คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

จิตวิทยา ศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนธรรม

Moderator: สมาชิกหนุ่ม11, Webmaster

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » ศุกร์ 21พ.ย.2014 17:07

รูปภาพ

วันนี้ วันพระ

ชีวิตที่ดีที่สุด...คือ
สงบเย็น และเป็นประโยชน์

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 46 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว





พระพุทธเจ้าและพระสาวกอรหันต์เสด็จมาอนุโมทนา


หลังจากที่ท่านเดินทางมาถึงดินแดนแห่งวิมุตติแล้ว คืนต่อ ๆ มามีพระพุทธเจ้าพร้อมพระสาวกจำนวนมากเสด็จมาอนุโมทนาวิมุตติธรรมกับท่านเสมอมิได้ขาด คืนนั้นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นกับสาวกบริวารเป็นจำนวนหมื่นเสด็จมาเยี่ยม คืนนั้นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นกับสาวกบริวารจำนวนแสนเสด็จมาเยี่ยม คืนนั้นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นมีสาวกเท่านั้นเสด็จมาเยี่ยมอนุโมทนา จำนวนสาวกที่ตามเสด็จพระพุทธเจ้ามาแต่ละพระองค์นั้นมีจำนวนไม่เท่ากัน ทั้งนี้ท่านว่าขึ้นอยู่กับวาสนาของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ไม่เหมือนกัน ที่พระสาวกตามเสด็จมาด้วยแต่ละพระองค์นั้น มิได้ตามเสด็จมาทั้งหมดในบรรดาพระสาวกของแต่ละพระองค์ที่มีอยู่ แต่ที่ตามเสด็จมามากน้อยต่างกันนั้นพอแสดงให้เห็นภูมิพระวาสนาบารมีของแต่ละพระองค์นั้นต่างกันเท่านั้น บรรดาพระสาวกจำนวนมากของแต่ละพระองค์ที่ตามเสด็จมานั้นมีสามเณรติดตามมาด้วยครั้งละไม่น้อยเลย

ท่านสงสัยจึงพิจารณาก็ทราบว่า คำว่าพระอรหันต์ในนามธรรมนั้นมิได้หมายเฉพาะพระ แต่สามเณรที่มีจิตบริสุทธิ์หมดจดก็นับเข้าในจำนวนสาวกอรหันต์ด้วย ฉะนั้น ที่สามเณรติดตามมาด้วยจึงไม่ขัดกัน ในพระโอวาทของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ประทานอนุโมทนาแก่ท่านพระอาจารย์มั่นนั้น ส่วนใหญ่มีว่า เราตถาคตทราบว่า เธอพ้นโทษจากอนันตรทุกข์ในที่คุมขังแห่งเรือนจำของวัฏฏทุกข์ จึงได้มาเยี่ยมอนุโมทนาที่คุมขังแหล่งนี้ใหญ๋โตมโหฬารและแน่นหนามั่นคงมาก และมีเครื่องยั่วยวนชวนให้เผลอตัวและติดอยู่รอบตัวไม่มีช่องว่าง จึงยากที่จะมีผู้แหวกว่ายออกมาได้ เพราะสัตว์โลกจำนวนมากไม่ค่อยมีผู้สนใจกับทุกข์ที่เป็นอยู่กับตัวตลอดมา ว่าเป็นสิ่งที่ทรมานและเสียดแทงร่างกายจิตใจเพียงใด พอจะคิดเสาะแสวงหาทางออกด้วยวิธีต่าง ๆ เหมือนคนเป็นโรคแต่มิได้สนใจกับยา ยาแม้มีมากจึงไม่มีประโยชน์สำหรับคนประภทนั้น ธรรมของเราตถาคตก็เช่นเดียวกับยา สัตว์โลกอาภัพเพราะโรคกิเลสตัณหาภายในใจเบียดเบียนเสียดแทง ทำให้เป็นทุกข์แบบไม่มีจุดหมายว่าจะหายได้เมื่อไร ต้องฉุดลากสัตว์โลกให้ตายเกิดคละเคล้าไป-

-กับความทุกข์กายทุกข์ใจ และเกี่ยวโยงกันเหมือนลูกโซ่ตลอดอนันตกาล ธรรมแม้จะมีเต็มไปทั้งโลกธาตุก็ไม่สามารถอำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้ไม่สนใจนำไปปฏิบัติรักษาตัวเท่าที่ควรจะได้รับจากธรรม ธรรมก็อยู่แบบธรรม สัตว์โลกก็หมุนตัวเป็นกงจักรไปกับทุกข์ในภพน้อยใหญ่แบบสัตว์โลก โดยไม่มีจุดหมายปลายทางว่าจะสิ้นสุดทุกข์กันลงได้เมื่อใด ไม่มีทางช่วยได้ ถ้าไม่สนใจช่วยตัวเองโดยยึดธรรมมาเป็นหลักใจและพยายามปฏิบัติตาม พระพุทธเจ้าจะมาตรัสรู้เพิ่มจำนวนองค์และสั่งสอนมากมายเพียรไร ผลที่ได้รับก็เท่าที่โรคประเภคคอยรับยามีอยู่เท่านั้น ธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ว่าพระองค์ใด มีแบบตายตัวอยู่อย่างเดียวกัน คือสอนให้ละชั่วทำดีทั้งนั้น ไม่มีธรรมพิเศษและแบบสอนพิเศษไปกว่านี้ เพราะไม่มีกิเลสตัณหาพิเศษในใจสัตว์โลกที่พิเศษเหนือธรรมซึ่งประกาศสอนไว้ เท่าที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายประทานไว้แล้วเป็นธรรมที่ควรแก่การรื้อถอนกิเลสทุกประเภคของมวลสัตว์อยู่แล้ว นอกจากผู้รับฟังและปฏิบัติจะยอมแพ้ต่อเรื่องกิเลสตัณหาของตัวเสียเอง แล้วเห็นธรรมเป็นของไร้สาระไปเสียเท่านั้น ตามธรรมดาแล้ว...





กรุณาติดตามต่อ คืนนี้ เจ้าค่ะ

รูปภาพ
แก้ไขล่าสุดโดย wisnu 01 เมื่อ จันทร์ 01ธ.ค.2014 17:32, แก้ไขแล้ว 4 ครั้ง.
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » ศุกร์ 21พ.ย.2014 18:42

รูปภาพ

วันนี้ วันพระ

ชีวิตที่ดีที่สุด...คือ
สงบเย็น และเป็นประโยชน์

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 47 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว



ตามธรรมดาแล้วกิเลสทุกประเภคทุกประการต้องฝืนธรรมธรรมดาดั้งเดิม คนที่คล้อยตามมันจึงเป็นผู้ลืมธรรมไม่อยากเชื่อฟังและทำตาม โดยเห็นว่าลำบากและเสียเวลาทำในสิ่งที่ตนชอบ ทั้งที่สิ่งนั้นให้โทษ ประเพณีของนักปราชญ์ผู้ฉลาดมองเห็นการณ์ไกลย่อมไม่หดตัวมั่วสุุมอยู่เปล่า ๆ เหมือนเต่าถูกน้ำร้อนไม่มีทางออก ต้องยอมตายในหม้อที่กำลังเดือดพล่าน โลกเดือดพล่านอยู่ด้วยกิเลสตัณหาความแผดเผา ไม่ไม่กาลสถานที่ที่พอจะปลงวางใจลงได้ จำต้องยอมทุกข์ทรมานไปตาม ๆ กัน โดยไม่นิยมสัตว์น้ำ สัตว์บก สัตว์อยู่บนอากาศและใต้ดิน เพราะสิ่งแผดเผาเร้าร้อนอยู่กับใจ ความทุกข์จึงอยู่ที่นั่น ทีนี้เธอเห็นพระตถาคตอย่างแท้จริงแล้วมิใช่หรือ ? พระตถาคตแท้คืออะไร คือความบริสุทธิ์แห่งใจที่เธอเห็นแล้วนั่นแล ที่พระตถาคตมาในร่างนี้มาในร่างแห่งสมมุติต่างหาก เพราะพระตถาคตและพระอรหันต์อันแท้จริงมิใช่ร่างแบบที่มากันนี้ นี่เป็นเพียงเรือนร่างของตถาคตโดยทางสมมุติต่างหาก ท่านพระอาจารย์กราบทูลว่า ข้าพระองค์ทราบพระตถาคตและพระสาวกอรหันต์แท้จริงไม่สงสัย ที่สงสัยก็คือ พระองค์

ทั้งหลายกับพระสาวกที่เสด็จไปด้วยอนุปาทิเสสนิพพานไม่มีส่วนสมมติเหลืออยู่เลย แล้วเสด็จมาในร่างนี้ได้อย่างไร ?พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งแม้มีความบริสทุธิ์ทางใจดีด้วยแล้ว แต่ยังต้องมาในร่างสมมติอยู่ ฝ่ายอนุทาทิเสสนิพพานก็ต้องแสดงสมมติตอบรับกัน คือต้องมาในร่างสมมติซึ่งเป็นเครื่องใช้ชั่วคราวได้ ถ้าต่างฝ่ายต่างเป็นอนุปาทิเสสนิพพานด้วยกันแล้วไม่มีส่วนสมมติยังเหลืออยู่ ตถาคตก็ไม่มีสมมติอันใดมาแสดงเพื่ออะไรอีก ฉะนั้น การมาในร่างสมมตินี้จึงเพื่อสมมติเท่านั้น ถ้าไม่มีสมมติเสียอย่างเดียวก็หมดปัญหา พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงทราบเรื่องอดีตอนาคตก็ทรงถือเอานิมิต คือสมมติอันดั้งเดิมของเรื่องนั้น ๆ เป็นเครื่องหมายให้ทราบ เช่นทรงทราบอดีตของพระพุทธเจ้าทั้งหลายว่าทรงเป็นมาอย่างไรเป็นต้น ก็ต้องถือเอานิมิตของพระพุทธเจ้าองค์นั้น และพระอาการนั้น ๆ เป็นเครื่องหมายพิจารณาให้รู้ ถ้าไม่มีสมมติของสิ่งนั้น ๆ เป็นเครื่องหมาย ก็ไม่มีทาง

ทราบได้ในทางสมมติ เพราะวิมุติล้วน ๆ ไม่มีทางแสดงได้ ฉะนั้น การพิจารณาและทราบได้ต้องอาศัยสมมติเป็นหลักพิจารณาดังที่เราตถาคต นำสาวกมาเยี่ยมเวลานี้ ก็จำต้องมาในรูปลักษณะอันเป็นสมมติดั้งเดิม เพื่อผู้อื่นจะพอมีทางทราบได้ว่า พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ๆ และพระอรหันต์องค์นั้น ๆ มีรูปร่างลักษณะอย่างนั้น ๆ ถ้าไม่มีในรูปลักษณะนี้แล้ว ผู้อื่นไม่มีทางทราบได้ เมื่อยังต้องเกี่ยวกับสมมติในเวลาต้องการอยู่ วิมุตติก็จำต้องแยกแสดงออกโดยทางสมมติเพื่อความเหมาะสมกัน ถ้าเป็นวิมุตติล้วน ๆ เช่นจิตที่บริสุทธิ์รู้เห็นจิตที่บริสุทธิ์ด้วยกัน ก็เพียงแต่รู้อยู่เห็นอยู่เท่านั้น ไม่มีทางแสดงให้รู้ยิ่งกว่านั้นไปได้ เมื่อต้องการทราบลักษณะอาการของความบริสุทธิ์ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ก็จำเป็นต้องนำสมมติเข้ามาช่วยเสริมให้วิมุตติเด่นขึ้น พอมีทางทราบกันได้ว่าวิมุตติมีลักษณะว่างเปล่าจากนิมิตทั้งปวงมีความสว่างไสวประจำตัว มีความสงบสุขเหนือสิ่งใด ๆ เป็นต้น พอเป็นเครื่องหมายให้

ทราบได้โดยทางสมมติทั่ว ๆไป ผู้ทราบวิมุตติอย่างประจักษ์ใจแล้วจึงไม่มีทางสงสัย ทั้งเรื่องวิมุตติแสดงตัวออกต่อสมมติในบางคราวที่ควรแก่กรณี และทรงตัวอยู่ตามสภาพเดิมของวิมุตติ ไม่แสดงอาการ ที่เธอถามเราตถาคตนั้น ถามด้วยความสงสัยหรือถามพอเป็นกิริยาแห่งการสนทนากัน ท่านกราบทูลว่า ข้าพระองค์มิได้มีความสงสัยทั้งสมมติและวิมุตติของพระองค์ทั้งหลาย แต่ที่กราบทูลนั้นก็เพื่อถวายความเคารพไปตามกิริยาแห่งสมมติเท่านั้น แม้พระองค์กับพระสาวกจะเสด็จมาหรือไม่ก็มิได้สงสัยว่า พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อันแท้จริงมีอยู่ ณ ที่แห่งใด แต่เป็นความเชื่อประจักษ์ใจอยู่เสมอว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต" อันแสดงว่าพระพทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ มิใช่ธรรมชาติอื่นใดที่บริสุทธิ์หมดจดจากสมมติในลักษณะเดียวกันกับพระรัตนไตร พระพุทธเจ้าตรัสว่า การที่เราถามเธอ



กรุณาติดตามต่อ วันพรุ่งนี้เช้า เจ้าค่ะ

รูปภาพ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » เสาร์ 22พ.ย.2014 05:32

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 48 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน


การที่เราถามเธอ ก็มิได้ถามด้วยความเข้าใจว่าเธอมีความสงสัย แต่ถามเพื่อเป็นสัมโมทนียธรรมต่อกันเท่านั้น บรรดาพระสาวกที่ตามเสด็จพระพุทธเจ้ามาแต่ละพระองค์และแต่ละครั้งนั้น มิได้กล่าวปราศรัยอะไรกับท่านพระอาจารย์มั่นเลย มีพระพุทธเจ้าประทานพระโอวาทพระองค์เดียว ส่วนพระสาวกทั้งหลายกลายเป็นเพียงนั่งฟังอยู่อย่างสงบเสงี่ยม น่าเคารพเลื่อมใสมากเท่านั้น แม้สามเณรองค์เล็ก ๆ ที่น่ารักมากกว่าจะน่าเคารพเลื่อมใส ก็นั่งฟังอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเช่นเดียวกับพระสาวกทั้งหลาย อันเป็นที่น่าเคารพเลื่อมใสมากและน่ารักมากด้วยซึ่งยังอยู่ในวัยเล็กมากก็มี อายุราว 9 ขวบ 10 ขวบ 11-12 ขวบ ซึ่งน่ารักมาก ท่านเล่าว่าพอเห็นสามเณรอรหันต์แล้ว เกิดความรู้สึกรักมากและสงสารมาก ถ้าตามภาษาของผู้ใหญ่พูดกับเด็กธรรมดาทั่วไปก็ว่า เณรตัวเล็ก ๆ ตาใสแจ๋ว ใครเห็นแล้วก็อดที่จะรักไม่ได้ ดีไม่ดีถ้าไม่ทราบไว้ก่อนว่าท่านเป็นสามเณรอรหันต์แล้ว น่ากลัวจะดื้อมือไปคว้าเอาศีรษะท่านขยี้เขย่าเล่นโดยมิได้สำนึกเป็นบาปแน่ ท่านพูดมาตอนนี้เลยนึกคันมือขึ้นมาว่า ถึงผู้เขียนก็เถอะอาจเป็นผู้หนึ่งก่อน

ใครที่อดคว้าไม่ได้ เป็นอะไรเป็นกันแล้วค่อยขอขมาโทษท่านที่หลัง เพราะอดรักอดเล่นไม่ได้ ท่านว่า แม้ท่านจะเป็นสามเณรองค์เล็ก ๆก็ตาม แต่มรรยาทท่่านเป็นผู้ใหญ่สงบเสงี่ยมสวยงามมาก เหมือนพระสาวกทั้งหลาย สรุปแล้วบรรดาพระสาวกอรหันต์และสามเณรที่ตามเสด็จมากับพระพุทธเจ้าแต่ละครั้ง ล้วนมีมรรยาทอันสวยงามน่าเคารพเลื่อมใสมาก เหมือนผ้าที่ถูกพับและเก็บไว้เป็นระเบียบงามตา ฉะนั้น เวลาท่านเกิดความสงสัยเกี่ยวกับระเบียบขนบประเพณีดั้งเดิม เช่น การเดินจงกรม นั่งสมาธิ ความเคารพต่อกันระหว่างผู้อาวุโสกับภันเต และการครองผ้าเวลานั่งสมาธิ หรือเดินจงกรมจำเป็นทุกครั้งไปหรือไม่อย่างไร ขณะนั่งภาวนาท่านนึกวิตกอยากทราบความจริงที่พระพุทธเจ้าและพระสาวกพาดำเนินมาก่อนท่านทำกันอย่างไร ดังนี้ ถ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้าเสด็จมาแสดงวิธีให้ดูเอง ก็เป็นพระสาวกองค์ใดองค์หนึ่งมาแสดงให้ดูตัวอย่างจนได้ เช่น การเดินจงกรมจะควร

ปฏิบัติตัวอย่างไรในขณะเดินถึงจะถูกต้อง และเป็นความเคารพธรรมดาตามหน้าที่ของผู้สนใจเคารพธรรมในเวลาเช่นนั้น ท่านก็เสด็จมาแสดงวิธีวางมือ วิธีก้าวเดิน วิธีสำรวมตนในเวลาเดินให้ดูอย่างละเอียด บางครั้งก็ประทานพระโอวาทประกอบกับวิธีแสดงด้วย บางครั้งก็แสดงเพียงวิธีทำต่าง ๆ ให้ดู แม้พระสาวกอรหันต์มาแสดงให้ดูก็ทำในลักษณะเดียวกัน การนั่งสมาธิทำอย่างไร ควรหันหน้าไปทางทิศใดเป็นการเหมาะกว่าทิศอื่น ๆ ท่านั่งจะตั้งตัวอย่างไรเป็นการเหมาะสมในขณะนั้น ท่านแสดงให้ดูทุกวิธี

ความเคารพต่อกันระหว่างอาวุโสกับภันเต ตอนนี้ท่านเล่าแปลกอยู่บ้าง คือขณะที่ท่านนึกวิตกอยากทราบว่าครั้งพุทธกาลท่านปฏิบัติต่อกันอย่างไร ที่เป็นสามีจิกรรมต่อกันโดยชอบธรรม พอวิตกไม่นาน ก็ปรากฏมีพระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหนุ่มทั้งแก่และแก่หง่อมศีรษะหงอกขาวไปหมดตลอดสามเณรเล็ก ๆ และโตพอประมาณ ซึ้งล้วนอยู่ในวัยที่น่ารักตามเสด็จมามากมาย แต่การเสด็จมาของพระพุทธเจ้ากับการมาของพระสาวกทั้งหลายมิได้มาพร้อมกัน ต่างองค์ต่างมา องค์ใดมาถึงก่อนองค์นั้นก็นั่งอาสนะ

ข้างหน้า องค์มาที่สองที่สามก็นั้งรองกันลงมาตามลำดับที่มาถึง ไม่นิยมวัยและอาวุโสภันเต แม้สามเณรมาถึงก่อนก็นั่งข้างหน้าพระ จนถึงองค์สุดท้ายองค์แก่ ๆ รุ่นปู่รุ่นทวดสามเณรมาถึงที่หลังก็ต้องนั่งอาสนะสุดท้าย โดยมิได้มีองค์ใดแสดงกิริยาขวยเขินกระดากอายต่อกันเลย แม้องค์พระพุทธเจ้าเองเสด็จมาถึงลำดับใดก็ประทับอาสนะนั้นที่ควรแก่ผู้มาที่หลัง ท่านเห็นอาการอย่างนั้นจึงเกิดความสงสัยว่าพระครั้งพุทธกาลไม่มีการเคารพกันบ้างหรืออย่างไรถึงได้ทำอย่างนี้ ดูไม่มีระเบียบงามตาบ้างเลย แล้วพระพุทธเจ้าและพระสาวกทรงประกาศพระศาสนาให้ประชาชนนับถือได้อย่างไร เมื่อพระศาสนาและผู้นำของพระศาสนาตลอดผู้ปฏิบัติศาสนาอย่างใกล้ชิด พระพฤติต่อกันอย่างไม่มีระเบียบเช่นนั้น



รูปภาพ

หลวงตามหาบัว




กรุณาติดตามต่อ สายวันนี้ เจ้าค่ะ

รูปภาพ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » เสาร์ 22พ.ย.2014 11:16

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 49 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว

ประพฤติต่อกันอย่างไม่มีระเบียบเช่นนั้น สักประเดี๋ยวธรรมก็ผุดขึ้นมาในใจท่านเอง โดยพระพุทธเจ้าและสาวกยังมิได้ประทานโอวาทแต่อย่างใด ว่านี่คือวิสุทธิธรรมล้วน ๆ ไม่มีสมมติเข้าเจือปนเลย จึงไม่มีกฏข้อบังคับหรือระเบียบใด ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ที่แสดงอย่างนี้แสดงเรื่องวิสุทธิธรรมที่เป็นความเสมอภาคทั่วกันไม่นิยมว่าอ่อน ว่าแก่ ว่าสูง ว่าต่ำ อันเป็นเรื่องของสมมติ นับแต่พระพุทธเจ้าลงมาถึงสาวกอรหันต์สุดท้าย จะเป็นพระหรือเณรไม่จำกัด แต่มีความเสมอกันด้วยความบริสุทธิ์ ท่านแสดงบุคคลาธิษฐานในลักษะนี้ เป็นเครื่องบอกถึงความบริสุทธิ์ของกันและกัน ว่าไม่มีใครยิ่งหย่อนกว่ากัน บรรดาพระและเณรที่เป็นอรหันต์ด้วยกัน พอธรรมที่แสดงขึ้นสงบลง ท่านนึกวิตกอีกว่า ท่านเคารพกันตามสมมตินั้นเคารพกันอย่างไรบ้างหนอ พอความคิดวิตกระงับลงภาพของพระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลายที่ประทับนั่ง และนั่งไม่มีระเบียบอยู่ในขณะนั้น ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และเปลี่ยนท่าประทับและท่านั่งใหม่ทันที คราวนี้ปรากฏว่า พระพุทธเจ้าประทับนั่งเป็นประมุขอยู่ข้างหน้าสงฆ์ สามเณรองค์เล็ก ๆ ที่มาถึงก่อนและเคยนั่งอยู่ข้างหน้าก็ได้เปลี่ยนเป็นนั่งอยู่สุดท้ายอย่างมีระเบียบงามตา น่าเคารพเลื่อมใสมาก ขณะนั้น

ธรรมผุดขึ้นในใจท่านว่า นี่คือระเบียบและขนบประเพณีของพระครั้งพุทธกาลเคารพกัน ท่านเคารพกันอย่างนี้ แม้เป็นพระอรหันต์แล้วแต่ยังอ่อนพรรษาอยู่ ก็จำต้องเคารพพระอาวุโสที่ปฏิบัติดี ทั้งที่ยังมีกิเลสภายในอยู่ ต่อลำดับนั้นพระองค์ประทานพระโอวาทว่า พระของเราตถาคตต้องมีความเคารพและสนิทสนมกันประหนึ่งอวัยวะอันเดียวกัน แต่มิได้สนิทกันแบบโลก หากแต่สนิทกันแบบธรรมซึ่งเป็นความเสมอภาคไม่ลำเอียง พระของเราตถาคตอยู่ด้วยกัน แม้จำนวนมากก็ไม่ทะเลาะกันไม่มีการเผยเย่อหยิ่งต่อกัน พระที่ไม่เคารพกันตามหลักธรรมวินัยที่เป็นองค์ศาสดาแทนเราตถาคต มิใช่พระของตถาคต แม้จะเลียนแบบของลูกศิษย์ตถาคตก็คือพระที่เลียน ๆอยู่นั้นแล ไม่จริงดังคำประกาศอวดอ้าง ถ้าพระยังมีความเคารพกันตามหลักธรรมวินัยคือ ตถาคต และ

เป็นผู้มีความจงรักภักดีต่อธรรมวินัยไม่ฝ่าฝืน พระนั้นจะอยู่ที่ใด บวชเมื่อใด เป็นชาติชั้นวรรณะและออกมาจากสกุลใด ก็คือพระลูกศิษย์เราตถาคตอยู่นั้นแล ชื่อว่าผู้เดินตามเราตถาคต ต้องปรากฏความสิ้นสุดทุกข์ในวันหนึ่งแน่นอน พอประทานพระโอวาทย่อจบลง นับแต่พระพุทธเจ้าลงมาต่างองค์ต่างหายไปในขณะนั้น ท่านอาจารย์เองก็สิ้นสงสัยลงในขณะที่นิมิตมาแสดงบอกอย่างชัดเจนนั้นเช่นกัน...แม้การครองผ้าในเวลานั่งสมาธิหรือเดินจงกรม พระสาวกก็ได้มาแสดงให้ดูตามลำดับที่เกิดความสงสัยไม่แน่ใจว่าไม่จำเป็นต้องครองผ้าทุกครั้งไป โดยท่านมาแสดงการนั่งสมาธิและเดินจงกรมในท่าครองผ้าและไม่ครองผ้าให้ดูจนสิ้นความสงสัยทุกกรณีไปตลอดสีผ้าสบง จีวร สังฆาฏิอันเป็นเครื่องนุ่งห่มของพระ ท่านก็แสดงให้ดู โดยแสดงผ้าสีกรักคือสีแก่นขนุนออกเป็นสามสี คือ สีรักอ่อน สีกรักขนาดกลาง และสีกรักแก่ ๆ ให้โดยละเอียด เท่าที่พิจารณาตามท่านเล่าให้ฟังแล้ว ก็พอทราบว่า ท่านทำอะไรลงไปมักมีแบบฉบับมาเป็นเครื่องยืนยันรับรองความแน่ใจในการทำเสมอ มิได้ทำแบบสุ่มเดาที่เรียกว่าเอาตนเข้าไปเสี่ยงต่อกิจการที่่่ไม่แน่ใจ ฉะนั้น ปฏิปทานท่านจึงราบรื่นสม่ำเสมอตลอดมา ไม่มีข้อน่าตำหนิและกระทบกระเทือนใด ๆ มาแต่ต้นจนอวสาน ซึ่งจะหาผู้เสมอได้ยากในสมัยปัจจุบัน

บรรดาสานุศิษย์ที่ยึดเอาปฏิปทาท่านไปปฏิบัติย่อมเป็นความงามเสมอต้นเสมอปลายแบบลูกศิษย์มีครู นอกจากที่ชอบแหวกแนวแบบผีไม่มีป่าช้า ลูกไม่มีพ่อแม่ ศิษย์ไม่มีอาจารย์ซึ่งอาจมีได้เท่านั้น ปฏิปทาที่ท่านพาดำเนินมาจึงอาจถูกดัดแปลงไปตามความคิดเห็น นอกนั้นปฏิปทาท่านนับว่าราบเรียบมาก ทั้งนี้ท่านรู้สึกมีอะไร ๆ ที่พูดไม่ออกบอกไม่ถูกอยู่ภายในอย่างลืกลับ เป็นเข็มทิศพาดำเนิน ซึ่งผู้ปฏิบัติทั้งหลายไม่อาจมีได้อย่างท่าน...การจำพรรษาของท่านในจังหวัดเชียงใหม่ทราบว่าท่านจำที่หมู่บ้านจอมแตง อำเภอแม่ริม 1 พรรษา ที่บ้านโป่งอำเภอแม่แตง 1 พรรษา ที่บ้านกลอย อำเภอพร้าว 1 พรรษา ในเขาอำเภอแม่สวย 1 พรรษา ที่หมู่บ้านปู่พระยาอำเภอแม่สวย 1 พรรษา ที่วัดเจดีย์หลวง 1 พรรษา ที่บ้านแม่ทองทิพย์ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย 1 พรรษา ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ 1 พรรษา ส่วนที่ท่านเที่ยวบำเพ็ญสมณธรรมในที่ต่าง ๆ ตามบ้านป่าบ้านเขานั้นจำไม่ได้ทุกสถานที่ไป และไม่สามารถนำมาเรียงลำดับพรรษาก่อนและหลังกันได้ เพราะท่านเที่ยวอยู่แถบเชียงใหม่ และเชียงรายนานถึง 11 ปี

ต่อไปจะขอระบุเฉพาะหมู่บ้านที่ท่านพักซึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์เป็นแห่ง ๆ ไป ที่ไม่จำเป็นจะไม่ขอกล่าวถึง...



กรุณาติดตามต่อ เย็นวันนี้ เจ้าค่ะ

รูปภาพ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » เสาร์ 22พ.ย.2014 18:21

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 50 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว


ที่ไม่จำเป็นจะไม่ขอกล่าวถึง ท่านพักอยู่ในที่นั้น ๆ ไม่ว่าจำพรรษาหรือเที่ยววิเวกธรรมดาเว้นวันเจดีย์หลวง นอกนั้นทราบว่าเป็นป่าเป็นเขาซึ่งเป็นที่เปล่าเปลี่ยว ๆ แทบทั้งนั้น และเป็นการเสี่ยงต่อภยันตรายอย่างมากตลอดระยะที่ท่านเที่ยวบำเพ็ญ ฉะนั้น ประวัติของท่านจึงเป็นประวัติที่สำคัญมากทั้งการเที่ยวธุดงคกรรมฐาน และการรู้เห็นธรรมประเภคต่าง ๆ เป็นเรื่องแปลกและพิศดารผิดกับประวัติของอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นนักท่องเที่ยวบำเพ็ญเหมือนกันอยู่มาก เริ่มแรกที่ท่านออกปฏิบัติในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ท่านไปเที่ยวและพักอยู่เพียงองค์เดียว ถ้าเป็นแบบโลกก็นับว่าเปล่าเปลี่ยวที่สุด ความหวาดหวั่นพรั่นพรึงคงแทบไม่หายใจ เพราะความกลัวบังคับอยู่ทั้งวันทั้งคืน ไม่เป็นอันกินอยู่หลับนอนได้ แต่สำหรับท่านแล้วในอิริยาบททั้งสี่ซึ่งเป็นเรื่องของบุคคลผู้เดี่ยว ท่านถือว่ามีความสุขทางจิตใจและสะดวกทางความเพียรมาก เพราะการถอดถอนกิเลส ท่านก็ถอดถอนได้ด้วยอำนาจความเพียรของบุคคลผู้เดียวดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว ต่อมาค่อยมีพระทยอยไปหาท่าน มีท่านเจ้าคุณเทสก์ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ท่านอาจารย์สาร ท่านอาจารย์ขาว วัดถ้ำกลองเพล เป็นต้น แต่อยู่กับท่านชั่วระยะกาลเท่านั้น ท่านก็สั่งให้ออกหาที่

วิเวกตามที่ต่าง ๆ แถบหมู่บ้านชาวเขาที่ตั้งอยู่ห่าง ๆ กัน ที่ชายเขาบ้าง บนหลังเขาบ้าง หมู่บ้านละ 4-5 หลังคาเรือนบ้าง 9-10 หลังคาเรือนบ้าง พอได้อาศัยเขาไปวัน ๆ ท่านเองก็ชอบอยู่ลำพังองค์เดียวตามนิสัย พระกรรมฐานสมัยท่านเป็นผู้นำพาดำเนินครั้งนั้นปรากฏว่าเด็ดเดี่ยวอาจหาญมาก เที่ยวแสวงหาธรรมกันแบบเอาชีวิตเข้าประกันจริง ๆ ไม่อาลัยชีวิตยิ่งกว่าธรรม ที่ใดมีสัตว์เสือชุม ท่านชอบสั่งให้พระไปอยู่ที่นั่น เพราะเป็นที่ช่วยกระตุ้นเตือนสติปัญญามิให้นิ่งนอนใจ ความเพียรก็จำต้องติดต่อกันไปเอง และเป็นเครื่องหมุนจิตใจให้มีกำลังขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าปกติที่ควรจะเป็น ท่านเองก็พักบำเพ็ญเป็นสุขวิเวกธรรมอยู่สบายในป่าในเขาที่สงัดปราศจากผู้คนทั้งกลางวันกลางคืน การติดต่อกับพวกกายทิพย์ เช่น เทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม พญานาค ภูติผีที่มาจากที่ต่าง ๆ ท่านถือเป็นธรรมดา เช่นเดียวกับมนุษย์ติดต่อกับพวกมนุษย์ชาติต่าง ๆที่รู้ภาษากัน เพราะท่านชำนิชำนาญในทางนี้มานานแล้ว ท่านพักอยู่ที่ป่าที่เขาโดยมากก็ทำประโยชน์แก่พวกกายทิพย์นี้ และพวกชาวเขาซึ่งเป็นคนซื่อสัตย์สุจริตไม่ค่อยมีแง่งอนต่าง ๆ เวลาเขารู้นิสัยและซาบซึ้งในธรรมท่านแล้ว เขาเคารพเลื่อมใสท่านมากแบบเอาชีวิตเข้าประกันได้เลย คำว่าชาวป่าชาวเขา

เช่น พวกอีก้อ ขมุ มูเซอ แม้ว ยางเหล่านี้ ตามความคาดหมายของคนทั่วไป เข้าใจว่าเขาเป็นคนป่าคนเขา รูปร่างทั้งหญิงชายต้องขี้ริ้วขี้เลอะตัวดำกำโคลนราวกับตอตะโกแน่ ๆ แต่ท่านว่าคนพวกนี้ รูปร่างหน้าตาสวยงามและขาวสะอาดสะอ้าน กิริยาเรียบร้อยมีขนบธรรมเนียมดี เคารพนับถือผู้ใหญ่และผู้เป็นหัวหน้าในหมู่บ้านดีมาก สามัคคีกันดี ไม่ค่อยมีประเภคแหวกแนวแฝงอยู่ในหมู่บ้านเหล่านั้นในสมัยนั้น มีความเชื้อถือผู้ใหญ่และหัวหน้าบ้านมาก หัวหน้าพูดอะไรชอบเชื่อฟังและทำตาม ไม่ดื้อดึงฝ่าฝืน สั่งสอนก็ง่ายไม่ค่อยมีทิฏฐิมานะ คำว่าป่าแทนที่จะเป็นป่าเถือนแบบสัตว์ แต่กลับเป็นป่าแห่งคนดีมีสัตย์มีศีล ไม่มีการฉกลักขโมยปล้นจี้กันเหมือนป่ามนุษย์ล้วน ๆ ป่าไม้ป่าสัตว์เป็นป่าที่ไม่ค่อยได้ระเวียงระวังมากหมือนป่ามนุษย์ล้วน ๆ ที่เต็มไปด้วยภัยนานาชนิด กิเลส ความโลโภ โทโส โมโห

เป็นป่าลึกลับชนิดที่โดนเอา ๆ ไม่เว้นแต่ละเวลา เมื่อโดนเข้าแล้วต้องเป็นแผลลึกอยู่ภายใน และคอยทำลายสุขภาพร่างกายและจิตใจให้เกิดทุุกข์เสียหายไปนาน ๆ ไม่ค่อยมีวันหายได้เหมือนแผลชนิดอื่น ๆ และไม่ค่อยสนใจหายามาระงับหรือกำจัดกันด้วยแผลลึกที่กิเลสเหล่านี้ตำจึงมักจะเป็นแผลรื้อรัง ผู้ถูกตำมักปล่อยทิ้งไว้ให้หายไปเอง ป่าประเภคนี้มีอยู่ในใจของมนุษย์หญิงชายพระเณรทุกคน ไม่เลือกหน้า ถ้าเผลอก็เสียท่าให้มันจนได้ ท่านว่าเท่าที่ท่านพยายามอยู่ในป่าก็เพื่อจะกำจัดตัดป่าเสือร้ายภายในตัวคึกคะนองและโหดร้ายทารุณไม่มีวันสงบซบเซาลงบ้างเลยนี้ ให้สงบหรือตายไปจากใจพอได้อยู่สบายหายวุ่นบ้าง สมกับมนุษย์เป็นสัตว์ฉลาดแสวงหาความสุขใส่ตนในเวลาที่เกิดมาเป็นคนทั้งชาติ ไม่ขาดทุนสูญอำนาจวาสนาแห่งความเป็นมนุษย์ไปเปล่า ๆ ท่านอยู่ป่าอยู่เขาเช่นนั้น เวลามีหมู่คณะไปอาศัยท่าน การอบรมสั่งสอนก็เด็ดเดี่ยวไปตามสถานที่และผู้ไปเกี่ยวข้อง เพราะผู้ที่ไปหาท่านโดยมากมักมีแต่ผู้กล้าตายแบบเสียสละทุกอย่างแล้วทั้งนั้น การสั่งสอนจึงทำให้สมภูมิทั้งสองฝ่าย จะตายก็ยอมให้ตายไปด้วยความเพียร

เมื่อชีวิตยังเป็นไปอยู่ก็ขอให้รู้ให้เห็นธรรมและหลุดพ้นจากทุกข์ภายในใจไม่ต้องกลับมาเกิดตายและทนทุกข์ซ้ำซากอยู่ในโลกไม่มีขอบเขตแห่งความสิ้นสุดนี้ การอบรมสั่งสอนพระในคราวอยู่เชียงใหม่ผิดกับแต่ก่อนอยู่ ไม่มีการอนุโลมผ่อนผันใด ๆ เลย แม้พระที่ไปอบรมกับท่านโดยมากก็เป็นพระประเภคปฏิโลม ฟังกันแบบปฏิโลมคือคอยจ้องมองดูกิเลสของตัวเองจะแสดงขึ้นมาอย่างไรบ้าง เพื่อปราบปรามให้หายพยศลดกำลังลงถ่ายเดียว มิได้ไปสนใจคิดว่าท่านเทศน์หนักไป เผ็ดร้อนไป ยิ่งท่านเทศน์เผ็ดร้อนเท่าไร ธรรมก็ยิ่งสูงขึ้นเป็นลำดับ ใจก็ยิ่งสงบแนบแน่นดีสำหรับผู้ที่อยู่ในขั้นสงบ ผู้อยู่ในขั้นปัญญาจิตก็พยายามคิดค้นตามคำเทศน์ท่านไปเรื่อยไม่ลดละ ท่านอยู่เชียงใหม่เทศน์ธรรมสูงมาก เพราะความรู้ท่านก็เต็มภฺมิ ผู้ไปศึกษาอบรมก็มีภูมิจิตสูงและเป็นไปด้วยความหมายมั่นปั้นมือที่จะให้รู้ให้เห็นขั้นสูงขึ้นไปเป็นลำดับจนสุดภูมิ นอกจากเทศน์ธรรมดาแล้ว ยังมีเทศน์แปลก ๆ คอยดักใจผู้คิดออกนอกลู่นอกทางอีกด้วย ประเภคหลังนี้มีอำนาจมากในการดักจับและปราบปรามโจรภายในของพระที่ชอบขโมยสิ่งของ เก่งแบบไม่เลือกกาลสถานที่ คือ ขโมยคิดเรื่องร้อยแปดตามนิสัยคนมีกิเลส มิใช่แบบเขาขโมยกันทั่ว ๆ ไป...มาถึงตอนนี้มีเรื่อง

แปลก ๆ ที่ไม่น่าจะมีได้ ก็ได้มีการแทรกขึ้นในวงกรรมฐานมาแล้วสมัยท่านพักอยู่ในเขาที่เชียงใหม่ จึงขออภัยเขียนไว้บ้างตามที่ได้ยินมา เพื่อเป็นข้อคิดและเป็นคติเตือนใจชาวเราต่างก็กำลังตกอยู่ในภาวะทำนองเดียวกัน เรื่องนี้คิดว่าเป็นเรื่องกรรมกันโดยมากบรรดาที่ได้ทราบกันในวงใกล้ชิดมีท่านพระอาจารย์มั่นเป็นต้น ผู้ให้ข้อวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้พอได้เป็นข้อคิดตลอดมา พระอาจารย์รูปหนึ่งไปอาบน้ำที่แอ่งหินใกล้กับท่านอาจารย์มั่นเล่าให้ฟังว่า บ่าย ๆ วันหนึ่งท่านกับพระรูปหนึ่งไปอาบน้ำที่แอ่งหินใกล้กับหนทางไปไร่ไปสวนของชาวบ้านแถบนั้น แต่อยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านมาก ขณะลงอาบน้ำเผอิญมีพวกสีกามาจากไร่เดินผ่านมาที่ตรงนั้นซึ่งแต่ก่อนไม่เคยมีเลย พอพระรูปนั้นเจอเข้าจิตก็เกิดแปรปรวนขึ้นมาทันทีทันใด




กรุณาติดตามต่อ คืนวันนี้ เจ้าค่ะ

รูปภาพ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » อาทิตย์ 23พ.ย.2014 07:30

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 51 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว

จิตก็เกิดแปรปรวนขึ้นมาทันทีทันใด โดยไม่ทันได้มีสติยับยั้งเอาเลย จึงเกิดเป็นไฟราคะตัณหาเผาลนตัวเองขึ้นในขณะนั้นและร้อนสุมอยู่ตลอดไป พยายามแก้ไขเท่าไรก็ไม่ตกทั้งกลัวท่านอาจารย์จะทราบก็กลัว ทั้งกลัวเจ้าตัวจะเสียไปเพราะเรื่องนี้ก็กลัว เลยทำให้พระรูปนั้นตั้งตัวไม่ติดนับแต่ขณะนั้นไปถึงกลางคืน จนตลอดคืนที่พิจารณากันอยู่อย่างไม่หยุดยั้งลดละ เพราะความไม่เคยเป็นมาก่อนเลย เพิ่งมาเจอะเอาขณะนั้น ท่านจึงรู้สึกเป็นทุกข์มาก ในคืนนั้นท่านอาจารย์ก็พิจารณาทราบเช่นกันว่า พระรูปนี้ไปเจอะเอาของดีเข้าแล้ว กำลังเกิดความกระวนกระวายด้วยความรักและความกลัว ตลอดคืนมิได้หลับนอนด้วยความพยายามแก้ไขอย่างสุดกำลัง ตื่นเช้าขึ้นมาท่านก็มิได้ว่าอะไร เพราะทราบว่าเจ้าตัวกำลังกลัวท่านมากแล้ว ถ้าไปว่าเข้าเดี๋ยวเกิดเป็นอะไรไปก็ยิ่งจะแย่เข้าไปอีก ท่านแสดงอาการยิ้มต่อพระองค์นั้นขณะที่มาพบกันตอนเช้า ดูอาการของเธอทั้งอายทั้งกลัวท่านมากแทบตัวสั่น ท่านก็ทำอาการเป็นไม่รู้ไม่ชี้ืเฉย ๆ ไปเสีย พอถึงเวลาบิณฑบาต ท่านเลยหาอุุบายพูดเพื่ออะไรก็ยากจะเดาได้ถูก ว่า ท่าน...กำลังเร่งภาวนา

อย่างเอาจริงเอาจังจะเร่งต่อไปไม่ต้องไปบิณฑบาตก็ได้ ไปแต่พวกเราก็ยังได้ พระเพียงองค์เดียวจะเลี้ยงไม่ได้อย่างไร ท่านอยากภาวนาต่อก็ไปภาวนาเสีย ภาวนาเผื่อหมู่คณะด้วยนะ แต่ท่านมิได้มองดูพระรูปนั้นเลย เพราะท่านทราบดียิ่งกว่าพระรูปนั้นจะทราบเรื่องของตัวอยู่แล้ว ว่าแล้วท่านก็นำหมู่คณะออกบิณฑบาต ส่วนพระรูปนั้นก็จำใจเข้าทางจงกรมทำความเพียร ทั้งนี้ท่านทำเพื่ออนุเคราะห์พระที่เป็นขึ้นด้วยความบังเอิญ ไม่มีเจตนา แต่สุดวิสัยจะห้ามได้ ท่านก็ทราบว่าพระรูปนั้นพยายามอยู่อย่างเต็มใจที่จะแก้เรื่องของตัว จึงต้องหาอุบายช่วยด้วยวิธีต่าง ๆ โดยมิให้กระทบกระเทือนจิตใจเธอแต่อย่างใด เวลากลับจากบิณฑบาตมาถึงที่พักแล้ว ก็พร้อมกันจัดอาหารใส่ในบาตรเธอ และสั่งให้พระไปนิมนต์เธอมาฉัน หรือจะฉัน ณ ที่อยู่ของตนก็ได้ตามแต่สะดวก พอทราบเธอก็รีบมาฉันร่วมหมู่คณะ ขณะเธอเดินมาท่านก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่มอง แต่พูดอย่างนิ่มนวลอ่อนหวานเพื่อประสานใจที่เป็นรอยร้าวตลอดมานั้น ไม่ปรารภเรื่องที่จะทำให้เสียใจใด ๆ เลย แม้เธอจะมาฉันร่วมหมู่คณะ แต่ก็ฉันได้นิดเดียวพอเป็นพิธีไม่ให้เสีย

มรรยาทเท่านั้น วันนั้นพระที่อยู่ด้วยกันสองรูปคือรูปที่เล่านี้ด้วย เพราะแต่ก่อนท่านยังไม่ทราบเรื่องพากันเกิดความสงสัยโดยคิดว่า แต่ก่อนท่านอาจารย์ไม่เคยทำอย่างนี้กับใครเลย แต่มาคราวนี้ท่านทำไมถึงทำอย่างนี้กับท่าน...นี้ ชะรอยท่านคงภาวนาดีแน่ ๆ ท่านถึงได้ช่วยสนับสนุน พอได้โอกาสก็แอบไปหาท่าน...นั้น ถามถึงการภาวนาว่า ท่านอาจารย์ว่าท่านกำลังเร่งความเพียรจึงไม่ให้ไปบินณฑบาต แต่ท่านมิได้บอกว่าท่านภาวนาดี ทีนี้การภาวนาของท่านเป็นอย่างไรบ้าง นิมนต์เล่าให้ผมฟังบ้าง พระรูปนั้นก็ยิ้มแห้ง ๆ แล้วตอบว่า ผมจะภาวนาดียังไง ท่านอาจารย์เห็นคนจะตายท่านก็ทำท่าช่วยเสริมไปตามอุบายแห่งความฉลาดของท่านอย่างนั้นเอง ผู้ถามเซ้าซี้ให้เล่าให้ฟังตามความจริง ต่างก็ไล่กันไปเลี่ยงกันมาอยู่พักหนึ่ง และถามว่าที่ว่าท่านอาจารย์เห็นคนจะตายท่านก็ช่วยเสริมไว้นั้นจะตายอย่างไร และช่วยส่งเสริมอย่างไร ? เมื่อทนไม่ไหวเธอก็กำชับว่า ไม่ให้เล่าถวายท่านอาจารย์ทราบ เพราะท่านทราบเรื่องของผมละเอียดแล้ว ยิ่งกว่าผมทราบเรื่องของตัวเป็นไหน ๆ ฉะนั้น ผมจึงกลัวและอายท่านมาก แล้วพูดต่อ

ไปว่า วานนี้เราไปอาบน้ำด้วยกันที่แอ่งหิน ท่านได้เห็นอะไรบ้างขณะกำลังจะอาบน้ำ รูปที่ถามตอบว่าก็ไม่เห็นเห็นอะไร นอกจากผู้หญิงที่พากันมาจากไร่ผ่านไปบ้านตอนพวกเรากำลังอาบน้ำนั้น เท่านนั้น พระที่ถูกถามตอบว่า นั่นแลท่านที่ผมจะตายอยู่ขณะนี้ จนถึงกับท่านอาจารย์ไม่ยอมให้ผมไปบิณฑบาต ท่านกลัวว่าผมจะไปสลบหรือตายอยู่ในบ้าน ขณะที่จะไปเจอเข้าอีกอย่างไรเล่า ผมจะภาวนาดีอย่างไร ท่านทราบหรือยังว่าคนจะตายนั้นหรือคือคนภาวนาดี องค์ที่ถามตกตะลึง โอ้โฮตายจริง ท่านไปเป็นอะไรกับเขาพวกนั้นเข้าล่ะ รูปนั้นตอบว่า ผมจะไปเป็นอะไรกับเขา นอกจากไปขโมยรักเขาโดยไม่รู้สึกตัวจนกรรมฐานแตกกระจิงไปหมด ปรากฏแต่ความสวยงามกับความบ้ารักของผมเท่านั้น เหยียบย่ำทำลายหัวใจผมแทบตามทั้งคืนเมื่อคืนนี้ แม้เดี๋ยวนี้ก็ยังไม่ลดละเรื่องบ้านั้นเลย ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรกับมัน ท่านช่วยผมหน่อยได้้ไหม นับว่าเมตตาเอาบุญ องค์ถาม เวลานี้ก็ยังไม่ลดลงบ้างหรือ? เปล่า เธอตอบว่า ซึ่งเป็นคำที่น่าสงสารเอามากมาย องค์ถาม ถ้าอย่างนั้นผมจะช่วยให้อุบายท่าน



กรุณาติดตามต่อ เที่ยงวันนี้ เจ้าค่ะ

รูปภาพ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » อาทิตย์ 23พ.ย.2014 11:35

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 52 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว


ถ้าอย่างนั้นผมจะช่วยให้อุบายท่าน คือถ้าท่านไม่สามารถระงับมันได้ ท่านฝืนอยู่ที่นี่ต่อไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรนอกจากมันจะกำเริบขึ้นเท่านั้น ผมว่าท่านควรหลีกจากที่นี่ไปหาภาวนาเสียที่อื่่นจะดีกว่า ถ้าท่านไม่สามารถกราบเรียนท่านอาจารย์ได้ ผมจะช่วยกราบเรียนท่านให้ ว่าท่านประสงค์จะไปแสวงหาที่วิเวกใหม่ เพราะอยู่ที่นี่ไม่สบายเข้าใจว่าท่านคงจะอนุญาตทันที เพราะท่านก็ทราบเรื่องท่านดีอยู่แล้วโดยปริยาย เป็นแต่ท่านยังไม่พูดเท่านั้น เกรงท่านจะอายท่าน เธอก็เห็นดีด้วยและตกลงกันในขณะนั้น พอตกเย็นท่านที่จะช่วยอนุเคราห์ก็เข้าไปกราบเรียนท่านอาจารย์ ท่านก็อนุญาตทันทีแต่มีปัญหาเหน็บแนมมาด้วยอย่างลึกลับว่า โรคกรรมนี้มันหายยาก โรคที่มีเชื้อเดิมอยู่แล้วติดต่อลุกลามได้เร็ว เท่านี้ท่านก็หยุดไม่พูดอะไรต่อไปอีก แม้ผู้ไปกราบเรียนก็ไม่เข้าใจปัญหาท่าน เรื่องนี้ต่างคนต่างปิดกัน คือผู้เป็นก็ปิดท่านอาจารย์ ผู้อนุเคราห์ช่วยเหลือก็ปิดท่านอีก แม้ท่านอาจารย์เองก็ปิด ทั้งที่ทราบอย่างเต็มใจแล้วก็ทำเป็นเหมือนไม่ทราบ ต่างคนต่างไม่ยอมบอกความจริงต่อกัน แต่ต่างฝ่ายต่างก็รู้เรื่องได้ดีด้วยกัน

วันหลังเธอก็เข้าไปกราบนมัสการลาท่าน ท่านก็อนุญาตให้ไปด้วยดี โดยมิได้พูดเรื่องเธอแต่อย่างใด เธอไปพักอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งไกลจากหมู่บ้านนั้นมาก ถ้ามิใช่กรรมดังเช่นอาจารย์ว่าจริง ๆ ก็คงหวังพ้นภัยได้แน่ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อีก แต่ก็เจ้ากรรมอนิจจาเป็นดังท่านว่าไม่ผิดแม้กระเบียดเดียว พอเธอหายหน้าไปจากบ้านนั้นไม่นานนักลูกศรที่อยู่ทางนี้ก็คงเจ้ากรรมอย่างเดียวกันอีก อุส่าห์ด้นดั้นเปะปะไปหาจนเจอเข้าจนได้ ซึ่งธรรมดาผู้หญิงป่าไม่เคยเป็นอย่างนั้น แต่ก็ได้เป็นไปแล้วจึงเป็นเรื่องน่าคิดอย่างยิ่ง หลังจากท่านอาจารย์และหมู่คณะจากหมู่บ้านไปไม่นานนัก ก็ทราบว่าพระองค์นั้นสึกเพราะดมยาสลบซ้ำ ๆ ซาก ๆ จนทนไม่ไหว สุดท้ายกรรมก็หมุนกลับมาได้เสียเป็นคู่ผัวตัวเมียกันกับสาวงามชาวเขาเผ่ามูเซอคนนั้นที่บ้านนั้นเอง นับว่าเป็นกรรมเอาเสียจริง ๆ ถ้าไม่กรรมแล้วจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะท่าที่พระองค์นั้นเล่าให้ฟังขณะที่ใจเริ่มกำเริบทีแรกก็เพิ่งเริ่มพบกันขณะเดียวเท่านั้น มิได้เคยพบเห็นและพูดจาพาทีกันที่ไหนมาก่อนเลย ข้อนี้บรรดาพระที่อยู่ร่วมกันมาก็ยอมรับว่าเป็นความจริง เพราะอยู่ด้วยกันในวัดตลอดเวลา มิได้ไปไหนมาไหนพอจะหลวมตัว ทั้งก็อยู่กับท่านพระอาจารย์เสียเอง อันเป็นสถานที่ให้ความปลอดภัยตลอดมา ไม่มีข้อที่น่าสงสัย นอกจากเจ้ากรรมหรือคู่บาปคู่บุญ

มาถึงเข้าเท่านั้น เธอเล่าให้พระที่เคยอนุเคราะห์ฟังว่า เพียงประสาททางตากระทบกันเท่านั้น มันเหมือนดมยาสลบเข้าไปไม่ได้สติสตังเอาเลย ปรากฏอารมณ์นั้นจนตัวไม่เป็นตัวของตัวและไม่มีเวลาลดหย่อนผ่อนคลายลงบ้างเลย เมื่อเห็นท่าไม่ได้การก็พยายามปลีกตัวหนีไป เจ้าของยาก็ตามไปเยี่ยมคนไข้อีก เรื่องก็เสร็จกันเท่านั้นเองจะไปที่ไหนรอด ใครไม่เคยถูกก็ดูยิ้มได้ ถ้าถูกเข้าก็รู้เอง เพราะมิใช่พระสุนทรสมุทรพอจะเหาะออกจากทางทวารบนแห่งบ้านได้ ตามปกติพวกนี้ไม่คุ้นกับพระแต่หากกรรมพาเป็นไปเอง เรื่องกรรมนี้จึงไม่สิ้นสุดอยู่กับผู้ใด เพราะกรรมมีอำนาจเหนือใครในโลกที่สร้างกรรม เพราะอาจารย์ท่านทราบอย่างเต็มใจจึงต้องมีอุบายปฏิบัติต่อเธออย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยทำต่อผู้ใดมาก่อนเลย แต่ก็คงสุดวิสัย ท่านจึงมิได้แนะอุบายอะไรเพื่อเธอให้ยิ่งไปกว่าที่อนุเคราะห์มาแล้วนั้น เรื่องก็ลงเอยกันตรงที่เมื่อไปไม่รอดก็จำต้องจอดเรือ ซึ่งเป็นคติ
ธรรมดาของโลกที่อยู่ใต้อำนาจกรรม ดังนั้นจึงได้นำเรื่องนี้มาลงไว้เพื่อเป็นคติเตือนใจพวกเราที่อาจเป็นได้ หากเป็นการไม่สมควรประการใด ก็หวังได้รับอภัยจากท่านผู้อ่านตามเคย

ก่อนจะมาถึงเรื่องนี้ ได้กล่าวถึงความรู้พิเศษของท่านพระอาจารย์มั่นที่เคยดับจับขโมยพระได้ผลดี และเป็นเครื่องมือดักใจทายใจที่คิดออกนอนลู่นอกทางให้รู้สึกและระมัดระวังตัวให้ดี เวลาท่านพักอยู่ที่เชียงใหม่ เมื่อมีพระปฏิบัติที่เด็ดเดี่ยวอาจหาญทางความเพียรไปหา ท่านมักจะใช้วิชานี้ช่วยในการสั่งสอนเสมอ ไม่ค่อยระวังว่าจะเกิดผลเสียหายตามมาดังที่ใช้กับผู้ไม่ตั้งใจจริงจัง โดยมากพระที่ไปอบรมเป็นผู้มุ่งต่ออรรถต่อธรรมจริง ๆ พอรู้ตัวว่าผิดและท่านตักเตือน จะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมก็พร้อมที่จะแก้ไขความผิดของตนอย่างเต็มสติกำลัง ไม่ละอายและกลัวท่านในสิ่งที่ตนพลั้งเผลอ เมื่อได้รับคำตักเตือนจากท่านโดยอุบายต่าง ๆ การอบรมสั่งสอนท่านเมตตาแสดงอย่างถึงใจผู้ฟังจริง ๆ ไม่ปิดบังลี้ลับ ทั้งความรู้ภายในและการชี้แจงก็ชี้แจงไปตามบกพร่องของผู้มาศึกษา ผิดถูกอย่างไรก็ว่ากล่าวสั่งสอนกันไปตามเรื่อง เจตนาหวังสงเคราะห์จริง ๆ ผู้มาศึกษาก็ไม่แสดงอาการกระด้าง วางตัวในลักษณะผู้ไม่ยอมรับความจริงหรือหยิ่งในภูมิว่าตนได้รับการศึกษามามาก ซึ่งตามธรรมดามักมีแทรกอยู่เสมอ การอธิบายธรรมของท่านกำหนด

แน่นอนไม่ได้ต้องขึ้นอยู่กับผู้ไปศึกษาเป็นราย ๆ ไป ผู้ไปศึกษามีภูมิธรรมขั้นใดก็อธิบายให้ฟังตามจุดที่สำคัญ ๆ ทั้งจุดที่เห็นว่าถูกต้องแล้วเพื่อส่งเสริมให้ยิ่งขึ้นไป ทั้งจุดที่เห็นว่าไม่ถูกและล่อแหลมต่ออันตรายเพื่อผู้นั้นจะมีทางลดละปล่อยวางไม่ดำเนินต่อไป การแสดงธรรมแก้จิตใจของนักปฏิบัติธรรมที่ไปศึกษาไต่ถาม นับว่าท่านอธิบายอย่างมั่นเหมาะตามจุดแห่งความสงสัยไม่ผิดพลาด ผู้ไปศึกษาไม่ผิดหวังเท่าที่ทราบมา ซึ่งควรจะพูดได้ว่า ร้อยทั้งร้อยต้องมีหวังถ้าเป็นทางจิตภาวนา เพราะท่านชำนิชำนาญทางจิตภาวนามา นับแต่ขั้นต่ำถึงขั้นสูงสุดไม่มีอะไรบกพร่อง การแสดงออกแห่งธรรมแต่ละประโยคจึงจับใจไพเราะหาทางเสมอได้ยากในสมัยปัจจุบัน แสดงเรื่องศีลก็น่าฟัง แสดงสมาธิทุกขั้นและปัญญาทุกภูมิก็ถึงใจอย่างยิ่ง


กรุณาติดตามต่อ คืนวันนี้ เจ้าค่ะ

รูปภาพ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » อาทิตย์ 23พ.ย.2014 18:12

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 53 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว


ปัญญาทุกภฺมิก็ถึงใจอย่างยิ่ง ฟังแล้วทำให้อิ่มเอิบเพลิดเพลินไปหลายวันกว่าความรู้สึกนั้นจะจางลง ปกติที่ท่านอยู่ในป่าในเขาโดดเดี่ยวแต่ผู้เดียว ในเวลาบำเพ็ญเพื่อธรรมเบี้องสูง ท่านว่า ท่่านอยู่กับความเพียรทางใจแทบตลอดเวลา จะมีเวลาว่างเฉพาะเวลาหลับนอนเท่านั้นนอกนั้นเป็นความเพียรล้วน ๆ โดยมิได้กำหนดอิริยาบถใด ๆ เลย การพิจารณาธรรมภายในเพื่อถอดถอนกิเลสมีสติปัญญาเป็นเพื่อนสอง คือ ท่านพูดคุยโต้ตอบกับกิเลสด้วยสติปัญญา มีความมุ่งมั่นเพื่อแดนพ้นทุกข์เป็นสื่อชวนให้คุยกับสิ่งเหล่านั้น แต่มิได้พูดคุยด้วยปากเหมือนเราคุยกันหลายคน หากแต่พูดคุยด้วยการคิด การไตร่ตรองการโต้ตอบกับกิเลสภายในด้วยสติปัญญา กิเลสผู้คอยหาช่องทางออกตัวจะออกทางใดช่องใด หรือตบต่อยผูกมัดท่านด้วยกลอุบายใด ท่านก็ใช้สติปัญญาตามต้อนตบตีขยี้ขยำกิเลสด้วยอุบายต่าง ๆ จนเอาชนะไปได้เป็นพัก ๆ จุดในที่ท่านทราบว่ากิเลสยังเหนือกว่าอยู่ก็พยายามส่งเสริมอาวุธ คือสติปัญญาศรัทธาความเพียรให้มีกำลังกล้าขึ้นโดยลำดับ จนกว่าจะเหนือกว่ากำลังของกิเลสที่เป็นฝ่ายข้าศึก จนเอาชนะไปได้โดยตลอดถึงขั้นโลกธาตุหวั่นไหวภายในใจขณะเจ้าผู้ครองวัฏฏจิตถูกทำลายลงด้วยมรรคญารดังที่เขียนผ่านมาแล้ว นี่เป็นวิธีดำเนินความเพียรท่านในขั้นสุดท้าย คือ การเดินจงกรม

การนั่งสมาธิภาวนา ท่านมิได้กำหนดเวลา แต่ถือเอาความเพียรเพื่อชัยชนะเป็นที่ตั้งไปตลอดสาย มีสติปัญญาเป็นเครื่องดำเนินพอพ้นจากดงหนาป่าทิบไปได้แล้ว ท่านว่าเครื่องมือเข้าสู่สงครามคือสติปัญญาประเภคนั้นย่อมหมดปัญหาไปเอง เหลือแต่สติปัญญาที่ใช้อยู่ประจำขันธ์เท่านั้น เวลาต้องการใช้เพื่อคิดอรรถคิดธรรมลึกตื้นหยาบละเอียดหรือธุระอย่างอื่นก็นำมาใช้เป็นคราว ๆ ไป พอสิ้นเรื่องแล้วก็ระงับไปในที่นั้นเอง ไม่มีการเตรียมรุกเตรียมรบกับอะไรอย่างที่เคยเป็นมา ถ้าไม่มีข้ออรรถข้อธรรมมาสัมผัสจิตพอจะให้คิดอ่านไตร่ตรองไปตาม ก็อยู่เหมือนคนไม่มีสติปัญญาหรือเหมือนคนโง่แบบไม่เอาเรื่องเอาถ่านกับอะไรที่เคยเกี่ยวข้องกันมาอย่างชุลมุนวุ่นวายนั่นเลย ปรากฏมีแต่ความสงบสุขเด่นอยู่ในใจประเภคอกาลิโกเท่านั้น ไม่มีอะไรมายุ่งเกี่ยว ถ้าอยู่ลำพังใจที่สงบราบคาบจากสิ่งทั้งหลาย ไม่คิดไปถึงเรื่องเคยมีเคยเป็นที่อยู่ตามธรรมชาติของเขาทั่วไตรโลกธาตุ ก็เป็นเหมือนไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ประหนึ่งดับไปพร้อมกับกิเลสโดยสิ้นเชิง เวลามีหมู่คณะเข้าไปอาศัยอบรมด้วยก็มีการประชุมให้โอวาทสั่งสอนคอยตักเตือน

ว่ากล่าวในเวลาที่เห็นว่ารายใดไม่สู้งามตางามใจ หรือทราบเรื่องของใครในจิตภาวนา โดยการแสดงภาพนิมิตของผู้นั้นให้ปรากฏเป็นความไม่ดีไม่งามก็ดี โดยการรู้ขณะจิตไปคิดนอกลู่นอกทางก็ดี ก็ต้องแสดงอุบายเป็นเชิงเปรียบเปรยให้เจ้าตัวรู้ เพื่อทำความสำรวมระวังต่อไป การแสดงภาพนิมิตให้ปรากฏแก่จิตภาวนานั้น จะขอยกมาให้ท่านผู้อ่านทราบพอเป็นเครื่องเทียบเคียงกับนิมิตทั้งหลาย ที่เคยปรากฏแก่จิตภาวนาของท่านพระอาจารย์มั่นเสมอมา ซึ่งมีลักษณะต่าง ๆ กันตามรูปการณ์ของผู้เป็นต้นเหตุแห่งนิมิตนั้น ๆ คือมีพระรูปหนึ่งเมื่อเป็นฆราวาสเธอเคยเป็นนักมวยมีชื่อเสียงในวงการมวย เวลาบวชแล้วเกิดความเลื่อมใสอยากออกปฏิบัติธุดงคกรรมฐาน ได้ทราบกิติศัพย์กิติคุณของพระอาจารย์มั่นว่า เป็นพระปฏิบัติดีและเชี่ยวชาญทางจิตภาวนาน่าเคารพเลื่อมใสมาก จึงออกเดินทางมุ่งหน้าไปสำนักท่านพระอาจารย์มั่น แต่ขณะที่ออกเดินทางไปหาท่านมิได้เฉลียวใจเรื่องของตัว คือเธอได้ถ่ายภาพนักมวยชกกันในท่าต่าง ๆ ไว้ในกระเป๋าราว 10 กว่าแผ่นติดย่ามไปด้วย แต่ตอนเธอถ่ายภาพนั้นจะถ่ายเมื่อไรท่านมิได้เล่าให้ฟัง

เวลาเธอออกเดินทางจากพระนครไปเชียงใหม่หาท่านพระอาจารย์มั่นที่อยู่ในภูเขาลึกจึงนำติดตัวไปด้วย พอไปถึงก็กราบรายงานตัวและความประสงค์ถวายท่านให้ทราบ ขณะนั้นท่านก็มิได้พูดเป็นเชิงตำหนิหรือชมเชยแต่อย่างใด เป็นอันว่าท่านรับให้อยู่ในสำนักด้วย พอตกกลางคืนท่านคงพิจารณาเรื่องพระรูปนั้นอย่างละเอียดแน่นอน พอตอนเช้าเวลาพระมารวมกันที่บริเวณที่ฉันท่านก็ออกมาพอดี และเริ่มพูดเรื่องพระรูปนั้นออกมาทันทีว่า ท่าน...นี้ตามเจตนาเดิมก็มุ่งมาเพื่อศึกษาอรรถธรรม มองดูอากัปกิริยาที่แสดงออกก็ไม่แสลงหูแสลงตาเป็นกิริยาที่น่าสงสาร แต่คืนนี้ทำไมท่านแสดงกิริยาน่ากลัวพิลึก คือผมกำลังภาวนาอยู่ ปรากฏว่าท่าน...เดินมาอยู่ตรงหน้าผมห่างกันประมาณ 1 วาเศษ แล้วตั้งหมัดตั้งมวยออกท่านั้นให้ผมดูอยู่พักใหญ่ แล้วค่อยถอยห่างออกไป จากนั้นก็เดินชกลมชกแล้งเตะเมฆเตะหมอก เตะซ้ายถีบขวาจนลับสายตา



กรุณาติดตามต่อ พรุ่งนี้เช้า เจ้าค่ะ

รูปภาพ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » จันทร์ 24พ.ย.2014 06:02

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 54 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว


เตะซ้ายถีบกว่าจนลับสายตา ท่านนี้เคยเป็นนักมวยมาหรืออย่างไรก่อนจะมาบวชถึงได้แสดงลวดลายนักมวยให้ดูเป็นการใหญ่ ขณะนั้นพระที่อยู่กับท่านและพระที่เป็นนักมวยต่างนั่งนิ่งเงียบด้วยความฉงนสนเท่ห์ เฉพาะรูปนั้นมองดูหน้าซีดเซียวไปหมด ว่าอย่างไรท่าน...ท่านเป็นอย่างไรในความรู้สึกถึงได้มาทำอย่างนั้นให้ผมดู แต่ดีอยู่หน่อยที่ไม่มาต่อยเอาผมเข้า เช้าวันนั้นท่านพูดเพียงนี้เท่านั้นก็ยุติเพราะได้เวลาออกบิณฑบาต หลังจากนั้นก็มิได้พูดอะไรต่อไปอีก ตกกลางคืนท่านอบรมพระเสร็จแล้วต่างก็แยกย้ายกันไป เรื่องก็ไม่มีอะไร พอตกกลางคืนท่านคงพิจารณาพระรูปนั้นอีก จึงได้เรื่องพระรูปนั้นมาพูดอีกในเช้าวันต่อมาว่า ท่าน...นี้มาหาผมเพื่ออะไรแน่ คืนนี้ท่านก็มาตั้งหมัดตั้งมวยโดดเตะโน้นเตะนี่ให้ผมดูตลอดคืน เรื่องท่านแสดงความผิดปกติของพระผู้มาด้วยเจตนาหวังดีมาได้สองคืนแล้ว ท่านมีความรู้สึกอย่างไร ทั้งก่อนจะมาหาผมและขณะที่มาอยู่กับผมขณะนี้นิมนต์ท่านเล่าความจริงให้ผมฟังด้วย ไม่เช่นนั้นผมเห็นจะรับท่านไว้ในสำนักไม่ได้เพราะเป็นมาได้สองคืนแล้ว ที่ผมไม่เคยปรากฏในลักษณะนี้มาก่อนเลย พระรูปนั้นนั่งตัวสั่นเท่า ๆ มองดูหน้าซีดไปหมดเหมือนคนจะเป็นลมและจะล้มลงในขณะนั้น พอดีมีพระรูปหนึ่งท่าน

เห็นท่าไม่ดีเลยรีบกราบเรียนขอโอกาสท่านอาจารย์มั่นพูดกับเธอซึ่่งกำลังจะสลบอยู่ในขณะนั้นว่า นิมนต์ท่านกราบเรียนท่านอาจารย์โดยตรงตามเรื่องที่ท่านมีความรู้สึกอย่างไร เพราะเท่าที่ท่านอาจารย์ถามก็เพื่อทราบความจริงเท่านั้นมิได้มุ่งความเสียหายแก่ท่านแม้น้อยแต่อย่างไร เท่าที่พวกกระผมอยู่กับท่านมาก็ใช่อยู่กันด้วยความบริสุทธิ์หลุดพ้นจากกิเลสโดยไม่มีความผิดที่จะมิให้ท่านดุด่าว่ากล่าวอะไรได้ แต่อยู่ด้วยกันในฐานะลูกศิษย์กับอาจารย์ซึ่งเหมือนพ่อแม่กับลูกอยู่่ด้วยกัน ย่อมมีการดุด่าว่ากล่าวกันตลอดมาในเมื่อผู้ใดทำผิดหูผิดตาท่านในฐานะที่ท่านเป็นครูอาจารย์ผู้สอดส่องมองดูเพื่อความดีงามของบรรดาศิษย์ ก็จำต้องมีการสอบถามและว่ากล่าวสั่งสอนไปตามเหตุการณ์ พวกผมเคยถูกดุด่าว่ากล่าวจากท่านมาเป็นประจำยิ่งกว่าท่านว่าให้ท่านเสียอีกขนาดไล่หนีจากวัดเดี๋ยวนั้นก็ยังมี แต่ก็ยังอยู่กับท่านมาได้จนทุุกวันนี้ เมื่อรู้สึกโทษและยอมตนว่าผิดแล้ว ท่านเองก็ไม่เห็นขับไล่ไสส่งไปไหนอีกคงอยู่ด้วยกันมาดังที่ท่านเห็นอยู่ขณะนี้แล คำที่ท่านกำลังเตือนท่านอยู่ขณะนี้ขอนิมนต์พิจารณาด้วยดี ตามที่พวกผมฟังดู

แล้วรู้สึกว่าไม่มีอะไรพอจะกลัวท่านจนเลยขอบเขตแห่งความพอดี ถ้าท่านมีอะไรก็นิมนต์กราบเรียนท่านตามความจริง เมื่อไม่มีอะไรผิดหรือสุดวิสัยที่จะคิดค้นมาเล่าถวายได้ ก็กราบเรียนท่านโดยตรงว่าสุดวิสัยที่จะตามรู้ในเรื่องอดีตที่ล่วงมาแล้ว ท่านจะฆ่าก็ยอมตาย ท่านจะขายก็ยอมเป็นสินค้าท่านจะขับไล่ไสส่งไปไหนก็สุดแต่กรรมของตัวจะพาให้เป็นไป ดังนี้แล้วเรื่องก็จะยุติลงได้ พอพระองค์นั้นพูดจบลง ท่านอาจารย์ก็ถามเธอซ้ำอีกว่า ว่าอย่างไรเล่าท่าน ? ผมเองก็มิได้คิดจะหาเรื่องหาราวอะไรใส่ท่านโดยไม่มีเหตุ แต่พอหลับตาลงไปก็เห็นแต่เรื่องท่านมาขวางหน้าอยู่แทบทั้งคืน จนเกิดความสลดสังเวชใจว่า พระทั้งองค์ทำไมมาเป็นได้อย่างนี้ และเป็นได้ทุกคืนที่ท่านมาอยู่กับผมที่นี่แล้ว ก็ต้องถามท่านผู่เป็นต้นเหตุว่าท่านจะมีอะไรที่ไม่ดีไม่งามอยู่บ้างจึงมาแสดงเหตุอย่างนั้นไม่ยอมลดละ หรือว่าความรู้ผมซึ่งเคยเชื่อแน่ในใจตลอดมานั้นมันหลอกลวงผมและทำให้ท่านเสื่อมเสียไปด้วย จึงขอให้ท่านพูดตามความสัตย์จริงให้ผมฟัง ถ้าท่านยังบริสุทธิ์ดีอยู่ เป็นแต่ความรู้ผมมันพาให้บ้าไปเอง ก็เท่ากับผมก็เป็นพระบ้า

องค์หนึ่งซึ่งไม่ควรอยู่กับหมู่คณะต่อไปจะทำให้หมู่พวกล่มจมไปด้วย ต้องหนีไปเที่ยวซุกซ่อนตัวอยู่ตามแบบบ้าของตนและต้องระงับการอบรมสั่งสอนใคร ๆทันที ขืนสั่งสอนต่อไปโลกจะฉิบหายล่มจมไปเสียหมดเพราะความรู้บ้า ๆ ของผมเพียงคนเดียวเป็นสาเหตุ ท่านที่เคยเตือน เตือนเธอซ้ำอีก เธอจึงกราบเรียนเรื่องราวต่อท่านอาจารย์ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแทบไม่เป็นเสียงผู้เสียงคนว่า "ผมเป็นนักมวย" เท่านี้ก็หยุดเอาอย่างห้วน ๆ ท่านถามย้ำอีกว่าท่านเป็นนักมวยใช่ไหม เธอตอบว่าใช่เพียงคำเดียวเท่านั้น ท่านถามว่า ก็ท่านกำลังเป็นพระอยู่แล้วไปเป็นนักมวยได้อย่างไรกัน หรือเวลาท่านมาที่นี่ก็ชกมวยหาเงินมาตามทางด้วยอย่างนั้นหรือ? ท่านถามอะไรเธอเป็นเหมือนไม่มีสติรับทราบเรื่องผิดถูกดีชั่วอะไรเลย มีแต่ครับเอาเสียเรื่อย ท่านที่เคยพูดกับเธอจึงถามเป็นเชิงชักจูงให้เธอได้สติรับทราบบ้างว่า มิใช่ท่านเคยเป็นนักมวยแต่คราวฆราวาสโน้น เวลามาบวชเป็นพระแล้วมิได้เป็นอย่างนั้นอีกมิใช่หรือ? เธอตอบว่าใช่ เป็นนักมวยมาแต่คราวเป็นฆราวาส แต่เวลามาบวชเป็นพระแล้วมิได้เป็นอีก ท่านอาจารย์มั่นเห็นอาการไม่ดีจึงหาอุบายว่าได้เวลาบิณฑบาต หลังจากนั้นท่านก็ส่ังพระให้ไปสอบถามเธอโดยเฉพาะ เพราะเธอพูดกับท่านอาจารย์ไม่ได้เรื่องเนื่องจากเธอกลัวท่านมาก




กรุณาติดตามต่อ สายวันนี้ เจ้าค่ะ

รูปภาพ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » จันทร์ 24พ.ย.2014 09:42

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 55 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว


เนื่องจากเธอกลัวท่านมาก หลังจากฉันเสร็จแล้วพระที่เคยพูดกับเธอจึงถือโอกาสไปสอบถามเธอโดยเฉพาะ ก็ได้ความว่าเธอเคยเป็นนักมวยสวนกุหลาบผู้มีชื่อเสียงมาหลายปี เกิดความเบื่อหน่ายทางฆราวาสจึงออกบวชเป็นพระ มุ่งหน้ามาหาอาจารย์ พอได้ทราบความชัดเจนจากเธอแล้ว ก็มากราบเรียนท่านอาจารย์ให้ทราบตามเรื่องที่เป็นมา ท่านก็มิได้ว่าอะไรต่อไป เรื่องของเธอก็เป็นอันผ่านไป นึกว่าจะเสร็จเรื่องของเธอไปเรียบร้อยแล้ว เพราะตอนกลางคืนท่านให้โอวาทเธอองค์นั้นบ้างแล้วก็คงจะไม่ปรารภอะไรอีก แต่ที่ไหนได้ ตอนกลางคืนท่านพิจารณาเรื่องของเธออีก ตอนเช้าก็ได้เรื่องเธอมาพูดในท่ามกลางหมู่คณะอีกตามเคยว่า เรื่องท่าน...นี้ยังไม่มีแต่ความเคยเป็นนักมวยเท่านั้น แต่ยังมีอะไรแฝงอยู่อีก ขอให้ท่านไปพิจารณาให้ดีอีกที เพียงเคยเป็นนักมวยมาแต่ฆราวาสนั้น เรื่องก็ควรยุติไปแล้ว ไม่ควรมาปรากฏซ้ำ ๆ ซาก ๆ อีกทำนองนี้ พูดเพียงเท่านั้นก็หยุด พอได้โอกาศพระรูปที่คุ้นเคยกับเธอก็ไปหาเธอและถามเรื่องราวนั้นอีก ก็ทราบว่าเธอมีรูปภาพคนชกมวยท่าต่าง ๆ ติดมาด้วย จึงให้เธอเอาออกมาดู ก็ได้เห็นภาพมวยท่าต่าง ๆ ราว 10 กว่าแผ่น พระที่ไปดูก็ปักใจว่า ต้องเป็นภาพนี้แน่นอนที่ทำให้ท่านเดือดร้อนอยู่ไม่หยุด จงเอาไปทิ้งหรือเผาไฟเสีย เธอก็ปฏิบัติตามและพากันเอาภาพนั้นไปเผาไฟทิ้งจนหมด จากนั้นก็มิได้มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นอีกต่อไป ต่างอยู่ด้วย

ความสงบสุข เธอเองก็เป็นพระปฏิบัติดีมีมรรยาทที่น่าเลื่อมใส ท่านอาจารย์เองก็เมตตาเธอมากตลอดมา โดยมิได้พูดถึงเรื่องอดีตของเธออีกต่อไป จากนั้นเธอก็อยู่ด้วยความผาสุก เวลามีโอกาศพระก็ถามเป็นเชิงล้อเล่นกับเธอเกี่ยวกับเรื่องอดีต เธอพูดให้พระฟังถึงเรื่องที่ท่านอาจารย์ดุเธอว่า เธอตายไปครึ่งหนึ่งแทบไม่มีความรู้สึกรับรู้เรื่องดีชั่วอะไรเลย จึงได้ตอบท่านไปแบบคนตายครึ่งมิใช่คนเต็มเต็ง ถ้าท่านไม่ช่วยเมตตาอนุเคราะห์แล้วคงจะเป็นบ้าไปเลย (คำว่าท่านหมายถึงพระรูปที่ช่วยพูดแทน) ไม่มีวันกลับเป็นคนดีได้แน่ ๆ แต่ท่านอาจารย์เองท่านก็ฉลาดมาก พอเห็นเราจะเป็นบ้าและตายต่อหน้าท่าน ท่านก็รีบระงับเรื่องลงทันทีแล้วพูดเรื่องอื่นมากลบเสียทำเป็นเหมือนไม่มีเรื่องนี้อยู่ในใจท่านเลย นี้คือภาพที่ปรากฏทางนิมิตภาวนาที่ท่านเคยใช้เป็นคู่เคียงกันตลอดมามิได้ลดละ เพราะเป็นธรรมจำเป็นไม่ด้อยกว่าปรจิตตวิชา การกำหนดรู้วาระของผู้อื่น

ท่านเล่าว่า ท่านพักอยู่ที่เชียงใหม่มีประสบเหตุการณ์ทั้งภายในโดยเฉพาะและเกี่ยวกับสิ่งภายนอกมากมายกว่าที่ทั้งหลายที่เคยผ่านมาในชีวิตแห่งนักบวช สิ่งที่ไม่เคยรู้เคยเห็นก็รู้เห็นขึ้นมาเป็นขึ้นมา ทั้งน่าตื่นเต้นอัศจรรย์ตลอดมา ยิ่งเวลาพักอยู่คนเดียวด้วยแล้วยิ่งพบเห็นสิ่งต่าง ๆที่เป็นของลึกลับมากมาย แม้ตัวเองก็ไม่อาจจะประมาณได้เพราะจิตที่เป็นธรรมชาติรู้เห็นตามวิสัยของตนหากรู้เห็นอยู่ทำนองนั้นรู้เห็นในเวลาเข้าที่ก็มี เวลาธรรมดาก็มี จึงน่าแปลกประหลาดและอัศจรรย์ จิตที่เคยโง่และมืดมิดปิดทวารมาแต่ก่อน ซึ่งไม่คาดฝันว่าจะสามารถรู้เห็นได้ดังที่รู้ ๆ เห็น ๆ อยู่กับเหตุการณ์ที่มาเกี่ยวข้องในปัจจุบัน ประหนึ่งสิ่งที่มาเกี่ยวข้องนั้น ๆ เพิ่งจะมีขึ้นในปัจจุบัน ทั้งที่เคยมีมาดั้งเดิมแต่กาลไหนกาลไรมา นอกจากเวลาจิตเข้าพักสงบเต็มที่ล่วงเลยเหตุการณ์ต่าง ๆที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องถึงเท่านั้น จึงไม่มีอะไรปรากฏในเวลานั้น จิตพักอยู่ด้วยธรรม ธรรมอยู่ด้วยจิต จิตเป็นธรรม เป็นเอกภาพคือธรรมกับจิตเป็นอันเดียวกันไม่มีสองกับอะไร ไม่มีสมมติใด ๆ เข้าไปเกี่ยวข้อง กาลไม่มี สถานที่ไม่ปรากฏ ขันธ์ไม่มีในความรู้สึก สุขทุกข์ที่เป็นสมมติไม่ปรากฏ ถ้าจิตไม่ถอนขึ้นมาก็จะอยู่ไปกี่วัน กี่เดือน กี่ปี หรือกี่กัป กี่กัปส์ ก็ไม่ปรากฏสมมติ มี อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

เป็นต้นเข้าไปรบกวน เพราะเป็นความดับสมมติอย่างสนิท แม้สมมติทั้งหลายมีขันธ์ที่กำลังครองตัวอยู่เป็นต้นเกิดขโมยแตกสลายไป ในขณะที่จิตกำลังพักอยู่ในนิโรธธรรม คือความดับสมมติทั้งหลายก็คงไม่มีทางทราบได้ จิตคงเป็นสภาพนั้นไปเลย นี่เป็นเพียงพูดตามความเป็นของจิตในเวลาเข้าพักระงับดับสมมติชั่วคราว คงไม่พักตลอดไปเป็นปี ๆ ดังที่ว่านั้น เช่นเดียวกับคนนอนหลับสนิทย่อมหมดการรับทราบในขันธ์ แม้จะหลับไปกี่วันก็คงเป็นทำนองคนนอนหลับอยู่นั่นเอง นอกจากเวลาตื่นนอนขึ้นมาแล้วถึงจะรับทราบความสุขทุกข์ไปตามหน้าที่ที่เคยรับ แต่การเข้าพักสงบจิตจะเป็นพักสงบธรรมดาหรือพักในนิโรธสมาบัติก็เป็นสมมติอยู่โดยดี เป็นแต่ผู้เข้าพักเป็นผู้พ้นจากสมมติแล้วเท่านั้น กิริยาแห่งสมมติทั้งปวงจึงไม่สามารถทำวิสุทธิจิตนั้นให้กำเริบเป็นอื่นได้ คง

เป็นวิมุตติจิตอยู่ตามเดิมในฐานะเป็นอกาลิกจิต คือจิตที่พ้นจากกาลสถานที่เป็นต้นไปแล้ว เป็นจิตที่หมดความคาดหมายด้นเดาใดๆ ทั้งสิ้น จึงไม่ควรคาดหมายด้นเดาให้เสียเวลาและลำบากเปล่า ๆ ขณะที่จิตพักตัวอยู่ในความสงบลบสมมติทั้งมวลแล้ว ไม่รับธุระหน้าที่ใด ๆ ฉะนั้น สิ่งที่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องให้รู้เห็นจึงระงับสูญไปหมดเวลานั้น ต่อเมื่อถอนออกจากสมาธิสมาบัติ ออกมาอยู่ขั้นอุปจารสมาธิ หรือเป็นวิสุทธิจิตธรรมดาแล้ว ถ้ามีเหตุควรรู้จิตควรรู้ จึงจะรู้ และรับทำธุระไปตามหน้าที่และกำลังของตนต่อไปตามกาลอันควร ท่านว่าจิตท่านเปิดเผยต่อเหตุการณ์อยู่เสมอทั้งอยู่ในอุปจารสมาธิและอยู่ปกติธรรมดาต่างกันเพียงลึกตื้นหยาบละเอียดหรือกว้างแคบเท่านั้น ถ้าต้องการความละเอียดและกว้างขวางต้องเข้าอุปจารสมาธิพิจารณา เรื่องเกี่ยวกับตาพิเศษ หูพิเศษก็เช่นกัน ต้องเข้าอุปจารสมาธิสงบอารมณ์น้อย ๆ แล้วคอยรับทราบ จะทราบทางรูปคนเสียงคน หรือรูปสัตว์เสียงสัตว์ หรือมากกว่านั้นตามแต่ความประสงค์จะทราบก็ทราบได้ เหมือนเห็นด้วยตาเนื้อฟังด้วยหูหนัง เรื่องทั้งนี้ท่านเคยเล่าให้ฟังเวลาท่านไปพักอยู่กับพวกชาวเขา ซึ่งไม่เคยเห็นพระสงฆ์เป็นส่วนมาก




กรุณาติดตามต่อ เย็นวันนี้ เจ้าค่ะ

รูปภาพ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » จันทร์ 24พ.ย.2014 18:01

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 56 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว


ซึ่งไม่เคยเห็นพระสงฆ์เป็นส่วนมาก นอกจากผู้มีโอกาสได้ลงมาเมืองหรือหมู่บ้านที่มีพระสงฆ์ถึงจะมีโอกาสได้เห็นบ้าง ขณะท่านไปถึงทีแรกสององค์ด้วยกัน ก็พากันพักอยู่ชายภฺูเขา ห่างจากหมู่บ้านชาวเขาราวสองกิโลเมตร พักอยู่ร่มไม้ธรรมดา ตอนเช้าพาเข้าไปบิณฑบาต คนชาวเขาเห็นท่านเข้าไปบิณฑบาตก็ถามท่านว่า ตุ๊เจ้ามาธุระอะไร ท่านก็บอกว่ามาบิณฑบาต เขาถามว่าบิณฑบาตอย่างไร? เพราะพวกเขาไม่เข้าใจ ท่านบอกว่าบิณฑบาตข้าว เขาถามว่าข้าวสุกหรือข้าวสาร ท่านบอกว่าข้าวสุก เขาก็บอกกันให้หาข้าวสุกมาใส่บาตรท่าน ได้แล้วก็กลับมาที่พัก และฉันแต่ข้าวเปล่า ๆ อยู่นาน ขณะไปพักอยู่ที่นั่นทีแรกชาวบ้านเขาไม่มีความเลื่อมใสและไว้วางใจท่านเลย ตกกลางคืนหัวหน้าบ้านตีเกราะนัดให้ชาวบ้านมาประชุมกัน และประกาสว่า ขณะนี้มีเสือเย็นสองตัว (หมายถึงท่านอาจารย์กับพระที่อยู่ด้วยกันสององค์) มาพักอยู่ในป่าแห่งนั้นจะเป็นเสือเย็นประเภคใดก็ยังไม่ทราบได้ พวกเราไม่ไว้ใจเสือเย็นสองตัวนั้นจึงห้ามไม่ให้เด็กและผู้หญิงเข้าไปในป่านั้น แม้ผู้ชายจะไปก็ควรมีพวกมีเพื่อนและมีเครื่องมือติดตัวไปด้วย

ไม่ควรไปคนเดียวและไปแต่ตัวเปล่า ๆ เดี๋ยวเสือเย็นสองตัวนั้นเอาไปกินจะว่าไม่บอก ขณะที่เขากำลังประชุมประกาสเรื่องเสือเย็นให้ชาวบ้านทราบก็เป็นเวลาที่ท่านอาจารย์กำลังเข้าภาวนาอยู่พอดี เรื่องที่เขาประกาสให้ชาวบ้านทราบทั้งหมดจึงเป็นเหมือนประกาสให้ท่านซึ่งกำลังตกอยู่ในคำกล่าวหาว่าเป็นเสือเย็นทราบด้วยโดยตลอด ท่านเกิดความสลดสังเวชใจอย่างยิ่งที่ไม่เคยคาดฝันมาก่อนว่า ตนจะเป็นพระประเภคเสือเย็นดังคำกล่าวหา ขณะนั้นแทนที่่ท่านจะโกรธและเสียใจในคำกล่าวหาของเขา แต่กลับเกิดความเมตตาสงสารเขาอย่างบอกไม่ถูก กลัวเขาผู้ไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็มีจำนวนมากจะพลอยเชื่อตามคำเหลวไหลนั้น และพลอยเป็นบาปหายกรรมไปตาม ๆ กันเมื่อตายจากชาตินี้ไปแล้ว เขาจะไปเกิดเป็นเสือกันทั้งบ้าน พอตื่นเช้าท่านก็รีบบอกกับพระที่อยู่ด้วยว่า คืนนี้พวกชาวบ้านเขาประชุมประกาศกันว่า เราทั้งสององค์เป็นเสือเย็นที่ปลอมแปลงตัวเป็นพระมาหลอกลวงอย่างแยบยลลึกลับเพื่อให้เขาตายใจเชื่อถือแล้วกลับทำลายชีวิตและทรัพย์สินเขาด้วยวิธีต่าง ๆ ฉะนั้น เขาจึงไม่เลื่อมใสและไว้ใจพวเราทั้งสอง

เลยเวลานี้ เวลาเขาตายไปก็จะพากันไปเกิดเป็นสัตว์เป็นเสือกันทั้งบ้าน ซึ่งนับว่าเป็นกรรมเก่าของเขาไม่เบาเลย เพื่อความอนุุเคราะห์เขาซึ่งควรแก่สมณกิจที่พอทำได้ จึงควรอดทนอยู่ที่นี่ไปก่อน แม้จะทุกข์ลำบากก็พยายามอดทนไปจนกว่าเขาจะพากันกลับใจได้แล้วจะไปที่ไหนค่อยไปกันดังนี้ นอกจากเขาไม่ไว้้ใจและเลื่อมใสแล้ว พวกผู้ชายยังพากันมาคอยสังเกตุการณ์ตามสถานที่ที่ท่านพักบ่อย ๆ ครั้งละ 3-4 คนโดยมีเครื่องมือติดตัวมาด้วย มายืนลอบ ๆ มอง ๆ อยู่แถวบริเวณใกล้ ๆ บ้างมายินอยู่ข้างทางจงกรมบ้าง มายืนอยูกลางทางจงกรมบ้าง ในเวลาท่านเดินจงกรมทำความเพียรอยู่ ต่างคนต่างจ้องและสอดส่ายสายตามองมายังท่านและเหลือบมองไปรอบ ๆ 10 นาทีบ้าง 15 นาทีบ้างแทบทุกวันและไม่พูดจาไต่ถามอะไรกับท่านในระยะเริ่มแรกแล้วก็พากันกลับไป วันหลังได้โอกาสก็พากันมาใหม่ เขาใช้เวลาสังเกตท่านอยู่นานวันพอสมควร ส่วนอาหารปัจจัยเครื่องอาศัยเป็นอยู่หลับนอนของพระเสือเย็นทั้งสองตัวจะขาดตกบกพร่องหรือจะเป็นตายอย่างไรบ้างนั้น เขามิได้พากันสนใจคิดและขวนขวายกันเลย ฉะนั้น การเป็นอยู่ของท่านทั้งสองที่เขาให้นามว่าเสือเย็นจึงลำบากอัตคัตมาก อาหารบิณฑบาตอย่างมากก็ได้ข้าวเปล่า ๆ มาฉัน บางวันรวมทั้งฉันน้ำด้วย

ให้อิ่มพอเบาะ ๆ บางวันรวมทั้งฉันน้ำก็ไม่พอ ที่อยู่หลับนอนก็อาศัยโคนไม้เป็นประจำทั้งแดดทั้งฝนก็ทนเอา เพราะที่นั่นไม่มีถ้ำหรือเงื้อมผาพอได้อาศัย ถ้าฝนตกชุกมาก ในบางวันตกทั้งวัน พอฝนเบาลงบ้างก็พยายามเที่ยวเก็บใบไม้ไว้แห้งหญ้าแห้งมาทำเป็นจากมุงพอบังแดดบังฝนไปพลาง พอประทังชีวิตไปวันหนึ่่ง ๆ ด้วยความทุกข์ลำบากมากมาย ขณะฝนตกก็เข้าหลบซ่อนอยู่ในกลดในมุ้งพอบรรเทาความหนาว เวลาลมพัดจากภูเขาเข้ามาอย่างแรงฝนก็สาด กลดก็จะปลิวหลุดมือ ตัวท่านและบริขารก็เปียกตัวสั่นเหมือนลูกนกลูกกา ถ้าเป็นตอนกลางวันก็พอทำเนา มองเห็นที่ไปที่หลบที่ซ่อนและที่เก็บบริขารต่าง ๆ บ้าง แต่ฝนตกเอาตอนกลางคืนรู้สึกลำบากมาก ตาก็มองไม่เห็นอะไรทั้งฝนกระหน่ำลง ลงกระหน่ำมาประดังกัน กิ่งไม่ที่ถูกลมพัดอย่างแรงต่างก็ขาดตกลงข้างหน้าข้างหลังตูมตาม ๆ ไม่แน่ใจว่าชีวิตจะต้านทานฝน ต้านทางลม ต้านทานความเห็นหนาว หรือจะต้านทานกิ่งไม้น้อยใหญ่ที่หักตกลงและ

โหมกันมาจากทิศต่าง ๆ ในขณะนั้น เมื่อชีวิตยังอยู่ก็ทนกันไป ร้อนก็ทนไป หนาวก็ทนไป หิวก็ทนไป กระหายก็ทนไป อดบ้างอิ่มบ้างก็ทนไป จนกว่าจะหมดกลิ่นแห่งความสงสัยของชาวบ้านที่หวาดระแวงต่อท่าน ว่าเป็นเสือเย็นคอยหลอกลวงกินเนื้อกินหนังเขา การขบฉันแม้เพียงข้าวเปล่า ๆ ก็อดมื้ออิ่มมื้อ



กรุณาติดตามต่อ พรุ่งนี้เช้า เจ้าค่ะ

รูปภาพ
แก้ไขล่าสุดโดย wisnu 01 เมื่อ อังคาร 25พ.ย.2014 12:16, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » อังคาร 25พ.ย.2014 08:24

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 57 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว


การขนฉันแม้เพียงข้าวเปล่า ๆ ก็อดมื้ออิ่มมื้อ สิ่งอื่นนั้นไม่จำต้องพูดถึงว่าเขาจะมีความสนใจไยดีให้ท่านที่พักที่อยู่แบบคนอนาถาหาที่เกาะที่พึ่งไม่ได้เราดี ๆ นี่เอง น้ำก็หิ้วกาน้ำลงไปในคลองซึ่งอยู่ตีนเขา กรองให้เต็มกาแล้วก็หิ้วขึ้นมาฉันมาใช้ หลังจากสรงเสร็จแล้ว แต่ทำความเพียรสะดวกดีมากหมดกังวลทุกด้านไม่มีอะไรเกาะเกี่ยว ตอนกลางคืนยามดึกสงัดทำภาวนาฟังเสียงเสือกระหึ่มไปมาทีละหลาย ๆ ตัวใกล้ ๆบริเวณที่ท่านพักใต้ร่มไม้ แต่แปลกอยู่อย่างหนึ่งที่เสือไม่เข้ามาหาท่านเลย ล้วนเป็นเสือโคร่งใหญ่ลายพาดกลอนทั้งนั้น ท่านว่าท่านเพลิดเพลินไปกับเสียงสัตว์ชนิดต่าง ๆ แต่บางทีเสือก็เข้ามาหาท่านและลูกศิษย์ท่านเหมือนกัน เขาคงสงสัยว่าเป็นสัตว์ซึ่งควรจะเป็นอาหารได้บ้างแล้วแอบเข้ามาดู พอคนกระดุกกระดิกลุกขึ้นเขาก็ร้องโก้กพร้อมกับกระโดดเข้าป่าไป วันหลังไม่เห็นเขามาหาอีกเลย พอตกบ่าย ๆ ก็มีชาวบ้านราว 3-4 คนออกมาสังเกตการณ์แทบทุกวัน แต่เขาไม่พูดจาอะไรกับท่าน ท่านก็มิได้สนใจกับเขา เฉพาะพวกเขาเองบางครั้งมีการพูดจากระซิบกระซาบกัน ขณะที่พวกเขามาที่นั่นท่านกำหนดจิตดู

จิตใจเขาที่คิดปรุงอยู่ทุกขณะและทุกเวลาที่เขามา ส่วนพวกเขาเองก็คงไม่สนใจคิดว่า ท่านจะรู้เรื่องความคิดปรุงทางใจตลอดคำพูดเขาที่ระบายออกจากใจผู้บงการอะไรเลย คงเข้าใจว่า ตนมีความลับที่ไม่มีใครสามารถสอดรู้อยู่ภายใน จึงสนุกคิดเรื่องต่าง ๆอย่างเพลินใจ ซึ่งโดยมากก็เป็นความคิดคอยจับผิดท่านอยู่ภายในเช่นเดียวกันหมด สมกับเขาประกาศสั่งพวกเขาให้มาสังเกตการณ์จริง ๆ ท่านเองแทนที่จะคิดระวังตัวกลัวเขาจะจับผิดแต่กลับคิดสงสารเขาเป็นกำลัง ว่าคนในบ้านนั้นมีไม่กี่คนที่เป็นผู้ชักนำชาวบ้านซึ่งมีหลายคนให้เห็นผิดไปด้วย ท่านพักอยู่ที่นั่นเป็นเดือน ๆ ยังไม่เห็นเขาลดละความพยายามคอยจับพิรุธความผิดพลาดท่าน ผู้ใดมาหาล้วนมีความจ้องมองหาแต่ความผิดกับท่านเช่นเดียวกัน ท่านว่าเขาช่างพยายามเอาเสียจริง ๆ แต่ยังดีอยู่อย่างหนึ่งที่เขาไม่พร้อมใจกันมาขับไล่ท่านให้หนีไปจากที่นั่น เป็นเพียงจัดวาระกันมาควบคุมโดยทางลับเท่านั้น เมื่อท่านอยู่นานไป ทั้งพวกเขาก็มาสังเกตดูอยู่หลายครั้ง เฉพาะพวกหนึ่ง ๆ ยังไม่อาจจับความเคลื่อนไหวที่ผิดพลาดท่านได้ เขาคงแปลกใจอยู่มาก ในเวลาต่อมาคืน

วันหนึ่ง ท่านกำลังนั่งภาวนาอยู่ ได้ยินหรือทราบขึ้นภายในใจว่า หัวหน้าบ้านประชุมสอบถามผลของการสังเกตการณ์ว่าได้ผลคืบหน้าไปเพียงใดบ้าง ชาวบ้านที่มาสังเกตให้คำตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่มีผลอะไรตามความคิดเห็นของพวกเราที่คิดกันไปทำอย่างนั้นดีไม่ดี น่ากลัวจะเป็นโทษมากว่าผลที่คาดกัน ผู้สงสัยซักขึ้น ทำไมว่าอย่างนั้นเขาตอบกันว่าเท่าที่สังเกตดูแล้ว ตุ๊เจ้าสองคนนั้น (ตุ๊เจ้าหมายถึงพระ) ไม่เห็นมีกิริยาท่าทางใด ๆ ที่เป็นไปดังที่พวกเราคาดกัน ไปสังเกตดูทีไรก็เห็นแต่ท่านนั่งหลับตานิ่งอยู่บ้าง ท่านเดินกลับไปกลับมาในท่าสำรวม ไม่มองโน้นมองนี่อย่างคนทั่ว ๆ ไปบ้าง คนที่จะเป็นเสือเย็นตั้งท่าคอยฉีกสัตว์คนคงไม่ทำอย่างนั้น ต้องมีอาการแสดงออกให้พอจับได้บ้าง แต่ตุ๊เจ้าสองคนนี้ไม่มีกิริยาเช่นนั้นแฝงอยู่บ้างเลย ถ้าขืนไปทำอย่างที่พากันทำอยู่ทุกวันนี้ จึงน่ากลัวเป็นบาป ทางที่ถูกควรไปศึกษาไต่ถามท่านดูให้รู้เหตุผลต้นปลายก่อนอยู่ๆ ไปเหมาว่าท่านไม่ดีเอาเลยตามความคิดเห็นเฉย ๆ อย่างนี้น่ากลัวเป็นบาป บรรดาพวกที่ไปสังเกตมาแล้วพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าท่านเป็นตุ๊เจ้าดียากจะหาได้ พวกเราก็เคย

เห็นตุ๊เจ้ามาบ้างพอจะรู้ของดีของไม่ดี บางรายก็ว่าเคารพเลือมไสท่านมากว่าจะคิดแส่หาโทษท่าน ถ้าอยากทราบรายละเอียดก็ควรไปศึกษาไต่ถามท่านดูบ้างว่า การนั่งหลับตานิ่ง ๆ ก็ดี การเดินกลับไปกลับมาก็ดี ท่านนั่งเพื่ออะไร และท่านเดินหาอะไร ท่านว่าสุดท้ายแห่งการประชุมของชาวบ้านได้ความว่า ให้คนไปไต่ถามท่านดูตามที่ตกลงกัน ตื่นเช้ามาท่าก็พูดกับพระที่อยู่ด้วยว่า เขาเริ่มกลับใจมาทางดีแล้ว คืนนี้เขาประชุมกันเกี่ยวกับการมาสังเกตดูพวกเรา ตกลงกันว่าจะให้คนมาไต่ถามข้อข้องใจกับพวกเรา พอวันหลังตอนบ่าย ๆ เขาพากันมาจริง ๆ ดังที่รู้ไว้ ในจำนวนคนที่มามีคนหนึ่งถามว่า ตุ๊เจ้าหลับตานิ่ง ๆ และเดินกลับไปกลับมานั้น ตุ๊เจ้านั่งและเดินหาอะไร ท่านตอบเขาว่า พุทโธเราหาย เรานั่งและเดินหาพุทโธ เขาถามท่านว่า พุทโธเป็นตัวอย่างไร พวกเราจะช่วยหาตุ๊เจ้าได้ไหม? ท่านตอบว่า พุทโธเป็นดวงแก้วอันประเสริฐเลิศโลกในไตรภพ เป็นดวงฉลาดรอบรู้ทั่วไตรโลกธาตุ ถ้าสูจะช่วยเราหาก็ยิ่งดีมาก จะได้เห็นพุทโธเร็ว ๆ ง่าย ๆ ด้วย (สูเป็นคำที่ชาวบ้านเขานับถือกันว่าดีมากสนิทกันมาก) เขาถามว่า พุทโธตุ๊เจ้าหาย

มานานแล้วหรือ ท่านตอบว่า ไม่นาน ถ้าสูเจ้าช่วยหาให้ยิ่งจะพบเร็วกว่าเราหาเพียงคนเดียว เขาถามว่า พุทโธเป็นดวงแก้วใหญ่ไหม? ท่านตอบว่า ไม่ใหญ่ไม่เล็ก พอดีกับเราและกับพวกสูดี ๆ นี่เอง ใครหาพุุทโธพบคนนั้นประเสริฐมองเห็นอะไรได้ตามใจหวัง เขาถาม มองเห็นนรกสวรรค์ได้ไหมตุ๊เจ้า? ท่านตอบว่ามองเห็นซิไม่เห็นจะว่าประเสริฐได้อย่างไร ลูกเมียผัวตายมองเห็นได้ไหมตุ๊เจ้า ? ท่านตอบว่าเห็นหมด ถ้าการการอยากเห็นเมื่อได้พุทโธแล้ว เขาถาม สว่างมากไหม? ท่าน สว่างมากยิ่งกว่าพระอาทิตย์ตั้งร้อยดวงพันดวง เพราะพระอาทิตย ์ไม่สามารถมองเห็นนรกสวรรค์ได้ แต่ดวงพุทโธสามารถมองเห็นหมด เขาถาม ผู้หญิงช่วยหาได้ไหม? เด็ก ๆช่วยหาได้ไหม? ท่าน ได้ทั้งนั้นไม่นิยมว่าหญิงว่าชาย ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ใครก็หาได้ทั้งนั้น เขาถามท่านว่า พุทโธนั้นประเสริฐในทางใดบ้าง กันผีได้ไหม? ท่านตอบว่า พุทโธประเสริฐ และใช้ได้หลายทางจนนับไม่ถ้วน ในโลกทั้งสามคือ กามโลก รูปโลก อรูปโลก โลกทั้งสามต้องยอมกราบพุทโธทั้งนั้น ไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่าพุทโธ ผีก็กลัวพุทโธมาก ต้องกราบพุทโธ

กรุณาติดตามต่อ บ่ายวันนี้ เจ้าค่ะ

รูปภาพ


คำว่า ภพภูมิ หมายถึง โลกหรือสถานที่อันเป็นที่อาศัยอยู่ของสรรพสัตว์ผู้ยังมีกิเลส ยังไม่เข้าสู่พระนิพพาน นั่นหมายความว่ามนุษย์ตลอดถึงสรรพสัตว์ทั้งปวงเมื่อยังไม่หมดกิเลส ก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ และเสวยผลแห่งกรรมตามแต่กุศลและอกุศลที่ตนสั่งสมไว้ เรียกกันว่า ไตรภูมิ หรือ ไตรโลก (หมายถึง สามโลก) อันได้แก่

1. กามภูมิ (กามโลก) กามภูมิ (หรือกามโลก) แบ่งเป็น 11 ส่วนย่อยได้แก่

ทุคติภูมิ
1. นรกภูมิ
2. เปรตภูมิ
3. อสูรกายภูมิ
4. เดรัจฉานภูมิ

สุคติภูมิ
1. มนุสสภูมิ
2. จาตุมหาราชิกา
3. ดาวดึงส์
4. ดุสิต
5. ยามา
6. นิมมานรดี
7. ปรมิตวสวัตตี

2. รูปภูมิ (รูปโลก) แบ่งได้เป็น 16 รูป คือ

- ปฐมฌานภูมิ 3 ชื่อ ปาริสัชชา ปุโรหิตา และ มหาพรหมา

- ทุติยฌานภูมิ 3 ชื่อ ปริตตาภา อัปปมาณาภา และ อาภัสสรา

- ตติยฌานภูมิ 3 ชื่อ ปริตตสุภา อัปปมาณสุภา และ สุภกิณหา

- จตุตถฌานภูมิ 7 ชื่อ เวหัปผลา อสัญญีสัตตา และ สุทธาวาสภูมิ (มีเรียกได้ 5 ชื่อ) อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี และอกนิฎฐา

4. อรูปภูมิ (อรูปโลก) มี 4 คือ

อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ และ เนวสัญญานาสัญญายตนะ


(รวมทั้งสิ้น 31 ภูมิ ท่านที่สวด ธัมจักร์กัปปวัตนสูตรแบบเต็มคงจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วครับ)


รูปภาพ
แก้ไขล่าสุดโดย wisnu 01 เมื่อ พฤหัสฯ. 27พ.ย.2014 19:52, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » อังคาร 25พ.ย.2014 12:23

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 58 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว



ผีก็กลัวพุทโธมาก ต้องกราบพุทโธ ใครหาพุทโธแม้ยังไม่พบ ผีเริ่มกลัวผู้นั้นแล้ว เขาถามท่าน พุทโธเป็นแก้วสีอะไรตุ๊เจ้า ท่านตอบพุทโธเป็นแก้วดวงสว่างไสวและมีหลายสีจนนับไม่ได้ พุทโธนี้เป็นสมบัติอันวิเศษของพระพุทธเจ้า พุทโธนั้นเป็นองค์แห่งความรู้ความสว่างไสวไม่เป็นวัตถุ พระพทุธเจ้ามอบให้พวกเราไว้หลายปีแล้ว แต่เราเองยังหาพุทโธที่ท่านมอบให้ยังเจอเลย ไม่ทราบว่าอยู่ตรงที่ไหน แต่จะอยู่ที่ไหนไม่สำคัญนัก ที่สำคัญก็คือถ้าสูจะพากันช่วยเราหาพุทโธจริง ๆ ให้พากันนั่งหรือเดินนึกในใจว่าพุทโธ ๆ อยู่ภายในโดยเฉพาะ ไม่ให้จิตส่งออกไปนอกกาย ให้รู้อยู่กับคำว่า พุทโธ ๆ เท่านั้น ถ้าทำอย่างนี้พวกสูอาจเจอพุทโธก่อนเราก็ได้ เขาถามว่าการนั่งหรือเดินหาพุทโธจะให้นั่งหรือเดินนานเท่าไรถึงจะพบพุทโธแล้วหยุดได้ ท่านตอบ ให้นั่งหรือเดินเพียง 15 หรือ 20 นาทีก่อนสำหรับผู้ตามหาพุทโธทีแรก พุทโธท่านยังไม่อยากให้พวกเราตามหาท่านนานนัก กลัวจะเหนื่อยแล้วตามพุทโธไม่ทัน เดี๋ยวจะขี้เกียจเสียก่อนทีหลังจะไม่อยากตามหาท่านแล้วเลยจะไม่พบท่าน เอาเพียงเท่านี้ก่อน ถ้าอธิบาย

มากกว่านี้ จะจำวิธีไม่ได้แล้วตามหาพุทโธไม่พบ เสร็จแล้วเขาพากันกลับบ้าน การลาท่านสำหรับเขาแล้วไม่ต้องพูดถึงเพราะเขาไม่เคยลาใคร ว่าจะไปเขาลุกขึ้นแล้วก็ไปทันทีทันใดไม่สนใจคำลาใครทั้งนั้น พอไปถึงบ้านแล้ว ชาวบ้านต่างมารุมถามเป็นการใหญ่ เขาอธิบายให้ฟังตามที่ท่านสั่งสอนเขาแต่โดยย่อไว้ก่อนนั้น นอกจากนั้น เขายังอธิบายเรื่องท่่านพระอาจารย์ให้ชาวบ้านฟังว่า ที่สงสัยการนั่งหลับตานิ่ง ๆ และเดินกลับไปกลับมานั้น ท่านนั่งและเดินหาพุทโธดวงเลิศต่างหาก มิได้นั่งและเดินแบบเสือเย็นดังที่พวกเราเข้าใจกัน พอชาวบ้านทราบวิธีตามที่พวกมาถามท่านนำไปเล่าให้ฟังแล้วต่างคนต่างสนใจฝึกหัดนึกพุทโธภายในใจโดยทั่วกัน นับแต่หัวหน้าบ้านลงมาถึงผู้หญิงและเด็ก ๆ ที่พอรู้วิธีนึกพุทโธได้

เป็นที่อัศจรรย์ไม่คาดฝันว่าจะมีผู้รู้เห็นธรรมของพระพุทธเจ้าภายในใจอย่างประจักษ์โดยไม่เนิ่นนานนัก คือผู้ชายคนหนึ่งซึ่งตามหาพุทโธ และประสบธรรมคือความสงบสุขทางใจจากการนึกบริกรรมพุุทโธตามวิธีที่ท่านบอกเขา ท่านเล่าว่าก่อนหน้า 3-4 วันที่เขาประสบผลจากพุทโธ เขานอนหลับฝันถึงพระอาจารย์มั่นว่า ท่านเอาเทียนใหญ่ที่จุดไฟอย่างสว่างไสวแล้วไปติดไว้บนศีรษะเขา พอท่านติดเทียนเสร็จแล่วนับแต่ศีรษะลงมาถึงตัวเขาปรากฏว่าสว่างไสวไปโดยตลอด เขาดีใจมากกว่าตนได้ของดีที่มีความสว่างไสวแผ่ออกไปนอกกายตั้งหลาย ๆ วา พอจิตเขาเป็นขึ้นมาก็รีบมาหาท่านพระอาจารย์ และเล่าเรื่องความเป็นและความฝันให้ท่านฟังอย่างน่าอัศจรรย์ จากนั้นท่านก็ได้อธิบายเพิ่มเติมให้เขาไปทำต่อ ปรากฏว่าได้ผลอย่างรวดเร็วและยังสามารถรู้ใจของผูู้อื่นได้อีกด้วย ว่าใจของใครยังมีเศร้าหมองและผ่องใสเพียงใด เขาพูดกับท่านอย่างไม่มีความสะทกสะท้านเลย ซึ่งตรงกับจริตคนป่า

ที่มีนิสัยพูดตรงไปตรงมาอยู่แล้ว ในเวลาต่อมาเขาออกมาเล่าธรรมให้ท่านฟังว่า เขาได้พิจารณารู้เห็นจิตท่านพระอาจารย์และพระที่อยู่กับท่านอย่างชัดเจน ท่านเองก็ถามเขาบ้างเป็นเชิงเล่่น ๆ ว่า จิตของท่านเป็นอย่างไร มีบาปมากไหม? เขาตอบท่านทันทีเลยว่า จิตของตุ๊เจ้าไม่มีจุดมีดวงเหลืออยู่แล้ว มีแต่ความสว่างไสวอันเป็นที่อัศจรรย์อย่างยิ่งอยู่ภายในเท่านั้น ตุ๊เจ้าเป็นผู้ประเสริฐสุดในโลกไม่มีใครเสมอเหมือน เฮาไม่เคยเห็น (คำว่าเฮาเทียบกับคำว่าผม) ตุ๊เจ้ามาพักอยู่ที่นี่ตั้งนานร่วมปีแล้ว ทำไมไม่สอนเฮาบ้างก๊าแต่แรกมาอยู่ (ก๊าเท่ากับ "เล่า" หรือ "ไหม" ก็ได้ แปลได้หลายนับมากพอดูมีติดท้ายประโยคได้ทั้งคำถาม คำตอบ) ท่านตอบ จะให้เราสอบอย่างไร ก็ไม่เคยเห็นพวกสูมาศึกษาไต่ถามเรานี่นา เขาตอบว่า ก็ฮาบ่ฮู้ก๊า (บ่เท่ากับไม่) ว่าตุ๊เจ้าเป็นผู้วิเศษ ถ้าฮู้จะทนอยู่ได้อย่างไร ต้องมาแน่ ๆ ทีนี้พวกเฮาฮู้แล้วก๊าว่าตุ๊เจ้าเป็นผู้ฉลาดมาก เวลาพวกเฮามาถามว่าตุ๊เจ้านั่งหลับตานิ่ง ๆ และเดินไปกลับมานั้น ทำทำไม หรือหาอะไร ตุ๊เจ้าก็บอกพวกเฮาว่าพุทโธหาย ให้พวกเฮาช่วยหา เมื่อถามถึงพุทโธเป็นลักษณะอย่างไร ก็บอกไปว่าเป็นแก้วดวงสว่างไสว ความจริงจิตตุ๊เจ้าเป็นพุทโธอยู่แล้ว มิได้สูญหายไปไหน แต่เป็นอุบายฉลาดของตุ๊เจ้าที่เมตตาสงสารพวกเฮา ให้ภาวนาพุทโธเพื่อให้จิตพวกเฮาสว่างไสวเหมือนจิตตุ๊เจ้าต่างหาก เฮาฮู้แล้วว่าตุ๊เจ้าเป็นผู้ประเสริฐและเฉลียวฉลาด ปรารถนาให้พวกเราได้บุญ มีความสุข และพบพุทโธดวงประเสริฐที่ใจตัวเอง มิใช่หาพุทโธให้ตุ๊เจ้า


กรุณาติดตามต่อ คืนนี้ เจ้าค่ะ

รูปภาพ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » อังคาร 25พ.ย.2014 20:09

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 59 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว


มิใช่หาพุทโธให้ตุ๊เจ้า นับแต่เขาคนนั้นได้เห็นธรรมกายในใจเพียงคนเดียวเท่านั้น เรื่องก็กระจายไปทั่วบ้านในไม่ช้า คนในบ้านก็เกิดความสนใจและพากันมาภาวนาพุทโธไปตาม ๆ กัน ตลอดเด็กเล็ก ๆ และเกิดความเชื่อถือและเลื่อมใสท่านพระอาจารย์มั่นมาก เรื่องเสือเย็นเลยหายซากไป ไม่มีใครกล่าวถึงเลยนับแต่นั้นมา เวลาท่านกลับจากบิณฑบาดคนที่ภาวนาเป็นนั้นต้องตามส่งบาตรและศึกษาธรรมกับท่านทุกวัน ถ้าวันไหนเขามีธุระไม่ได้ตามส่งบาตรท่านก็สั่งกับคนไว้ ในหมู่บ้านนั้นทราบว่ามีคนภาวนาเป็นอยู่หลายคนมีทั้งชายและหญิง ที่เก่งกว่าเพื่อนนั้นก็คือเขาเป็นคนก่อนนั่นเอง คนเราเมื่อความพอใจมีแล้ว สิ่งอื่น ๆ ก็ค่อยเป็นค่อยไปเอง เช่นคนพวกนี้แต่ก่อนเขาไม่เคยสนใจกับท่านเลยว่าท่านได้อยู่ได้นอนได้ขบฉันอย่างไรบ้าง แม้จะเป็นหรือจะตายเขาก็ไม่สนใจทั้งนั้น พอเขาเกิดความเชื่อถือและเลื่อมใสแล้ว ทุกสิ่งที่ขาดแคลนก็กลับกลายเป็นความสมบูรณ์ขึ้นมาเป็นลำดับ ทางจงกรม กุฏิที่พัก ที่ฉัน เขาพร้อมกันมาทำถวายท่านเองจนเรียบไปหมดโดยมิได้บอกกล่าวเลย มิหนำซ้ำยังมาตำหนิท่านเชิงชมเชยอยู่อย่างลึกลับ

ด้วยว่า ทางจงกรมอย่างนั้นตุ๊เจ้าก็เดินได้ ดูแล้วมีแต่ต้นไม้เครือเขาเถาวัลย์เต็มไปหมด ตุ๊เจ้ามิใช่หมูพอจะเดินบุกป่าฝ่าดงไปอย่างนั้น แต่ทำไมยังอุตส่าห์เดินบุกไปได้ เมื่อเฮาถามว่า นี่ทางอะไร ก็บอกว่าทางเดินหาพุทโธ พุทโธเราหาย เมื่อเฮาถามว่า นั่งหลับตาอยู่นิ่ง ๆ นั้นนั่งทำไม ก็บอกว่านั่งหาธรรมบ้าง นั่งหาพุทโธบ้าง พูดอย่างนั้นก็ได้ ตุุ๊เจ้านี้แปลกว่าคนทั้งหลาย ตุ๊เจ้าวิเศษเลิศโลกเท่าไรก็มิได้บอกว่าวิเศษ ตุ๊เจ้าคนนี้แปลกมากเฮาชอบนิสัยตุ๊เจ้าตนนี้มาก ที่หลับนอนก็มีแต่ใบไม้ปูเต็มพื้นดินจนจะเหม็นเน่าอยู่แล้ว ท่านทนนอนมาตั้งหลายเดือนทำไมทนได้ เฮาดูที่นอนตุ๊แล้วเหมือนที่นอนหมู เห็นแล้วเฮาสงสารตุ๊เจ้ามากจนเกือบร้องไห้ พวกเฮาเองก็โง่จริง ๆ โง่กันทั้งบ้าน ไม่รู้จักของดี มิหนำบางคนยังหาว่าตุ๊เจ้ามาอยู่เพื่อหลอกลวงชาวบ้านแล้วเขาก็พากันรังเกียจระแวง แต่เวลานี้พวกเขาพากันเชื่อถือและเลื่อมใสเจ้าตุ๊กันทั้งบ้านแล้ว เพราะเขาทราบเรื่องราวตุ๊เจ้าจากเฮาก๊า ดังนี้ ท่านว่าคนพวกนี้ถ้าลงเขาได้เชื่อและเคารพนับถือแล้วก็ต้องนับถือแบบถึงใจจริง ๆ และถึงไหนถึงกัน เป็นก็เป็นด้วยกัน ตายก็ตายด้วยกัน แม้ชีวิต

ก็ยอมสละได้ เราพูดอะไรเขาเชื่อฟังและเคารพนับถือมาก การบริกรรมภาวนาพุทโธของเขา ท่านก็สอนให้เขยิบเวลาขึ้นไปตามความเคยชินและผู้ชำนาญเป็นลำดับ ปีนั้นท่านต้องจำพรรษากับพวกเขารวมแล้วเป็นเวลาปีกว่า ท่านไปอยู่กับพวกเขา ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนเมษายนปีหลังจึงได้จากเขาไป ก่อนจะจากเขาไปได้ก็นับว่าทุลักทุเลด้วยความสงสารเขาเอาการอยู่ เนื่องจากเขาไม่ยอมให้ท่านหนีไปไหนเองเลย เขาบอกท่านว่าแม้ท่านตายลงไปในที่นั้น เขาทั้งบ้านจะรับรองเผาศพท่าน แม้เขาเองก็มอบชีวิตไว้กับท่านด้วย เพราะความรักและเคารพเลื่อมใสท่านมาก ผลดีก็เห็นประจักษ์ตาประจักษ์ใจ น่าชมเชยเขาที่มีความฉลาดระลึกในความผิดได้ พอเห็นพระที่ปฏิบัติดีน่าเลื่อมใสจริง ๆ แล้วก็กลับมาเห็นโทษความผิดของตนที่คิดไม่ดีมาก่อน แล้วพร้อมกันมาขอขมาโทษท่านให้อโหสิกรรมให้ก่อนจากพวกเข้าได้พูดกับพระที่อยู่ด้วยว่าที่นี่เข้าหมดโทษแล้วเราจะไปที่ไหนก็ได้ไม่ขัดข้องแล้ว แต่สำคัญตอนลาเขาออกจากที่นั่น ท่านว่าน่าสงสารสังเวชกับความรักความนับถือ ความเคารพเลื่อมใสและคำวิงวอน

เขาจนบอกไม่ถูก พอพวกเขาทราบว่าท่านจะจากเขาไปเท่านั้น ก็พากันออกมาทั้งบ้านร้องไห้วิงวอนกันอย่างชุลมุนวุ่นวายไปทั้งป่า เหมือนคนร้องไห้คิดถึงคนตายนั่นเอง ท่านก็พยายามแสดงเหตุผลที่จำต้องจากเขาไป และปลอบโยนพวกเขาไม่ให้เสียใจจนเลยขอบเขตแห่งธรรม คือความพอดี จนเขาเป็นที่ลงใจแล้วก็ออกจากที่พักอันแสนสำราญนั้น สิ่งที่ไม่คาดฝันกลับเกิดขึ้นอีก คือทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างคนต่างออกไปรุมล้อมท่าน และแย่งเอาบริขาร กลด บาตร กาน้ำ กับผู้ตามส่งท่าน และฉุดชายสบงจีวร กอดแข้งกอดขาท่านดึงกลับมาที่พักอีก เหมือนเด็ก ๆ โดยไม่ยอมให้ท่านไป ท่านต้องกลับมาแสดงเหตุผลและปลอบโยนใจให้สงบอีกพักหนึ่งแล้วค่อยพากันปล่อยท่านไป พอท่านเดินไปได้ประมาณ 4-5 วาเท่านั้น ต่างก็ร้องไห้แล้วพากันตามฉุดเอาท่านกลับมาอีก

กรุณาติดตามต่อ พรุ่งนี้เช้า เจ้าค่ะ

รูปภาพ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » พุธ 26พ.ย.2014 07:09

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 60 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว


พากันตามฉุดเอาท่านกลับมาอีก ทำเอาท่านเสียเวลาไปหลายชั่วโมง ฟังเสียงร้องไห้ระเบ็งเซ็งแซ่ฉุกละหุกวุ่นวายไปทั่วทั้งป่า ซึ่งเป็นที่น่าสมเพชเวนาเอาหนักหนา คำว่า "เสือเย็น" ที่เกิดขึ้นในตอนแรก ๆ จึงหมดความหมายไปทั้งสองฝ่าย ที่ยังเหลืออยู่จึงมีแต่ความเคารพเลื่อมใสความอาลัยอาวรณ์ในท่านผู้ทรงคุณธรรมอันสูงส่ง ที่สุดจะอดกลั้นไว้ได้ ขณะที่ท่านจากไปจึงมีแต่เสียงร้องไห้ระทมทุกข์ของพวกเขาที่พิไรรำพัน ทั้งเสียงร้องไห้และสั่งเสียว่า "เมื่อตุ๊เจ้าไปแล้วให้รีบกลับคืนมาหาพวกเราอีก อย่าอยู่นาน พวกเฮาคิดถึงตุ๊เจ้าแทบอกจะแตกตายเดี๋ยวนี้แล้วก๊า" จนไม่ทราบว่าเป็นเสียงเด็กหรือเสียงผู้ใหญ่ที่ต่างคนต่างร้องไห้ไว้ทุกข์ในคราวท่านจากไปเวลานั้น นับว่าท่านไปอยู่ท่ามกลางแห่งความสงสัยไม่พอใจของเขาในครั้งแรก แต่จากไปในท่ามกลางแห่งความอาลัยเสียดายของเขาในภายหลัง จึงนับว่าท่านเที่ยวชะล้างสิ่งสกปรกรกรุงรังให้กลายเป็นของสะอาดปราศจากมลทินควรแก่ความเป็นของมีคุณค่าขึ้นได้สมกับท่านได้บวชมาเป็นลูกศิษย์ของพระตถาคตผู้ไม่ถือโกรธถือโทษกับผู้ใดจริง ๆ ใครรังเกียจท่านก็พยายามอนุเคราะห์ด้วยความเมตตาสงสาร ไม่ยึคเอาความผิดพลาดของเขามาเป็นอารมณ์เครื่องขุ่นข้องหมองใจให้เป็นภัยแก่ตน

และผู้อื่น มีใจที่เต็มเปี่ยมด้วยเมตตาอันเป็นที่เจริญศรัทธาของโลกผู้ร้อนด้วยกิเลสตัณหา วิ่งเข้ามาอาศัยให้ได้รับความไว้วางใจและเย็นฉ่ำทั่วหน้ากัน นับว่าเป็นผู้อัศจรรย์ด้วยคุณธรรมอันหาที่เปรียบได้ยาก ขณะนั่งฟังท่านเล่า ผู้ฟังก็เกิดความสังเวชสลดใจอดวาดภาพไปตามไม่ได้ ปรากฏในมโนภาพ ขณะนั้นเหมือนดูภาพยนต์ที่แสดงเรื่องชุลมุนวุ่นวายของชาวบ้านป่าที่มีศรัทธาแรงกล้าสละเลือดเนื้อชีวิตดวงใจต่อผู้วิเศษด้วยคุณธรรม ขอให้ท่านประพรมโสรจสรงด้วยพรหมวิหาร ประทานเมตตากับพวกเขาให้มีชีวิตชีวาเจริญวาสนาสืบต่อไปด้วยการวิงวอนและร้องไห้กอดแข้งกอดขาฉุดผ้าสังฆาฏิสบงจีวรบาตรบริขาร ท่านกลับมาสู่บรรณศาลาหลังเล็ก ๆ ของฤๅษีที่มุงด้วยเปลือกไม้ใบหญ้าอันแสนสำราญซึ่งเป็นที่น่าสงสารอสข่างประทับใจ แต่เป็นที่สุดวิสัยของโลกอนิจจัง จำมาต้องจำจากเพราะการพลัดพรากแปรผันเป็นสายทางเดินแห่งคติธรรมดา ไม่มีท่านผู้ใดสามารถปิดกั้นหรือทำลายได้

ดังนั้น ท่านพระอาจารย์มั่น แม้จะทราบอัธยาศัยของชาวศรัทธาที่เกี่่ยวพสันหนักแน่นกับท่านอยู่อย่างเต็มใจก็จำต้องจากไป ในเมื่อกาลมาถึงแล้ว เป็นที่ทราบกันว่าท่านพระอาจารย์มั่นที่ชาวบ้านในเขาเคยให้นามท่านว่า "เป็นเสือเย็น" แต่ท่านเป็นวิสุทธิบุคคลอยู่ในข่ายแห่ง ปุญญกฺเขตฺตํ โลกสฺส ของโลก ท่านได้จากเขาไปเพื่อบำเพ็ญประโยชน์แก่โลกต่อไปตามอัธยาศัยไม่มีประมาณ เรื่องนี้นับว่าเป็นคติแก่อนุชนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดี ซึ่งเวลานี้พุทธศาสนิกชนผู้รักความสงบกำลังวิตกห่วงใยทั้งตนและพุทธศานาอันเป็นสมบัติล้นค่า และเป็นคู่เคียงแห่งชีวิตจิตใจตลอดมาที่อาจถูกเพ่งเล็งกลาวหาอย่างลึกลับว่าเป็น "เสือเย็น" ทำนองที่ท่านพระอาจารย์มั่นถูกมา แล้วกำจัดทำลายอย่างเปิดเผยก็ได้ จากฝ่ายใดก็ตามที่มีความรู้ความเห็นเป็นปรปักษ์ต่อหลักพระศาสนาและคตินิสัยของพุทธศาสนิกชน ซึ่งเวลานี้ก็เริ่มไหวตัวบ้างพอให้รู้สึกว่าไม่ควรนอนใจ ถ้านอนหลับทับสิทธิ์จนเกินไป อาจเสียใจในภายหลัง ท่านพระอาจารย์มั่นท่านดำเนินตามแบบสุคโต ไปอยู่ในป่าในเขาก็เป็นประโยชน์แก่ชาวป่าชาวเขา เทวบุตร เทวธิดา อินทร์

พรหม ภูติผี นาค ครุฑไม่ว่างงาน ท่านมีเมตตาสงสารอนุเคราะห์โลกอยู่ตลอดเวลา ออกมาเมืองมนุษย์มนาก็โปรดมนุษย์มนาไปมาหาสู่ศึกษาอบรมอรรถธรรมกับท่านเป็นประจำ นับว่าท่านทำประโยชน์มหาศาลแก่ส่วนรวม ซึ่งยากจะมีผู้ทำได้ละเอียดลออกว้างขวางเหมือนอย่างท่าน เวลาพักอยู่ในเขา ตอนบ่าย ๆ เย็น ๆ พวกชาวป่าก็พลอยได้รับความแช่มชื่นเบิกบานจากธรรมที่ท่านแสดงโสรจตรง ตกตอนดึกก็แก้ปัญหาและแสดงธรรมแก่เทวดาที่มาจากชั้นและที่ต่าง ๆ ฟัง เรื่องเช่นนี้นับว่าเป็นภาระอันหนักที่ท่านต้องทำซึ่งหาตัวแทนยาก ไม่เหมือนการสั่งสอนมนุษย์มนาที่ใคร ๆ สั่งสอนก็พอรู้เรื่องกัน นอกจากจะฟังและปฏิบัติตามหรือไม่เท่านั้น การเกี่ยวข้องกังบเทพเจ้าท้้งเบื้องบนและเบื้องล่างนับว่าเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับท่านพระอาจารย์มั่น ฉะนั้น ประวัติของท่านจึง

มักมีเรื่องเกี่ยวกับเทพสับปนกันไปเสมอตามประสบการณ์ในสถานทีและเวลาต่าง ๆ กัน จนกว่าจะจบประวัติท่าน เรื่องทำนองนี้ก็จะสิ้นสุดลง เมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนได้ไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์ผู้ทรงคุณธรรมอยู่กับพระ 3-4 องค์ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ท่านภายในวัด เราพลอยได้โอกาสเข้าผสมด้วย ท่านแสดงอัธยาศัยด้วยความเมตตายิ่ง เราเริ่มสนทนาธรรมภาคปฏิบัติแขนงต่าง ๆ จนเตลิดไปถึงเรื่องของท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งเป็นอาจารย์ท่านระยะนั้นท่านไปศึกษาอบรมอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นที่จังหวัดเชียงใหม่ ในภูเขาลึกห่างจากตัวอำเภอมาก เดินด้วยเท้าเปล่าเป็นวัน ๆ จึงจะถึงอำเภอ ท่านเล่าให้ฟังหลายเรืองซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ฟังแล้วสะดุ้งใจ และเกิดความอัศจรรย์ชนิดบอกไม่ถูก แต่จะนำมาเล่าให้ท่านฟังเท่าที่เห็นว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ควร นอกนั้นจึงขอผ่านไป ตามที่เคยเรียนให้ทราบมาแล้ว ท่านเล่าว่า ท่านพระอาจารย์มั่นนอกจากจะเป็นที่แน่ใจอย่างยิ่ง ว่าท่านเป็นผู้บริสุทธิ์หมดจดในสมัยปัจจุบันแล้ว ท่านยังมีคุณธรรมพิเศษหลายประการอีกด้วย



กรุณาติดตามต่อ สายวันนี้ เจ้าค่ะ

รูปภาพ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » พุธ 26พ.ย.2014 11:39

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 61 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว


ท่านยังมีคุณธรรมพิเศษหลายประการอีกด้วย ทั้งน่ากลัว ทั้งน่าเคารพ ทั้งน่าเลื่อมใส ทั้งทำให้เราระวังตัวอยู่ตลอดเวลา ความรู้แปลก ๆ ที่ท่านเล่าให้ฟังนั้นผมเองก็จำได้ไม่หมด ผู้เขียนเรียนถามท่านว่า ส่วนที่จำไม่ได้ก็สุดวิสัย แต่ที่พอจำได้ก็ขออาราธนาเล่าให้กระผมฟังบ้าง พอได้ยึดไว้เป็นขวัญใจและเป็นที่ระลึกบูชาไปนาน ๆ ท่านพูดว่า ก็เราคิดอะไรขึ้นมา ภายในใจท่านรู้เอาเสียหมด จะว่าอย่างไรล่ะ ผมเองเหมือนถูกมัดไว้ทั้งวันทั้งคืนเลย ด้วยการระวังรักษาจิต ถึงขนาดนั้นท่านยังเอาเรื่องความคิดของเราไปเทศน์ให้เราและหมู่เพื่อนฟังจนได้ แต่จิตผมก็รู้สึกว่าดีอยู่ไม่น้อยในระยะที่อยู่กับท่าน เป็นแต่รักษาใจไม่ให้คิดไปทุกแง่ทุกมุมไม่ได้เท่านั้นเอง ใคร ๆ ก็ทราบว่าใจเป็นของเล่นเมื่อไร มันคิดได้ทั้งวันทั้งคืน ใครจะไปทนตามทนห้ามมันหวาดไหว ฉะนั้น จึงโดน

ท่านเทศน์เสียเรื่อย บางทีเราคิดและหลงลืมไปแล้ว พอมาหาท่าน ท่านเทศน์เรื่องนั้นขึ้น เราถึงระลึกได้ว่า เราได้หลวมตัวคิดอย่างท่านว่าจริง ๆ อย่างนี้ ท่าดุให้ท่านอาจารย์ด้วยหรือ ? ผู้เขียนถาม บางทีท่านดุเอาบ้าง แต่บางทีแนะนำไปทีเดียวโดยยกเอาเรื่องที่เราคิดนึกฝันไปนั่นเองมาเป็นธรรมแสดงแก่เราเอง บางครั้งก็มีพระไปนั่งฟังด้วย เรานึกอายพระที่ไปได้ยินด้วย แต่ดีอยู่อย่างหนึ่ง เวลามีพระไปนั่งฟังอยู่ด้วยนับแต่หนึ่งองค์ขึ้นไป ท่านไม่ระบุชื่อผู้เป็นต้นเหตุคิด เป็นแต่อธิบายเรื่องความคิดนึกดีชั่วนั้น ๆ ไปเรื่อย ๆ เท่านั้น ท่านอาจารย์คิดอย่างไรบ้าง ท่านถึงได้ดุบ้างสั่งสอนบ้าง ผู้เขียนเรียนถาม ฟังแต่คำว่า บุุรุชนเป็นอย่างไร มันหนายิ่งกว่าภูเขาหินและชนดะไปหมดไม่เลือกว่าดีว่าชั่ว ว่าผิดว่าถูก มันคิดไปได้ทั้งนั้น พอดีกับเรื่องที่ควรดุท่านถึงได้ดุ ท่านอาจารย์กลัวท่านมากหรือเปล่าเวลาท่านดุ ผู้เขียนเรียนถาม ทำไมจะไม่กลัว ตัวไม่สั่นแต่หัวใจมันสั่นอยู่ภายใน บางทีแทบลืมหายใจก็ยังมี

การรู้วาระจิตของผู้อื่นนั้นท่านรู้จริง ๆ ผมไม่สงสัยเลย เพราะเรื่องมันบอกอยู่กับตัวเรา ทุุกอย่างที่คิดออกไป ท่านตามเก็บเอามาเทศน์สอนเราเสียสิ้น บางครั้งผมคิดว่าจะไปเที่ยวตามภาษาความโง่ของตน ถ้าคิดตอนกลางคืนพอตื่นเช้ามาไปทำข้อวัตรอุปัฏฐากจากท่าน ท่านก็เก็บเอาเทศน์ทันทีที่ไปถึง ท่านว่าท่านจะไปเที่ยวที่ไหนอีก ที่นั้นไม่สู้ดีสู้ที่นี่ไม่ได้ อยู่ที่นี่ดีกว่าทำนองนี้ทุก ๆ ครั้งที่เราคิดปรากฏว่าไม่ยอมให้ผ่านไปได้ ท่านว่าอยู่ที่นี่สนุก ฟังเทศน์ดีกว่าอยู่ที่นั้น แล้วก็ไม่อนุญาตให้เราไปที่นั้นจริง ๆ ด้วย เท่าที่สังเกตุดูท่านคงเป็นห่วงเรามากกลัวจิตเราจะเสื่อมเสีย และท่านก็พยายามอบรมอยู่ตลอดเวลา ที่ผมกลัวท่านมากก็คือไม่ว่ากลางคืนหรือกลางวัน พอเรากำหนดพิจารณาดูท่านเมื่อไร ก็ปรากฏเห็นท่านจ้องมองเราอยู่แล้ว ประหนึ่งท่านไม่ยอมพักผ่อนเอาเลย บางคืนผมไม่กล้านอนเพราะมองดูท่านแล้ว เหมือนท่านนั่งอยู่ตรงหน้าเรา และเพ่งตาจับจ้องอยู่ที่เราทุกขณะ เรากำนดจิตออกไป

ข้างนอกทีไร ก็เห็นแต่ท่านมองดูเราอยู่ ฉะนั้น การเคลื่อนไหวทุกอาการ จึงเป็นไปด้วยความสำรวมระวังอยู่เสมอ เวลาไปบิณฑบาตตามหลังท่านต่างองค์ต่างระวังสำรวมใจไม่ให้พลั้งเผลอออกนอกกายได้ ไม่เช่นนั้นขากลับออกมาถึงวัดหรือยังไม่ถึงด้วยซ้ำ ในบางครั้งโดยเทศน์จนได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดทั้งกลางวันและกลางคืน ต้องมีสติระวังตัวตลอดเวลา แม้เช่นนั้นก็ยังมีเรื่องให้ท่านนำมาเทศน์จนได้ และก็จริงดังที่ท่านเทศน์เสียด้วย คือ ต้องมีองค์ใดองค์หนึ่งที่อุปโลกน์ไปคิดเรื่องขึ้นมาให้ท่านจำต้องนำมาเทศน์ บางครั้งขณะนั่งฟังเทศน์ได้ยินเสียงท่านเทศน์ดุเรื่องแปลก ๆ ซึ่งเราเองมิได้คิดทำนองนั้น พอเลิกประชุมฟังเทศน์แล้ว

ออกมากระซิบถามกันว่าวันนี้ท่านเทศน์ถูกใครบ้าง เสียงเทศน์รู้สึกชอบกล ต้องมีองค์หนึ่งสารภาพตัวให้เราฟังจนได้ว่า วันนี้ท่านถูกผมเอง เพราะผมอุตริไปคิดอย่างนั้นจริง ๆ ดังนี้ แต่อยู่กับท่านรู้สึกดีมาก เพราะมีสติอยู่กับตัวแทบตลอดเวลาเพราะกลัวท่าน
ท่านเล่าว่าขณะไปถึงเชียงใหม่ทีแรกและเข้าไปพักวัด...ได้ไม่ถึงชั่วโมงเห็นรถยนต์วิ่งเข้ามาในวัดที่ผมอยู่ และตรงเข้ามาจอดที่หน้ากุฏิผมพอดี พอมองลงไปเป็นท่านพระอาจารย์มั่น ผมก็รีบลงไปต้อนรับท่านและเรียนถามถึงเรื่องการมาของท่าน ท่านก็บอกทันทีว่าผมก็มารับท่านนั่นเอง เพราะทราบว่าท่านจะมาที่นี่ตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว เราเรียนถามท่านว่า มีใครเล่าถวายท่านอาจารย์หรือว่ากระผมจะมาที่เชียงใหม่ ท่านตอบว่าใครจะบอกหรือไม่ก็ไม่เป็นปัญหา ถ้าทราบและอยากมาก็มาเองได้ดังนี้ พอได้ยินคำนั้นแล้ว จิตผมเริ่มนึกกลัวขึ้นมา และยังทำให้เรานึกพิสดารไปต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้กลัวท่านมากขึ้น เวลาไปอยู่กับท่านจริง ๆ เรื่องก็เป็นดังที่คิดไว้ทุกประการ



กรุณาติดตามต่อ เย็นวันนี้ เจ้าค่ะ

รูปภาพ
แก้ไขล่าสุดโดย wisnu 01 เมื่อ พฤหัสฯ. 27พ.ย.2014 12:10, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » พุธ 26พ.ย.2014 17:50

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 62 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว



เรื่องก็เป็นดังที่คิดไว้ทุกประการ ขณะประชุมฟังเทศน์ถ้าใจคิดเป็นธรรมแบบสละทิฏฐิมานะเสียจริง ๆ ก็รู้สึกสนุกเพลิดเพลินในธรรมท่าน เพราะท่านเทศน์เป็นธรรมล้วน ๆ ทำให้จิตใจเพลิดเพลินไปตามยิ่งกว่าอะไรที่เคยผ่านมา ถ้าจิตไม่ค่อยเป็นธรรมและหาบหามโลกไปทับถม ท่านจะได้ยินเสียงเทศน์เป็นไฟไปทีเดียว และผู้ฟังแบบหามโลกไปหาท่าน ก็รู้สึกร้อนเป็นไฟไปเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ท่านมิได้สนใจว่าการเทศน์จะไปโดนกิเลสของใครเข้า ตรงไหนที่มีเรื่องมีกิเลสชุกชุมมาก ท่านจะพุ่งธรรมเข้าไปตรงนั้น ไม่ยอมแสดงไปที่อื่นเลย บางครั้งก็ถึงกับระบุตัวบุคคลออกเลยว่า คืนนี้ท่าน...ภาวนาทำไมทำอย่างนั้น นั้นมันไมถูกที่ถูกต้องต้องทำอย่างนั้น และเมื่อเช้านี้ท่าน...คิด...อะไรอย่างนั้น ถ้าไม่อยากฉิบหายเพราะการทำลายตัวด้วยความคิดประเภคสังหารนั้นแล้ว อย่าหาญคิดต่อไป สิ่งที่พระพุทธเจ้าให้คิดให้ทำทำไมไม่คิดไม่ทำ แหวกไปคิดหาอะไรอย่างนั้น ที่นี่เป็นสถานที่อบรมศีล

ธรรมเพื่อแก้ยอมรับความจริงทางใจจะรู้สึกเย็นสบาย ท่านเองก็ไม่ค่อยว่าอะไร สำคัญที่มีอะไรไปตะขิตตะขวงใจท่านอยู่ภายในอย่างลึกลับ นั่นเหมือนเอาไฟไปเผาลนท่าน และจะได้ยินคำแปลก ๆออกมาทันที แต่ถ้าผู้นั้นรู้สึกตัวรีบแก้ไขความคิดเห็นเสียใหม่ก็ไม่มีอะไรต่อไปอีก เรื่องก็จบไปคืนหนึ่งมีพวกชาวเขาพูดกันว่า ตุ๊เจ้าหลวง (พระอาจารย์ใหญ่) ที่มาพักอยู่กับพวกเรา ท่านจะมีคาถากันผีขับไล่ผีหรือเปล่าก็ไม่ทราบ พรุ่งนี้เราลองพากันออกไปขอท่านดู ท่านจะมีพอให้พวกเราได้ไหม ? พอตื่นเช้ามา ท่านอาจารย์ก็รีบบอกกับพระทันทีว่า คืนนี้นั่งภาวนาอยู่ได้ยินพวกชาวเขาในหมู่บ้านนี้พูดกันว่า พวกพระเราจะมีคาถาไล่ผีบ้างไหม เขาจะมาขอคาถานั้นจากพวกเรา ถ้าเขามาขอคาถาดังที่ว่านั้น ให้เอาคาถา พุทโธ ธัมโม สังโฆ ให้เขาไปภาวนา คาถานี้กันผีดีนัก ผีในโลกนี้กลัวแต่ พุทโธ ธัมโม สังโฆ เท่านั้น ไม่มีผีตัวใดจะกล้าต่อสู้กับธรรมเหล่านี้ได้ พอตอนเช้าพวกชาวเขาพากันมาจริง ๆ
ดังที่ท่านบอกไว้ และพร้อมกันมาขอคาถากันผีไล่ผีกับท่านจริง ๆ ท่านก็บอกคาถา พุทโธ ธัมโม สังโฆ ให้แก่เขาไป โดยบอกวิธีทำให้เขา คือ นึก พุทโธ ธัมโม สังโฆ บทใดบทหนึ่งไว้ในใจ และบอกว่าผีกลัวหนักหนา พอเขาได้ พุทโธ ธัมโม สังโฆไปแล้ว

ต่างก็เริ่มทำพิธีกันผีตามที่ท่านสั่ง โดยที่เขาไม่รู้ว่าท่านให้เขาภาวนา พอเขาพากันทำแบบที่ท่านสั่งสอน ใจเลยรวมสงบลงเป็นสมาธิในขณะนั้น รุ่งเช้าเขาก็รีบออกมาหาท่านและเล่าอาการที่เป็นให้ท่านฟัง ท่านบอกว่านั่นเป็นวิธีที่ถูกต้องแล้ว ผีแถว ๆ นี้จะต้องกลัวและพากันวิ่งหนีหมดอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้ เพราะธรรมของพวกแกแก่กล้าแล้ว ต่อไปพวกแกไม่ต้องกลัวผีอีกแล้ว แม้พวกที่ภาวนากันผียังไม่เป็น ผีก็เริ่มกลัวแล้ว จากนั้นท่านสอนให้เขาทำทุกวัน ตามปกติคนชาวเขาเป็นคนซื่อสัตย์สุจริตมาดั้งเดิมจึงสอนง่ายอยู่บ้าง เขาพากันทำทุกวันอย่างเอาจริงเอาจัง ต่อมาไม่ช้าคนในบ้านนั้นบางคนภาวนาเป็นจริง ๆ จนจิตเกิดความสว่างไสวสามารถรู้จิตใจคนอื่นได้ ตลอดจิตพระที่อยู่ในวัด เช่นเดียวกับคนบ้าน เสือเย็น ที่กล่าวผ่านมาแล้ว เวลาเขาออกมาวัด มาเล่าเรื่องภาวนาให้พระอาจารย์ฟังและเรื่องที่จิตสามารถรู้เห็นต่าง ๆ อย่างน่าจับใจนั้น พระในวันเกิดความอัศจรรย์และกลัวเขาจะรู้เห็นจิตของตัวเองที่คิดไปต่าง ๆ พระบางองค์ที่มีนิสัยขี้ขลาดแต่อยากรู้เรื่องต่าง ๆ อดทนไม่ได้ก็ถามเขา เขาก็เล่าให้ฟังตามเป็นจริง ยังทนต่อความหยากถามไม่ได้อีกพยายามแคะได้ไล่เบี้ยสอบถามเขาเข้ามาเรื่องของตัวโดยจะขาดทุนก็ไม่ยอมรู้สึกตัว ราวกับใจมีฝาปิดไว้ร้อยชั้นอย่างมิดชิด ไม่มีอะไรจะสามารถเอื้อมเข้าไปสัมผัสแตะต้องได้ พอถามเขา เขาก็บอกอย่างตรงไปตรงมาตามภาษา

ของคนป่าซึ่งไม่สนใจกับสังคมว่านิยมกันอย่างไร พระที่ฟังแล้วชอบใจว่า ถูกกับปมด้วยของตัว และกลัวในเวลาคิดปรุงไปต่าง ๆ ว่า เขาจะรู้ทำนองที่เขาเคยรู้แล้วนั้น นอกจากเขาจะรู้สิ่งต่าง ๆดังที่ว่านั้น เขาก็ยังพูดกับท่านพระอาจารย์มั่นอย่างหน้าตาเฉยว่า
จิตตุ๊เจ้าหลวง เฮาก็ฮู้ก๊า (เราก็รู้ครับ) เพราะเฮาดูและฮู้จิตตุ๊เจ้าหลวงก่อนใคร ๆ ท่านก็ถามบ้างว่า จิตเราเป็นอย่างไร กลัวผีไหม ? เขายิ้มแล้วก็ตอบท่านว่า จิตตุ๊เจ้าหลวงหมดดวงสมมติแล้ว เหลือแต่นิพพานในร่างมนุษย์อย่างเดียว และไม่กลัวอะไรเลย จิตตุ๊เจ้าวิเศษสุดแล้ว เรื่องผีสางอะไรเขาเลยไม่กล่าวถึง แม้คนในบ้านนั้นก็หันมาเลื่อมใสศาสนาและท่านพระอาจารย์มั่นเสียหมด ไม่สนใจกับผีสางอะไรอีกต่อไป เพราะคนที่ภาวนาเก่งคนนั้นเป็นผู้ประกาศให้ชาวบ้านทราบเรื่องของศาสนา และเรื่องของท่านพระอาจารย์อยู่ทุกวัน เวลาใส่บาตรเขาพร้อมกันมารวมใส่ในที่แห่งเดียว พอเสร็จจากการใส่บาตร เวลาจะอนุโมทนาท่านพระอาจารย์บอกให้เขาพร้อมกันสาธุดัง ๆ เผื่อเทวดาจะได้อนุโมทนาด้วย



กรุณาติดตามต่อ คืนวันนี้ก่อนสามทุ่ม เจ้าค่ะ

รูปภาพ
แก้ไขล่าสุดโดย wisnu 01 เมื่อ พฤหัสฯ. 27พ.ย.2014 06:50, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » พุธ 26พ.ย.2014 20:17

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 63 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว


เผื่อเทวดาจะได้อนุโมทนาด้วย เขาจะมีส่วนบุญกับพวกเราอีกส่วนหนึ่ง เขาเชื่อท่านพร้อมกันสาธุดัง ๆ ทุกวัน ที่ท่านให้เขาสาธุดัง ๆ นี้ ทราบว่าเวลากลางคืนยามดึกสงัด มักมีเทวดามาเยี่ยมและฟังเทศน์ท่านเสมอ บางพวกก็บอกว่าได้ยินเสียงสาธุดังไปถึงเขา เขาจึงทราบว่าพระคุณเจ้าพักอยู่ที่นี่จึงได้พากันมาเยี่ยม ตามธรรมดาทุกครั้งที่พวกเทพมาเยี่ยม จะต้องมีหัวหน้านำมาเสมอ และพวกเทวดานั้น ๆ ก็มีภูมิที่อยู่ต่าง ๆ กัน บางพวกก็เป็นรุกขเทวดามาจากที่ใกล้บ้างไกลบ้าง บางพวกก็เป็นดวกเทวดาบนสวรรค์ชั้นนั้น ๆ ดังที่แสดงไว้ในตำรา ก่อนเวลาเขาจะมาในคืนใด คืนนั้นท่านต้องทราบล่วงหน้าไว้ก่อนเสมอ ว่าเขาจะมาประมาณตี 2 หรือ ตี3 ท่านก็พักผ่อนเสียก่อน พอจวนถึงเวลาก็เข้าที่คอยต้อนรับ ถ้าทราบว่าเขาจะมาราวเที่ยงคืนหรือตี 1 ท่านก็เข้าที่คอย

ต้อนรับ แต่การเข้าที่คอยนั้นมีสองประเภคคือ ภาวนาไปตามลำพังจนจิตลงสู่ความสงบแล้วพักอยู่หนึ่ง ถ้าแขกยังไม่มาก็ดี กำลังมาก็ดี หรือมารออยู่ก่อนแล้วก็ดี ย่อมรับทราบกันได้กับจิตที่อยู่ในระดับนี้ มีอะไรก็สนทนากันไปจนกว่าจะยุติด้วยเหตุการณ์อันควร ถ้าจิตลงไปสู่ในสมาธิจริง ๆ ภูมิของแขกที่มาเยี่ยมก็เข้าไม่ถึง ถ้าถอนออกมาเป็นจิตธรรมดาเสียหากจิตไม่มีความชำนาญในทางนี้จริง ๆ ก็ไม่อาจรับทราบกันได้ทุกระยะกับสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง แม้ทราบได้ก็ไม่ถนัดเหมือนจิตที่อยู่ในขั้นเตรียมรับ ฉะนั้น จิตที่อยู่ภูมิอุปจาระคืออยู่ที่ปากประตูจึงเป็นภูมิที่เหมาะกับเหตุการณ์แทบทุกกรณี ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเชี่ยวชาญในด้านนี้มานาน เริ่มแต่สมัยท่านพักอยู่ถ้ำสาริกานครนายกเป็นต้นมาซึ่งระยะนั้นทราบว่าท่านได้ 22 พรรษา จากนั้นมาจนถึงวันท่านมรณภาพพรรษาก็ร่วม 60 แล้ว ท่านจึงมีความชำนิชำนาญในทางนี้มาก โลกมนุษย์เราต่างก็มีใจเป็นของคู่ควรกับสิ่งเหล่านี้ เช่นเดียวกับท่านที่สามารถ
ปฏิบัติจนรู้เห็นได้ แต่ยังไม่ค่อยมีผู้สามารถปฏิบัติจนรู้เห็นได้อย่างท่าน พอเป็นพยานแก่ตัวเอง แม้ไม่มากเหมือนท่านที่

เชี่ยวชาญนอกจากไม่เห็นแล้ว ยังอาจเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่ในโลกสมมติอีกด้วย จึงเป็นเรื่องลำบากที่จิตไม่มีระดับความพอดีเป็นธรรมเครื่องอยู่ ถ้าจิตมีความสามารถด้วยการปฏิบัติตนตามหลักธรรม ซึ่งเป็นหลักรับรองความรู้จริงเห็นจริงเท่าที่ควรแล้ว สิ่งที่ได้รู้ด้วยใจอย่างประจักษ์แล้ว แม้คำคัดค้านทั้งแผ่นดินว่าไม่จริงมาลบล้าง ก็เป็นคำคัดค้านที่เป็นโมฆะโดยประการทั้งปวง สิ่งที่ยังคงอยู่ก็คือความจริงของผู้รู้จริงนั่นแล ไม่มีสิ่งใดจะสามารถมาลบล้างได้ เพราะความจริงย่อมไม่ขึ้นอยู่กับคำเสกสรรและติชมใด ๆ นอกจากเป็นสิ่งที่จริงอยู่อย่างตายตัวตามหลักธรรมชาติเท่านั้น ตามป่าตามเขาของอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ ปรากฏว่าท่านพระอาจารย์มั่นได้ท่องเที่ยวซอกแซกทุกซอกทุกมุมกว่าจังหวัดอื่น ๆ เพราะท่านอยู่ที่จังหวัดนั้นมาหลายปี และนานกว่าที่อื่น ๆ การบำเพ็ญธรรมก็สะดวก ความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ก็มีมากกว่าที่่อื่น ๆ ท่านว่าท่านอยู่ที่เชียงใหม่นานเพราะเหตุหลาย

ประการคือ สถานที่บำเพ็ญเหมาะสมมากหนึ่ง ชาวป่าผู้มีภูมิจิตที่น่าสงสารควรอนุเคราะห์มีอยู่มาก ความผิดปกติของคนในเขาที่มีจำนวนน้อยซึ่งควรได้รับการอบรมส่งเสริมเพื่อความมั่นคงต่อไปดีกว่าจะปล่อยทิ้งไว้ อันอาจมีการเสื่อมถอยลงได้หนึ่ง และเพื่อสงเคราะห์พวกเทวดาทั้งหลายหนึ่ง พวกกายทิพย์นี้ชอบมาถามปัญหาและฟังเทศน์ท่านเสมออย่างน้อยวันพระละสองครั้ง นอกจากนั้น ยังมีพวกนาคพาบริเวารมาฟังท่านอยู่เสมอเช่นกัน ท่านว่ากลางคืนท่านไม่ค่อยว่างจากการรับแขกจำพวกกายทิพย์เลย บางคืนพวกเทพจากเบื้องบนชั้นนั้น ๆ มาเยี่ยม บางคืนพวกรุกขเทพมาเยี่ยม บางคืนพวกพญานาคมาเยี่ยม พวกเทพเบื้องบนชั้นนั้น ๆ มาแต่ละครั้ง หัวหน้าเขาประกาศให้ท่านและเทวดาทั้งหลายทราบ ก่อนจะถามปัญหาและฟังธรรมว่า มีจำนวนหมื่นบ้าง

แสนบ้าง พวกรุกขเทพมาแต่ละครั้งหัวหน้าประกาศว่า มีจำนวนพันบ้าง หมื่นบ้าง พวกพญานาคพาบริวารมาแต่ละครั้งประกาศว่า
มีจำนวนห้าร้อยบ้าง หนึ่งพันบ้าง เวลาท่านลงเดินจงกรมตอนเย็นจิตจะรับทราบความนัดหมายแห่งการมาของพวกเทพเหล่านั้น
แทบทุกเย็น บางครั้งก็ปรากฏเอาเวลาเข้าที่ภาวนาว่า เทวดาชั้นนั้นจะมาเยี่ยมเวลาเท่านั้น ชั้นนั้นจะมาเวลาเท่านั้น รุกขเทพพวกนั้นจะมาเวลาเท่านั้น และพวกนั้นจะมาเวลาเท่านั้นส พวกนาคจะมาเวลาเท่านั้น บางคืนมีพวกถึงสองสามพวก ท่านต้องนัดเวลาไม่ให้มาตรงกัน โดยพวกหนึ่งนัดให้มาราวห้าทุ่มบ้าง พวกหนึ่งนัดให้มาราวหกทุ่มบ้าง อีกพวกหนึ่งนัดให้มาราวเจ็ดทุ่มบ้าง ตามแต่เห็นสมควร ไม่ให้เวลาตรงกัน เพราะพวกเทพแต่ละชั้นละภูมิมีพื้นเพทางจิตใจและธรรมที่ควรแก่ตนต่างกัน พวกหนึ่งต้องการฟังธรรมประเภคหนึ่ง อีกพวกหนึ่งต้องการฟังธรรมอีกประภคหนึ่ง เพื่อความเหมาะสมกับภูมิของเทวดาที่มีประเภคต่าง ๆ กัน ท่านจึงต้องนัดให้มาในเวลาต่างกัน


กรุณาติดตามต่อ เช้าพรุ่งนี้ เจ้าค่ะ

รูปภาพ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » พฤหัสฯ. 27พ.ย.2014 06:47

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 64 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว


ท่านจำต้องนัดให้มาในเวลาต่างกัน เพื่อสะดวกแก่การแสดงและการฟังทั้งสองฝ่าย เพราะความจำเป็นดังกล่าวนี้ ทำให้ท่านพักอยู่ที่เชียงใหม่นาน เฉพาะพวกเทพทั้งเบื้องบนและเบื้องล่าง ปรากฏว่ามาเกี่ยวข้องกับท่านเป็นประจำยิ่งกว่ามนุษย์และนาคครุฑภูมิผีทั้งหลาย ทั้งนี้เนื่องจากผู้เข้าถึงจำพวกกายทิพย์ในทางจิตใจ มีจำนวนน้อยมาก จึงเป็นความจำเป็นมากในการทำประโยชน์แก่พวกเทวดา แม้เทวดาเองก็เคยพูดกับท่านแล้วแทบทุกจำพวก เกี่ยวกับผู้ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจกับพวกเทวดาและไม่สนใจว่าเทวดาก็เป็นกำเนิดชนิดหนึ่งที่มีในโลก อยู่อาศัยตามกรรมของตน และมีความหวังในสิ่งที่พึงพอใจ เช่นเดียวกับสัตว์โลกทั่ว ๆ ไป ฉะนัน เทวดาจึงไม่มีความหมายสำหรับมนุษย์ประเภคดังกล่าวนั้น เมื่อมาพบกับท่านผู้ทรงธรรมอันสูงสุด ที่มีญาณหยั่งทราบว่า สัตว์เป็นสัตว์ คนเป็นคน เทวดาเป็นเทวดา และอะไรเป็นอะไรไม่ปฏิเสธ อันเป็นการให้เกียรติแก่ภพกำเนินของของสัตว์นั้น ๆ

เช่นนี้ ซึ่งนาน ๆ จะเจอสักครั้งหนึ่ง จึงอดที่จะเกิดความปิติยินดีอย่างซาบซึ้งมิได้ และพากันมากราบไหว้ถามปัญหาข้อข้องใจและฟังธรรมเสมอ เพื่อดื่มโอชารสพระสัทธรรมเข้าไปล่อเลี้ยงเชิดชูจิตใจความเป็นอยู่แห่งภพชาติของตนให้มีความสุขสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ดังนั้นเทวดาทั้งหลายจึงเคารพเลื่อมใสท่านผู้มีคุณธรรมสูงมาก ทั้งรู้เรื่องและเห็นอกเห็นใจพวกเทวดาว่าเป็นสัตว์ที่มีความหวังอะไร ๆ ที่เป็นสิริมงคงแก่ตนและมีความหมายเช่นเดียวกับสัตว์โลกทั่วไป ท่านเล่าว่า สัตว์จำพวกกายทิพย์ในกำเนิดต่าง ๆ ที่พอมีทางตะเกียกตะกายช่วยตัวเอง ได้มาติดต่อเกี่ยวข้องกับท่าน เพื่อขอความอนุเคราะห์ช่วยเหลือ มีจำนวนมากกว่ามนุษย์หลายเท่า แต่เป็นสิ่งลี้ลับสำหรับพวกเราผู้ยังไม่สามารถรู้เห็นได้ในทางจิตใจ สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นปัญหาต่อสังคมมนุษย์ชนิดไม่มีทางแก้ให้

ตกได้ แต่ทั้งนี้มิได้เป็นอุปสรรค์ต่อการรู้เห็นทุกรายไป ผู้มีความสามารถในทางจิตใจ สิ่งเหล่านี้ย่อมกลายเป็นเรื่องธรรมดา เช่นเดียวกับเรื่องธรรมดาทั่วไปที่มนุษย์สามารถ สำหรับท่านพระอาจารย์มั่นรู้สึกจะถือเป็นเรื่องธรรมดา ท่านจึงสามารถทำหน้าที่เกี่ยวกับพวกกายทิพย์ตลอดมา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนท่านจำเป็นต้องมีการเกี่ยวข้องเสมอ ในเวลาที่เขาต้องการความช่วยเหลือจากท่าน เฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ท่านว่า ท่านได้ทำการเกี่ยวข้องกับพวกกายทิพย์ที่มีภพภูมิต่าง ๆกันมากกว่าที่ทั่วไป โดยที่สัตว์จำพวกหล่านี้ส่วนมากชอบมาติดต่อกับท่าน ขณะที่พักอยู่ในที่เปลี่ยว ๆ อันสงัด ปราศจากผู้คนพลุกพล่านหรือสัญจรไปมา ประกอบกับเชียงใหม่เป็นทำเลที่เหมาะสมอย่างยิ่งเพราะมีป่ามีเขามาก ท่านเองขณะพักอยู่ที่เช่นนี้ก็มีเวลาจากภาระภายนอกมากกว่าที่อื่น ๆ จึงเป็นโอกาสที่พวกกายทิพย์จะเข้าถึงได้ง่าย

เทวดาประเทศเยอรมันมาขอฟังเทศน์ท่าน

นี่ก็เป็นเรื่องแปลกอยู่เรื่องหนึ่ง ในบรรดาเรื่องที่เกี่่ยวข้องกับเทวดาที่ท่านเคยสงเคราะห์เรื่อยมา เทวดาพวกนี้มาจากประเทศเยอรมัน มาขอฟังเทศน์ท่านขณะที่พักอยู่หมู่บ้าอีก้อกับพวกมูเซอในเขาลึก โดยเขาแสดงประสงค์ออกมาเลยว่า อยากฟังเทศน์ชัยชนะคาถา ท่านกำหนดหาบทธรรมที่ตรงกับความต้องการของเขา ธรรมก็ผุดขึ้นมาในใจว่าอกฺโกเธน ชิเน โกธํ เป็นต้น บอกความหมายขึ้นมาพร้อมและแสดงให้พวกเทวดาฟังว่า ธรรมนี้แลเป็นยอดแห่งธรรมที่ผู้หวังความชนะจะพึงเจริญให้มากโลกที่มีความร่มเย็นเป็นสุขกันตลอดมาก็เพราะธรรมนี้ เป็นเครื่องปราบปรามความชั่วทั้งหลาย มีความโกรธเป็นต้น ให้เสื่อมสิ้นอำนาจในการทำลายสังคมมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ทำให้โลกมีความเจริญและสงบสุขโดยทั่วกัน เทวดาควรมีธรรมเรื่องนี้เป็นเครื่องยึด

เหนี่ยวประสานกัน โลกถ้าขาดชัยชนะธรรมนี้แล้ว อย่างน้อยก็เกิดความไม่สงบสุขมากกว่านั้น ก็สังหารทำลายกันให้ฉิบหายย่อยยับโดยถ่ายเดียว โลกจะเอาความโกรธแค้นมาปราบปรามข้าศึกทั้งภายในภายนอก ทั้งใกล้และไหล ทั้งในวงแคบและวงกว้างด้วยความโกรธแค้น อันเป็นของไม่ดีและเป็นเครื่องทำลายตนและผู้อื่น จึงไม่มีทางสำเร็จได้ตลอดกาล ถ้าขืนปราบด้วยความโกรธแค้นมากขึ้นเพียงไร โลกก็ยิ่งจะเป็นไฟประลัยกัลป์เผาผลาญกันให้ย่อยยับจนไม่มีอะไรเหลืออยู่เพียงนั้น เพราะความโกรธแค้นเป็นไฟอยู่แล้วโดยธรรมชาติ แต่นำไปทำการหุงต้มอะไรไม่สำเร็จ ทางสำเร็จของมันก็คือทำโลกให้วอดวายไปโดยถ่ายเดียวเท่านั้น



ตอนที่ 65 ทำหล่นไปอ่านต่อได้เลย เจ้าค่ะ

รูปภาพ


รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 65 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว




ทำโลกให้วอดวายไปโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ผู้ที่ต้องการให้โลกยังคงเป็นโลกที่มีความหมายและน่าอยู่ จึงควรเห็นโทษของความโกรธแค้นอันเป็นเครื่องทำลายนี้ว่าเป็นไฟมหาวินาศไม่ควรนำมาใช้ จะเป็นการก่อไฟเผาตนและผู้อื่นให้เป็นไฟไปตาม ๆ กัน โลกอยู่ได้ด้วยเมตตาคือความเอ็นดูสงสารกันทุกตัวสัตว์ที่มีชีวิตครองตัวอยู่ ไม่พึงเบียดเบียนทำลายกันด้วยความโกรธแค้น หรือด้วยความเห็นแก่ปากแก่ท้อง ซึ่งไม่มีประมาณแห่งความอิ่มพอและไม่มีการสิ้นสุดแห่งการทำลายกัน พระพุทธเจ้าทรงเห็นโทษของมันด้วยพระปัญญาอันแหลมคมไม่มีทางสงสัย และทรงเห็นคุณในความเมตตาว่า เป็นธรรมอ่อนโยนและสมัครสมานรักใครไมตรีต่อ

กันระหว่างสัตว์โลกทุกชั้นทุกภูมิ ซึ่งมีความรักสุขเกลียดทุกข์เสมอหน้ากัน จึงประทานไว้เพื่อความมั่นคงแห่งสันติสุขแก่โลกตลอดกาลนาน หากเมตตาธรรมยังมีในใจของสัตว์โลกกาลใด กาลนั้นแม้สัตว์โลกจะมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคนานาชนิดอย่างพึงพอใจก็ตาม แต่จะไม่มีความสงบสุขตกค้างอยู่ในวงสัตว์โลกนั้น ๆ เลย ส่วนที่ได้รับจะมีแต่ความเดือดร้อนขุ่นเคืองไปทุกย่อมหญ้า ดังนั้นเมื่อเราทราบอยู่แก่ใจว่า ธรรมเป็นธรรม และเป็นเครื่องนำเจริญมาสู่คน และทราบอยู่ว่าโลกที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายทารุณเผาอยู่ในดวงใจ เหมือนไฟลุกโพลงอยู่ด้วยเชื้อ คอยแต่จะสังหารทำลายสิ่งต่าง ๆ ให้ย่อยยับดับสูญลงไปทุกเวลา

นาทีเช่นนี้ จึงควรเร่งบำเพ็ญตนให้พ้นภัยไปเฉพาะหน้าซึ่งยังควรแต่วิสัยพอทำได้ หากกาลอันควรผ่านไปแล้วจะเสียใจภายหลัง เพราะโลกนี้คือโลกอนิจจํ และตั้งอยู่บนร่างกายและจิตใจของคนและสัตว์ไม่เลือกหน้า นี่เป็นใจความย่อแห่งชัยชนะคาถาที่ท่านแสดงแก่เทวดาที่มาจากประเทศเยอรมันฟัง พอจบเทศนาเทวดาสาธุการสามครั้ง เสียงสะเทือนไปทั่วโลกธาตุ เสร็จแล้วท่านถามเขาว่า ทำไมเทวดาอยู่ถึงประเทศเยอรมันซึ่งชาวมนุษย์ถือว่าไกลแสนไกล จึงทราบได้ว่าอาตมาพักอยู่ที่นี่ เขาตอบว่าสำหรับท่านแล้วจะอยู่ที่ไหนเขาก็ทราบกันทั้งนั้น อีกประการหนึ่ง เทวดาในประเทศไทยเคยไปมาหาสู่กับเทวดาในประเทศเยอรมันมิได้ขาด พวกเทวดามิได้ถือว่า ประเทศไทยกับประเทศเยอรมันหรือประเทศใด ๆ อยู่ห่างกันเหมือนที่พวกมนุษย์เข้าใจกัน แต่ถือว่า

เป็นประเทศเขตแดนที่พวกเทวดาไปมาหาสู่กันได้สะดวกสบายธรรมดา ๆ เรานี่เอง เพราะมิได้ไปด้วยเท้าหรือด้วยยานพาหนะดังมนุษย์ทั้งหลายไปกัน แต่เทวดาเหาะลอยไปด้วยฤทธิ์เหมือนกระแสจิตที่ส่งไปในที่ต่าง ๆ เพียงขณะเดียวก็ถือจุดที่หมาย การไปมาของเทวดาจึงสะดวกกว่าชาวมนุษย์อยู่มาก ท่านว่าเทวดาประเทศเยอรมันมาฟังเทศน์ท่านเสมอ เช่นเดียวกับรุกขเทวดาซึ่งสถิตในที่ต่าง ๆ ของเมืองไทยมาฟังเทศน์ท่านบ่อย ๆ ฉะนั้น ความเคารพของเทวดาไม่ว่าชั้นบนชั้นล่างมีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือเวลาเขามาเยี่ยมท่านในสถานที่มีพระพักอยู่กับท่าน เทวดาจะไม่เข้ามาในด้านที่มีพระอยู่นั้นเลยหนึ่ง มายามดึกสงัดเวลาพระท่านจำวัดหนึ่ง มาถึงแล้วพร้อมกันทำประทักษินสามรอบหนึ่ง มีความสงบเสงี่ยมโดยทั่วกันหนึ่ง เวลาจะจากไปพร้อมกันทำประทักษินสามรอบก่อน แล้วค่อย ๆ เดินถอยห่างออกไป พอเห็นว่าพ้นเขตที่พักท่านอันเป็นที่เคารพแล้ว ต่างก็ค่อยเหาะลอยขึ้นบน

อากาศเหมือนสำลีฉะนั้น เทวดาทั้งหลายทำความเคารพท่านโดยอาการอย่างนี้ ท่านอยู่ในเขาจังหวัดเชียงใหม่ สถานที่สะดวกทั้งกลางวันกลางคืนท่านมีความรื่นเริงในทิฏฐธรรมสุขวิหาร คือธรรมเป็นเครื่องอยู่สบายในเวลาขันธ์ยังครองตัวอยู่ การนั่งธิภาวนาเป็นไปตามเวลาที่ต้องการ ไม่มีสิ่งมาเป็นอุปสรรคทำให้ขาดวรรคตอน ท่านมีสุขกายสบายใจมาก การสงเคราะห์ผู้มาเกี่ยวข้องนั้น ในเวลากลางคืนก็เป็นพวกเทวดา ซึ่งมีภูมิละเอียดตามคตินิสัยอยู่แล้ว จึงไม่เป็นภาระกังวลมากในการต้อนรับและการสงเคราะห์ด้วยธรรมที่เกี่ยวกับประชาชนก็มีบ้างเป็นบางกาล เช่น ตอนบ่าย ๆ หรือตอนเย็น ส่วนพระของท่านเอง ถ้าวันจะมีการประชุมท่านก็นัดให้เองตามที่เห็นสมควรเช่น หนึ่งทุ่ม เป็นต้น โดยมากก็เป็นผู้มีภูมิจิตสูงนับแต่สมาธิขึ้นไปถึงปัญญาเป็นขั้น ๆ ทั้งเป็นผู้มั่นต่อธรรม และฟังกันแบบบำเพ็ญเพียรเพื่อมรรคผลนิพพานในขณะฟังจริง ๆ การแสดงธรรมแก่ผู้มีภูมิจิตภูมิธรรมต่างกัน และสูงขึ้นไปตามลำดับลำดาเช่นนั้น ท่านก็แสดงธรรมไปตาลำดับภูมิ นับแต่ภูมิสมาธิขึ้นไปหาภูมิปัญญาเป็นขั้น ๆ จนถึงขั้นละเอียดสุด คือ วิมุตติหลุดพ้นแทบทุกครั้ง ผู้มีภูมิจิตนั่งฟังท่านอธิบายธรรมภาคต่่าง ๆ ทำให้จิตเพลิดเพลินไปตามธรรมขั้นนั้น ๆ จนลืมตัวและลืมเวลา ปกติท่านเทศน์สอนพระล้วน ๆ ทางภาคจิตภาวนา กว่าจะยุติก็กินเวลาไม่ต่ำกว่าสองชั่วโมงเป็นอย่างน้อย แต่ผู้ฟังมิได้สนใจเวล่ำเวลายิ่งไปกว่าสนใจไปตามกระแสธรรมที่ทำนกำลังแสดงไปเป็นระยะ ๆ ในเวลานั้น ขณะฟังถ้าจิตของผู้ฟังอยู่ระดับใดก็ได้กำลังเพิ่มระดับเดิมของตนขึ้นเป็นลำดับ ในทุกครั้งที่รับการสดับธรรม


ตอนที่ 65 หลงหลุดไปนำมาแทรก เจ้าค่ะ

รูปภาพ
แก้ไขล่าสุดโดย wisnu 01 เมื่อ ศุกร์ 28พ.ย.2014 13:49, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » พฤหัสฯ. 27พ.ย.2014 12:17

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 66 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว


ในทุกครั้งที่รับการสดับธรรม ฉะนั้น การฟังธรรมทางภาคปฏิบัติด้วยความสำรวมระวังและทดสอบจิตไปตามขณะฟัง จึงจัดเป็นความเพียรสำคัญภาคหนึ่ง ไม่ด้อยกว่าการทำความเพียรในอิริยาบทและความเพียรภาคอื่น ๆ ท่านผู้แสดงก็มีความมุ่งหมายอยากให้ผู้ฟังได้รู้ได้เห็นความจริงตามธรรมที่แสดงออกทุกระยะไปเช่นเดียวกัน และแสดงไปตามความคิดนึกความแสดงออกของจิตทั้งที่เป็นฝ่ายสมุทัยและฝ่ายมรรคของผู้ฟังจริง ๆ เพื่อให้รู้ทั้งโทษและคุณที่ควรละและควรเจริญให้ยิ่งขึ้นไป ในขณะที่นั่งฟังยิ่งกว่าขณะอื่นใดในเวลานั้นผู้มีสติจดจ่อต่อจิต ซึ่งเป็นที่รวมของธรรมไม่ให้ส่งไปที่อื่น ย่อมได้รับความสงบตามขั้นสมาธิ และได้อุบายต่าง ๆตามขั้นตอนของปัญญาที่สามารถไตร่ตรองตามธรรม ซึ่งท่านกำลังแสดงในขณะนั้น ผู้ที่ควรผ่านไปได้ในขณะฟังก็ผ่่านไปเป็นพัก ๆ ฟังคราวนี้ได้อุบายอย่างหนึ่งขึ้นมาฟังคราวหน้าได้อุบายอีกอย่างหนึ่งขึ้นมา อันเป็นการเพิ่่มสติปัญญาด้วยการฟังอยู่

เสมอ จิตย่อมเจริญก้าวหน้าทั้งทางสมาธิทุกขั้นและปัญญาทุกภูมิเป็นลำดับจนสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยการปฏิบัติและการฟัง ที่ผู้แสดงเป็นผู้รู้จริงเห็นจริงและแสดงถูกต้องกับจุดความจริงที่กำลังเป็นไปในผู้ปฏิบัติที่มาอบรมศึกษา ฉะนั้น การฟังสำหรับพระธุดงคกรรมฐาน จึงถือเป็นกิจจำเป็นทางภาคปฏิบัติเช่นเดียวกับการปฏิบัติภาคอื่น ๆ เสมอมา จะห่างเหินต่อการฟังย่อมไม่ได้ เมื่อครูอาจารย์ผู้สามารถทางจิตใจมีอยู่ ด้วยเหตุนี้พระธุดงคผู้มุ่งอรรถธรรมอย่างแท้จริง จึงชอบแสวงหาครูอาจารย์ผู้คอยแนะนำทางจิตภาวนาเป็นนิสัย และเคารพรักในอาจารย์มาก หวังพึ่งเป็นพึ่งตายด้วยจริง ๆ ท่านให้อุบายแนะนำอย่างไรย่อมเข้าถึงใจจริง ๆ และนำไปใคร่ครวญและปฏิบัติตามเต็มสติกำลังของตน ถ้ายังมีแง่สงสัยหรือมีข้อสงสัยที่เกิดจาการภาวนาในแง่ใดบ้าง ก็มาขอคำ

แนะนำจากท่านอีก แล้วนำไปปฏิบัติเป็นอาจิณ ฉะนั้น ครููอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิในทางจิตภาวนามีอยู่ ณ ที่ใดพระธุดงคกรรมฐานจึงมักไปรุมล้อมอยู่กับท่าน ณ ที่นั้น ดังท่านพระอาจารย์มั่นท่านอาจารย์เสาร์เป็นตัวอย่าง ทั้งสององค์นี้นับว่ามีลูกศิษย์ที่เป็นพระธุดงคจำนวนมากเป็นพิเศษในภาคอีสาน แต่เวลาที่พระอาจารย์มั่นพักอยู่ที่เชียงใหม่นั้น ท่านตั้งใจปลีกองค์จากหมู่คณะออกบำเพ็ญเป็นพิเศษ ไม่ต้องการความยุ่งเหยิงวุ่นวายจากภาระต่าง ๆ มีการอบรมสั่งสอนเป็นต้น เพื่อเร่งความเพียรให้ถึงจุดที่หมายและเพื่อความเป็นอยู่สบายในทิฏฐธรรม แม้เช่นนั้นก็จำต้องได้รับภาระในการอบรมสั่งสอนประชาชนและพระเณรอยู่โดยดี ดังที่รู้ ๆ กันทั่วไปว่าท่านมีลูกศิษย์ทั้งบรรชิตและฆราวาสจำนวนมากในประเทศไทย ก่อนที่ท่านจะปลีกจากหมู่คณะไปบำเพ็ญอย่างเด็ดเดี่ยวแต่ผู้เดียวที่เชียงใหม่ ท่านเคยพูดเสมอว่า เวลานี้กำลังท่านยังไม่เพียงพอ ทั้งเพื่อตนเองและผู้อื่น ท่านจึงได้ปลีกออกไปตามเจตนาเดิมที่พูดไว้และบำเพ็ญเต็มกำลังจนสิ้นความสงสัยทางจิตใจทุกด้าน ดังที่เคยผ่านมาบ้างแล้ว จากนั้นมาท่านไม่เคยพูดอีก

เลยว่า "กำลังไม่พอ " ครั้งหนึ่งท่านเดินธุดงคไปในเขาด้วยกันสามองค์ มีท่านพระอาจารย์ขาว วัดถ้ำกลองเพล อุดรธานี และท่านพระอาจารย์มหาทองสุก วัดสุทธาวาส สกลนคร ติดตามไปด้วย พอไปถึงช่องแคบจะขึ้นเขา ก็เผอิญไปเจอช้างใหญ่เชือกหนึ่งที่เจ้าของเขามาปล่อยทิ้งไว้แล้วหนีไปไหนก็ไม่ทราบ เห็นแต่ช้างเที่่ยวหากินอยู่ปากช่องขึ้นเขา งาของมันยาวเกือบวา เห็นแล้วน่ากลัวพิลึก ท่านปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร ทางก็มีจำเพราะมีเท่านี้ไม่มีที่พอปลีกแวะไปได้บ้างเลย ท่านพระอาจารย์มั่นบอกให้ท่านพระอาจารย์ขาวพูดกับช้างซึ่งกำลังกินใบไผ่อยู่ติด ๆ กับทางที่ท่านจะผ่านไป ช้างอยู่ห่างกับท่านประมาณสิบวา ยืนหันก้นมาทางพระ มันยังไม่เห็นพระเวลานั้น ท่านพระอาจารย์ขาวก็เริ่มพูดกับช้างว่า "พี่ชาย เราขอพูดด้วย" ประโยคแรกมันยังไม่ได้ยินชัดเป็นแต่หยุดกินใบไผ่ ท่านอาจารย์ขาวพูดขึ้นอีกว่า "พี่ชาย เราขอพูดด้วย" พอประโยคนี้จบลง มันรีบหันหน้ามาทางพระยืนอยู่ทันที หูกางเต็มที่ และยืนนิ่งไม่กระดุกกระดิก ท่านก็พูดซ้ำกับมันอีกว่า "พี่ชาย เราขอพูดด้วย พี่่ชายนั้นตัวก็ใหญ่กำลังก็มาก ส่วนพวกเราเป็นพระ ทั้งกำลังมีน้อยและกลัวพี่ชายมาก พวกเราขอเดินผ่านไปที่พี่ชายยืนอยู่นั้น ขอให้พี่ชายหลีกทางให้พวกเราบ้างพอมีทางไปได้ ถ้าพี่ชายยืนอยู่ที่นั้นพวกเรากลัวพี่ชายมาก ไม่กล้าเดินผ่านไปที่นั้นได้



กรุณาติดตามต่อ ก่อนสามทุ่ม เจ้าค่ะ

รูปภาพ
แก้ไขล่าสุดโดย wisnu 01 เมื่อ ศุกร์ 28พ.ย.2014 04:32, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » พฤหัสฯ. 27พ.ย.2014 19:51

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 67 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว



ไม่กล้าเดินผ่านไปที่นั้นได้ พอพูดจบลง ช้างตัวนั้นรีบยืนหันหน้าเข้าก่อไผ่ข้างทางทันทีเอางายาว ๆ สอดเข้าไปในกลางกอไผ่ซึ่งแสดงว่าไม่ทำไมแล้ว ให้มากันได้ พอช้างหันหน้าเข้ากอไผ่เรียบร้อยแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นก็บอกกันว่า ทีนี้เขาไม่ทำไมแล้วพวกเราไปได้ ท่านอาจารย์ทั้งสองขอนิมนต์ให้ท่านพระอาจารย์มั่นเดินกลาง ท่านอาจารย์ขาวเดินหน้า ท่านอาจารย์มหาทองสุกเดินหลัง พากันเดินผ่านไปที่ก้นช้างห่างกันประมาณหนึ่งวา โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น เผอิญพอเดินผ่านช้างไปได้ประมาณวาเศษ ขอกลดท่านอาจารย์มหาสุกไปเกี่ยวเอาแขวงไม้ไผ่เข้าพอดี ปลดอย่างไรก็ไม่ยอมออก ต้องพยายามปลดอยู่นั้นนานจนเหงื่อโชกไปทั้งตัวเพราะกลัวช้างมาก ซึ่งกำลังยืนดูท่านอยู่ ขณะที่กำลังปลดขอกลดอยู่นั้น ได้ชำเลืองดูตาช้างตัวกำลังยืนนิ่งเหมือนตุ๊กตาอยู่นั้น ได้เห็นตาช้างตัวนั้นใสแจ๋ว น่ารักมากกว่าจะกลัวแต่ใจก็ยังกลัวอยู่ในขณะนั้น พอพ้นไปแล้ว ใจกลับเห็นช้างตัวนั้นเป็นสัตว์

ที่น่ารักมาก เมื่อผ่านกันไปหมดแล้ว ท่านอาจารย์ขาวหันมาพูดกับมันว่า "พี่ชายเอ๋ย พวกเราผ่านมาแล้วขอให้พี่ชายหากินได้ตามสบายเถิด"พอจบลงเท่านั้น เสียงมันฉุดลากกิ่งไม้ดังฟูดฟาดขึ้นทันที เมื่อไปถึงที่พักแล้ว จึงได้สนทนากันถึงช้างตัวแสนรู้นั้นว่าเป็นสัตว์ที่น่ารักน่าสงสารมาก เป็นแต่มันพูดไม่เป็นเท่านั้น ขณะสนทนากัน ท่านอาจารย์มหาทองสุกกราบเรียนถามท่านอาจารย์มั่นว่า ขณะนั้นท่านอาจารย์ได้กำหนดดูจิตมันบ้างหรือเปล่าว่าช้างตัวนี้นึกอะไรบ้าง ขณะที่พวกเราเรียกและพูดกับมันตลอดขณะที่เราเดินผ่านมันมา กระผมอยากทราบบ้าง เพราะเป็นสัตว์ที่น่ารักและน่าสงสารมาก ขณะพวกเราเรียกมัน พอได้ยินเสียงเรียกเห็นมันทำท่าตึงตังหันหน้ากลับมาหาพวกเราทันทีทันใด ราวกับจะวิ่งมาขยี้ให้่ละเอียดในขณะนั้นจนได้ แต่พอทราบเรื่องแล้วกลับเป็นมนุษย์ขึ้นมาในร่างสัตว์และรีบหันหน้าเข้ากอไผ่เอางายาว ๆ สอดเข้ากลางก่อไผ่ ยืนนิ่งเหมือนสัตว์ไม่มีวิญญาน ซึ่งเป็นการบอกอย่างชัดเจน

ว่า "พวกน้อง ๆ พากันมาเถอะ พี่ไม่ทำแล้ว พี่เก็บศาสตราวุธซ่อนมันหมดแล้ว เชื่อและมาเถอะ"ในทำนองนี้ แล้วก็พูดเชิงหยอกเล่นกับท่านอาจารย์ขาวบ้างว่า ท่านอาจารย์ขาวก็พิศดารไม่ใช่เล่น พูดกับช้างซึ่งเป็นสัตว์ทั้งตัวราวกับพูดมนุษย์ทั้งคนว่า "พี่ ๆ น้องกลัว ไปไม่ได้ขอให้พี่หลีกทางให้หน่อยพวกน้องจะได้ไปกันได้ไม่ต้องกลัวพี่" ไอ้พี่ก็เหมือนเทวบุตรใจมหาเวสสันดร พอได้ลูกยอเข้าไปสักลูกเท่านั้นเองก็อิ่มท้อง รีบจัดแจงหลีกทางให้ทันทีทันใดไม่รีรอ แต่น้องคนเล็กเซ่อเอาการ พอผ่านพี่ไปได้ขอกลดเกิดไปเกี่ยวกับแขนงไม้ ปลดเท่าไร ๆ ก็ไม่ยอมออก จะพยายามให้อยู่กับพี่จนได้ ใจหายหมดขณะที่กำลังปลดขอกลดอยู่นั้น กลัวพี่จะเล่นไม่ซื่อ ท่านพระอาจารย์มั่นพอฟังคำท่านอาจารย์มหาทองสุกพูดหยอกเล่นท่านอาจารย์ขาวว่าฉลาดพูดกับช้าง แล้วเลยหัวเราะใหญ่ไปพักหนึ่ง จึงพูดต่อไปว่า ทำไมจะไม่กำหนดดูมั่นเล่า แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น นกและลิงเรายังกำหนดดูมัน

ในบางเวลา นี่มันเรื่องถึงตายจะไม่กำหนดได้หรือ เวลาท่านอาจารย์ กำหนดดูช้างตัวนั้นมันคิดอย่างไรบ้าง ผู้ถาม ท่านตอบทีแรกได้ยินเสียงพวกเรามันตกใจจึงรีบหันหน้ามาอย่างรวดเร็ว เป็นท่าและความคิดจะต่อสู้ พอมองเห็นพวกเราซึ่งมีสีผ้ากาสาวพัสตร์ครองอยู่ มันก็รู้ทันทีว่าเป็นเพศที่เย็นและไว้ใจได้ เพราะมันเคยเห็นมาจนชินตาชินใจแล้วเจ้าของมันก็เคยเสี้ยมสอนมาจนพอแล้วไม่ให้ทำอันตรายแก่เพศนี้ ฉะนั้น พอพวกเราพูดกับมันซึ่งเป็นคำที่มันชอบมากอยู่แล้วว่า พี่ ๆ ดังที่ท่านขาวพูดกับมันยิ่งทำให้มันชอบใจและหลีกทางให้ทันที ผู้ถาม มันรู้ภาษาที่เราพูดกับมันได้ทุกคำหรือเปล่า ทำไมจะไม่รู้ ไม่เช่นนั้นจะเอามันมาลากไม้เข็นซุงในป่าในเขาได้หรือเดี๋ยวมันฆ่าตายทิ้งเปล่า ๆ สัตว์พรรค์นี้เขาต้องฝึกสอนจนมันรู้ภาษาคนได้ดีถึงจะนำมาทำงานชนิดต่าง ๆ ได้

ช้างตัวนี้อายุมันเป็นร้อยปีขึ้นไป ดูงามันซิยาวเกือบวา แล้วมันอยู่กับคนมากี่ปีแม้เจ้าของของมันก็น่ากลัวเพิ่งเกิดมาไม่่กี่ปียังมาเป็นควาญมันได้ มันจะไม่แสนรู้ภาษามนุษย์ได้อย่างไรเล่า ต้องรู้อย่างไม่มีปัญหา ขณะที่มันหันหน้าและสอดงาเข้ากอไผ่มันคิดอย่างไรบ้าง ผู้ถาม ท่านตอบ ก็มันรู้เรื่องแล้วนั่นเองมันจึงให้ทางไม่คิดทำอะไร ผู้ถาม ขณะที่พวกเราเดินผ่านมันมานั้น ท่านอาจารย์ได้กำหนดดูใจมันมาตลอดทางผ่านหรือเปล่า ว่ามันอาจคิดอย่างไรบ้างขณะที่พระกำลังเดินผ่านมา ท่านตอบ กำหนดดูก็เห็นแต่มันให้ทางอยู่แล้วโดยไม่คิดอะไรอื่น กระผมกลัวว่าเวลาพวกเรากำลังเดินผ่านมามันอาจคิดสนุกขึ้นมา อยากทำลายพวกเราเล่นสนุก ๆ ไปตามภาษาสัตว์จึงเรียนถามอย่างนั้น ท่านว่า หาคิดเรื่องพิศดารที่โลกเขามิได้คิดกันมาถาม ถ้าชอบคิดซอกแซกดังที่คิดถามเรื่องช้างก็คงมีหวังพ้นทุกข์ได้ในวันหนึ่งแน่นอน แต่นี้คงไม่สนใจคิดนิสัยมนุษย์เราชอบเป็นอย่างนี้มาดั้งเดิม ถ้าสิ่งที่เป็นคุณเป็นประโยชน์ไม่ชอบคิด แต่ที่เสียเวลาและเป็นโทษแล้วชอบคิด แบบถึงไหนถึงกัน นี่ก็จะพยายามคิดและถามเรื่องช้างไปตลอดคืน จนไม่ต้องสนใจกับธัมมะธัมโมอะไรละหรือ พอถูกขู่่เท่านั้นเรื่องช้างเลยจบลงทันที เพราะกลัวท่านจะเข่นใหญ่ (นี่ท่านอาจารย์มหาทองสุกเล่าให้ฟัง)



กรุณาติดตามต่อ ตีสี่ครึ่งพรุ่งนี้ เจ้าค่ะ

รูปภาพ


>>ชมช้างหลงฝูงใจเด็ด เจอสิงโต 14 ตัวรุมโต๊ะ ผลคือ... คลิ๊ก<<

พูดถึงเรื่องช้างมีเรื่องช้างมาให้ท่านชมกันครับ


รูปภาพ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » ศุกร์ 28พ.ย.2014 04:46

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 68 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว


(นี่ท่านอาจารย์มหาทองสุกเล่าให้ฟัง) การพูดคุยอะไรกับท่านแบบไร้สติ ว่าควรอย่างไรไม่ควรอย่างไรบ้าง นี่เคยโดนท่านดุมามากราย บางรายถึงกับเสียสติในวาระต่อไปก็มี มีพระรูปหนึ่งซึ่งมีนิสัยไม่ค่อยสุภาพนัก ไปพำนักอยู่กับท่านชั่วคราว เวลาท่านพูดอะไรขึ้นมาเธอชอบพูดไปตามท่านเสมอ ตอนไปอยู่ใหม่ ๆ ท่านเคยเตือนบ่อยให้สนใจในหน้าที่ของตัว โดยมีสติระวังรักษาใจที่จะคิดจะพูดในเรื่องต่าง ๆ ไม่สนใจกับเรื่องของผู้อื่น นักปฏิบัติต้องรู้จักวิธีปฏิบัติตัวโดยถูกทาง ผู้มีสติอยู่กับตัวย่อมเห็นความบกพร่องของใจที่แสดงออก แต่เธอนั้นคงมิได้สนใจคิดเรื่องท่านให้อุบายสั่งสอนเท่าที่ควร จึงชอบเป็นไปตามนิสัยเสมอ วันหนึ่งเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ท่านพระอาจารย์มั่นท่านมีนิสัยที่ใคร ๆ สังเกตได้ยาก เวลาเดินไปไหนมาไหนท่านมองเห็นอะไร เช่น สัตว์ต่าง ๆ หรือผู้คนตลอดเด็ก ๆ ท่านมักเอาเรื่องที่ท่านเห็นนั้น ๆ มาพิจารณาและพูดของท่านไปคนเดียว ดังที่เคยเขียนไว้บ้างแล้ว วันหนึ่งขณะที่กำลังบิณฑบาต ท่านได้เห็นลูกวัวมีรูปร่างน่ารักที่กำลังวิ่งเพลินอยู่กับแม่ของมัน ขณะพระเดินไป มันยังมองไม่เห็นท่าน

พอพระเดินไปจวนถึงตัวมันมันจึงหันหน้ามามองอย่างตกใจ และกระโดดวิ่งอ้าวไปหาแม่แล้วเอาหลังหนุนคอแม่ไว้หันหน้าออกมาสู่พระ นัยน์ตาบอกว่ากลัวมาก ส่วนแม่พอเห็นลูกวิ่งไปหาก็รับหันหน้ามองมาทางพระ พอรู้แล้วก็ทำเฉยตามนิสัยของสัตว์ที่เคยกับพระมาจำเจแล้ว แต่ลูกของมันยืนตาจับจ้องอยู่ใต้คางแม่อย่างไม่ไว้ใจ เมื่อท่านอาจารย์เห็นอาการของทั้งแม่ทั้งลูกที่แสดงอาการต่างกันเช่นนั้น จึงพูดขึ้นลอย ๆ ว่า ว่าแม่ไม่เห็นแสดงอาการกลัว แต่ลูกทำไมกลัวจนจะแบกแม่ทั้งตัววิ่งหนีไปได้ (ท่านเห็นมันอยู่ใต้คอแม่อันเป็นลักษณะแบกแม่ถึงได้พูดอย่างนั้น) พอเหลือบเห็นพระเท่านั้นก็ทั้งเผ่นทั้งร้องให้แม่ด้วย คนเราก็เหมือนกันต้องวิ่งหาที่พึ่ง ถ้าอยู่ใกล้แม่ก็วิ่งพึ่งแม่ อยู่ใกล้พ่อก็วิ่งพึ่งพ่อ อยู่กับใครก็มักพึ่งคนนั้นจะคิดพึ่งตัวเองไม่ค่อยมี ตอนยังเล็กก็คิดหวังพึ่งผู้อื่นแบบหนึ่ง โตขึ้นมาคิดหวังพึ่งผู้อื่นไปอีกแบบหนึ่ง แก่ตัวลงไปคิดหวังพึ่งผู้อื่นอีกแบบหนึ่ง จะย้อนจิตเข้ามาใช้อุบายหาทางพึ่งตัวเองไม่ค่อยจะมีกัน ฉะนั้น คนเราจึงมักทำตัวให้อ่อนแอ อยู่ในวัยใดก็หวังพึ่งแต่ผู้อื่นอยู่ที่ใดไปที่ใดก็หวังพึ่งแต่ผู้อื่น เลย

ไม่เป็นตัวของตัวเองได้ตลอดกาล พระเราก็เหมือนกันบวชมาในศาสนาจะศึกษาก็เกียจคร้าน จะปฏิบัติก็กลัวเป็นทุกข์ลำบาก เพราะความขี้เกียจไม่ยอมให้ทำ คิดอะไรที่จะเป็นประโยชน์บ้าง พอคิดจะลงมือทำความขี้เกียจก็มาคอยกันท่าไว้เสีย เลยไม่มีอะไรสำเร็จได้ เมื่อไม่มีทางช่วยตัวเองได้จำต้องหวังพึ่งผู้อื่นไม่เช่นนั้นก็ครองตัวไปไม่ได้คำว่า อัตตาหิ อัตตโน นาโถ เลยไม่มีประโยชน์สำหรับคนไม่มีจมูกหายใจ เราผู้บวชเป็นพระและเป็นนักปฏิบัติจึงไม่ควรทำตนเป็นคนไม่มีจมูกคอยหายใจจากผู้อื่นอยู่่เรื่อยไป ครูอาจารย์สั่งสอนอะไรควรนำไปคิดและพยายามทำตามไม่ให้หลุดมือตกสูญหายไปเปล่า ๆ พยายามคิดและทำตามท่านจนเกิดประโยชน์ขึ้นมาแก่ตนจนได้ จะต้องไม่หวังพึ่งท่านตลอดไป จมูกทางหายใจคือความรู้ความฉลาดทางระบายทุกข์น้อยใหญ่ออกจากใจก็พอมีทางอาศัยตนได้ ชื่อว่าเป็นพระขึ้นมาโดยลำดับจนกลายเป็นพระสมบูรณ์แบบและพึ่งตนเองได้อย่างเต็มที่ ท่่านพูดเป็นเชิงสอนพระหรือสอนใครก็สุดแต่จะพิจารณานำมาสอนตน คำพูดท่านยังไม่จบเรื่องซึ่งพอจะแทรกขึ้นในระหว่างท่านหยุดชั่วคราว

แต่พระองค์ไม่ค่อยพิจารณานักก็พูดพล่ามไปตามท่านโดยมิได้สำนึกตัวว่าควรหรือไม่ควรเพียงไร ความบ้าของเธออาจจะเข้าไปกระทบธรรมภายในท่านอย่างแรง จึงทำให้ท่านหันหน้ากลับมาชำระเสียบ้าง พอให้พระองค์ที่มีสังวรธรรมพลอยตกตะลึงกลัวไปตาม ๆ กัน ใจความว่าท่านนี้จะบ้าเสียแล้วกระมังนี่ พอตามมองเห็นค้อนเห็นไม้ที่ใครโยนเข้ามาแต่ทิศใดแดนใดก็คอยแต่จะโดดกัดร่ำไป เหมือนสุนัขบ้า ไม่มองดูใจที่กำลังจะบ้าอยู่ขณะนี้บ้างเลย ผมว่าท่านจะบ้าแล้วนะ ถ้ายังขืนปล่อยให้น้ำลายไหลออกแบบไม่มีสติดังที่เป็นอยู่ขณะนี้ ว่าเท่านั้นก็หันกลับและเดินเข้าพักไม่พูดอะไรต่อไปอีก มองดูพระองค์นั้นหน้าตาพิกลอย่างพูดไม่ออกตอนมาถึงที่พักแล้ว ขณะฉันเห็นเธอฉันนิดเดียว พอเห็นอาการอย่างนั้น ต่างองค์ก็ต่างนิ่งเฉย ทำเหมือนไม่รู้และไม่เกี่ยวข้องกับเธอ เกรงว่าจะอาย เวลาอื่นก็ทำเหมือนไม่มีอะไร ต่างองค์ต่างอยู่และบำเพ็ญภาวนาไปตามที่เคยปฏิบัติมา พอตกกลางคืนเงียบ ๆ ได้ยินเสียงร้องโวยวายขึ้นแบบคนไม่มีสติ พูดไม่ได้ศัพย์ได้แสง พอทราบเหตุต่างองค์ต่างก็รีบไปดูที่เสียงปรากฏขึ้น ก็ได้เห็นพระองค์นั้น

นอนร่ายมนต์บ่นเพ้อทิ้งเนื้อทิ้งตัวอยู่บริเวณที่พักนั้นแบบคนไม่มีสติเอาเลย แต่พอจับใจความได้เป็นบางตอนว่า "เสียใจที่ได้ล่วงเกินท่านอาจารย์โดยไม่รู้กาละเทศะ" ใครก็ตกตะลึงพรึงเพริดไปตาม ๆ กัน และต้องรีบไปตามชาวบ้านมาช่วยรักษา คือ หายาแก้ลมเป็นต้นมาให้เธอฉัน คนนั้นบีบคนนี้นวดตามบริเวณร่างกายอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็สงบและนอนหลับได้จนสว่าง พอวันรุ่งขึ้นก็มีคนมารับเธอไปหาหมอฉีดหยูกฉีดยาให้เธอ อาการก็พอลดลงบ้าง แต่ยังมีการกำเริบเป็นคราว ๆ พอค่อยยังชั่วบ้างก็ส่งเธอกลับบ้าน หลังจากนั้นก็ไม่ทราบว่าโรคหายหรือเป็นตายอย่างไร ผู้เขียนก็ทราบจากพระที่อยู่ด้วยกันกับเธอในเวลานั้นเล่าให้ฟัง ทั้งนี้พูดเรื่องโดนดุ ถ้าโดนพอเบาะ ๆ ก็พอให้ผู้ถูกดุได้สติและระวังตัวต่อไป ถ้าหาเรื่องให้ถูกดุอย่างหนักและผู้ถูกดุไม่มีสติปัญญาพอจะถือเอาประโยชน์ได้ มักมีทางเสียดังที่ปรากฏมา ฉะนั้น ผู้อยู่กับท่านจึงอยู่ด้วยความระมัดระวังสำรวมอย่างยิ่ง จะตีสนิทคุ้นเคยในฐานะว่าเคยอยู่กับท่านมานานย่อมไม่ได้ เพราะนิสัยท่านเป็นนิสัยที่ไม่คุ้นกับใครง่าย ๆ แต่ไหนแต่ไรมา ผู้อยู่กับท่านจึงนอนใจไม่ได้ แม้ระวังตัวเหมือนแม่เนื้อระวังนายพรานก็ยังถูกโดนยิงจนได้ เท่าที่ทราบจากครูอาจารย์ที่เคยอยู่กสับท่านมาก่อนว่า ถ้ามีเฉพาะท่านที่มีภูมิจิตใจสูงอยู่กับท่าน การวางตัวท่านก็ปล่อยตามนิสัยที่รู้จักท่านดีแล้ว คือแสดงกิริยามรรยาทธรรมดาสบาย ๆ เหมือนผู้ใหญ่อยู่ด้วยกัน ไม่ค่อยเข้มงวดกวดขันนัก แต่การเปลี่ยนแปลงมรรยาท ท่านรู้สึกเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วจนตามแทบไม่ทัน อยู่สถานที่แห่งหนึ่งเป็นอย่างหนึ่ง สถานที่แห่งหนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่ง ตามแต่เหตุการณ์ที่ควรเปลี่ยนแปลงไปตามสถานที่บุคคลนั้น และเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วทั้งไม่ซ้ำรอยกันเลย





กรุณาติดตามต่อ ตอนเย็นวันนี้ เนื่องจากวันนี้หมอตา
ร.พ.จุฬา นัดคุณอาไปดูตาที่ผ่าตัดไปเมื่อ 4 เดือนที่แล้ว
วันนี้คุณอาวิษณุก็เลยพิมพ์ต่อไม่ได้ ไว้กลับมาจาก ร.พ. ก่อน เจ้าค่ะ

รูปภาพ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » ศุกร์ 28พ.ย.2014 18:05

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 69 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว


และเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วทั้งไม่ซ้ำรอยกันเลย นับว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดสำหรับผู้ไม่สามารถทำอย่างท่านได้ เวลาว่างโอกาสดี ๆ ท่านเล่านิทานให้ฟัง ซึ่งโดยมากมักขัน ๆ และน่าหัวเราะทั้งนั้น จึงขอยกเรื่องท่านมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังเล็กน้อย พอทราบว่าคน ๆ เดียวมีการเปลี่่ยนแปลงตัวอย่างน่าอัศจรรย์......คือสมัยท่านเป็นฆราวาสกำลังแตกหนุ่ม ท่านเคยเป็นหมอลำหมอเพลง คราวหนึ่งท่านขึ้นไปขับลำทำเพลงประชันกันกับหญิงสาว ซึ่งเป็นนักประชันที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในงานใหญ่ มีคนไปในงานนั้นเป็นพัน ๆ ท่านนึกสนุกขึ้นมาก็ขึ้นไปบนเวทีของประชันเพลงกับหญิงคนนั้น หรือท่านอาจมีรักเขาบ้างก็ทราบไม่ได้จึงเกิดความฮึกหาญขึ้นมาอย่างคาดไม่ถึง หญิงนั้นยินดีเป็นคู่แข่งกับท่าน พอเริ่มกลอนประชันยังไม่ถึงไหนท่านก็เป็นฝ่ายแพ้กลอนเขาเข้าไปสองสามกลอนแล้ว พอดีมีเทวบุตรมาโปรดไว้ทันคือ ในงานนั้นท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ ซึ่งเวลานั้นท่านเป็นฆราวาสและ

อยู่ในวัยหนุ่มเช่นเดียวกัน แต่อายุแก่กว่าท่านอาจารย์มั่นบ้าง ได้ไปในงานนั้นด้วยและเข้าฟังเพลงระหว่างท่านอาจารย์มั่นซึ่งเป็น
ชายหนุ่ม กับหญิงสาวคนนั้นขับเคี่ยวกันในเชิงกลอนต่าง ๆ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เห็นท่านไม่ได้การ เพราะฝ่ายเราคือท่านอาจารย์มั่นแพ้เขาไปหลายกลอนแล้ว ถ้าตกดึกไปกว่านี้ คงจะลงเวทีไม่ได้แน่ อาจจะถูกหญิงสาวคนนั้นหามลงแบบไม่มีหน้าติดตัวมาเลย เพราะหญิงสาวเป็นนักต่อสู้มาหลายเวทีแล้ว ส่วนคนของเราเพิ่งจะเริ่มขึ้นเวที แต่ก็ใจป้ำฮึกหาญสำคัญโดดขึ้นสู้กับเสือโคร่งใหญ่ลายพาดกลอน แม้จะเป็นเสือตัวเมียมันก็มีเขี้ยวเต็มปากอย่างพอตัว แต่เสือเราแม้จะเป็นเสือตัวผู้แต่ฟันน้ำนมมันก็เพิ่งจะออกไม่กี่ซี่ ขืนให้สู้ต่อไปเสือตัวเมียต้องถลกหนังมันเข้าตลาดแน่ ๆ อ้ายมั่นนี่มันไม่รู้จักเสือ มันนึกว่าแต่สาว ๆ เท่านั้น แต่มันไม่รู้จัก

ตายเราต้องเข้าช่วยเอาหนังมันไว้ก่อนในครั้งนี้ ไม่เช่นนั้นหนังมันเข้าตลาดแน่นอน พอคิดแล้วก็โดดขึ้นบนเวทีทำท่าว่า "อ้ายมั่น อ้ายห่า กูเที่่ยวตามหามึงแทบตาย แม่มึงตกเรือนสูง ๆลงมากองอยู่กับพื้น จะตายหรือยังก็ไม่แน่เลย พอกูโผล่เข้าไปจะช่วย เขาก็ใช้ให้กูมาเที่ยวตามหามึงตั้งแต่วัน ๆ จนป่านนี้ กูตามหามึงแทบตาย ข้าวก็ยังไม่ตกท้องเลยกูจะเป็นลมตายอยู่เดี๋ยวนี้" ทางอ้ายมั่นก็ตกตลึง หญิงสาวก็ตกตลึงในอุบายไปตาม ๆ กัน ฝ่ายอ้ายมั่นอดไม่ได้รีบถามขึ้นมาทันทีว่า "แม่กูเป็นยังไงวะ อ้ายจันทร์" (ชื่อท่านเจ้าคุณอุบาลีฯว่านายจันทร์สมัยเป็นฆราวาส ท่านพูดกันตอนเป็นฆราวาส) ฝ่ายอ้ายจันทร์ทำเป็นอิดโรยจะเป็นลมตายอยู่บนเวที "กูคิดว่าแม่มึงตายแล้ว ส่วนกูกำลังจะตายด้วยทั้งหิวข้าวทั้งเป็นลม" พอจบคำ อ้ายจันทร์ก็ฉุดแขนอ้ายมั่นทำท่าลากกันลงมา

จากเวทีท่ามกลางคนเป็นพัน ๆ ตกตลึงพรึงเพริดไปตาม ๆ กัน แล้วพากันออกวิ่งผ่านผู้คนไปอย่างรีบด่วน พอพ้นหมู่บ้านนั้นไปแล้ว อ้ายมั่นถามซ้ำอีกอย่างกระหายอยากทราบเป็นกำลังว่า "แม่กูไปทำอะไรถึงได้ตกเรือนขนาดกองกับพื้นเล่า" ฝ่ายอ้ายจันทร์ตอบว่า "กูเองก็ยังไม่ทราบสาเหตุชัด พอมองเห็นและจะวิ่งเข้าไปช่วย เขาใช้ให้วิ่งตามหามึง กูวิ่งมานี่ จะไปรู้เรื่องละเอียดละอออย่างไรเล่า" "เท่าที่่มึงดูบ้างแล้วแม่กูจะพอตายไหม" อ้ายมั่นถามอย่างกระวนกระวาย อ้ายจันทร์ตอบว่า "ตายหรือยังอยู่เราจะไปดูเองอยู่ขณะนี้ไงละ" พอเลยหมู่บ้านไปไกลกะประมาณว่าอ้ายมั่นไม่กล้ากลับมาคนเดียวได้อีกแล้ว (สมัยก่อนหมู่บ้านอยู่ห่างกันมาก สัตว์เสือผีก็ชุม ใคร ๆ ก็ไม่กล้ามาคนเดียวในเวลาค่ำคืน) จึงเปลี่ยนกิริยาอาการทุกอย่างเสียใหม่แล้วบอกกับอ้ายมั่นโดยตรง
ว่า "แม่มึงไม่ได้เป็นอะไรหรอก ที่กูทำอย่างนั้นกูทนดูมึงติดกลอนอียายเมียมึงคนนั้นไม่ไหว" "กลัวมันจะถลกหนังมึงไปขายตลาด

ซึ่งเป็นการขายหน้ากู และขายหน้าบ้านเราว่าอ้ายมั่นสู้ผู้หญิงไม่ได้ ให้เขาเปิดผ้าลบลายเล่นเหมือนเสือตายแล้ว กูจึงได้คิดอุบายหลอกมึงและหลอกอียายเมียมึงให้มันตายใจ และให้ชาวบ้านเชื่อถือได้ว่ามึงยังไม่หมดประตูสู้ แต่ต้องหนีไปเพราะเหตุสุดวิสัย แล้วฉุดมึงหนี เพื่อไม่ให้ใครเขาจับพิรุธได้ แม้อียายเมียคู่แข่งมึงก็อดตกตะลึงไปตามอุบายอันแยบคายของกูไม่ได้ มันต้องสนใจฟังและมองตามพวกเราด้วยความตกใจแสนสงสาร แม่มึงและมึงไปตามเรา เห็นไหม อุบายกูช่วยมึงออกจากนรกผู้หญิง คราวนี้มึงคิดว่าแยบคายดีพอไหม" พออ้ายจันทร์พูดจบ อ้ายมั่นอุทานว่า "โอ้โฮน่าเสียดาย อ้ายห่านี่ทำกูถึงขนาดนี้เชียวนะ กูกำลังคันฟันห้ำหั่นกับมันอย่างสนุกสนาน มึงมาฉุดกูออกจากถ้วยลาภ แหมมึงทำกูอย่างถนัด กูมิได้นึกเลยอ้ายจันทร์ กูอยากคืนไปซ้ำมันอีก เอาหนังเข้าตลาดในคืนวันนี้จนได้ อ้ายจันทร์ตอบ "โธ่มึงจะตายกูช่วยชุบชีวิตไว้ได้แล้ว มึงยังกลับทำท่าอวดเก่งอยู่อีก เดี๋ยวกูจะ

ผลักหลังกลับคืนไปให้อียายเมียมึงเอาเนื้อขึ้นเขียงในคืนนี้ไม่ดีหรือ" อ้ายมั่นออกท่าว่า " ที่กูทำท่าติดกลอนมันบ้างพอให้มันได้ใจไปหน่อยนั้น เพราะกูก็เห็นมันเป็นผู้หญิง พอตกดึกกูก็มัดมันเข้ากระสอบเอาไปขายกินอย่างหวาน ๆ ยังไงล่ะ มึงยังไม่รู้อุบายกู เป็นอุบายเสือหลอกลิงเลย" "ถ้ามึงเก่งจริงดังที่คุยโม้ เพียงกูคิดอุบายนิดหน่อยฉุดมึงจากนรกผู้หญิง มึงยังตกตะลึงทั้งจะร้องห่มร้องไห้ต่อหน้าเมียมึงอย่างไม่คิดอายว่าตัวเป็นผู้ชายเลย แล้วใครจะชมมึงว่าฉลาดพอจะเอาอียายเมียมึงเข้ากระสอบล่ะ กูคิดเห็นแต่มันจะมัดมึงโยนลงเวทีต่อหน้าคนจำนวนพัน ๆ เท่านั้น มึงอย่าคุยโม้ไปมาก รีบสาธุอุบายกูที่มีต่อมึงดีกว่าอ้ายแพ้ผู้หญิง" สุดท้ายคืนนั้นทั้งอ้ายจันทร์ทั้งอ้ายมั่นเลยไมได้ดูงานตามความคาดหมายไว้ เพราะเรื่องนี้เป็นสาเหตุให้ต้องพรากจากงาน ฟังนักปราชญ์ทั้งสองโต้กัน แม้สมัยท่านยังเป็นฆราวาสก็ยังรู้สึกน่าฟังมาก ถึงจะเป็นเรื่องโลก ๆ แต่ก็เป็นเชิงของคนฉลาดพูดกัน จึงเป็นที่ซาบซึ้งจับใจในอุบายที่แสดงออกทุก ๆ ประโยค ฟังแล้วทำให้เพลินใจประหนึ่งท่านสนทนากันอยู่ต่อหน้าเรา ฉะนั้น เรื่่องของ

ท่านทั้งสองโต้กันยังมีอีกแยะ แต่เห็นว่าเท่าที่กล่าวมาพอเป็นคติแก่พวกเราพอสมควร อุบายของท่านทั้งสองแสดงให้เห็นได้ชัดว่ามีเค้าแห่งความฉลาดมาแต่เป็นฆราวาส ฉะนั้น เวลามาบวชเป็นพระท่านจึงเป็นจอมปราชญ์ทั้งสององค์ในสมัยปัจจุบัน ปรากฏชื่อลือนามกระเดื่องเลื่องลือทั่วประเทศไทยว่า ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์และท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ เป็นจอมปราชญ์สมัยปัจจุบัน ที่เขียนว่า อ้ายจันทร์และอ้ายมั่นนั้นเขียนตามที่ทราบจากท่านเล่าให้พระฟัง เวลาท่านเปิดโอกาสสบาย ๆ กับรรดาศิษย์ที่เคร่งเครียดต่อการระวังในท่านมาเป็นประจำ หากเป็นการไม่บังควรประการใด ก็ขอประทานโทษท่านเจ้าพระคุณทั้งสองและท่านผู้อ่านทั่ว ๆ ไปด้วย ถ้าจะเลี่ยงเขียนตามศัพย์นิยมก็ไม่ถนัดใจ ที่ท่านเรียกกันเช่นนั้น เข้าใจว่าท่านนิยมนับถือกันด้วยคำพูดทำนองนั้น ซึ่งเราเองก็เคยใช้ต่อกันระหว่างบุคคลที่สนิทสนมกันตามฐานะและวัยเสมอมา จึงได้เขียนตามเค้าดั้งเดิม จะหยาบคายหรือละเอียดประการใดก็ประสงค์ให้เป็นไปตามเรื่องเดิม ซึ่งเป็นธรรมชาติแท้ที่ท่านใช้กันในเพศและวัยนั้นรู้สึกสะดวกใจ และอาจมองเห็นภาพท่านทั้งคราวเป็นฆราวาสที่กำลังคะนองรื่นเริง และภาพที่เป็นนักบวชซึ่งสละความเป็นโลกออกอย่างสิ้นเชิง มีแต่ความอัศจรรย์ล้วน ๆ อยู่ในองค์แห่งพระเวลาท่านบวชแล้ว




กรุณาติดตามต่อ เช้าพรุ่งนี้ เจ้าค่ะ

รูปภาพ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » เสาร์ 29พ.ย.2014 06:28

รูปภาพ

วันนี้ วันพระ

ชีวิตที่ดีที่สุด...คือ
สงบเย็น และเป็นประโยชน์

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 70 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว


เวลาท่านบวชแล้ว ขณะท่านเล่านิทานให้ฟัง น่าฟังมาก โดยมากก็เป็นเรื่องสมัยปัจจุบันมากกว่าจะเป็นนิทาน ท่านชอบชมเชยความฉลาดของเจ้าคุณอุบาลีฯ ให้ฟังเสมอ ครั้งหนึ่ง ท่านเล่าว่า ท่านสนทนากับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ถึงพระเวสสันดร พอได้โอกาสท่านเรียนถามถึงแม่ของพระนางมัทรีคือใคร ไม่เห็นกล่าวไว้ในคัมภีร์ หรือค้นหาไม่พบต่างหาก ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็ตอบขึ้นทันทีว่า ท่านยังไม่เคยเห็นไม่เคยได้ยินแม่นางมัทรีบ้างหรือ เขาเห็นกันทั้งบ้านทั้งเมือง ท่านมัวไปหานางมัทรีอยู่ที่ไหนจึงไม่ได้เห็นกับเขา ท่านพระอาจารย์มั่นกราบเรียนว่ายังไม่เคยเห็นเลย ไม่ทราบว่าอยู่ในคัมภีร์ไหน ท่านตอบทันทีว่าจะอยูํ่ในคัมภีร์ที่ไหนกัน ก็สาวอบผู้พูดเสียงดัง ๆ บ้านแกหลังใหญ่ ๆ อยู่สี่แยกทางออกไปวัดยังไงล่ะ ท่านพระอาจารย์มั่นเกิดงง ต้องเรียนถามท่านอีกว่าสี่แยกที่ไหนและทางออกไปวัดไหน ท่านไม่เห็นกล่าวเรื่องวัดเรื่องวาไว้เลย ก็แม่นางมัทรีบ้านแกอยู่เกือบติดกับบ้านท่านอย่างไรล่ะ ทำไมยังไม่รู้กระทั่งนางมัทรีและสาวอบแม่นางมัทรีเข้าอีก ท่านนี่แย่จริง ๆ เพียงนางมัทรีและสาวอบในหมู่บ้านเดียวกันยังไม่รู้อีก ท่านจะไปหาแม่นางมัทรีในคัมภีร์ไหนกันอีก ผมก็แย่แทนท่านถ้าเป็นอย่างนี้ ท่านอาจารย์มั่นก็ระลึกได้ทันทีเมื่อท่านพูดว่านางมัทรีและสาวอบที่อยู่ในบ้านเดียวกัน แต่ก่อนมัวไปนึกภาพในเรื่องพระเวสสันดรในคัมภีร์โน้นจึงทำให้งงไปนาน ท่านว่าท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านฉลาดโต้ตอบด้วยอุบายแปลก ๆ อย่างนี้เสมอมาโต้ตอบแบบศอกกลับเสมอ ทำเอาผู้ฟังงงไปตาม ๆ กันและก็ได้สติปัญญาจากอุบายท่านตลอดมา ท่านเล่าทั้งหัวเราะขันตัวเองที่ไม่ทันลูกไม้ท่านเจ้าคุณอุบาลี

ท่าวสักกเทวราชบนสวรรค์มาเยี่ยมท่านเสมอ


ท่านจำพรรษาอยู่บ้านน้ำเมา อำเภอแม่ปัง เชียงใหม่ ท่านว่าท่านต้อนรับแขกจำพวกกายทิพย์บนสวรรค์ มีท้าวสักกเทวราชเป็นหัวหน้ามากเป็นพิเศษ แม้หน้าแล้งท่านหลีกออกไปเที่ยววิเวกองค์เดียวอยู่ในถ้ำดอกคำ ก็มีท้าวสักกราชพาพวกเทวดามาเยี่ยมท่าน ซึ่งมาแต่ละครั้งเป็นหมื่นเป็นแสนและมาบ่อยที่สุด ถ้าพวกที่ไม่เคยมาท้าวสักกเทวราชต้องเตือนให้เขาเข้าใจวิธีฟังธรรมก่อนที่ท่านจะแสดงให้ฟัง โดยมากท่านแสดงเมตตาอัปปมัญญาพรหมวิหารให้เขาฟัง เพราะพวกเทวดาชอบธรรมนี้มากเป็นพิเศษ ท่านพักอยู่ทั้งสองแห่งนี้ ท้าวสักกเทวราชมาเยี่ยมฟังธรรมเสมอ การต้อนรับพวกเทพทุกชั้นทุกภูมิก็ปรากฏว่ามากเป็นพิเศษกว่าที่อื่น ๆ เพราะที่นี่อยู่ลึกและสงัดมากบรรยากาศก็อำนวยพวกนี้เคารพท่านและสถานที่ที่ท่านพักอยู่มาก แม้ทางจงกรมที่ญาติโยมเอาทรายมาเกลี่ยไว้สำหรับให้ท่านเดินจงกรมก็ไม่กล้าผ่านเข้ามา ต้องเว้นไปเข้าทางอื่น พวกพญานาคก็เช่นกัน เวลาเขาเข้ามาเยี่ยมฟังธรรมท่าน ก็ไม่อาจเดินข้ามทางจงกรมเข้ามา ถ้าหัวหน้าจำเป็นต้องผ่านเข้ามาเป็นบางครั้ง ต้องเว้นไปทางหัวจงกรม เดินอ้อมเข้ามา

บางครั้งพญานาคใช้ให้บริวารมากราบนิมนต์ท่านในกิจบางอย่าง เช่นเดียวกับมนุษย์เรามานิมนต์พระไปในงาน ก็ไม่กล้าเดินข้างทางกรมเข้ามา ถ้ามีทรายโรยไว้ก็เอามือกวาดทรายออกเสียก่อนแล้วค่อยคลานเข้ามา พอพ้นจากนั้นแล้วค่อยลุกขึ้นเดินเข้ามาหาท่าน กิริยามรรยาททุกอาการอยู่ในความสำรวมดีมาก ท่านว่ามนุษย์เราซึ่งเป็นเจ้าของศาสนา ถ้าต่างสนใจในธรรมและมีความเคารพต่อตัวเองสมกับว่ารักตนจริง ๆ ตามความรู้สึกที่ฝังลึกอยู่ภายใน ก็ควรมีมรรยาทเคารพศาสนาเช่นเดียวกับพวกเทวดาและพญานาคที่เขาทำกัน แม้ไม่สามารถจะมองเห็นวิธีการที่เขาทำความเคารพต่อศาสนา แต่ศาสนาก็สอนวิธีเคารพไว้อย่างสมบูรณ์แล้วไม่มีอะไรบกพร่อง นอกจากพวกมนุษย์เราไม่สนใจเท่าที่ควร และตั้งใจสั่งสมความประมาทใส่ตนจนหาที่เก็บไม่ได้เท่านั้น จึงไม่ค่อยประสบความสุขความสมหวังดังที่ปรารถนากัน ความจริงศาสนาเป็นแหล่งผลิตมรรยาทศีลธรรมอันดีงามเพื่อผล คือความสุขความสมหวังจะมีทางเกิดขึ้นแก่ผู้สนใจตามหลักศาสนาที่สอนไว้ ท่านกล่าวเน้นหนักลงไปว่า ความสำคัญของทุกสิ่งในโลกก็คือ

ถ้าใจหยาบทุกสิ่งที่มาเกี่ยวข้องก็กลายเป็นของหยาบไปด้วย เช่นเดียวกับร่างกายสกปรก แม้สิ่งที่มาคละเคล้ากับกายจะเป็นของสะอาดสวยงามเพียงไร ก็กลายเป็นของสกปรกไปตามร่างกายที่สกปรกอยู่แล้ว ฉะนั้นธรรมจึงอดจะหยาบไปตามใจที่สกปรกไม่ได้ ถึงจะเป็นธรรมที่บริสุทธิ์หมดจด แต่พอคนมีใจโสมมเข้าไปเกี่่ยวข้อง ธรรมก็กลายเป็นธรรมอับเฉาไปตาม เหมือนผ้าที่สะอาดตกลงไปคลุกฝุ่น หรือคนชั่วแบกคัมภีร์ธรรมอวดโลกให้เขานับถือ ซึ่งทั้งสองนี้ไม่มีผลดีต่างกันเลย คนที่มีใจหยาบกระด้างต่อศาสนาก็เป็นคนในลักษณะนี้เหมือนกัน จึงไม่มีทางได้รับประโยชน์จากศาสนาธรรม แม้เป็นของวิเศษเพียงไรเท่าที่ควร เอาแต่ชื่อออกประกาศกันว่าตนนับถือศาสนา แต่ไม่ทราบว่าศาสนาคืออะไร และมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้นับถืออย่างไรบ้าง ถ้าประสงค์อยากทราบข้อเท็จจริงจากศาสนาอย่างแท้จริงแล้ว ตนกับศาสนาก็เป็นอันเดียวกัน ความสุขทุกข์ที่เกิดกับตนย่อมกระเทือนถึงศาสนาด้วย ความประพฤติดีชั่วก็กระเทือนถึงศาสนาเช่นกัน คำว่าศาสนา คือแนวทางที่ถูกต้องแห่งการดำเนินชีวิตนั่นแล จะเป็นอื่นมาจากไหน ถ้าคิดว่าศาสนาอยู่ที่อื่นนอกจากตัว ก็ชื่อว่าเข้าใจศาสนาผิดหวังจากความจริง การปฏิบัติต่อศาสนาก็ปฏิบัติไม่ถูก คำว่าไม่ถูกนี้ ไม่ว่าอะไรไม่ถูก ของนั้นใช้

ประโยชน์อะไรไม่ได้ แม้ได้ก็ไม่ถูกตามกฏเกณฑ์ คือได้แบบขวางโลก ขวางธรรม ขวางตน และขวางผู้อื่นไปทั้งนั้น คิดอย่างง่าย ๆ และเห็นประจักษ์ตาคือ การบวกลบคุณหารไม่ถูก ตัดเสื้อกางเกงไม่ถูก เย็บเสื้อผ้าไม่ถูก สามีภริยาปฏิบัติไม่ถูกตามจารีตประเพณี คู่รักปฏิบัติไม่ถูกตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ต่อกัน พ่อแม่กับลูก ๆปฏิบัติต่อกันไม่ถูก การแสวงหาทรัพย์ไม่ถูกทาง การจ่ายทรัพย์ไม่ถูกทาง ขับรถไม่ถูกกฏจราจร เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานไม่ถูกต้องตามกฏหมายอันเป็นเครื่องปกครองโลกให้ร่มเย็นทั่วกัน ราษฏรกับเจ้านายปฏิบัติต่อกันไม่ถูกตามระบอบประเพณีและกฏหมายบ้านเมือง ขาดความเคารพนับถือกัน และกลายเป็นข้าศึกต่อกัน เหล่านี้จะเห็นเป็นความเสียหายมากน้อยกว้างแคบเพียงไร ผลคือความผิดหวังและความเดือนร้อนที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่ทำผิด จะแสดงขึ้นที่ไหน

กรุณาติดตามต่อ ก่อนเที่ยงวันนี้ เจ้าค่ะ

รูปภาพ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » เสาร์ 29พ.ย.2014 11:33

รูปภาพ

วันนี้ วันพระ

ชีวิตที่ดีที่สุด...คือ
สงบเย็น และเป็นประโยชน์

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 71 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว



จะแสดงขึ้นที่ไหน ถ้าไม่แสดงขึ้นตามจุดแห่งเหตุที่ทำผิด ก็ไม่มีที่แสดงขึ้นชื่อว่าผิดแล้วผลคือ ความแสดงเสียหายต้องแสดงขึ้นตามเหตุนั้น ๆ แม้คนที่ทำผิดต่อผู้อื่นโดยที่เขาจะทราบว่าตัวทำผิดต่อเขาหรือไม่ก็ตาม ผลคือความเสียหายที่จะระบาดออกจากการทำผิดนั้นปิดไม่อยู่แน่นอน ต้องแสดงสุดขีดแห่งการทำผิด จะเป็นฝ่ายใดได้รับไม่เป็นปัญหา ข้อแก้ตัวว่าทำผิดแล้วผลไม่แสดงตัวให้ปรากฏ อย่างไรต้องแสดงมากน้อยจนถึงขั้นแดงโร่ทั่วดินแดน ฉะนั้น คำว่าไม่ถูก เช่น คิดไม่ถูก พูดไม่ถูก และคำว่าไม่ถูก หรือคำว่าผิดนี้จึงเป็นจุดที่ควรสนใจอย่างยิ่ง ไม่ชินชาตามัว ไม่เหลียวแลเรื่องจะแก่กล้าพล่าเอาตัวผู้เลื่อนลอยต่อความผิดให้ล่มจมอย่างเห็นประจักษ์ตาในขณะนี้ชาตินี้ ไม่ต้องมองไกลอันเป็นการตะครุบเงามากกว่าถูกตัวจริง เพราะศาสนามิใช่เครื่องเงาเครื่องหลอกหลอนคนให้โง่ แต่เป็นศาสนาที่ให้ความจริงทุกประตูที่ประกาศสอนไว้ ไม่ผิดพลาด ถ้าผู้นับถือไม่ปฏิบัติให้ผิดพลาดไปเอง แล้วกล่าวตู่หาว่าศาสนาไม่เป็นท่า ซึงเป็นการกว้านความผิดพลาดมาทับถมโจมตีตัวเองให้เกิดความทุกข์ร้อนจนหาที่ปลงวางไม่ได้เท่านั้น

จึงไม่มีปัญหาสำหรับศาสนาซึ่งเป็นของบริสุทธิ์มาดั้งเดิม ท่านกล่าวย้ำอีกว่า คนเราถ้ายอมรับความจริงตามศาสนาที่สอนไว้ ตัวย่อมได้รับความเป็นธรรม คือตัวเย็น ผู้เกี่ยวข้องมากน้อยก็เย็น โลกร่มเย็นไม่ค่อยมีการทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิง เพื่อแข่งดิบแข่งดีกันให้เดือดร้อนไปทั้งสองฝ่าย ซึ่งสุดท้ายก็เป็นไฟไปตาม ๆ กัน ไม่มีใครได้ครองความสุขดังใจหวัง เพราะเอาใจดวงกำลังเป็นไฟทั้งกองเข้าไปเป็นหัวหน้าว่าความในกิจการในโรง ในศาล ในเรื่องต่าง ๆ ไม่มีประมาณ ด้วยเหตุนี้แล คนเราจึงหาประมาณความทรงตัวได้ยาก อยู่ที่ไหนก็ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟไม่เป็นสุข เพราะใจแบกกองไฟไว้กับตัวตลอดเวลา ไม่คิดจะปลงวางลงบ้าง พอได้หายใจไกลทุกข์ประสบสุขเสียบ้างเพื่อทรงตัว ท่านว่าผมเองนับแต่บวชมาในศาสนา ชาตินี้เกือบทั้งชาติสนุกพิจารณาศาสนธรรมที่พระพุทธเจ้าประทานไว้ ความกว้างลึกของศาสนาธรรมยังกว้างลึกกว่ามหาสมุทรทะเลเป็นไหน ๆ เทียบกันไม่ได้เอาเลย ถ้าพูดตามความจริง ๆ แล้วควาละเอียด

สุขุมเหลือประมาณที่จะพิจารณาตามได้ ความอัศจรรย์แห่งผลที่แสดงขึ้นกับการปฏิบัติเป็นระยะ ๆ ไป ก็สุดจะกล่าว ถ้าไม่คิดว่าคนจะหาว่าบ้าแล้ว ผมกราบ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งเป็นองค์แห่งธรรมอัศจรรย์แท้ได้ตลอดไปเช่นเดียวกับคนงานอื่น ๆ ซึ่งหนักยิ่งกว่าการกราบไหว้เป็นไหน ๆ ไม่มีการเกียจคร้านไม่นึกระอา ไม่นึกว่าซ้ำซาก แต่แน่ใจอย่างถอนไม่ขึ้น แม้ชีวิตดับไปว่า พุทธะ ธรรมะ สังฆะอยู่กับเรา เราอยู่กับท่านตลอดเวลา อกาลิโก ไม่มีการแยกย้ายจากกันเหมือนโลก อนิจจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ที่คอยทำลายหัวใจสัตว์โลกให้ระทมขมขื่นอยู่เสมอไม่พอใจหายใจได้แตละเวลาเลย ท่านเล่าว่า หลายคืนที่ทำความเพียรอยู่ตลอดกลางคืนยามดึกสงัด ปรากฏเห็นสามเณรน้อยองค์หนึ่ง กับผู้หญิงคนหนึ่ง พากันเดินผ่านไปผ่านมาอยู่แถวบริเวณนั้นแทบทุกคืน ท่านนึกสงสัยว่าคนทั้งสองนี้เดินไปมาเพื่อประสงค์อะไร วันต่อมาจึงถามถึงเหตุที่ต้องพากันมาเดินวกเวียนอยู่แถวนั้น ก็ได้คำตอบจากคนทั้งสองว่า เป็นห่วงและอาลัยในพระเจดีย์ที่สร้างยังไม่เสร็จ แต่ได้ตายไปเสียก่อน เพราะความห่วงใยนั้นจึงต้องวกเวียนไปมาอยู่ทำนองนี้นานแล้ว ส่วนสามเณรน้อยนั้นเป็นน้องชายของหญิงคนนั้น ทั้งสองคนได้ร่วมกำลังกันสร้างพระเจดีย์

ความที่ต่างคนต่างห่วงและอาลัยพระเจดีย์ และเสียดายเวลา ไม่รอคอยพอให้สร้างพระเจดีย์เสร็จก่อนแล้วค่อยตายไป จะไม่เป็นภาระผูกพันดังที่เป็นอยู่เวลานี้ แม้จะเป็นอยู่ในภพที่มีความห่วงใย แต่ก็มิได้มีความทุกข์ทรมานซึ่งควรจะเป็น เป็นแต่จะไปผุดไปเกิดที่ไหนก็ไม่อาจปลงใจลงได้เด็ดขาดเท่านั้น ท่านจึงได้เทศน์ให้คนทั้งสองฟังว่า สิ่งที่ล่วงไปแล้วไม่ควรไปทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง แม้จะทำความผูกพันและมั่นใจให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบันก็เป็นไปไม่ได้ ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียวโดยความไม่สมหวังตลอดไป อนาคตที่ยังไม่มาถึงก็ไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน อดีตควรปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตก็ควรปล่อยไว้ตามกาลของมัน ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ไม่สุดวิสัย การสร้างพระเจดีย์ไม่สำเร็จแต่มาด่วนตายไปเสียก่อนนั้น ถ้าเป็นสิ่งที่สามารถทำให้เป็นไปตามใจหวังได้แล้ว เราก็ไม่ควรตาย ควรจะสร้างให้สำเร็จไปเสียก่อน แต่ยังฝืนตายไปจนได้ มิหนำเวลา

ตายแล้วยังมาเป็นห่วงอยากให้เจดีย์สำเร็จทั้งที่ไม่สามารถทำได้ นี่แสดงว่าคิดผิดไปถึงสองชั้น แล้วยังจะเป็นห่วงเพื่อให้สมปรารถนาอีก ต่อไปยิ่งคิดผิดไปอีกสามชั้น ความคิดผิดมิได้ผิดเฉพาะความคิดเท่านั้น การไปมาการเกิดในภพ การเสวยสุขเสวยทุกข์ในภพนั้น ๆ ก็พลอยผิดความมุ่งหมายไปด้วย เพราะความคิดผิดเป็นสาเหตุจากใจเพียงดวงเดียว จึงเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะฝืนคิดฝืนเป็นห่วงต่อไป การสร้างพระเจดีย์เราสร้างหวังบุญหวังกุศลต่างหาก มิได้สร้างเพื่อหวังเอาก้อนอิฐก้อนหินปูนทราบในองค์พระเจดีย์ไปด้วย สิ่งที่เป็นสมบัติของเราในการสร้างพระเจดีย์ก็คือบุญ สร้างได้มากน้อยบุญที่เกิดจากการสร้างนั้นเป็นของเรา จึงไม่ควรเป็นห่วงใยในอิฐในปูนและในพระเจดีย์ ซึ่งเป็นวัตถุที่หยาบยิ่ง และเป็นสิ่งสุดวิสัยที่จะให้เป็นไปได้ดังใจหวัง ท่านนักสร้างบุญทั้งหลาย ท่านเอาเฉพาะบุญติดตัวไป มิได้เอาสิ่งก่อสร้างวัตถุทานต่าง ๆ ที่สละลงเพื่อทานแล้วติดตัวไปด้วย


ตอนที่ 71-72 ดีมาก ๆ ครับ ท่านต้องอ่านไปแล้ว
คิดไปด้วยจะเห็นได้ว่า โชคดีที่ได้มาอ่านเรื่องนี้ก่อนตาย


กรุณาติดตามต่อ คืนวันนี้ เจ้าค่ะ

รูปภาพ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » เสาร์ 29พ.ย.2014 18:54

รูปภาพ

วันนี้ วันพระ

ผู้เจริญเมตตาดีแล้ว..
...ย่อมหลับและตื่นเป็นสุข

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 72 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว



ที่สละลงเพื่อทานแล้วติดตัวไปด้วย เช่น การสร้างวัด สร้างกุฏิวิหาร ศาลาโรงธรรมสวนะ สร้างถนนหนทาง สร้า่งถังน้ำ สร้างสาธารณสถาน ตลอดการให้ทานด้วยวัตถุต่าง ๆ มากมายหลายวิธี สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงเครื่องสนองกุศลเจตนาของผู้มุ่งทำบุญให้ทานเท่านั้น มิใช่ตัวบุญตัวกุศลตัวสวรรค์นิพพาน และมิใช่ผู้จะไปสู่มรรคสู่สวรรค์นิพพานสร้างไว้แล้วนานไปก็ชำรุดทรุดโทรม และร่วงโรยไปตามฐานะและกาลของมัน สิ่งที่สำเร็จจากการก่อสร้างและการให้ทานอันเป็นส่วนนามธรรมอยู่ภายในนั้นคือตัวบุญกุศลเจ้าของผู้คิดเป็นกุศลเจตนาขึ้นมาให้สำเร็จเป็นวัตถุุไทยทานต่าง ๆ นั้นคือใจ ใจนี่แลเป็นผู้ทรงบุญ ทรงกุศล ทรงมรรค ทรงผล ทรงสวรรค์นิพพาน และใจนี่แลเป็นผู้ไปสู่สวรรค์นิพพาน นอกจากใจไม่มีอะไรจะไป เจดีย์ของคุณทั้งสองที่สร้างยังไม่เสร็จนั้น

ก็มิได้มีจิตใจพอจะมีเจตนาในบุญกุศลเพื่อไปสวรรค์นิพพานอะไรเลย ความเป็นห่วงก็คือใจดวงหึงหวง แม้จะเป็นฝ่ายดี แต่ความคิดที่ติดอยู่ จัดว่าเป็นความคิดที่ไม่ฉลาดต่อตัวเองอยู่นั่นแหละ จึงทำเจ้าของให้วกไปเวียนมาชักช้าต่อทางไปผุดไปเกิด ถ้าคุณทั้งสองยินดีเฉพาะกุศลผลบุญที่ทำได้จากการสร้างพระเจดีย์ไปเท่านั้น ไม่มุ่งจะแบกหามพระเจดีย์ไปสวรรค์นิพพานด้วย คุณทั้งสองก็ไปอย่างสุคโตหายห่วงไปนานแล้ว เพราะบุญเป็นเครื่องสนับสนุนคนให้สุคโตเสมอมา ดังธรรมแสดงไว้ว่า อกาลิโก ฉะนั้น บุญจึงไม่เปลี่ยนแปลงตัวกลายเป็นบาปตลอดกาล ความห่วงใยในสิ่งที่ไม่ควรห่วง จึงเป็นความผิดของผู้ห่วงใยเอง อนึ่ง ความห่วงใยอยากให้เจดีย์สำเร็จนั้นก็มิได้สำเร็จไปตามความห่วงความหวัง จึงไม่ควรตั้งจิตคิดเป็นห่วงในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้พลัง

แห่งบุญกุศลของคุณทั้งสองพอดีกับคุณทั้งสองอยู่ในปัจจุบัน อย่าคิดเรื่องอนาคตให้เป็นการกดถ่วงกำลังใจที่ควรจะไปทางดีให้เสียเวลาอยู่นาน ดังที่เป็นมาและเป็นอยู่ขณะนี้ ควรแก้ไขเจตสิกธรรม คือ ความคิดปรุุงต่าง ๆ นั้นเสีย คุณทั้งสองจะหายห่วงและไปอยู่สบายหายกังวลในไม่ช้า ขอให้สนใจในปัจจุุบันอันเป็นที่บรรจุกุศลธรรมทั้งมวลเพื่อมรรคผลนิพพาน อดีตอนาคตเป็นข้าศึกที่ควรแก้ไขอย่าให้เนิ่นนาน คุณทั้งสองเป็นบุคคลที่น่าสงสารมาก สร้างบุญญาภิสมภารมาเพื่อยังตนไปสู่สุคติ แต่กลับมาติดกังวลในอิฐในปูนเพียงเท่านั้น จนเป็นอุปสรรคต่อทางเดินของตนซึ่งทำให้เสียเวลาไปนาน ถ้าคุณทั้งสองพยายามตัดความขัดข้องห่วงใยที่กำลังเป็นอยู่ออกจากใจ ชั่วเวลาไม่นานเลยจะเป็นผู้หมดภาระเครื่องผูกพัน คุณมีจิตมุ่งมั่นในภพใดจะสมหวังในภพนั้น

เพราะแรงกุศลที่ได้พากันมาพร้อมอยู่แล้ว.....จากนั้นท่านแสดงศีล 5 ซึ่งเป็นคุณธรรมที่ไม่ขัดต่อภพกำเนิดและเพศวัยให้ฟัง พร้อมอานิสงส์เป็นใจความย่อว่า หนึ่ง สิ่งที่มีชีวิตเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอยู่ในตัวของมันเอง จึงไม่ควรเบียดเบียนและทำลายคุณค่าแห่งความเป็นอยู่ของเขาให้ตกไป อันเป็นการทำลายคุณค่าของกันและกันเป็นบาปกรรมแก่ผู้ทำ สอง สิ่งของของใคร ๆ ก็รักและสงวนแม้คนอื่นจะเห็นว่าไม่ดีมีคุณค่า แต่ผู้เป็นเจ้าของย่อมเห็นคุณค่าในสมบัติของตน ไม่ว่าสมบัติหรือสิ่งของใด ๆ ที่มีเจ้าของ แม้มีคุณค่าน้อยก็ไม่ควรทำลาย คือ ฉกลักปล้นจี้เป็นต้น อันเป็นการทำลายสมบัติและทำลายจิตใจกันอย่างหนัก ทั้งเป็นบาปมากไม่ควรทำ สาม ลูกหลานสามีภรรยาใคร ๆ ก็รักสงวนอย่างยิ่ง ไม่ปรารถนาให้ใครมาอาจเอื้อมล่วงเกิน จึงควรให้สิทธิ์เขา

โดยสมบุรณ์ไม่ล่วงล้ำเขตแดนของกันและกัน อันเป็นการทำลายจิตใจของผู้อื่นอย่างหนักและเป็นบาปไม่มีประมาณ สี่ มุสา การโกหกพกลมเป็นสิ่งความทำลายความเชื่อถือให้ขาดสะบั้นลง ขาดความเชื่อถืออย่างไม่มีชิ้นดีเลย แม้แต่สัตว์ดิรัจฉานเขาก็ไม่พอใจในคำหลอกลวง จึงไม่ควรพูดโกหกหลอกลวงให้ผู้อื่นเสียหาย ห้า สุรา ตามธรรมชาติเป็นของมึนเมาและให้โทษอยู่ในตัวของมันอย่างเต็มที่อยู่แล้ว เมื่อดื่มเข้าไปย่อมสามารถทำให้คนดี ๆ ให้กลายเป็นคนบ้าได้ในทันทีทันใด และลดคุณค่าลงโดยลำดับ ผู้ต้องการเป็นคนดีมีสติปกครองตัวอย่างมนุษย์ ทั้งหลาย จึงไม่ควรดื่มสุราเครื่องทำลายสุขภาพทางกายและใจอย่างยิ่งเพราะเป็นการทำลายตัวเองและผู้อื่นไปด้วยในขณะเดียวกันอานิสงส์ของศีล 5 เมื่อรักษาได้ หนึ่ง ทำให้อายุยืนปราศจากโรคภัยเบียดเบียน สอง ทรัพย์สมบัติที่อยู่ในความครอบครอง มีความปลอดภัยจากโจรผู้ร้ายมาราวีเบียดเบียนทำลาย สาม ระหว่างลูก

หลานสามีภรรยาอยู่ด้วยกันเป็นผาสุข สี่ พูดอะไรมีผู้เคารพเชื่อถือ คำพูดมีเสน่ห์เป็นที่จับใจไพเราะด้วยสัตย์ด้วยศีล เทวดาและมนุษย์เคารพรัก ผู้มีสัตย์มีศีลไม่เป็นภัยแก่ตนและผู้อื่น ห้า เป็นผู้มีสติปัญญาดีและเฉลียวฉลาด ไม่หลงหน้า หลงหลัง จับโน้นชนนี่เหมือนคนบ้าบอหาสติไม่ได้ ผู้มีศีลเป็นผู้ปลูกและส่งเสริม ความสุขบนหัวใจคนและสัตว์ทั่วโลกให้มีแต่ความอบอุ่นใจ ไม่เป็นที่ระแวงสงสัย ผู้ไม่มีศีลเป็นผู้ทำลายหัวใจคนและสัตว์ให้ได้รับความทุกข์เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ฉะนั้น ผู้เห็นคุณค่าของตัวจึงควรเห็นคุณค่าของผู้อื่นว่ามีความรู้สึกเช่นเดียวกัน ไม่เบียดเบียนทำลายกัน ผู้มีศีลสัตว์เมื่อทำลายขันธ์ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ไม่ตกต่ำ เพราะอำนาจศีลธรรมคุ้มครองรักษาและสนับสนุน จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะพากันรักษาให้บริบูรณ์ เมื่อจากอัตภาพนี้จะมีสวรรค์มีที่่ไปโดยไม่ต้องสงสัย ธรรมที่สั่งสอนแล้วควรจดจำให้ดีปฏิบัติให้มั่นคง จะเป็นผู้ทรงสมบัติทุกอย่างในอัตภาพที่จะมาถึงในไม่ช้านี้แน่นอน.....พอจบธรรมเทศนา สองพี่น้องมีใจร่าเริงในธรรมและขอสมาทานศีล 5 กับท่าน ท่านได้

ประทานศีล 5 ให้แก่สองพี่่น้องตามเจตนา พอเสร็จการแสดงธรรมและประกาศศีล 5 แล้ว คนทั้งสองได้นมัสการลาและหายตัวไปในที่และขณะนั้นเอง ด้วยอำนาจกุศลศีลทานที่ได้สร้างมาและกุศลที่ฟังธรรมรักษาศีล 5 กับท่านอาจารย์ สองพี่่น้องได้เปลี่ยนภพถ่ายภูมิที่เป็นอยู่ ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์พิภพในลำดับต่อมาโดยไม่ชักช้า และได้พากันมานมัสการเยี่ยมฟังเทศน์ท่านอาจารย์เสมอมิได้ขาด



ตอนที่ 71-72 ดีมาก ๆ ครับ ท่านต้องอ่านไปแล้ว
คิดไปด้วยจะเห็นได้ว่า โชคดีที่ได้มาอ่านเรื่องนี้ก่อนตาย


แต่ศีล 5 นั้นวิษณุ 01 ปฏิบัติตนอย่างดีมาตลอด 4 ข้อ ยกเว้นข้อที่ 5 แต่ก็ไม่ได้ดื่ม
จนเมาเสียสติแต่อย่างไร ดื่มพอให้เลือดเดินเนื่องจากตัวเองเป็นโรคหัวใจ แต่ก็
มิได้ดื่มทุกวัน เว้นจะไปงานหรือพบปะเพื่อนฝูงเท่านั้น อีกอย่างหนึ่งพระพุทธเจ้า
ท่านก็ได้ประทานมงคล 38 ประการ ซึ่งในข้อที่ 20 มีว่า "สำรวมจากการดื่มน้ำเมา"
ซึ่งพระองค์ก็ไม่ได้ห้ามซะทีเดียว เพราะอาจจำเป็นใช้เป็นยา หรือบางแห่งอากาศ
หนาวมาก ๆ จำเป็นต้องกรึ๊บบ้างแก้หนาว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องระวังอย่าให้เสียกิริยาจน
ทำให้ผู้อื่นเดือนร้อน ต้องระวังตัวและ มีสติตลอดเวลาเมื่อดื่มสุราเมรัย แต่ไม่ดื่มดีที่สุด


กรุณาติดตามต่อ พรุ่งนี้เช้า เจ้าค่ะ

รูปภาพ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » อาทิตย์ 30พ.ย.2014 08:28

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 73 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว



ฟังเทศน์ท่านอาจารย์เสมอมิได้ขาด พร้อมด้วยความพระขอบคุณท่าน ที่เมตตาอนุเคราะห์ให้อุบายสั่งสอนต่าง ๆ จนได้พ้นจากความวกเวียนไปมาในสถานที่นั้น แล้วไปเกิดในสวรรค์เสวยทิพยสมบัติที่ไปรอคอยอยู่เป็นเวลานานแล้วอย่างมีความสุข เวลาที่ลงมาเยี่ยมท่านได้เล่าเรื่องความห่วงใยว่า เป็นภัยแก่จิตใจอย่างยิ่ง ทำให้เนิ่นช้าต่อทางดำเนินและภพชาติที่ควรจะได้ถึง พอได้รับอุบายแล้วก็สามารถตัดความห่วงใยเหล่านั้นเสียได้ จิตพ้นจากความผูกพันไปเกิดในสวรรค์ได้โดยสะดวก ลำดับนั้นท่านได้แสดงความห่วงใยของจิตว่า เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดอุปสรรคได้อย่างมากมาย เวลาจะพรากจากขันธ์ นักปราชญ์ท่านจึงสอนให้ระวังจิตไม่ให้ไปอารมณ์ห่วงใยกับสิ่งใด ๆ ทั้งสิ้น กลัวจิตจะประหวัดกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งเป็นที่รักบ้าง เป็นอารมณ์ขุ่นมัวในใจบ้าง เช่นความโกรธแค้นในผู้หนึ่งผู้ใด ขณะจิตจะออกจากร่างเป็นขณะที่สำคัญมาก อาจไปเกาะเอาอารมณ์ที่ไม่ดีเข้าแล้วกลับมาเป็นไฟเผาตัว จากนั้นก็ไปเกิดในทุคติมีนรก เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งล้วนเป็นภพกำเนิดที่ไม่พึงปรารถนา และให้

ความทุกข์ร้อนตลอดภพนั้น ๆ ฉะนั้น การฝึกอบรมจิตเมื่อยู่ในฐานะที่ควรทำได้จึงควรสนใจอย่างยิ่ง ฝึกให้รู้เรื่องของจิตเสียแต่ยังเป็นคนที่รู้ ๆ เห็น ๆ เรื่องของตนอยู่ทุกขณะ นี่เป็นความชอบแท้ เมื่อทราบว่ายังบกพร่องส่วนใดจะได้รับการแก้ไขดัดแปลงเสีย เวลาเข้าตาจนแล้วจะได้มีทางรักษาตัวทันกับเหตุการณ์ ไม่ต้องวิตกวิจารว่าจะเสียทีให้ความชั่วทั้งหลายเข้ามาเหยียบย่ำทำลายได้ ยิ่งฝึกให้ขาดความสืบต่อกับอารมณ์ชั่วดีทั้งหลายอย่างประจักษ์แล้ว ยิ่งประเสริฐเลิศโลกไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน นักปราชญ์ท่านเห็นความสำคัญของใจว่าประเสริฐยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ ในสามภพ ท่านจึงพยายามฝึกใจให้ไปถูกทางและสั่งสอนผู้อื่นให้ปฏิบัติต่อใจด้วยดี เพราะการขาดทุุนสูญทรัพย์นอกภายใน ขึ้นอยู่กับใจเป็นสำคัญ เวลาเป็นอยู่ก็อยู่ด้วยใจ สุขด้วยใจ ทุกข์ด้วยใจ เวลาตายไปก็ไปด้วยใจ เกิดเป็นกำเนิดต่าง ๆ ดีหรือชั่วก็เกิดด้วยใจ เสวยกรรมทั้งหนักทั้งเบา ทั้งดีทั้งชั่วด้วยใจเป็นเหตุทั้งมวลไม่มีสิ่งใดพาให้เป็น มีใจดวงเดียวเท่านั้นพาให้เป็นไป ใจจึงควรได้รับการอบรมในทางที่ถูกที่ดีเสมอเพื่อรู้วิธีปฏิบัติต่อตัวเองทั้งปัจจุบันและอนาคต พอจบการแสดงธรรม เทวดาได้รับความแช่มชื่นเบิกบานใจเป็นอันมาก และกล่าวสรรเสริญธรรมที่ท่านแสดงว่าเป็นยอดแห่งธรรม ซึ่งไม่เคยได้ยินได้ฟังจากที่ใดมาก่อนเลยเสร็จแล้วต่างก็เหาะลอยขึ้นบนอากาศ ราวกับสำลีอันละเอียดถูกลมพัดปลิวขึ้นสู่อากาศฉะนั้น

มีเรื่องแปลกประหลาดอีกเรื่องหนึ่ง ท่านเล่าว่าแปลกใจมาก คืนหนึ่งที่มีเหตุการณ์โดยทางนิมิตภวนาเกิดขึ้น เวลานั้นท่านพักอยู่ในภูเขาลึกแห่งหนึ่ง ห่างจากหมู่บ้านมากที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเหตุการณ์ที่ทั้งน่าหวาดเสียวและน่ายินดีพอ ๆ กัน คืนนั้นดึกมากราว 3 นาฬิกา อันเป็นเวลาธาตุขันธ์ละเอียด ท่านตื่นจากจำวัด นั่งพิจารณาไปเล็กน้อย ปรากฏว่าจิตใจมีความประสงค์จะพักสงบ มากกว่าจะพิจารณาธรรมทั้งหลายตลอดไป ท่านจึงปล่อยให้จิตพักสงบ พอเริ่มปล่อยจิตก็เริ่มหยั่งสู่ความสงบอย่างละเอียดเต็มภูมิสมาธิ และพักอยู่นานประมาณ 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ ถอยออกมา แต่แทนที่จิตจะถอนออกมาสู่ปกติจิต เพราะมีกำลังจากการพักผ่อนทางสมาธิพอสมควรแล้ว แต่กลับถอยออกมาเพียงขั้นอุปจารสมาธิ แล้วออกรู้เหตุการณ์ต่อเนื่องไปในเวลานั้นเลยทีเดียว คือ ขณะนั้นปรากฏว่ามีช้างเชือกหนึ่งใหญ่มากเดินเข้ามาหาท่าน แล้วทรุดตัวหมอบลงแสดงเป็นอาการจะ

ให้ท่านขึ้นบนหลัง ท่านก็ปีนขั้นบนช้างเชือกนั้นทันที พอท่านนั่งบนคอช้างเรียบร้อยแล้ว ขณะนั้นปรากฏว่ามีพระวัยหนุ่มอีกสององค์ขี่ช้างองค์ละเชือกเดินตามมาข้างหลังท่าน ช้างทั้งสองเชือกนั้นใหญ่พอ ๆ กัน แต่เล็กกว่าช้างตัวที่ท่านกำลังขี่่อยู่เล็กน้อย ช้างทั้งสามเชื่อกนั้นมีความองอาจสง่าผ่าเผยและสวยงามพอ ๆ กัน คล้ายกับเป็นช้างทรงของกษัตริย์ มีความฉลาดรอบรู้ความประสงค์และอุบายต่าง ๆ ที่เจ้าของบอกแนะดีเช่นเดียวกับมนุษย์ พอช้างสองเชือกของพระหนุ่มเดินมาถึง ท่านก็พาออกเดินทางมุ่งหน้าไปทางภูเขาที่มองเห็นขวางหน้าอยู่ไม่ห่างจากที่นั้นนัก ประมาณ 1 กิโลเมตร ช้างท่านเป็นผู้พาเดินหน้าไปอย่างสง่าผ่าเผยในความรู้สึกส่วนลึก ท่านว่าราวกับจะพาพระหนุ่มสององค์นั้นออกจากโลกสมมติทั้งสามภพ ไม่มีวันกลับมาสู่โลกใด ๆ อีกต่อไปเลย พอไปถึงภูเขาแล้ว ช้างพาท่านและพระหนุ่มสององค์เดินเข้าไปที่หน้าถ้ำแห่งหนึ่งซึ่งไม่สูงนัก เพียงเป็นเนินเชื่อมกัน

ขึ้นไปหาถ้ำเท่านั้น เมื่อช้างใหญ่ทั้งสามเชือกเข้าไปถึงถ้ำแล้ว ช้างเชือกที่ท่านอาจารย์ขี่อยู่หันก้นเข้าไปในหน้าถ้ำ หันหน้าออกมาแล้วถอยก้นเข้าไปจรดผนังถ้ำ ส่วนช้างสองเชือกของพระหนุ่มสององค์ต่างเดินเข้าไปยืนเคียงข้างช้างท่านข้างละเชือกอย่างใกล้ชิด หันหน้าเข้าไปในถ้ำ ส่วนช้างท่านอาจารย์ยืนหันหน้าออกมาหน้าถ้ำ ขณะนั้นปรากฏว่า ท่านอาจารย์เองได้พูดสั่งเสียพระว่า นี่เป็นวาระสุดท้ายแห่งขันธ์และภพชาติของผมจะขาดความสืบต่อกับสมมติทั้งหลาย และจะยุติลงเพียงเท่านี้ จะไม่ได้กลับมาสู่โลกเกิดตายนี้อีกแล้ว นิมนต์ท่านทั้งสองกลับไปบำเพ็ญประโยชน์ตนให้สมบูรณ์เต็มภูมิก่อน อีกไม่นานท่านทั้งสองก็จะตามผมมา และไปในลักษณะเดียวกับที่ผมจะเตรียมไปอยู่ขณะนี้ การที่สัตว์โลกจะหนีจากโลกที่แสนอาลัยอ้อยอิ่งแต่เต็มไปด้วยความระบมงมทุกข์นี้ไปได้แต่ละรายนั้น มิใช่เป็นของไปได้อย่างง่ายดายเหมือนเขาไปเที่ยวงานกัน แต่ต้องเป็นสิ่งฝืนใจมากที่ผู้นั้นจะต้องทุม

เทกำลังทุกด้านลงเพื่อต่อสู้กู้ความดีทั้งหลาย ราวกับจะไม่มีชีวิตยังเหลืออยู่ในร่างต่อไปนั่นแล จึงจะเป็นทางพ้นภัยไร้กังวล ไม่ต้องกลับมาเกิดตายเสียดายป่าช้าอีกต่อไป การจากไปของผมคราวนี้มิได้เป็นการจากไปเพื่อความล่มจมงมทุกข์ใด ๆ แต่เป็นการจากไปเพื่อหายทุกข์กังวลในขันธ์ จากไปด้วยความหมดเยื่อใยในสิ่งที่เคยอาลัยอาวรณ์ทั้งหลาย และจากไปอย่างหมดห่วง เหมือนนักโทษออกจากเรือนจำฉะนั้น ไม่มีความหึงหวงและน้อยเนื้อต่ำใจเพราะความพรากไปแห่งขันธ์ ที่โลกถือเป็นเรื่องกองทุกข์อันใหญ่หลวง และไม่มีสัตว์ตัวใดปรารถนาตายกันเลย ฉะนั้น จึงไม่ควรเสียใจอาลัยถึงผมอันเป็นเรื่องสั่งสมกิเลสและกองทุกข์ไม่มีชิ้นดีเลย นักปราชญ์ไม่สรรเสริญ พอท่านแสดงธรรมแก่พระหนุ่มสององค์จบลง ก็บอกให้ถอยช้างสองเชือกออกไป ซึ่งยืนแนบสองข้างท่านด้วยอาการสงบนิ่งราวกับไม่มีลมหายใจ และอาลัยคำสั่งเสียท่านที่ให้โอวาทแก่พระหนุ่มสององค์ขณะนั้นช้างทั้งสามเชือกแสดงความรู้สึกเหมือนสัตว์มีชีวิตจริง ๆ ราวกับมิใช่นิมิตภาวนา พอสั่งเสียเสร็จแล้ว ช้างสองเชือกของพระหนุ่มก็ค่อย ๆ ถอยออกมาหน้าถ้ำ หันหลังกลับออกไป แล้วหันหน้ากลับคืนมายังท่านอาจารย์ตามเดิมด้วยอากานอันสงบอย่างยิ่ง ส่วนช้างท่านก็เริ่มทำหน้าที่หมุนกันเข้าไปในผนังถ้ำโดยลำดับ เฉพาะองค์ท่านนั่งอยู่บนคอช้างนั่นเอง ทั้งขณะให้โอวาททั้งขณะช้างหมุุนตัวเข้าในผนังถ้ำ พอช้างหมุนกันเข้าไปได้ค่อนตัว จิตท่านเริ่มรู้สึกตัวถอนจากสมาธิขึ้นมา เรื่องเลยยุติลงเพียงนั้นเรื่องนั้นจึงเป็นสาเหตุให้ท่านพิจารณาความหมายต่อไป เพราะเป็นนิมิตที่แปลกประหลาดมากไม่เคยปรากฏในชีวิต ได้ความขึ้นเป็นสองนัย



กรุณาติดตามต่อ เย็นวันนี้ เจ้าค่ะ

รูปภาพ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » อาทิตย์ 30พ.ย.2014 18:59

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 74 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว



ได้ความขึ้นเป็นสองนัย นัยหนึ่งตอนท่านมรณภาพจะมีพระหนุ่มสององค์รู้ธรรมตามท่าน แต่ท่านมิได้ระบุุุว่ามีใครบ้าง อีกนัยหนึ่งสมถะกับวิปัสนาเป็นธรรมมีอุปการะแก่พระขีณาสพ แต่ต้นจนวาระสุดท้ายแห่งขันธ์ ต้องอาศัยสมถะวิปัสนาเป็นวิหารธรรมเครื่องบรรเทาทุกข์ระหว่างขันธ์กับจิตที่อาศัยกันอยู่ จนกว่าระหว่างสมมติคือขันธ์กับวิมุตติคือวิสุทธิจิตจะเลิกลาจากกัน ที่โลกเรียกว่าตายนั้นแหละ สมถะกับวิปัสสนาจึงจะยุติในการทำหน้าที่ลงได้ และหายไปพร้อม ๆ กับสมมติทั้งหลาย ไม่มีอะไรจะมาสมมติกันว่าเป็นอะไรต่อไปอีก.....ท่านว่าน่าหวาดเสียวนั้น ท่านคิดตามความรู้สึกทั่ว ๆ ไป คือตอนช้างท่านกำลังหมุนกันเข้าไปในผนังถ้ำทั้งที่ท่านนั่งอยู่บนคอช้าง แต่ท่านว่า ท่านมิได้มีความสะทกสะท้านหวั่นไหวเพราะเหตุการณ์ที่กำลังเป็นไปอยู่นั้นเลย ปล่อยให้ช้างทำหน้าที่ไปจนกว่าจะถึงที่สุดของเหตุการณ์ที่กำลังเป็นอยู่นั้นเลย ปล่อยให้ช้างทำหน้าที่ไปจนกว่าจะถึงที่สุุดของเหตุการณ์ ที่น่ายินดีเช่นกันคือตอนที่นิมิตแสดงภาพพระหนุ่มและช้างให้ปรากฏขึ้นในขณะนั้น บอกความหมายว่า จะมีพระหนุ่มรู้ธรรมตามท่าน

สององค์ในระยะที่มรณภาพ ไม่ก่อนหรือหลังท่านนานนัก ท่านว่าแปลกอยู่อีกตอนหนึ่งก็คือ ตอนท่านสั่งเสียและอบรมสั่งสอนพระหนุ่มไม่ให้ตกใจ และมีความอาลัยถึงท่าน ให้พากันกลับไปบำเพ็ญประโยชน์ส่วนตนให้เต็มภูมิก่อน และพูดถึงการจากไปของท่านเองราวกับจะไปในขณะนั้นจริง ๆ นี้ท่านว่านิมิตแสดงให้เห็นความแปลกในรูปเปรียบว่าเมื่อวาระนั้นมาถึงจริง ๆ พระหนุ่มสององค์จะรู้ธรรมในระยะนั้น แต่เป็นที่น่าเสียดายที่พระหนุ่มสององค์นั้นคือใครบ้าง เวลาเรียนถามท่านท่านไม่บอก เวลานั้นผู้เขียนมีอาการบ้ากำลังกำเริบอยากรู้ชื่อพระหนุ่มสององค์นั้น จนลืมความอยากรู้ความบกพร่องของตนเสียหมด เลยวาดภาพหลอกตัวเองอยู่ร่ำไปว่าจะเป็นพระองค์ไหนกันแน่ องค์ไหนกันแน่อยู่ทำนองนั้น และได้พยายามใช้ความสังเกตุเรื่อยมา แต่ท่านมรณภาพทีแรกจนถึงวันเขียนประวัติท่าน ก็ยังไม่มีวี่แววมาจากทางไหนว่าองค์นั้นเป็นผู้มีโชคมหัศจรรย์ตามนิมิตภาวนาที่ท่านเมตตาบอกเล่า คิด

ไปมากเท่าไรก็ยิ่งเห็นความบ้าของตนหนักเข้าที่ตะครุบเงานอกจากตัวไปว่า ใครจะมาประกาศขายตัวว่าตนเป็นผู้บรรลุธรรมนั้น เพราะมิใช่เป็นปลาเน่าที่ประกาศขายให้แมลงวันตอมเล่นไม่มีประโยชน์ เนื่องจากท่านผู้จะบรรลุขั้นนั้นต้องเป็นผู้มีความฉลาดอย่างพอตัว และควรแก่ธรรมขั้นนั้นอย่างเต็มภูมิจึงจะบรรลุได้ แล้วใครจะยอมโง่มาประกาศขายตัวให้นักปราชญ์สมเพชเวทนา ให้คนพาลหัวเราะเยาะ ให้คนหูเบาเชื่อง่ายไม่มีเหตุผลรับเชื่อและตื่นข่าวไปตาม ๆ กัน เหมือนกระต่ายตื่นตูมว่าฟ้าถล่มฉะนั้น เรื่องบ้าเลยขอบเขตก็ค่อยสงบลง จึงได้เขียนเรื่องนี้ลงไว้เพื่อผู้อ่านทั้งหลายได้พิจารณาต่อไป ผิดถูกประการใดกรุณาตำหนิผู้เขียนซึ่งมีนิสัยไม่รอบคอบมาดั้งเดิม เพราะเรื่องทำนองนี้ถือเป็นการภายในระหว่างอาจารย์กับศิษย์ ควรพูดต่อกันโดยเฉพาะ ไม่เป็นภัยต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ผู้เขียนประวัติท่านเป็นคนมีนิสัยควรตำหนิอยู่มาก ถ้าไม่สงสัยก็ควรให้อภัยดังที่เรียนขอแล้วขอเล่าตลอดมา จึงหวังว่าได้รับเมตตาเป็นอย่างดีตามเคย.....การเทศน์โปรดอนุเคราะห์จำพวกกายทิพย์ในภพภูมิต่าง ๆ ท่านพระอาจารย์มั่นได้ทำภาระอย่างหนักหน่วงตลอดมาจนถึงวันมรณภาพ ไม่ว่าท่านจะพักอยู่ที่ใด จำต้องได้ติดต่อสื่อสารกับพวกกายทิพย์ประเภคต่าง ๆ

อยู่เสมอยิ่งพักอยู่ในป่าในเขาลึกปราศจากผู้คนด้วยแล้ว พวกกายทิพย์จากภพภูมิต่าง ๆ ยิ่งมาเกี่่ยวข้องท่านมากเป็นพิเศษแทบไม่เว้นแต่ละคืน โดยพวกนั้นมา พวกนี้มา ภูมินั้นมา ภูมินี้มา ชั้นนั้นมา ชั้นนี้มา แม้พวกเปรตผีที่รอรับไทยทานจากญาติ ๆ ซึ่งทั้งผู้เป็นเปรตเป็นผี และผู้เป็นญาติ เดิมเป็นโคตรแซ่อะไร อยู่เมืองไหน ตายไปแต่เมื่อไร และญาติในโคตรแซ่นั้นยังมีใครเหลืออยู่บ้างพอช่วยติดต่อสื่อสาร ก็ไม่มีใครทราบได้ ก็ยังอุตส่าห์มาติดต่อกับท่านอาจารย์เพื่อเมตตาอนุเคราะห์ช่วยบอกกับญาติ ๆ ของเปรตผีนั้น ๆ ให้พากันทำบุญให้ทานแล้วอุทิศแผ่ส่วนกุศลไปให้เขาพอช่วยพยุงให้ความทุกข์ที่เสวยอยู่ได้มีวันเบาบางลงบ้าง ไม่ทรมานจนเกินไป เท่าที่เสวยทุกข์อยู่ในนรกก็นับว่าเหลือทนมานานแล้ว จนไม่มีมนุษย์คนใดจะสามารถนับอ่านเดือนปีของแดนนรกซึ่งต่างกับเมืองมนุษ์ได้ เพราะเลยการนับอ่านของแดนมนุษย์ที่ใช้นับกันจะอาจเอื้อมพอพ้นแดนนรกขึ้นมาแทนที่จะหมดกรรมหมดเวรพอมีความสุขบ้าง แต่ไม่ปรากฏว่าความทุกข์ได้ลดตัวลง สมกับคำว่าพ้นจากนรกบ้างเลย ความมีกรรมชั่วติดตัวนี้อยู่ในโลกไหนก็มีแต่ชื่อเท่านั้น ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปพอให้เย็นใจหายทุกข์พอควรบ้างเลย ดังพวกข้าพเจ้าเสวยอยู่เวลานี้ ทั้งยังไม่่ทราบว่าจะพ้นจากกรรมชั่วไปได้เมื่อไร



กรุณาติดตามต่อ เช้าพรุ่งนี้เจ้าค่ะ

รูปภาพ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » จันทร์ 01ธ.ค.2014 05:39

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 75 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว



พ้นจากกรรมชั่วไปได้เมื่อไร ถ้าพระคุณเจ้าได้เมตตาบอกข่าวกล่าวเรื่องให้ญาติ ๆ ฟังแล้ว เขาอาจมีเมตตาบำเพ็ญกุศลอุทิศกัลปนาผลส่งมาให้พวกข้าพเจ้าอาจมีเวลาหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมาน ซึ่งสุดจะสังเวชสงสารตนเหลือประมาณนี้เสียได้ เวลาท่านถามถึงญาติของผู้เป็นเปรตเป็นผีที่มาขอส่วนบุญ ก็บอกไปคนละโลกจนไม่รู้เรื่องกัน ผู้ที่ตายไปตกนรกตั้งหมื่อตั้งแสนปีทิพย์กว่าจะพ้นโทษขึ้นมาและมาเสวยกรรมปลีกย่อยอันเป็นเศษนรกอยู่ บางรายห้าร้อยปีทิพย์ บางรายก็พันปีทิพย์ จนไม่สามารถค้นหาต้นตอหน่อแขนงแห่งโคตรแซ่ได้ว่าอยู่ที่ไหน ถ้าเป็นเช่นรายนั้นก็สุดวิสัย ซึ่งนับว่าเป็นกรรมของสัตว์อีกแขนงหนึ่ง ที่พ้นกรรมหนักขึ้นมาสู่กรรมเบาบ้าง ที่พอจะรับความช่วยเหลือจากผู้อื่นได้ แต่กลับค้นหาบัญชีสำมะโนครัวไม่เจอเสีย เป็นอันว่าต้องยอมทนทุกข์แสวยกรรมนั้นต่อไป โดยไม่มีกำหนดกฏหมายว่าจะตัดสินกรรมลงได้เมื่อไรสักที รายที่เป็นทำนองสัตว์ไม่มีเจ้าของคอยอุปการะนี้มีจำนวนไม่น้อย รายที่พอช่วยเหลือได้บ้างก็มี เช่นรายที่ไม่นานและไม่หนักทั้งอยู่ในฐานะที่ควรรับทานจากญาติได้ สำมะโนครัวคือ โคตรแซ่ที่เป็นญาติก็ยังมี ชื่อญาติและสถานที่ก็จำได้ทั้งอยู่ไม่ห่างไกลกับสถานที่มาติดต่อขอความช่วยเหลือจากท่าน ถ้าอย่างนี้ท่านก็อนุเคราะห์ช่วยเหลือได้ โดยหาอุบาย

แสดงธรรมให้เขาทราบและอุทิศส่วนกุศลในเวลาบำเพ็ญในงานต่าง ๆ หรือให้ทานประจำวัน เช่น ใส่บาตรถวายทานอันเป็นการทำบุญทั่ว ๆ ไป เสร็จแล้วอุทิศแผ่ส่วนกุศลไปยังผู้ล่วงลับ ซึ่งรอรับอยู่พร้อมแล้ว บางรายก็รับส่วนกุศลจากการอุทิศของท่านผู้ใจบุญทั้งหลายอุทิศกันอยู่ทั่วไปได้ เฉพาะท่านเองก็อุทิศส่วนกุศลหรือแผ่เมตตาแก่บรรดาสัตว์ทั่ว ๆ ไปมิได้ขาด แต่บางรายก็รับได้เฉพาะที่ญาติอุทิศให้เท่านั้น บางรายก็รับได้ทั่วไปตามความนิยมของกรรมที่มีต่าง ๆ กัน ท่านว่าพวกเปรตผีนี้พิศดารมากและมีกี่ร้อยกี่พันจำพวกที่มาเกี่ยวข้องกับท่าน จนไม่สามารถนับอ่านได้ ทั้งรบกวนมากกว่าจำพวกอื่่น ๆ ที่มีกายลึกลับเหมือนกัน เพราะพวกนี้หมดที่พึ่งเหมือนคอยลมหายใจผู้อื่น พอเขาปิดจมูกไอหรือจามขณะหนึ่งตัวก็จะตายเพราะหมดทางหากิน จึงลำบากมาเกี่่ยวกับการอาศัยผูู้อื่น โดยที่ไม่เป็นตัวของตัวมาตั้งแต่เดิม ฉะนั้น การทำบุญให้ทานจึงเป็นกิจสำคัญมากเหนือสิ่งอื่นใดสำหรับผู้หวังพึ่งตัวเองทั้งปัจจุบันและอนาคตที่ยังท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร เพราะสัตว์ที่มีกรรมทั่วไตรโลกธาตุต้องเป็นผู้รับผิดชอบตัวเองด้วยกัน ไม่มีใครจะคอยรับผิดชอบใคร ทั้งการเกิดในกำเนิดดีชั่วต่าง ๆ ตลอดการเสวยคือสุขหรือทุกข์หนักเบามากน้อย ต้องเป็นผู้เสวยกรรมของตัวทำไว้ทั้งสิ้น ไม่มีใครทำไว้เพื่อใคร ต่างทำไว้

เพื่อตัว แม้ไม่มีเจตนาว่าทำไว้เพื่อตัวก็ตาม แต่ความจริงก็เป็นกฏตายตัวมาดั้งเดิมอย่างนั้น.....พระอาจารย์มั่นท่านเชี่ยวชาญในทางเปรต ผี เทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม ยมยักษ์ นาค ครุฑมาก ทั้งภพหยาบละเอียดสามารถรู้ซอกแซกไปได้อย่างไม่มีประมาณในสิ่งที่สุดวิสัยของตาเนื้อหูหนังจะเห็นและได้ยินได้ นอกจากท่านไม่เล่าหมดตามที่รู้เห็นเท่านั้น ขณะท่านเล่าเรื่องเปรตผีเป็นต้นให้ฟังอดขนลุกไม่ได้ ทั้งที่ไม่กลัวผี แต่ก็อดกลัวกรรมซึ่งเป็นของลึกลับและมีอำนาจมากไม่ได้ ท่านว่าคนเราถ้าสามารถรู้เห็นกรรมดีชั่วที่ตนและผู้อื่นทำขึ้นมาเหมือนเห็นวัตถุต่าง ๆ เช่น เห็นน้ำเห็นไฟเป็นต้น จะไม่กล้าทำบาปเหมือนคนไม่กล้าเข้าไฟ แต่กระตือรือร้นกันทำแต่ความดีซึ่งเป็นของเย็นเหมือนน้ำ ความเดือดร้อนของโลกที่เคยได้รับก็นับวันลดน้อยลง เพราะต่างคนต่างก็รักษาตัวกลัวบาปอันตราย

ลูกศิษย์กับอาจารย์โต้นรกสวรรค์กัน

ขณะที่ท่านอธิบายธรรมเกี่่ยวกับเปรตผีนรกสวรรค์เป็นต้น มีอาจารย์องค์หนึ่งที่เป็นศิษย์ท่านเรียนถามท่านขึ้นว่า เมื่อคนทั้งโลกไม่รู้ไม่เห็นบาปเห็นบุญ เห็นนรก สวรรค์ตลอดเห็นเปรต เทวบุตร เทวดา ครุฑ นาค และ วิญญานที่เป็นภพละเอียดยิ่ง แต่ท่านอาจารย์สามารถรู้เห็นได้เพียงองค์เดียวทั้งที่คนอื่นไม่รู้ไม่เห็นด้วย ท่านอาจารย์จะอธิบายให้คนรู้เห็นด้วยไม่ได้หรือ ตั้งแต่พระพุทธเจ้าและพระสาวกท่านเวลาเห็นแล้ว ยังนำมาสั่งสอนชาวโลกได้ เช่น บาป บุญ นรก สวรรค์ เป็นต้น ล้วนเป็นธรรมชาติที่พระองค์รู้เห็นแล้วนำมาสอนโลกทั้งสิ้น ไม่เห็นใครปรับโทษพระพุทธเจ้าและพระสาวกท่าน นี่ก็เข้าใจว่าจะไม่มีท่านผู้ใดมาปรับโทษท่านอาจารย์ นอกจากเขาจะอนุโมทนาสาธุกับท่านอาจารย์เท่านั้น เช่นเดียวกับพวกกระผมเชื่อและอัศจรรย์ความรู้ความสามารถของท่านอาจารย์อยู่เวลานี้.....ท่านอาจารย์ตอบว่า ผมยังไม่ได้คิดว่าจะพูดอย่างท่านขอร้อง แต่ผู้ขอร้องคือท่านจะหา

เรื่องบ้ามาฆ่าตัวท่านและผมก่อนแล้ว ถ้าผมพูดตามความเห็นท่าน ท่านก็เป็นบ้าคนหนึ่ง ผมก็คือบ้าคนที่สอง ผู้ฟังที่อยู่ด้วยกันนี้ก็จะเป็นบ้าคนที่สามที่สี่ จะเป็นบ้าไปด้วยกันทั้งวัด แล้วจะมีวัดบ้าที่ไหนให้พวกเราซึ่งเป็นบ้ากันหมดทั้งวัดอยู่ล่ะ ศาสนาออกจากท่านผู้รอบคอบ แสดงไว้ด้วยความรอบคอบ เพื่อปฏิบัติด้วยความรอบคอบ รู้ด้วยความรอบคอบ และพูดด้วยความรอบคอบ แต่การพูดพล่ามไปดังท่านนี้ จะจัดว่ารอบคอบหรือจัดว่าพวกบ้าน้ำลาย ท่านลองพิจารณาดูซิ ผมว่าเพียงคิดขึ้นเท่านั้นก็เริ่มคิดเรื่องบ้าอยู่แล้ว มิหนำยังขืนพูดออกมา ถ้าโลกทนฟังได้โลกไม่แตก ผู้พูดผู้ฟังเหล่านี้ก็ดีแตกและบ้าแตกหาโลกอยู่ไม่ได้แน่ ๆ การพูดดังที่ท่านคิดนั้นท่านมีเหตุผลอะไรบ้าง ท่านลองคิดดูแม้แต่สิ่งที่เห็น ๆ รู้ ๆ กันอยู่ทั่วไป เขายังรู้จักวิธีปฏิบัติว่าควรอย่างไรไม่ควรอย่างไรจึงจะเหมาะสมกับเหตุการณ์สถานที่และความนิยมของคนในยุคนั้น ๆ ธรรมแม้จะเป็นความจริงเหนือสิ่งใด แต่ยังอาศัยโลกผู้เกี่ยวข้องกับธรรมอยู่ ซึ่งควรปฏิบัติให้เหมาะสมกับโลกธรรมไปตามกรณี


กรุณาติดตามต่อ สายวันนี้ ก่อนเที่ยง เจ้าค่ะ

รูปภาพ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: คำเทศนาของหลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว

โพสต์โดย wisnu 01 » จันทร์ 01ธ.ค.2014 09:40

รูปภาพ

คำเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริภัตตเถระ
ครั้งที่ 76 รวมรวมโดย หลวงตามหาบัว ญาณ สัมปันโน

รูปภาพ

หลวงตามหาบัว



เหมาะสมกับโลกไปตามกรณี แม้พระพุทธเจ้าที่ทรงรู้เห็นสิ่งต่าง ๆ ก่อนใครในโลก ทั้งสามารถจะตรัสอะไรได้ด้วยความรู้ความเห็นที่ประจักษ์พระทัย แต่ก็ทรงรอบคอบในสิ่งทั้งปวงว่าจะควรปฏิบัติอย่างไรเสมอมา หากพระองค์จะตรัสบ้างในบางเรื่อง ก็ทรงเห็นว่าเหมาะกับเหตุการณ์สถานที่และบุคคลผู้รับฟัง มิได้ตรัสโดยปราศจากสติปัญญาความรอบคอบอันแหลมคม ความรู้ความเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่ควรแก่ฐานะของตนนั้นเป็นสิทธิ์ของผู้นั้น แต่จะพูดพล่ามออกมาเสียทุกสิ่งทุกอย่างโดยปราศจากสติปัญญาที่ควรนำใช้เป็นประจำนั้นรูสึกจะเป็นความรู้ความเห้นที่แหวกแนว คำพูดแหวกแนว แต่ผู้รับฟังซึ่งมิใช่คนแหวกแนวก็ทนฟังอยู่มิได้ การที่ใครจะปรับโทษหรือไม่นั้นเป็นเรื่องหยาบและเรื่องนอก ๆ ซึ่งไม่สำคัญยิ่งกว่าตัวผู้รู้ผู้เห็นจะควรปฏิบัติต่อตัวโดยสามีจิกรรมอันเป็นความชอบธรรมแก่ตนและผู้เกี่ยวข้องทั่ว ๆ ไป ความเชื่อและความอัศจรรย์ก็มิใช่เหตุผลที่จะนำมาสนับสนุนเพื่อเสริมคนให้เป็นบ้า ความ

เชื่อและความอัศจรรย์ด้วยความอยากให้พูดให้คุยก็เป็นความเชื่อความอัศจรรย์ของคนที่กำลังจะหาทางเป็นบ้า ผมจึงไม่สรรเสริญความเชื่อความอัศจรรย์แบบนั้น แต่อยากให้มีความเชื่อความอัศจรรย์ที่จะเป็นแหลมคมสมกับที่พระพุทธเจ้าทรงสอนคนให้ฉลาดบ้าง แม้ไม่ฉลาดมากพอก็พอน่าชมด้วยความหวังว่า จะยังมีผู้ทรงพระศาสนาและสืบพระศาสนาไปด้วยความฉลาดรอบคอบอยู่บ้าง ผมขอถามท่านบ้างว่า สมมติว่าท่านมีเงินติดตัวอยู่จำนวนพอที่จะทำประโยชน์หรือทำความเสียหายแก่ตัวท่านได้หากไม่ฉลาด เวลาท่านเข้าในที่ชุมนุมชนท่านจะปฏิบัติต่อสมบัตินั้นอย่างไรบ้างถึงจะปลอดภัยทั้งสมบัติและตัวท่านเอง.....พระอาจารย์องค์นั้นเรียนตอบท่านว่า กระผมก็จะรักษาสมบัตินั้นเต็มสติปัญญาที่จะรักษาได้ ท่านถามว่า สติปัญญาที่ท่านจะนำมาใช้ต่อสมบัติและชุมชนในเวลานั้น ท่านจะนำมาใช้ด้วยวิธีใด ส่วนสมบัติอื่น ๆ และตัวท่านเองจึงจะปลอดภัย อาจารย์นั้นเรียนท่านว่า ถ้ากระผมจะ

สงเคราะห์เขาโดยที่เห็นว่าควรสงเคราะห์ ก็จะพยายามแยกสมบัติจำนวนที่จะสงเคราะห์ออกแผนกหนึ่ง โดยมิให้เขามองเห็นสมบัติส่วนใหญ่่ที่มีอยู่ของตน แล้วสงเคราะห์เขาไปเฉพาะจำนวนที่แยกออกไว้จากส่วนใหญ่เท่านั้น นอกนั้นกระผมก็เก็บไว้อย่างมิดชิดไม่ให้ใครรู้ใครเห็น เพราะกลัวจะเป็นภัยแก่สมบัติและตัวกระผมเอง ท่านตอบว่า เอาละ ทีนี้สมมติว่าท่านรู้เห็นธรรมหรือสิ่งต่าง ๆ ดังที่ท่านยกขึ้นถามผม มีการเห็นเปรตผีเป็นต้น ท่านจะปฏิบัติต่อความรู้ความเห็นและแก่ผู้เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง ถึงจะจัดว่าเป็นผู้มีความรอบคอบในสมบัติประเภคนั้นและเป็นประโยชน์แก่หมู่ชนผู้มาเกี่่ยวข้องเท่าที่ควร โดยไม่มีการอื้อฉาวราวเรื่องซึ่งอาจเป็นความเสียหายแก่ท่านเองและพระศาสนาได้.....อาจารย์องค์นั้นเรียนท่านว่า กระผมก็จำต้องปฏิบัติทำนองเดียวกันกับการปฏิบัติต่อเงินซึ่งเห็นว่าเป็นคุณแก่ตนและผู้อื่นโดยถ่ายเดียว ไม่มีภัยเข้ามาแทรกด้วย ท่านถามว่าก็เมื่อสักครู่นี้ท่านพูดเป็นเชิงชักนำให้ผมประกาศโฆษณาความรู้ความเห็น มีเห็นเปรตผีเป็นต้น แก่ประชาชนโดยมิได้คำนึงถึงผลประโยชน์และความเสียหายอัน

จะตามมานั้น ท่านพูดมีความหมายอย่างไรบ้าง ผมคิดว่าถ้าคนมีสติปัญญาพอประคองตัวอยู่บ้านดังมนุษย์ทั่ว ๆ ไป เขาคงไม่พูดอย่างท่านแน่นอน แต่ท่านเองยังพูดออกมาได้ ถ้าท่านไม่เลยขั้นคนธรรมดาก้าวเข้าขั้นไม่มีสติแล้ว จะควรชมเชยว่าท่านก้าวข้ามไปขั้น...แล้ว ท่านจะตอบเขาว่าอย่างไรจึงจะตรงกับความจริงที่เขาว่าท่านโดยมีเหตุผล ท่านได้คิดหรือบ้างเปล่าว่า คนในโลกนี้มีคนฉลาดมากหรือคนโง่มาก และคนจำพวกไหนที่จะสามารถทรงพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองไปด้วยความมีเหตุผล และยั่งยืนไปนานไม่ถูกทำลาย ด้วยแบบท่านถามผมเมื่อสักครู่นี้ ท่านนั้นเรียนท่านว่า ถ้าพิจารณาตามที่ท่านอาจารย์ว่าแล้ว ก็เป็นความผิดในการกล่าวของกระผมโดยไม่มีเงื่อนไข เพราะเท่านที่กระผมกราบเรียนขอนั้น โดยมุ่งเจตนาในทางให้คนทั้งหลายทราบบ้าง อย่างกระผมทราบแล้วรู้สึกซาบซึ้งและอัศจรรย์อย่างยิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาจากท่านผู้ใดเลย เมื่อเล่าให้เขาทราบบ้างคงจะรู้สึกซาบซึ้งไปนาน และเกิดประโยชน์แก่เขามากมาย ด้วยความรู้สึกอย่างนี้จึงทำให้ความอยากนั้นหลุดปากโดยมิได้คำนึงว่าจะเกิด

ความเสียหายแก่ผู้พูดและพระศาสนามากน้อยเพียงไร ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ กระผมจึงขอประทานโทษและโปรดเมตตาอย่าให้กรรมนี้ต้องติดในสันดานอีกต่อไป กระผมจะพยายามสำรวมมิให้เป็นทำนองนี้อีก หากมีคนมาต่อว่ากระผมก้าวเข้าถึงขั้น...ก็จำต้องยอมรับตามเหตุผล เพราะเราเป็นผู้้ควรถูกตำหนิอย่างหาทางหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก่อนกระผมยังมิได้คิดว่าคนในโลกมีความฉลาดมากหรือโง่มาก เพิ่งจะมาสดุดใจเอาขณะที่ท่านอาจารย์ถามนี่เอง เลยเดาเอาตามความรู้สึกว่า คนโง่มีมากกว่าคนฉลาดอยู่มากมาย คิดดูในหมู่บ้านหนึ่ง ๆ มีคนฉลาดและรักศีลธรรมอยู่เพียงไม่กี่คน นอกนั้นแทบจะพูดได้ว่าไม่ทราบที่ไปที่มาของตัวเอาเลย ว่าไปเพื่ออะไร มาเพื่ออะไร ทำเพื่ออะไร ผิดหรือถูก ดีหรือชั่ว ควรทำหรือไม่ควร เขาไม่ค่อยสนใจคิดเลย ขอแต่ให้สะดวกสบายในขณะนั้นก็พอใจแล้ว จะเป็นอะไรต่อไปก็มอบให้ยถากรรมเป็นผู้ตัดสินเอาเอง คราวนี้กระผมพอเข้าใจได้บ้างไม่มืดมิดปิดทวารเหมือนแต่ก่อน ส่วนผู้จะทรงพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองและยืนนานต่อไปด้วยความมีเหตุมีผลนั้น ก็เห็นจะได้แก่คน

ฉลาดเป็นผู้นำ และทรงไว้ด้วยความราบรื่นสม่ำเสมอมากกว่าจำพวกอื่น ๆ จำพวกนอกนั้นก็พลอยได้ประโยชน์ไปตาม ๆ กัน แต่หลักใหญ่เห็นจะอยู่ในคนจำพวกมีเหตุมีผลเป็นแน่ เพราะทางโลกทางธรรมกิจบ้านการอาชีพตลอดงานทุกแผนก รู้สึกจะหนีจำพวกฉลาดมีเหตุผลเป็นผู้นำไปไม่่ได้.....ท่านอาจารย์อธิบายต่อไปว่า งานทางโลกทางธรรมท่านยังพอคิดพอพูดได้ว่าคนฉลาดเป็นบุคคลสำคัญในวงการต่าง ๆ แต่งานของท่านเองซึ่งเป็นนักบวชและนักปฏิบัติทำไมจึงไม่คิดบ้้างว่าควรอย่างไร ไม่ควรอย่างไร งานพระศาสนาเป็นงานละเอียดมาก ยากที่จะรู้ทั่วถึง ผู้จะทรงพระศาสนาทรงธรรมทรงวินัยให้ถึงขั้นสมบูรณ์ได้ต้องเป็นคนฉลาด ความฉลาดในที่นี้มิได้หมายความฉลาดที่ทำลายโลกให้พินาศ ทำลายศาสนาให้ฉิบหายล่มจม แต่เป็นฉลาดในเหตุผลที่จะยังโลกและธรรมให้เจริญโดยถ่ายเดียว ความฉลาดนี้แลที่แสดงไว้ในมรรคแปดว่า สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป คือ ความเห็นชอบ ความดำริคิดนึกชอบ และเป็นผู้นำกายวาจาให้ประพฤติแต่ในทางที่ชอบตามปัญญาสัมมาทิฏฐิซึ่งเป็นผู้นำ แม้แต่สมาธิที่เป็นไปในทางชอบก็จำต้องอาศัยสัมมาทิฏฐิองค์ปัญญาคอยตรวจตราสอดส่องอยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นก็จะกลางเป็นสมาธิหัวตอไปได้ จิตสงบจิตรวมต้องมีสติปัญญาคอยแฝงอยู่เสมอ จิดเกิดความรู้อะไรขึ้นมา จิตออกรู้อะไรบ้างสิ่งรู้นั้น ๆ จะควรปฏิบัติอย่างไรจึงจะถูกต้องตามหลักของผู้ต้องการความรู้จริงเห็นจริง ในสิ่งที่มาเกี่ยวข้องถ้าไม่มีปัญญาแฝงอยู่ด้วยแล้ว ต้องทำให้เห็นผิดยึดผิดไปจนได้ เพราะความรู้ต่าง ๆ ทั้งข้างในทั้งข้างนอกที่เกี่ยวกับสมาธิไม่มีประมาณ





กรุณาติดตามต่อ บ่ายวันนี้ เจ้าค่ะ

รูปภาพ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

ย้อนกลับต่อไป

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


cron