สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

จิตวิทยา ศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนธรรม

Moderator: สมาชิกหนุ่ม11

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

โพสต์โดย 3111 » 08 มี.ค. 2014, 18:09

ผมได้รับแจกหนังสือ ?สู้ไม่ถอย? ๑๐๐ ปี ชาตกาล พระธรรมวิสุทธิมงคล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ในพระราชพิธียกช่อฟ้าอุโบสถ วัดนพวงศาราม จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2557 สารัตถะในหนังสือเล่มนี้แบ่งเป็นหลายตอน เริ่มจาก ชีวประวัติองค์หลวงตา , พระธรรมเทศนาองค์หลวงตามหาบัว , การเดินจงกรม นั่งสมาธิ ปฏิบัติจิตตภาวนา , นิทานหลวงตา , หลวงตากับพ่อแม่ครูบาอาจารย์และศิษยานุศิษย์ วัดป่าบ้านตาด , อำนาจแห่งบุญคุณพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น , หลวงตากับพ่อแม่ครูอาจารย์สายหลวงปู่มั่น , โอวาทธรรมยามอาพาธ ,หลวงตาสงเคราะห์โลก และภาคผนวก

หนังสือเล่มนี้ทรงคุณค่ายิ่งนัก คณะศิษยานุศิษย์วัดป่าบ้านตาดได้จัดพิมพ์อย่างประณีตวิจิตรบรรจงเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่องค์หลวงตามหาบัว การรังสรรงานก็เต็มไปด้วยสารัตถะซึ่งพุทธศาสนิกชนคนไทยควรจะต้องทราบในพุทธศาสนธรรม ซึ่งองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ได้ให้โอวาทธรรมเอาไว้หลายวาระหลายโอกาส พุทธศาสนิกชนท่านใดได้อ่านจะวางหนังสือเล่มนี้ไม่ลง ผมได้อ่านผ่านไปสองรอบแล้ว เห็นว่ามีประโยชน์ต่อการพัฒนาจิตวิญญาณมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง จึงอยากจะนำสาระสำคัญต่างๆมานำเสนอให้ท่านที่สนใจได้นำไปปฏิบัติผ่านกระทู้ที่ผมได้ตั้งขึ้นใหม่ว่า ? สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน "

รูปภาพ


ผมจะคัดสาระที่ควรรู้ในแต่ละบทมานำเสนอเป็นตอนๆ ซึ่งผมได้ตั้งใจแล้วว่าผมจะอ่านเนื้อหาและพิมพ์กับมือของผมเองโดยไม่ไปก๊อปปี้มาจากเว็บไซท์ต่างๆ เพื่อผมจะได้จำให้ขึ้นใจและสามารถนำมาใช้ได้ทุกขณะจิตและทุกขณะของอารมณ์ ธรรมเทศนาขององค์หลวงตามหาบัวซึ่งเผยแพร่ทางวิทยุกระจายเสียงและทางเว็บไซท์หลวงตาดอทคอม รวมถึงทางทีวีออนไลน์ ผมได้ฟังมาหลายปีมาแล้วตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา ตอนแรกก็ฟังจากวิทยุในรถยนต์ก่อน FM 103.25 mh (เดี๋ยวนี้ก็ยังฟังอยู่ครับ) ต่อมาก็เข้าไปอ่าน ฟัง และดูจากเว็บไซท์หลวงตาดอมคอม เป็นองค์ความรู้ที่เป็นสวากขาตธรรม ดีมากจริงๆครับ ใครฟังแล้วจำได้และนำไปปฏิบัติก็จะยังให้เกิดประโยชน์และความสุขต่อตนเองและครอบครัวชั่วนิจนิรันดร์.


รูปภาพ


รูปภาพ


สิ่งที่แก้ตัวไม่ได้ในปัจจุบัน

สิ่งที่แก้ตัวไม่ได้ในปัจจุบัน ได้แก่ การเกิด คือ การเกิดมาแล้วจะเป็นสัตว์หรือเป็นมนุษย์ ย่อมแก้ไขไม่ได้ในชาติหนึ่งๆเหมือนสอบไล่ชั้นนั้นๆ เมื่อสอบตกในขณะนั้นแล้ว จะขอสอบแก้ตัวใหม่ย่อมไม่ได้ ต้องเรียนต่อไปอีกจนมีภูมิความรู้ควรจะสอบและโอกาสอำนวยแล้วจึงจะสอบได้อีก ถ้าสอบได้ก็เลื่อนชั้นขึ้นไป เราเกิดมาเป็นมนุษย์และสัตว์ จะถูกหรือผิดก็เกิดมาแล้ว เป็นสัตว์ประเภทใดก็เป็นเต็มที่ เป็นคนชั้นไหนก็เป็นคนเต็มที่ ถ้าขาดตกบกพร่องอวัยวะส่วนใดขาดเต็มที่ จะแก้ไขรูปร่างและส่วนบกพร่องของอวัยวะให้สมบูรณ์ก็แก้ไขไม่ได้ ถ้าเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอวัยวะก็เป็นเต็มที่ สิ่งเหล่านี้ถ้าส่วนใดบกพร่องย่อมแก้ไขลำบาก ไม่เหมือนเครื่องอะไหล่ของเครื่องจักรเครื่องยนต์ซึ่งมีขนาดพอหาซื้อได้ในห้างร้านต่างๆ เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่ให้ประมาทในคุณค่าแห่งการเกิดของตน กำเนิดที่ต่ำเช่นสัตว์มีมากเหลือประมาณ ไปที่ไหนเจอแต่สัตว์ ในน้ำก็มี บนบกก็มี บนต้นไม้ ชายเขา ใต้ดิน บนอากาศ มีเกลื่อนไปหมด เพราะกำเนิดต่ำ สัตว์เกิดได้ง่าย แต่มนุษย์เราเกิดยากกว่าสัตว์ ฉะนั้น ความเป็นมนุษย์จึงเป็นลาภอันสูงสุดในชาตินี้

คำว่ามนุษย์สมบัติจึงหมายเอา อวัยวะสมบูรณ์ประจำชาติของมนุษย์ ไม่บกพร่องส่วนต่างๆของร่างกายและวิกลจริต ส่วนสมบัติตามมาที่หลังนั้นเป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากมนุษย์สมบัติอันแท้จริง ไม่เป็นของจำเป็นยิ่งกว่า ความมีอวัยวะอันสมบูรณ์ สมบัติเงินทอง เป็นต้น แม้แต่คนตาบอดหูหนวกเขายังพอมีได้ แต่อวัยวะสมบัตินี้เป็นสมบัติก้นถุงแท้ คือ เป็นทุนที่จะให้บำเพ็ญประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรมได้ตามความปรารถนา ทั้งเป็นเครื่องมืออันดีเยี่ยมในการสร้างโลกและสร้างธรรม เพื่อสวรรค์สมบัติและนิพพานสมบัติเพราะเป็นศูนย์กลางแห่งภพชาติทั้งมวล สามารถสร้างตัวให้ดีเด่นได้ทั้งทางโลกและทางธรรม ฉะนั้นความเป็นมนุษย์จึงเป็นผู้มีภาชนะสำหรับรับรอง ทั้งกองสมบัติเงินทองของมีค่าในโลกทั้งโลกุตตรภูมิสมบัติ จึงควรภาคภูมิใจในบุญวาสนาของตนที่จะพบพระพุทธศานาอันเป็นศาสนาที่บริสุทธิ์ทั้งเหตุทั้งผล

เวลานี้เรากำลังอยู่ในมัชฌิมา คือศูนย์กลางของโลก สัตว์ดิรัจฉานก็ไม่ได้ไปเกิด นรกคือแดนหาความสุขกายสบายใจไม่ได้ก็ไม่เคยประสบกำเนิด เปรตผีได้ยินแต่ชื่อ แต่ไม่ได้เป็นสัตว์ประเภทนั้น คือเราเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ ฉะนั้นจึงควรเห็นคุณค่าในตัวเราและชีวิต จิตซึ่งครองตัวอยู่ขณะนี้ พยายามอบรมดัดแปลงวิถีทางเดินของชีวิตและจิตใจ ให้เป็นไปด้วยความสม่ำเสมอและราบรื่น ทั้งทางโลกและทางธรรม จะมีความสุขกายสุขใจ อยู่ในโลกนี้ก็เห็นประจักษ์ใจ ถ้ามีธรรมเครื่องดัดแปลงให้ถูกทางจะไปโลกหน้าก็คือใจดวงกำลังดัดแปลงอยู่ ณ บัดนี้ จะเป็นผู้พาไป ไม่มีสิ่งใดจะไปโลกหน้าได้ นอกจากจิตดวงเดียวซึ่งเป็นของละเอียดยิ่งกว่านี้เท่านั้น

เราทุกท่านต่างก็เป็นช่างผู้ฝึกฝนอบรมตน อย่างไรจะเป็นที่มั่นใจ โปรดกระทำลงไปจนสุดความสามารถในขณะมีชีวิตอยู่ ถ้าชีวิตหาไม่แล้วจะสุดวิสัย เพราะร่างกายแตกสลาย ต้องหมดทางเดินทันทีที่ชีวิตสิ้นสุดลง การบำเพ็ญความดีทุกประเภทเป็นต้นว่า เคยบำเพ็ญทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาก็ทำต่อไปอีกไม่ได้ ทำให้ขาดไปเสียทุกอย่าง เราจึงไม่ควรเห็นสิ่งใดว่าเป็นของมีคุณค่ายิ่งกว่าใจ ซึ่งกำลังรับผิดชอบในสมบัติทุกสิ่งอยู่เวลานี้

ผู้มีความเจริญรุ่งเรืองทั้งทรัพย์ภายนอกและทรัพย์ภายใน คือคุณสมบัติของใจ ท่านเจริญรุ่งเรืองได้เพราะการฝึกดัดแปลง อย่าเข้าใจว่าเป็นไปจากเหตุอื่นใดทั้งสิ้น เพราะ กาย วาจา ใจ เป็นสิ่งอบรมดัดแปลงได้ด้วยกัน ไม่เช่นนั้นจะหาคนดีคนฉลาดไม่ได้ในโลกมนุษย์เรา และจะไม่ผิดอะไรกับสัตว์ที่มิได้ฝึกหัดดัดแปลงเลย สิ่งที่จะทำให้คนดีคนชั่วได้จึงขึ้นอยู่กับการฝึกหัดดัดแปลงตัวเองตามใจชอบ ผลก็กลายเป็นคนดีคนชั่ว และ สุข ทุกข์ ขึ้นมาเป็นเงาตามตัว ฉะนั้นการไม่ปล่อยตัว คือให้อยู่ในกรอบของการสังเกตสอดรู้ของตัวเสมอนั่นแล เป็นทางเจริญก้าวหน้า ผู้ชอบความเจริญก้าวหน้าจงเป็นผู้สงวนตน

คำว่า ธมฺโม ทเว รกฺขติ ธมฺมจารี ธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรมก็ดี น ทุคฺคตึ คจฺฉติ ธมฺมจารี ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมไม่ตกไปในที่ชั่วก็ดี ธรรมทั้งสองบทนี้จึงไม่ต้องมีต้นมีปลาย คือ ยังคงเส้นคงวาอยู่ตลอดกาล

(อริยสัจนอก อริยสัจใน ณ วัดป่าบ้านตาด ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๗)

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย 3111 » 09 มี.ค. 2014, 06:57

สิ่งติดตัวที่โลกมองไม่เห็น

สิ่งติดตัวที่โลกมองไม่เห็น พระพุทธเจ้าท่านมองเห็นชัดเจน พระสาวกอันดับที่สองมองเห็นชัดเจน คือ บาปและบุญติดอยู่กับหัวใจ นี่ละพาให้ไปเกิดในภพชาติต่างๆ มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงต่างกัน เพราะบาปบุญมีมากมีน้อยภายในจิตใจ อันนี้เป็นเชื้อพาให้เกิดดีชั่วต่างๆ ท่านจึงแสดงว่า กมฺมํ สตฺเต วิภชติ ยทิทํ หีนปฺปณีตํ กรรมเป็นเครื่องจำแนกแจกสัตว์ให้มีความประณีตเลวทรามต่างกัน เพราะฉะนั้นสัตว์โลกเกิดแม้จะเป็นประเภทเดียวกันก็ไม่เหมือนกัน มนุษย์เหมือนกันก็ไม่เหมือนกัน รูปร่างกลางตัวก็ไม่เหมือนกัน ลักษณะท่าทีกริยาจริตนิสัย ความมีความจน ความโง่ความฉลาด ไม่ได้เหมือนกันเลย มันฝังอยู่ในจิตใจพาให้มาเกิด การแสดงออกจึงแสดงออกจากใจทั้งนั้นแหละ อันนี้ติดตัว

ท่านจึงให้ระวังสิ่งที่ติดตัวที่เป็นภัยแก่ตัวคือบาปกรรม อย่าพากันหาญทำนะ หาญทำก็คือหาญทำลายตัวเองนั้นแหละไม่ใช่อะไร อะไรที่ดีพระพุทธเจ้าสอนให้เชื่อ ถ้าเชื่อกิเลสแล้วจะจมไปตลอด ถ้าเชื่อธรรมแล้วจะฟื้น มีทางหลบตัวหลีกตัวให้เล็ดลอดไปได้ ถ้าเชื่อธรรมมีทางเล็ดลอดได้

(สิ่งติดตัวที่โลกมองไม่เห็น ณ วัดป่าบ้านตาด ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๔๘)

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย 3111 » 09 มี.ค. 2014, 17:29

การท่องเที่ยวใน ?วัฏสงสาร?

ที่เป็นเช่นเดียวกับเราไปบ้านน้อยเมืองใหญ่ในเมืองมนุษย์เรานี่เอง ไปบ้านนอกบ้านนา หรือเมืองนอกเมืองไหนก็ตาม นั่นก็ขึ้นอยู่กับเงินหรือสมบัติ ถ้ามี ?แก้วสารพัดนึก? คือเงินแล้ว ไปไหนก็สะดวกกายสบายใจ หากไม่มีก็ลำบาก การท่องเที่ยวใน ?วัฎสงสาร? ก็ต้องอาศัย ?คุณงามความดี? ที่ได้สั่งสมไว้ภายในใจติดแนบตนไปในภพนั้นๆ

การเกิด เราจะบังคับ หรือต้องการเกิดในสถานที่เช่นไร ย่อมจะเป็นไปตามที่เราต้องการนั้นไม่ได้ ท่านว่า ?ต้องเป็นไปด้วยอำนาจแห่งกรรม หรือวิบากแห่งกรรม? ที่ตนได้ทำไว้ จะพาให้เกิด ให้อยู่ ให้สุข ให้ทุกข์ ซึ่งเป็นความจริงอันถูกต้องมาแต่กาลไหนๆ ลบล้างไม่ได้ ใครจะจะมีความรู้ความฉลาดสามารถเพียงไร มาลบล้างกรรมและผลของกรรม คือ สุข ทุกข์ ที่มีอยู่กับบรรดาสัตว์ทั่วไปใน ?วัฎสงสาร? นี้ ลบล้างไม่ได้.

(ทรัพย์ทางกาย ทางใจ สมบัติอันพึงใจ ณ วัดป่าบ้านตาด ๑๙ มกราคม ๒๕๑๙)

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย 3111 » 10 มี.ค. 2014, 04:40

กรรมพาไป

จิตวิญญาณอยู่บนฟ้าอากาศเต็มไปหมด เราเห็นได้ที่ไหน เห็นแต่นกมันบินมาบนฟ้าเท่านั้น แต่จิตวิญญาณของสัตว์ที่เต็มยั้วเยี้ยๆอยู่ทั้งในน้ำและบนบกมีอยู่ทั่วไปหมด จิตวิญญาณไม่มีอะไรเป็นอุปสรรค กรรมพาไปไหนไปได้หมด เกิดได้หมดทั้งนั้น เสาะแสวงหาเรื่องบาปเรื่องบุญนี้มันมีอยู่กับใจ บังคับให้ไปเกิดได้หมด เพราะฉะนั้นจึงอย่าพากันกล้าหาญ ไม่มีอะไรจะเป็นอุปสรรคต่อกรรมดีกรรมชั่วได้ กรรมดีกรรมชั่วนี้ไสเข้าไปได้หมดเลย

ที่ท่านว่าไม่มีอานุภาพใดเหนืออานุภาพแห่งกรรมดีกรรมชั่วไปได้ คือครอบโลกธาตุ ใครจะพูดขนาดไหนก็มีแต่กิเลสหลอกให้มาพูด แล้วไปทำลายตัวเองผู้พูดนั้นแหละ อย่างนี้ทั่วไปหมด เพราะกิเลสนี้กล่อมสัตว์โลก กล่อมได้เก่งมากทีเดียว ไม่ได้มีเครื่องเทียบเคียง วัดดวงกันแล้วจะไม่รู้กลอุบายของกิเลสที่มันแทรกอยู่ในจิต

(มีสติรักษารักษาตัวแล้วจิตไม่วุ่น ณ วัดป่าบ้านตาด ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๕)

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย 3111 » 10 มี.ค. 2014, 21:40

อย่างที่ผมได้เรียนให้ท่านๆได้ทราบไปแล้วว่าผมได้ฟังธรรมเทศนาจากหลวงตามหาบัวในรถยนต์ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา เวลาขึ้นนั่งรถยนต์ปุ๊บผมจะเปิดสถานีเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM 103.25 Mh ทันที ตอนเช้าหลังเคารพธงชาติแล้วจะมีการถ่ายทอดสดจากวัดป่าบ้านตาด อุดรธานี หรือที่สวนแสงธรรม พุทธมณฑล นครปฐม (เวลาท่านมา กทม.) ก่อนจบธรรมเทศนาหากมีเวลาและไม่เหนื่อยจนเกินไปนักท่านก็จะเล่านิทานอิงธรรมะให้ญาติโยมฟัง สนุกสนานได้ความรู้ดีครับ ต่อมาเจ้าหน้าที่และพระที่รับผิดชอบการกระจายเสียงมักจะเอาเทปธรรมเทศนาซึ่งมีสาระพุทธธรรมที่พุทธศาสนิกชนควรจะต้องรู้มาเปิดให้ฟังตอนก่อนเที่ยงบ้างตอนบ่ายบ้าง ในบางครั้งก็จะมีนิทานหลวงตาติดมาบ้าง ศิษยานุศิษย์ทั้งหลายชอบฟังกันมากครับ วันนี้ผมจะนำนิทานหลวงตามาเล่าคั่นสาระธรรมที่ควรรู้ เชิญอ่านกันดู ก็จะทราบอารมณ์ขันของท่านได้ดีครับ

อิมัง ควันถมดัง อธิฏฐามิ

เรื่องของการสูบบุหรี่ ทำให้เรานึกถึงพระชื่อ พระกอง อายุเกิดปีเดียวกันกับเรา เป็นเพื่อนกัน อยู่บ้านโนนทัน หนองตูม ท่านเป็นคนนิสัยชอบตลก เรายังไม่ลืม เราเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเป็นฆราวาส ตอนบวชท่านบวชก่อนเราพรรษาหนึ่ง แต่อายุเราเท่ากัน คือตอนบวชเป็นเณร พออายุถึงพระท่านก็บวชเลย ส่วนเราถึงพระแล้วเรายังไม่บวช อายุเกือบ ๒๑ ปี เราถึงบวช ๒๐ ปี กับอีก ๙ เดือน เพราะฉะนั้นท่านถึงบวชก่อนเราพรรษาหนึ่ง ทีนี้บวชแล้วเราก็ไปคุยกับท่านที่กุฏิ ท่านเป็นคนนิสัยชอบพูดตลก เหมือนกับจะหัวเราะแต่ไม่หัวเราะ มันทำให้คนอื่นหัวเราะจะตาย นิสัยมันเป็นอย่างนี้นะคนเรา

ตอนที่ยังไม่เคยคิดเคยอ่านก็เคยสูบบุหรี่อยู่บ้าง เห็นเขาสูบเราก็สูบเหมือนกัน ทีนี้พอเห็นเขาสูบปุ๊บ เราก็หยิบปั๊บมาสูบ พระองค์นั้นนั่งอยู่ด้วยกัน พูดขึ้นมาว่า ?ไอ้พระใหม่นี่มันบวชมาไม่มีธรรม ไม่มีวินัย? ว่าอย่างนั้น บวชมาไม่มีธรรม ไม่มีวินัย บุหรี่นี้พินธุอธิษฐานแล้วหรือยัง พินธุอธิษฐานคืออธิษฐานผ้าที่ได้มาใหม่ พินธุอธิษฐานให้ถูกต้องตามพระวินัยแล้วจึงจะเอามาใช้ได้ ทีนี้ท่านเห็นเราสูบบุหรี่ท่านก็พูดเฉยเลย พินธุอธิษฐานบุหรี่แล้วหรือยัง พูดแล้วยังทำหน้าขึงขังเลยนะ ไอ้เราก็เชื่อซิ เห็นทำหน้าขึงขัง เหมือนเราผิดจริงๆ ไม่ธรรมดาเลยนะ ?ไอ้พระใหม่นี่ไม่มีธรรม ไม่มีวินัยเลยนะ? เราก็งงๆ ไม่มีธรรมไม่มีวินัยอย่างไร ?บุหรี่นี่นะได้พินธุอธิษฐานแล้วหรือยัง สูบสุ่มสี่สุ่มห้า? ท่านว่าเราแล้วทำเฉยเลยนะ เราก็ไม่คิดเลยว่าบุหรี่ต้องอธิษฐานเหมือนผ้า เห็นพระองค์อื่นสูบก็ไม่เคยพินธุอธิษฐาน ที่ท่านว่าให้เรา คือเราเป็นเพื่อนกัน ทำหน้าขึงขัง เราก็เลยเชื่อ ถามท่านว่าต้องพินธุอธิษฐานด้วยเหรอ ?โห อะไรไม่รู้หรอกหรือนี่ บวชมาขนาดนี้แล้วยังไม่รู้พระวินัยอีกเหรอ ตาย ตาย? ทีนี้เรายิ่งร้อนใหญ่ซิ นึกว่าเราผิดวินัย ก็เลยถามว่า แล้วพินธุอธิษฐานบุหรี่นี้เขาพินธุอธิษฐานกันว่าอย่างไร เราก็ว่าอย่างนั้น ไม่รู้นี่นา เพิ่งจะมาทราบก็ตอนนี้แหละ ?โห ตาย ตาย บวชมาขนาดนี้แล้วยังไม่รู้ นี่อาบัติมาเท่าไหร่แล้วไม่รู้นี่? แนะยังขู่เราอีกนะ พูดจาไม่มียิ้มๆอย่างนี้หรอกนะ พูดเสร็จบอกคำอธิษฐานแค่นี้ก็พูดไม่ได้ ?ก็มันจะไปยากอะไร? แล้วไอ้ที่มันไม่ยากนะคืออะไร

อิมัง ควันถมดัง อธิฏฐามิ ?อะไรนะ? อิมัง ควันถมดัง อธิฏฐามิ โถ ๆ ๆ ๆ อิมัง ควันถมดัง ถมดังก็คือจมูกนั้นเอง เข้าใจไหม ควันมันออกจมูกนั้นไง ดูพูดเข้าซิ เรากำลังร้อนๆอยู่ พูดออกมาได้ อิมัง ควันถมดัง อธิฏฐามิ พูดไปก็ขู่เราไป คนหนึ่งร้อนเป็นไฟ มาพูดโกหกกันได้ เราก็ไม่ลืมเลยเพื่อนคนนี้ ไอ้ควันถมดังถมจมูกคนนี้ รู้สึกตอนนี้ท่านคงตายไปแล้ว อืม ตายก่อนเราสินะนี่ อาจารย์เราตายไปแล้ว แต่เรายังอยู่ หึ หึ หึ

อย่างนี้แหละนิสัยของคนชอบพูดตลก เวลาขู่เรา เรานึกว่าผิดจริงๆ เวลาขู่ไม่มีท่าทางว่าเป็นลักษณะหยอกเล่น เสียดายท่านตายไปก่อนหน้านี้หลายปีแล้ว ฮืม อิมัง ควันถมดัง อธิฏฐามิ ขบขันดีเนอะ.

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย 3111 » 11 มี.ค. 2014, 07:04

กรรมให้ผล

ยกตัวอย่างให้เห็นเลยเพราะเป็นเรื่องมาแล้ว พวกนี้เป็นพวกเศรษฐี มีเงินมีทองมาก ถ้าไม่มีธรรมะแล้วลืมตัว ทำความเสียหายแก่ตน ไม่ว่าลูกใครเมียใครไปเอาหมดเลย ทำลายจิตใจของคนขนาดไหน ความเจ็บความแสบทั้งหมดเข้ามาหาผู้ที่ทำนี้ทั้งหมด เพราะเป็นผู้ทำเป็นผู้สร้างกรรม กรรมจะไปไหนก็มาหาผู้นี้ทั้งนั้น เราอย่าเพลินกับฟืนกับไฟ ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่สดๆร้อนๆ เราจึงอย่าดื้ออย่าด้านทะเยอทะยานหรือด้วยความลืมเนื้อลืมตัวด้วยความคึกคะนอง นั้นแหละคือไฟจะเผาเรา ทุ สะ นะ โส นี้กล่าวไม่จบนะ

เปรตตัวที่หนึ่ง กล่าวว่า ทุ คือ ?ทุชฺชีวิตมชีวิมฺหา เยสํ โน น ททามฺห เส วิชฺชมาเนสุ โภเคสุ ทีปํ นากมฺห อตฺตโนติ?

พวกเราทั้งหลายเหล่าใด ในเมื่อยังมีโภคทรัพย์อยู่ ก็ไม่ได้ทำบุญ ให้ทาน ไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน

พวกเราทั้งหลายเหล่านั้น จัดว่าเป็นผู้มีชีวิตอันชั่วช้าลามกที่สุด

เปรตตัวที่สอง กล่าวว่า สะ คือ ?สฏฺฐี วสฺสสหสุสานิ ปริปุณฺณานิ สพฺพโส นิรเย ปจฺจมานานํ กทา อนฺโต ภวิสฺสติ?

เมื่อพวกเราทั้งหลายถูกไฟไหม้ในนรกตั้ง ๖ หมื่นปีบริบูรณ์ เมื่อไรที่สุดแห่งความทุกข์เหล่านี้ จะปรากฏแก่พวกเรา

เปรตตัวที่สาม กล่าวว่า นะ คือ ?นตฺถิ อนฺโต กุโต อนฺโต น อนฺโต ปฏิทิสฺสติ ตทา หิ ปกตํ ปาปํ มม ตุยฺหญฺจ มาริสาติ?

ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลายที่สุดแห่งทุกข์ของเรานั้นย่อมไม่มี ที่สุดแห่งทุกข์นี้จะมีมาจากไหนเพราะว่ากรรมชั่วช้าลามกเหล่านั้น พวกเราและท่านทั้งหลายได้ทำไว้เต็มที่แล้ว

เปรตตัวที่สี่ กล่าวว่า โส คือ ?โสหํ นูน อิโต คนฺตวา โยนึ ลทฺธาน มานุสึ วทญฺญู สีลสมฺปนฺโน กาหามิ กุสลํ พหุนฺติ?

เรานั้น เมื่อได้พ้นจากนรกนี้แล้ว จะเป็นผู้ไม่ประมาท เป็นผู้มีปัญญาถึงพร้อมด้วยด้วยศีลด้วยทาน จะกระทำกุศลให้มากมูนแน่นอน

ในเวลากล่าวคาถานั้นต่างมีความรื่นเริง เหมือนกับว่าจะได้พ้นจากนรกในวันพรุ่งนี้ ทั้งๆที่ตั้ง ๖ หมื่นปี ฟังซิ มีเวลากระหยิ่ม นรกร้อนขนาดไหน พอพ้นจากนรกแล้วจะไปสร้างบุญกุศลให้เต็มความสามารถให้มากมูนที่สุดเลย แล้วกระหยิ่มในขณะนั้นครู่หนึ่งเหมือนว่าจะได้พ้นจากนรกในวันพรุ่งนี้ นี่ละ ทุ สะ นะ โส

คือ ทุ นั้นหมายความว่า จะกล่าวคาถาเต็มบทเต็มบาทตามที่กล่าวตะกี้นี้ กล่าวไม่ทันจบ ทุ ได้คำเดียวเท่านั้น คือตกนรกนะ จากผิวหม้อน้ำร้อน พูดง่ายๆ จากผิวหม้อนี่ลงไปจนกระทั่งก้นหม้อนั้น ๖ หมื่นปี จึงลอยขึ้นจากก้นนั้น โผล่ขึ้นมานี้อีก ๖ หมื่นปี กว่าจะมาถึงผิวนี้ ๖ หมื่นปี พอมาถึงผิวนี้แล้วจะกล่าวคาถาเพียงข้อเดียวคือ ทุ เท่านั้น ไม่ทันจะกล่าว ทุชฺชีวิตมชีวิมฺหา ไม่ทัน แต่ละคนกล่าวได้เพียงคำเดียวคือ ทุ สะ นะ โส จมแล้วๆ เร็วขนาดไหน จะกล่าว ๔ บาท คาถาเท่านั้นไม่จบ ได้เพียง ๔ คำนี้เท่านั้น จมแล้วๆ นี่ก็คือพวกก่อกรรมหนัก เราจึงจะเห็นว่าเป็นของสนุกสนานรื่นเริงไม่ได้ เราอย่าเพลินกับฟืนกับไฟ

(สุคติ ทุคติ ณ วัดป่าบ้านตาด ๑๔ มีนาคม ๒๕๓๒)

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย 3111 » 12 มี.ค. 2014, 14:39

ให้ระวังการกระทำของเรา

ไปตามโรงพยาบาลดูแล้วสลดสังเวชนะ ในโรงพยาบาลมันเป็นป่าช้าคนเป็นคนตาย ไปนรกก็มี ไปสวรรค์ก็มี ที่วกเวียนสัมภเวสีหาที่เกิดก็มี จิตวิญญาณเป็นสัมภเวสีนี้ กรรมชั่วก็ไม่มาก กรรมดีก็ไม่มาก เป็นสัมภเวสีหาที่เกิด ผู้มีกรรมชั่วมากก็ลงนรก ผู้มีกรรมดีมากก็ไปสวรรค์ บาปบุญเป็นพื้นเพที่จะให้ไปนรกไปสวรรค์ อย่าเห็นแต่ว่าอยากได้อยากทำก็ทำไป ไม่คำนึงถึงดีและชั่วซึ่งมันจะติดตัวไป เวลาทำกรรมดีกรรมชั่วมันจะติดไปเลยละ คำว่าบาปว่าบุญนี่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมตายแล้วก็เป็นบาปเป็นบุญ ไปลงนรกก็เยอะ ไปสวรรค์ก็เยอะ หากสู้นรกไม่ได้นรกนี่ไหลเลยนะตายแล้ว ให้พากันสร้างกรรมดีนะ เวลามีชีวิตอยู่อย่าพากันเพลิดเพลินไม่รู้เนื้อรู้ตัวไม่ได้นะ ต้องระวัง เราเป็นผู้ประกันตัวของเราเอง รักษาตัวของเราเอง พึ่งตัวเอง ให้ระมัดระวังการกระทำของเราอย่าทำสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ดีเป็นการทำลายตนเอง ต้องได้คิดได้อ่านเสียก่อนจะทำอะไร เพราะทำแล้วไม่หายไปไหน บาปบุญมันติดอยู่กับผู้ทำนั่นละ ให้พากันระวังให้ดี

(ให้ระวังการกระทำของเรา ณ วัดป่าบ้านตาด ๘ มีนาคม ๒๕๕๓)

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย 3111 » 13 มี.ค. 2014, 06:00

จิตสัมภเวสี

ขอให้จำไว้ทุกท่าน ฟังให้ถึงใจ เรื่องเหล่านี้โดนได้ทุกคน เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยนอนโรงพยาบาล ดูซิมาจับแข้งจับขาดึง สัมภเวสีเสาะหาที่เกิด คือ ถ้ากรรมชั่วหนักจริงๆ ลงปึ๋งเลย ถ้าความดีนี้ก็ผึงดีดขึ้นเลย ถ้ากรรมไม่หนักมากนัก ทั้งดีทั้งชั่ว ที่เกิดไม่หนักถึงขนาด ทั้งดีทั้งชั่ว เขาเรียกสัมภเวสีแสวงหาที่เกิดเร่ร่อนอยู่ตามนั้น ใครไปก็มาขอความช่วยเหลือ บางทีมาจับขากระตุกเอาบ้าง แต่คนว่าผีหลอกๆ ไม่ได้หลอกคือมาขอความช่วยเหลือ สัมภเวสีเป็นเปรตเป็นผีนี้มีมาก เวลาทำบุญให้ทานที่เขาอุทิศส่วนกุศล พวกนี้ไม่มีญาติมาขอทานกินเยอะนะ น่าสงสารมาก คืออาศัยอยู่ตามข้างฝาข้างบ้านของเจ้าของ ของญาติของเจ้าของ ดิ้นรนหาที่พึ่งที่อาศัย ตายแล้วไม่มีที่พึ่ง คือเวลามีชีวิตอยู่นี้หาแต่ความชั่วใส่ตัวเอง หาที่อยู่ทั้งความทุกข์ร้อนอย่างเต็มตัว นี่ละจิตวิญญาณไม่เคยมีคำว่า ตาย คือในจิตแต่ละดวงๆเป็นจิตที่ไม่เคยตาย น่าสลดสังเวชมากทีเดียว จิตสัมภเวสีหาที่เกิดเพราะทุนรอนบุญกุศลไม่มี เพราะฉะนั้นใครจึงอย่าประมาท มีแต่เกิดกับตายให้เหมาะสมกับกรรมของตน แล้วเกิดที่ต่างๆกัน เอาให้ดีนะ ภาวนา จิตใจไม่ได้เจ็บไข้ เป็นแต่ร่างกาย จิตกับธรรม พุทโธอย่าปล่อยจากใจ.

(จิตสัมภเวสี ณ วัดป่าบ้านตาด ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑)

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย 3111 » 14 มี.ค. 2014, 20:51

หนีนรกมาเกิด

ในคืนวันหนึ่ง มหาเถระผู้ทรงคุณวุฒิท่านนิมิตฝันไปว่ามีนายยมพบาลมีรูปร่างใหญ่และสูงเสมอกุฏิสองชั้นที่ท่านพักอยู่ ท่าทางน่ากลัวมาก เข้ามาหาท่านแล้วถามหาตัวบุรุษผู้มีชื่อว่านายสม ผู้มีกรรมบางเบาบ้างแล้วจวนจะพ้นโทษจากนรก เธอได้รับความผ่อนผันจากการควบคุม เธอก็ขโมยนรกกลับมาเกิด ทราบว่าเธอมาบวชเป็นเณรอยู่ในวัดของท่านและเณรชื่อสม พระมหาเถระก็แปลกใจท่านจะมาเที่ยวตามหาเธอไปทำไม เวลานี้เธอกำลังบวชประพฤติศีลธรรมอยู่ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา ควรให้อภัยเธอบ้างมิได้หรือ นายยมพบาลบอกว่า ไม่ได้ท่านต้องเอาตัวเธอกลับไปนรกเพราะยังไม่พ้นโทษ เธอต้องกลับไปเสวยกรรมซึ่งเป็นสิ่งที่เธอสร้างไว้เสียก่อน อาตมาขอบิณฑบาตเณรไว้ประพฤติพรหมจรรย์ต่อไป กรรมที่ยังเหลือเล็กน้อยนั้นก็ขอให้อโหสิไปเสีย

ฝ่ายยมพบาลก็พูดยืนยันว่าไม่ได้ท่าน แม้ผมมานี้ก็มาในนามของกรรมเณรเอง มิใช่ตัวผมเป็นผู้มา แต่เป็นตัวกรรมต่างหากที่เป็นผู้พามา จึงไม่มีอคติแก่ผู้ใดต้องเป็นไปตามกรรมเท่านั้น เมื่อต่างฝ่ายต่างร้องขอต่อรองกันไม่ได้ผลเสียแล้ว พระมหาเถระจึงถามยมพบาลว่าเณรที่ขโมยมาจากนรกนานเท่าไหร่ถึงได้ตามมา เขาบอกว่ามาได้ครู่เดียวเท่านั้น ทำไมถึงได้ทันมาเกิดเป็นมนุษย์มนาและบวชเป็นเณรเร็วนักหนา เวลาของเมืองมนุษย์นี้นับว่าเร็วเสียจริงๆ แล้วเวลานี้อายุเณรได้เท่าไหร่แล้วท่าน มหาเถระตอบว่าได้ ๑๖ ปีแล้ว

เณรก็ไม่รู้อะไรกับเรื่องนี้เลยในขณะนั้น มัวแต่นอนหลับตาตามประสาของคนไม่รู้ แม้สิ่งที่ตนทำแล้วกลับมาเป็นภัยแก่ตนที่เรียกว่ากรรมตามทัน ยมพบาลบอกกับท่านว่าราว ๓ ทุ่ม ของวันรุ่งขึ้นจะมารับเณรไป พอยมพบาลลาจากไปแล้วท่านก็เริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้น สงสารเณรเป็นล้นพ้นวิสัยจะช่วยได้ กรรมช่างรู้ซอกแซกไปจนกระทั่งเวลานาทีของเมืองมนุษย์ พอเวลา ๓ ทุ่ม เณรสมเจ็บท้องถ่ายออกมาเป็นเลือดสดๆ เริ่มเวลา ๓ ทุ่มตามเวลาที่นิมิตบอกไว้ไม่มีผิดเลย พระมหาเถระและพระถามอาการ เณรก็เล่าถวายว่าเห็นจะไม่พ้นคืนนี้แน่ เพราะความรู้สึกที่เคยมีต่อโลกปรากฏว่าเริ่มขาดความสืบต่อกันหมดแล้ว ความหวังที่จะได้อยู่ในโลกอีกต่อไป ไม่มีความรู้สึกเลย มีความจากไปเท่านั้นที่เต็มอยูในธาตุขันธ์และจิตใจ การเจ็บปั่นป่วนอยู่ภายในนั้นเหมือนมีเครื่องจักรเครื่องยนต์ทำงานอยู่ภายใน ประหนึ่งอวัยวะภายในจะขาดออกมาเป็นจุณวิจุณต่อหน้าต่อตา ฉะนั้นพระมหาเถระก็รีบให้โอวาท เณรจงตั้งสติให้ดีและทูลอารธนาพระพุทธเจ้าองค์ประเสริฐสุดเข้ามาไว้ที่ดวงใจ โดยบริกรรมว่า พุทโธๆ อย่าให้เผลอเป็นองค์สรณะของใจและยึดไว้จนสิ้นลม ให้ตายกับพุทโธนี้เท่านั้น เณรอย่าเสียใจเพราะการตายนี้โลกทั้งโลกจะต้องตายเหมือนเณรนี้เท่านั้น จะต่างกันอยู่บ้างก็เพียงก่อนและหลัง แม้เราเองกำลังสอนเณรอยู่ขณะนี้ก็ต้องตายเช่นเดียวกับเณร และเราก็กำลังเตรียมตัวก่อนตายด้วยความไม่ประมาทในการบำเพ็ญภาวนาและความดี เณรประนมมือรับโอวาทของท่านด้วยท่าทางอันสงบยิ้มแย้มและบริกรรมภาวนาด้วยท่าทางองอาจกล้าหาญ ไม่สะทกสะท้านต่อโรคและมรณภัย ซึ่งเป็นที่น่าสงสารเหลือประมาณ ในเวลาประมาณ ๔ ทุ่มพอดี ธรรมสังเวชได้เกิดแก่พระมหาเถระและพระเณรที่ไปเยี่ยมอาการของเณร เฉพาะมหาเถระเกิดความสลดใจต่อกรรมซึ่งเป็นสิ่งลึกลับเหลือวิสัยที่คนธรรมดาสามัญจะทราบได้ ยิ่งทำให้ซึ้งต่อกรรมที่เกี่ยวพันชีวิตจิตใจของมวลมนุษย์ ไม่มีทางหลีกเลี่ยง

(เพื่อใจที่ได้ทุกข์ จาก หนังสือแว่นส่องธรรม)

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย 3111 » 16 มี.ค. 2014, 14:02

วันเปิดโลกธาตุ

คือเราเป็นคนพูดเอง โดยถือวันตายโยมแม่เป็นเหตุแล้วบำเพ็ญกุศล แผ่เมตตาจิตอุทิศส่วนกุศลให้สัตว์โลกทั่วแดนโลกธาตุ วันเช่นนี้ พวกเปรตทั้งหลาย ญาติของผู้ยังมีชีวิตอยู่หลั่งไหลเข้ามารอรับส่วนบุญส่วนกุศลจากญาติของตน ต่างมารออยู่เต็มหมด สลดสังเวชนะ พวกที่ดีใจก็ดีใจ รับส่วนกุศลจากญาติที่อุทิศส่วนกุศลให้ เปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติ ขึ้นสวรรค์เยอะ พวกที่มาแล้วหมดหวังกลับไปด้วยความเสียอกเสียใจ แล้วไปเสวยกรรมตามเดิมก็เยอะ ด้วยเหตุนี้ จอมปราชณ์มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น จึงสอนไว้ว่า เมื่อล้มหายตายจากกันไปแล้ว อย่าลืมบุญลืมคุณ ระลึกถึงกันแล้วให้บำเพ็ญส่วนกุศลไปให้ท่าน ผู้ตายจะได้รับจากการสร้างบุญกุศลอุทิศไปให้นั้น แล้วพ้นทุกข์ไปตามลำดับ อย่างบรรดาทหารที่มาตายอยู่ในเมืองกาญจน์ของเรามีจำนวนมหาศาล ตายในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านเหล่านี้ก็มีความหวังที่จะพึ่งญาติมิตรเพื่อนฝูง และญาติเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน เช่นพวกเราไม่ได้รู้จักหน้าค่าตากันเลย แต่เราก็เจตนาเป็นกุศล ทำบุญแล้วอุทิศถึงท่านเหล่านั้น บุญกุศลจึงไม่นิยมว่าใครเป็นญาติ ใครไม่เป็นญาติ อยู่ในฐานะที่จะได้จากผู้มีเมตตาจิตยื่นให้ด้วยการอุทิศส่วนกุศล ท่านเหล่านั้นก็รับได้ พ้นทุกข์ไปได้ ที่เราทำวันนี้จึงเป็นการถูกต้องกับขนบประเพณีที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงและพาดำเนินมา

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย 3111 » 17 มี.ค. 2014, 05:25

ทำบุญอุทิศส่วนกุศลทั่วแดนโลกธาตุ

เรานำธรรมพระพุทธเจ้ามาสอน ท่านแสดงไว้ใน ติโรกุฑฑกัณฑสูตร น่าสลดสังเวชมากเวลาไปทำบุญให้ทานพวกญาติมิตรที่หวังพึ่งใบบุญกับคนที่มีชีวิตอยู่ หลั่งไหลเข้ามาขอส่วนบุญส่วนกุศล ผู้ที่มีญาติอุทิศให้ เลื่อนชั้นภูมิไปสวรรค์ก็เยอะ ผู้ที่หน้าเหี่ยวแห้งกลับไปเสวยกรรมตามเดิมก็เยอะเพราะญาติใจดำ ไม่ได้ทำบุญให้ทานอุทิศส่วนกุศลให้ญาติของตน มาก็มาด้วยความหิวโหย กลับไปด้วยความโศกเศร้าเสียใจ ดีไม่ดีสาปแช่งญาติเสียด้วย เราเห็นเหตุการณ์นี้จึงต้องได้ทำบุญอุทิศให้สัตว์ทั่วแดนโลกธาตุ ให้เป็นญาติอันเดียวกันหมด ใครมาทำบุญให้ทาน กองบุญกุศลกองใหญ่กระจายไปทั่วหมด ให้ได้สมหวังทุกคนทุกรายไม่ว่าเป็นญาติของใครๆ เราเป็นญาติด้วยกันหมด แผ่ส่วนกุศลนี้ให้ถึงกันหมดเลย ทั้งเราก็ได้รับ พวกเปรตพวกผีที่มาอาศัยใบบุญของเราก็ได้รับพร้อมกัน เรียกว่าสมหมายทั้งสองฝ่าย นี่ละที่พาพี่น้องทั้งหลายทำ มีหลักมีเกณฑ์มาอย่างนี้
(๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๙)

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย 3111 » 18 มี.ค. 2014, 06:02

รูปภาพ


คุณค่าของการอ่านหนังสือธรรมะ

เราเห็นคุณค่าของการอ่านหนังสือด้านธรรมะเป็นสำคัญ อ่านธรรมะ ฟังธรรมะ อบรมธรรมะเพื่อดับไฟในใจ เพราะสิ่งที่ทำให้เพลิดเพลินนั้นเป็นสิ่งที่มีพิษภัยและความโศกเศร้าแฝงอยู่ในนั้น จึงนำธรรมะเข้าไปชำระในจุดนั้น เปิดออกเพื่อให้เห็นโทษของมัน ถ้ามีแต่สิ่งเหล่านั้นถึงจะมีโทษขนาดไหนก็ไม่ได้เห็นโทษ เพราะไม่สนใจดูโทษ พอธรรมะส่องเข้า เข้าไปปั๊ปก็เห็น เห็นโทษของมันมากน้อยเห็นเรื่อยๆ เห็นหลายครั้งหลายหนก็มีกำลังมากและปราบกันได้ อย่างน้อยก็อยู่ด้วยความสงบเย็นใจ ไม่ปีนรั้วปีนลูกกรงอย่างเขาว่า

เราเห็นอย่างนั้นแหละ จึงได้พิมพ์หนังสือออกแจก ทีแรกทางวัดพิมพ์แจกก่อน ทีนี้ต่อมาบรรดาลูกศิษย์ลูกหาก็พิมพ์ เลยพิมพ์กันเป็นเนื้อเป็นหนังจริงๆ ทางวัดก็เป็นอันว่าปล่อยเป็นแต่เพียงว่ารับแจก ให้ทำออกมาแล้วก็แจกประชาชนญาติโยม เพราะเราเห็นคุณค่าของการอ่านหนังสือธรรมะนี้มากอย่างฝังใจ นี่หลวงตาบัวบวชตั้งแต่หนุ่มฟ้อจนกระทั่งป่านนี้ ก็เพราะได้อ่านหนังสือธรรมะ ให้ลูกหลานทั้งหลายเอาไปเป็นคตินะ

(อะไรจะจริงยิ่งกว่าธรรม ๒๐ มิถุนายน ๒๕๓๖)

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย 3111 » 19 มี.ค. 2014, 05:19


ไปไม่ถอย สู้ไม่ถอย


รูปภาพ


จิตฟุ้งซ่านรำคาญเสียจนน้ำตาร่วงบนภูเขาก็เคยมาแล้ว นี่เวลากระแสของกิเลสมีกำลังมากตั้งสติไม่อยู่ ตั้งพับล้มผล็อยๆ จนน้ำตาร่วงบนภูเขากลับลงมาหาพ่อแม่ครูจารย์มั่นอีก มาโรงงานใหญ่ ท่านฝึกฝนอบรมเรียบร้อยแล้วไปอีก หงายกลับมาอีก ไปหลายหนหงายหลายหน ไปไม่ถอย สู้ไม่ถอย สุดท้ายก็ตั้งไข่ได้ ต่อจากนั้นจิตก็ก้าวละที่นี่ ฟัง ... นักภาวนาด้วยกัน พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาเอกด้วยการภาวนา สาวกทั้งหลายบรรลุธรรมได้ด้วยการภาวนา เราเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าแบบไหนให้เอามาคิดทุกคน ทั้งพระทั้งโยมนั่นแหละ กิเลสมันอยู่กับหัวใจ ไม่เลือกชาติชั้นวรรณะ เพศหญิงเพศชายมีอยู่นั้น แก้มันด้วยธรรมจึงจะแก้ได้ นี่ก็แก้กิเลสด้วยจิตตภาวนา ซัดกันให้เต็มเหนี่ยวเลย พูดให้มันชัดเสียนะมันจะตายแล้ว นี่ละหาของดีมาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง มันขวางโลกแล้วเหรอ พิจารณาซิ วันนี้เอาธรรมที่เป็นมงคล เราสละเป็นสละตายมา ๙ ปี ที่ออกปฏิบัติฟัดกับกิเลสนี้เป็นเวลา ๙ ปีเต็ม ผลได้เป็นที่พอใจ กิเลสขาดสะบั้นลงจากหัวใจ ตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ หลังวัดดอยธรรมเจดีย์ เวลา ๕ ทุ่มเป๋ง เราไม่เคยลืม.

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย 3111 » 20 มี.ค. 2014, 05:20

กิเลสหลอกว่า ?ตายแล้วสูญ?

มีคนจำนวนมากยังเข้าใจว่า เมื่อสิ้นใจตายไปแล้วก็สูญสิ้นจบกันเท่านั้น แท้จริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะฉะนั้นท่านจึงสอนย้ำเสมอๆว่า

สัตว์ที่ว่าตายเกิดๆ มันไม่มีที่ไปเพราะสิ่งเหล่านี้ไม่สูญ มันหากหมุนหากเวียนกันออกจากนี้ไปเป็นสัตว์ เป็นเทวบุตรเทวดา ไปเป็นอินทร์เป้นพรหมก็มี เป็นเปรตเป็นผีก็มี เปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่อย่างนี้ตั้งกัปตั้งกัลป์มาแล้ว จิตวิญญาณดวงนี้ตายไม่เป็น

เพราะฉะนั้น คำว่าตายแล้วสูญถึงขัดกันเอาอย่างมากทีเดียว เป็นกลมายาของกิเลสโดยตรงที่หลอกสัตว์โลกให้ทำชั่ว เพราะถ้าตายแล้วสูญแล้วไม่มีเงื่อนไขสืบต่อ อยากทำอะไรก็ทำ ความอยากทำคือทางเดินของกิเลสอยู่แล้ว ก็ทำตามความอยาก ตายลงไปแล้วไม่สูญละซิ ก็เสวยกรรมอยู่งั้น

อะไรจะมากยิ่งกว่าจิตวิญญาณของสัตว์โลก เต็มอยู่ในโลกอันนี้เพราะมันไม่สูญ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงตามอำนาจของกรรม เกิดเป็นนั้นเกิดเป็นนี้อยู่อย่างนั้น ตายแล้วก็เกิดๆ ตายกองกัน พวกนี้พวกตายกองกันกองทับเขากองทับเราอยู่นั้นไม่มีทางไป

เพราะจิตวิญญาณไม่สูญ มีเต็มท้องฟ้าอากาศ ที่ไหนเต็มไปหมด ไม่มีอะไรมากยิ่งกว่าธรรมชาติอันนี้ หนาแน่นที่สุด นี่ละเรียกว่ากรรมของสัตว์ คือพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ก็มากวาดเอาดวงวิญญาณเหล่านี้ ที่ว่าเป็นสัตว์เป็นบุคคลเป็นเทวบุตรเทวดาแล้วก็ถอดออกไปๆ พ้นไปๆ

ใครจึงให้สร้างความดีซิ ถ้าอยากพ้นไปตามพระพุทธเจ้า ให้สร้างความดี มันเปลี่ยนแปลงเรื่อยนะจิตวิญญาณนี่ เปลี่ยนเป็นภพนั้นชาตินี้ตามอำนาจของกรรม หมดกรรมนี้แล้วก็มีกรรมนั้นต่ออีก ภพนั้นสืบภพนี้ไปเรื่อย กรรมหนักกรรมเบามีอยู่เรื่อยๆอบ่างนั้นละ

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย 3111 » 21 มี.ค. 2014, 06:47

รูปภาพ


คติจากควาย

การที่เราตอนนี้กำลังช่วยชาติบ้านเมือง ก็ขอให้ท่านพี่น้องทั้งหลายตั้งหน้าตั้งตาให้เป็นปึกแผ่น มั่นคงแห่งความรักชาติ แห่งความสามัคคี อย่าแตกร้าว ถ้าแตกร้าวแล้วตายเลยนะ เช่น อย่างควายเป็นฝูง เขาเอามาเล่าให้ฟังนะ เราไม่เห็นกับตา แต่ก็มีความเป็นจริงที่เขาเป็นนักเลี้ยงควาย เขาอยู่ในป่า เวลาทำไร่ทำนาแล้วท้องนาเหล่านั้นมีแต่ข้าวทั้งนั้น หาที่เลี้ยงสีตว์ไม่ได้ ต้องเอาสัตว์ไปปล่อยในป่า ในดง เขาก็ตามไปเลี้ยง

ทีนี้เสือมันก็มาละซิ พอควายมันเห็นควายมันก็กระโดดจับกลุ่มปุ๊บเลยซิคราวนี้ ควายตัวใหญ่มันยืนล้อมรอบควายตัวลูก ลูกอยู่กลางแม่ เสือมันก็เดินถากไปถากมา ไม่กล้าเข้ามาทำร้ายได้เลย สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้ ก็ควายตัวพ่อตัวแม่มันหันหน้าออกมาสู้เสือ ลูกๆอยู่ข้างในหมด นี่คือเขามาเล่าให้ฟัง ควายฝูงนี้ไปไหนไม่เป็นภัยทั้งนั้น พอมีอะไรแปลกๆ มันจะร้องถึงกันหมดและจะมารุมกันทันที ลูกอยู่วงใน พ่อแม่รอบล้อมอยู่ข้างนอกอย่างนั้น เสือทำอะไรไม่ได้ ต้องล่าถอยออกไป แต่ทีนี้ตัวไหนที่มันไม่สามัคคีกัน เสือก็เอามาเป็นอาหารหมด ต่างตัวต่างเอาตัวรอด ตัวรอดเพื่ออะไร ก็เพื่อไปตายกันทั้งนั้นแหละ เสือเห็นมันแยกออกมาจากเพื่อนตัวไหน มันก็โดใส่ตัวนั้น กัดใส่ตัวนั้น สุดท้ายก็เป็นอาหารเสือ พวกที่ไม่แตกสามัคคีก็ไม่เป็นไร

พวกเราเองก็เหมือนกัน อันตรายต่อชาติบ้านเมือง คนชั่ว ความประพฤติชั่วของคนเลวทราม คนเป็นภัยต่อชาติบ้านเมือง นี่คือเสือร้ายตัวสำคัญ ที่จะมากัดวัวกัดควาย คือมนุษย์เรา บ้านเมืองไทยของเรา ให้เราจับกลุ่มกันเป็นก้อน ให้มีความรักความสามัคคีกัน มาทางไหนก็สู้ สู้เอาตายเข้าว่ากันเลย จะกัดตัวเล็กก็ไม่ได้ จะกัดตัวใหญ่ก็ไม่ได้ เพราะกลัวเดี๋ยวพุงจะทะลุ เพราะฉะนั้นอันตรายจะมาจากทางไหน ไทยก็เป็นสมบัติของไทยทุกคน เป็นชาติไทยด้วยกันทุกคน ต่างคนต่างรักชาติ รักษาสมบัติของตน ใครเข้ามาก็เจอดีแน่ เจอพุงทะลุแน่ ความรักความสามัคคี รวมกลุ่มแล้วมีพลังมากนะ ถ้าแตกกันแล้ว หาพลังไม่ได้จะมีแต่ความแตกร้าวราน ฉิบหายวายป่วงกันทั้งปวง จงให้เห็นความสามัคคีเป็นสำคัญนะ

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย 3111 » 22 มี.ค. 2014, 09:13

รูปภาพ


นิทานสูสุทอ

นิทานสูสุทอ มีใครรู้จักไหม นิทานสูสุทอ คือ คนๆนั้นนะ เขาชื่อสูสุทอ เขาเป็นคนบ้านป่า หากินตามป่าตามเขา พอหาเนื้อหาปลาได้ เขาก็เอาไปถวยนาย ก็คือเอาไปถวายให้นายนั้นเอง ภาษาบ้านเราเขาเรียกเอาไปถวยนาย เอาใส่ถุงใส่ตาข่าย เอาไปถวายให้กับนายนั้นเอง เอาไปมากเลย ต้องหามเอาไป ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นเพื่อนกับสูสุทอ ก็เอาของไปถวยนายด้วยกัน แต่ก่อนเขาไม่ได้ชื่อสูสุทอหรอกนะ เขาชื่ออะไรเราก็ลืมไปแล้ว พอเขาเอาของไปถวยนายแล้ว นายเห็นความดีความชอบ ท่านก็เลยตั้งให้มียศเป็นสูสุทอ

ทีนี้พอตอนกลับออกมา ก็ต้องถือไม้คานกลับออกมาด้วย คราวนื้ถือไม่ได้แล้ว เขาบอกว่าเขามียศเป็นสูสุทอแล้ว ก็เลยให้เพื่อนถือเอาไว้ ส่วนเขาบอกกับเพื่อนว่า มียศเป็นสูสุทอแล้ว จะมาถือไม้คานอย่างนี้ไม่ได้ ฝ่ายเพื่อนก็บอกว่า อ้าว แกเป็นสูสุทอแล้ว เราก็ต้องสูสุทอด้วย จะให้เรามาถือแบบนี้ไม่ได้เหมือนกัน แกหนักเราก็หนัก แกเป็นถึงไหน เราก็เป็นถึงนั้นเหมือนกัน สูสุทอนั้นก็ไม่สนใจบอกว่าเราต้องไปก่อนแล้วละ เจ้าเพื่อนก็บอกว่าไม่ได้ เราต้องไปก่อน สุดท้ายแล้วก็เลยต้องเดินดาหน้าออกมาพร้อมๆกัน ใครจะไปก่อนไปหลังไม่ได้ ไม่ยอมกัน สูสุทอเหมือนกันต้องไปพร้อมกัน

พอมาถึงบ้าน ลูกเต้าแกเห็นผิดสังเกตว่า เอ๊ะ ทำไมพ่อถึงได้มีลักษณะผึ่งผ่าย ท่าทางทุกอย่างเหมือนไม่ปรกติ ทำไมถึงเป็นอย่างนี้นะ แปลกหูแปลกตา พ่อผิดปรกติมากนะ อ๋อ ใช่แล้วลูก ก็พ่อเอาของไปถวายนาย ได้ความดีความชอบมา ชื่อความดีความชอบมันชื่ออะไรพ่อจำไม่ได้นะ จำได้แต่ กระทอๆๆ อะไรนี่แหละ ก็เลยต้องไปถามเสี่ยวถามเพื่อนนั่นแหละ เพื่อนมันก็รู้นะ มันก็บอก วันนั้นลูกๆก็เอาข้าวมาให้กิน แต่คนเราตั้งแต่เกิดมาไม่เคยนั่งขัดสมาด เคยแต่นั่งชันเขากินตามภาษาบ้านนอก วันนั้นลูกๆเอาข้าวมาให้กิน พอเป็นสูสุทอแล้ว ก็เลยนั่งขัดสมาดกิน ลูกๆเอาสำรับมาตั้งไว้ข้างหน้า กินไปกินมาเพลินๆ สมาดมันดีดเตะสำรับข้างหน้าโครม ลูกๆร้องกันใหญ่ บอกพ่อมาเตะสำรับทำไม ผู้พ่อก็กลัวจะเสียเกียรติ เลยบอกพ่อเป็นใหญ่แล้ว สำรับไม่คู่ควรเหมาะกับเกียรติพ่อ เอ๊ะ พ่อเป็นยังไหงนะนี้ ผิดปรกติ

ลูกๆเห็นผิดปรกติ ดังนั้นก็เลยไปถามเพื่อนพ่อที่ไปด้วยกัน ถามว่า พ่อ พ่อ เขาเรียกพ่อเหมือนกันเพราะเป็นเพื่อนของพ่อ พ่อ พ่อ ไม่รู้ว่าพ่อเป็นอะไร หลังจากกลับจากเอาของไปถวยนายแล้วก็ทำตัวผิดปรกติไป เพื่อนตอบ โอ้ย กูเห็นจนกูรำคาญจะตาย ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว พอมาถึง กูยังเอาไม้คานปาเข้าป่า แล้วก็หนีมานี่แหละ แล้วเขาได้อะไรมาละพ่อ โอ้ย นายท่านให้มันเป็นสูสุทอ มันก็เลยเป็นบ้าตั้งแต่นั้นมานั้นแหละ พอลูกๆรู้เรื่องก็หัวเราะใหญ่ อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง

เอาละ เรื่องสูสุทอก็จบลงเท่านี้ แล้วเราเล่ามานี้มันเกี่ยวอะไรกับสูสุทอละ ?คืออย่างนี้ มีกรรมการเขาไปต่างประเทศ ได้พบกับพระสังฆราช? อ๋อ ที่ว่าสังฆราชเป็นเพื่อนกับเรา เหมือนกับที่เพื่อนเป็นสูสุทอแล้วก็เป็นสูสุทอเหมือนกัน อย่างนี้เรามีเพื่อนเป็นสังฆราช เราก็เป็นสังฆราชเหมือนกันอย่างนั้นละซิ ใช่ไหม.

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย 3111 » 23 มี.ค. 2014, 11:43


อันชนกชนนีนี้รักเจ้า เทียมเท่าชีวาก็ว่าได้

สิ่งที่มีอำนาจสามารถทำให้ทุ่มเทชีวิตจิตใจและสมบัติทั้งปวงที่มีลงไป โดยไม่คิดอ่านและอาลัยเสียดายนั้นคือความรักของบิดามารดาที่มีต่อบุตรธิดา เพราะเป็นเลือดในหัวอกของตนแท้ซึ่งควรเรียกได้ว่าเป็นผู้คอยรับบาปกรรมจากบุตรธิดาอย่างสนิทใจไม่มีทางหลีกเลี่ยง การเลี้ยงดูทุกอย่างก็ทำด้วยความรักความสงสารอย่างสุดจิตสุดใจ ไม่ว่าบิดามารดานั้นๆจะเป็นชาติชั้นวรรณะใดและตกอยู่ในฐานะมั่งมีหรือยากจนเพียงไร ส่วนความรักบุตรธิดานั้นไม่มีจนและลดลงตามฐานะเลย แต่เป็นความรักที่มีสมบูรณ์และล้นฝั่งแห่งใจอยู่เสมอยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทรซึ่งมีเวลาขึ้นลงตามเวลาของมัน ความรักก็มาก การเลี้ยงดูก็ยาก การบริการทุกด้านก็ยาก ความพยายามที่จะให้บุตรธิดาเป็นคนดีในปัจจุบันและอนาคตก็ยาก ไม่มีคำว่า ?ง่าย? แฝงอยู่บ้างเลย ทุกๆอิริยาบถไม่ปรากฏว่าได้ลดหย่อนผ่อนคลายความรักความห่วงใยในบุตรธิดาลงบ้างเลย แม้จะเรียกว่า ?นรกแห่งความรัก ความห่วงใย? ก็ไม่ควรจะผิด เพราะผู้เป็นบิดามารดาของบุตรธิดาต้องตกนรกหลุมรักหลุมห่วงใยนี้ด้วยกันแทบทุกคน

บุตรธิดาทั้งหลายผู้มีบิดามารดาเป็นแดนเกิดและเลี้ยงดูจึงควรสำนึกตัวอย่างยิ่ง จะได้เห็นความสำคัญของชีวิต อัตภาพร่างกาย และความผิด ถูก ชั่ว ดี ของตน เผื่อมีความทะนงตนในความเป็นอิสระของชีวิต และความประพฤติที่เข้าใจว่าปราศจากหลักประกัน คือบิดามารดาก็จะมีทางแก้ไขให้ลดลงและกลับเห็นบุญคุณของท่านที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเรามาแต่วันอุบัติขึ้นเป็นมนุษย์ ไม่ลืมตัวจนกลายเป็นคนตีเสมอเย่อหยิ่งต่อบิดามารดา ผู้พลีชีพเพื่อบุตรธิดาตลอดมาด้วยความรักอย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่มีพิษภัยแฝงอยู่ในความรักนั้นๆเลย บุตรธิดาจะไปหาความรักความสงสารอันมีคุณค่ายิ่งจากใครและที่ไหนได้อีก นอกจากบิดามารดาแล้ว ไม่มีท่านผู้ใดจะสามารถหยิบยกให้เราได้ ดังนั้นบุคคลที่หาได้ยากในโลกจึงควรจะได้แก่บิดามารดาผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูบุตรธิดาเท่านั้นเป็นลำดับแรก การสนองตอบแทนด้วยคุณค่าอันสูงสมเกียรติจึงไม่มีสิ่งใดยิ่งไปกว่าความรู้สึกสำนึกในพระคุณ การยอมรับคำตักเตือนสั่งสอนด้วยความเต็มใจและปฏิบัติตาม ไม่ฝ่าฝืน ยึดถือท่านเป็นเส้นชีวิตและทางดำเนินโดยชอบธรรม ภาระหนักเรายอมรับ แม้ท่านห้ามในขณะเราทำผิดเรายอมจำนน ปฏิบัติตนต่อท่านประหนึ่งผ้าขี้ริ้วหรือที่เช็ดเท้า ฉะนั้นในธรรมท่านสอนไว้ว่า ควรอุปถัมภ์บำรุงบิดามารดาให้มีความผาสุกเย็นใจเป็นมงคลอันสูงสุด ดังนี้ ก็เพื่อเป็นทางที่ถูกต้องดีงามสำหรับบุตรธิดาจะพึงทำการสนองตอบท่าน การบำรุงด้วยวัตถุหรือด้วยมรรยาทอัธยาศัย ไม่ฝ่าฝืนดื้อดึงเรียกว่าการอุปถัมภ์บำรุงทั้งนั้น ตลอดการช่วยเตือนด้วยอุบายต่างๆในทางที่ชอบ หรือปลอบโยนใจให้รื่นเริงใจในเวลาที่ท่านเกิดความหงุดหงิดไม่สบายใจในบางเวลา เรียกว่าเป็นการอุปถัมภ์บำรุงทั้งนั้น

มาตาปิตุอุปัฏฐานธรรม พระพุทธเจ้าทรงเคยบำเพ็ญด้วยความเคารพเอื้อเฟื้อตลอดมา แม้ในคราวเสวยพระชาติเป็นสัตว์ที่ถือว่าเป็นชาติที่อาภัพก็ไม่ทรงลดละจนถึงความเป็นศาสดาสอนโลก ก็ยิ่งทรงเทิดทูนธรรมข้อนี้ให้ประจักษ์แก่โลกอย่างเปิดเผย ไม่ทรงดัดแปลงแก้ไขให้เป็นอย่างอื่น เพราะทรงเห็นว่าเป็นธรรมอันถูกต้องเหมาะสมอย่างยิ่งแล้ว ที่กุลบุตรกุลธิดาทั้งหลายผู้ตกอยู่ในภาวะเป็นหนี้บุญคุณของบิดามารดา จะมีทางล้างบาปล้างกรรมของตนเสียบ้าง พอให้เบาบางลงจากกรรมที่ได้ทำให้ท่านได้รับความลำบากทรมาน จนไม่มีขอบเขตจะประมาณได้ นับแต่วันเริ่มแรกเข้าสู่ปฏิสนธิในครรภ์ มาจนถึงปัจจุบันนี้ ทั้งที่รู้และไม่รู้ ทั้งที่เจตนาและไม่เจตนา ตลอดจนความชั่วที่ไม่พึงปรารถนาต่างๆ ซึ่งพวกเราทำการสั่งสมทุกข์ให้ท่านตลอดมา เฉพาะบุตรธิดาแต่ละคนเท่านั้นก็มากพอแล้ว

(จากหนังสือแว่นส่องธรรม หน้า ๕๔-๕๖)

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย 3111 » 24 มี.ค. 2014, 17:28

โกนุ หาโส

?โกนุ หาโส กิมานนฺโท นิจฺจํ ปชฺชลิเต สติ อนฺธกาเรน โอนทฺธา ปทีปํ นคเวสถ? เมื่อโลกสันนิวาสนี้มีความรุ่มร้อนเผาลนอยู่ตลอดเวลา ด้วยอำนาจแห่งราคะ กิเลส ตัณหา อาสวะประเภทต่างๆเหยียบย่ำทำลายจิตใจอยู่ ทำไมพวกท่านทั้งหลายจึงเพลิดเพลินรื่นเริงกันไม่รู้รู้เนื้อรู้ตัวจนไม่ทราบว่าจะตายวันไหน เหมือนกับโลกนี้ไม่มีป่าช้า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น มืดดำกำขาวอยู่อยู่ยังไง หัวใจมี ความรู้มี ทำไมไม่คิดไม่อ่าน สติปัญญามี ทำไมไม่คิด แล้วเมื่อใดท่านทั้งหลายจะเสาะแสวงหาที่พึ่ง เมื่อโลกสันนิวาสมันวุ่นวายกันอยู่ด้วยอำนาจของกิเลสเป็นเจ้าครองหัวใจ และเหยียบย่ำทำลายอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ ยังไม่เห็นโทษของมันอยู่เหรอ ถ้าเห็นโทษแล้ว วิธีการที่จะนำออก เราคถาคตก็ชี้แจงไว้แล้วนี้ ทราบแล้วยัง เชื่อแล้วยัง เชื่อคถาคต คถาคตฆ่ากิเลสทั้งหลายประเภทต่างๆที่มันเป็นข้าศึกนี้ได้ตายฉิบหายลงไปแล้วจากใจด้วยวิธีการอย่างนี้ๆ มีมัชฌิมาปฏิปทา เป็นต้น นั่นพระพุทธเจ้าทรงแสดง.

(ตามเสด็จด้วยข้อปฏิบัติ ๑๗ มีนาคม ๒๕๒๓)


3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย 3111 » 25 มี.ค. 2014, 06:09

ขอบคุณมากครับ WISNU 01 เปิดดูแล้ว ตรงเป๊ะกับนิทานของหลวงตามหาบัวเรื่อง "คติจากควาย" เลยครับ องค์หลวงตาได้เทศน์โปรดญาติโยมเกี่ยวกับเรื่องความรักชาติ ชักชวนสั่งสอนให้คนไทยช่วยชาติด้วยการสร้างความรักสามัคคีให้เกิดขึ้นในชาติไทยโดยใช้เครื่องมือผ้าป่ามหากุศลช่วยชาติมาตั้งแต่ปี 2541 แล้ว อย่างกับตาเห็นใช่มั๊ยครับ ความจริงก็คือเห็นนั่นแหละครับด้วยอานุภาพแห่งจิตตภาวนา ดังธรรมเทศนาต่อไปนี้ครับ

กิเลสปิดร่องรอยจิตที่ผ่านมา

ความรู้ภายในจิตใจซึ่งเกิดจากจิตตภาวนาไม่มีประมาณนะ กว้างขวางลึกซึ้งมากทีเดียว รู้ขึ้นมาเห็นขึ้นมา ตรงไหนยอมรับๆ เพราะเป็นความจริงล้วนๆ จึงพิสดารมากนะภาคปฏิบัติ ความรู้ทางภาคปฏิบัติกับปริยัติต่างกันมาก สิ่งที่ไม่เคยรู้เคยเห็นเคยเป็นเห็นขึ้นในใจๆ รู้ในใจ นอกจากจะพูดหรือไม่พูด เช่น อย่างมองไปนี้ปั๊บ คนนี้เคยเป็นญาติเป็นมิตรเป็นสหาย หรือเคยเป็นผัวเป็นเมียกันมาแต่เมื่อไรๆ มันรู้ของมัน เข้าใจไหม แล้วก็เฉยเหมือนไม่รู้ นี่ละ ธรรมภายในใจของท่าน มองพับรู้แล้วเพราะร่องรอยของจิต กิเลสปิดไว้ไม่ให้เห็นร่องรอยความผ่านมาของตนเอง ว่าเคยเป็นมายังไง ต่อยังไง เกี่ยวข้องกับใครเรื่องอะไรๆบ้าง มันจำไม่ได้นะ มันหากมีอันหนึ่งที่เป็นแกนอยู่ภายใน พอมองเห็นปั๊บมันจะเข้าใจทันทีๆ วันนี้เปิดให้ท่านทั้งหลายฟัง บุพเพนิวาสมีด้วยกันทุกคน แต่ไม่รู้นั่นซิ เหมือนหนึ่งว่าเกิดชาติเดียวๆ อย่างพระพุทธเจ้าท่านทรงห้ามพระ พระองค์นั้นไปในบ้านเขาเกิดหิวน้ำ เขาตักน้ำมาให้ฉัน ผู้หญิงคนนี้เคยเป็นเมียของพระองค์นั้น พอมองเห็นแล้วเกิดต้องตาต้องใจ มาถึงวัดไม่ฉันจังหันเลย เป็นยังไงพระองค์นี้ไปถามดูน่ะ แต่ก็ดีพระองค์นี้ท่านซื่อสัตย์ดีว่ารักผู้หญิง พระพุทธเจ้าเห็นความเสียหายของพระองค์นี้กับผู้หญิงคนนั้นแล้ว นี่จะไปจมอีกเป็นครั้งต่อไปในอัตภาพก่อนเคยฆ่าเธอมาแล้ว ถ้าเธออยากตายอีกเพราะผู้หญิงคนนี้ ก็เขียนใบตายไปพร้อมเลย โอ้ย พระองค์นั้นสลัดทีเดียวหายเลย นี่มีผู้เตือน
(๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘)

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย 3111 » 26 มี.ค. 2014, 08:12

หากมีญาณเห็นโทษใครจะอยู่ได้

พระพุทธเจ้า สาวกทั้งหลายท่านมองดูความจริง ระหว่างกิเลสกับหัวใจของสัตว์โลกที่เกี่ยวพันกันจนถึงเป็นกรรม วิบากแห่งกรรมแล้ว เหมือนโลกนี้จะหาที่ปลงที่วางไม่ได้เลย มีแต่กิเลสทำงานอยู่ตลอดเวลา เต็มไปด้วยฟืน ด้วยไฟ ราคคฺคินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา ทั้งเผาอยู่ในวงปัจจุบัน ทั้งเสวยผลที่ทำมาก่อนแล้ว เรียกว่าวิบากกรรมๆ พาให้ตกนรกหมกไหม้ เกิดเป็นเปรต เป็นผี เป็นยักษ์ เป็นมาร เป็นสัตว์เดรัจฉานไม่รู้กี่ประภท นับไม่ได้เลย มากและนานขนาดไหน เพราะจิตวิญญาณนี้มีเต็มไปหมดทั่วแดนโลกธาตุ กิเลสมันไม่ร้อน สัตว์ทั้งหลายตัวรับเคราะห์กรรม คือ ใจ เป็นผู้ร้อน เป็นผู้เสวยกรรมของตน หากเราทั้งหลายมีความรู้หยั่งทราบตามความจริงนั้นแล้ว เราจะอยู่ได้อย่างไร เพราะเห็นภัยอย่างอย่างเต็มหัวใจ มีทางเดียวคือ เสาะแสวงหาธรรมเพื่อความร่มเย็นในกาลต่อไป แต่ท่านผู้มีอุปนิสัย แม้ท่านจะไม่มีญาณท่านก็มีความรู้สึกเบื่อหน่ายในโลกอย่างเต็มหัวใจ เช่น ประเภทอุคฆฏิตัญญู เป็นต้น

(๒๓ พฤษภาคม ๒๕๓๒)

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย 3111 » 26 มี.ค. 2014, 08:14


แบ่งทำบุญ

ผู้ทุกข์ยากลำบากหาเช้ากินเย็นยังไม่พอปากพอท้อง น่าสงส่ารจริงๆนะ เราสงสารอย่างถึงใจจริงๆ ความทุกข์ไม่โดนใครเข้าก็ดูดี มนุษย์เราเกิดมากรรมต่างกัน ไม่อยากเป็นก็เป็นไปเพราะอำนาจแห่งกรรม เสวยกรรมตามวาระๆแห่งกรรมของตนๆ ทั่วโลกดินแดนเหมือนกับเราเดินไปเวลานี้ ลงที่ลุ่มทางนี้ขึ้นเนินแล้วลงที่ลุ่ม เดินในวัฏฏะนี้เป็นอย่างนั้น อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับกรรมเหมือนกัน ความขาดแคลน เวลามั่งมีก็ประมาทลืมเนื้อลืมตัว ไม่ได้ทำบุญให้ทานไว้ ก็ไม่มีผลตอบแทนอันนี้สำคัญมากนะ เวลามั่งมีศรีสุขมาก็ลืมเนื้อลืมตัว เจ้าของไม่มีอะไรติดหัวใจเลย เวลาตายไปแล้วก็ไม่มีอะไรเป็นเครื่องสนอง เพราะฉะนั้นใครอย่าประมาทนะ คำสอนพระพุทธเจ้านี้สดๆร้อนๆ นรก สวรรค์ บาปบุญคุณโทษ จนกระทั่งนิพพาน โลก เปรต ผี ธรรมชาติเหล่านั้นมีอยู่อย่างนี้ๆ ทีนี้กิเลสมันปิดไว้ไม่ให้เห็นบอกไม่มี ครั้นเวลาตายแล้วกิเลสไม่ได้ไปตกนรกน่ะซิ คนไปตก นี่ซิเสียเปรียบกิเลสตรงนี้ ใครจึงอย่าประมาทว่าตนมีตนจน มีเท่าไหร่แบ่งทำบุญ สมมุติว่ามี ๑๐ เรามีความจำเป็นอะไรแบ่งเสีย ๓ อย่างน้อยให้ได้ ๓ อีก ๗ นั้นใช้สำหรับครอบครัวแบ่งไว้ ๓ ทำบุญให้ทานอันนี้สำหรับสมบัติของใจ ใจที่จะเป็นผู้สมบุกสมบันให้ได้ ๓ นอกนั้นก็เป็นเรื่องธาตุเรื่องขันธ์เรื่องครอบครัวของเรา.

(แบ่งทำบุญ ณ วัดป่าบ้านตาด ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๘)

wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 มิ.ย. 2011, 07:06
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย wisnu 01 » 26 มี.ค. 2014, 09:33

3111 เขียน:
แบ่งทำบุญ

ผู้ทุกข์ยากลำบากหาเช้ากินเย็นยังไม่พอปากพอท้อง น่าสงส่ารจริงๆนะ เราสงสารอย่างถึงใจจริงๆ ความทุกข์ไม่โดนใครเข้าก็ดูดี มนุษย์เราเกิดมากรรมต่างกัน ไม่อยากเป็นก็เป็นไปเพราะอำนาจแห่งกรรม เสวยกรรมตามวาระๆแห่งกรรมของตนๆ ทั่วโลกดินแดนเหมือนกับเราเดินไปเวลานี้ ลงที่ลุ่มทางนี้ขึ้นเนินแล้วลงที่ลุ่ม เดินในวัฏฏะนี้เป็นอย่างนั้น อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับกรรมเหมือนกัน ความขาดแคลน เวลามั่งมีก็ประมาทลืมเนื้อลืมตัว ไม่ได้ทำบุญให้ทานไว้ ก็ไม่มีผลตอบแทนอันนี้สำคัญมากนะ เวลามั่งมีศรีสุขมาก็ลืมเนื้อลืมตัว เจ้าของไม่มีอะไรติดหัวใจเลย เวลาตายไปแล้วก็ไม่มีอะไรเป็นเครื่องสนอง เพราะฉะนั้นใครอย่าประมาทนะ คำสอนพระพุทธเจ้านี้สดๆร้อนๆ นรก สวรรค์ บาปบุญคุณโทษ จนกระทั่งนิพพาน โลก เปรต ผี ธรรมชาติเหล่านั้นมีอยู่อย่างนี้ๆ ทีนี้กิเลสมันปิดไว้ไม่ให้เห็นบอกไม่มี ครั้นเวลาตายแล้วกิเลสไม่ได้ไปตกนรกน่ะซิ คนไปตก นี่ซิเสียเปรียบกิเลสตรงนี้ ใครจึงอย่าประมาทว่าตนมีตนจน มีเท่าไหร่แบ่งทำบุญ สมมุติว่ามี ๑๐ เรามีความจำเป็นอะไรแบ่งเสีย ๓ อย่างน้อยให้ได้ ๓ อีก ๗ นั้นใช้สำหรับครอบครัวแบ่งไว้ ๓ ทำบุญให้ทานอันนี้สำหรับสมบัติของใจ ใจที่จะเป็นผู้สมบุกสมบันให้ได้ ๓ นอกนั้นก็เป็นเรื่องธาตุเรื่องขันธ์เรื่องครอบครัวของเรา.

(แบ่งทำบุญ ณ วัดป่าบ้านตาด ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๘)


หลวงตามหาบัวสอนให้พวกเรารู้จักการทำบุญ แม้แต่เทวดาซึ่งมีความสุขสบายแล้วก็ยังต้องทำบุญเหมือนกัน
เทวดาตนใดหลงระเริงกับความสุข นานเข้ารัศมีในตัวก็จะหม่นหมองลงและจุติในที่สุดอาจกลับไปเป็นมนุษย์
หรือผีเปรตตามกรรมที่ได้เคยทำเอาไว้ ดังนั้นเทวดาก็ยังต้องไปทำบุญเหมือนกัน การทำบุญของเทวดาก็ได้แก่
การไปอนุโมทนาตามสถานที่ต่าง ๆ ที่เขามีการทำบุญทำทานกัน จะเห็นได้ว่าตามสถานที่ทำบุญเขาจะต้องมีการ
อัญเชิญเทวดามาให้ร่วมรับฟังการทำบุญเพื่อเป็นประโยชน์แก่เทวดาเอง ดังนั้นหากเทวดาหมั่นทำบุญบ่อย ๆ ก็
จะอยู่เป็นเทวดาไปนานเท่านาน เว้นแต่จะเกิดมีกิเลสปิดบังจึงทำตัวไม่เหมาะสมทำให้ต้องไปเป็นอย่างอื่นไป

มนุษย์เราก็เช่นเดียวกัน การเป็นมนุษย์ในชาตินี้ก็ถือว่าสุดยอดแล้ว แต่ก็เป็นเส้นทางของการเดินทางเส้นหนึ่ง
วิญญาณของเราซึ่งได้อาศัยร่างกายของเราซึ่งประกอบด้วย ดิน,น้ำ,ลม,ไฟ ก็จะสลายกับไปเป็นตามธรรมชาติ
วิญญาณก็หลุดลอยไปเป็นโน้นเป็นนี่ตามกรรมดีกรรมชั่วที่เราทำเอาไว้ ดังนั้นจึงอย่าไปกลัวกับความตายที่จะมา
เพราะไง ๆ ก็ต้องตายแน่นอน ควรที่จะทำบุญตามที่หลวงตาบัวท่านแนะนำเอาไว้ข้างบน ขอบคุณท่านแจ้ครับที่
ได้นำคำสอนของท่านหลวงตาบัวมาให้พวกเราได้รับฟังกัน นึก ๆ แล้วก็ยังภูมิใจไม่หายที่อย่างน้อยที่สุด เราก็เคย
ไปที่วัดป่าบ้านตาด ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยไปอุดรเลยขับรถไปคนเดียวด้วย ให้ตำรวจมาคอยที่หน้าปากซอยและเขาได้พา
ไปจอดยังมูลดินที่เผาศพ นอนอยู่ 2 คืนไม่ต้องหาอาหารกินเพราะมีร้านมาหลายร้านมาก ดีใจที่ได้มาไหว้พระอรหันต์ครับ

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย 3111 » 26 มี.ค. 2014, 20:11

WISNU 01 ธรรมเทศนาของหลวงตามหาบัวนั้น ท่านใดได้ฟังให้เข้าถึงจิตวิญญาณจะเข้าใจพุทธศาสนาได้ดีมากยิ่งขึ้น จะสามารถพัฒนาจิตวิญญาณให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น หรือที่ผมจะเรียกว่า "ที่จริงมนุษย์ เชิงประจักษ์" คือ การตัดมูลอาสวะให้สิ้น ห่างไกลกิเลสสังโยคและเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง องค์หลวงตามหาบัวจะพูดและสอนบ่อยๆว่า จิตตภาวนาภาคปฏิบัติหรือการเจริญภาวนานี้ เป็นเรื่องมหัศจรรย์ ไม่น่าเชื่อ ใครไม่ทำเองก็จะไม่รู้ ใครทำใครได้ เปรียบเสมือนอาหารหรือเสบียงซึ่งต้องตระเตรียมและสะสมเอาไว้ ของใครของมันแบ่งปันบุญกันไม่ได้ นอกจากอุทิศให้แก่กันซึ่งจะได้รับมากน้อยก็แล้วแต่กระแสบุญของผู้ให้และผู้รับจะถึงต้องตรงกันหรือไม่เพียงใด

มีผู้ถามผมหลายคนทั้งที่เป็นภิกษุและฆราวาส (ส่วนใหญ่เป็นฆราวาส)ว่า ทำไมผมถึงได้พยายามจะทรงศีลห้าให้ได้ตลอดชีวิตโดยเฉพาะศีลข้อที่ 5 ผมก็ตอบไปแบบตรงๆว่า ผมนั้นเข้าถึงวิปัสสนาญาณแล้ว หากผมปลิวหายกลับไปเสพเครื่องดองของเมาบ้างเป็นบางเวลา ภูมิญาณของผมจะหายหรือลดลงไป เพราะผมได้ให้สัจจะไว้กับทวยเทพย์เทวาเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้ว นั่นแหละผมจึงเลิกอบายมุขทุกอย่างได้และเข้าถึงวิปัสสนาญาณได้ บางครั้งก็ทรงศีลแปดแล้วแต่อารมณ์ญาณในแต่ละขณะ ท่านที่ยังเข้าไปไม่ถึงวิปัสสนาญาณก็อาจจะคิดและปฏิบัติไปตามแต่จริตของตนๆ แล้วแต่กระแสบุญกระแสกรรมของคนนั้นๆครับ

ผมอยากจะเรียนฝากไปยัง WISNU 01 และท่านๆ เมื่อขึ้นรถยนต์ไม่ว่าจะขับเองหรือมีคนขับ ผมอยากจะให้เปิดฟังวิทยุคลื่น FM 103.25 ของมูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชน ซึ่งองค์หลวงตามหาบัวได้ทรงริเริ่มเอาไว้ตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านใดได้ฟังเสียงธรรมเทศนาของหลวงตามหาบัวจะติดใจทุกคน วันนี้ผมอยู่บนรถยนต์ประมาณ 4 ชั่วโมง รถติดมากๆโดยเฉพาะถนนจรัญสนิทวงศ์เพราะทั้งสร้างรางรถไฟฟ้า/สร้างอุโมงค์ทางลอดสามแยกไฟฉาย/สร้างทอระบายน้ำขนาดใหญ่ ผมเปิดฟังวิทยุของหลวงตามหาบัวตลอดเวลา ฟังไปคิดไปจำไปเพลินจนลืมรถติดอากาศร้อนไปเลย ลองเปิดฟังธรรมเทศนาของหลวงตามหาบัวดูนะครับ หรืออยู่ที่บ้านก็เปิดเข้าไปที่เว็บไซท์หลวงตาดอทคอม http://www.luangta.com/ แล้วอ่าน/ฟัง/ดู สาระธรรมต่างๆที่มีอยู่มากมายหลายหลากตามแต่อัธยาศัย ขอบคุณมากครับ

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย 3111 » 27 มี.ค. 2014, 14:40


อำนาจแห่งผลทาน

พระพุทธเจ้าท่านเสด็จไปที่ไหน มนุษย์มนาเทวดาอินทร์พรหมทั้งหลายมาถวายเครื่องสักการะพระพุทธเจ้าเกลื่อนไปหมด คนทั้งหลายก็สงสัยว่า ทำไมพระพุทธเจ้าเสด็จไปที่ไหนจึงมีแต่เครื่องสักการะ ไม่ว่าจะไปในบ้านนอกบ้าน ไปในป่าที่ไหนเต็มไปหมด คนหนึ่งเขาก็ตอบว่า ก็เป็นเพราะอำนาจ ท่านเป็นพระพุทธเจ้าใครก็อยากถวาย พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธทันที ไม่ใช่อย่างนั้น ผลทานเหล่านี้เกิดจากการให้ทานของเราต่างหาก เราตถาคตตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ยิ่งกาลเวลาปรารถนาโพธิสัตว์ด้วยแล้ว ตถาคตถือทานเป็นหัวใจเลย ไม่ได้ให้ทานอยู่ไม่ได้ เจ้าของจะเป็นจะตายก็ขอให้ได้ทาน การให้ทานของเราตถาคตนี้ เป็นมาอย่างนั้นตลอด เพราะนั้นผลทานนี้จึงแสดงได้ตลอดเวลาตลอดสถานที่ เพราะเราตถาคตไม่ได้เลือกกาลสถานที่ ทานอยู่ตลอด ฉะนั้นผลทานนี้จึงไม่ใช่เกิดขึ้นเพราะอำนาจของพระพุทธเจ้า แต่เกิดขึ้นเพราะอำนาจแห่งผลทานที่เราได้เคยบำเพ็ญไว้แล้ว นี่แหละเป็นพระวาจาของพระพุทธเจ้า การให้ทานการเสียสละต่อกันนับแต่มนุษย์ลงไปจนกระทั่งถึงสัตว์นี้เป็นรากฐานสำคัญที่มนุษย์และสัตว์อยู่ด้วยกันได้ ผู้มีอัธยาศัยใจคอกว้างขวาง ไปที่ไหนไม่มีคำว่าอดอยากขาดแคลนเพราะอำนาจแห่งทานเป็นเครื่องยึด แต่ตรงกันข้ามผู้ที่มีความตระหนี่ถี่เหนียวไปที่ไหนก็มักจะอดอยากขาดแคลน

วันนี้เทศน์ถึงเรื่องทาน ทานญฺจ การให้ทานการเสียสละนี้ มีพื้นเพของโลกที่อยู่ร่วมกัน ปราศจากไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ผู้มีอัธยาศัยใจคอกว้างขวางไปที่ไหนไม่มีคำว่าอดอยากขาดแคลน เพราะอำนาจแห่งทานเป็นเครื่องยึด แต่ตรงกันข้ามผู้ที่มีความตระหนี่ถี่เหนียวไปที่ไหนก็มักจะอดอยากขาดแคลน

เปยฺยวชฺชญฺจ คือ กล่าวคำที่ไพเราะเพราะพริ้งด้วยเหตุด้วยผล ที่จะยังผู้ที่ได้ยินได้ฟัง เกิดผลเกิดประโยชน์จากคำพูดของเรา

อตฺถจริยา การประพฤติตนให้เป็นประโยขน์แก่โลกแก่ส่วนรวม อย่าทำตัวเป็นคนรกโลก คนขวางโลก

สมานตฺตตา ความเป็นผู้ไม่ถือเนื้อถือตัว ถือเอาพื้นเพแห่งความเป็นมนุษย์ ต้องเกิดมาจากบุญจากกรรมด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครตกแต่งเอาได้ เรื่องรูปร่างสังขารอัธยาศัยใจคอก็เหมือนกัน เป็นสิ่งที่เกิดมาจากบุญจากกรรมของแต่ละคนๆ ทุกคนมีบุญมีกรรมด้วยกัน ถึงคราวจนก็ต้องจน ถึงคราวมีก็ต้องมี ได้มาเสียไป เป็นธรรมดาเหมือนกันหมด แต่สิ่งที่เป็นพื้นเพอันดีงามก็คือความเป็นมนุษย์ด้วยกัน จะทุกข์จะจนอย่าประมาทกัน ให้ต่างคนต่างมีความเห็นอกเห็นใจเมตตาสงสารซึ่งกันและกัน นี้ก็เป็นธรรมอันสำคัญอย่างมากที่มนุษย์จะต้องนำมาปฏิบัติต่อกัน จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายได้ยึดไว้เป็นรากเป็นฐานสำคัญในการประพฤติตัว แล้วโลกจะร่มเย็นๆ เป็นสุขๆ

(๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๘)

ple
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 13383
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 เม.ย. 2011, 08:18
ที่อยู่: 55/126 หมู่บ้านโกลเดนอเวนิว ซอยประชาสุขสรรค์3 ถนนติวานนท์ นนท์บุรี
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย ple » 27 มี.ค. 2014, 16:12

พี่แจ้และท่านวิษณุ แล้วถ้าเป็นสัตว์โลกประเภทอื่น จะมีจิตวิญญาณ เหมือนมนุษย์อย่างเราๆไหม ตายแล้ว...เค้าจะไปไหนครับ

อย่าง "ย่าเหล่" สุนัขทรงเลี้ยงของ ร.6 เป็นต้นน่ะครับ
"คุณตาเปิ้ล"

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย 3111 » 27 มี.ค. 2014, 20:08

มนุษย์และสัตว์จะหมุนเวียนตายเกิดๆ หลายร้อยหลายพันชาติ เป็นวัฏฏะสงสาร เป็นไปตามกระแสบุญและกระแสกรรม บางชาติได้เกิดเป็นมนุษย์จากผลบุญ แต่บางชาติก็ต้องเกิดชดใช้กรรมเป็นสัตว์เดรัจฉาน

หากสำเร็จเป็นพระอรหันต์ก็จะได้ไปจุติในพรหมโลก 4 ชั้น ใน 20 ชั้น ตามแต่ภพภูมิของพระอรหันต์ ไม่เวียนว่ายตายเกิดเป็นวัฏฏะอีกแล้ว ส่วนผู้ที่ทำบุญทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เมื่อตายไป ในเบื้องต้นก็จะได้ไปจุติในเทวะโลก 6 ชั้น ตามภพภูมิที่ได้สร้างสมบุญมา หลวงตามหาบัวเคยเทศน์โปรดญาติโยมว่าผู้มีบุญท่านหนึ่งฝันว่าได้ไปพรหมโลก ปรากฎว่ามีแต่พระเต็มไปหมด มนุษย์ธรรมดาหาแทบไม่มี

หลักพระพุทธศาสนาบ่งไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่ยังจมอยู่กับกิเลสย่อมเวียนว่ายตายเกิดร่ำไป เว้นแต่จะเป็นพระอริยบุคคลผู้ถ่ายถอนกิเลสได้เท่านั้นจึงจะหลุดจากวัฏฏะสงสารไปได้ พระอริยบุคคลในพุทธศาสนา มี 4 ประเภท คือ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และ อรหันต์

พระโสดาบัน คือ ผู้ที่จะบรรลุพระนิพพานในเบื้องหน้า ไม่มีเป็นอื่น ถึงยังต้องตายเกิดอีกแต่ก็จะไม่ไปเกิดในนรก หรือ เดียรัจฉานเป็นที่หมาย

พระสกทาคามี คือ ผู้กลับมาเพียงครั้งเดียว หมายถึงกลับมาอีกชาติเดียวก็จะบรรลุพระนิพพาน

พระอนาคามี คือ ผู้ไม่มาเกิดอีก ผู้บรรลุธรรมชั้นนี้จะไม่เกิดเป็นมนุษยอีก หากแต่จะไปเกิดในพรหมโลกแล้วตรัสรู้ในพรหมโลก

พระอรหันต์ คือ บุคคลผู้บรรลุพระนิพพาน เป็นผู้ไม่มาเวียนวายตายเกิดอีกแล้ว

3142
มือเก๋า
มือเก๋า
โพสต์: 299
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย 3142 » 27 มี.ค. 2014, 23:27

ถ้าอย่างนั้นเราทำสังฆทาน และผ้าไตรจีวร ใส่บาตรให้เค้าๆจะได้รับเหมือนที่ คนทำกันได้ไหม
ผมไม่มีญาณ หยั่งรู้อดีต อนาคต เพราะเป็นคริสเตียน จึงอยากถามผู้รู้ (ที่มีญาณนั่งสมาธิได้) ตอบให้ทราบหน่อยน่ะครับ

อีกอย่างการไปนั่งฟังธรรม หรือปฏิบัติ เค้าบอกจะได้บุญ(เป็นการสะสมบุญ) ได้เพราะอะไร(ได้อย่างไร)ครับ

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย 3111 » 28 มี.ค. 2014, 01:56

สำหรับการทำบุญให้สัตว์เดรัจฉานก็เหมือนกับการทำบุญให้สัตว์โลกคือมนุษย์นั่นแหละ เพียงแต่ว่าผลบุญอันเกิดจากการทำบุญตามปกติธรรมดานั้นผู้รับอาจจะได้รับมากน้อยต่างกัน ตามแต่ภพภูมิที่อยู่อาศัยหรือสถิตย์อยู่ (เราไม่รู้ว่าเค๊าจะอยู่ภพใด) เป็นมนุษย์เทวดาก็จะได้รับตามฐานานุรูป หรืออาจจะไม่ได้รับเลยก็ได้หากผู้รับอยู่ในภพมหานรกอเวจี สำหรับการอุทิศกุศลผลบุญจากการเจริญภาวนานั้นจะให้ผลได้ดีที่สุด ผู้รับจะได้รับถ้วนทั่วทุกดวงทิพย์และดวงวิญญาณและทุกชั้นภูมิ สำหรับคริสต์ศาสนาก็จะสามารถอุทิศได้เหมือนกับพุทธศาสนาเช่นเดียวกันตามความเข้าใจของผม เพราะเวลาผมทำพิธีคริสต์ในสายธรรมเทพย์ซึ่งผมปฏิบัติอยู่เป็นประจำ ผมก็ยังเคยอุทิศกุศลและส่งบุญให้แก่ดวงทิพย์ดวงวิญญาณศาสนิกคริสต์ที่ถูกฆ่าตายที่มุกดาหารเลยครับ

สำหรับอานิสงส์ของการฟังธรรมะ คำสั่งสอนขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า มีอยู่ ๕ อย่าง คือ....๑. ได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยฟัง เพราะ การฟังธรรมะเป็นโอกาสที่หาได้ยาก ๒. ย่อมเข้าใจชัดในสิ่งที่ฟังแล้ว การฟังธรรมะนั้น ฟังครั้งแรกยังไม่เข้าใจ ต้องฟังซ้ำอีก ก็จะทำให้เกิดความเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น จะต้องอาศัยการฟังให้มากเป็นสำคัญ ๓. บรรเทาความสงสัย ว่าสิ่งที่ได้ฟังแล้วเป็นความดีหรือชั่ว ควรทำหรือไม่ควรทำ ความสงสัยจะหมดไปก็ด้วยการฟังธรรมนี้เอง ๔. ทำให้มีความเห็นตรง ตรงกับความจริง เพราะธรรมของพระพุทธเจ้านั้นเป็นความจริง คือทำให้มีปัญญารู้ในเรื่องกรรม รู้นามรู้รูป เรียกว่าวิปัสสนาปัญญา ความรู้หรือปัญญามีหลายระดับ ระดับต้นเรียกว่าความรู้ในขั้น"ปริยัติ" การศึกษาเล่าเรียนในขั้นที่สูงขึ้นไป คือรู้ในการ"ปฏิบัติ" และที่สูงสุดเป็นความรู้ที่เป็นผลของการปฏิบัติ คือ"ปฏิเวธ" ได้แก่ การบรรลุมรรค ผล นิพพาน แต่ถ้ารู้แล้วไม่ปฏิบัติ ธรรมก็จะไม่รักษาผู้นั้น ดังธรรมภาษิตว่า"ธมฺโม หเวรกฺขติ ธมฺมจาริ ธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรม" ๕. จิตของผู้ฟังย่อมผ่องใส มีความสำคัญอย่างยิ่ง จิตที่ไม่ผ่องใสเต็มไปด้วยกิเลสคือ โลภะ โมหะ โทสะ เมื่อกิเลสเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วก็จะเป็นเหตุให้ทำความชั่วทางกาย วาจา เช่นฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มสุรา และจะส่งผลให้ไปเกิดในอบายภูมิ ๔ มี นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน จะได้รับผลเป็นความทุกข์ต่างๆอีกมากมาย สำหรับผู้มีจิตที่ผ่องใสจะมี อโลภะ อโทสะ อโมหะ เป็นเบื้องต้น จะมีการทำบุญให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ในเบื้องกลาง และจะส่งผลเบื้องปลายให้ได้รับความสุขในชาตินี้และชาติหน้า และแม้ว่าตนยังไม่หมดกิเลส ก็จะเป็นเหตุให้ไปเกิดในสุคติภูมิ เกิดเป็นมนุษย์และเทวดา

ชัดเจนดีมั๊ยครับ ple ความรู้ที่นำมาตอบเกิดจากการค้นคว้า และ รู้ขึ้นมาเองเมื่ออยากรู้ ครับ

ple
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 13383
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 เม.ย. 2011, 08:18
ที่อยู่: 55/126 หมู่บ้านโกลเดนอเวนิว ซอยประชาสุขสรรค์3 ถนนติวานนท์ นนท์บุรี
ติดต่อ:

Re: สารัตถะจาก สู้ไม่ถอย ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปั

โพสต์โดย ple » 28 มี.ค. 2014, 06:27

"สำหรับการอุทิศกุศลผลบุญจากการเจริญภาวนานั้นจะให้ผลได้ดีที่สุด"

เป็นอย่างนี้แล้วก็ดีซิครับพี่แจ้ เค้าก็สามารถไปเกิด ในภพไหนก็ได้ รวมทั้งไปเป็นเทวดาก็ได้ น่ะครับอย่างนี้แล้วผมคงจะต้องเริ่มศึกษา การภาวนาบ้างแล้วจะได้ส่งบุญไปให้เค้าเย่อะๆเค้าจะได้เกิดในภพภูมิที่สูงขึ้น พี่แจ้มีคำแน่ะนำในเรื่องการ เจริญภาวนาช่วยแน่ะนำให้ด้วย ผมอยากเริ่มศึกษา อย่างจริงจังแล้วล่ะครับ
"คุณตาเปิ้ล"


ผู้ใช้งานขณะนี้

สมาชิกกำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และบุคลทั่วไป 1