ค้นหาพุทธศาสนสุภาษิต

จิตวิทยา ศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนธรรม

Moderator: สมาชิกหนุ่ม11

sunai
Moderater
Moderater
โพสต์: 234
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 พ.ค. 2011, 23:57
ติดต่อ:

ค้นหาพุทธศาสนสุภาษิต

โพสต์โดย sunai » 05 ม.ค. 2011, 21:34

.....ขอเชิญหนุ่ม 11 และครอบครัวทุกท่านร่วมกันค้นหาพุทธสุภาษิตที่น่าสนใจ และเป็นเครื่องเตือนใจสำหรับชาวพุทธ และผู้ที่สนใจ ได้เข้ามาอ่านเพื่อเป็นความรู้ ทุกสุภาษิตที่คิดว่าเป็นประโยชน์ก็ขอให้นำมาเผยแพร่ในกระทู้นี้ หากรวบรวมได้มากจะได้นำไปจัดพิมพ์แจกกันต่อไป เพราะการให้ธรรมะเป็นทานถือเป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่ วันนี้ขอเริ่มไว้ก่อนดังนี้
........1.ผลประโยชน์ทั้งปวงตั้ง อยู่ที่หลัก2ประการ คือ การได้สิ่งที่ยังไม่ได้ และการรักษาสิ่งที่ได้แล้ว
........2. คนใดชอบนอน ชอบมั่วสุม ไม่เอางาน เกียจคร้านเอาแต่โกรธ งุ่มง่าม นั่นคือปากทางของความเสื่อม
........3.เดินร่วมกัน 7 ก้าวก็นับว่าเป็นมิตร เดินร่วมกัน 12 ก้าวก็นับว่าเป็นสหาย อยู่ร่วมกันสักเดือนหรือกึ่งเดือน ก็นับว่าเป็นญาติ ถ้านานเกินกว่านั้นไป ก็แม้นเหมือนเป็นตัวเราเอง
........4.คนใด มั่งมีทรัพย์สินเงินทอง มีของกินของใช้มาก แต่บริโภคของอร่อยคนเดียว นั้นเป็นปากทางแห่งความเสื่อม--สาธุ
แก้ไขล่าสุดโดย sunai เมื่อ 10 ม.ค. 2011, 19:58, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.

umnuay
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 964
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ติดต่อ:

โพสต์โดย umnuay » 06 ม.ค. 2011, 09:13

....."การเกิดนำมาซึ่งทุกข์"
.....ทุกข์ตอนที่อยู่ในกายเด็กเล็ก พูดไม่ได้ บอกไม่ได้ ต้องการอะไรไม่ได้ดังใจ นั่นเป็นทุกข์เยาว์วัย
.....เมื่อเป็นเด็กโตขึ้นก็ทุกข์ เพราะความเจ็บจากโรคภัย ความเจ็บใจจากโรคภัย ความเจ็บใจเพราะโดนบังคับในสิ่งที่ตนไม่อยากทำ
.....เมื่อมีวัยอันสมควร ก็ต้องทนทุกข์ในเรื่อง การพลัดพรากจากไปของบิดามารดา การขวนขวายหาเงิน หางาน ตลอดจนทุกข์จากการมีศัตรู วิวาท หรือ คู่แข่ง เป็นมาจนถึงทุกข์เพราะมีครอบครัว
.....พอถึงวัยกลางคน ก็เป็นทุกข์จากการเลี้ยงลูก เลี้ยงครอบครัว เลี้ยงลูกน้อง ทุกข์ต้องผจญกับความแก่ โรคภัย การใส่ร้ายป้ายสี
.....เข้าวัยชรา จะเห็นทุกข์จากความแก่ชรา เจอโรคภัยรังควานมากขึ้น จะทำอะไร จะต้องการอะไร ก็มักจะโดนห้าม
.....นี่หรือการเกิดมาสบาย นี่หรือขันธ์ทั้ง ๕ ที่ว่าดี เราจะบังคับให้ได้ดั่งใจเราไม่ได้เลย
.....การเกิดนี้เป็นทุกข์จริง ๆ เมื่อเห็นทุกข์ของการมีสังขารแล้ว จงพิจารณาน้อมไปตามลำดับ แล้วปลงให้ถึงธรรมที่ว่า
.....นี่ร่างกาย หรือสังขาร หรือขันธ์ ๕ หรือ ธาตุทั้ง ๔ ทั้งปวงนี้
.....ไม่ใช่ของ ๆ เรา ไม่ใช่ตัวเรา มันเป็นเสมือนบ้าน ที่เรามาอาศัยอยู่ชั่วคราว ไม่เที่ยงแท้ถาวร เราไม่ต้องการร่างกายหรือขันธ์ ๕ เราจงตั้งใจไม่ต้องการเกิดเป็นมนุษย์ เทวดา พรหม เราต้องการไปอยู่พระนิพพานจุดเดียว ให้ตั้งจิตพิจารณาอยู่เป็นนิจ
.....ให้นึกให้คิดอย่างนี้ทุกวัน จนจิตคลายทุกข์ คลายห่วง คลายกังวล ในร่างกายของเรา ตายเมื่อไร ก็เข้าถึงความสุข ที่พระนิพพานเมื่อนั้น

umnuay
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 964
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ติดต่อ:

โพสต์โดย umnuay » 06 ม.ค. 2011, 18:16

.....อย่าทนงตนว่า เป็นผู้วิเศษ คนไหนมีความรู้สึกตัวว่า เป็นผู้ฉลาด บุคคลนั้นก็คือ เป็นคนที่โง่บัดซบ
.....บุคคลใดรู้ตัวว่าเป็นพาล พาลนี่เขาแปลว่าโง่ บุคคลนั้นเป็นบัณฑิตเพราะเป็นผู้รู้
.....คนที่รู้ตัวว่าเป็นคนพาล มันจับความชั่วของตัวไว้เสมอ จ้องดูจิตว่า อารมณ์ชั่วมันจะเกิดเมื่อไร ในเมื่อความชั่วมันจะเกิดขึ้นมาในด้านไหน หาทางตัด นี่บัณฑิตมีความรู้สึกอย่างนี้ ไม่เคยมีความรู้สึกตัวว่า เป็นคนดีมองหาความชั่วของตัวให้พบ เมื่อหาชั่วพบทำลายความชั่วได้แล้ว มันก็ดีเอง นี่จัดว่าเป็นความดีอันดับต้น

family3448
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 1017
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ติดต่อ:

พุทธศาสน์ กับ คำว่า"เพื่อน"

โพสต์โดย family3448 » 07 ม.ค. 2011, 19:19

"เพื่อน" : ผู้ร่วมธุระร่วมกิจร่วมการหรือร่วมอยู่ในสภาพอย่างเดียวกัน, ผู้ชอบพอรักใคร่คบหากัน

ในทางธรรม เนื้อแท้ของความเป็นเพื่อน อยู่ที่ความมีใจหวังดีปรารถนาดีต่อกัน กล่าวคือ เมตตา หรือไมตรี เพื่อนที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ เรียกว่า,
" มิตร"

การคบเพื่อนเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง ที่จะนำชีวิตไปสู่ความเสื่อมความพินาศ หรือสู่ความเจริญงอกงาม พึงหลีกเลี่ยงมิตรเทียมและเลือกคบหาคนที่เป็นมิตรแท้

บุคคลที่ช่วยชี้แนะแนวทาง ชักจูงตลอดจนแนะนำสั่งสอน ชักนำผู้อื่นให้ดำเนินชีวิตที่ดีงาม ให้ประสบผลดีและความสุข ให้เจริญก้าวหน้า ให้พัฒนาในธรรม แม้จะเป็นบุคคลเสมอกัน หรือเป็นมารดาบิดาครูอาจารย์ ตลอดทั้งพระสงฆ์ จนถึงพระพุทธเจ้า ก็นับว่าเป็นเพื่อน แต่เป็นเพื่อนใจดี หรือเพื่อนมีธรรม เรียกว่า
"กัลยาณมิตร "แปลว่า มิตรดีงาม

กัลยาณมิตรมีคุณสมบัติที่เรียกว่า กัลยาณมิตรธรรม หรือธรรมของกัลยาณมิตร ๗ ประการ คือ

๑. ปิโย: น่ารัก ด้วยมีเมตตา เป็นที่สบายจิตสนิทใจ ชวนให้อยากเข้าไปหา

๒. ครุ :น่าเคารพ ด้วยความประพฤติหนักแน่น เป็นที่พึงอาศัยได้ ให้รู้สึกอบอุ่นใจ

๓. ภาวนีโย :น่าเจริญใจ ด้วยความเป็นผู้ฝึกฝนปรับปรุงตน ควรเอาอย่าง ให้ระลึกและเอ่ยอ้างด้วยซาบซึ้งภูมิใจ

๔. วัตตา :รู้จักพูดให้ได้ผล รู้จักชี้แจงแนะนำ เป็นที่ปรึกษาที่ดี

๕. วจนักขโม: อดทนต่อถ้อยคำ พร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษาซักถาม ตลอดจนคำเสนอแนะวิพากย์วิจารณ์

๖. คัมภีรัญจะ กถัง กัตตา :แถลงเรื่องล้ำลึกได้ สามารถอธิบายเรื่องยุ่งยากซับซ้อนให้เข้าใจและสอนให้เรียนรู้เรื่องราวที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป

๗. โน จัฏฐาเน นิโยชเย :ไม่ชักนำในอฐาน คือ ไม่ชักจูงไปในทางเสื่อมเสียหรือเรื่องเหลวไหลไม่สมควร


ขอบคุณข้อมูลจาก : พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

umnuay
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 964
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ติดต่อ:

โพสต์โดย umnuay » 10 ม.ค. 2011, 08:00

.....ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มันเป็นอนิจจัง หาความเที่ยงไม่ได้ ถ้ามันไม่เที่ยง เราจะเข้าไปยุ่งกับความไม่เที่ยง ให้มันเที่ยงมันก็เป็นทุกข์ อารมณ์ของคนที่เป็นทุกข์มันก็เพราะไม่ยอมรับนับถือกฏของความเป็นจริง

sunai
Moderater
Moderater
โพสต์: 234
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 พ.ค. 2011, 23:57
ติดต่อ:

เพิ่มอาหารใจ

โพสต์โดย sunai » 10 ม.ค. 2011, 19:54

"จิตมีธรรมชาติดิ้นรน กวัดแกว่ง รักษายาก ห้ามยาก" "อันความรู้ควรเรียนทุกอย่าง ไม่ว่าต่ำสูงหรือปานกลาง ควรรู้ความหมาย เข้าใจทั้งหมด แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกอย่าง วันหนึ่งจะถึงเวลาที่ความรู้นั้น นำมาซึ่งประโยชน์" "ประพฤติชอบเวลาใด เวลานั้นชื่อว่าเป็นฤกษ์ดี มงคลดี เช้าดี รุ้งอรุณดี"---สาธุ

surasak1428
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 134
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ติดต่อ:

ธรรมะ คือ ธรรมชาติ

โพสต์โดย surasak1428 » 11 ม.ค. 2011, 06:28

พระพุทธองค์ทรงตรัส ปัจฉิมโอวาทในว้นมหาปรินิพาน..... '' ขอเตือนท่านทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสือมเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด"

surasak1428
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 134
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ติดต่อ:

ธรรมะ คือ ธรรมชาติ

โพสต์โดย surasak1428 » 12 ม.ค. 2011, 05:10

ธรรมชาติของจิตเป็นประภัสสร บริสุทธิ์ ผ่องใส สะอาด สว่าง สงบ อารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นเพียงผ่านมา
เกิดขึันแล้วดับไป ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ......เป็น.....อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

surasak1428
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 134
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ติดต่อ:

ธรรมะ คือ ธรรมชาติ

โพสต์โดย surasak1428 » 15 ม.ค. 2011, 06:37

อริยมรรค....ทางไปสู่มรรคผลนิพพาน..
ปัญญาชอบ ดำริชอบ วาจาชอบ กระทำชอบ เลี้ยงชีพชอบ ความเพียรชอบ
ระลึกชอบ
สมาธิชอบ
แก้ไขล่าสุดโดย surasak1428 เมื่อ 19 ม.ค. 2011, 07:06, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.

admin
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 1283
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: 99 moo16, BestHome3 village,Maliwan road,Tambon BanPed,Amphoe muang,Khon Kaen,40000
ติดต่อ:

โพสต์โดย admin » 15 ม.ค. 2011, 22:25

ท่านพระพุทธทาสได้กล่าวไว้ว่า " ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา โลกาก็พินาศ "

surasak1428
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 134
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ติดต่อ:

ธรรมะ คือ ธรรมชาติ

โพสต์โดย surasak1428 » 18 ม.ค. 2011, 07:14

ถ้าจะอยู่ในโลกนี้อย่างมีความสุข อย่าประยุกต์สิ่งทั้งผองเป็นของฉัน
"พุทธทาสภิกขุ"

kaew11
มือเก๋า
มือเก๋า
โพสต์: 72
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2011, 19:17
ติดต่อ:

โพสต์โดย kaew11 » 18 ม.ค. 2011, 10:20

เมื่อความทุกข์เกิดขึ้น ถ้าเราขาดสติ เราจะมองไม่เห็นทุกข์ แต่ถ้าเรามีสติเราจะเห็นความทุกข์ พอเห็นแล้ว ความทุกข์จะเปลี่ยนคุณภาพเป็นความสุข ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงตรัสว่า "ความทุกข์เป็นความจริงอันประเสริฐ เพราะความทุกข์นำมาซึ่งความสุข"

surasak1428
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 134
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ติดต่อ:

ธรรมะ คือ ธรรมชาติ

โพสต์โดย surasak1428 » 19 ม.ค. 2011, 07:03

สิ่งที่หลอกลวงเราที่สุดก็คือสิ่งที่เราเรียกชื่อมันว่า " ความสุข "

sunai
Moderater
Moderater
โพสต์: 234
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 พ.ค. 2011, 23:57
ติดต่อ:

กรรมดี

โพสต์โดย sunai » 22 ม.ค. 2011, 22:04

"กรรมใด ทำไว้ ด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจ กรรมนั้นแหละเป็นสมบัติของเขา ซึ่งเขาจะพาเอาไป" "การงาน๑ วิชา๑ ธรรม๑ศีล๑ ชีวิตอันอุดมสุข๑ คนบริสุทธิ์ด้วยสิ่งทั้ง๕นี้ หาใช่ด้วยตระกูลหรือด้วยทรัพย์ไม่"---สาธุ

ple
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 13383
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 เม.ย. 2011, 08:18
ที่อยู่: 55/126 หมู่บ้านโกลเดนอเวนิว ซอยประชาสุขสรรค์3 ถนนติวานนท์ นนท์บุรี
ติดต่อ:

โพสต์โดย ple » 23 ม.ค. 2011, 04:39

พุทธสุภาษิต - พุทธศาสนสุภาษิต

รูปภาพ

สุภาษิต แปลว่า ถ้อยคำที่กล่าวไว้ดี (สุ=ดี, ภาษิต=กล่าว) สามารถนำมาเป็นคติ ยึดถือเป็นหลักใจได้

พุทธศาสนสุภาษิต หมายถึง ถ้อยคำดีๆ ในพระพุทธศาสนา แต่มิได้หมายความเฉพาะคำที่พระพุทธองค์ตรัสไว้เท่านั้น แม้สุภาษิตแทบทั้งหมดจะเป็นพระพุทธพจน์ก็ตาม

เช่น ถ้าเป็นภาษิตพระสัมมาสัมพุทธตรัสเอง เรียกว่า พุทธภาษิต / พุทธสุภาษิต (หรือ พระพุทธพจน์) ถ้าพระโพธิสัตว์ กล่าวเรียกว่า โพธิสัตว์ภาษิต ถ้าพระสาวกกล่าว ก็เรียกว่า เถรภาษิต บ้าง สาวกภาษิต บ้าง แม้แต่คำที่เทวดากล่าว และพระพุทธองค์ได้ตรัสรับรองว่าดีด้วยการตรัสคำนั้นซ้ำ เรียกว่า เทวดาภาษิต เป็นต้น

พุทธศาสนสุภาษิต : พระราชา

ราชา รฏฺฐสฺส ปญฺญาณํ
พระราชาเป็นเครื่องปรากฏของแว่นแคว้น
ราชา มุขํ นุสฺสสานํ
พระราชาเป็นประมุขของประชาชน
สพฺพํ รฏฺฐํ สุขํ โหตุ ราชา เจ โหติ ธมฺมิโก
ถ้าพระราชาเป็นผู้ทรงธรรม ราษฎรทั้งปวงก็เป็นสุข
กุทฺธํ อปฺปฏิกุชฺฌนฺโต ราชา รฏฺฐสฺส ปูชิโต
พระราชาผู้ไม่กริ้วตอบผู้โกรธ ราษฎรก็บูชา
สนฺนทฺโธ ขตฺติโย ตปติ
พระมหากษัตริย์ทรงเครื่องรบย่อมสง่า
ขตฺติโย เสฏฺโฐ ชเนตสฺมิง เย โคตฺตปฏิสาริโน
พระมหากษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐสุดในหมู่ชนผู้รังเกียจด้วยสกุล

พุทธศาสนสุภาษิต : สิ่งที่เป็นการยาก

กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ
ความได้เป็นมนุษย์เป็นการยาก
กิจฺฉํ มจฺจาน ชีวิตํ
ความเป็นอยู่ของสัตว์เป็นการยาก
กิจฺฉํ สทฺธมฺมสฺสวนํ
การฟังธรรมของสัตบุรุษเป็นการยาก
กิจฺโฉ พุทฺธานมุปฺปาโท
ความเกิดขึ้นแห่งท่านผู้รู้เป็นการยาก
ทุลฺลภํ ทสฺสนํ โหติ สมฺพุทฺธานํ อภิณฺหโส
การเห็นพระพุทธเจ้าเนืองๆ เป็นการหาได้ยาก

พุทธศาสนสุภาษิต : ทรัพย์และอนิจจัง

น จาปิ วิตฺเตน ชรํ วิหนฺติ
กำจัดความแก่ด้วยทรัพย์ไม่ได้
น ทีฆมายุง ลภเต ธเนน
คนไม่ได้อายุยืนเพราะทรัพย์
สพฺเพ ว นิกฺขิปิสฺสนฺติ ภูตา โลเก สมุสฺสยํ
สัตว์ทั้งปวง จักทอดทิ้งร่างไว้ในโลก
อฑฺฒา เจว ทฬิทฺทา จ สพฺเพ มจฺจุปรายนา
ทั้งคนมีทั้งคนจน ล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า
อปฺปกญฺจิทํ ชีวตมาหุธีรา
ปราชญ์กล่าวว่าชีวิตนี้น้อยนัก
น หิ โน สงฺครนฺเตน มหาเสเนน มจฺจุนา
ความผัดเพื่อนกับมฤตยู อันมีกองทัพใหญ่นั้น ไม่ได้เลย
ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา
ภิยฺโย จ กาเม อภิปตฺถยนฺติ
ผู้บริโภคกาม ย่อมปรารถนากามยิ่งขึ้นไป
ชรูปนีตสฺส น สนฺติ ตาณา
เมื่อสัตว์ถูกชรานำเข้าไปแล้ว ไม่มีผู้ป้องกัน
น มิยฺยมานสฺส ภวนฺติ ตาณา
เมื่อสัตว์จะตาย ไม่มีผู้ป้องกัน
น มิยฺยามานํ ธมฺมนฺเวติ กิญฺจิ
ทรัพย์สักนิดก็ติดตามคนตายไปไม่ได้
สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา
สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่ง
ขโณ โว มา อุปจฺจคา
ขณะอย่าล่วงท่านทั้งหลายไปเสีย
อติปตฺติ วโย ขโณ ตเถว
วัยย่อมผ้านพ้นไปเหมือนขณะทีเดียว
กาโล ฆสติ ภูตานิ สพฺพาเนว สหตฺตนา
กาลเวลาย่อมกินสรรพสัตว์กับทั้งตัวมันเอง

พุทธศาสนสุภาษิต : ความโกรธ

โกธํ ฆตฺวา น โสจติ
ฆ่าความโกรธได้แล้วย่อมไม่เศร้าโศก
โกโธ สตฺถมลํ โลเก
ความโกรธเป็นดังสนิมศัสตราในโลก
โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ
ฆ่าความโกรธได้แล้วย่อมอยู่เป็นสุข

พุทธศาสนสุภาษิต : ความทุกข์

ทฬิทฺทิยํ ทุกฺขํ โลเก
ความจนเป็นทุกข์ในโลก
อิณาทานํ ทุกฺขํ โลเก
การกู้หนี้ เป็นทุกข์ในโลก
ทุราวาสา ฆรา ทุกฺขา
เหย้าเรือนที่ปกครองไม่ดี นำทุกข์มาให้
สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา
สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่ง

พุทธศาสนสุภาษิต : สหาย

อตฺถมฺหิ ชาตมฺหิ สุขา สหายา
เมื่อความต้องการเกิดขึ้น สหายเป็นผู้นำสุขมาให้
สเจ ลเภถ นิปกํ สหายํ จเรยฺย เตนตฺตมโน สติมา
ถ้าได้สหายผู้รอบคอบพึงพอใจมีสติเที่ยวไปกับเขา
ปาปมิตฺโต ปาปสโข ปาปอาจารโคจโร
มีมิตรเลว มีเพื่อนเลว ย่อมมีมรรยาทและมีที่เที่ยวเลว
นตฺถิ พาเล สหายตา
ความเป็นสหาย ไม่มีในคนพาล
ภริยา ปรมา สขา
ภริยาเป็นเพื่อนสนิท, ภรรยาเป็นสหายอย่างยิ่ง

พุทธศาสนสุภาษิต : มลทิน

อสชฺฌายมลา มนฺตา
มนต์มีการไม่ท่องบ่น เป็นมลทิน
อนุฏฺฐานมลา ฆรา
เหย้าเรือนมีความไม่หมั่นเป็นมลทิน
มลํ วณฺณสฺส โกสชฺชํ
ความเกียจค้านเป็นมลทินแห่งผิวพรรณ
มลิตฺถิยา ทุจฺจริตํ
ความประพฤติชั่วเป็นมลทินของหญิง

พุทธศาสนสุภาษิต : บริสุทธิ์

สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ
ความบริสุทธิ์และความไม่บริสุทธิ์มีเฉพาะตัว
นาญฺโญ อญฺญํ วิโสธเย
ผู้อื่นพึงทำให้ผู้อื่นบริสุทธิ์ไม่ได้
สุทฺธสฺส สุจิกมฺมสฺส สทา สมฺปชฺชเต วตํ
พรตของผู้บริสุทธิ์มีการงานสะอาด ย่อมถึงพร้อมทุกเมื่อ

พุทธศาสนสุภาษิต : การชนะ

สพฺพรติง ธมฺมรติ ชินาติ
ความยินดีในธรรมย่อมชนะความยินดีทั้งปวง
ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ
ความสิ้นตัณหา ย่อมชนะทุกข์ทั้งปวง
น หิ ชิตํ สาธุ ชิตํ ยํ ชิตํ อวชิยฺยติ
ความชนะที่ไม่กลับแพ้เป็นดี
อสาธุง สาธุนา ชิเน
พึงชนะคนไม่ดี ด้วยความดีของตน
ชิเน กทริยํ ทาเนน
พึงชนะคนตระหนี่ ด้วยการให้
สจฺเจนาลิกวาทินํ
พึงชนะคนพูดปดด้วยคำจริง

พุทธศาสนสุภาษิต : หว่านพืชเช่นใด ได้ผลเช่นนั้น

อคฺคสฺส ทาตา ลภเต ปุนคฺคํ
ผู้ให้สิ่งที่เลิศ ย่อมได้สิ่งที่เลิศอีก
มนาปทายี ลภเต มนาปํ
ผู้ให้สิ่งที่ชอบใจ ย่อมได้สิ่งที่ชอบใจ
เสฏฺฐนฺทโท เสฏฺฐมุเปติ ฐานํ
ผู้ให้สิ่งที่ประเสริฐ ย่อมถึงฐานะที่ประเสริฐ
ททโต ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ
บุญของผู้ให้ย่อมเจริญ
ทเทยฺย ปุรโส ทานํ
คนควรให้ทาน
ปุญฺญมากงฺขมานานํ สงฺโฆ เว ยชตํ มุขํ
พระสงฆ์นั้นแล เป็นประมุขของเหล่าชนผู้จำนงบุญบูชาอยู่

พุทธศาสนสุภาษิต : ผู้ครองเรือน

ทุราวาสา ฆรา ทุกฺขา
เหย้าเรือนที่ปกครองไม่ดี นำทุกข์มาให้ฯ
อนุฏฺฐานมลา ฆรา
เหย้าเรือนมีความไม่หมั่น เป็นมลทินฯ
โภคา สนฺนิจฺจยํ ยนฺติ วมฺมิโก วุปจียติ
โภคทรัพย์ของผู้ครองเรือนดี ย่อมถึงความพอกพูน เหมือนจอมปลวกกำลังก่อขึ้นฯ

พุทธศาสนสุภาษิต : ภรรยา

ภตฺตา ปุญฺญาณมิตฺถิยา
ภัสดาเป็นสง่าของสตรีฯ
ภตฺตารํ นาติมญฺญติ
ภรรยาดี ไม่ดูหมิ่นภัสดา
ภตฺตุ ฉนฺทวสานุคา
ภรรยาย่อมคล้อยตามอำนาจแห่งความพอใจของภัสดา
ภตฺตุญฺจ ครุโน สพฺเพ ปฏิปูเชติ ปณฺฑิตา
ภรรยาผู้ฉลาดย่อมนับถือภัสดาและคนควรเคารพทั้งปวง
ภตฺตุมนา ปญฺจรติ
ภรรยาดีย่อมประพฤติเป็นที่พอใจของภัสดา
สมฺภตํ อนุรกฺขติ
ภรรยาดีย่อมคอยรักษาทรัพย์ที่ภัสดาหามาได้ไว้
สุสํวิหิตกมฺมนฺตา
ภรรยาดีเป็นผู้จัดทำการงานดี
สุสฺสูสา เสฏฺฐา ภริยานํ
บรรดาภิรยาทั้งหลาย ภริยาผู้เชื่อฟังเป็นผู้ประเสริฐ

พุทธศาสนสุภาษิต : วาจา

หทยสฺส สทิสี วาจา
วาจาเช่นเดียวกับใจ
สํโวหาเรน โสเจยฺยํ เวทิตพฺพํ
ความเป็นผู้สะอาด พึงทราบได้ด้วยถ้อยคำสำนวน
ทุฏฺฐสฺส ผรุสวาจา
คนโกรธมีวาจาหยาบคาย
มุตฺวา ตปฺปติ ปาปิกํ
คนเปล่งวาจาชั่วย่อมทำตนให้เดือดร้อน
อภูตวาที นิรยํ อุเปติ
คนพูดไม่จริง ย่อมเข้าถึงนรก
สณฺหํ คิรํ อตฺถาวหํ ปมุญฺจ
ควรเปล่งวาจาให้ไพเราะที่มีประโยชน์
ตเมว วาจํ ภาเสยฺย ยายตฺตานํ น ตาปเย
ควรกล่าวแต่วาจาที่ไม่ยังตนให้เดือดร้อน
น หิ มุญฺเจยฺย ปาปิกํ
ไม่ควรเปล่งวาจาชั่วเลย
สํโวหาเรน โสเจยฺยํ กลฺยาณิง
ควรเปล่งวาจางาม ให้เป็นที่พอใจฯ
วาจํ มุญฺเจยฺย กลฺยาณิง
ควรเปล่งวาจางาม
โมกฺโข กลฺยาณิกา สาธุ
เปล่งวาจางาม ยังประโยชน์ให้สำเร็จ
มนุญฺญเมว ภาเสยฺย
ควรกล่าวแต่วาจาที่น่าพอใจ
นามนุญฺญํ กุทาจนํ
ในกาลไหนๆ ไม่ควรกล่าววาจาไม่น่าพอใจ
วาจํ ปมุญฺเจ กุสลํ นาติเวลํ
ไม่ควรกล่าววาจาที่ดี ให้เกินกาล

พุทธศาสนสุภาษิต : ความกตัญญูและพรหมวิหาร

หิริโอตฺตปฺ ปิยญฺเญว โลกํ ปาเลติ สาธุกํ
หิริและโอตตับปปะ ย่อมรักษาโลกไว้เป็นอันดี
โลโกปตฺถมฺภิกา เมตฺตา
เมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก
อรติ โลกนาสิกา
ความริษยาเป็นเหตุทำโลกให้ฉิบหาย
มหาปุริสภาวสฺส ลกฺขณํ กรุณาสโห
อัชฌาศัยที่ทนไม่ได้เพราะกรุณาเป็นลักษณะของความเป็นมหาบุรุษ
นิมิตฺตํ สาธุรูปานํ กตญฺญูกตเวทิตา
ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายแห่งคนดี
สพฺพญฺเจ ปฐวิง ทชฺชา เนว นํ อภิราธเย
ถึงแม้ให้แผ่นดินทั้งหมดก็ยังคนอกตัญญูให้จงรักไม่ได้

พุทธศาสนสุภาษิต : คนชั่วกับลาภสักการะ

หนฺติ โภคา ทุมฺเมธํ
โภคทรัพย์ย่อมฆ่าคนมีปัญญาทราม
สกฺกาโร กาปุริสํ หนฺติ
สักการะ ย่อมฆ่าคนชั่วเสีย

พุทธศาสนสุภาษิต : การงาน

อกิลาสุ วินฺเท หทยสฺส สนฺติง
คนไม่เกียจคร้าน พึงได้รับความสงบใจ
สุทสฺสํ วชฺชมญฺเญสํ อตฺตโน ปน ทุทฺทสํ
ความผิดของผู้อื่นเห็นง่าย ฝ่ายของตนเห็นยาก
อิติ วิสฺสฏฺฐกมฺมนฺเต อตฺถา อจฺเจนฺติ มาณเว
ประโยชน์ย่อมล่วงเลยคนหนุ่มผู้ทอดทิ้งการงาน
นกฺขตฺตํ ปฏิมาเนนฺตํ อตฺโถ พาลํ อุปจฺจคา
ประโยชน์ย่อมล่วงเลยคนโง่ผู้มัวถือฤกษ์อยู่

ple
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 13383
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 เม.ย. 2011, 08:18
ที่อยู่: 55/126 หมู่บ้านโกลเดนอเวนิว ซอยประชาสุขสรรค์3 ถนนติวานนท์ นนท์บุรี
ติดต่อ:

โพสต์โดย ple » 23 ม.ค. 2011, 05:26

<img src="http://www.fungdham.com/images/fungdham02.gif" alt="โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน " width="88" height="31" border="0">

จะขอแน่ะนำเว็บ และหนังสือ E-Book เกี่ยวกับธรรมะ ที่ดีให้เข้าไปอ่านกันครับ

http://www.fungdham.com/index.html

รวบรวมข้อมูลต่างไว้เย่อะแย่ะ น่าอ่านครับ

อาจต้องสมัครสมาชิกบ้าง บางเว็บครับ

ลองอ่านหนังสือ E-Book ของ
พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี
ท่านทำไว้สอนเย่อะครับ(พระรุ่นใหม่)
ลองเปิดอ่านกันดูจะได้ชำนาญ(อย่างท่าน ว.)ครับ


http://www.google.co.th/search?hl=th&so ... =&aql=&oq=

รูปภาพ

surasak1428
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 134
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ติดต่อ:

ธรรมะ คือ ธรรมชาติ

โพสต์โดย surasak1428 » 25 ม.ค. 2011, 18:28

นมัสการหลวงพ่อเปิ้ล
:roll: :roll: หากผมสามารถอ่านคำภีร์ e-book ที่ท่านหลวงพ่อแนะนำ....จนครบ 2000 กว่าเล่ม
ผมคงหนีไป นิพพานได้ก่อนท่านอำนวยแน่นอน
:lol: :lol: :lol: .....5555555...

surasak1428
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 134
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ติดต่อ:

ธรรมะ คือ ธรรมชาติ

โพสต์โดย surasak1428 » 26 ม.ค. 2011, 21:55

โลกุตตระสุข ประณีตกว่า โลกียสุข

sunai
Moderater
Moderater
โพสต์: 234
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 พ.ค. 2011, 23:57
ติดต่อ:

เรื่องความสามัคคี

โพสต์โดย sunai » 14 ก.พ. 2011, 22:56

"บุคคลตั้งแต่2คนขึ้นไป อยู่ร่วมกันต้องรู้จักให้เกิยรติ และให้อภัยกัน จึงอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข" "ผู้ใด เมื่อคนอื่นล่วงเกินกันอยู่ ตนเองกลับหาทางเชื่อมเขาให้คืนดีกันได้ ผู้นั้นแล ชื่อว่าเป็นคนเอาภาระ เป็นผู้จัดธุระที่ดียอดเยี่ยม"------สาธุ :)

admin
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 1283
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: 99 moo16, BestHome3 village,Maliwan road,Tambon BanPed,Amphoe muang,Khon Kaen,40000
ติดต่อ:

โพสต์โดย admin » 15 ก.พ. 2011, 00:13

เพื่อนเปิ้ล ครับ ...

ผมพิจารณาดูแล้วรูปแบบเว็บใหม่ของเรานั้นควรยึดกระบวนการเดิมเป็นหลัก ดูเป็นหมวดหมู่ดีและมีระเบียบดี เช่นในกระทู้นี้ก็มีความหลากหลายมากหากเข้าไปสืบค้นให้ดี เพื่อนตุ๋ยบอกว่าเมื่อเข้าไปให้ลึกๆจะพบความเป็นเอกลักษณ์ของเว็บเรา ซึ่งไม่มีใครเหมือน เพราะคลิ๊กไปแต่ละชึก จะเปิดกระบวนทัศน์ไปเรื่อยๆ ผมก็ว่าจริงของเพื่อนตุ๋ยเขานะ ...

voradej
Moderater
Moderater
โพสต์: 2934
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 เม.ย. 2011, 11:34
ติดต่อ:

ได้สนทนาธรรมกับท่าน ว.วชิรเมธี อย่างใกล้ชิดที่ ม.แม่ฟ้าหลวง

โพสต์โดย voradej » 15 ก.พ. 2011, 19:21

.........วันนี้วันอังคารที่ ๑๕ ก.พ.๕๔ มีพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาประจำปีโดยสมเด็จพระเทพรัตน์ฯผู้แทนพระองค์ที่ ม.แม่ฟ้าหลวงเชียงราย มีผู้ได้รับพระราชทานดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ๔ ราย หนึ่งในนั้นคือพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี หลังพิธีได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับท่านแบบส่วนตัวในห้องรับรอง ได้กราบแสดงมุทิตาจิตต่อพระอาจารย์และสนทนาธรรมในหลายเรื่องโดยเฉพาะ ตัวกู ของกู และ มึงรู้ไม๊ว่ากูเป็นใคร เรียนพระอาจารย์ว่าจะอยู่ที่เชียงรายอีกเดือนสองเดือนแล้วจะกลับพระนครเนื่องจากหมดวาระพร้อมกับอธิการบดีที่ลาออก เรียนท่านว่าชอบเชียงรายอยากอยู่เชียงรายหากมีบุญกุศลอยู่จะขอบวชกับท่านที่วัดห้วยสักจะได้หรือไม่ แล้วจะขอจำวัดที่วัดห้วยสักหรือวัดศรีศักดารามที่ท่านอยู่ มีพระมหาอมรวิชย์ ชาครเมธีเพื่อนสนิทของท่านเป็นเจ้าอาวาสหรืออยู่ธุดงค์ที่อาศรมอิสระชนหรือที่ไร่เชิญตะวันสถาบันวิมุตยาลัย ท่านบอกว่าเอาเลยแล้วให้บอกกับท่านพระมหาอมรวิชย์ว่าจะขอบวชแล้วขอเป็นเจ้าอาวาสด้วย เลยเฮกันกับพระอาจารย์และลูกศิษย์ของท่าน ท่านบอกว่าถ้าท่านผู้การไปบวชรับรองว่าหมามันยังไม่เห่าเลยเพราะกลัวตำรวจ ในย่ามยังมีกุญแจมือเลย เลยได้เฮกันอีกรอบ ได้สนทนาธรรมกับท่านสักพักต้องลงไปเข้าแถวรับเสด็จ มีโอกาสถ่ายภาพกับท่านหลายภาพเลยได้คิดว่าถ้าไม่มีภาระอะไรทางโลกแล้วก็ควรหาโอกาสบวชทดแทนคุณบิดามารดาและศึกษาธรรมะในบั้นปลายของชีวิตในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชนด้วยก็จะดีไม่น้อย เห็นเพื่อนๆโต้ตอบธรรมะกันทางเวปนี้แล้วน่าสนใจดี นี่ว่าถ้ากลับพระนครแล้วจะไปเรียนธรรมะที่วัดมหาธาตุ คฤหัสก็เรียนได้ร่วมกับพระมีเรียนบาลีด้วยเพราะภาษาพระจะเป็นภาษาบาลีซึ่งก็เหมือนกับภาษาๆหนึ่งเช่นเดียวกับภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นๆ เคยพามาดามไปทำบุญที่วัดพระอาจารย์หลายครั้งแล้วรู้สึกเลื่อมใสในพระอาจารย์ทั้งสองรูปนี้ ท่านอ่านมากศึกษามากถึงแม้ท่านจะอายุไม่มากแต่ก็สามารถถ่ายทอดพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ได้อย่างสามัญชนอย่างเราจะเข้าใจได้....แค่นี้ก่อนนะกลัวไอ้ที่พิมพ์นี่หายแว๊ปไปก่อน....ต้อ

admin
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 1283
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: 99 moo16, BestHome3 village,Maliwan road,Tambon BanPed,Amphoe muang,Khon Kaen,40000
ติดต่อ:

โพสต์โดย admin » 15 ก.พ. 2011, 20:18

เพื่อนต้อ ..... ในขั้นต้นก่อนจะไปบวชอยากให้เพื่อนศึกษาคำสอนของครูบาอาจารย์ และพระเถรานุเถระที่เข้าถึงพระนิพพานในเว็บหลายๆเว็บ ..... แม้กระทั่งในเว็บของเราเองก็เถอะ มีอยู่หลายกระทู้ทั้งที่เป็นคำสอน และบทสวดมนต์ต่างๆ ในกระทู้นี้ก็มีอยู่ไม่น้อยเลย ล้วนแล้วแต่น่าสนใจ / น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ..... ในขั้นต้นอยากให้เพื่อนเข้าไปในเว็บไซด์ luangta.com แล้วลองเข้าไปแต่ละห้อง ซึ่งท่านผู้เป็นลูกศิษย์พ่อแม่ครูบาอาจารย์ได้ออกแบบไว้เป็นอย่างดี เพื่อนต้อก็จะสามารถเข้าถึงพระนิพพานได้เป็นเบื้องต้น ขอเชิญชวนครับ .....

sunai
Moderater
Moderater
โพสต์: 234
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 พ.ค. 2011, 23:57
ติดต่อ:

ธรรมวันละนิดจิตแจ่มใส

โพสต์โดย sunai » 07 มี.ค. 2011, 20:52

วันนี่ขอนำขอธรรม มาฝาก ได้อ่านขอความของเพื่อนในกระทู้พูดเรื่องหน้าที่ของพ่อแม่ ซึ่งในธรรม สอนไว้ว่า มี5อย่าง 1.ห้ามปรามป้องกันจากความชั่ว2.ดูแลฝึกอบรมให้ตั้งอยู่ในความดี3.ให้ศึกษาศิลปวิทยา4.เป็นธุระเมื่อถึงคราวจะมีคู่ครองที่สมควร5.มอบทรัพย์สมบัติให้เมื่อถึงโอกาศ. เท่านี้ท่านก็ได้ทำหน้าที่ของพ่อแม่อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว แต่ถ้าผู้ใดยังทำไม่ครบก็เพิ่มได้ยังไม่สายจนกว่าจะตายจากกัน---สาธุ

voradej
Moderater
Moderater
โพสต์: 2934
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 เม.ย. 2011, 11:34
ติดต่อ:

โพสต์โดย voradej » 07 มี.ค. 2011, 21:02

........อ้าว พี่ตั้ว พี่ตั้ว.....ยังทำหน้าที่พ่อแม่ไม่ครบนาพี่ ฟังพี่ป๋องเขาว่าซิ เอาไงแน่

umnuay
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 964
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ติดต่อ:

โพสต์โดย umnuay » 07 มี.ค. 2011, 21:36

.....ท่านต้อ และท่านป๋อง ครับ 5 ข้อ ที่ผมถือปฏิบัติในฐานะพ่อของผมนั้น ต่างจากของท่านป๋องนะครับ เพราะผมมี 5 ข้อ และ 8 ขัอ ครับ คือ ลูกสาวทั้ง 2 ของผม นั้น ผมได้สอนให้อยู่ในศีล 5 และ ศีล 8 โดย ผม และ ผบ.ทบ.ทำตัวอย่างให้ทั้งคู่เห็น ทำให้ทั้งคู่ได้มีโอกาสถือศีล 5 และบางโอกาสก็ถือศีล 8 เช่นเดียวกับ พ่อ และแม่ ดังนั้น 5 ข้อของผม คือ ธรรมะที่ผมถือปฏิบัติอยู่นะครับ
.....ตามความในข้อ 4 และ ข้อ 5 ของท่านป๋องนั้น ผมถือว่าเป็นไปตามกรรมลิขิต ครับ และจงอย่าผืนกฏแห่งกรรม แต่หากผู้นั้นอยู่ในศีลในธรรมแล้ว ผู้นั้นย่อมได้รับแต่ผลดีเป็นการตอบแทนนะครับท่านต้อและท่านป๋อง ..ฮิฮิฮิ..
:lol: :lol: :lol:

voradej
Moderater
Moderater
โพสต์: 2934
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 เม.ย. 2011, 11:34
ติดต่อ:

โพสต์โดย voradej » 08 มี.ค. 2011, 10:51

.........เออ ก็จริงของพี่ตั้วเค๊าเหมือนกัลลล..ลูกเป็นคนดี อยู่ในศีลในธรรม ก็น่าจะโอเคแล้วน๊ะ....รึไงพี่ป๋อง

sunai
Moderater
Moderater
โพสต์: 234
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 พ.ค. 2011, 23:57
ติดต่อ:

วินัยของชาวพุทธ

โพสต์โดย sunai » 08 มี.ค. 2011, 14:52

สิ่งที่ได้นำมากล่าวนั้นนำมาจากภาคที่1วินัยของชาวพุทธในพระไตรปิฎกไม่ได้คิดเองนะคราบ และนี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ชาวพุทธต้องเคารพสัทธา ต่อไปเป็นหน้าที่ที่บุตรธิดาพึงปฎิบัติต่อบิดามารดา 5 อย่าง
1.ท่านเลี้ยงเรามาแล้วเลี้ยงท่านตอบ
2.ช่วยทำกิจธุระการงานของท่าน 3.ดำรงวงศ์สกุล
4.ประพฤติตนให้เหมาะสมกับการเป็นทายาท
5.เมื่อท่านล่วงลับไปแล้วทำบุญอุทิศให้ท่าน.
นี่คือการทำให้ถูกต้องตามฐานะ---สาธุ
แก้ไขล่าสุดโดย sunai เมื่อ 09 มี.ค. 2011, 09:00, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.

voradej
Moderater
Moderater
โพสต์: 2934
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 เม.ย. 2011, 11:34
ติดต่อ:

โพสต์โดย voradej » 08 มี.ค. 2011, 15:33

..........นี่ก็ไม่เบา งัดพระไตรปิฏกมาสำแดงซะเลย...โอเค...ถูกทั้งน้านนนนนน......แหละ..เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้...แล

umnuay
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 964
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ติดต่อ:

โพสต์โดย umnuay » 08 มี.ค. 2011, 18:45

.....กุมาร และกุมารี ได้แก่ ชาลี และกัณหา ยังต้องถูกบริจาคให้กับชูชก เป็นไปตามวิบากกรรม ตามกรรมลิขิต และกฎแห่กรรม ด้วยการทนทุกข์ทรมาน นานาประการ และเมื่อหมดวิบากกรรมนั้นตามกฎแห่งกรรมแล้ว ก็ได้รับความสุข ด้วยการไปอยู่กับปู่ย่า ทำให้ผู้เป็นพ่อบรรลุในเจตานรมย์ที่ตั้งไว้ คือ ทานบารมี ครับ.......ฮิฮิฮิ..... :lol: :lol: :lol:


ผู้ใช้งานขณะนี้

สมาชิกกำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และบุคลทั่วไป 1