นักรบชายแดนทางทะเล ตอนในทะเล

Moderator: สมาชิกหนุ่ม11

3489
แอดมิน
แอดมิน
โพสต์: 77
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 1970, 07:00
ติดต่อ:

นักรบชายแดนทางทะเล ตอนในทะเล

โพสต์โดย 3489 » 24 ก.พ. 2018, 14:19

.....ครั้งหนึ่งในชีวิต นักรบชายแดนทางทะเล ตอนการยุทธในทะเล ในส่วนของเขตแดนทางทะเลในบริเวณนี้ที่ผมได้กล่าวให้ทราบแล้วตอนรบบนบก ที่บริเวณนี้มีประวัติศาสตร์ในการยุทธทางเรือที่ขนานนามว่า "ยุทธนาวีเกาะช้าง" ที่เรือรบเราได้ทำการรบทางเรือกับเรือรบฝรั่งเศษ เพื่อรักษาอธิปไตยในช่วงนั้น
.....ในขณะที่ผมปฏิบัติราชการอยู่นี้ เขตแดนทางทะเลบริเวณนี้ก็มีปัญหาระหว่างเรากับเขมรในการถือครองน่านน้ำ ฝ่ายเราจึงจำเป็นต้องใช้กำลังทางเรือเข้ารักษาอธิปไตยในน่านน้ำบริเวณนี้ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกำลังรบทางเรือของเรากับเขมรแล้ว เรามีความได้เปรียบเขมรหลายเท่าตัวนัก เพราะเรือรบของเขมรส่วนใหญ่ขัดข้องไม่สามารถซ่อมทำให้ใช้ราชการได้
.....ในน่านน้ำที่มีปัญหานี้ผลประโยชน์ที่ได้รับส่วนใหญ่จะเกิดกับฝ่ายเรา เพราะอาชีพหลักของชาวไทย บริเวณ อ.แหลมงอบ และ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด คือ อาชีพประมง มีเรือประมงเป็นจำนวนมาก ที่ออกทำการจับสัตว์น้ำบริเวณน่านน้ำที่มีปัญหานี้ เพราะมีสัตว์น้ำจำนวนมาก อันเนื่องมาจากชาวเขมรไม่ประกอบอาชีพทำการประมง สัตว์น้ำทั้งหลายมันจึงหนีไปอยู่ในน่านน้ำของเขมรเกือบหมด ประมงของฝ่ายเราแม้จะมีการเสี่ยงก็ยังเข้าไปทำกินในน่านน้ำที่มีปัญหานี้ บางครั้งก็ลุกล้ำเข้าไปทำกินในน่านน้ำของเขมรเลยก็มี ประมงของเราบอกว่า กุ้งในเขตเขมรมันตัวใหญ่มากๆ เมื่อเข้าไปทีหนึ่งได้คุ้มค่าต่อการเสี่ยง โดยเจ้าของเรือประมงจะจ้างไต้ก๋งเรือด้วยการแบ่ง % ของการขายสัตว์น้ำที่จับมาได้ใน % ที่สูง การเสี่ยงนั้น เจ้าของเรือจะเสี่ยงในการถูกยึดเรือ ส่วนไต้ก๋ง/ลูกเรือเสี่ยงต่อการถูกจับกุมและสูญเสียชีวิต
.....ดังนั้นการออกปฏิบัติภารกิจ ลชด.ของเรือที่ผมประจำอยู่จึงมีภารกิจที่จะต้องคุ้มครองเรือประมงของฝ่ายเรา ที่มาประกอบอาชีพบริเวณนี้อีกด้วย
.....เรือของฝ่ายเขมรจะเป็นเรือประเภทเรือลาดตระเวนชายฝั่ง (PCF) ออกมาจากฐานทัพเรือหลังเกาะกง เข้ายึดเรือประมงของไทย ด้วยการเอาทหารเขมรขึ้นเรือประมง แล้วเรือ PCF จะใช้ความเร็วสูงสุดวิ่งกลับฐานทัพเรือของเขมรที่เกาะกง ด้วยความเร็วประมาณ 20-24 น็อต (ไมล์ทะเล/ชั่วโมง) เกาะกงเป็นเกาะของเขมรที่อยู่ติดกับเขตแดนของไทย ห่างจากเกาะกูด ประมาณ 20 ไมล์ทะเล) ส่วนเรือประมงของไทยนั้น ไต้ก๋งและลูกเรือเจะกระโดดน้ำหนีหมด หากหนีไม่ทันก็จะถูกทหารเขมรจับนำขึ้นเรือ PCF ไปกักขังในเขตแดนเขมร ส่วนทหารเขมรจะนำเรือประมงของฝ่ายเรากลับฐานทัพเรือหลังเกาะกง ด้วยความเร็วของเรือประมงประมาณ 10 น๊อต เพื่อนำไปเรียกค่าไถ่ (จากแหล่งข่าวกรองเรือรบขนาดใหญ่ของเขมร ใช้ราชการไม่ได้เนื่องจากเป็นเรือที่ได้รับมาจากรัสเซีย อุปกรณ์การซ่อมบำรุงขาดแคลน คงจอดเรือรอการซ่อมทำ) และอาวุธที่ทหารเขมรนำขึ้นบนเรือประมงของฝ่าเราเมื่อยึดได้แล้วจะเป็นปืน ค.โดยมัดกระบอกปืนติดหลังของพลยิง ซึ่งสามารถยิงปืน ค. นี้ได้ด้วยคน ๆ เดียว
.....เรือรบของฝ่ายเราที่ปฏิบัติการเป็นหมู่เรือมีจำนวน 3 ลำ เป็น เรือประเภทลาดตระเวนขนาดกลาง (PC)จำนวน 1 ลำ มีปืนหลักคือปืน 3 นิ้ว 1 กระบอก ความเร็วสูงสุดในการปฏิบัติการ 12 น๊อต , เรือลาดตระเวนขนาดเล็ก (PGM) จำนวน 1 ลำ มีปืนหลักคือปืน 40 มม.มความเร็วสูงสุดในการปฏิบัติการ 16 น๊อต และเรือลาดตระเวนชายฝั่ง (PCF) จำนวน 1 ลำ มีปืนหลักคือปืน 22 มม. ความเร็วสูงสุดในการปฏิบัติการ 24 น๊อต จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันลาดตระเวนในน่านน้ำที่มีปัญหา โดยใช้หลักการการลาดตระเวณแบบกระสวน คือ การเข้าพื้นที่ปฏิบัติการไม่มีเวลาและพื้นที่ลาดตระเวณที่แน่นนอน
.....เมื่อปลายปี 2521 น่านน้ำชายแดนบริเวณนี้ การปฏิบัติการทางทหารของเขมรทั้งทางบกและทางเรือถี่มาก โดยจะใช้กำลังทางบกเข้าโจมตีที่มั่นที่ บ้านหาดเล็ก และใช้เรือ PCF ปฏิบัติการเข้ายึดเรือประมงของเราควบคู่กัน จนชาวประมงของไทย ได้มีการร้องขอให้ กองทัพเรือช่วยเหลืออย่าหนักและต่อเนื่อง กองทัพเรือจำเป็นต้องจัดเรือขนาดใหญ่กว่าเรือที่ผมประจำอยู่ ออกปฏิบัติราชการบริเวณนี้ คือ เรือหลวงปิ่นเกล้า ซึ่งในขณะนั้น ตำแหน่ง ผู้ช่วยต้นปืน ของเรือหลวงปิ่นเกล้าว่างอยู่ไม่ได้รับการบรรจุ ในเมื่อ เรือหลวงปิ่นเกล้า จะต้องออกมาปฏิบัติราชการรบในภารกิจนี้ จำเป็นต้องบรรจุกำลังพลเต็ม 100% กองเรือยุทธการ จึงมีคำสั่งให้ผมมาปฏิบัติหน้าที่นี้ (ขณะนั้น เรือหลวงตองปลิว ที่ผมประจำอยู่เป็นชุดพัก คือ ออกจากการเป็นเรือชุดของ ลชด. เพราะปฏิบัติงาน ลชด.มาเป็นระยะเวลา 3 ปีเต็ม ๆ แต่ตัวผมเองต้องออกมาปฏิบัติภารกิจ ลชด.อีกเพราะต้องไปกับ เรือหลวงปิ่นเกล้า ในตำแหน่ง ผู้ช่วยต้นปืน ซึ่งในช่วงนั้นนายทหารเรือที่สำเร็จจาก รร.นายเรือ มีจำนวนน้อย กว่าอัตรากำลังพลตามเรือต่าง ๆ ผมเองแม้มีเรือที่ประจำอยู่ แต่ในเมื่อเรือเป็นชุดพัก แต่คนประจำเรือไม่จำเป็นต้องเป็นชุดพัก ก็ต้องออกปฏิบัติราชการ)
.....เรือหลวงปิ่นเกล้า ออกปฏิบัติภารกิจช่วงนั้น เขมรใช้ยุทธวิธี ใช้กำลังรุกทางภาคพื้นดิน ที่บริเวณ บ้านหาดเล็ก ที่มีกองกำลังทหาร นย. และ ตชด.เป็นกองกำลังในการรักษาอธิปไตยอยู่บริเวณนั้น กับใช้กำลังทางเรือ โดยใช้เรือ PCF ออกปฏิบัติการไล่ล่าเรือประมงของฝ่ายเรา ในน่านน้ำที่มีปัญหา พร้อมๆ กันไป
.....ในขณะที่เรือหลวงปิ่นเกล้าลาดตระเวณในพื้นที่ปฏิบัติการ เวลาประมาณ 14.00 น. ได้รับรายงานจากกองกำลัง นย.ที่ บ้านหาดเล็ก ว่าถูกกองกำลังเขมรเข้าโจมตีที่มั่น ขอรับการสนับสนุนกำลังทางเรือในการยิงปืนใหญ่สนับสนุน ดังนั้น เรือหลวงปิ่นเกล้า จึงได้เดินทางจากการลาดตระเวนเข้าพื้นที่ยุทธบริเวณเวลาประมาณ 14.30 น.ได้เริ่มยิงสนับสนุนกองกำลังฝ่ายเราที่ บ้านหาดเล็ก ตามคำขอของกองกำลัง นย. และ ผู้หมู่เรือ ได้ขอกำลังทางอากาศจากกองทัพอากาศมาทิ้งระเบิดเป้าหมายฝ่ายตรงข้ามบริเวณดังกล่าว ปรากฏว่า กองทัพอากาศได้ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดใหญ่มาให้ มิใช่เครื่องบินโจมตี จากการติดต่อทางวิทยุ เครื่องบินของกองทัพอากาศไม่สามารถทิ้งระเบิดให้่อเป้าหมายทางยุทธวิธีได้เพราะเสี่ยงต่อการทำลายกองกำลังของฝ่ายเรา ดังนั้น เครื่องบินของกองทัพอากาศจึงได้ทิ้งระเบิดเข้าไปในเขตแดนของเขมร ด้วยระเบิดที่บรรทุกมาทั้งหมด สรุปผลการปฏิบัติการของเครื่องบินกองทัพอากาศไม่ได้ผลทางยุทธวิธี
.....ในขณะเดียวกับที่เรือหลวงปิ่นเกล้ากำลังยิงสนับสนุนให้กับ กองกำลัง นย. บริเวณ บ้านหาดเล็กนั้น พนักงานวิทยุได้รายงานว่า เรือประมงฝ่ายเราได้ขอความช่วยเหลือ เนื่องจากเรือรบเขมรออกมาปฏิบัติการยึดเรือประมงฝ่ายเรา บริเวณน่านน้ำที่มีปัญหา
.....เรือหลวงปิ่นเกล้า ได้ถอนตัวจากการยิงสนับสนุน กองกำลัง นย. โดยให้ เรือหลวงลิ่วลม (เรือประเภทเดียวกับ เรือหลวงตองปลิว ที่มีปืนหัวเป็นปืน 3 นิ้ว) เข้าเป็นเรือปืนยิงสนับสนุนแทน แล้วใช้ความเร็วเต็มตัวสูงสุดไปสู่จุดหมายที่เรือประมงแจ้งมา เมื่อถึงบริเวณพิกัดที่เรือประมงแจ้งมาได้เห็นเรือ PCF ของเขมรกำลังเดินทางกลับใกล้จะเลี้ยวเข้า ฐานทัพเรือของเขมรที่เกาะกง ซึ่งอยู่ในระยะยิงของปืนใหญ่พอดี จึงได้ใช้อาวุธปืนที่มีอยู่ยิงเรือ PCF ของเขมรไปได้ 3 ชุดยิงไม่ถูกเป้าหมาย เรือ PCF ของเขมรเลี้ยวเข้าหลังเกาะกง ทำให้ เรือหลวงปิ่นเกล้า หมดมุมยิง
.....ในขณะเดียวกันได้มีกระสุนปืน ค. มาตกลงห่างหัวเรือ เรือหลวงปิ่นเกล้า ประมาณ 1,500 หลา ยามเซ็กเตอร์ ขวารายงาน ว่า เห็นเรือประมงทางหัวเรือขวา ประมาณ 2 ป๊อย มีคนยืนกลางลำ และเห็นควันพุ่งเป็นสายขึ้นสู่ท้องฟ้า (ยามเซ็กเตอร์ คือยามสังเกตการณ์ที่อยู่บนดาดฟ้าสูงที่สุดของเรือรบด้านซ้ายและขวา ส่วนป๊อย คือการแบ่งทิศของการรายงานของยามต่าง ๆในเรือรบ จากทางหัวเรือ และทางท้ายเรือ ไปด้านขวา และซ้าย จนถึงกลางลำ เป็น 8 ป๊อย รอบเรือจึงมี 32 ป๊อย ดังนั้น เรือประมงจะอยู่ในมุม ประมาณ 20-30 องศาจากหัวเรือขวา)
.....ผู้บังคับการ เรือหลวงปิ่นเกล้า ได้ออกคำสั่งไปยังต้นปืนให้เปลี่ยนเป้าหมายมาเป็น เรือประมงลำดังกล่าว ทุกคนบนสะพานเดินเรือเงียบกันหมด เพราะเรือประมงทีเห็นเป็นเรือประมงของฝ่ายเรา ต้นปืนที่อยู่บนหอรบ สั่งอาวุธทุกกระบอกเป้าหมายเรือประมง กราบขวา 2 ป๊อย , ปืนทุกกระบอกกล่าวรับว่าเห็นเป้าหมายแล้ว
.....ผู้บังคับการเรือ ได้ปรึกษากับ ผู้บังคับหมู่เรือ (หมู่เรือ จะมีผู้บังคับหมู่เรือ ที่มียศสูงกว่าผู้บังคับการเรือทั้งหมดอยู่ 1 ท่าน เป็นผู้ควบคุม การปฏิบัติการของหมู่เรือนั้น ๆ ในทางปฏิบัติ ผู้บังคับหมู่เรือ จะพักอาศัยอยู่ที่เรือที่มีศักยภาพที่สุดขอหมู่เรือนั้น ๆ ) อยู่สักพัก ก็มีลูกปืน ค. มาตกอีก 1 ชุด ห่างประมาณ 1,000 หลา ทางท้ายเรือ ผู้บังคับการเรือ จึงสั่งให้ยิงเรือประมงดังกล่าว และขยายระยะออกให้เกินระยะยิงของปืน ค. ต้นปืนสั่งยิงตามตำราที่เรียนมา แต่เรือประมงลำเล็ก ยิงไปหลายชุดไม่โดนเรือประมง แม้กระสุนจะคร่อมเรือประมงดังกล่าวแล้วก็ตาม (ถ้าเป็นตามตำราจะต้องโดนแน่ ๆ เพราะเมื่อคร่อมเป้าหมายแล้ว จะทำการยิงเร็ว แต่ไม่เป็นไปตำราเพราะไม่โดนเป้าที่เป็นเรือประมงเลย)
.....ส่วนเรือประมงที่มีทหารเขมรอยู่บนเรือก็ยิงปืน ค.มาเป็นระยะ ทำให้ ผู้บังคับการเรือหลงปิ่นเกล้า ไม่กล้าเข้าใกล้เรือประมงดังกล่าวมากนัก คงเก็บระยะห่างเกินระยะของปืน ค. ที่คาดว่าใช้ยิงเรือเรา
.....เรือหลวงปิ่นเกล้า ยิงกับเรือประมง อยู่ จนพระอาทิตย์ตก ไม่สามารถเห็นเป้าหมายด้วยตาเปล่า ผู้บังคับการเรือ จึงสั่งหยุดยิง และใช้เรดาร์จับเป้าหมาย จนหายไปในที่สุด คืนนั้น เรือหลวงปิ่นเกล้า ลอยลำบ้าง แล่นด้วยความเร็วน้อย ๆ บ้าง อยู่บริเวณนั้นจนถึงเช้า ในช่วงเช้าเมื่อสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า พวกเราเห็นศพไม่มีหัวลอยน้ำมา 6-7 ศพ จากการสันนิฐานน่าจะเป็นลูกเรือของเรือประมง ที่ไม่สามารถหนีทันเลยโดนทหารเขมร นำศีรษะไป เพราะจากข่าวกรองทราบว่ามีการให้ค่าหัวชาวไทยด้วยในขณะนั้น ซึ่งการปฏิบัติงานของทหารฝ่ายเขมรนั้น ทราบว่ามีเงินเดือนให้ไม่เพียงพอกับการครองชีพ ต้องจับเรือประมงไทย นำไปเรียกค่าไถ่นำไปแบ่งกัน เพื่อการอยู่รอด
.....โดยต่อมาชาวประมงไทย ทราบข่าวในเรื่องนี้ จึงมีการติดต่อขอจ่ายเงินเพื่อเป็นการเข้าไปจับปลาในเขตดังกล่าว เรียกว่าค่าน้ำ ทำให้การปฏิบัติการของฝ่ายเขมรลดน้อยลง มีเฉพาะเรือของฝ่ายเขมรออกมาจับเรือประมงไทยที่มิได้จ่ายค่าน้ำเท่านั้น ชึ่งเขมร เรียกเก็บค่าน้ำในที่ราคาที่แตกต่างกัน (ถ้าเข้าไปในน่าน้ำของเขมรจะต้องจ่ายมากกว่า)
.....หลังจากนั้นผมเองก็ย้ายกองเรือ และย้ายเรือ มาเป็น ผู้นำเรือ ต. 22 กองเรือตรวจอ่าว มิได้ออกปฏิบัติราชการ ลชด. อีกเพราะต้องออกลาดตระเวน ป้องกันอ่าวบริเวณ ฐานทัพเรือสัตหีบเสียเป็นส่วนใหญ่
.....ปรากฏว่า ในการออกปฏิบัติภารกิจกับ เรือหลวงปิ่นเกล้า ผมได้ พสร. 2 ขั้น (พสร. คือเงินเพิ่มพิเศษจากการสู้รบ) กว่าจะอนุมัติก็ 5 ปี ขั้นละ 50 บาท รวม 100 บาท ตอนนั้นมียศเรือโท ซึ่งทหารเรือเหล่านาวินน้อยคนนักที่จะได้รับ พสร. นี่คือความประทับใจอีกครั้งที่ผมได้รับในการปฏิบัติภารกิจนักรบชายแดน และได้ขนานนามจากน้องๆ ว่า "สิงห์ร้ายชายแดน" ครับ
.....ในช่วงการรบดังกล่าวมิได้มีการบันทึกภาพ จึงขอใช้ภาพเรือรบในปัจจุบันลงให้

ผู้ใช้งานขณะนี้

สมาชิกกำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และบุคลทั่วไป 1