมได้นำเสนอทุกสัปดาห์อยู่แล้ว เว้นแต่จะไปนอกบ้านในวันเสาร์อาทิตยอาจขลุกขลักไปหน่อยครับ แต่ก็นาน ๆ จะสักครั้งครับ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: ขอเชิญท่านกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ชมทัชมาฮาล

โพสต์โดย wisnu 01 » เสาร์ 12ก.ย.2015 08:00

วันนี้เป็นวันพระ เชิญท่านชมกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล
เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ตัวท่านและครอบครัวครับ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


cron