ด้วยรักและห่วงใย

Moderator: สมาชิกหนุ่ม11

kanok
Moderater
Moderater
โพสต์: 270
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ค. 2011, 11:05
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย kanok » 15 ก.ย. 2012, 21:33

ไม่รู้ว่าคิดได้อย่างไรที่หลอกคนทั้งประเทศ ตอนนี้จะไปทำเรื่องน้ำท่วมได้คะแนนดี เรื่องมอบตัวภาคใต้ต้องให้พี่แจ้เล่าเบื้องหลังการถ่ายทำแล้วจะหนาว

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย 3111 » 16 ก.ย. 2012, 07:28

เพื่อผลทางสังคมโดยรวมของประเทศไทย ผมเล่าเรื่องนี้ทางสื่อออนไลน์ไม่ได้หรอกครับท่านกนก ประการสำคัญก็คือ ผมเห็นด้วยกับความเห็นบางประการของ ผบ.ทบ.ที่ไม่อยากนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นให้ฮือฮากันไปอีก แต่จะขอเพิ่มเติมความคิดนี้นิดหน่อย : มือคนเรานั้นปิดฟ้าปิดดินไม่มิดหรอกครับ

ผมได้นำเสนอเรื่องนี้ไปแล้วในที่ประชุมอนุกรรมาธิการนโยบายความมั่นคง คณะกรรมาธิการทหาร วุฒิสภา ด้วยจำเป็นที่ต้องให้ท่านๆในคณะนี้ได้รับทราบข้อเท็จจริงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เวลานำเสนอหรือชี้แจงต่อวุฒิสภาจะได้ถูกต้อง มีอยู่ตอนหนึ่งผมได้เรียนที่ประชุมไปว่า .... ใครจะพูดหรือกล่าวกันอย่างไรในเรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ช่างเค๊า แต่ความเห็นของผมเกิดจากการที่ผมอยู่ใกล้ชิดพื้นที่ ใกล้มากๆจนรู้สึกได้ถึงอะไรต่อมิอะไรที่เกิดขึ้นที่ชายแดนใต้ บางเวลาที่อยากรู้เรื่องที่จริงผมอาจจะอยู่ในพื้นที่ที่มีปัญหารุนแรงเพื่อรับทราบความจริง ....

ประการสำคัญที่สุดผมไม่มีส่วนได้เสียด้านผลประโยชน์ใดๆต่อการเกิดเหตุการณ์รุนแรงที่นั่น จะมีเพียงส่วนเกี่ยวข้องในฐานะคนไทยที่รักชาติอยากจะเห็นความสุขสงบเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ งบประมาณที่ผมขับเคลื่อนงานการสร้างความสุขสงบวิถีธรรม 2 ปี ที่ผ่านมา ผมใช้เงินของศูนย์ศึกษาและพัฒนาธรรมาธิปไตยทั้งสิ้น (เงินส่วนตนของผมและ อ.บงกฏ) ไม่มีงบจากองค์กรใดมาอุดหนุนเลย (ส่วนหนึ่งเพื่อนหนุ่ม 11 ที่เข้าใจผมได้ให้เงินแก่ผมบ้าง ซึ่งผมคงจะได้ชดใช้คืนในโอกาสต่อไป) จึงไม่มีเหตุอันใดที่ความเห็นของผมจะถูกครอบงำ

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย 3111 » 16 ก.ย. 2012, 17:31

ผมคิดอยู่หลายชั่วโมงว่าผมจะตอบคำถามของท่านกนกอย่างไรโดยไม่ให้ไปกระทบกับบริบทสังคมชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน ผมอยากจะเล่าความเห็นของผมบวกกับความเห็นของผู้รู้หลายๆท่านที่ได้มอบให้แก่ผม เพื่อเป็นข้อมูลในการพิจารณาจัดระบบการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ บริบททางประวัติศาสตร์ในอดีตได้ทำให้เกิดระบบการถ่วงดุลย์อำนาจ ผู้นำแต่ละกลุ่มก่อการรุนแรงในปัจจุบันนี้จึงไม่ขึ้นแก่กัน การเจรจาใดๆก็ดีจึงต้องรวบรวมผู้นำทั้งหมดให้ได้ก่อนการเจรจาจะเกิดขึ้น และตราบใดที่รัฐยังไม่สามารถควบคุมการก่อความไม่สงบได้ การเจรจาของรัฐก็จะต้องรับฟังข้อเรียกร้องต่างๆนานาซึ่งบางเรื่องก็ขัดกับหลักกฎหมายไทย ดังนั้นถึงแม้ว่าจะมีการเจรจาเกิดขึ้นไม่ว่าจะจัดฉากหรือจริงจังก็ไม่ได้หมายความว่าเหตุการณ์รุนแรงหรือการก่อวินาศกรรมจะหมดสิ้นไป การได้ศูนย์ดุลประชาชนเท่านั้นแหละที่พอจะช่วยให้ความรุนแรงลดน้อยลงไปได้บ้าง การขับเคลื่อนนอกนั้นก็ยากมากที่จะทำให้เกิดความสุขสงบได้อย่างจริงจัง โครงสร้างอำนาจทางการเมืองการปกครองจะเกิดขึ้นสักกี่โครงสร้างก็ตาม ผลก็จะเป็นไปตามบทวิเคราะห์ที่ผมได้นำมาให้อ่านกัน และยามใดที่อำนาจรัฐอ่อนแอ เมื่อนั้นเหตุรุนแรงก็จะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

แนวรบ หัวเมืองมลายู
กิเลน ประลองเชิง

สมัยรัชกาลที่ 3 ศึกพม่าเริ่มรามือ ฝรั่งจดๆจ้องๆมองไทย ไทยเรายังทำสงครามติดพันกับบ้านเมืองข้างเคียง ถ้าเป็นบ้านเมืองริมทะเล ก็ต้องยกกำลังไปทางเรือ

พลเรือตรี แชน ปัจจุสานนท์ ใช้ข้อมูลจากพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ เรียบเรียงประวัติการทหารเรือไทย ตอนที่ 12 ยกทัพเรือไปปราบแขกที่เป็นกบฏทางปักษ์ใต้ สมัยรัชกาลที่ 3 พ.ศ.2381-2382...มีความว่า

ปี พ.ศ.2381 พระภักดีบริรักษ์ บุตรเจ้าพระยานครศรีธรรมราชน้อย เป็นพระยาไทรบุรี ตนกูมหะหมัดสหัส หลานเจ้าเมืองไทรบุรี(ตนกูปะแงรัน) กับตนกูมหะหมัดอาเก็บ หนีไปรวบรวมกำลังตั้งตนเป็นสลัดอยู่ในทะเล

รู้ว่าเมืองตรังอ่อนแอ ก็หันหัวเรือเข้าตีเมืองตรังไว้ได้ ตนกูปะแงรันให้หวันมาลีรักษาเมืองตรัง แล้วก็ยกทัพเรือไปตีเมืองไทรบุรี พระภักดีบริรักษ์ สู้ตนกูปะแงรันไม่ได้ ถอยมาตั้งหลักอยู่เมืองพัทลุง แล้วมีหนังสือบอกไปยังกรุงเทพฯ

ขณะนั้น เจ้าพระยานครศรีธรรมราช เข้ามากรุงเทพฯ รัชกาลที่ 3 โปรดฯให้กลับไปช่วยจัดการปราบ ทรงพระราชดำริว่า

?แขกเมืองไทรเป็นกบฏขึ้นครั้งไร แขกเมืองขึ้นสงขลา ก็พลอยเป็นกบฏขึ้นด้วยเสมอ จะไว้ใจมิได้?

โปรดเกล้าฯให้พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาธิบดี จางวางพระคลังสินค้า เป็นแม่ทัพใหญ่ เจ้าพระยายมราชเป็นทัพหน้า ยกไปช่วยพวกเมืองไทรฯ

8 มีนาคม 2381 พระยาศรีพิพัฒน์ฯ นำทัพเรือรบ 48 ลำ คนกรุงเทพฯ 4,630 คน ยกไปถึงเมืองสงขลาทราบข่าวว่า พระยาไทรบุรีตีเมืองไทรฯคืนได้แล้ว ตั้งแต่ 6 มีนาคม 2381 เป็นอันว่า ปัญหาหัวเมืองไทรบุรียุติลงชั่วคราว

เหตุการณ์เป็นไปตามที่รัชกาลที่ 3 ทรงคาดคะเน เกิดปัญหาที่เมืองกลันตัน...ตามมา ตนกูปะสา กับพระยาบาโงย ยกทัพล้อมทหารพระยากลันตัน พระยากลันตันขอให้กองทัพกรุงขึ้นไปช่วย

พระยาศรีพิพัฒน์ฯ จึงให้หลวงสรเสนี คุมไพร่ 80 คน ไปด้วยกำปั่นแกล้วกลางสมุทร ให้พระยาเพชรบุรีคุมคน 1,000 คน ลงไปตั้งอยู่ที่เมืองสาย (บุรี) ลงไปห้ามปรามการวิวาทระหว่างพี่น้องเจ้าแขกด้วยกัน

แต่เมื่อเรียกพระยากลันตัน ตนกูปะสา พระยาบาโงย ขึ้นมาหาเพื่อพูดจาหาวิธีปรองดอง ก็ไม่ใครมา พระยาศรีพิพัฒน์ฯ จึงให้พระยาไชยา คุมไพร่ลงเรือรบ ไปทอดอยู่ปากน้ำเมืองกลันตัน บังคับให้สองฝ่าย รื้อค่ายและเลิกวิวาทกันเสีย

ทั้งสองฝ่ายยินยอมทำตาม พระยากลันตัน และตนกูปะสา มาหาพระยาศรีพิพัฒน์ฯ ยอมสบถสาบานกันว่าจะไม่รบกันอีก ส่วนพระยา-บาโงย ไม่ยอมมา หนีไปตั้งหลักอยู่ทางเมืองตรังกานู

27 สิงหาคม 2382 พระยาศรีพิพัฒน์ฯยกทัพไปเมืองไทรบุรี เห็นว่าทางหัวเมืองมลายูเหล่านี้ ถ้าจะให้คนไทยปกครอง ก็จะเกิดกบฏกันขึ้นอีก ควรให้พวกมลายู เป็นเจ้าเมืองปกครองกันเอง

แล้วก็แต่งตั้งให้ ตนกูอาหนุ่ม เป็นผู้ว่าราชการเมืองไทรฯไปพลางก่อน (ตนกูปะแงรัน เป็นเจ้าเมืองไทรฯคนต่อมา)

ยกสตูลขึ้นเป็นเมือง ให้มหะหมัดอาเก็บ เป็นเจ้าเมืองสตูล ยกปลิศขึ้นเป็นเมือง ให้ตุหวันเศษอุเซน เป็นเจ้าเมือง ทั้งเมืองสตูล เมืองปลิส ให้ขึ้นแก่เมืองนครศรีธรรมราช

กุศโลบายให้เจ้ามลายู คุมหัวเมืองมลายู ก็สามารถยุติปัญหาลงได้ระยะหนึ่ง

พลเรือตรี แชน ใช้ข้อมูลจดหมายเหตุหลวงอุดมสมบัติ บอกว่า เดิมทีเจ้าเมืองสงขลา และเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เมื่อมีทัพแขกมลายูมาล้อมเมืองสงขลา เมืองนครศรีธรรมราชรู้ข่าว ก็ไม่ยกกำลังไปช่วย

เมื่อสองหัวเมืองใหญ่ของไทยแตกแยกกันเอง สองเมืองนี้ก็อ่อนแอ เป็นต้นเหตุให้เจ้าหัวเมืองมลายู กระด้างกระเดื่อง

ทางกรุงเทพฯต้องยกทัพไปกำราบ ไม่รู้จักจบสิ้น

ผมอ่านประวัติศาสตร์การทหารเรือไทยตอนนี้แล้ว ได้สองประเด็นคิด ประเด็นแรก สงครามความไม่สงบในหัวเมืองชายแดนใต้ ไม่ใช่ว่าจะมารุนแรงหนักหนาเอาเมื่อสมัยนี้ แต่เกิดขึ้นต่อเนื่องนานมาแล้ว

ประเด็นที่สอง กุศโลบายของพระยาศรีพิพัฒน์ฯ ที่ใช้ในสมัยรัชกาลที่ 3 มาถึงสมัยนี้ ก็ยังทันสมัย ใช้การได้ ให้คนไทยไปดูแล คนไทยก็มักทะเลาะกันเอง ระบอบประชาธิปไตย ประชาชนเป็นใหญ่ ก็เปิดช่องให้ไว้แล้ว

ใช้ประชาธิปไตยให้เป็นประโยชน์เต็มที่ ทหารก็ไม่ต้องถูกส่งไปเป็นเป้าระเบิด เป้าปืน เด็กเล็กก็ไม่ต้องเหยียบกับระเบิด ขาแข้งขาด ทั้งน่าอนาถ ทั้งน่าอาย อายคนไทยด้วยกันยังไม่พอ ยังอายเขาไปทั้งโลก.


ไทยรัฐออนไลน์
? โดย กิเลน ประลองเชิง
? 15 กันยายน 2555, 05:00 น.

Aubol
มือเก๋า
มือเก๋า
โพสต์: 194
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 มิ.ย. 2011, 10:53
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย Aubol » 16 ก.ย. 2012, 18:09

อ่านแล้วผมก็ไม่เข้าใจว่าใครหลอกคนทั้งประเทศอยู่ในขณะนี้และหลอกเรื่องอะไร แต่ผมเชื่อของผมว่าผู้คนทั้งประเทศคงไม่โง่เหมือนผมไปหมด ดังนั้น คนบางคนอาจจะหลอกคนบางคนได้ตลอดเวลา...และคนบางคนอาจจะหลอกคนทุกคนได้บางเวลา...แต่คนบางคนไม่อาจหลอกคนทุกคนได้ตลอดไป ผมก็ไม่รู้ว่าใครจะเลวถึงขั้นเล่นน้ำท่วมเมืองเพื่อประโยชน์ของฝ่ายตนอีก เรื่องภาคใต้ก็เช่นเดียวกันการจัดฉากมอบตัวแค่นี้มันไม่น่าแสดงถึงความสำเร็จได้หรอกครับเพราะข่าววันนี้ก็ถูกยิงถูกเผากันอีกแล้ว

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย 3111 » 29 ก.ย. 2012, 15:35

ผมขออนุญาตนำข่าวเรื่องการหยุดดำเนินกิจกรรมทั้งหลายในวันศุกร์ของจังหวัดชายแนภาคใต้มาลงให้ท่านๆอ่านกัน เพื่อจะได้ยืนยันว่าอะไรเป็นอะไร คิดง่ายมากเด็กๆก็คิดได้แล้ว ถ้าประชาชนทั้งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องหยุดดำเนินกิจกรรมทั้งหมดในวันศุกร์ ก็แสดงว่าอำนาจรัฐบกพร่องแล้วละครับ พิกลพิการน่าจะถูกต้องที่สุด ไม่รู้ว่าที่รัฐบอกว่าแก้ถูกทางแล้ว ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ น่าเศร้าใจและอายแทนรัฐไทยมาก ลองอ่านเองครับ

3 จว.ใต้ร้าง!หวาดผวาคำขู่โจร ปิดร้านวันศุกร์ทั้งตลาด-ปั๊ม-รถโดยสารหยุดกิจการ
สัญญานอันตราย-ปชช.ไม่เชื่อมือรัฐ

วันเสาร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2555, 06.00 น.
แนวหน้าออนไลน์

เมื่อวันที่ 28 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าขั้นเลวร้ายอย่างหนัก โดยได้มีใบปลิวและข่าวลือขึ้นในพื้นที่อ้างว่าเป็นคำประกาศเตือนของกลุ่มผุ้ก่อความไม่สงบให้พี่น้องชาวไทยมุสลิมหยุดทำงาน และหยุดค้าขายทุกวันศุกร์ หากไม่เชื่อฟังก็จะไม่รับประกันความปลอดภัย ซึ่งกระแสข่าวดังกล่าวสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

หวาดผวาโจรใต้แห่ปิดร้านวันศุกร์
จากการสำรวจของผู้สื่อข่าวในพื้นที่ พบว่าในวันแรกที่กลุ่มโจรใต้ประกาศไม่รับรองความปลอดภัยปรากฎว่าในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองนราธิวาสและอำเภอรอบนอกอย่าง เช่น อ.ระแงะและอ.ยี่งอ พบว่า ถนนหนทางสายหลักและสายรอง มียานพาหนะผ่านไปมาบนท้องถนนบางตา ขณะที่ปั๊มน้ำมันหลายแห่งได้หยุดบริการ ส่วนร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าสดและอาหารแห้ง เช่น ตลาดสด ตลาดนัดและร้านมินิมาร์ท เนื่องจากหวาดกลัวจะถูกกลุ่มผู้ไม่หวังดีทำร้าย นอกจากนี้ แม้แต่ระบบการขนส่งมวลชนพบว่า รถยนต์ตู้โดยสารวิ่งระหว่างสถานีขนส่งนราธิวาส ไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ ทั้ง สุไหงโก-ลก ปัตตานี ยะลาและอ.หาดใหญ่ ซึ่งมีกว่า 150คัน ได้หยุดวิ่งให้บริการกว่า 100คัน เหลือเพียง 40-50คันเท่านั้น

ตลาดนราธิวาสเงียบเหงา
ด้าน นายจำนัล เหมือนดำ นายอำเภอสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ลงติดตามบรรยากาศการเปิดร้านจำหน่ายสินค้าในพื้นที่รอบเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก โดยบริเวณตลาดสดหลังโรงแรมเก็นติ้งพบว่า ร้านค้าส่วนใหญ่โดยเฉพาะที่ขายอาหารสด อาทิ เนื้อไก่ เนื้อวัว อาหารทะเลและผักสด ของพ่อค้าแม่ค้าชาวไทยมุสลิม มีการปิดร้านจำนวนมาก ขณะที่ร้านค้าของผู้ประกอบการชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมอีกส่วนหนึ่ง ยังเปิดร้านตามปกติ

ส่งเจ้าหน้าที่คุมเข้มปลอดภัย
นายอำเภอสุไหงโก-ลก กล่าวด้วยว่า จากการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบเรื่องดังกล่าวมั่นใจว่าเป็นเพียงข่าวลือที่สร้างกระแสขึ้นจากกลุ่มผู้ไม่หวังดีเพื่อหวังให้เกิดผลกระทบกับธุรกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่พบใบปลิวหรือหลักฐานอื่นใดที่ยืนยันว่ามีการสั่งการอย่างเป็นรูปธรรมของกลุ่มเครือข่ายใด จึงขอวอนให้พ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่อย่าได้ตื่นตระหนกกับข่าวลือที่เกิดขึ้น โดยหากผู้ใดที่มีความประสงค์จะเปิดร้านในทุกวันศุกร์ก็สามารถเปิดได้ตามปกติโดยตนมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบลงพื้นที่เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับตลาดสดและแหล่งจำหน่ายสินค้าในพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลกอย่างทั่วถึงแล้ว

ยะลาไทยพุทธไม่กี่คนขายของ
ส่วนที่บริเวณตลาดสดรถไฟยะลา เขตเทศบาลนครยะลา พ.อ.นพพร เรือนจันทร์ รอง ผบ.ฉก.ยะลา พร้อม พ.อ.รุ่งโรจน์ ถุงเป้า รอง ผบ.ฉก.ยะลาและทหารหน่วย ฉก.ยะลา กว่า 50นาย ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่ยังเปิดร้านจำหน่ายสิ่งของปรากฎว่า บรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเหงา เพราะพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นมุสลิมต่างหยุดขายของ มีเพียงพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นคนไทยพุทธเท่านั้นที่ยังเปิดร้านขายของอยู่ แต่มีพ่อค้าแม่ค้าไทยพุทธที่เกรงกลัวได้หยุดขายของด้วย

จนท.ต้องลงพื้นที่ให้กำลังใจ
ขณะที่ พ.อ.รุ่งโรจน์ ถุงเป้า รอง ผบ.ฉก.ยะลา กล่าวว่า การมาตลาดสดรถไฟยะลาก็เพื่อมาเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าที่ออกมาขายสิ่งของ เพราะก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวลือให้พ่อค้าแม่ค้าหยุดขายของในวันศุกร์ หากไม่เชื่อจะไม่รับรองความปลอดภัย ซึ่งเชื่อว่ากระแสข่าวดังกล่าว ก็เป็นเพียงการข่มขู่เท่านั้น เพราะเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ได้วางมาตรการเข้มในการดูแลความปลอดภัยพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ออกมาจับจ่ายซื้อของเข้มงวดอยู่แล้ว แต่ยังมีผู้ประกอบการบางรายที่ปิดกิจการ เพราะไม่เชื่อมั่นความปลอดภัย โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่อยู่นอกเมืองในพื้นที่ตามตำบล หรืออำเภอต่างๆที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ได้ปิดทำการ เช่น ร้านสะดวกซื้อ หรือร้านเซเว่นอีเลฟเว่น อ.รามัน ก็หยุดขายของเช่นกัน

ตลาดปัตตานีหยุดทั้งจังหวัด
ส่วนบรรยากาศทั่วไปใน จ.ปัตตานี เป็นไปเอย่างงียบเหงา เพราะร้านค้าส่วนใหญ่หยุดทำการ ยกเว้นร้านค้าของคนไทยเชื้อสายจีนยังเปิดปกติ โดยเฉพาะร้านทองเขตเทศบาลเมืองปัตตานี ร้านแว่นตาท๊อปเจริญ ยังเปิดตามปกติ ส่วนร้านข้าวแกงที่วางขายกระจายทั่วจังหวัด วันนี้กลับไม่มีแม่ค้านำมาขายเลย โดยเฉพาะในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี ทำให้ถนนในเมืองโล่งเป็นพิเศษ เพราะคนไม่ออกเดินตลาด นับเป็นเหตุเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย ในส่วนของตลาดสดเทศวิวัฒน์ ตั้งอยู่ตรงข้ามห้างไดอาน่า ปิดเงียบทั้งตลาด มีแม่ค้าตั้งแผงขายปลาดุกกับผักสดและพ่อค้าขายเนื้อหมูแค่ 2ราย โดยทั้งสองพูดเสียงหนักแน่นว่า ไม่เชื่อข่าวลือและไม่กลัวข่าวลือเพราะเราไม่ได้ไปทำผิด หรือไปทำร้ายใคร เราคนทำมาหากิน ทำให้ร้านของทั้งสองขายดี

ปั๊มน้ำมันนอกตัวเมืองไม่ขาย
เช่นเดียวกับที่ตลาดสดเทศวิวัฒน์ เป็นตลาดกระจายสินค้าสู่ชุมชนต่างๆของ จ.ปัตตานี ตลอดจนส่งไปไกลถึง จ.ยะลาและจ.นราธิวาส จำพวกสินค้าปลา ปู กุ้ง พืชผักและผลไม้เกือบทุกชนิด โดยทุกวันจะมีแม่ค้ามารับสินค้าดังกล่าวไปจำหน่ายกันคึกคัก จนทำให้ทุกเช้ารถติดเพราะเต็มได้วยผู้คนที่เดินตลาดจำนวนมาก แต่ภาพวันนี้กับภาพเมื่อเดือนที่แล้วต่างกันสิ้นเชิง เพราะร้านค้าปิดหมด นอกจากนี้ ปั้มน้ำมันรอบนอกยังหยุดให้บริการด้วย

อดีตผวจ.จี้ฟื้นความเชื่อมั่น
นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล อดีต ผวจ.ปัตตานี ในฐานะประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำ จ.ปัตตานี เปิดเผยว่า บรรยากาศในตลาดและย่านการค้าหลายจุดเป็นไปด้วยความเงียบเหงา เพราะหยุดขายสินค้าเกือบหมด เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้รู้สึกตกใจ เพราะถือเป็นสัญญาณน่าเป็นห่วงอย่างมาก ประกอบกับสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดเหตุคาร์บอมบ์ที่ อ.สายบุรี ยิ่งตอกย้ำความหวาดผวาจนขาดความเชื่อมั่นในการเปิดกิจการวันศุกร์ เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย "รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งเรียกความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการร้านค้าให้ได้ เพราะวันนี้แทบทุกรายมีแต่ความกลัวและความกังวล จนไม่มีใครเชื่อคำชี้แจง หรือสิ่งที่ข้าราชการระดับสูงพูด เพราะไม่มีหลักประกันใดที่จะการันตีความปลอดภัยให้ชาวบ้านได้"นายนิพนธ์ กล่าว

ผู้นำศาสนายันไม่ห้ามทำงาน
นายนิมุ มะกาเจ ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้นำศาสนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า การหยุดทำกิจกรรมใดๆในวันศุกร์ ตามหลักศาสนาอิสลามไม่มีเรื่องนี้ โดยบัญญัติตามศาสนาอิสลามทุกวันถือเป็นวันที่ดีในการประกอบอาชีพ ดังนั้นการห้ามไม่ให้ประกอบอาชีพในวันศุกร์ ยืนยันว่าไม่มีในคำสอน การประกอบศาสนกิจในวันศุกร์นั้น มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะช่วงเวลาเที่ยง ซึ่งคำสอนระบุไว้ว่า ต้องไปทำละหมาดในวันศุกร์เท่านั้น ซึ่งใน 1เดือน คือมีวันที่สำคัญที่สุดคือวันศุกร์

ผู้นำสังคมเผยโรงเรียนคิวต่อไป
นายประสิทธิ์ เมฆสุวรรณ ผอ.โรงเรียนบ้านยะหา อ.ยะหา จ.ยะลา ในฐานะประธานสภาประชาสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ร้านค้า 3จังหวัดชายแดนภาคใต้หยุดกิจการในวันศุกร์ ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งชี้ให้เห็นถึงความหวาดกลัวของประชาชน ที่สำคัญคนในพื้นที่ไม่มั่นใจในกลไกและอำนาจรัฐที่พยายามกระตุ้นให้ประชาชนเปิดร้าน ผู้ประกอบการต่างกลัวคำขู่ของคนร้ายมากกว่า เพราะเจ้าหน้าที่ไม่สามารถการันตีสวัสดิภาพของคนในพื้นที่ได้ว่าจะปลอดภัยหรือไม่ หากเปิดร้านขายของวันศุกร์ รัฐต้องคิดทบทวนว่า เกิดอะไรขึ้นในพื้นที่ "ผมห่วงว่าหลังจากใช้ความหวาดกลัวควบคุมให้ร้านค้าหยุดวันศุกร์ได้แล้ว เป้าหมายต่อไปจะเป็นอะไร โดยขณะนี้มีข่าวลือสะพัดว่า โรงเรียน หรือสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาคือเป้าหมายลำดับต่อไป หากเป็นเช่นนั้นจริงขอบอกเลยว่า อันตรายมาก"นายประสิทธิ์ กล่าว

แม่ทัพ 4 ชี้บิดเบือน-แฝงประโยชน์
พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า การห้ามไม่ให้ขายของวันศุกร์นั้น ต้องหันกลับไปดูหลักปฏิบัติของท่านศาสดาใหม่ ต้องทบทวนใหม่ ซึ่งพี่น้องประชาชนชาวมุสลิมก็รู้ดีว่า การไม่ให้ขายของในวันศุกร์ไม่ใช่หลักศาสนาอิสลาม แต่เป็นเรื่องที่กลุ่มคนใช้ความรุนแรงควบคุมฝูงชน และเอาหลักความเชื่อมาใช้ในทางที่ผิด ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ภาครัฐก็ได้เพิ่มมาตรการเต็มความสามารถและประสานไปยังพลเรือน ตำรวจ ทหาร เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่พี่น้องจะต้องเลิกหวาดกลัวกับสิ่งพวกนี้ เพราะหลายปีที่แล้วก็ได้ประกาศไม่ให้ขายในวันศุกร์มาแล้ว แต่กลุ่มคนร้ายก็ยังก่อเหตุอีก เพื่อสร้างความทุกข์ให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์

ศอ.บต.จี้ ผวจ.ทำความเข้าใจ ปชช.
ขณะที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ (ศอบต.) เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่นิ่งนอนใจ มีการสั่งการให้ นาย อภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ผวจ.นราธิวาส รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย หรือบุคคลที่ประชาชนในพื้นที่เชื่อถือ ร่วมประชุมหารือเพื่อประชาสัมพันธ์และชี้แจงรายละเอียดให้ประชาชนทราบ เพราะคนที่เดือดร้อนหนักก็คือพี่น้องประชาชนทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิม ไม่มีใครที่จะสั่งให้หยุดได้ เพราะที่นี่แผ่นดินไทย คือประชาธิปไตย ใครใคร่ค้า ค้า ใครใคร่ซื้อ ซื้อ จึงอยากฝากประชาชนว่าอย่าหลงเชื่อข่าวลือนี้

?บิ๊กอ๊อด?จับตาใบปลิวโจรข่มขู่
ทางด้าน พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง กล่าวถึงเหตุโจรใต้วางระเบิดที่ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาศ ทำให้นักเรียนหญิงบาดเจ็บ 2ราย ว่า เป็นกลุ่มเดิม ซึ่งเจ้าหน้าที่จะขอให้คุ้มครองแบบใหม่ โดยต่อไปให้รถเจ้าหน้าที่ตามหลังและให้รถนักเรียนนำหน้า อย่างไรก็ตาม วันนี้ต้องดูสถานการณ์ก่อน เนื่องจากมีการแจกใบปลิวว่า วันศุกร์ห้ามค้าขายใน 3จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราต้องดูว่า ความกลัวมีแค่ไหน แต่หากหยุดค้าขายกันจริงๆ ก็จะให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงวัฒนธรรม เข้าไปดูแล

ส่ง?ภาณุ?ลงพื้นที่หาความจริง
รองนายกฯกล่าวอีกว่า ขณะนี้ทางกระทรวงมหาดไทยได้ส่ง นายภาณุ อุทัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่เคยเป็นเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) มาร่วมงานกับตน โดยจะสั่งการให้ลงไปดูและแก้ปัญหาเรื่องใบปลิวห้ามค้าขายของกลุ่มก่อความไม่สงบ กลุ่มบุคคลที่แจกใบปลิวคือ กลุ่มที่ไม่ยอมเจรจาและจะต่อสู้ ใช้ความรุนแรงอย่างเดียว โดยหากพบเบาะแสหน่วยที่รับผิดชอบจะปฏิบัติการตรวจค้นและดึงตัวมาทันที

นร.หญิงโดนบึ้มดีขึ้น1-ทรงตัว1
ดร.อาดุลย์ พรมแสง ผอ.พื้นที่การศึกษานราธิวาส เขต2 เปิดเผยว่า เหตุการณ์นักเรียนหญิงโรงเรียนร่มเกล้า ถูกระเบิดบาดเจ็บนั้น ส่งผลกระทบจิตใจครูและนักเรียนอย่างมาก แต่ช่วงวันที่1-5ตุลาคมนี้ โรงเรียนต้องสอบปลายภาคเรียนที่1 ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาและคณะครู จึงยืนยันจะเปิดเรียนตามปกติเพื่อไม่ให้กระทบนักเรียน จึงมอบหมายให้ผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่ประสานนายอำเภอทั้ง 5อำเภอและฝ่ายความมั่นคงให้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดยิ่งขึ้น สำหรับอาการบาดเจ็บของ ด.ญ.สีตีนูรียะ บากา นักเรียนชั้น ม.3/2 ยังคงอยู่ในความดูแลของแพทย์ รพ.นราธิวาสราชนครินทร์ ส่วน น.ส.นาเดียเจ๊ะฮามะ นักเรียนชั้น ม.5/2 ปลอดภัยแล้ว

จ่อยิง2ผัว-เมียชาวยะลาดับ
สำหรับเหตุร้ายในพื้นที่นั้น เวลา 08.15น.ศูนย์วิทยุ สภ.รามัน จ.ยะลา รับแจ้งว่า พบศพ นายมูดอ มะลี อายุ 60ปีและนางสะมา โซ๊ะซู อายุ 61ปี สองสามี-ภรรยา อยู่บ้านเลขที่295/2 ม.3 ต.บาลอ อ.รามัน จ.ยะลา มีอาชีพรับจ้างกรีดยาง เสียชีวิตอยู่ในสวนยางพื้นที่ ม.1 ต.บาลอ อ.รามัน จึงรุดไปตรวจพบว่า ที่ขนำกลางสวนยางมีศพผู้หญิงถูกยิงเสียชีวิต 1ราย ห่างไป 10เมตรพบศพชายนอนคว่ำหน้าเสียชีวิตอยู่ใต้ต้นยางอีก 1ราย โดยมีปลอกกระสุนปืนขนาด.22และ9มม.รวม 9ปลอกตกอยู่ เหตุสังหารโหดดังกล่าวเกิดขึ้นประมาณเที่ยงคืนวันที่ 27กันยายนที่ผ่านมา เชื่อว่ามุ่งสร้างสถานการณ์

Aubol
มือเก๋า
มือเก๋า
โพสต์: 194
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 มิ.ย. 2011, 10:53
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย Aubol » 29 ก.ย. 2012, 20:17

ขอบคุณมากครับพี่แจ้ที่เอามาเล่าสู่กันฟัง มันก็เป็นปัญหาเดิมๆที่เราไม่ได้เปลี่ยนแปลงวิธีแก้ไข พวกเขาก็เลยเป็นเบี้ยบนสร้างปัญหาให้เราต้องเต้นไปตามเพลงที่ฝ่ายเขาเป็นผู้บรรเลง ฝ่ายเราคงไม่ได้ใจและไม่ได้รับความเชื่อมั่นจากปชช.อย่างที่ท่านพี่ว่าไว้จริงๆครับ เราคงเข้าถึงเขาไม่ได้ ก็เลยไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ในทุกมิติอย่างเพียงพอ ที่จะนำมาเป็นข้อมูลที่จะกำหนดแนวทางแก้ปัญหาอย่างเป็นเหตุเป็นผลได้ สงครามในรัฐปัตตานีครั้งนี้อาจจะใหญ่หลวงนัก

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย 3111 » 29 ก.ย. 2012, 21:16

ท่านอดุลครับ ความจริงที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้ก็คือ แม่ทัพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของเราทั้งสามคนคือ แม่ทัพภาคที่ 4/ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ; ผบ.ศชต.และ เลขาธิการ ศอ.บต.ไม่มีขีดความสามารถพอที่จะทำให้ผู้คนทั้งหลายในพื้นที่มั่นใจในความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เรื่องก็เลยเป็นแบบนี้ ประชาชนไม่ต้องการคำขอโทษและคำบอกกล่าวใดๆอย่างจำเจซ้ำซากอีกแล้ว การปฏิบัติเพื่อความมั่นคงปลอดภัยต่างหากเล่าครับที่ประชาชนต้องการ แต่จะทำอย่างไรได้ละครับ เมื่อรัฐบาลต้องการให้เป็นแบบนี้ เรื่องราวก็จึงเป็นแบบนี้นี่แหละ วนไปวนมาไม่รู้จบหาทางออกไม่เจอ จนในที่สุดอาจจะยากเกินกว่าที่จะแก้ไขปัญหาได้จริงๆเสียแล้วละครับ

Aubol
มือเก๋า
มือเก๋า
โพสต์: 194
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 มิ.ย. 2011, 10:53
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย Aubol » 02 ต.ค. 2012, 15:12

.........ผมก็ไม่รู้นะครับพี่แจ้ ว่าแม่ทัพในภาคใต้ของเราอีก2คนจะเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อยแม่ทัพคนที่เป็นทหารนั้นน่าจะต้องได้เรื่องเพราะท่านรับราชการในภาคใต้มานานและยังได้รับการสนับสนุนจากอดีตมทภ.4คือท่านพิเชษฐ์ของเรา ท่านน่าจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในทุกมิติเป็นอย่างดีและสามารถนำทุกเรื่องมาประมวลออกมาเป็นแนวทางและยศ.ระดับพท.ในการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าคนอื่นๆ แต่ผมไม่รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไรนะครับ สถานการณ์ที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้เหมือนฝ่ายเราทำอะไรไม่ได้เอาเสียเลย ผู้ก่อการร้ายมีเสรีจะทำอะไรก็ได้ จะสังหารใครก็ทำ ระเบิดที่ไหนก็ได้เหลือแต่เพียงสถานที่ราชการเท่านั้นที่เขายังทำอะไรไม่ได้ การประกาศห้ามปชช.ไม่ให้ค้าขายในวันศุกร์และปชช.ส่วนใหญ่ในพท.เชื่อฟังเสียด้วย อย่างนี้ถือได้ว่าฝ่ายเขาได้ครองอำนาจรัฐถึงแม้จะยังไม่สามารถแยกดินแดนและตั้งประเทศได้ถูกต้องหรือไม่ จะใช่หรือไม่อย่างไรก็ตามสถานการณ์นี้ไม่ดีต่อรัฐบาลและรัฐไทยแน่นอน หรือว่ามันกำลังเป็นไปอย่างถูกทางแล้ว ทางใครทางมัน

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย 3111 » 02 ต.ค. 2012, 18:34

แม่ทัพภาคที่ 4 คนปัจจุบันผมจะไม่ขอวิพากษ์รายละเอียดในการทำงานนะครับ ผลงานเป็นที่พิสูจน์ชัดเจน ดีไม่ดีก็ดูได้จากสถานการณ์ที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ ส่วนเรื่องการสนับสนุนให้เป็นแม่ทัพภาค 4 ของท่านพิเชษฐ์นั้น ผมขอสรุปให้สั้นๆว่าต่อมาท่านพิเชษฐ์คิดได้ว่าเป็นเวรกรรมของท่านได้หลงผิดคิดว่าใช่เลย เพราะผลจากการสนับสนุนของท่านทำให้อีก 6 เดือนต่อมา เรื่องราวดีๆที่พวกเราฝ่ายความมั่นคงได้พากเพียรทำกันมาตั้งแต่ ปี 49-53 หายไปเกือบหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่ท่านพิเชษฐ์ได้ทำมาโดยตลอดที่ชายแดนใต้ ได้ถูกวิพากษ์จากฝ่ายความมั่นคงชายแดนใต้ว่า ชายแดนใต้หลงอยู่ในวังวนของนายพลอีเอ็มเสียหลายปีโดยไม่เกิดประโยชน์อะไร ท่านๆที่เป็นหนุ่ม 11 อยากทราบรายละเอียดให้ถามได้ที่ท่านพิเชษฐ์

สำหรับผมขอชี้ให้เห็นถึงว่าถ้าการแก้ไขปัญหาถูกทางจริงๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นจนรัฐต้องสูญเสียอำนาจรัฐในเชิงสัญญลักษณ์ไปโดยปริยายจะไม่เกิดขึ้นเป็นอันขาด เมื่อคืนวันจันทร์วานนี้ผมใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมงที่จะบอกกล่าวและเสนอแนะกับนายทหารคนหนึ่งที่รับผิดชอบการด้านความมั่นคงของปัตตานี ผมฟังเค๊าพูดเล่าให้ฟังแล้วเศร้าใจเพราะพวกเค๊าไม่รู้ว่าจะแก้ไขปัญหาการถูกบังคับหยุดกิจกรรมในวันศุกร์อย่างไร แถมบอกอีกว่าสงสารชาวบ้านที่เป็นเป้าหมายอ่อนแอโดนยิงโดนฆ่ามากๆทุกวันเพื่อแสดงศักยภาพ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรคิดไม่ออก ผมต้องใช้เวลาเกือบสิบนาทีในการบอกเล่าถึงสัตว์ต่างๆที่มีอยู่ให้เค๊าฟัง

บอกวิธีแก้ไขปัญหาไปก็เอาไปทำอะไรไม่ได้เพราะทำกันไม่เป็น แทบไม่น่าเชื่อแต่เป็นไปแล้ว ทั้งหมดเลยครับท่านอดุล ทั้งทหารตำรวจพลเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายปกครอง การพัฒนาชุมชนก็ทำงานทำผ่านเครือข่ายภาคประชาชนลงพื้นที่น้อยมาก ตั้งรับนับศพทหาร/ตำรวจ/ครู/ผู้ใหญ่บ้าน/ชาวบ้านไปวันๆหนึ่ง ด่านต่างๆก็ปล่อยปละละเลยทั้งด่านลอยและด่านถาวร กลางคืนก็ปล่อยเสรีในการปฏิบัติให้ฝ่ายก่อการรุนแรง ส่วนใหญ่ผมจะเดินทางกลางคืนโดยตลอดจึงทราบ สมัยยังมีอำนาจหน้าที่อยู่ถ้าด่านทั้งหลายเป็นแบบนี้รับรองแม่ทัพพิเชษฐ์เอาตายแน่ แม่ทัพนายกองไม่ออกตรวจสนามรบแล้วมันจะรบชนะได้อย่างไรกันท่านอดุล พูดไปก็เหมือนด่าว่าพวกเดียวกันเอง แต่จำเป็นจริงๆต้องพูดถึงครับ

เมื่อรัฐต้องการให้แม่ทัพนายกองทั้งทหารตำรวจและพลเรือนชุดนี้แก้ไขปัญหาต่อไป มันก็จะเกิดปัญหาแบบนี้แหละครับ ไม่มีสิ้นสุด ตอนนี้กองกำลังนักรบใหม่กำลังฝึกการฆ่าคนยิงคนที่ไม่มีทางสู้อยู่ครับ ขี่มอร์เตอร์ไซด์ขับรถยนต์ไปเรื่อยๆพอเจอเป้าหมายอ่อนแอก็จัดการเสีย ไม่ต้องไปด่าว่าอะไรหรอกเพราะพวกนี้เค๊าถูกปลูกฝังให้จัดการกับเสี้ยนหนามหรือเศษขยะมนุษย์ที่ไม่ต้องการมาตั้งแต่เด็กๆครับ การมอบตัวโดยเอาผู้ก่อความรุนแรงซึ่งมอบตัวเข้ารับการฝึกอบรมมาตั้งแต่ปี 52 มาจัดฉากเพื่อแสดงผลงานในการแก้ไขปัญหา เมื่อวานที่ จ.ยะลา ก็ออกมามอบตัวกันอีก พวกที่ออกมาร่วมจัดฉากออกสื่อต่างๆอีกไม่นานก็ต้องถูกจัดการในฐานะผู้ทรยศ รัฐชอบจัดฉากแสดงลวงให้ประชาชนเห็นแบบนี้ ตัวจริงเสียงจริงไม่มีเลย แม้แต่เจ้าเฮลีคอปเตอร์ตัวหัวหน้าพวกเราก็รู้จักกันและพูดคุยมาตั้งสองสามปีแล้ว

พูดไปก็เหนื่อยครับท่านอดุล ที่ไม่มีใครๆในชายแดนใต้กล้าว่าอะไรผมในการเอาความจริงมาบอกกล่าวเพราะผมอยู่ในพื้นที่มาโดยตลอดตั้งแต่ปี 49 เป็นต้นมา ผู้บังคับบัญชาชั้นสูงมาตรวจงานเดือนละครั้งสองครั้งแล้วก็กลับไปฟังรายงานต่อ ท่านพิเชษฐ์จากไปอยู่อีสานตั้ง 2 ครั้ง ในปี 49 และ ปี 53 แต่ผมยังอยู่ และจะยังอยู่ต่อไปอีกหลายปีครับ

Aubol
มือเก๋า
มือเก๋า
โพสต์: 194
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 มิ.ย. 2011, 10:53
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย Aubol » 03 ต.ค. 2012, 07:20

ถ้าไม่ใช่พี่แจ้พูดผมคงไม่เชื่อ เพราะมันเหมือนไม่น่าเป็นไปได้หน่วยงานของเรามากมายทั้งพลเรือน ตำรวจและทหาร ผบ.ทบ.ก็ลงไปทุกเดือนมันไม่น่าจะเป็นอย่างที่เกิดขึ้น แต่มันก็ยังเป็นไปได้แล้วแบบนี้จะแก้กันอย่างไร ตามที่พี่แจ้ว่ามานั้นไม่มีหนทางไปสู่ชัยชนะเลย มีแต่จะค่อยๆสูญเสียไปจนหมดในที่สุด แล้วแบบนี้จะทุ่มทรัพยากรและงบประมาณลงไปทำไม หรือว่ามันจะเป็นจริงในเรื่องธุรกิจสงครามอย่างที่มีคนเขาพูดกัน ไม่รู้ว่าผมวิตกจริตไปเองหรือเปล่า

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย 3111 » 03 ต.ค. 2012, 10:06

ท่านๆครับ เมื่อคืนนี้เครือข่ายชายแดนใต้ เพื่อนรักมุสลิมของผมขออนุญาตมาพบที่สำนักงานเพราะไม่เจอกันหลายเพลาแล้ว เวลาผมลงไปที่ชายแดนใต้ในระยะหลังผมมักจะไม่บอกกล่าวใครๆมากนัก ปิดลับมาโดยตลอดเกือบปีแล้ว เค๊ามาเล่าอะไรต่อมิอะไรให้ผมฟังมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องยาเสพย์ติดที่มีแนวโน้มจะพัวพันกันไปถึงระบบยุติธรรมที่นั่น จับที่ชุมชนหมู่บ้านโดยเฉพาะรายใหญ่ออกข่าวกันดังสนั่นประเทศ แต่สุดท้ายประกันในชั้นศาล นี่ยังไม่นับรายเล็กรายน้อยที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นศาล เมื่อก่อนตำรวจให้ประกันตัวบ้างแต่ ผบ.ตร.เพรียวพันธ์ได้คาดโทษเอาไว้ เรื่องจึงไปตกที่ศาล เค๊าลือกันในหมู่ชาวบ้านที่นั่นว่าผลประโยชน์ที่เจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่ายได้รับจากระบบนอกกฎหมายทั้งมวลนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้เรื่องราวที่ชายแดนใต้ไม่สงบสันติเสียที นัวเนียเกี่ยวพันจนแยกกันไม่ออกจริงๆ ท่านอดุลนี่มีสัญชาตญาณของนักยุทธศาสตร์และจมูกนักรบจริงๆ

เมื่อคืนได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นและหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ชายแดนใต้ ถอดบทเรียน อดีต ปัจจุบัน ของการแก้ไขปัญหาที่ทุกภาคส่วนได้ทำกันมาตั้งแต่ปี 47 ทำ KM Knowledge Managment แบบเล็กๆเพื่อให้เกิดปัญญา ซึ่งก็ได้มาระดับหนึ่ง แต่ไม่จบกระบวนการ ตอนหนึ่งเพื่อนผมเค๊าเสนอว่า ให้รัฐจัดให้ตามที่ฝ่ายก่อความรุนแรงต้องการหยุดทุกวันศุกร์ไปเสียเลย ผมได้แต่หัวเราะแล้วบอกว่าถ้ารัฐยอมทำตามนี้จะเกิดอะไรขึ้นอีกต่อไป ได้คืบจะเอาศอกไปมั๊ง เค๊าตอบได้เจ็บมากๆว่า ก็ในเมื่อรัฐไทยไม่สามารถสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้านได้แล้ว ก็ทำตามไปก็หมดเรื่อง หรือไม่งั้นก็ทำเป็นรัฐอิสระขึ้นกับรัฐส่วนกลางแบบอดีตไปเลยก็ดีเหมือนกัน ผมเลยบอกว่าพวกเราเครือข่ายของเค๊ากับเครือข่ายของผมมาร่วมงานบูรณาการกันใหม่ดีมั๊ย (เราเคยจะร่วมทางกันเดินเมื่อปี 53 แต่ไปไม่ถึง รัฐไทยไม่ยอมครับ)ให้ชาวบ้านพอมีความสุขขึ้นมาบ้าง รอวันที่รัฐไทยเข้มแข็งแล้วค่อยมาหาทางสร้างความสุขสงบกันต่อไป

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย 3111 » 03 ต.ค. 2012, 18:47

ท่านๆได้อ่านข้อคิดเห็นของผมไปก็มากแล้ว คราวนี้ลองอ่านการดำเนินการของรัฐดูบ้าง เป็นแนวทางในระดับนโยบายและบริหารเกือบทั้งสิ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกระดับในพื้นที่ปฏิบัติการจะต้องทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติให้ได้ รัฐต้องควบคุมพื้นที่ให้ได้(ทุกพื้นที่ในจังหวัดชายแดนใต้จะเกิดเหตุรุนแรงได้ทุกขณะ) ดูแลประชาชนให้มีความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้ได้ มิฉะนั้นก็จะเป็นแบบที่ ผบ.ทบ.ได้วิเคราะห์ให้ท่านๆได้ฟังในตอนท้าย แต่ผมเสียดายนะที่ท่านๆที่มีอำนาจหน้าที่ในระดับนโยบายทั้งหลายไม่ได้พูดคุยกันให้ตกผลึกเสียก่อนที่จะนำออกมาสู่สาธารณะ ก็อย่างที่ผมบอกนั่นแหละครับ พี่น้องประชาชนจะเป็นศูนย์ดุลให้เหตุการณ์ชายแดนภาคใต้สุขสงบสันติได้ในที่สุด แหล่งที่มาของข่าวทั้งหมดนี้ ต้องขอขอบคุณศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวอิศรา ครับ

เปิดแผนรัฐเลิก พ.ร.ก.ใต้ ลุยตั้ง "กก. 2 ชุด" รณรงค์แนวร่วมวางอาวุธ
วันจันทร์ที่ 24 กันยายน 2012 เวลา 01:02 น.โดย ปกรณ์ พึ่งเนตร

เปิดแผนรัฐบาลเล็งเลิก "พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ" ชายแดนใต้บางพื้นที่ หลังข้อมูลสถิติเหตุการณ์ความไม่สงบระบุชัด ความรุนแรงกระจุกตัวแค่ 257 หมู่บ้านจาก 1,609 หมู่บ้าน หรือคิดเป็นร้อยละ 15 ของพื้นที่ทั้งหมด ขณะที่อีก 1,352 หมู่บ้านไม่เคยเกิดเหตุร้าย ทุ่มงบ 300 ล้านให้ ศอ.บต.พัฒนาคุณภาพชีวิต "หมู่บ้านสีขาว" พร้อมตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด รณรงค์แนวร่วมกลับใจ ดึงอดีตอาร์เคเคร่วมทีม ขณะที่ "สุชาติ" เตรียมชง ครม.บรรจุครูใต้เพิ่มร้อยละ 10

รายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชนที่ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เมื่อวันเสาร์ที่ 22 ก.ย.2555 ได้มีการนำรัฐมนตรีและผู้บริหารหน่วยงานด้านความมั่นคงมาอธิบายถึงแผนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาล หลังจากถูกวิจารณ์ในแง่ลบมาโดยตลอด

พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งมีมติแต่งตั้งเป็นเลขาธิการ สมช.คนใหม่ กล่าวตอนหนึ่งว่า ในปี 2556 จะมีการยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ซึ่งอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.) ในบางพื้นที่ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นมีอยู่ประมาณร้อยละ 12-15 ของพื้นที่ทั้งหมด ส่วนอีกร้อยละ 85 ไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น สะท้อนว่ารัฐบาลยังควบคุมสถานการณ์ได้

ทั้งนี้ ข้อมูลที่ พล.ท.ภราดร นำมากล่าวในรายการ เป็นข้อมูลจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่ได้จัดทำเสนอ ครม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ในปีงบประมาณ 2556 ในชื่อยุทธศาสตร์ "การเสริมสร้างความเข้มแข็งของหมู่บ้านชุมชนในการร่วมสร้างสันติสุข"

รายละเอียดของยุทธศาสตร์ดังกล่าวกำหนดเป้าหมายว่า "สันติสุขหรือชัยชนะอยู่ที่หมู่บ้านและชุมชน" โดยใช้พลังมวลชนผ่านผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา ผู้นำตามธรรมชาติ และผู้นำชุมชนกลุ่มต่างๆ ในการสร้างหมู่บ้านและชุมชนให้มีความเข้มแข็ง ประชาชนมีความปลอดภัย ลดความหวาดระแวง และมีสันติสุข

ข้อมูลที่เก็บรวบรวมโดย ศอ.บต.ระหว่างวันที่ 1 ต.ค.2554 ถึง 31 ส.ค.2555 ระบุว่า ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จำนวน 32 อำเภอจาก 33 อำเภอ มีจำนวนหมู่บ้านทั้งสิ้น 1,609 หมู่บ้าน แต่พบว่ามีหมู่บ้านที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเพียง 257 หมู่บ้าน หรือคิดเป็นร้อยละ 15.97 ของจำนวนหมู่บ้านทั้งหมด และมีจำนวนหมู่บ้านที่ไม่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเลย จำนวน 1,352 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 84.03 (อ่านรายละเอียดได้ใน ศอ.บต.กางสถิติเหตุรุนแรงเกิดแค่ 257 หมู่บ้านจาก 1,609 หมู่บ้าน! http://www.isranews.org/south-news/stat ... 1609-.html)

ทุ่ม 282 ล้านพัฒนาหมู่บ้านสีขาว
ยุทธศาสตร์ของ ศอ.บต.ได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานในหมู่บ้านที่ไม่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบจำนวน 1,352 หมู่บ้าน โดยจะสนับสนุนให้ใช้พลังของภาคประชาชนผ่านกลไกผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอ และผู้ว่าราชการจังหวัด โดยมีเป้าหมายการดำเนินงานและตัวชี้วัดที่สำคัญ 5 ด้าน คือ 1.การแก้ปัญหายาเสพติด 2.การศึกษาและอาชีพ (การว่างงาน) 3.ด้านคุณภาพชีวิต สาธารณสุข 4.ด้านความยุติธรรม การอำนวยความเป็นธรรม เยียวยาและลดความขัดแย้ง และ 5.ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2556 ศอ.บต.ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อให้ดำเนินการในเรื่องนี้เป็นเงิน 282 ล้านบาท โดยจะสนับสนุนให้จังหวัดและอำเภอดำเนินการในระดับตำบลเพื่อแก้ไขปัญหาตามตัวชี้วัดดังกล่าวต่อไป (อ่านประกอบ ส่ง"ภาณุ"กลับใต้ เปิดมหาดไทยส่วนหน้า http://www.isranews.org/south-news/spec ... 7-qq-.html)

เปิด 2 แนวทางยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
แหล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคง เปิดเผยเพิ่มเติมว่า พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งมีทั้งหมด 33 อำเภอ (ไม่รวม 4 อำเภอของ จ.สงขลา) ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาแล้วนานกว่า 7 ปี ตั้งแต่เดือน ก.ค.2548 และขยายเวลาประกาศถึง 29 ครั้ง จึงเห็นสมควรให้ยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในบางพื้นที่

อย่างไรก็ดี ยังคงมีแนวทางที่ต้องหารือกันต่อไปว่าจะยกเลิกเป็นรายอำเภอหรือครอบคลุมทั้งจังหวัด เพราะที่ผ่านมาในรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้ยกเลิกไปแล้ว 1 อำเภอ คือ อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี ซึ่งถือเป็นการพิจารณายกเลิกเป็นรายอำเภอ แต่ก็มีเสียงท้วงติงว่าไม่ถูกต้องตามหลักยุทธวิธี เนื่องจากการใช้มาตรการตามกฎหมายพิเศษต้องใช้ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย หากเลิกเพียงบางอำเภอก็เปรียบเสมือน "ฟันหลอ" ไม่สามารถใช้มาตรการตามกฎหมายพิเศษได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

กระนั้น หากจะใช้การพิจารณาเป็นรายอำเภอ ก็สามารถใช้สถิติการเกิดเหตุรุนแรงเป็นเงื่อนไขในการยกเลิกได้ ซึ่งในรอบปีงบประมาณ 2555 (1 ต.ค.2554 ถึง 31 ส.ค.2555) มีอำเภอไม่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเลย 2 อำเภอ ได้แก่ อ.กาบัง กับ อ.เบตง จ.ยะลา นอกจากนั้นยังมีอำเภอที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในระดับต่ำมาก เช่น อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี 1 ครั้ง อ.แว้ง จ.นราธิวาส 1 ครั้ง และ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส 2 ครั้ง เป็นต้น ซึ่งอำเภอเหล่านี้อาจเข้าเกณฑ์การยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ

ส่วนเงื่อนไขการเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อีกวิธีหนึ่งที่มีการหารือกัน ก็คือการวัดจากจำนวนแนวร่วมก่อความไม่สงบที่ยอมเข้าแสดงตัวหรือมอบตัวกับรัฐ ซึ่งหากเลือกใช้วิธีนี้ก็ต้องวางหลักเกณฑ์ที่รัดกุมต่อไป

ลุยตั้ง กก.2 ชุด ดึงแนวร่วมวางอาวุธ
ด้านแหล่งข่าวจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) เปิดเผยว่า หลังจากกลุ่มผู้ที่เห็นต่างจากรัฐ หรือแนวร่วมก่อความไม่สงบจำนวน 93 คนได้เข้าแสดงตัวต่อ พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 ที่ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมานั้น ล่าสุดทั้ง พล.ท.อุดมชัย และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้เตรียมตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด ใช้ชื่อว่าคณะกรรมการประสานการณรงค์เพื่อยุติการต่อสู้ด้วยวิธีรุนแรง เพื่อเดินหน้ากระบวนการดึงกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงให้วางอาวุธ แล้วหันมาร่วมแก้ไขปัญหากับรัฐโดยใช้สันติวิธีต่อไป

"เหตุการณ์คาร์บอมบ์ที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา เห็นชัดว่ากลุ่มที่ยังเลือกใช้ความรุนแรงพยายามตอบโต้กระบวนการแสดงตัวและวางอาวุธของกลุ่มที่หันหลังให้ขบวนการก่อความไม่สงบแล้ว ฉะนั้นเราจึงเห็นว่าน่าจะมีคณะกรรมที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยจะดึงกลุ่มอดีตแนวร่วมที่วางอาวุธแล้ว รวมถึงภาคประชาชนมาเป็นกรรมการด้วย" แหล่งข่าว ระบุ และว่าการดำเนินการดังกล่าวเพื่อกดดันให้กลุ่มที่ยังเลือกใช้ความรุนแรงอยู่ได้เห็นว่า ตนเองคือกลุ่มเดียวที่ยังสร้างปัญหาในพื้นที่ ทั้งๆ ที่ประชาชนและอดีตแนวร่วมล้วนต้องการความสงบสุข ส่วนช่องทางการรับมอบตัวของกลุ่มที่ต้องการวางอาวุธนั้น จะใช้มาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ) ซึ่งรัฐบาลได้สั่งการให้กระทรวงยุติธรรมเป็นเจ้าภาพพิจารณาแก้ไขเพื่อให้กระบวนการตามมาตรา 21 กระชับขึ้นกว่าเดิม เพื่อจูงใจให้บรรดาแนวร่วมตัดสินใจเข้ากระบวนการ

ศธ.ชง ครม.เพิ่มครูชายแดนใต้อีก 10%
รายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชนในวันเดียวกัน นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยังกล่าวถึงยุทธศาสตร์ด้านการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ได้เตรียมเสนอ ครม.ให้บรรจุข้าราชการครูในพื้นที่เพิ่มอีก 10% ตลอดจนส่งเสริมทุนการศึกษาแก่ทายาทผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ

----------------------------------------------------------------------------------------------------------


ผบ.ทบ.แขวะเลิก พ.ร.ก. "อย่าเดือดร้อนแทนผู้ร้าย"

ด้านความคืบหน้ากรณี พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ว่าที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวในรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน เมื่อวันเสาร์ที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา ระบุว่ารัฐบาลได้เตรียมการยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ซึ่งอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 บางพื้นที่ ในปี 2556 นั้น

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้เอาไว้อย่างน่าสนใจ "กำลังพิจารณาอยู่ว่าจะยกเลิกพื้นที่ใด แต่ถ้ายกเลิกการใช้กฎหมายพิเศษก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น เพราะเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการทางกฎหมายได้โดยทันทีเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น เพราะเจ้าหน้าที่จะต้องไปขอหมายศาลในการจับกุม ตรวจค้น ซึ่งอาจไม่ทันเวลา และไม่มีอำนาจในการควบคุมตัว การพิสูจน์หาหลักฐานก็จะลดลง และผู้ร้ายก็จะหลุดไปได้ง่าย นั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้น แต่สิ่งที่ได้มาคือกระแสสังคมที่จะทำให้ดูดีว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ไปรังแกประชาชน"

"ผมอยากให้แยกให้ออกว่า คำว่ารังแกคน ซึ่งยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ที่เลวๆ และไปทำร้ายคนก็มี แต่ก็ได้รับการลงโทษและจะหมดไปเรื่อยๆ แต่ก็มีคนดีที่ลงไปทำงานและใช้กฎหมายในทางที่ถูกจำนวนมาก คิดว่าอาจจะ 100% แล้วก็ได้ ขอให้เห็นใจ"

"ถ้าบอกว่าให้ยกเลิกกฎหมายพิเศษ ผมไม่มีปัญหา และตำรวจก็ไปขอหมายจับจากศาลเอาเอง ซึ่งต้องรับผิดชอบกัน ขอให้สั่งมา ผมทำได้หมด แต่ผมคิดว่าการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ยกเว้นผู้ร้าย แต่ตอนนี้ทุกคนกำลังเดือดร้อนแทนผู้ร้ายทั้งหมด พอมีความบกพร่องและเกิดเหตุก็หันมาโทษเจ้าหน้าที่ ก็เป็นแบบนี้"

ลุยตั้งด่าน-เพิ่มความเข้มงวด ชี้ชาวบ้านอาจเดือดร้อนบ้าง
ส่วนเหตุการณ์ความรุนแรงที่ยังคงเกิดขึ้น เช่น เหตุคาร์บอมบ์ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 21 ก.ย.2555 ที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี นั้น ผบ.ทบ.กล่าวเอาไว้แบบนี้

"เหตุการณ์ต่างก็ยังคงต้องเกิดอยู่ เพราะการบังคับใช้กฎหมายค่อนข้างจำกัด เนื่องจากประชาชนส่วนหนึ่งได้รับความเดือดร้อน และส่วนหนึ่งไม่ได้รับความเดือดร้อน แต่ประชาชนทั้งสองส่วนก็ไม่อยากให้ใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ ทำให้การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ค่อนข้างดำเนินการได้ยาก โดยเฉพาะการตรวจค้น จับกุม สอบสวนและการดำเนินคดีที่ต้องอาศัยเวลาพอสมควรในการพิสูจน์หลักฐาน หากพิสูจน์ไม่ได้ก็ต้องปล่อยตัว"

"เราทราบดีว่าคนเหล่านั้นมีส่วนร่วมก่อเหตุความรุนแรง สิ่งที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือเรื่องการพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์หลังจากที่มีการจับกุมได้แล้ว ซึ่งจะต้องยอมรับกันในจุดนี้ ผมคิดว่าต้องเข้มงวดด้านยุทธวิธีและการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งจะทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากขึ้น โดยผมจะสั่งการให้ตั้งด่านตรวจสกัดให้มากขึ้นในทุกพื้นที่ สำหรับในพื้นที่ควบคุมบางพื้นที่อาจจะต้องดำเนินการเป็นพิเศษ คือประชาชนได้รับความเดือดร้อนแน่นอน เพราะถ้าไม่เข้มงวดการตั้งด่านตรวจด่านสกัดให้ได้ผลจริงๆ และไม่เพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีที่ทันเวลาก็จะต้องเกิดเหตุอยู่เช่นนี้ เนื่องจากคนเหล่านั้นไม่ได้กลับมาร่วมมือกับเรา"

"ยอมรับว่าเรามีช่องว่างมาก ทำให้ผู้ก่อความไม่สงบฉวยโอกาสก่อเหตุ เพราะเรามีเป้าหมายเสี่ยงจำนวนมาก เช่น พื้นที่และประชาชน ปัจจุบันทางเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปดูแลจนถูกลอบทำร้าย ทั้งชุดรักษาความปลอดภัย ชุดเฝ้าสถานที่ ชุดคุ้มครองครู นักเรียน วัด ซึ่งถือเป็นเป้าหมายอ่อนแอ เพราะมีความเสี่ยงในการสัญจรไปมาในเส้นทางเดิมและเวลาเดิม นี่คือสาเหตุที่เราไม่สามารถแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ ในส่วนของพื้นที่ที่มีความสุ่มเสี่ยงเป็นจำนวนมาก เรากำลังจะกำหนดว่าพื้นที่ใดมีความรุนแรงมากหรือน้อย แต่ก็เสี่ยงเหมือนกัน เพราะถ้าเรากำหนดพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งว่ามีความรุนแรงมาก ผู้ก่อเหตุก็จะเปลี่ยนพื้นที่การก่อเหตุไปยังพื้นที่ที่เราให้ความสำคัญน้อยลง ซึ่งต้องยอมรับว่าการดำเนินการทุกด้านมีความสุ่มเสี่ยงหมด แต่เราจะอาศัยมาตรการทางด้านการข่าว ถ้าอยากจะได้ข้อมูล 100% เราจะต้องส่งคนไปอยู่กับเขา ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ง่าย"

----------------------------------------------------------------------------------------------------------

Aubol
มือเก๋า
มือเก๋า
โพสต์: 194
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 มิ.ย. 2011, 10:53
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย Aubol » 05 ต.ค. 2012, 15:41

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน 3 จชต.อีกมุมมองหนึ่ง
ด้วยรักและห่วงใยตอนนี้ ครั้งแรกผมตั้งใจแค่จะโพสต์เล็กๆแสดงความคิดเห็นตอบท่านแจ้(พล.ท.กิตติพันธ์ นพวงศ์ ณ อยุธยา) แต่พอร่างไปได้เล็กน้อยมันไม่จบง่ายๆผมเลยต้องเปลี่ยนใจมาเป็นตอนสำคัญอีกตอนหนึ่ง
ต้องขอบคุณท่านแจ้มากที่ให้ข้อมูลสำคัญทำให้ผมหวนคิดถึงประสบการณ์ในอดีตตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นรต.-รท.ในการปราบปรามผกค.ในพท.ทภ.2ส่วนหน้าซึ่งพอจะสรุปเรื่องที่เกี่ยวข้องได้บ้างดังนี้
1. ในการปราบปรามผกค.นั้น บางพท.ที่ฝ่ายเราเห็นว่าสงบเรียบร้อยนั้นแท้จริงแล้วอาจจะพิจารณาได้หลายด้านคือ
1.1 เป็นพท.ที่ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถเข้าไปเคลื่อนไหวได้เลย หมู่บ้านเหล่านี้มีความกลมเกลียวของปชช.ในการต่อต้านฝ่ายตรงข้าม จนท.รัฐสามารถเข้าไปเคลื่อนไหวและใช้อำนาจรัฐครอบครองพท.ได้อย่างสมบูรณ์
1.2 เป็นพท.ที่ฝ่ายตรงข้ามใช้ในการดำเนินกิจกรรมในเรื่องที่ไม่ต้องการให้ฝ่ายเราเกิดความสนใจและส่งกำลังเข้าไปปฏิบัติการในพท.เป็นการขัดขวางการดำเนินงานของฝ่ายเขา พท.เหล่านี้ถูกใช้เป็น พท.พักผ่อน พท.ส่งผ่านกำลังพลเข้า-ออกประเทศเพื่อไปเข้ารับการศึกษาอบรมในต่างประเทศ เป็นเส้นทางลำเลียงสป.(สิ่งอุปกรณ์)ที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติ หรือใช้เป็นพท.ฝึกและโรงเรียน
1.3 หรือเป็นพท.ที่ฝ่ายตรงข้ามเข้าครอบครองและมีอิทธิพลเหนือปชช.อย่างสมบูรณ์แบบ ฝ่ายตรงข้ามสร้างผู้ปกครอง(แกนนำ)ไว้เรียบร้อย หมู่บ้านแบบนี้เรียกว่าหมู่บ้าน?ขาวนอกแดงใน? กล่าวคือเมื่อฝ่ายเราเข้าไปติดต่อ สืบสภาพหรือเคลื่อนไหวในหมู่บ้านเหล่านี้ ฝ่ายเราจะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี เป็นการปกปิดอำพรางข้อเท็จจริงของหมู่บ้านให้ฝ่ายเราตายใจ หมู่บ้านเหล่านี้จะสงบเรียบร้อยไม่มีความรุนแรงในการแสดงออก แต่จะให้การสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามในทุกด้านอย่างมีประสิทธิภาพเช่นกันโดยเป็นแหล่งข่าว ส้องสุมกำลัง คลังเก็บรักษา สะสม และสนับสนุนการส่งกำลังบำรุง
ด้วยเหตุนี้ฝ่ายเราจะต้องหาข่าวสืบสภาพหมู่บ้านแยกประเภทหมู่บ้านให้ได้ชัดเจนเสียก่อนจึงจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ถูกต้อง
2. การวางอาวุธและออกมอบตัวกับทางราชการของ ผกค. การออกมามอบตัวและเข้าเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย(ผรท.)นั้นสืบเนื่องมาจากปัจจัยสำคัญหลายประการของการมองไม่เห็นทางได้รับชัยชนะในการต่อสู้อีกต่อไปของ พคท.อันได้แก่ การหยุดให้การสนับสนุนของพรรคคอมมิวนิสต์จีน(พคจ.)จากปักกิ่งเป็นสำคัญที่สุด รองลงมาคือการที่รัฐไทยสามารถประดิษฐ์ ยศ.ในการต่อสู้ที่แถลงออกมาในรูปของคำสั่งนโยบายที่ 66/23 และ 65/25 ซึ่งมีสาระสำคัญของการทำงานแบบการเมืองนำการทหารมาใช้ ปัจจัยสุดท้ายคือผมเข้าใจว่าฝ่ายเรายังไม่มีธุรกิจสงครามในยุคนั้นมาเป็นเครื่องจูงใจในการทำงานอีกแบบหนึ่งของพลเรือน ตำรวจ ทหาร
ผมขอคุยอวดสักหน่อยนะครับ ว่าสมัยเรียนอยู่ที่รร.เสนาธิการทหารบก US นั้น ผมเคยวิเคราะห์การเอาชนะในสงครามต่อสู้ พคท.ของรัฐไทยโดยนำมาเปรียบเทียบกับ Tenets ของ AirLand Battle Doctrine ให้ staff group ฟัง และสรุปย้ำให้พวกเขาทราบว่า หลักการของ ALB สามารถใช้กับการสงครามตลอด Spectrum of Conflict งานนี้ผมได้รับคำชมจากเพื่อน นทน.(นายทหารนักเรียน) US ว่าผมเป็นนายทหาร USได้ และผมแอบเห็น อจ.ประจำพวกเขียนตัว A ท้ายชื่อผมในวันนั้น
เมื่อครั้งที่ผกค.ออกมามอบตัวเป็น ผรท. ผมไม่แน่ใจว่าพวกเขานำอาวุธทั้งหมดมามอบให้ทางราชการด้วยหรือไม่ แต่ที่แน่ๆคืออุดมการณ์ของพวกเขาไม่ได้หมดไปด้วย สิ่งนี้อาจจะยังคงยั่งยืนติดแน่นอยู่ในจิตใจของพวกเขาจนทุกวันนี้ก็เป็นได้ แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาเป็นคนไทยเช่นเดียวกันเพียงแต่เขาต้องการให้ประเทศนี้มีการปกครองอย่างยุติธรรมในสังคมอย่างที่พวกเขาต้องการและเชื่อมั่นว่ามันดีที่สุดและเหมาะสมที่สุด ถึงแม้ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่การที่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐไทยที่ลุ่มๆดอนๆทางปชต.ก็ทำให้พวกเขาพอปรับตัวอยู่ได้ พวกเขาไม่ใช่คนแปลกหน้า แปลกภาษา ศาสนา วัฒนธรรมประเพณี มันจึงไม่เป็นการยากเหมือน 3 จชต. และที่สำคัญคือพวกเขามีกลุ่มเดียวเท่านั้นคือพคท.
สำหรับการออกมามอบตัวของผู้ก่อการร้ายใน 3 จชต.นั้นเป็นอะไรที่น่าคิดไตร่ตรองและระมัดระวังเป็นอย่างมาก โดยมีข้อสังเกตดังนี้
2.1 กลุ่มก่อการร้ายที่เคลื่อนไหวอยู่ใน 3 จชต.มีหลายกลุ่มจนผมเองก็จำชื่อไม่ได้หมด มีทั้งกลุ่มที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อปชช.ใน พท. และกลุ่มที่แทบมีแต่ชื่อเท่านั้นจึงต้องหาออกมาให้ได้ว่ากลุ่มใดบ้างมีอิทธิพลและผลกระทบมากน้อยต่อสถานการณ์ใน พท.เท่าใดเมื่อเขาออกมอบตัว
2.2 พวกเขาออกมามอบตัวเพื่อฟอกตัวจากบัญชี ทกร.(ทำเนียบกำลังรบ)ของฝ่ายตรงข้ามที่ฝ่ายเรารู้ตัวอยู่แล้ว ให้ออกมาต่อสู้แบบเปิดหน้าได้อย่างลับลวงพรางหรือไม่ พวกเขามีอายุเท่าใดสูงวัยเกินกว่าจะเป็นกองกำลังรบแบบ RKK และเป็นระดับวางแผนอยู่ข้างหลังใช่หรือไม่
2.3 ถึงแม้ว่าพวกเขาจะออกมามอบตัวแต่ก็อาจไม่มอบใจเพราะความแตกต่างระหว่าง เชื้อชาติ ศาสนา วิถีชีวิต รวมทั้งอุดมการณ์ที่ต้องการเป็นอิสระจากรัฐไทยและปกครองตนเองของพวกเขายังคงดำรงแน่วแน่ในจิตใจ ปัญหาเดิมๆจะเกิดขึ้นได้ง่าย เมื่อใดก็ได้ซึ่งมันจะแตกต่างจาก ผรท.ที่เป็น ผกค.ในอดีต
3. การจะยกเลิก พรก.ฉุกเฉินในบาง พท. บางเขตปกครองใน จชต.ถูกมองจากคนบางคนว่า ?เป็นการเดือดร้อนแทนผู้ร้าย? ไปเสียนั่น เขาผู้นั้นน่าจะพิจารณาเสียใหม่เพราะความรู้สึกแบบนี้รังแต่จะทำให้เกิดปัญหาขัดแย้งกับ ปชช.ทั่วไปมากขึ้น จึงขอให้คำนึงถึงประเด็นต่อไปนี้มาพิจารณา
3.1 ผลดีหรือผลเสียที่เกิดขึ้นจากการประกาศใช้ พรก.นี้กระทบต่อผกร.(ผู้ก่อการร้าย) และปชช.ทั่วไปในลักษณะใดมากน้อยแค่ไหน แน่ใจได้หรือไม่ว่าการประกาศใช้ พรก.นี้สามารถหยุดยั้งการการปฏิบัติการของ ผกร.ได้จริงหรือทำให้ ผกร.ไม่มีเสรีในการปฏิบัติและเสียสมดุล
3.2 ผมมั่นใจว่าตำรวจไทยมีความสามารถสูงในการรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจค้นที่อยู่อาศัยหรือการตั้งด่านตรวจได้ จะเอาจริงหรือไม่เท่านั้นแหละ การขอหมายศาลและการจัดกำลังไปตรวจค้นไม่ได้ใช้เวลามากมายและยุ่งยากแต่ประการใด การรักษาความลับในการปฏิบัติของทุกฝ่ายต่างหากที่ฝ่ายเราจะต้องระมัดระวังให้มาก แต่ภาพที่ดีของเรื่องก็คือเราได้นำเอาความร่วมมือของทุกฝ่ายที่แสดงออกถึงความยุติธรรมต่อทุกฝ่ายออกมาในรูปของกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม แม้กระทั่งมีฝ่ายตุลาการเข้ามาเป็นที่ยอมรับของสังคม
3.3 การตั้งด่านตรวจนั้นลองมาทบทวนกันใหม่ดีไหม ไม่ทราบว่าผลจากการตั้งด่านถาวรมีผลต่อความสงบเรียบร้อยใน พท.อย่างแท้จริงมากไปกว่าการเป็นเป้านิ่ง(sitting duck) และการเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความรุนแรงในพท.ที่แสดงออกไปทั่วโลก ฝ่ายเราสามารถตั้งด่านเร่งด่วนชั่วคราวเหมือนที่ ตร.ตั้งด่านตรวจรถยนต์ป้องกันอาชญากรรมในกทม.ได้หรือไม่โดยไม่ต้องอาศัยพรก.(ตรงนี้ผมไม่ทราบข้อกฎหมายจะให้ทำอะไรได้บ้าง ได้แต่คิดเท่านั้น)
จากการศึกษาของหน่วย นย.US ในอิรักพบว่า การตั้งด่านเร่งด่วนชั่วคราวให้ประสิทธิภาพมากเนื่องจากฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถทราบล่วงหน้าถึงสถานที่และเวลา ไม่อาจวางแผนหลีกเลี่ยงได้อย่างถูกต้อง ผมได้เคยสอนเรื่องการตั้งด่านของนย.US แบบนี้แก่กำลังพลของบางหน่วยขณะไปตรวจการฝึกในสมัยที่เป็น จก.ยศ.ทบ.บ้างแล้ว แต่ไม่ทราบว่าพวกเขานำไปประยุกต์ใช้มากน้อยขนาดไหน
วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะครับท่านแจ้ ผมนึกได้เท่านี้ถ้ามีอะไรมากระตุ้นในวันข้างหน้าอาจจะนึกได้แล้วจะเขียนมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้ง ผมเขียนด้วยรักและห่วงใยตอน?เรือเหาะ?ไว้แล้วแต่ยังไม่ได้พิมพ์ พอดีเห็นว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องด่วนกว่าเลยต้องรีบให้ตัดหน้าแซงออกตัวก่อนครับ
อดุล อุบล
พลเอก(นก.), ทหารราบ
4 ตค. 55

kanok
Moderater
Moderater
โพสต์: 270
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ค. 2011, 11:05
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย kanok » 23 ต.ค. 2012, 18:14

เรื่องด่านชั่วคราวผมเห็นด้วยกับพี่ดุลและเคยใช้ได้ผลกับยาเสพติด,ไม้เถื่อน มาแล้วทางด้านชายแดนลาว,เขมร ที่สำคัญถ้าจะได้ผลก็อยู่กับงานทางด้านการข่าวและความจริงจังในการทำงานของเจ้าหน้าที่ข้อสำคัญต้องมีอำนาจทางกฏหมายด้วย ตอนผมเป็นร้อยโทไปตั้งด่านบนถนนลาดยางสายมุกดาหาร-ธาตุพนม ตรวจกันอย่างจริงจังยังโดนถามว่ามึงเอาอำนาจอะไรไปตั้งด่าน ผมบอกตามอำนาจหน้าที่ในการจัดตั้งหน่วย เลยรอดตัวไป ขอเสนอความเห็นหน่อยว่า ชายแดนใต้คนส่วนมากเป็นมุสลิมดังนั้นการแก้ไขปัญหาต้องให้พวกเขาเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุดจะใช้วิธีไหนผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบไปคิดเอาเองโดยให้สอดคล้องกับสถานการณ์และต้องทำต่อเนื่องกันไปไม่ใช่เปลี่ยนผู้บังคับบัญชาทีก็เปลี่ยนความคิดที

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย 3111 » 23 ต.ค. 2012, 18:30

ท่านอดุล ท่านกนก และท่านๆครับ ขอผลัดให้เสร็จงานของผม 2 งานไปก่อน แล้วผมจะใช้กระทู้นี้นี่แหละบอกกล่าวอะไรต่อมิอะไรใน จชต.ให้ทราบ ลงมาคราวนี้ได้เรื่องได้ราวไปเยอะมาก กำลังเรียบเรียงเอาไว้ในสมองอยู่ครับ

Aubol
มือเก๋า
มือเก๋า
โพสต์: 194
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 มิ.ย. 2011, 10:53
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย Aubol » 03 พ.ย. 2012, 19:20

?????????เพื่อนๆหนุ่ม11และท่านผู้อ่านที่เคารพ ผมไม่ได้เข้ามาใน web เสียนานเนื่องจากความจำเป็นทางกาย ตอนนี้พอจะทำงานได้บ้างแล้วจึงขอกลับมาขีดเขียนสิ่งที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป
.........ผมขอทำความเข้าใจกับท่านทั้งหลายอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากได้มีผู้นำบทความของผมไปลงพิมพ์ในนสพ.ตามที่ท่านคงทราบกันดีอยู่แล้ว ซึ่งผมก็ไม่ได้หวงห้ามอะไรไม่ได้คิดวิตกกังวลอะไร กลับภูมิใจเสียอีกด้วยที่สังคมให้ความสนใจข้อเขียนเล็กๆนี้
.........ผมขอยืนยันวัตถุประสงค์และความเป็นส่วนตัวของข้อเขียน ?ด้วยรักและห่วงใย? นี้อีกครั้งหนึ่งว่า
1.ผมต้องการเสนอแนวคิดส่วนตัว แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนหนุ่ม11และท่านผู้ที่สนใจเพื่อให้เกิดความหลากหลาย
2.เป็นการให้ความรู้แก่ทหารรุ่นหลังและประชาชนทั่วไปที่สนใจติดตาม
3.เป็นเสรีของบุคคลใดๆก็ตามที่จะสามารถคัดลอกข้อความบางตอน หรือทั้งหมดไปใช้ประโยชน์ในเรื่ององค์ความรู้ได้
4.ทั้งหมดเป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวกับบุคคลหรือองค์กรใดๆทั้งสิ้น

jaws
Moderater
Moderater
โพสต์: 517
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 เม.ย. 2011, 14:14
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย jaws » 04 พ.ย. 2012, 12:57

พี่ป๋องครับ ผมดีใจที่ได้เห็นพี่ป๋องโพสเข้ามาในกระทู้"ด้วยรักและห่วงใย" นั่นแสดงว่าสุขภาพทางร่างกายเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นแล้วใช่ไหมครับ ผมและเพื่อนๆ ที่สนใจติดตามอ่านผลงานของพี่ป๋องดีใจอย่างที่สุด ขอให้สุขภาพพี่ป๋องกลับมาแข็งแรงดังเดิมครับ และจะติดตามอ่านด้วยรักและห่วงใยตลอดไป

Aubol
มือเก๋า
มือเก๋า
โพสต์: 194
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 มิ.ย. 2011, 10:53
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย Aubol » 04 พ.ย. 2012, 19:04

""""""""""ขอบคุณมากครับพี่ jaws ที่เป็นห่วงและให้กำลังใจมาณ.ที่นี้ กำลังพิมพ์ตอนใหม่อยู่เรื่องโพยมยาน เขียนเสร็จนานแล้วแต่ไม่ได้พิมพ์เพราะส่งเรื่องเกี่ยวกับจชต.เข้าไปก่อน อีกสัก2-3วันคงพิมพ์เสร็จครับ

padung wishian
มือเก๋า
มือเก๋า
โพสต์: 84
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2011, 18:24
ที่อยู่: 245 หมู่ 1 ชุมชนสัมพันธ์สุข ซ.มิตรเจริญ ถ.อุดร-ขอนแก่น ต.บ้านจั่น อ.เมือง อุดรธานี 41000
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย padung wishian » 04 พ.ย. 2012, 21:04

ติดตามอ่านบทความที่พี่ป๋องเขียนมาตลอด ชอบนะ ได้รู้รายละเอียดเพิ่มเติมอีกหลายๆเรื่อง พอรู้ว่ายังมีเรื่องพโยมยานอีก ดีใจมากพี่ป๋องช่วยลงเร็วหน่อยนะผมจะรออ่านอย่างใจจดใจจ่อ ขอให้พี่ป๋องหายเร็วๆร่างกายแข็งแรงเพื่อเผยแผ่ความรู้ดีๆอย่างนี้ต่อไปอีกนานเท่านานนะครับ

Aubol
มือเก๋า
มือเก๋า
โพสต์: 194
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 มิ.ย. 2011, 10:53
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย Aubol » 08 พ.ย. 2012, 15:06

ผมพิมพ์ตอนเรือเหาะเสร็จแล้วครับ ไม่มีลูกน้องและลูกหลานพิมพ์ให้ครับ ก็เลยต้องใช้แบบไก่จิกผิดๆถูกๆ กว่าจะหาตัวอักษรแปลกๆได้แต่ละตัวนานโขอยู่ครับ ขออภัยที่ล่าช้า
ด้วยรักและห่วงใย
ตอน โพยมยาน(Airship)หรือเรือเหาะ
สืบเนื่องมาจากการแถลงข่าวของกองทัพบกที่จะซ่อมแซมแก้ไขเรือเหาะในวงเงิน50ล้านบาท เพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ขึ้นบินปฏิบัติงานในพท.3จชต.ได้ และคอลัมน์จับประเด็นใน นสพ.ไทยรัฐฉบับวันที่29 กย.55ได้วิจารณ์เรื่องนี้ไว้ว่า ?.....ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าติดตามมาตลอดจะพบว่า โครงการจัดซื้อเรือเหาะของกองทัพบกมีปัญหามาอย่างต่อเนื่อง ไล่มาตั้งแต่การถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เหมาะกับภารกิจ ซื้อมาราคาแพงเกินจริง ซื้อมาแล้วใช้การไม่ได้ ล่าสุดยังต้องเสียงบประมาณในการจัดเก็บและซ่อมบำรุง ตอกย้ำเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ย้อนประจานไปถึงวิสัยทัศน์ของคนคิดโครงการ...? มันก็น่าคิดอย่างที่เขาวิจารณ์ด้วยเหตุและผลในตัวของมันเอง
ผมพิจารณาดูแล้วก็ไม่แน่ใจว่าเสียเงินอีก50ล้านบาท เพิ่มจากที่เสียไปแล้วในการจัดหา350ล้านบาท และค่าเติมก็าซHeliumบำรุงรักษารายเดือนไปแล้วอีกรวม25ล้านบาทแล้วมันจะใช้การได้จริงหรือไม่ และถ้าบินขึ้นได้นำไปใช้งานแล้วจะเกิดอันตรายต่อกำลังพลในหน่วยบินบอลลูนนี้มากน้อยขนาดไหน ในตอนแรกผมได้ข่าวมาว่ากองทัพบกพับเก็บใส่กล่องโรยแป้งไอ้เจ้าโพยมยานชนิดนี้ไปแล้ว ผมก็ดีใจโล่งใจไปกับกำลังพลด้วย และผมก็เข้าใจว่าปชช.เขาก็คงจะลืมๆมันไปแล้วด้วย แต่นี่ไม่ทันไรเอาออกมากระตุ้นต่อมอยากรู้อยากเห็นของปชช.อีกแล้ว มันจะไปกันถึงไหนล่ะเนี่ย
ผมไม่เคยเห็นด้วยกับโครงการจัดซื้อเรือเหาะแบบนี้เลย ว่าก็ว่าเถอะระยะหลังๆนี้ผมไม่เห็นด้วยกับการจัดหายุทโธปกรณ์หลายชนิดของกองทัพบกตั้งแต่ ยานรบBTR-3Eมาเลย และผมก็มีเหตุผลทางวิชาการของผมมาสนับสนุนความคิด ไม่ได้ไม่เห็นด้วยเพราะเหตุผลอื่นที่เขาว่ากันในสังคม เรื่องนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้อื่นที่จะต้องหาความจริงกันต่อไป ยกตัวอย่างสั้นๆก็ได้
ผมไม่เห็นด้วยกับการจัดหา BTR-3E เพราะยานรบที่เป็นยานเกราะล้อยางชนิดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของกองทัพสหภาพโซเวียต (BTR-3Eดัดแปลงมาจาก BTR-80ของกองทัพโซเวียต)ที่จะใช้ทำการรบในทุ่งหญ้าสเต็ปส์(Steppes)เป็นหลัก ซึ่งลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบโล่งส่วนใหญ่ไม่เหมือนทุ่งนาและที่ราบสูงในภาคอิสานของไทยแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ Technic และ Tactics ในการรบอีกหลายเรื่องที่จะต้องนำมาพิจารณา ซึ่งมากเกินกว่าที่จะนำมากล่าวไว้ในที่นี้ได้ (ต้องขอบคุณรร.เสนาธิการทหารบกสหรัฐที่ได้สอนให้ผมมีความรู้และประสบการณ์อย่างมากในการวางแผนการรบเผชิญกับการรุกของหน่วยMotorized Rifleที่ใช้ทั้ง BTR และ BMPของกองทัพโซเวียตในFulda Gap เยอรมันนี) ประเด็นต่อมาที่น่าจะเป็นปัญหาของBTR-3Eที่ทบ.ไทยจัดหามานี้คือ ตัวรถและระบบอว.เป็นของยูเครน เครื่องยนต์เป็นของเยอรมัน และระบบเกียร์เป็นของอเมริกัน มันคงจะยุ่งยากพิลึกในการส่งกำลังบำรุง ทบ.ไทยน่าจะหยุดเรื่องยานเกราะไว้ก่อนแค่ที่มีกระจายกันอยู่ในทบ. ถ้านำมาจัดหน่วยเสียใหม่อย่างมีความรู้ก็น่าจะเพียงพอต่อการป้องกันประเทศแล้ว เพื่อนบ้านเขาก็ไม่ได้มีอะไรกันนักกันหนาไม่ใช่หรือ
เรื่องเครื่องตรวจวัตถุระเบิด GT200 หรือที่เขาเรียกกันว่า?ไม้ล้างป่าช้า?นั้นที่ผมไม่เห็นด้วยเพราะ(เรื่องนี้ผมไม่เห็นด้วยมาก่อนที่อจ.จากจุฬาจะมาทดสอบและสรุปผลว่ามันมีความสามารถเท่ากับลิงตัวหนึ่งเท่านั้นเอง) ผมมองไม่เห็นว่าความเป็นไสยศาสตร์หรือพลังลึกลับจะเข้ากันได้กับความเป็นวิทยาศาสตร์ของยุทโธปกรณ์เพื่อความเชื่อมั่นในการทำงานได้จริง ประเด็นนี้กองทัพเรือสหรัฐได้ทำการทดสอบและแถลงออกมาตั้งแต่ปี1990แล้วว่า เทคโนโลยีชนิดนี้ไม่สามารถใช้การได้จริงในการจัดหาเครื่องตรวจวัตถุระเบิดให้แก่หน่วย SEAL และตอกย้ำลงไปอีกในปี1995เมื่อกระทรวงยุติธรรมของUSทำการทดสอบและแถลงผลออกมาว่า เทคโนโลยีชนิดนี้เป็นไปไม่ได้ในการจัดหาเครื่องตรวจสารเสพติดให้หน่วยปราบปรามยาเสพติดของUS
เรื่องรถยนต์บรรทุกใช้งานทั่วไปขนาด21/2ตันยี่ห้อ ISUZUที่จัดหามาใหม่ ท่านอาจจะเห็นว่ามันเป็นพระเอกเมื่อยามช่วยเหลือน้ำท่วมที่ผ่านมา เพราะลูกล้อมันสูงและใหญ่สามารถลุยน้ำไปได้ลึก แต่นั่นไม่ใช่ความมุ่งหมายหลักในการจัดหารยบ.21/2ตันสำหรับใช้งานทางทหาร เพราะรยบ.21/2ตันขึ้นไปทางทหารที่เหมาะสมในการนำมาใช้งานสนับสนุนหน่วยในการรบนั้นจะต้องมี 6ล้อ จะเป็นล้อคู่หรือล้อเดี่ยวก็แล้วแต่ และมันจะต้องเป็นรถ 6x6อย่างแท้จริงคือมีเพลาขับล้อ3เพลาที่เป็นอิสระจากกันเพื่อให้สามารถช่วยตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพในภูมิประเทศทุรกันดาร นอกจากนี้พลขับจะต้องเปลี่ยนล้อรถด้วยเครื่องมือประจำรถได้ด้วยตนเองเพียงลำพังคนเดียว แล้วลองมาดูรถยนต์คันนี้ว่ามันเป็นอย่างไร ถ้าท่านลองเข้าขับเคลื่อน4ล้อและวิ่งบนถนนด้วยความเร็วปกติดูซิว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แต่ผมจะไม่ยอมอยู่บนรถคันนั้นแน่นอนครับ ต่อมาท่านลองไปถามบรรดาพลขับที่รถคันนี้ยางแตกเมื่อตอนไปช่วยเหลือน้ำท่วมดูว่าเขาเปลี่ยนยางกันได้ไหมและเขาต้องทำอย่างไรกัน
เรื่องรถถัง Oplot ที่จัดหามาใหม่สดๆร้อนๆจากยูเครนผมได้เขียนลงไว้แล้วในด้วยรักและห่วงใยตอน ?ว่าด้วย Tanks?ลองไปทบทวนกันเองนะครับท่าน
สำหรับเรื่องโพยมยานนี้เป็นไอเดียที่บรรเจิดแท้จริงของผู้ที่คิดโครงการครับ มันจะเป็นเรื่องที่ประสบผลสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมทีเดียวเชียว ถ้าเราสามารถนำเรือเหาะที่พวกฝรั่งเขาใช้ลากป้ายโฆษณาขายของตามชายหาด หรือใช้ถ่ายทอดการแข่งขันกิฬาสำคัญๆเช่นอเมริกันฟุตบอล หรือการถ่ายภาพยนตร์จากมุมสูง มาใช้เป็นเครื่องมือในการรวบรวมข่าวสาร โอ้พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก
พวกเราคงได้เคยทราบมาบ้างแล้วว่า เรือเหาะนั้นถูกนำมาใช้ในกิจการทหารในอดีตได้แก่ ในWWIเยอรมันพยายามจะใช้เรือเหาะในการบรรทุกระเบิดไปถล่มเป้าหมายแต่ก็ถูกเครื่องบินของฝ่ายอังกฤษรุมกินโต๊ะเสียหายหมดเพราะเรือเหาะมันช้ากว่าเครื่องบินมาก ต่อมาในWWIIกองทัพของจักรพรรดิ์ญี่ปุ่นพยายามส่งเรือเหาะบรรทุกระเบิดไปทิ้งถึงชายฝั่งตะวันตกของUS(ในสมัยนั้นยังไม่มีเครื่องบินรบที่จะบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปไกลได้ถึงขนาดนั้น) แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากถูกฝ่ายสหรัฐระดมยิงตกเสียหายหมดก่อนที่จะมีโอกาสสร้างความเสียหายให้กับเมืองตามชายฝั่งของสหรัฐได้ หลังจากนั้นข่าวคราวของเรือเหาะก็หายไปจากวงการทหารจนมาปรากฏเป็นข่าวครึกโครมเมื่อกองทัพบกไทยของเราจัดหามาใช้ในราชการนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ณ.ขณะนี้มีข่าวเกี่ยวกับเรือเหาะในกิจการทหารเป็นข้อเท็จจริงประการหนึ่งคือ กองทัพสหรัฐและกองทัพอังกฤษได้ร่วมมือกันทดลองใช้เรือเหาะในกิจการทหารขึ้นมาใหม่ ซึ่งผลสำเร็จตอนนี้ได้แก่สามารถนำขึ้นบินได้แล้วในรัฐนิวเจอร์ซีของสหรัฐ ในรายละเอียดระบุว่าเรือเหาะลำนี้ตัวเรือทำด้วยวัสดุผสมที่เรียกว่า Kevlar ทนทานต่อกระสุนปล.ได้ สามารถบินได้สูงกว่า20,000ฟุตด้วยความเร็วกว่า90ไมล์/ชม. และบรรทุกนน.ได้7ตัน แต่ใช้เชื้อเพลิงในการเดินทางน้อยกว่าเครื่องบินมาก และสมารถอยู่ในอากาศได้นานถึง21วัน สามารถบินได้ด้วยทั้งมีนักบินบังคับหรือระบบไร้นักบินเช่นเดียวกับ Drone ทั่วๆไป กองทัพUSยังแถลงอีกด้วยว่าเรือเหาะนี้เหมาะที่จะใช้สำหรับบรรทุกยุทโธปกรณ์และสิ่งอุปกรณ์ทางทหารในการส่งกำลังบำรุง การเคลื่อนย้ายหน่วย และจะทดลองใช้ในการเฝ้าตรวจสนามรบด้วยเครื่องมือตรวจจับเทคโนโลยีสูง กองทัพUSมีแผนจะนำเรือเหาะนี้ไปทดลองใช้ในสนามรบจริงในอาฟกานิสถาน
แต่เมื่อได้อ่านข้อมูลนี้แล้ว ทหารไทยอย่านะครับ กรุณาเถอะอย่าได้เอามาอ้างว่าเรือเหาะของทบ.ไทยก็จัดหามาจากแนวคิดนี้ มันคนละเรื่องกันด้วยเหตุผลต่างๆดังจะกล่าวต่อไป
เรือเหาะของเรามันบินต่ำความเร็วช้า ตัวเรือเป็นวัสดุประเภทผ้าไนล่อนซึ่งไม่มีการป้องกันกระสุนชนิดใดได้ ดังนั้นมันน่าจะเป็นเป้าซ้อมยิงของ ปลย. ปตอ. หรือ อว.นำวิถีของฝ่ายตรงข้ามได้ถ้าพวกเขามีใช้อยู่หรือมีผู้สนับสนุนให้ในอนาคต เนื่องจากเรือเหาะของเรามันเป็นเชิงพาณิชย์ตามที่ผมได้กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว
น้ำหนักบรรทุก(payload)ของเรือเหาะของทบ. แค่เครื่องมือและจนท.ที่วางแผนใช้งานไว้ก็แทบจะบินไม่ขึ้นแล้ว แบบนี้ไม่ต้องไปคิดจะอยู่ในอากาศได้เป็นระยะเวลานาน เอาแค่บินไปทำภารกิจแล้วกลับมาเอาให้รอดในแต่ละครั้งกำลังพลที่เหลือในหน่วยคงต้องสวดมนต์เอาใจช่วยกันแล้ว
ทีนี้เราหันมาดูสภาพภูมิประเทศใน3จชต.ของไทยดูบ้างว่ามันเหมาะสมต่อการใช้เครื่องมือตรวจจับในการรวบรวมข่าวสารอย่างไรบ้าง ถ้าท่านได้ศึกษาเรื่องเครื่องมือตรวจจับทุกประเภทมาบ้าง (ไม่ใช่รับรู้จากการโฆษณาชวนซื้อของตัวแทนจำหน่ายหรือนายหน้าค้าอาวุธเท่านั้นนะ) ไม่ว่าจะเป็นเรดาร์ อินฟราเรด หรือพวกจับภาพความร้อน เหล่านี้สภาพภูมิประเทศที่เป็นป่าทึบ สวนยาง ภูเขาและเม็ดฝน เมฆหมอกล้วนมีผลต่อความสามารถในการทำงานของเครื่องมือทั้งสิ้น มันจะลดประสิทธิภาพลงอย่างมากจนอาจจะไม่สามารถแยกแยะเป้าหมายที่ตรวจจับออกจากสภาพแวดล้อมได้อย่างเด่นชัด
เหล่านี้เป็นเรื่องที่จะต้องนำมาพิจารณาก่อนนำออกมาใช้งาน หรือว่าเราแน่ใจว่าฝ่ายตรงข้ามไม่มีอาวุธยิงเรือเหาะของเราได้ หรือว่าเอาแค่บินขึ้นให้ได้เพื่อปกปิดข่าวเรื่องความล้มเหลวในการนำมาใช้งาน ส่วนจะได้ผลจริงหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เหมือนกับที่ยุคสมัยหนึ่งของกองทัพบกต้องจัดงบประมาณปีละ 10ล้านบาทสำหรับการบำรุงรักษาอว.นำวิถีต่อสู้อากาศยานที่จัดหามาแล้วไม่สามารถใช้งานได้จริงเป็นระยะเวลาติดต่อกันเป็น 10ปีเพื่อสร้างภาพว่าอว.ชนิดนั้นมีอยู่และใช้งานได้จริงจนกระทั่งปลดประจำการไป แต่ถ้าเป็นด้วยเหตุผลนี้มันก็ดีเหมือนกัน เพราะมันอาจจะดีกว่าการเอาชีวิตกำลังพลไปเสี่ยงกับยุทโธปกรณ์ที่ด้อยประสิทธิภาพแต่สุดแสนแพง
ผมมีข้อเสนอในเรื่องนี้อยู่2ประการ เพื่อให้เกิดประโยชน์เพราะอย่างไรก็ตามเรือเหาะมันก็ถูกซื้อมาและมีอยู่จริงในประเทศนี้แล้ว ประการแรก ส่งมอบเรือเหาะให้แก่หน่วยงานที่ดูแลทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ให้เขาใช้บินสำรวจและดูแลรักษาไม่ให้มีการบุกรุกและจับสัตว์โดยผิดกฎหมาย วิธีการนี้ประเทศ Tanzaniaใช้ได้ผลมาแล้วในการดูแลรักษาพืชพันธุ์ไม้และการอพยพย้ายถิ่นของสัตว์ป่าในอุทยานแห่งชาติ Serengeti ประการต่อมา ก็ในเมื่อเวลาเรือเหาะขึ้นบินเราก็ต้องใช้ ฮ.ขึ้นบินอีกจำนวน1-2ตัวเพื่อเป็นสถานีเชื่อมต่อสัญญาณกับสถานีภาคพื้นดินอยู่แล้ว ทำไมเราไม่เอาเครื่องมือตรวจจับเหล่านั้นติดตั้งบน ฮ.มันเสียเลยไม่ดีกว่าหรือ มันอาจจะเสี่ยงอันตรายน้อยกว่าเรือเหาะ อย่างน้อยมันก็ยังเร็วกว่ากัน และหลักการนี้ก็มีใช้อยู่ในกองทัพบกUSมานานแล้ว มันเป็นซะอย่างนั้น
อดุล อุบล
พลเอก(นก.), ทหารราบ
2 ตค. 55

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย 3111 » 09 พ.ย. 2012, 08:58

ท่านๆครับ เรื่องเรือเหาะนั้นแนวคิดตั้งต้นดีมาก แต่เวลาปฏิบัติไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด ต้องแก้ไขปัญหาไปเรื่อยๆ ที่สุดเรือเหาะลอยขึ้นสูงไม่พอจึงไม่ปิดลับเพราะต้องติดตั้งอุปกรณ์เสริมระบบผิดไปจากต้นแบบมาก แล้วดันบังคับให้เดินหน้าไปสู่ที่หมายไม่ได้เสียอีกซิครับ หันรีหันขวางใช้เวลานานพอควรยังไปได้ไม่ถึงไหนเลย สัญญาณภาพหรือสัญญาณอีเลคทรอนิคต่างๆต้องมีอากาศยานเพิ่มเป็นตัวช่วยจึงจะสมบูรณ์สามารถส่งไปยังศูนย์ควบคุมได้ ความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ประจำเรือเหาะไม่มีใครรับรองได้ เคยมีคำถามจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งว่าหากมีอุบัติเหตุหรือมีการยิงอาวุธใส่เรือเหาะ จะเกิดอะไรขึ้น คำตอบก็คือ ระเบิดเป็นจุลในพริบตาเดียว ผลก็คือ เงียบกันหมดทั้งห้องประชุม เรื่องนี้เป็นบทเรียนของผู้บังคับบัญชาทหารที่ควรศึกษายิ่งครับ เรื่องนี้จบแล้วในความรู้สึกของผม แต่ผู้อื่นผมไม่ทราบครับ

ple
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 13383
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 เม.ย. 2011, 08:18
ที่อยู่: 55/126 หมู่บ้านโกลเดนอเวนิว ซอยประชาสุขสรรค์3 ถนนติวานนท์ นนท์บุรี
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย ple » 09 พ.ย. 2012, 10:47

เรือเหาะ
"คุณตาเปิ้ล"

ple
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 13383
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 เม.ย. 2011, 08:18
ที่อยู่: 55/126 หมู่บ้านโกลเดนอเวนิว ซอยประชาสุขสรรค์3 ถนนติวานนท์ นนท์บุรี
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย ple » 09 พ.ย. 2012, 10:48

รถเกราะล้อยาง BTR-3E1
"คุณตาเปิ้ล"

ple
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 13383
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 เม.ย. 2011, 08:18
ที่อยู่: 55/126 หมู่บ้านโกลเดนอเวนิว ซอยประชาสุขสรรค์3 ถนนติวานนท์ นนท์บุรี
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย ple » 09 พ.ย. 2012, 10:48

การสาธิตรถเกราะล้อยาง BTR-3E1 ของกองทัพบก

ในวันที่ 3 มิ.ย. 54 ทางกองทัพบกได้มีการจัดงานสาธิตการใช้งานรถเกราะ BTR-3E ซึ่งเป็นเขี้ยวเล็บใหม่ของประเทศไทย ณ พล.ร. 2 รอ. จังหวัดสระแก้วโดยมีรองผู้บัญชาการทหารบกเป็นประธาน กองทัพบกได้ทำการจัดหารถแบบ BTR-3 ไว้จำนวน 226 คัน โดยได้รับมอบมาแล้วจำนวน 12 คัน

ยุทธยานยนต์/ยานเกราะเป็นหัวใจและองค์ประกอบที่สำคัญของกองกำลังทางบก เป็นยานพาหนะที่ใช้ในการหลักนิยมการยุทธเคลื่อนที่เร็ว เหมาะสมต่อปฏิบัติการรบด้วยวิธีรุก โดยมีบทบาทหน้าที่หลักในการเคลื่อนย้ายลำเลียงกำลังพลให้ไปถึงที่หมายอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย เข้าประชิดข้าศึกได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงด้วยอำนาจการยิงสนับสนุน ภายใต้ความหลากหลายด้านสภาพภูมิประเทศและสภาพอากาศของยุทธบริเวณ อีกทั้งยังต้องมีความคล่องตัวและสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะรองรับภารกิจที่หลากหลายในสงครามสมัยใหม่ ที่อาจจะอยู่ในรูปแบบของสงครามในระบบและนอกระบบ ซึ่งภารกิจที่เกี่ยวข้องได้แก่ การลาดตระเวณหาข่าวสาร การโจมตีแบบรวดเร็ว การยิงสนับสนุน การป้องกันภัยทางอากาศ การสนธิระบบสื่อสาร การปรามปราบกลุ่มก่อการร้ายและการรักษาความสงบในพื้นที่ เป็นต้น

ยานเกราะล้อยางแบบ BTR-3E1
BTR-3E1 เป็นยานเกราะล้อยางประเภทสะเทินน้ำสะเทินบก ผลิตจากประเทศยูเครน โดยมีต้นแบบมาจากรถตระกูล BTR ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศรัสเซีย ตัวถังรถ ผลิตด้วยเหล็กกล้าชนิดแข็งมากผสมใยสังเคราะห์ KEVLAR จากด้านในของตัวรถ (VERY HARD STEEL & REINFORCE WITH THE KEVLAR INSIDE) ป้องกันกระสุน ขนาด 7.62 มม. โดยสามารถปรับปรุงให้ป้องกันกระสุน ขนาด 12.7 มม. (.50 นิ้ว) ได้ด้วยการเสริมแผ่นเซรามิค บรรทุกกำลังพลรวม 9 นาย ประกอบด้วย ผบ.รถ, พลขับ, พลยิง และพลประจำรถ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

- ระบบอาวุธ
1. ปืนกลอัตโนมัติ ขนาด 30 มม. แบบ ZTM-1 ติดตั้งที่ป้อมปืนด้านบนตัวรถ พร้อมกระสุนจำนวน 400 นัด ซึ่งมีอัตราการยิง 330 นัด/นาที โดยมีระยะยิงหวังผลทางภาคพื้น ที่ระยะ 4000 ม. และทางอากาศ ที่ระยะ 2000 ม.
2. ระบบอาวุธนำวิถีต่อสู้รถถัง แบบ BARRIER (BARRIER ANTI- TANK MISSILE SYSTEM: BARRIER ATMS) นำวิถีด้วยแสงเลเซอร์ (LASER BEAM) พร้อมลูกจรวด ซึ่งใช้ยิงหวังผล ที่ระยะ 5500 ม.
3. เครื่องยิงลูกระเบิด ขนาด 30 ม. แบบ AG-17 หรือ AGS-17 (30 mm AUTOMATIC GRENADE LAUNCHER) พร้อมลูกระเบิดยิง ซึ่งใช้หวังผล ที่ระยะ 1700 ม.
4. ปืนกลขนาด 7.62 มม. แบบ KT-7.62 (PKT) พร้อมกระสุน จำนวน 2000 นัด ซึ่งใช้ยิงหวังผล ที่ระยะ 2000 ม.
5. เครื่องยิงลูกระเบิดควัน ขนาด 81 มม. พร้อมลูกระเบิดควัน จำนวน 6 นัด

- เครื่องยนต์ดีเซล mercedes benz ขนาด 320 แรงม้า
- ระบบเกียรอัตตโนมัติของ Allison Transmission
- ระบบพยุงตัวรถ แบบอิสระ (INDEPENDENT)
- ยางล้อแบบ RUN FLAT สามารถควบคุมการเติมลมได้ในขณะขับเคลื่อน
- น้ำหนักรถ 16 ตัน
- ความเร็วสูงสุด บนถนน 100 กม./ชม.
- ความเร็วในน้ำ 10 กม./ชม. ขับเคลื่อนด้วย water jet แบบหนึ่งใบพัดติดตั้งตรงกลางของช่วงท้ายรถ
- อุณหภูมิการใช้งาน ตั้งแต่ ? 40C ถึง +55 0C
- ข้ามเครื่องกีดขวาง ขนาดความสูง 0.5 ม.
- ข้ามคูดักรถถัง ขนาดความกว้าง 2 ม.
- ไต่ลาดชัน 30 องสา
- การไต่ลาดเอียง 25 องสา

- ระบบรักษาการทรงตัวของปืน (STABILIZER)
-ระบบติดตามเป้าหมาย (TRACK SIGHTING SYSTEM) แบบกล้องทีวีทำงานได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน พร้อมกล้องวัดระยะด้วยแสงเลเซอร์ (TV DAY & NIGHT WITH INTEGRATED LASER RANGE FINDER)
- ระบบกล้องตรวจการณ์ แบบมองรอบทิศทาง (PANORAMIC OBSERVATION SYSTEM)
- ระบบกรองอากาศ แบบ FULL FLOW FILTER เพื่อป้องกันภัยจาก CBRN (Chemical, Biological, Radio Active and Nuclear) และ ระบบทำความเย็น (AIRCONDITION)

ก่อนจะมาเป็น BTR??.
ต้นกำเนิดของแนวความคิดการพัฒนายุทธยานยนต์ประเภทยานเกราะและการจัดกำลังทางทหารของสหภาพ
โซเวียตเกิดขึ้นในช่วงของสงครามโลกครั้งที่สอง ในการต่อสู้เพื่อปกป้องรักษาเมือง Stalingrad ที่ได้รับการจารึกไว้ในแฟ้มประวัติศาสตร์และได้ถูกใช้เป็นกรณีศึกษาทางยุทธวิถี ภายใต้ในชื่อ The Battle of Stalingrad ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี 1942 และปี 1943 โดยในครั้งนั้นกองทัพโซเวียตสามารถปกป้องการเข้ายึดจากกองทัพนาซี ซึ่งประกอบไปด้วยกองทัพรถถัง Panzer ที่มีอำนาจการโจมตีและเกราะป้องกันที่เหนือกว่ารถถังแบบ T-34 ของรัสเซีย ที่อาศัยจำนวนที่มากกว่า จากการผลิตแบบข้ามวันข้ามคืนด้วยแรงงานที่ประกอบไปด้วยคนทุกเพศทุกวัย เพื่อให้ทันออกมาใช้ในการรักษาแผ่นดินแม่ รวมรบไปกับกองกำลังทหารราบอีกไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านคน ภายใต้ปฏิบัติการ URANUS ซึ่งกองทัพโซเวียตได้ใช้กลยุทธในการผนึกกำลังทหารราบและยานเกราะผสมผสานกับยุทธวิถีในการเคลื่อนกำลัง เข้าตีโอบล้อมกองทัพเยอรมัน จนต้องยอมจำนนภายหลังจากที่สูญเสียทหารและยุทโธปกรณ์เป็นจำนวนมากจากการสู้รบ ความภายแพ้ของกองทัพนาซีในสมรภูมิครั้งนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความปราชัยของกองทัพนาซี และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งทหารราบยานเกราะของรัสเซียในปัจจุบัน

ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง โซเวียตได้เล็งเห็นถึงประสิทธิภาพในการเข้าประชิดข้าศึกด้วยรถถังที่มีอำนาจการโจมตีสูงและทหารราบที่มีความคล่องตัว จึงได้ทำการฝึกฝนและพัฒนาหลักนิยมทหารม้ายานเกราะขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทหารราบสามารถเคลื่อนพลและเข้าตีร่วมไปพร้อมกับรถถังได้ จึงได้ออกแบบและผลิตยุทธยานยนต์ประเภทยานเกราะบรรทุกแบบ BTR-152A ในช่วง 1950 เพื่อใช้บรรทุกทหารราบในการเคลื่อนขบวนไปพร้อมกับรถถัง โดยได้ใช้ยานเกราะประเภท Half-Track แบบ SdKfz-251ของเยอรมันและยานเกราะแบบ M3 ของสหรัฐฯ เป็นต้นแบบ รถ BTR-152A ได้รับติดตั้งด้วยอาวุธปืนขนาด 14.5 มม.เพื่อยิงสนับสนุนให้แก่ทหารราบที่ลงรบบนดิน (Dismounted)

ต่อมาในช่วงยุค 1960 สหภาพโซเวียตได้ประเมินสถานการณ์ถึงการเกิดสงครามนิวเคลีย จึงได้เตรียมพร้อมด้วยการปรับเปลี่ยนหลักนิยมและยุทธวิธีเ โดยคาดการว่าหากมีการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียจากสหรัฐอเมริกาและกลุ่มนาโต้ จะส่งผลให้สภาพแวดล้อมปนเปื้อนไปด้วยสารกัมมันตรังสี เป็นอันตรายต่อทหารราบ จึงได้ออกแบบยานเกราะบรรทุกแบบใหม่ขึ้นมา ที่สามารถบรรทุกทหารที่สามารถเคลื่อนกำลังไปพร้อมกับรถถัง ผ่านพื้นที่ที่ปกคลุมไปด้วยสารกัมมันตรังสี ทนทานต่อการถูกโจมตีด้วยปืนกลขนาดเล็ก ในขณะเดียวกันทหารราบภายในยานเกราะสามารถทำการโจมตีข้าศึกจากภายในรถได้ จึงได้มีการออกแบบและผลิตรถเกราะขึ้นมาสองแบบคือแบบขับเคลื่อนด้วยสายพาน BMP-1 และแบบขับเคลื่อนด้วยล้อ BTR-60 ขึ้นมาในปลายของยุค 1950

รถเกราะ BMP-1 เป็นรถเกราะที่ใช้ในการบรรทุกทหารราบและสนับสนุนการยิงจากปืนขนาด 30 มม. เป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยสายพาน มีความคล่องตัวสูง ขับเคลื่อนได้ในทุกสภาพภูมิประเทศ แต่เนื่องจากเป็นรถที่มีต้นทุนในการผลิตและการซ่อมบำรุงสูง จึงทำให้ในยุคนั้นมีการนำรถ BMP เข้าประจำการในระดับกรมทหารม้ารถถังเท่านั้น ในขณะที่รถ BTR เป็นรถเกราะล้อยาง 8*8 ที่มีราคาต่ำกว่า BMP จีงทำให้รถ BTR ได้รับการผลิตออกมาเป็นจำนวนมากและได้ถูกนำเข้าประจำการในระดับกองพลทหารม้ายานเกราะของกองทัพโซเวียต

ในส่วนของการจัดกำลังรบประเภททหารราบยานกราะของโซเวียต ในช่วงของยุคสงครามเย็น 1970 หน่วยข่าวกรองของสหรัฐ หรือ CIA ได้มีการบันทึกถึงการจัดกองกำลังยานเกราะของโซเวียต ภายใต้ Army Corps of Mobile Forces โดยได้ระบุถึงกองพลทหารยานเกราะหรือ Motorized Rifle Division, MRD ซึ่งประกอบไปด้วย 3 กรมทหารราบและ 1 กรมยานเกราะรถถัง บวกกับกองกำลังฝ่ายสนันสนุน ซึ่งจะใช้ในการเจาะแนวกำแพงการตั้งรับของกองกำลังนาโต้ และได้ปรับปรุงอำนาจการโจมตีและประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยของยานเกราะ เพื่อให้เคลื่อนกำลังได้อย่างคล่องแคร่ว เข้าใกล้ข้าศึกได้มากที่สุด พร้อมกับสามารถยิงสนับสนุน กดดัน ฐานที่มั่นของข้าศึก

นอกจากนั้นแล้วองค์การ CIA ได้รวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมจากการเฝ้าสังเกตุดูการฝึกซ้อมของหน่วยทหารยานเกราะของโซเวียนที่ประจำกรอยู่ในประเทศเยอรมันตะอันออก และได้ข้อมูลว่ากองทัพโซเวียตได้ใช้ยุทธวิธีแบบ Bounding ? Overwatch ซึ่งเป็นยุทธวิธีในการเคลื่อนกำลังไปข้างหน้าพร้อมกับทำการยิงสนับสนุน อันเป็นมาตราฐานของสหรัฐและนาโต้ ซึ่งดีกว่าแบบ Line-a-Breast ของโซเวียต

นอกจากนั้นแล้วยังได้ระบุถึงมีการเสริมสร้างศักยภาพด้านอาวุธในการโจมตีรถถัง ช่วยให้เกิดความอ่อนตัวในการปฏิบัติภารกิจที่หลากหลายครอบคลุมทุกมิติทางการรบ โดยที่ยานเกราะรบและยานเกราะบรรทุก ได้รับการติดตั้งด้วยจรวดนำวิถีต่อต้านรถถัง ที่มีพิสัยทำการอยู่ที่ 3 ? 4 กิโลเมตรสำหรับระยะไกล และ 1 ? 2 กิโลเมตรสำหรับจรวดระยะใกล้ ปืนกลต่อสู้ยานเกราะและจรวดแบบพื้นสู่อากาศ และยังได้มีการเพิ่มชั้นความแข็งแรงให้กับเกราะป้องกันในบริเวณส่วนหน้าของรถที่ทำมุม 60 องสา ที่สามารถลดอำนาจการเจาะทะลวงจากกระสุนแบบ .50 cal และ 20 มม. ซึ่งมีอยู่ในยุทธยานยนต์ของกลุ่มนาโต้ โดยเฉพาะอาวุธปืนขนาด 25 มม ของรถ Bradley ทาง CIA ยังได้แสดงความกังวลถึงการที่ยานเกราะของสหรัฐและนาโต้ที่ต้องใช้อาวุธต่อต้านรถถังแบบ ATGM ที่มีปริมาณจำกัดเพื่อใช้ในการต่อต้านยานเกราะทั้งแบบ BTR อีกทั้งยังได้ประเมินการณ์ว่าอาวุธโจมตีภาคพื้นดินอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอต่อการยับยั้งรถ BTR อาจต้องอาศัยปืนขนาด 30 มม. จากเครื่องบินต่อสู้รถถังแบบ A-10 ในขณะที่ปืนขนาด 20 มม. จาก ฮ. Cobra จะมีประสิทธิภาพในระยะ 300 เมตร หากยิงโจมตีส่วนหน้าของรถและ 1000 เมตร หากยิงโจมตีบริเวณด้านข้างของรถ

จากรายงานของ CIA คงพอเป็นเครื่องยืนยันให้เห็นว่ารถเกราะตระกูล BTR เป็นรถเกราะที่ประกอบไปด้วยอำนาจการโจมตีที่ครบครันทั้งระยะใกล้และระยะไกล มีแสนยานุภาพในการโจมตีข้าศึกที่หลากหลาย ได้อย่างแม่นยำ มีอัตราการอยู่รอดสูง (Survivability) อีกทั้งยังมีความหยืดหยุ่นในการองรับภารกิจที่หลากหลาย ซึ่งการนำรถยานเกราะ BTR เข้าประจำการในกองทัพไทย ถือว่าเป็นเขี้ยวเล็บใหม่ของประเทศไทยเสริมสร้างแสนยานุภาพในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศชาติ



อ้างอิง
- สำนักงานประสานการวิจัยและพัฒนาการทางทหาร
- เอกสารแจกจ่ายของกองทัพบก
"คุณตาเปิ้ล"

ple
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 13383
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 เม.ย. 2011, 08:18
ที่อยู่: 55/126 หมู่บ้านโกลเดนอเวนิว ซอยประชาสุขสรรค์3 ถนนติวานนท์ นนท์บุรี
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย ple » 09 พ.ย. 2012, 10:49

8)
รถหุ้มเกราะตระกูล MAV ที่พม่าพัฒนาสร้างขึ้นเองในประเทศ

ข้อมูลและเครดิต ตามในภาพครับ ขอบคุณครับ
"คุณตาเปิ้ล"

Aubol
มือเก๋า
มือเก๋า
โพสต์: 194
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 มิ.ย. 2011, 10:53
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย Aubol » 11 พ.ย. 2012, 17:49

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน BTR อีก T
ผมตั้งใจแค่จะเขียนมาแลกเปลี่ยนความรู้และข้อคิดเห็นกับท่านpleเท่านั้นในตอนเริ่มแรก แต่เมื่อเขียนไปแล้วมันยาวมากเลยขอปรับเป็นตอนหนึ่งของด้วยรักและห่วงใยก็แล้วกันครับท่าน
?????????ขอบคุณท่านpleแทนผู้อ่านทุกท่านที่เอาข้อมูลเกี่ยวกับรถ BTR-3E1มาให้ได้รับทราบกัน ข้อมูลเหล่านี้ผมก็ได้รับทราบมาบ้างแล้วจาก Internet แต่ผมบอกแล้วว่ามันเป็นข้อมูลจากนายหน้าพ่อค้าอาวุธ มันเป็นข้อมูลโฆษณาชวนซื้อมันมีแต่ข้อดีเท่านั้น มีไหมครับที่เขาเคยพูดถึงข้อจำกัดและจุดอ่อนของการใช้ยานรบชนิดนี้และอาวุธต่างๆที่ติดตั้งอยู่บนรถ ไม่มีหรอกครับข้อมูลเหล่านั้นท่านจะต้องไปหาจากรร.ทหารของฝ่ายตรงข้าม
ผมถามสักนิดหนึ่งเถอะ ไอ้เจ้าอว.ที่ว่ายิงได้ไกลขนาดนั้นน่ะเอาเข้าจริงแล้วมันทำได้จริงหรือไม่ แล้วเปอร์เซ็นต์ความแม่นยำมันมีเท่าใด แล้วมันจะต้องอยู่ในลักษณะภูมิประเทศแบบใด มีเงื่อนไขอะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น อว.นำวิถีต่อสู้รถถังที่นำวิถีด้วยLASERที่ว่ายิงได้ไกล5500ม.นั้น ท่านจะเอาอะไรเป็นSourceในการIlluminateเป้าหมายที่ไกลขนาดนั้น ทบ.ไทยมี Laser Designator ใช้ในหน่วยรบพิเศษและกองร้อยทหารราบหรือไม่ ในประเทศไทยท่านเคยมองไปที่ใดได้ไกลถึง5กม.หรือไม่นอกจากในทะเล หรือว่าเราจะต้องถางป่าตัดต้นไม้ให้มันทำการเคลื่อนที่และยิงได้เหมือนการแสดงเหล่านั้นทุกครั้งไป ท่านเคยเห็นการแสดง(Demonstration)ของกองทัพโซเวียตหรือไม่ว่ามันเป็นลักษณะภูมิประเทศอย่างไร(ทุ่งหญ้าโล่งสุดลูกหูลูกตา หรือทะเลทรายแบบในตะวันออกกลาง)
แล้วยานรบพวกนี้รวมทั้งยานเกราะด้วยมันวิ่งลงข้างทางเข้าไปในป่าที่ถางแล้วในบ้านเราได้หรือไม่ ยางของมันจะถูกตอไม้ตัดปากฉลามทิ่มแทงเสียหายหรือไม่ มันจะข้ามคันนาได้หรือไม่จะใช้เวลาเท่าใดที่จะเป็นเป้านิ่งสำหรับทหารราบกับอว.ตถ. หรือเราจะต้องขุดคันนาให้มันทุกครั้งไปอย่างที่แสดงในการฝึกกัน หรือจะให้มันถูกจำกัดอยู่บนถนนเป็นเป้าที่คุ้มค่า(HVT=High value target)
แล้วไอ้ที่ว่าเป็นการประหยัดนั้นแน่หรือ เมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนยาง(มันคงจะหมดอายุพร้อมๆกันนั่นแหละ)เส้นละแสนกว่าบาทคันละเป็นล้าน จะเอางบประมาณมาทุ่มไหวหรือ กะอีแค่รยบ.21/2ตันแต่ละหน่วยยังหายางเปลี่ยนยากแล้วยากอีก ท่านpleเคยอยู่กบ.ทบ.ย่อมทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี หรือจะว่ามันประหยัดเพราะกินน้ำมันน้อยกว่ายานยนต์สายพาน ก็มันไม่ได้ฝึกอยู่แล้วรับรองได้ทุกวันนี้ให้มันมีน้ำมันลองเครื่องให้ได้ครบทุกคันทั้งกองทัพก็เก่งแล้ว ไม่เช่นนั้นมันจะมีการแข่งขันการพัฒนาเครื่องนวดยางเครี่องชาร์ตแบตเตอรีหรือครับ นี่ยังไม่รวมงบประมาณในการฝึกให้มันเป็นทหารราบยานเกราะได้แท้จริง ลองนึกดูถึงร้อยรสพ.ของกรมร.ต่างๆที่มีบรรจุอยู่จริง ผมถามจริงๆมีเงินมีน้ำมันให้หน่วยเหล่านั้นฝึกดำเนินกลยุทธเป็นทหารราบยานเกราะได้ไหม กรุณาอย่าคิดว่าแค่วิ่งขึ้น-ลงรถแล้วนั่นคือการฝึกกองร้อยชุดรบ(Combat team หรือ Company team)นะครับ มันยังอีกห่างไกลนักยังอีกเยอะนั่นมันแค่หัดเดิน แล้วที่ซื้อเพิ่มกันมามากมายนี้มันจะมีเงินฝึกหรือ เคยคิดกันบ้างไหมว่าประเทศนี้ควรจะมีหน่วยยานเกราะสักเท่าใดจึงจะ sustain มันได้ คิดไปถึงศก.ของชาติด้วยนะ ภูมิภาคนี้มันควรจะใช้และมียานเกราะเท่าใด เคยสังเกตกันบ้างไหมว่าเวลาที่กองทัพUSเขามาฝึกในภูมิภาคนี้พวกเขาเคยหอบกองพลหนักมาฝึกบ้างไหม เพราะเขารู้ว่าภูมิประเทศแบบบ้านเรา มันมี Choke point เต็มไปหมด แค่วาง Strong point ระดับกองร้อยของทหารราบเบาและมีหน่วยบินโจมตีแบบ JAAT(Joint air attack team)ก็ทำลายพัน.ถ.ได้ง่ายๆแล้ว
ผมไม่ทราบว่า BTR ของโซเวียตก่อกำเนิดมาจากการรบที่สตาลินกราดหรือไม่ แต่การรบที่สตาลินกราดได้ให้บทเรียนแก่ทุกฝ่ายเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นฝ่ายโลกตะวันตกและฝ่ายโซเวียต การป้องกันสตาลินกราดไว้ได้นั้นไม่ได้ประสบความสำเร็จด้วยยานเกราะ แต่เป็นการประสบความสำเร็จด้วยความทรหดอดทนของชาวรัสเซียและทหารราบที่อยู่ในเมืองนั้น บทเรียนที่สำคัญประการหนึ่งคือการยิงถล่มเมืองไม่ได้ทำให้ที่มั่นขศ.อ่อนแอเสมอไป แต่กลับจะทำให้ที่มั่นขศ.แข็งแรงขึ้นได้ด้วย เพราะการยิงถล่มสตาลินกราดด้วยปืนใหญ่และรถถังของเยอรมันทำให้เกิดสิ่งปรักหักพังในเมืองมากมาย และสิ่งเหล่านี้เองกลายเป็นเครื่องกีดขวางและเป็นที่ป้องกันตนให้แก่ทหารราบและปชช.เป็นอย่างดี ทำให้กองทัพเยอรมันไม่สามารถตีหักเอาเมืองได้ ผสมกับความยากลำบากในการส่งกำลังบำรุง เส้นทางส่งกำลังบำรุงยาวไกล อากาศหนาวเย็นมาก ปัจจัยเหล่านี้ทำให้กองทัพเยอรมันถึงจุดผกผัน(Culminating point)ณ.สตาลินกราด และเมื่อกองทัพโซเวียตสร้างรถถัง T34ได้เป็นจำนวนมหาศาล กองทัพโซเวียตจึงกลับเป็นฝ่ายรุกและทำ Counter offensive ได้เป็นผลสำเร็จที่สตาลินกราด จนกระทั่งเกิดแนวคิดในโลกค่ายคอมมิวนิสต์ประการหนึ่งคือ ?ปริมาณคือคุณภาพ? เรื่องบทเรียนการรบที่สตาลินกราดนี้มีการทำ Battle analysisและเราพูดถึงรายละเอียดกันมากมายที่Ft. Leavenworth ที่ผมยกตัวอย่างมานี้แค่พอติดหูมาเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม BTR ก็ได้ก่อกำเนิดขึ้นมาหลังจากนั้นด้วยปรัชญาและแนวคิดในการทำสงครามป้องกันแผ่นดินแม่ของUSSRในลักษณะภูมิประเทศแบบทุ่งหญ้าโล่งอันกว้างใหญ่ไพศาล ดังนั้นการจัดหน่วย รูปขบวนรบในการเข้าตีจึงเป็นลักษณะที่ไม่สามารถนำมาใช้ในภูมิประเทศที่เป็นป่าแบบประเทศไทยได้เลย นอกจากนี้เราจะพบว่าBTRยังไม่เคยเข้าสู่สนามรบที่ประจัญบานกันด้วยยานเกราะโดยทหารโซเวียตอย่างแท้จริง ถึงแม้ว่ากองทัพโซเวียตจะได้นำ ถ.และยานเกราะมาใช้ในการยึดครองอาฟกานิสถานก็ตาม เราจะพบว่าBTRถูกซุ่มยิงโดยกองโจรตาลีบันเสียหายมากมายในอาฟกานิสถาน จนกองทัพโซเวียตต้องถอนตัวออกไปในที่สุด
ในสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งที่1และ2 กองทัพอิรักเองถึงแม้จะมีBTRประจำการอยู่ในกองพลต่างๆในกองทัพ แต่การรบที่จะถึงขั้นแปรขบวนเป็นรูป Pre battleและ Battleในรุปหน่วยร.-ถ.ไม่มีโอกาสเกิดขึ้น บรรดาBTRเหล่านั้นก็ถูกทำลายด้วยรถถังM1A1ของกองทัพUSและถูกบังคับให้ต้องหลบหนีเอาตัวรอดออกไปจากสนามรบตามที่เราทราบกันดีอยู่แล้ว ผมจึงบอกได้ว่าBTRยังไม่เคยพิสูจน์ด้วยตัวของมันเองในการรบด้วยยานเกราะเต็มรูปแบบอย่างแท้จริง
สำหรับการจัดหน่วยที่มียานรบBMPและBTRบรรจุอยู่ในกองทัพโซเวียตนั้นมีให้เห็นตั้งแต่หน่วยขนาดใหญ่ที่สุดที่มีการจัดตายตัวได้แก่ CAA (Combined Arms Army)ซึ่งมีหน่วยรอง4กองพลหนัก ประกอบด้วย2กองพลMRD(Motorized Rifle Division)ที่ใช้รถBTR และอีก1กองพลMRDที่ใช้รถBMPเป็นยานรบอีกหนึ่งกองพลเป็นกองพลรถถังTD(Tank Division) แล้วในMRDที่ใช้BTRเป็นหลักจะประกอบด้วย4หน่วยรองระดับกรมคือ2กรมBTRและ1กรมBMPที่เรียกว่าMRR(Motorized Rifle Regiment)และที่เหลืออีก1กรมเป็นกรมถ.TR(Tank Regiment) ใน1CAAนี้มีอาวุธที่พวกผมจะต้องคำนึงถึงมากที่สุดในการวางแผนตั้งรับของกองพลไม่ว่าจะเป็นADหรือID(MECH)ก็ตามคือถ.จำนวน984คันที่มีอยู่ในCAA มันไม่ได้จัดแบบเท่าที่ท่านpleว่าหรอกครับ เท่าที่ผมว่ามานี้ก็เพียงคร่าวๆเท่านั้น ลำพังแค่งานข่าวจากCIAมันไม่เพียงพอต่อการนำมาใช้ในการฝึกและศึกษาเพื่อวางแผนการรบ ยังต้องใช้การศึกษาและวิจัยทางทหารอีกมากจึงจะมองเห็นหลักนิยมและวิธีการรบของฝ่ายตรงข้ามได้ มันมีอะไรที่เป็นรายละเอียดอีกมากมายนัก
สำหรับBTR-3E1ที่เราจัดหามาแล้ว ถ้ามองดูอย่างผิวเผินมันก็เหมือนเป็นการเสริมเขี้ยวเล็บให้กองทัพ แต่ถ้าคิดลงไปให้ลึกโดยคำนึงถึงปัจจัยสำคัญอื่นๆมาประกอบด้วย เราอาจจะเริ่มเห็นปัญหาต่างๆตามมาโดยที่ยังไม่ต้องถึงขั้นวิเคราะห์วิจัย แล้วก็จะรู้ว่านอกจากมันจะไม่เสริมเขี้ยวเล็บแล้ว มันอาจจะเป็นตัวที่มาช่วยให้กองทัพของเราเพิ่มการเสียสมดุล(Out of balance)เข้าไปอีกตั้งแต่เข้าประจำการแล้วก็ได้ ยังไม่ทันต้องไปรบหรอกครับท่าน
อดุล อุบล
พลเอก(นก.), ทหารราบ
11 พย. 55

jaws
Moderater
Moderater
โพสต์: 517
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 เม.ย. 2011, 14:14
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย jaws » 13 พ.ย. 2012, 15:11

ขอบคุณทุกท่านทั้งพี่ป๋อง,พี่แจ้,พี่เปิล ที่ทำให้พวกเราหูตาสว่างอีกเยอะ ก็ต้องมองรอบด้านรอบตัวละครับ ความเห็นส่วนตัวผมว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพเราก็มีมหาศาลพอที่จะป้องกันประเทศได้อยู่แล้ว ไม่รู้ว่าตอนจะซื้อมันคงมีเหตุผลสำคัญยิ่งยวดจนทำให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจตกลงใจสั่งซื้อ ใช่ไหมครับ

Aubol
มือเก๋า
มือเก๋า
โพสต์: 194
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 มิ.ย. 2011, 10:53
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย Aubol » 13 พ.ย. 2012, 17:12

อีกเรื่องหนึ่งครับสำหรับยานเกราะล้อยางตระกูล MAV ของพม่า ที่ว่าพม่าออกแบบและพัฒนาขึ้นเองนั้นผมว่าไม่ใช่ เพราะผมดูแล้วมันเหมือนยานเกราะที่ชื่อ BRDM ของโซเวียตเป็นทุกอย่างเลยไม่ว่ารูปร่างหน้าตาและขนาดมี4ล้อเช่นเดียวกันแบบนี้เป๊ะ พวกรถ BRDM นี้เราอาจจะไม่ค่อยได้เห็นไม่ค่อยรู้จักมันมากนัก เพราะมันจะอยู่ในหน่วยพิเศษเช่น หน่วยลว.ของกรมหรือกองพลส่งทางอากาศของโซเวียต หรือหน่วยNBCของโซเวียตเป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามกองทัพพม่ามีการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ไม่ธรรมดาแน่นอนครับ เพราะแค่เขาสร้าง BRDM ได้เองก็น่าคิดแล้วครับ แค่เห็นเขาสร้างปล.ประเภท Bulpup และปืนกลประจำหน่วยได้เองในขณะที่ไทยเราต้องซื้อนะครับ เปรียบเทียบกันเอาเองก็แล้วกัน

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย 3111 » 13 พ.ย. 2012, 21:51

ผู้เขียนบทความนี้เป็นนายทหารซึ่งยังรับราชการอยู่ ท่านรู้จักผม แต่ผมไม่รู้จักท่าน แปลกดีนะครับ นายทหารท่านนี้น่าจะเรียนจบจากโรงเรียนนายร้อยหลักของสหรัฐอเมริกา เพราะทุกบทความจะมีเครื่องหมายของโรงเรียนนายร้อยหลักนี้อยู่ด้านล่างของทุกบทความ ลองอ่านเรื่องนี้ดูซิครับ อาจจะยาวไปบ้างแต่มันดี ผมเคยนำมาลงในเว็บนี้มาครั้งหนึ่งแล้วในปี 51 แล้วท่านๆจะทราบระดับสติปัญญาของนายทหารท่านนี้ครับ

*ไทยรบพม่า เราสู้ไหวมั้ย*

** พม่า เป็นประเทศคู่รักคู่แค้นคู่สงครามกับไทยมาตั้งแต่โบราณ ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ เหมือนเวรที่คู่กับกรรมยังไงยังงั้น กาลเวลาผ่านมาเนิ่นนาน สิ่งที่ยังคงฝังอยู่ในจิตใจสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น โคตรต่อโคตร คือความรู้สึกที่เป็นศัตรู มันซ่อนลึกอยู่ในหัวใจของชนทั้งสองประเทศอย่างปฎิเสธไม่ได้ ปัจจุบันเราอาจเห็นไทย-พม่ามีการฑูตที่ดีต่อกัน นั่นมันเป็นไปตามหลักสากล รัฐต่อรัฐแต่ประชาชนต่อประชาชน ใครจะปฎิเสธความจริงดังกล่าวมาตอนต้นได้ **

*** พม่าเป็นรัฐเผด็จการทหาร ไทยเป็นรัฐประชาธิปไตย หากจะมองในแง่ของการทหารแล้ว รัฐเผด็จการทหารอย่างพม่าที่ดำรงอยู่ได้ด้วยกองทัพ ย่อมต้องคงดำรงไว้ซึ่งแสนยานุภาพทางทหารอย่างเลี่ยงไม่ได้ การทำนุบำรุงกองทัพการเสริมสร้างกำลังรบและเทคโนโลยีทางทหาร พม่าทำได้ง่ายกว่าไทยมากนักด้วยเหตุที่เป็นรัฐเผด็จการทหาร ผู้มีอำนาจตัดสินใจในทุกเรื่องของประเทศคือทหาร อย่างไรก็ตาม พม่าก็มีข้อจำกัดมากมายในการคงไว้ซึ่งแสนยานุภาพของกองทัพ เพราะถูกตัดหางปล่อยวัดจากนานาประเทศ ทำให้พม่าขาดเทคโนโลยีชั้นสูงที่จำเป็นต่อกองทัพสมัยใหม่ แต่ในข้อเสียก็มีข้อดีเช่นกัน การทีพม่าโดนนานาประเทศบอยคอตโดยไม่มีความสัมพันธ์ทางการฑูตกับนานาประเทศนั้น ทำให้โลกใบนี้รู้ความเป็นไปในกองทัพพม่าอย่างน้อยมาก ขีดความสามารถที่แท้จริงของกองทัพพม่า จำนวนกำลังพล ยุทธโธปกรณ์ เทคโนโลยี ก็ได้แต่ประมาณการกันเอาเองทั้งนั้นจากข้อมูลเก่าและจากข่าวสารลับที่บางประเทศไปเสาะหามา พม่ามีทหารกี่กองพล มีอาวุธอะไรบ้างมีการจัดการกองทัพอย่างไร ซื้ออาวุธอะไรมา ผลิตอาวุธเองได้ไหม ฝึกกองทัพอย่างไรเหล่านี้ล้วนแต่ไม่มีหลักฐานยืนยันอย่างแน่ชัด แต่ที่เห็นๆกันแน่ๆคือ กองทัพพม่าทำสงครามตลอดมา รบกับชนกลุ่มน้อยอยู่ตลอดมา รบทั้งในฤดูและนอกฤดู และนับวันยุทธวิธีของกองทัพพม่ายิ่งเปลี่ยนไปจนยากจะคาดเดา สิ่งนี้เองที่นักการทหารมองว่า ทหารพม่าเป็นทหารที่มีขีดความสามารถสูง มีประสบการณ์ในการรบ ในการวางแผน การข่าวการรบกับชนกลุ่มน้อยในประเทศตัวเองตามแนวชายแดน เป็นการฝึกชั้นดีที่ทหารทุกประเทศไม่เคยสัมผัส ไล่ลงมาตั้งแต่ ผบ.เหล่าทัพ ฝ่ายเสนาธิการ ฝ่ายข่าว กำลังรบทั้งนายทหาร ประทวน และพลทหาร ทุกระดับชั้นผ่านประสบการณ์ในการรบจนชาชินจนเป็นเรื่องธรรมดาในกองทัพพม่า ภูมิประเทศ อากาศ ป่าดงรกชัฎ เทือกเขา แถวแนวชายแดนไทย-พม่า กองทัพพม่ารู้ดีทุกเส้นหญ้า หากปะทะกับเราแบบภาคพื้น ทัพบกต่อทัพบก หลับตานึกภาพเอาเถิดว่าใครได้เปรียบใครเสียเปรียบ เรารู้เกี่ยวกับกองทัพพม่าเท่าๆกับที่ตะวันตกรู้ทั้งๆที่เราติดกับพม่าหลังคาบ้านชนกัน แต่พม่ารู้ไส้รู้พุงเราดีทุกขด เพราะเราชอบอวด มีคนไทยสักกี่คนที่จะไปเดินขายถั่ว หรือเป็นจับกังในพม่า แต่กลับกัน คนพม่าเดินเพ่นพ่านไปทั่วทั้งกรุงเทพ ทั้งหัวเมืองใหญ่น้อยในประเทศไทย มีอะไรบ้างไหมที่เป็นความลับของไทยที่พม่าไม่รู้ และเราล่ะรู้อะไรเขาบ้าง ก็ขนาดเขาย้ายเมืองหลวงโครมๆ ถ้าพม่าไม่บอกเอง ชาวโลกก็ไม่รู้ เออเอากะมันสิ ***

**** ทุกวันนี้พม่าชำระตำรับตำราทางทหาร ก็พิชัยสงครามนั่นแหล่ะ อย่างต่อเนื่องโดยไม่อิงหลักจาก รร.นายร้อยที่ไหน พม่าทำเอง คิดเอง พิสูจน์เอง และจัดการกองทัพของตัวเองตามแบบที่ตนเองเชี่ยวชาญและได้เปรียบ ชัยภูมิประเทศ แนวชายแดน ฝั่งทะเล ป่าเขา พม่าปรับเปลี่ยนกองทัพตามองค์ประกอบของประเทศ ความชำนาญ ความคุ้นเคย และภัยคุกคามตามลำดับสภาวะการณ์ปัจจุบัน ในแผนที่ฝ่ายทหารของไทยที่วางแผนเกี่ยวกับพม่า มาร์คไว้แล้ว ตรงนี้มีกองพลปืนใหญ่ตรงนู้นมีกองพลทหารราบ ตรงนั้นมีไอ้นั่น มีไอ้นี่ ถึงเวลาหากจะซัดกัน จะได้ขนเครื่องบินไปกระหน่ำยิงปืนใหญ่ถล่ม ได้แบบเป๊ะๆ ไม่ต้องหาพิกัดให้เมื่อย เพราะส่งทหารรบพิเศษ ไปเดินดุ่มๆหาข่าวมาแล้ว รบตามตำราเวสพอทย์ทุกชอท เก่าไปแล้วพี่ไทยเอ๋ย พม่าไม่เดินทัพแบบบุเรงนองอีกแล้วยุคนี้เป้าหมายทางทหารหลักๆที่พม่าจะใช้ยันกับไทยในเวลาเกิดสงคราม มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาย้ายไปนู่น ย้ายไปนี่ หน่วยทางทหารของพม่าที่ทำบาลานซ์กับไทย ไม่เคยอยู่นิ่งๆ สลับผลัดเปลี่ยนพื้นที่อยู่แทบทุกฤดูการ ค่ายคูประตูหอรบเปลี่ยนแปลงไปจนข่าวสารที่เรามีกลายเป็นเศษกระดาษ ท่านผู้อ่านเชื่อไหม พม่ารู้เรื่องทหารเราแม้กระทั่ง ผบ.ร้อย ผบ.พัน แถวชายแดนไทยชื่ออะไร จบ จปร.รุ่นไหนเก่งหรือเปล่า เป็นคนที่ไหน ผ่านหลักสูตรอะไรมา เขารู้ขนาดนั้นได้อย่างไร สงสัยล่ะสิ ทุกวันนี้โลกไร้พรมแดน ฝ่าย ขว.กรองพม่าทำได้ทุกอย่าง แล้วเราก็ชอบอวด เวปรุ่น ประวัติส่วนตัว จะเอารุ่นไหนล่ะมีทุกรุ่น พม่าเขาก็ใช้เนทเป็น เขาไม่ล้าหลังแบบที่เราคิดจนสุดกู่หรอก ไทยเราล่ะรู้เหมือนเขามั้ย รู้สิ รู้ว่าผบ.พันที่ตั้งอยู่ประจันกับเราชื่ออะไร รู้แค่นั้น แค่นั้นจริงๆ เพราะไปถามๆพวกกระเหรี่ยงเดินดงมาแล้วให้มาม่าเป็นเครื่องตอบแทนข่าว อย่างอื่นประมาณเอาทั้งนั้น มีกำลังพลเท่าไร มีอาวุธยาว-สั้น-โค้งอะไรบ้าง ขีดความสามารถแค่ไหน จริงๆแล้วเราไม่รู้หรอก เราประมาณ+ประเมิณ+มั่วเอา กองพันพม่ามาตั้งอยู่พอให้เราดูเพลินๆ แป๊บๆเดี๋ยวกองพันใหม่มาอีกแล้ว กองพลพม่าตั้งอยู่ตรงนี้ วันก่อนเครื่องบินถ่ายภาพมาได้ผ่านไปเดือนนึง เครื่องบินมาถ่ายเพื่อยืนยันใหม่ อ้าว ที่ตั้งกองพลพม่าหายไปแล้ว มันย้ายไปแล้ว ก็พม่าเขาไม่โง่นี่ เขาตามดูว่าเราจะทำอะไรตลอดเวลา ยิ่งเวลาตึงเครียดด้วยการเมือง การทหาร ยิ่งจับตามองเราเป็นพิเศษ เขามองเราเป็นศัตรูตลอด รร.เสธพม่าเขาก็สอนเสธ.เขาโดยให้ข้าศึกสมมติเป็นไทยอยู่เกือบทุกบท เขาเรียนเขาสอนกันรุ่นต่อรุ่นว่าเราจะเป็นอันตรายหมายเลขหนึ่งสำหรับบ้านเขา แข่งบอลซีเกมส์เมื่อไร หากชนะไทยได้รับรองพม่าฉลองกันทั้งประเทศ แข่งกีฬาทุกประเภท หากพม่าชนะไทยได้เขาจะดีใจเป็นล้นพ้น เขาคิดกับเราอย่างนี้ แล้วเราล่ะ เราคิดกับเขาอย่างไร ****

***** เราสู้พม่าไหวไหม ยังไม่ทันอ่าน ทุกท่านทั้งที่เป็นทหารและพลเรือน คิดเหมือนกันหมดแน่ๆ ไหวสิวะไม่กลัวอยู่แล้ว กองทัพไทยไม่กลัวหน้าไหนทั้งนั้น พร้อมสละชีพเพื่อชาติอยู่แล้ว ทหารไทยเก่งกว่าพม่าอยู่แล้ว เรามีเอฟ16เป็นฝูง มีเรือจักรีนฤเบศธ์ มีรถถังสติงเรย์ป้อมร้าว มีสกอร์เปี้ยนที่เซอร์วิสทิ้ง มี ที-69 ที่เอาลำไยไปแลก มีไอ้นู่น มีไอ้นี่ ทุกคนคงคิดอย่างนี้ แล้วเรารู้มั้ยพม่ามีอะไร ไม่รู้? รู้เพราะฟังเขามา รู้เพราะอเมริกาบอก รู้เพราะกระเหรี่ยงติดมาม่าบอก ตามหลักทางทหารในยุคใหม่ การรบกับข้าศึกที่เราไม่รู้ เป็นอันตรายกว่ารบกับข้าศึกที่เก่งกว่าที่รู้จัก ศาสตร์ทางทหารแบบตะวันตกเพียวๆ ทำกองทัพของหลายประเทศฉิบหายมาหลายชาติแล้ว ดูการรบที่ร่มเกล้าเป็นตัวอย่าง ความไม่รู้ เป็นคำตอบที่นายทหารระดับ ผบ.เหล่าทัพปฎิเสธไม่ได้ คนที่บอกว่าเราชนะ หรือเสมอ ในครั้งนั้น มันหลอกตัวเอง ความเก่งกาจของทหารปืนใหญไทยที่เคยลือลั่นไปทั่วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ในการยุทธที่ร่มเกล้า-ช่องบก หมดแล้ว หมดสิ้น เพราะความชอบอวด เพราะความอวดเก่ง เพราะความถือตัวหลงตัว ข้าศึกรู้หมดทุกอย่าง รู้ว่าเราจะทำอะไร รู้ว่าเราจะรบแบบไหน รู้ว่าเราคิดอย่างไร รู้ว่าเราเรียนจากตำราเล่มไหน รู้ๆๆๆๆๆๆ รู้ไปหมด ส่วนเรานั้น ไม่รู้ ไม่รู้ ไม่รู้ และก็ ไม่รู้ ไม่รู้แม้กระทั้งทหารที่เรารบด้วยนั้น ทหารลาวหรือทหารเวียดนาม เอ??? หรือทหารอเมริกันหว่า..ช่างเถอะ เอาเป็นว่าผลการรบออกมาในแบบที่เรารู้ๆกันอยู่ ศาสตร์ทางทหารที่ทรงพลังและใช้ได้ดีในทุกพื้นที่ทั่วโลกในยุคนี้คือ ศาสตร์ทางทหารแบบตะวันตก+ตะวันออก เราเรียกว่า ตำราพิชัยสงครามผสม การทหารทั่วโลกนิยมจัดกองทัพตามรูปแบบตะวันตก แน่นอน ศาสตร์แบบนี้ใช้ได้ดีกับประเทศที่ด้อยกว่าทางการทหาร ประเทศที่ด้อยกว่าในเรื่องระบบระเบียบในกองทัพล้าหลัง เพราะมีประสิทธิภาพในการบัญชาการ มีประสิทธิภาพทางยุทโธปกรณ์ มีประสิทธิภาพทางยุทธวิธี เราจะเห็นได้จากยุคล่าอาณานิคมในสมัยรัชกาลที่ 5 ว่ากองทัพแบบตะวันตก มีความสามารถกับใครกับแบบไหน แต่ในโลกเราทุกวันนี้ เกือบทุกประเทศได้เรียนรู้ได้ทำได้จัดกองทัพไปในทิศทางเดียวกัน ศาสตร์เดียวกัน ตำราเกือบจะเล่มเดียวกัน หากรบกัน ก็วัดกันที่อาวุธและขนาดของกองทัพเท่านั้น ส่วนศาสตร์ทางทหารแบบตะวันออกนั้น มีแบบมีแผนที่ล้ำลึกไม่ตายตัว มีรุกรบร่นถอยลวงรั้งหน่วงทำลาย ศาสตร์ทางทหารแบบตะวันออกนี้ หัวใจหลักคือ ผู้บัญชาการยุทธและเหล่าเสนาธิการ การยุทธแบบตะวันออก ไม่มีขีดจำกัดใดๆตายตัว มุ่งเอาทุกอย่างที่หาได้ใกล้ตัวเป็นเครื่องมือในการบ เช่น ดินฟ้าอากาศ ภูมิประเทศ อุปนิสัยใจคอคน จิตวิทยา ประชาชน โรคภัยไข้เจ็บ ความเชื่อ ฯลฯ เยอรมันกองทัพเกรียงไกรประสิทธิภาพสูง เดี้ยงมาแล้วจากการแพ้อากาศตอนตีรัสเซีย ล้อมได้ล้อมไป บุกได้บุกมา เดี๋ยวรอหน้าหนาว อากาศจะเป็นอาวุธของเรา รัสเซียคิดอย่างนี้ ทัพพม่าแสนกว่าคน ยกมาตีอยุธยา พระนเรศวรมีกำลังแค่เจ็ดหมื่นคน มึงมาเยอะมึงต้องหาที่พักทัพยากเพราะแถวที่มึงมาเป็นป่ารกทึบ ทางเดินทัพก็แคบ มึงยกมาเป็นแสนมึงจะเดินทัพยังไงหมด ดังนั้นมึงคงต้องแยกกันยกมา แยกกันพัก พอมึงจะบุก มึงถึงจะมารวมกำลังกันที่ทุ่งใดทุ่งหนึ่ง ฉะนั้นกูจะยกพลเจ็ดหมื่นไปทุ่มตีพวกมึงทีละทัพ ไม่ให้พวกมึงรวมกันติด เพราะถ้ามึงรวมกันได้คนจะมาก กูจะเสียเปรียบ ว่าแล้วพระองค์ก็สั่งหน่วยรบพิเศษของพระองค์ไปรื้อสะพาน ไปดักฆ่ากองเกียกกาย ไปทำภารกิจแบ่งแยก แล้วพระองค์ก็ยกพลไปทำลายที่ละจุด พม่าก็เจ๊ง ขวัญกำลังใจไพร่พลที่ไหนจะเหลือ วันนี้ได้รับข่าว กองนู้นแตก กองนั้นตายเกลี้ยง วันต่อมาได้รับข่าวอีก แม่ทัพคนนั้นตาย กองทัพนั้นยอมแพ้ กองทัพนู้นโดนไล่ขยี้ ผลสุดท้าย เจ๊งทุกทัพ ภารกิจตีอยุธยาล้มเหลว เนี่ย ตัวอย่างของศาสตร์ทางทหารแบบตะวันออก หากแต่วันนี้ศาสตร์ทางทหารแบบตะวันตก+ตะวันออก รวมกันเป็นศาสตร์ผสม ข้อดีถูกหลอมรสรวมกัน ลองคิดดูว่าจะทรงประสิทธิภาพเพียงไร หากใช้มันเป็น *****

****** กองทัพไทยจัดกำลังตามศาสตร์ทางทหารแบบไหน ใครรู้บ้าง ใครจบ จปร.ลองคิดดูซิว่าคุณเรียนมาแบบไหน ตำราเรียนวิชาทางทหารหลักๆลอกแบบหรือแปลมาจากประเทศใดหรือเปล่า รร.เสธ. หลักสูตรที่นายทหารมาเรียนจบไปแล้วเทียบเท่า ปริญญาโทนั้น ตำราเรียน รูปแบบ เป็นแบบไหน จบมาแล้วออกไปวางแผนรบให้หน่วย แล้วใช้ได้จริงหรือเปล่า ใครจะตอบได้หากไม่ใช่ผู้เรียน อย่าลืมว่าเราเป็นทหารไทย ประเทศไทยไม่ใช่อเมริกา หลักสูตรบางอัน อาจจำเป็นต้องใช้เหมือนเขาในเรื่องของเทคโนโลยี แต่ในหลายๆหลักสูตร จำเป็นด้วยหรือที่เราจะต้องเหมือนเขาทุกกระเบียดนิ้ว ถึงเวลาหรือยังที่กองทัพไทยควรจะมีตำรารบเป็นของตนเอง ที่เหมาะสมกับภัยคุกคาม สภาวะแวดล้อมแบบบ้านเรา ยุทธวิธีแบบไทยๆ คนไทยเป็นคนสายพันธ์พิเศษ มีทักษะรบเก่งตั้งแต่เกิด เด็กอายุ 4-5 ขวบ ไม่มีใครสอน ทะเลาะกันมันก็เตะเป็นแล้ว ฝรั่งบางคนเตะเป็นเมื่ออายุ10กว่าขวบ เตะคนนะไม่ใช่เตะบอล คนไทยน่ะ เตะคนเก่งกว่าเตะบอล ดังนั้นมันไม่ยากหรอกหากเราจะพัฒนาหลักสูตรทางทหารหลักๆในแบบของเราเอง เรียนทำไมยูโด เทควันโด้ คาราเต้ จะเข้ามาจับทุ่ม มาสับด้วยมือ มาโดดเต่ะเจอมวยไทยเข้าไป หงายเงิบตั้งแต่ยังไม่ถึงตัว ******

******* ทั้งหมดที่คุณๆท่านๆอ่านมา คงพอคิดออกนะว่า ไทยรบพม่าเราสู้ไหวมั้ย จริงๆแล้วเพื่อชาติบ้านเมืองเพื่อแผ่นดิน ยังไงมันก็ต้องไหว แต่ประเด็นมันอยู่ที่เราจะสู้ หรือใจเราสู้หรือจะสู้แบบไหนเท่านั้นเอง นิสัยอย่างไทยเราจะรบกับใครก็ได้ทั้งนั้น หากมารังแกเราก่อน แต่สมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน รู้หน้าไม่รู้ใจ รู้ตัวไม่รู้อาวุธ รู้รบไม่รู้วิธี รู้ตัวเองแต่ไม่รู้ข้าศึก กว่าเราจะชนะผลต่างจะอยู่ที่จำนวนศพทหาร อเมริกามีบทเรียนในเรื่องนี้ดีกว่าใครๆ รูปแบบในการทำสงครามของอเมริกาหลังจากสงครามเวียดนามจึงเปลี่ยนไป ทหารตายน้อยลง ข่าวสารสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง วางแผนแล้วประเมินเป็นอันดับสอง หากคำนวนแล้วชนะแต่ตายเยอะ แผนจะไม่ได้อนุมัติ หากคำนวนแล้ว อาจยืดเยื้อและถูกรุม อเมริกาจะหาพวก หากคำนวนแล้ว เปลืองงบแต่ชนะ อเมริกาจะใช้แล้วเอาคืน ทุกวันนี้อเมริกา ชาติที่เกรียงไกรในแสนยานุภาพทางทหาร เขาเปลี่ยนศาสตร์ทางทหารมาใช้แบบผสมแล้ว และใช้อย่างได้ผล ลดอัตราการสูญเสีย และชนะแน่ๆทุกสนาม ทุกอย่างในกองทัพอเมริกัน สมดุลย์และเป็นเอกเทศ ไม่ถูกล้วง ถูกควัก ไม่อิงกับอำนาจใดๆ มีสถานะเหมือนลูกคนโต ที่เวลาพ่อจะใช้ก็เรียกมาใช้ได้ทันที พอใช้เสร็จงาน ลูกคนนี้ก็กลับเข้าบ้าน และพ่อก็ดูแลลูกคนนี้เป็นอย่างดีเพราะลูกคนนี้ถือว่าเป็นอำนาจหลักของพ่อ ที่เพื่อนๆบ้านจะเกรงกลังในฤทธิ์เดช ทำให้พ่อมีอำนาจมากในทุกภูมิภาคที่พ่อเข้าไป แต่ไทยเรานั้น ลูกของพ่อเป็นลูกที่พิการ เพราะโดนเพื่อนพ่อทั้งล้วงทั้งควัก จนลูกพ่อคนนี้เป็นง่อย พ่อสั่งอย่างไรลูกก็คลานตามไป บางทีพ่อก็เผลอเดินเหยียบลูก แต่ลูกก็ไม่บ่นสักคำ วันข้างหน้า หากข้างบ้านเกเร พ่อจะให้ลูกไปสู้กับเขา ลูกจะสู้เพื่อพ่อเพื่อบ้านเรา แม้ลูกจะพิการ แต่ลูกก็ต้องทำหน้าที่ลูกที่ดีของพ่อ *******



รูปภาพ

Aubol
มือเก๋า
มือเก๋า
โพสต์: 194
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 มิ.ย. 2011, 10:53
ติดต่อ:

Re: ด้วยรักและห่วงใย

โพสต์โดย Aubol » 12 ธ.ค. 2012, 10:33

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน ศาสตร์แห่งการรบ
*********ท่านผู้อ่านที่เคารพเห็นชื่อตอนนี้แล้วอาจจะเข้าใจผิดว่า ผมกำลังจะเสนอหลักนิยมใหม่ให้แก่กองทัพบกไทย อย่าเพิ่งเข้าใจผิดไปไกลขนาดนั้นครับ ผมคงไม่มีความสามารถ ไม่มีปัญญาและไม่มีองค์ความรู้เพียงพอที่จะสรรสร้างเรื่องสำคัญปานนั้นได้ ถึงแม้จะรู้ว่าคนไทยเราได้ก่อร่างสร้างชาติไทยมาหลายร้อยหรืออาจจะเป็นหลักพันปี คนไทยเข้าสู่สงครามและทำการรบเอาเลือดทาแผ่นดินนี้มาแล้วแทบจะทุกตารางนิ้ว แต่ปัจจุบันเราไม่มีหลักนิยมเป็นของตนเอง ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศเช่นเดียวกับวัตถุสิ่งของและศาสตร์แห่งเรื่องอื่นๆอีกหลากหลายแขนงวิชา
*********ผมขอขอบคุณท่าน พลโท กิตติพันธ์ นพวงศ์ ณ อยุธยา ที่ได้นำข้อเขียนของนายทหารท่านหนึ่งที่จบการศึกษาจากรร.นายร้อยทหารบกสหรัฐอเมริกา (West Point) ซึ่งมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับศาสตร์การสงครามและเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างกองทัพไทยและกองทัพพม่า ผมต้องขอขอบคุณท่านนายทหารจาก West Point ท่านนี้ด้วยครับที่ช่วยเพิ่มเติมให้ บทความ ?ด้วยรักและห่วงใย? ของผมมีประโยชน์และน่าสนใจมากขึ้น ผมอ่านทบทวนข้อเขียนของท่านแล้วได้อะไรที่เป็นประโยชน์อีกมาก อย่างไรก็มีทั้งความเห็นที่สอดคล้องและแตกต่างไปบ้าง อันเนื่องมาจากความรู้และความไม่รู้ที่มีอยู่ผสมกันในตัวตนของผมเอง
*********อันว่าศาสตร์แห่งการรบหรือการทำสงครามนั้น โดยส่วนตัวแล้วผมมีความเห็นว่า มันเป็นเรื่องที่เกิดจากสัญชาตญาณของการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด และเอาชนะในการแย่งชิงความจำเป็นที่ต้องการในการดำรงอยู่ของชีวิต หมู่เหล่าและเผ่าพันธุ์ ดังนั้นมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ทุกชาติพันธุ์ย่อมมีวิธีการรบที่เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมต่างๆที่ตนเองเผชิญอยู่ แต่เมื่อพิจารณาให้ถ่องแท้ลงไปแล้วเราอาจจะตกผลึกทางความคิดสรุปได้ว่า มันเหมือนกันทั้งหมดในหลักการพื้นฐานโดยรวมไม่มีตะวันออกหรือตะวันตก แต่ในรายละเอียดอาจจะแตกต่างกันไปบ้าง ตามความแตกต่างของภูมิประเทศและลมฟ้าอากาศ เช่นเดียวกับคำกล่าวที่ทหารเราบางคนชอบเอ่ยอ้างอยู่เป็นประจำเมื่อเวลาไม่มีเหตุผลที่ดีทางยุทธวิธีรองรับว่า ?ต่างภูมิประเทศย่อมต่างวิธีรบ? ไอ้ที่พูดน่ะมันก็ถูกแต่มันต้องสามารถสาธยายต่อไปได้ว่า วิธีรบที่มันต่างไปนั้นมันเป็นอย่างไร และด้วยเหตุผลอะไรเป็นสำคัญ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในเรื่องความเหมือนกันในหลักพื้นฐานได้แก่ ทั้งสองภูมิภาคนักรบรู้จักการใช้อาวุธประเภท ดาบ หอก แหลน หลาว โล่เช่นเดียวกัน แต่รูปร่างอาจจะแตกต่างกันไป อีกตัวอย่างหนึ่งคือการใช้เกราะมีปรากฏอยู่ในทั้งสองโลก แต่เกราะของพวกตะวันตกมักทำด้วยโลหะในขณะที่เกราะของจีนและญี่ปุ่นทำด้วยไม้ไผ่ หรือหยกสำหรับกษัตริย์และขุนนาง ทั้งสองค่ายรู้จักใช้ผ้าคลุมไหล่ในการป้องกันหรือลดความรุนแรงของการถูกไล่ยิงด้วยธนูเช่นเดียวกัน เหล่านี้ยังไม่รวมถึงทุกฝ่ายรู้จักการเข้าตี การตั้งรับด้วยป้อมค่าย การถอยเมื่อรู้สึกว่าจะสู้ไม่ไหวรู้จักการใช้ไฟ การใช้สายลับ การลวง กลยุทธการหลอกล่อต่างๆ รวมไปถึงการใช้กองโจรซุ่มโจมตี และอื่นๆอีกมากซึ่งเป็นพื้นฐานที่เหมือนกันทั้งสิ้น
*********แต่ไม่ว่าจะมีพื้นฐานที่เหมือนกันและมีรายละเอียดต่างกันบ้าง อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญของศาสตร์แห่งการรบคือ การสามารถทำความเข้าใจได้โดยง่ายสามารถนำไปใช้ฝึกสอนได้อย่างเป็นรูปธรรม เป็นมรรคผลต่อการนำไปใช้ในการทำสงคราม มันคงไม่ได้อยู่ที่ความลึกซึ้งของศาสตร์เป็นความเหนือหรือดีกว่าเนื่องจากเหตุผลที่ว่า การทำสงครามนั้นเป็นเรื่องความเป็นความตายของคนหมู่มาก คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการรบจึงเป็นเรื่องของคนทั้งชาติไม่ว่าจะเป็นทหารหรือพลเรือน ทั้งคนที่ฉลาดมากและฉลาดน้อย ดังนั้นศาสตร์หรือวิธีแห่งการรบจะต้องทำให้ผู้คนเหล่านั้นเรียนรู้เข้าใจได้ นำไปปฏิบัติได้ในส่วนที่ตนจะต้องเกี่ยวข้องและรับผิดชอบให้สำเร็จผล
*********ประการสำคัญต่อมาคือการบันทึก ศาสตร์ทุกแขนงวิชาจะต้องมีการบันทึก มีรายละเอียดให้สามารถนำไปศึกษาทำความเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้ ประเด็นนี้ผมเข้าใจว่าโลกตะวันออกน่าจะมีการบันทึกเป็นหลักฐานมาก่อน เช่นหลักการสงครามของซุนซู้ที่ทหารเราชอบนำมาอ้างถึงให้มองดูเท่ห์ไว้ก่อน เช่นประโยคที่ว่า ?รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งก็ชนะทั้งร้อยครั้ง......? ทั้งๆที่คนพูดอาจจะยังไม่รู้เลยว่าไอ้ที่จะต้องรู้นั้นมันเรื่องอะไรบ้าง จะต้องรู้กว้างลึกขนาดไหนและทำอย่างไรจึงจะรู้ เพราะซุนซู้เองก็เขียนตำราพิชัยสงครามไว้ในรูปของปรัชญาเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นผู้ที่นำไปใช้จะต้องตีความทำความเข้าใจเอาเอง บางครั้งอาจจะไม่ถูกต้องตรงความหมายที่แท้จริงของผู้เขียนได้ แล้วแบบนี้คนที่มีปัญญาไม่มากพอ อย่างเช่นตัวผมเองจะเข้าใจอย่างถ่องแท้หรือไม่ แต่ท่านทั้งหลายเชื่อไหมว่าในกองทัพของโลกตะวันตกเขาเอาหลักการนี้ไปใช้เช่นเดียวกัน แต่พวกเขามีการศึกษาวิจัยออกมาเป็นรายละเอียดสามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมว่า เรื่องที่จะต้องรู้เขานั้นจะต้องรู้เรื่องอะไรบ้าง จะต้องรู้ถึงระดับไหน จะต้องมีกระบวนการคิดอย่างไร วางแผนอย่างไร จะต้องใช้เครื่องมืออะไรบ้าง และมีวิธีการใช้เครื่องมือเหล่านั้นอย่างไรจึงจะรู้ ซึ่งเป็นรูปธรรมเป็นวิทยาศาสตร์จับต้องได้เข้าใจได้มากกว่า สำหรับตำราพิชัยสงครามที่มีชื่อเสียงและถูกกล่าวถึงมากที่สุดของโลกตะวันตกน่าจะอยู่ในสมัยศิลปวิทยารุ่งเรืองชื่อ ?On War?ของเคลาส์วิทซ์ซึ่งมีรายละเอียดอย่างมากทำให้นักการทหารหลายชาตินำไปใช้จนถึงปัจจุบันนี้ อีกตัวอย่างหนึ่งของพวกตะวันตก หลายคนคงพอทราบว่า ตารางประสานสอดคล้อง(Synchronization Matrix)นั้นมีแนวคิดจากเยอรมันในWW2 และมาเกิดเติบโตในกองทัพโซเวียต แต่ถูกนำมาพัฒนาฝึกศึกษาและใช้ได้อย่างเป็นมรรคผลในกองทัพอเมริกัน(ตัวอย่างในสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งที่1) ในโลกตะวันออกเองเหมาเจ๋อตงก็ได้นำตำราพิชัยสงครามของซุนซู้และของปราชญ์ทางทหารท่านอื่นๆมาทำให้เป็นรูปธรรมในการฝึกศึกษาและนำไปใช้ในการทำสงครามประชาชนประสบผลสำเร็จมาแล้วในรูปของสรรนิพนธ์การทหารของเหมาเจ๋อตง ซึ่งกองทัพปลดแอกของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยนำมาใช้รบกับกองทัพไทยอยู่หลายปี อย่างไรก็ตามผมไม่ทราบว่าสรรนิพนธ์การทหารของเหมาเจ๋อตงนี้ครอบคลุมตลอด Spectrum of war หรือไม่ และกองทัพประชาชนจีนยังคงใช้เป็นหลักนิยมในการรบอยู่ในปัจจุบันหรือไม่ ผมเคยได้รับทราบมาว่าในสงครามสั่งสอนระหว่างกองทัพจีนและกองทัพเวียดนามนั้น กองทัพจีนไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรจะเป็นจนต้องมีการปรับปรุงกองทัพกันขนานใหญ่จนกระทั่งทุกวันนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือในสงครามครั้งนั้นกองทัพจีนใช้หลักนิยมอะไร ท่านใดมีความรู้ในเหตุการณ์นั้นกรุณาแบ่งปันให้กระผมและท่านผู้อ่านด้วยจะเป็นพระคุณยิ่งครับ
*********ทีนี้เมื่อหันมาดูกองทัพบกไทยของเรา (ด้วยความจริงใจแล้วผมไม่อยากจะพูดถึงเลย เพราะกลัวว่ามันจะเป็นการให้ข้อมูลแก่ฝ่ายตรงข้ามดังที่ท่านนั้นได้กล่าวไว้แล้ว(แม้ไม่พูดถึงตอนนี้เขาก็คงรู้กันมานานมั้ง) แต่ถ้าไม่กล่าวถึงเสียเลยท่านผู้อ่านจะไม่เห็นความเป็นจริง หลงคิดไปว่าข้อบกพร่องและความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนั้นมันมาจากหลักนิยมที่เราหลงไปลอกเลียนแบบเขามาใช้) เราคงต้องยอมรับว่าคนไทยเราขาดแคลนเรื่องการบันทึกที่เป็นหลักเป็นฐานซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริง วัฒนธรรมประเพณีของเราในบางครั้งไม่สนับสนุนให้คิดต่าง คิดใหม่ และบันทึกข้อเท็จจริงที่ขัดกับผู้มีอำนาจ ด้วยเหตุนี้เองบรรดาเอกสารบทเรียนจากการรบที่ปรากฏอยู่ในหน่วยต่างๆจึงเต็มไปด้วยรูปและเรื่องราวของผู้บังคับบัญชา แทนที่จะเป็นข้อมูลความจริงที่เกิดขึ้นที่ทำให้สามารถนำไปศึกษาวิจัยออกมาเป็นแนวคิดและหลักนิยมได้ ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกประหลาดอะไรในสังคมไทยเพราะมันเป็นวัฒนธรรมตกทอดมาจากบรรพบุรุษก็ดูตัวอย่างได้จากการเขียนประวัติศาสตร์ของชาติเราตั้งแต่อดีตมาก็แล้วกัน
*********เมื่อเป็นดังนี้กองทัพของเราจึงจำเป็นต้องลอกเลียนแบบ(ซึ่งผมก็ไม่คิดว่ามันเป็นวิธีการผิด กลับเห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและต้องกระทำ แต่ว่าเราจะต้องรู้จักนำนำมาดัดแปลงใช้ให้เหมาะสมกับสิ่งที่เรามีอยู่จริงในทุกๆเรื่อง) และนำเข้าทุกอย่างตั้งแต่หลักนิยมจนถึงการแต่งเครื่องแบบของทหาร ปัญหาสำคัญมันไม่ใช่หลักนิยมของค่ายใดเก่งกว่าหรืออ่อนด้อยกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง แต่มันอยู่ที่เราลอกเลียนแบบมาโดยที่ไม่ได้รู้หรือเข้าใจของเขาอย่างแท้จริงต่างหาก ว่ากันตั้งแต่หลุมบุคคล(Fox hole)ขึ้นไปเลยก็ได้ แต่ผมจะไม่นำมากล่าวในรายละเอียด ณ ที่นี้ เมื่อเราไม่เข้าใจแท้จริงมันจึงเกิดเหตุการณ์ที่รู้กันอยู่ เช่นการรบที่ร่มเกล้า ทหารไทยไม่ได้เสียชีวิตเพราะการกระทำของฝ่ายตรงข้ามแต่ตายเพราะความไม่รู้ของผู้บังคับบัญชาของพวกเขา ผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์(เวลานั้นผมเรียนอยู่ที่ Ft. Leavenworth)แต่วิเคราะห์จากคำบอกเล่าของนายทหารที่มาเป็น นทน.รร.สธ.ทบ.ที่เขาเกี่ยวข้องกับสถานการณ์นั้น และสามารถคาดเดาได้ว่าถ้ามีสถานการณ์สู้รบกับเพื่อนบ้านอีกในอนาคต ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขก็จะมีปัญหาเช่นนี้และปัญหาอื่นๆที่เกิดจากการไม่รู้ไม่เข้าใจอย่างแท้จริงในหลักนิยมหรือวิธีการรบที่เราไปลอกเลียนแบบเขามาให้เห็นอีกเป็นแน่แท้
*********ไม่ใช่แต่เพียงวิธีการรบ แม้แต่วิธีการเป็นทหารที่เราอ้างว่าเป็นทหารของชาติ เป็นทหารในระบอบประชาธิปไตย เป็นทหารของประชาชนที่เราไปลอกเลียนแบบเรื่องพรรค์นี้มาจากกองทัพของชาติที่เจริญแล้ว เรายังไม่เข้าใจแท้จริงเลยว่าเขาเป็นกันอย่างไร จะต้องมีความคิดมีอุดมการณ์อย่างไรถึงจะเป็นทหารอาชีพที่มีคุณค่าแบบนั้นได้ ลำพังแค่การแสดงออกเรื่องการช่วยเหลือ ปชช.ยามตกทุกข์ได้ยาก และคำอ้างที่ว่าทหารต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด หลังจากที่ลากอาวุธทั้งเบาและหนักออกมาเข่นฆ่า ปชช.อย่างเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ นั้นมันไม่เพียงพอต่อการทำให้ ปชช.ในชาติเขาเข้าใจและหันมาให้ความศรัทธาแบบที่เขาเป็นกันอยู่ในชาติตะวันตกได้หรอกครับ เฮ้อแล้วอะไรชักนำให้ผมต้องมาจบข้อเขียนตอนนี้ด้วยความรู้สึกแบบนี้กันเนี่ย
*********อดุล อุบล
*********พลเอก(นก.), ทหารราบ
*********5 ธค. 55


ผู้ใช้งานขณะนี้

สมาชิกกำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และบุคลทั่วไป 1