เรื่องเล่าจากพี่แจ้

Moderator: สมาชิกหนุ่ม11

burn
โพสต์: 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ต.ค. 2014, 20:05
ติดต่อ:

เรื่องเล่าจากพี่แจ้

โพสต์โดย burn » 09 เม.ย. 2015, 20:48

สวัสดีครับ พี่ๆหนุ่ม11ทุกคนครับ ออกตัวก่อน ผมไม่ได้เป็นทหาร แต่ชอบทหาร และชอบอ่านชีวิตทหาร ถ้าพี่ๆว่าง อยากให้พี่เล่าเรื่องชีวิตรับราชการของพี่ๆให้ฟังบ้าง
เล่าวีรกรรมที่พี่ๆประสบมา ในสมรภูมิ ที่พี่ผ่านกันมา ผมอยากอ่านมาก และมีน้องๆหลายๆคนก็คงอยากทราบ บางครั้งอยากรู้แต่หาอ่านไม่ได้ ผมชื่นชมพี่ๆมาก อยากทราบประวัติ สมรภูมิต่างๆ จากปากทหารอาชีพจิงๆ อยากรู้จิงๆครับว่าทำไมนักรบ ถึงต้องไปนั่งส่องพระ แฮ่ๆๆๆๆ แหย่เล่นนะครับ ถ้าว่าง เล่าให้ให้ฟังบ้างนะครับ เวลาอ่านเรื่อง ของนายพล ทหารราบ ยิ่งอยากรู้เรื่องของพี่ๆมากๆเลย ขอบคุณครับ

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: เรื่องเล่าจากพี่แจ้

โพสต์โดย 3111 » 10 เม.ย. 2015, 07:55



พี่เป็นทหารม้า ไม่ใช่ทหารราบเสียด้วยซิครับ ไม่ทราบว่าติดตามเว็บหนุ่ม 11 นานหรือยังครับ ถ้าพึ่งเข้ามาอ่าน ขอแนะนำให้เข้าไปอ่านกระทู้ยอดฮิตของแฟนๆ คือ "ด้วยรักและห่วงใย" ของนายพลทหารราบ อดุล อุบล นำเข้ากระทู้โดย บิ๊กจ๋อ นายทหารปืนใหญ่ และเป็นเรื่องที่แปลกมากนะครับที่ทั้งสองท่านขึ้นสวรรค์ไปแล้ว

อีกสองกระทู้ลองอ่านของนายพลทหารม้าอย่างพี่บ้างซิครับ อาจไปก๊อปข่าวหรือบทความหรือสาระอื่นๆมาบ้าง แต่จะมีแนวคิดของตนเองแทรกกันเอาไว้ด้วย รวมถึงเป็นกระทู้ที่แสดงถึงความรักสามัคคีช่วยเหลือกันของพวกเราสมาชิกหนุ่ม 11 กระทู้ทั้งสอง คือ "คุยกับพี่แจ้" และ "ถึงพี่แจ้" ลองเข้าไปค้นดูนะครับ น่าจะอยู่ในห้อง การทหาร ครับ

ความหลังจากการรบในอดีต ผมขอเรียนตามตรงให้ทราบว่าไม่อยากจะจำเอาไว้ เพราะเป็นการต่อสู้ห้ำหั่นกันของผู้คนพลเมืองในชาติไทยของเรา ซึ่งเหตุการณ์บ้านเมืองในอดีตที่ผ่านมาระหว่างสีเสื้อต่างๆโหดร้ายมากครับ มากกว่าการรบในอดีตที่ผ่านมาของผมและเพื่อนๆ เพราะเรารบกันในป่าและในสมรภูมิ ด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกัน คนอื่นไม่เกี่ยวข้องหรือประชาชนผู้บริสุทธิ์จะไม่โดนฆ่าโดนทำร้าย แต่ห้าหกปีที่ผ่านมานี้พวกเราคนไทยกลับมารบราฆ่าฟันห้ำหั่นกันเองเพื่ออะไรก็ไม่รู้ เพื่อคนคนเดียวหรือเพื่อระบบประชาธิปไตยจอมปลอมของผู้คลั่งไคล้ประชาธิปไตย

ในอดีตเราคิดกันว่าระบบอบการปกครองแบบรวมศูนย์คอมมิวนิสต์เลวร้ายมาก มหาอำนาจสหรัฐอเมริกามาบอกว่าใช้ไม่ได้ เอาไว้ไม่ได้ ต้องจัดการให้สิ้นซาก ทหารไทยต้องไปรบที่เกาหลี เวียตนาม ลาว และชายแดนกัมพูชา ต้องเอาชีวิตไปทิ้งไว้เพื่อระบอบประชาธิปไตยของมหาอำนาจตะวันตก ผมเคยกอดศพเพื่อนรัก ลูกน้องที่รัก ร่างกายเปื้อนเลือดแล้วร้องไห้น้ำตาปนกับคาวเลือดที่คละคุ้งไปหมด การตายการพลัดพรากเกิดจากพวกเราคนไทยด้วยกันทั้งนั้น เพราะรุ่นผมโชคดี ไม่ได้ไปรบต่างประเทศ เพื่อใครก็ไม่รู้

แต่เดี๋ยวนี้ระบอบประชาธิปไตย ในความคิดเห็นของผม ชายชาติทหารวัย 64 อย่างผม มันก็คือประชาธิปไตยจอมปลอมเท่านั้นเอง สำหรับประเทศไทยการปกครองอะไรก็ได้ภายใต้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ซึ่งไม่มีการรบราฆ่าฟันกันระหว่างคนไทย สามารถทำให้คนไทยเรารักกัน เอื้ออาทรต่อกัน ช่วยเหลือกัน มีความสามัคคีกัน ผมว่านี่แหละคือการปกครองที่เหมาะสมของเรา

ถ้าน้องอยากอ่านเรื่องมันๆละก๊อ ลองค้นดูนะครับใน ห้อง การทหาร และห้องทั่วไป กระทู้ของผม จะใช้ 3111 ; Admin ; kittipanh มีสนุกเร้าใจมันๆหลายตอนครับ ลองเข้าไปดูซิครับ ขอขอบคุณที่น้องติดตามเรื่องราวในเว็บนี้ นะครับ


3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: เรื่องเล่าจากพี่แจ้

โพสต์โดย 3111 » 11 เม.ย. 2015, 12:23


ว่ายังงั๊ยละน้อง BURN เงียบเชียว ไม่รู้ว่าพี่เล่าถูกจุดพอใจน้องมั๊ยละคับ!

วันนี้เล่าสืบเนื่องกันต่อก็แล้วกันคับ

เมื่อ 1 ต.ค. 2519 ผมได้อาสาสมัครออกชายแดนริมโขง ได้อยู่หน่วยศูนย์เฝ้าตรวจชายแดนที่ 3 รับผิดชอบแนวชายแดนไทย - ลาว ตั้งแต่อำเภอธาตุพนม จ.นครพนม (เขตการปกครองเดิม) จนถึงอำเภอโขงเจียม จ.อุบลราชธานี ระยะทางตามถนนสายยุทธศาสตร์ริมแม่น้ำโขงก็ประมาณ 350 กิโลเมตร ผมเป็นทหารม้าผู้หมวดรถถัง แต่ออกชายแดนครั้งนี้ผมได้เป็นผู้หมวดลาดตระเวณ มีทั้งรถสิงห์ทะเลทราย รถสายพานลำเลียงพลซึ่งใช้บรรทุกทหาร และ บรรทุกเครื่องยิงระเบิด 105 มม.และมีรถถังอีกสองคัน หน่วยของผมต้องออกลาดตระเวณทุกวันตามเส้นทางยุทธศาสตร์ เดือนหนึ่งจะต้องลาดตระเวณให้ครอบคลุมเส้นทางทั้งหมด สนุกและมันดี บางครั้งก็ตื่นเต้นดี เส้นทางที่รับผิดชอบมีอยู่ประมาณ 100 กม.เห็นจะได้ที่ไม่ปลอดภัย ตั้งแต่อำเภอชานุมาน จ.อุบลราชธานี ไปจนถึง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม มีการซุ่มยิงกันบ้างเป็นประปราย ส่วนการวางระเบิดบนถนนหลวง ผกค.จะไม่ทำกันเพราะจะมีผลกระทบทางจิตวิทยาต่อประชาชนทั่วไป พวกเค๊าจะทำเฉพาะทหาร ตำรวจ และข้าราชการ เท่านั้น

ไม่เหมือนที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่โหดผิดมนุษย์ ทำได้แม้กระทั่งคนบริสุทธิ์ ทั้งที่เป็นพุทธและมุสลิม นี่ก็เริ่มไปวางระเบิด วางเพลิง นอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กันแล้ว ทุกจังหวัดท่องเที่ยวทางใต้ ต้องระวังกันให้ดี มีเค๊าลางมาตั้งแต่ปี 2553 กันแล้ว แต่ไทยเราเป็นเมืองท่องเที่ยวจึงปล่อยปละละเลยกันมาก เวลาเกิดเหตุจึงค่อยแก้ไขกันไป ยิ่งเมืองท่องเที่ยวอย่างสมุย พังงา ภูเก็ต ด้วยแล้ว ระวังป้องกันยาก ประชาชนเจ้าของพื้นที่และนักท่องเที่ยวต้องเป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแลเหตุผิดปกติ พบเห็นต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

ที่เกาะสมุยเมื่อปี 2554 ผมไปทำเรื่องสิ่งแวดล้อมเพื่อให้สมุยเป็นเกาะสีเขียว โดยการสนับสนุนงบประมาณจากเทศบาลเมืองเกาะสมุย ผมได้นำเอาพี่น้องมุสลิมจากจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวนหนึ่งมาช่วยทำงานด้วย เพราะที่เกาะสมุยมีชุมชนมุสลิมอยู่ชุมชนหนึ่ง ที่ชุมชนนี้มีเรื่องราวมากมายสารพัดส่วนใหญ่จะเป็นเชิงลบเกือบทั้งสิ้น ขนาดโต๊ะอิหม่าม ผู้นำศาสนาต้องลาออกเพราะต้านยาเสพย์ติดไม่ไหว น้องคนหนึ่งที่ผมนำมาจาก จชต.(คอมมานโดกลับใจ) ให้มาช่วยงานสิ่งแวดล้อมด้วย ได้บอกกับเพื่อนๆว่า ที่ชุมชนมุสลิมเกาะสมุยเป็นที่หลบซ่อนพักพิงกองกำลังชั้นหัวกะทิของ จชต. เพราะเค๊าไปจะเอ๋กันในหมู่บ้านนี้ ต่อมาเมื่อรู้ว่าผมมาทำงานที่นี่ก็หนีหายไม่กลับมาที่สมุยอีก กลัวผมจะจับตัวมั๊ง แต่น้องมุสลิมกลับใจคนนั้นก็ถูกตามไปยิงที่หัวขณะกำลังละหมาดอยู่ในมัสยิด ผมเคยบอกให้เค๊ามาอยู่ที่ กทม.กับผม มาคอยดูแลช่วยเหลือผม แต่อยู่ได้พักเดียวก็กลับไปหาครอบครัว

ผมจะเตือนน้องมุสลิมที่กลับใจมาอยู่กับผมเสมอๆว่า ให้ระวังตัว พกปืนติดตัวตลอด เห็นท่าไม่ดีให้เผ่นมาหาผมก่อน หรือเข้าค่ายทหารใกล้ๆตัว พวกนั้นก็เก่งนะครับ ใจเย็นมาก ติดตามเกาะติดตลอด เผลอเมื่อไหร่เค๊าลงมือเลย ตามยิงทีเผลอทุกคน คนสุดท้ายที่โดนยิงที่มัสยิดนี่เก่งมาก กล้าหาญมากไม่กลัวตาย เค๊าจะระวังตัวแจเลย ปืนไม่ห่างกาย เรียกว่าตัวต่อตัวหรือสามรุมหนึ่งยังกินยาก แต่ก็โดนสังหารได้ในที่สุด เด็กของผมที่รอดจะต้องหนีออกไปอยู่นอกสามจังหวัดชายแดนใต้ไปเลย ถ้าหวนกลับมาจะถูกเก็บหมดทุกคน ไม่มีรอดแม้แต่คนเดียวครับ

วันนี้ออกนอกเรื่องไปไกล จากอีสานในอดีต ดันไปโผล่ที่ชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน และไปโผล่เมืองท่องเที่ยวทางใต้ที่โดนระเบิดและวางเพลิง มีผู้ใหญ่ที่รู้เรื่องทางใต้บอกกับผมว่า ที่นั่นชายแดนใต้จะจัดการปัญหาไม่ยากนักหรอก ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐเอาจริงเอาจัง เข้าพื้นที่ ดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านให้ดี ควบคุมเด็กและเยาวชนให้ได้ เหมือนในอดีต พอเด็กเยาวชนโตขึ้น มีครอบครัว มีอาชีพ มีรายได้ ก็จะเลิกเกกะเกเร แต่พอมีการนำหลักศาสนธรรมที่ผิดเข้ามา มีการบริจาคเงินจากประชาชนทั่วไปในประเทศตะวันออกกลาง จากพี่เบิ้มใหญ่ที่ผูกใจเจ็บไทยเรื่องเครื่องเพชรประจำราชวงศ์ เรื่องราวจึงไม่จบลงง่ายๆ ผมเคยเสนอผู้ใหญ่ในรัฐบาลนี้แหละ เสนอว่าปัญหาทุกอย่างต้องแก้ไขโดยพี่น้องมุสลิมด้วยกันเอง โดยรัฐจะต้องสร้างและควบคุมกระบวนการในการทำให้ชายแดนใต้เกิดความสุขสงบวิถีธรรม ไม่ต้องไปกลัวว่าพี่น้องมุสลิมจะแบ่งแยกดินแดน เพราะประชาชนที่ชายแดนภาคใต้ต้องการเป็นคนไทย ไม่ต้องการเป็นมุสลิมมาเลเซีย ไม่ต้องการเป็นมุสลิมใหม่ ไม่ต้องการเผด็จการมุสลิม จริงๆนะครับ


burn
โพสต์: 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ต.ค. 2014, 20:05
ติดต่อ:

เรื่องเล่าจากพี่แจ้

โพสต์โดย burn » 11 เม.ย. 2015, 14:56

ผมแบบดีใจมากๆ เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ผมได้คุยกับนายพล แบบปลื้มสุดๆ ผมแค่คนตัวเล็กๆ ตอนโพสก็ไม่คิดว่าจะมีใครใส่ใจ พอพี่ตอบก็ถึงกับอึ้งไปพัก คิดในใจ เขาตอบเราแล้ว ขอบคุณพี่มากๆครับ ถ้าพี่ไม่อยากเล่า มันเป็นความทรงจำไม่ดี ก็ไม่ต้องเล่าก็ได้ครับ ส่วนเรื่องภาคใต้ ผมสงสารทหารที่ปฎิบัติหน้าที่มากครับ จากที่ดูคลิปหลายๆคลิป เราแทบจะไม่สามารถตอบโต้เขาได้เลย เพราะเราต้องรอให้เขาลงมือก่อนเสมอ แล้วก็เสร็จเขา ผมก็รู้แค่หัวๆ ไม่เคยได้ลงสัมผัส เห็นใจพี่ๆที่ต้องใจเย็น เห็นน้องๆล้มตาย จะแรงกับเขามากก็ไม่ได้ เพราะแยกแยะได้ยากมาก แต่งตัวเหมือนกันหมด ไม่ได้ติดป้าย ว่าคนดีหรือโจร ใช่ครับมันไม่เหมือน สงครามเมื่อตอนที่พี่ยังหนุ่ม มันเป็นสงครามแบบใหม่ ขอเอาใจช่วยพวกพี่ ให้แก้ไข สถานการณ์ ได้สำเร็จนะครับ

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

เรื่องเล่าจากพี่แจ้

โพสต์โดย 3111 » 11 เม.ย. 2015, 23:16



น้อง BURN ครับ พี่ว่าจะขอเปลี่ยนชื่อกระทู้เป็น "เรื่องเล่าจากพี่แจ้" น้องจะขัดข้องมั๊ยครับ! ตอบมาด้วยนะครับ

พี่จะเล่าเรื่องในอดีตแบบที่อยากจะเล่าให้น้องและท่านๆที่สนใจฟังก็แล้วกันครับ จะเริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้ โดยจะเล่าในวันว่างๆสบายๆนะครับ

วันนี้มีเรื่องหนักอยู่เรื่องหนึ่งที่พี่คิดว่าอยากจะเล่าให้ฟัง คือ เรื่องความทุกข์ของชาวประมงพื้นบ้านในทะเลสาบสงขลา ต.หัวเขา อ.สิงหนคร จ.สงขลา เป็นเรื่องที่ก้ำกึ่งระหว่างมโนธรรมกับหน้าที่รับผิดชอบ เป็นเรื่องการใช้ดุลยพินิจของผู้ปกครองกับประชาชนผู้ถูกปกครอง ระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กับ ชาวประมงพื้นบ้าน เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้วหลายสิบปี เพราะโพงพางเครื่องมือจับสัตว์น้ำไปขวางทางเดินเรือ และถูกหาว่าทำให้ทะเลสาบสงขลาในบริเวณนั้นตื้นเขิน ทั้งๆที่โพงพางเป็นปัญหาส่วนน้อยเท่านั้น ปัญหาสาเหตุใหญ่มาจากท่าเรือน้ำลึกสงขลา มีการสร้างแนวท่าเรือขวางทางไหลของน้ำจนทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงไป (โพงพางเหล่านี้มีมาเกือบสองร้อยปีแล้ว เมื่อพระยาสุวรรณคีรี ต้นสกุล "ณ สงขลา" ได้จัดทำขึ้นเพื่อสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้แก่ราษฎรและบ้านเมือง ต่อมาภายหลังจะมีโพงพางเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนแน่นทะเลสาบ) แต่ที่มาปะทุรุนแรงก็ในสมัยผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาคนปัจจุบันนี่แหละ ท่านตั้งใจแน่วแน่ว่าจะรื้อถอนโพงพางในทะเลสาบที่มีมาเกือบสองร้อยปีให้สิ้นซาก ก่อนที่ท่านจะเกษียณราชการในเดือนกันยายน 2558 นี้

นี่แหละครับที่ผมว่าก้ำกึ่ง ระหว่างรัฐศาสตร์กับนิติศาสตร์ บอกตามตรงว่า เรื่องนี้ผมอยู่ฝ่ายชาวบ้านครับ สงสารชาวบ้าน ยอมรื้อไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่อต้นปี 2558 ตอนนี้จะรื้อกันอีกแล้ว มีโอกาสผมจะเล่าเรื่องราวต่างๆให้ฟัง วันนี้ชาวบ้านตำบลหัวเขาประชุมกันแล้ว ตกลงเป็นหนึ่งเดียวกันว่า จะไม่ยอมให้ราชการมารื้อถอนโพงพางอีกแล้ว ตายเป็นตาย พวกเค๊าจะยกกำลังผู้หญิง เด็ก คนแก่ มาปิดถนน ปิดทะเลสาบสงขลา หากผู้ว่าคนนี้หรือราชการจะมารื้อถอนโพงพาง วันนี้ผมได้ขอร้องผู้นำศาสนาและแกนนำชาวบ้าน ขอให้ปิดเฉพาะทะเลสาบก็พอ อย่าไปปิดถนนบริเวณสะพานติณสูลานนท์เลย ผู้คนจะเดือดร้อนกันหมด ในเบื้องต้นชาวบ้านยอม จะขอปิดเฉพาะทะเลสาบก่อน แต่หากไม่มีทางเลือกก็จะต้องปิดสะพานติณสูลานนท์ในที่สุด เพราะนิติศาสตร์ที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาใช้ เป็นแบบเลือกข้าง คือจัดการกับชาวประมงพื้นบ้านและชาวบ้านตำบลหัวเขาสิงหนคร แต่ไม่ไปแตะชาวบ้านและกลุ่มนายทุนที่สร้างโพงพาง กะชังปลา โฮมสเตย์ที่รุกล้ำทะเลสาบ ในทะเลสาบสงขลาบริเวณเกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา นี่แหละที่เรียกว่าการสร้งความชอบธรรมในการจัดการปัญหา แต่ไม่เป็นธรรมและทั่วถึงต่อประชาชนในจังหวัดสงขลา


burn
โพสต์: 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ต.ค. 2014, 20:05
ติดต่อ:

เรื่องเล่าจากพี่แจ้

โพสต์โดย burn » 11 เม.ย. 2015, 23:50

ได้ครับพี่ คนอื่นจะได้เข้ามาอ่านด้วย พี่อยากเล่าเรื่องอะไร ก็เล่าเลยครับ ผมจะคอยติดตาม ขอบคุณครับพี่

3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: เรื่องเล่าจากพี่แจ้

โพสต์โดย 3111 » 13 เม.ย. 2015, 02:26



บ้านเมืองของเราที่อยู่มาได้ทุกวันนี้ก็ด้วยระบบราชการที่ยิ่งใหญ่นี่แหละ ยิ่งระบบการเมืองเลวร้ายมากเท่าไหร่ ระบบราชการก็จะเลวร้ายมากขึ้นเท่านั้น นักการเมืองในสมัยนี้บางส่วนจะมาจากกลุ่มทุน มาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนายทุน มาเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ส่วนตน ด้วยการอ้างว่าทำเพื่อส่วนรวม ไม่เหมือนเมื่ออดีตที่นายทุนมักจะใช้อำนาจผ่านมาทางข้าราชการประจำ หรือพูดง่ายๆก็คือการซื้อข้าราชการประจำทุกระดับตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด ภูมิภาค และ ประเทศ นอกจากนั้นยังใช้อำนาจผ่านมาทางนักการเมืองบ้างในบางโอกาส

ผมจะเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง เป็นเรื่องที่ผมจำฝังใจมาตลอดไม่มีวันลืม เหตุเกิดเมื่อปี 2520 สามสิบแปดปีมาแล้วครับ ตอนนั้นผมยังเป็นผู้บังคับหมวดลาดตระเวณ สังกัดศูนย์เฝ้าตรวจชายแดนที่ 303 มีฐานปฏิบัติการอยู่ที่ อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี เป็นเมืองชายแดนริมแม่น้ำโขงที่มีผลประโยชน์นานาชนิดทุกรูปแบบ ฐานของผมตั้งอยู่ริมโขง คุมช่องทางแทรกซึมจากฝั่งลาว แต่ผมไม่ชอบเพราะมีทางออกทางเดียว แถมเวลาเข้าออกฐานต้องผ่านอำเภอและสถานีตำรวจ ผ่านหมวด ตชด. หน่วยผมจะไปทำอะไรผู้คนรู้หมด ผมพยายามจะขอย้ายฐานที่ตั้ง แต่ ผบ.ศูนย์ไม่ยอมเพราะไม่มีหน่วยทหารอยู่กับศูนย์เลย ผมก็ทนอยู่ไปอย่างนั้นแหละครับ

ที่นี่จึงเป็นที่รวมของสารพัดปัญหา ทั้งของเถื่อน ยาเสพติด อาวุธสงคราม ผู้คนหลบหนีเข้าเมือง สายลับจากลาวและญวน และที่สำคัญคือ การตัดไม้ทำลายป่าซึ่งรุนแรงมาก ช่องทางส่งข้ามก็มากมายนับไม่ถ้วน เอาแค่อำเภอเดียวผมและลูกน้องก็ทำงานกันจนสายตัวแทบขาด แต่ผมรับผิดชอบถึง 10 อำเภอตามแนวแม่น้ำโขง ท่านก็คิดเอาเองแล้วกันว่าจะหนักขนาดไหน ลาดตระเวณกันไม่มีวันหยุด ผมไม่เคยได้พักตามวงรอบกับลูกน้องหรอกครับ แต่สนุกดีมันดี เร้าใจ ได้รสชาดของลูกผู้ชายดี ผมต้องพกปืนติดเอวตลอดเวลา กระสุนเต็มอัตราศึก 28 นัด มีระเบิดขว้างติดกระเป๋าบ้างในบางครั้ง ไปเดินตลาด เดินเข้าอำเภอ เดินขึ้นโรงพัก พกปืนคาดเอวอย่างกับจังโก้ บางครั้งก็ทุเรศตนเอง แต่ต้องทำเพราะทุกแห่งไม่ปลอดภัย เพียงแต่ว่าเป็นชุมชนเมืองเท่านั้นแหละ ตอนนั้นผมดังมากนะ ผู้หมวดทหารม้า สูงชลูดตูดปอด กินเหล้าเก่ง ชักปืนเร็ว แก้ผ้าเร็ว อะไรประเภทนี้แหละ ตามม๊อตโต้ของทหารม้าครับ

ที่นี่จะมีการตัดไม้ทำลายป่ากันอย่างโจ๋งครึม ไม่มีใครมาจับ ไม่มีใครสนใจ แปลกมาก แถมมีโรงเลื่อยอยู่หนึ่งโรงที่ใหญ่มาก ชักลากไม้ทั้งวันทั้งคืน ตอนแรกผมไม่ได้สนใจหรอก ทีนี้เมื่อวันทหารม้า 4 ม.ค.2520 ตอนเย็นผมกำลังนั่งฟาดเหล้าเชี่ยงชุนกับลูกน้องในฐานอยู่ ผู้จัดการโรงเลื่อย ชื่อเสี่ยอึ่ง ขับรถเข้ามาในฐาน เอาเหล้าแม่โขงและเบียร์มามอบให้เพียบเลย เท่าไหร่ผมไม่ได้นับ ทำเป็นขาใหญ่พูดจากยะโสโอหัง อ้างว่านายของมัน (ผมจำชื่อได้แม่นยำ) ให้เอามาให้ ผมเลยไล่เสี่ยอึ่งออกนอกฐาน เพราะพูดไม่เข้าหูผม เหล้าเบียร์ไม่เอา เพราะผมมีเงินซื้อกิน มันทำเป็นยึกยัก ผมเลยชักปืน 11 มม.ประจำตัว แกล้งจะยิงมัน แต่ผมลั่นกระสุนขึ้นฟ้าจนหมดแมกกาซีน 7 นัด เสี่ยอึ่งรีบบึ่งรถหนีออกจากฐานไปอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่นั้นมา พวกโรงเลื่อยจะถือว่าผมเป็นศัตรูของพวกมัน และผมก็เริ่มสืบสาวราวเรื่องที่มาที่ไปของไม้ที่นำเข้าโรงเลื่อย

ผมมีอำนาจตั้งด่านตรวจลอยได้ตามกฎอัยการศึก ตรวจรถทุกคันและคนทุกคนที่ผ่านด่านตรวจ ไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม ทุกครั้งผมจะต้องวิทยุขออนุญาต ผบ.ศฝด.303(หน่วยขึ้นควบคุมทางยุทธการ), ผบ.กอง.ลว.ทภ.2 สน.(หน่วยแม่ อยู่ อ.บ้านแพง จ.นครพนม)และ ทภ.2 สน.(สกลนคร) ห้วงหลังปีใหม่ผมจะเข้มงวดรถบรรทุกไม้เพิ่มมากขึ้น จนป่าไม้อำเภอเข้ามาฟ้องนายผม ผบ.ศฝด.303 และเสี่ยใหญ่ก็ไปฟ้องผู้กอง นายผมที่ อ.บ้านแพง แต่ผมก็ได้ชี้แจงว่าผมทำไปตามหน้าที่ ไม่มีอคติใดๆ จึงไม่มีใครห้ามผมได้ เพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิด จึงได้ปรามๆผมให้ห้าวน้อยๆลงหน่อย อย่าได้ทำอะไรที่นอกเหนือหน้าที่ ซึ่งผมก็รับปฏิบัติ

มีอยู่วันหนึ่งหลังวันทหารม้าได้เกือบเดือน ผมลาดตระเวณไปทางบ้านสองคอน อ.เขมราฐ ใกล้ๆกันเป็นป่าไม้ดงดาหวัง ดงขุมคำ เป็นไม้แปลงสัมปทานส่วนหนึ่งและเป็นส่วนน้อย กับเป็นป่าสงวนดงขุมคำ นอกจากนั้นก็เป็นป่าที่อยู่หัวไร่ปลายนาชาวบ้าน ผมได้เจอกับผู้หมวด ตชด.ในเขตนั้น ได้รับรายงานว่าชาวบ้านมาร้องเรียนเรื่องถูกนายทุนใหญ่มาตัดไม้ในหัวไร่ปลายนาของพวกเค๊า ไปแจ้งความกับใครก็ไม่มีเจ้าหน้าที่สนใจ จึงรับทราบและทำบันทึกรายงานไปตามสายงาน พร้อมกับได้เรียนนายให้ทราบด้วยวาจาว่า จะขอเข้าไปจัดการกับปัญหานี้เอง แต่ท่านไม่อนุญาต พร้อมกับกำชับไม่ให้ผมหาเรื่องใส่ตัว ผมคิดแผนการอยู่สามวันว่าจะทำอย่างไร ก็พอดีเกิดเหตุการณ์มีการยิงกันตายที่ป่าดงตาหวัง แถมมีขมวดท้ายข่าวว่าน่าจะเป็น ผกค.

ผมลาดตระเวณแถวนั้นบ่อยๆ รู้ว่าที่นั่นไม่มี ผกค.จึงให้ลูกน้องเข้าไปสืบข่าว และให้นำชาวบ้านมาหาที่ฐาน จึงทราบว่าที่แท้จริงแล้วโรงเลื่อยส่งคนมาตัดไม้ยางในนาของชาวบ้าน ชาวบ้านแถบนั้นมีอาชีพทำขี้ยางขาย พอถูกตัดไม้จึงไม่ยอม ก็เกิดการยิงต่อสู้กัน คนงานตัดไม้ตาย ชาวบ้านบาดเจ็บ โรงเลื่อยเลยกุข่าวว่าเป็นฝีมือ ผกค. กะยืมมือ ตชด.เข้ามาจัดการ เมื่อผมทราบข่าวจึงออกไปพบกับ ผู้หมวด ตชด. สอบถามได้ความแล้ว จึงซักซ้อมวางแผนกันอย่างดีว่าจะเข้าไปจัดการกับปัญหานี้ โดยผมจะเป็นหน่วยหลักในการบุกเข้าไปปางตัดไม้ และเราปิดเป็นความลับไม่บอกใครเลย แม้แต่เจ้านายของตนเอง ผมได้จัดทำแผนปฏิบัติการลาดตระเวณเฝ้าตรวจสายลับลาวและบุคคลหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย จำนวน 7 วัน แล้วขออนุมัติเข้าปฏิบัติการ

ผมจัดกำลังรถสายพานลำเลียงพล 2 คัน สิงห์ทะเลทราย 2 คัน ไปตั้งด่านตรวจค้นอยู่ที่บ้านสองคอนร่วมกับหมวด ตชด. ตรวจทั้งรถทั้งคน ทำให้ทราบว่าพวกนายทุนขนไม้ออกมากจากเขตป่าสงวนดงขุมคำ ตัดกันอย่างเร่งรีบ วันที่สามของแผนผมจะเข้าติดตามไปในป่าไม้ที่กำลังลักลอบตัดไม้กันอยู่ ลึกเข้าไปจากแม่น้ำโขงหลายกิโลเมตร พ้นเขตความรับผิดชอบของผมและ ตชด.แล้ว ผู้หมวด ตชด.ไม่กล้าเข้าไปกับผม ผมจึงให้ไปเข้าบล๊อคพื้นที่บริเวณปากทางเข้า ห้ามใครเข้าออก ผมกับลูกน้อง 6 คน ไปกับรถสิงห์ทะเลทราย 2 คัน มีปืนกลเอ็ม 60 ติดรถทั้งสองคัน กระสุนเพียบเกินอัตราศึก ปืนเอ็ม 16 ปืนพก ระเบิดมือ เพียบแล้วกัน เราค่อยๆขับเข้าไปช้าๆตั้งแต่เช้ามืด คนในปางไม้ไม่มีใครรู้ตัวเลย ผมบุกเข้าไปจับตัวหัวหน้าปางไม้เอง ครั้งแรกมันจะต่อสู้ พอผมบอกว่าผมเป็นทหารม้าลาดตระเวณเท่านั้นแหละ วิ่งหนีกันชุลมุนไปหมด ผมต้องให้ยิงปืนกลเอ็ม 60 ขึ้นฟ้าจนหมดสาย จึงได้เงียบกันหมด หนีไปได้หนึ่งคน จับได้ 6 คน มัดมือไพร่หลังกับต้นไม้ทุกคน ตัวหัวหน้ายังมีฤทธิ์จ้องหน้าจ้องตาผม ผมเลยอัดไปหนึ่งยก เจ็บแค้นผมมาก ตอนหลังตามฆ่ากันอีกหลายยกทั้งในป่าและในเมืองอุบล วันหน้าจะเล่าให้ฟังครับ

ผมได้วิทยุไปแจ้งหน่วย ศฝด.303 และแจ้งตำรวจสถานีเขมราฐให้เข้ามาทำบันทึกจับกุม จากสองโมงเช้าถึงเที่ยงไม่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาสักคน ผมก็คุมคนงานเอาไว้แบบนั้นแหละ ข้าวปลาไม่ต้องกิน ใกล้เที่ยง ป่าไม้อำเภอเขมราฐเข้ามาเจรจาขอให้ปล่อยตัวคนงานตัดไม้ทั้งหมด เพราะเป็นการตัดไม้ถูกต้อง ผมเลยให้ป่าไม้มาดูไม้ที่ตัด ไม่มีตราป่าไม้ประทับตราแม้แต่ต้นเดียว เป็นไม้ยางและไม้เบญจพรรณใหญ่มากทุกต้นเลยครับ ป่าไม้ดันมาพูดกวนส้นตีนผมอีก ผมเลยบอกไปว่า "มึงเป็นข้าราชการป่าไม้ แทนที่มึงจะทำหน้าที่ของมึง มึงกลับมาเข้าข้างนายทุนตัดไม้ทำลายป่าเสียเอง กูให้เวลามึงห้านาทีรีบออกไปจากที่นี่ ไม่งั้นกูจะยิงมึงให้เหมือนหมาตัวหนึ่ง" เท่านั้นแหละ ป่าไม้อำเภอรีบกลับเข้าอำเภอไปเลย หลังจากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่เข้ามาทำการจับกุมไม้จำนวนดังกล่าว รวมถึงเข้าไปตรวจไม้ในโรงเลื่อยอีก งานนั้นทำให้ผมดังระเบิด โดนนายที่เขมราฐด่าเกือบตาย นายที่นครพนมมาอุ้มไปล้างสมองที่อุบล กินเหล้าเคล้านารี สารพัดที่จะทำ แต่ผมเฉยๆ เงินซื้อผมไม่ได้หรอกครับ หลังจากนั้นผมก็ถูกใส่ร้ายนานาสารพัน ว่าแกล้งจับบ้าง ไปเรียกเงินโรงเลื่อยบ้าง แต่ผมไม่ได้ทำ ผมไม่กลัวใครอยู่แล้ว ผู้ใหญ่ที่คุ้มกะลาหัวผมในเวลานั้น คือ ป๋าเปรม ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในขณะนั้น ท่านเชื่อผม เชื่อว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิด แม้ผมจะทำอะไรที่ดูจะออกนอกลู่ทางไปบ้าง แต่ผมทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมทั้งสิ้น ซึ่งท่านเข้าใจแต่ก็ตำหนิบ้าง ไม่ให้ผมเหลิง ทรนงตน ทำให้ผมรักเคารพท่านมาตั้งแต่บัดนั้นมาจนบัดนี้

นี่แหละครับ ข้าราชการในสมัยนั้น ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากข้าราชการสมัยนี้เท่าไหร่นัก เมื่อก่อนผมเป็นร้อยโทอายุ 26 ปี เดี๋ยวนี้ผมเป็นพลโทอายุ 64 ปี ไม่มีแปรเปลี่ยน กลับหนักข้อเข้าไปอีก รับเงินทองกันทุกระดับ ทุกหน่วยงาน ไม่น่าเชื่อนะครับ แต่ก็เป็นไปแล้ว ทุกวันนี้ว่าปลอดจากคอรัปชั่น แต่ยังเหมือนเดิม ผู้ว่าราชการบางจังหวัดยังตั้งโต๊ะเรียกรับเปอร์เซ็นต์จากบริษัทก่อสร้างอยู่เหมือนเดิม รับเงินตามน้ำซึ่งไม่รู้ว่ามาจากแหล่งใด สกปรกแค่ไหน ผู้ว่าบางคนผมรู้จักตั้งแต่ยังเป็นปลัดจังหวัด บางคนผมก็มีโอกาสผลักดันขึ้นเป็นผู้ว่า ผมรู้ข่าวว่าเป็นผู้ว่าสิบเปอร์เซ็นต์ ผู้ว่ายี่สิบเปอร์เซ็นต์ ผมยังไม่อยากจะเชื่อเลย จริงๆนะครับ


3111
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER
ติดต่อ:

Re: เรื่องเล่าจากพี่แจ้

โพสต์โดย 3111 » 15 เม.ย. 2015, 11:24



เมื่อวานนี้ได้ทราบข่าว บารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจะแต่งตั้ง "นายเกล็น เดวีส์" มาเป็นเอกอัครราชฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยคนใหม่ แทน นางคริสตี เคนนีย์ ฑูตคนเก่าซึ่งพ้นหน้าที่มานานเกือบปี ทำให้นึกถึงความหลังความเก่าซึ่งพวกเราหนุ่ม 11 จปร.22 ได้ถูกลิขิตจากรัฐบาลให้แบ่ง นนร.ชั้นปีที่ 3 ออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเรียนต่อให้ครบ 5 ปี อีกส่วนหนึ่งจบออกมารับราชการเลยโดยไม่ได้รับปริญญาตรี เหตุผลก็คือ กองทัพบกขาดแคลนกำลังนายทหารเพราะนายทหารหนุ่มๆต้องออกไปรบในประเทศที่สองและประเทศที่สาม(นักรบนิรนาม) มีเหตุผลทางการเมืองรองรับ เรื่องระบอบการปกครอง ระหว่าง ระบอบประชาธิปไตย (สหรัฐอเมริกาเป็นหัวเรือใหญ่) กับ ระบอบคอมมิวนิสต์ (จีนและรัสเซียเป็นหัวเรือใหญ่) ทำให้พวกเรานายทหารจบใหม่จาก รร.จปร.ออกไปรบนอกประเทศกันเยอะมาก ตอนเป็นนักเรียนนายร้อยปี 4 ผมได้ทราบข่าว จปร.รุ่นพี่เสียชีวิตจากการรบไม่เว้นแต่ละวัน ส่วนใหญ่ได้นำศพกลับมาบำเพ็ญกุศลที่ประเทศไทยได้ ส่วนน้อยหาศพไม่เจอ หายสาบสูญไปบ้าง สำหรับหนุ่ม 11 พวกเราไม่ได้ออกไปรบต่างแดน พวกเราปฏิบัติการในผืนแผ่นดินถิ่นเกิดประเทศไทยของเรา เสียชีวิตจากการรบก็หลายคน ในโอกาสต่อไปจะเล่าเป็นรายบุคคลเท่าที่จำได้ครับ

พื้นที่ปฏิบัติการสนามชายแดนของผมจะก้ำกึ่งระหว่างพื้นที่ชายแดนส่วนหนึ่ง กับพื้นที่ภายในซึ่งมีการก่อการร้ายในเขตป่าภูเขาอีกส่วนหนึ่งเพราะพื้นที่จะเชื่อมโยงกันกับพื้นที่ภูสระดอกบัว ต่อด้วยเทือกเขาภูพาน ในเขต จ.อุบลราชธานี จ.นครพนม จ.สกลนคร (ตอนนั้น อำนาจเจริญ มุกดาหาร ยังเป็นแค่อำเภอ) ถ้าไม่จำเป็นนายผมจะไม่ให้ผมเข้าไปในพื้นที่เขตภายในอิทธิพลของ ผกค. เพราะกลัวจะเสียงานการเฝ้าตรวจชายแดน แต่ผมก็อดไม่ได้ที่จะแว่บๆเข้าไปจนได้ เผอิญเพื่อนรัก พิเชษฐ์ วิสัยจร เป็น ผบ.มว.ร.ซึ่งมีพื้นที่รับผิดชอบอยู่ในเขตอำเภอชานุมาน จ.อุบลราชธานี ต่อ เขตอำเภอดอนตาล จ.นครพนาม มีฐานปฏิบัติการอยู่ในเขตรับผิดชอบของผมด้วย เราก็เลยไปมาหาสู่แลกเปลี่ยนข่าวสารและกินข้าวกันอยู่บ่อยๆ ลูกน้องก็สนิทสนมกันอีกต่างหาก เพราะอยู่ในค่ายสรรพสิทธิประสงค์ด้วยกัน แต่ส่วนใหญ่ผมจะไปหาพิเชษฐ์ที่ฐานบ้านโคกสานท่า อ.ชานุมาน เสียมากกว่า เพราะผมเคลื่อนย้ายตัวเองได้รวดเร็ว ไปได้ไกลกว่าพิเชษฐ์เยอะเลยครับ

ในขณะนั้นกรมการปกครองมีแนวคิดที่จะให้นักเรียนนายอำเภอที่มีคะแนนการเรียนดีๆออกมารับราชการเป็นนายอำเภอชายแดนและอำเภอที่มีความรุนแรงทางการปกครองสูง นัยว่าเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ในการทำงาน แต่ผมไม่เห็นด้วยเพราะพื้นที่เหล่านี้ต้องการนายอำเภอที่มีประสบการณ์ทางการปกครองมาก่อนแล้ว ไม่ใช่เอาคนที่เรียนเก่งไม่มีภาวะผู้นำมาปกครองดูแลพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว ผมอยู่ในตัวอำเภอเขมราฐ นายอำภอคนก่อนเก่งมาก ชาวบ้านรักมาก การปกครองก็ดีใช้ได้ ที่อำเภอชานุมาน นายอำเภอคนก่อนก็ดีพอสมควร ต่อมาเมื่อมีการปรับย้ายนายอำเภอ ปรากฎว่าอำเภอเขมราฐและอำเภอชานุมานได้นายอำเภอใหม่ เป็นคนเรียนดีเรียนเก่งและเป็นคนดี ที่เขมราฐเมื่อเจอกันนายอำเภอดูเป็นคนดีใช้ได้ แนวคิดทางการปกครองดี แต่แนวคิดปฏิบัติการในพื้นที่ยังต้องหาประสบการณ์ต่อไปอีก

ผมกับพิเชษฐ์มักจะปรารภกันบ่อยๆถึงการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการอำเภอซึ่งไม่ยอมลงพื้นที่ เพราะกลัวอันตราย ทำให้ห่างเหินกับชาวบ้าน ความไว้วางใจกันก็ไม่เกิด มีแต่ความหวาดระแวงกัน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านมองข้าราชการอย่างไม่เป็นมิตร ตอนนั้น ปี 2520 เรื่องระเบิดที่ฝังตามถนนเข้าหมู่บ้านเส้นทางหลักและเส้นทางรองมีมานานหลายปีแล้ว เมื่อปี 2517 พื้นที่เขาวง กาฬสินธิ์ รถบรรทุกใหญ่บรรทุกทหารออกนอกพื้นที่ถูกทุ่นระเบิดทหารตายไปสิบกว่าคน ดังนั้นข้าราชการจะกลัวระเบิดและการซุ่มยิงกันมาก ทำให้ไม่กล้าออกทำงานในพื้นที่ เราปรึกษากันแล้วตกลงจะใช้มอเตอร์ไซท์บรรทุกทหารและข้าราชการอำเภอลงพื้นที่ โดยจะเชิญนายอำเภอไปกับเราแต่งกายชาวบ้านไป ใช้รถมอเตอร์ไซด์เป็นสิบคัน ใช้ขบวนทะยอยเข้าไปในพื้นที่อันตราย ซึ่งก็ได้ผลในระดับหนึ่ง นานๆจะใช้สักครั้งหนึ่ง เพราะกลัว ผกค.จะจับทางได้ พวกเราจะใส่ชุดชาวบ้านพกปืน พกระเบิด ส่วน เอ็ม 16 กับ เอ็ม 79 เอาห่อผ้าขาวม้าสะพายหลังไป เสียดายถ่ายรูปเอาไว้ด้วย แต่ไม่รู้หายไปไหน ทั้งรูปการจับไม้ทำลายป่า ทั้งรูปการบุกเข้าไปในโรงเลื่อย ทั้งรูปปฏิบัติการต่างๆ ทั้งในน้ำ ในป่า บนเขา บนถนน หายหมดเลย ผมย้ายบ้านหลายหน ขนย้ายทีก็หายไปที

ที่ผมเล่าเรื่องนี้ให้ฟังก็เพื่ออยากให้ท่านๆที่ไม่ใช่ทหารได้รับรู้ไว้ว่า คนเราเหมือนกันหมด ต้องการให้ได้รับบริการจากเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องการให้ผู้ใหญ่ของอำเภอ เจ้าหน้าที่อำเภอ ไปเยี่ยมไปหาไปถามสารทุกข์สุกดิบ กินข้าวกินปลากับพวกเค๊าบ้าง และจาก ปี 2520 ปฏิบัติการที่อีสาน ไปสู่การปฏิบัติการที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปี 2548 จนถึง ปี 2553 สำหรับพิเชษฐ์และผม รวมถึงต่อเนื่องมาจนบัดนี้สำหรับผม ไม่มีแปรเปลี่ยน คนเหมือนกันหมด ต้องการความสุข ไม่อยากมีปัญหาความขัดแย้งใดๆ ไม่อยากสู้รบตบมือกับใคร ปัญหาความขัดแย้งของประชาชนในชาติไทยแก้ไม่ยาก หากเจ้าหน้าที่รัฐสามารถเข้าใจ เข้าถึงสภาพปัญหาในพื้นที่และต้องการแก้ไขจริงๆ ทุกปัญหาแก้ไขได้ทั้งหมดครับ ขอให้มีกระบวนการ มีขบวนการ มีการบูรณาการกันอย่างจริงจัง จริงใจ เท่านั้นแหละ คลิ๊กเดียวจริงๆครับ



ผู้ใช้งานขณะนี้

สมาชิกกำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และบุคลทั่วไป 3