COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

Moderator: สมาชิกหนุ่ม11, Webmaster

COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » ศุกร์ 13พ.ค.2011 10:50

:arrow: :mrgreen: ต้องขอเรียนอนุญาตCOPY บทความนี้มารวมกันอีกครั้งจากกระทู้เดิม"ด้วยรักและห่วงใย"ของท่านJAWS เพราะบางท่านอาจไล่หาข้อมูลอ่านไล่เรียงกันไม่สะดวก หากท่านเจ้าของข้อมูลหรือผู้ถ่ายทอดข้อมูลไม่ประสงค์ให้COPYเรียบเรียงให้.....ก็กรุณาแจ้งให้ทราบด้วย...จักเป็นพระคุณยิ่ง..../FAMILY 3448



:arrow: โดย jaws » 29/01/2011 8:41 am

.....ผมได้รับมอบหมายจากพี่ป๋อง (พล.อ.อดุล อ.) ให้นำเรื่องที่น่าจะเป็นข้อคิดมาฝากให้เพื่อนๆรับทราบ ครับ /Jaws


ด้วยรักและห่วงใย


เพื่อนหนุ่ม 11 ที่รักและเคารพ

.....ผมเขียนคอลัมน์นี้ด้วยความเป็นห่วงอย่างแท้จริง หลังจากที่ได้รับราชการในกองทัพบกมานาน ได้พบได้เห็นได้รับรู้สิ่งต่างๆมากมาย อยากให้เพื่อนอ่านข้อความโดยเฉพาะบรรดาเพื่อนๆที่มีบุตรหลานเป็นทหารประจำการในกองทัพบก

.....สืบเนื่องมาจากการเข้าตีฐานปฏิบัติการของกำลังทหารที่ปฏิบัติการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อหลังเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ผมก็คงรู้พอๆกับพวกท่านในข้อเท็จจริง คือรับทราบข่าวสารทางหน้าหนังสือพิมพ์ กับจากการสอบถามพรรคพวกและกำลังพลคุ้นเคยกันที่ไปทำงานในพื้นที่นั้นเป็นหลัก

.....เราคงต้องยอมรับความจริงอย่างปฏิเสธแก้ตัวอย่างไรก็ไม่ได้ว่า การกระทำของฝ่ายตรงข้ามในครั้งนี้เป็นการปฏิบัติการที่ประสบผลสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม สมบูรณ์แบบ เป็นการวางแผนอย่างประณีตตามหลักทางยุทธวิธี ทำให้ฝ่ายเราสูญเสียทั้งกำลังพล อาวุธ กระสุน และที่สำคัญที่สุด คือ เกียรติภูมิของกองทัพ ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดพลาด การสูญเสียครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ ที่ฐานปฏิบัติการของทหารระดับกองร้อยของทหารราบถูกบดขยี้ (Overwhelrn) คงต้องเรียกว่าอย่างนั้นจริงๆ

.....ผมไม่ทราบว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะมีการศึกษาวิเคราะห์ (Battle Analysis )ออกมาเป็นบทเรียนจากกการรบ เพื่อให้ทหารรุ่นหลังได้ศึกษาเป็นประสบการณ์มือสองหรือไม่ หรืออาจหายไปเหมือนกับเหตุการณ์หลายๆครั้งที่ผ่านมา ทำให้พวกเราไม่ทราบข้อเท็จจริงคืออะไร

.....แต่สิ่งที่ผมรู้แน่นอน คือ เพื่อนๆมีประสบการณ์ในการรบเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากในยุคสมัยที่พวกเราเป็น ผบ.มว. , ผบ.ร้อย นั้น ประเทศของเรามีปัญหาเรื่องพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งด้วยการปฏิบัติงานของพวกเรามีส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยอยู่รอดปลอดภัยมาจนทุกวันนี้ ประสบการณ์ของเพื่อนๆจึงน่าจะมีค่าต่อทหารรุ่นหลัง ถ้าเพื่อนๆจะช่วยกันเรียบเรียงออกมาเล่าสู่กันฟัง หรือได้ถ่ายทอดให้ลูกหลานของท่านที่เป็นทหารประจำการอยู่ในขณะนี้ ลำพังการฝึกศึกษาตามแนวทางการรับราชการอาจไม่เพียงพอเสียแล้ว โดยผมจะขอเป็นบุคคลนำร่องด้วยการวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านมาสดๆร้อนๆในครั้งนี้ก่อนเป็นตัวอย่าง

.....จากข้อเท็จจริง (Facts) ที่รับรู้ผ่าน นสพ. และการสอบถามพรรคพวกทำให้ทราบว่า ตามภาพที่ปรากฏฐานปฏิบัติการนี้มีจุดอ่อน (Weakness) หลายๆอย่าง ที่กลายเป็นความล่อแหลม (Vulnerability) ต่อการกระทำจากฝ่ายตรงข้าม เช่น
..........1. ผมไม่เห็น หลุมบุคคล และคูติดต่อ
..........2. กำลังพลนอนอยู่ในอาคารชั่วคราว เหมือนการพักอาศัยอยู่ในที่ตั้งปกติ
..........3. มีการเก็บรวมอาวุธไว้ในคลังเหมือนที่ตั้งปกติ ไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าอาวุธเหล่านั้นเป็นอาวุธประจำ กายของกำลังพลที่อยู่ในฐานขณะนั้น หรือเป็นของกำลังพลที่ลาพักตามวงรอบ
..........4. กำลังพลมีการเตรียมพร้อมประจำแนว ในเวลาเปลี่ยนเวลากลางวัน – กลางคืน หรือไม่
..........5. อาวุธประจำหน่วย เช่น ปืนกล เข้าที่ตั้งยิงในเวลากลางคืนหรือไม่
..........6. เรื่องอื่นๆ เช่นการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบในการตั้งรับวงรอบ (Sector) การประสานการยิง เครื่องกีดขวาง และการยิงป้องกันขั้นสุดท้าย (Final Protective Fire) มีการเตรียมการไว้หรือไม่ และเมื่อฝ่ายตรงข้ามสามารถเจาะเข้ามาในฐาน ในด้านใดด้านหนึ่งได้ จะได้มีการป้องกันในทางลึกและตีโต้ตอบ (Counter Attack) ได้อย่างไร มีการวางยามคอยเหตุ(Out Post) ตามแนวทางล่อแหลมบ้างหรือไม่
..........7. ฝ่ายตรงข้ามปฏิบัติการเข้าตีในเวลาหัวค่ำ ซึ่งเป็นเวลาที่ไม่เหมาะสมต่อการเข้าตีในเวลากลางคืน เนื่องจากกำลังพลของฝ่ายเรายังคงตื่นอยู่ตลอด คงยังไม่มีผู้ใดนอนหลับเพราะเหตุใด หรือว่าฝ่ายตรงข้ามสามารถพิสูจน์ทราบได้อย่างแน่ชัดแล้วว่า เวลานี้เป็นเวลาที่เป็นจุดอ่อน และบังเกิดความล่อแหลมมากเพียงพอที่ฝ่ายเขาจะสามารถขยายผลได้

.....ทั้งหมดที่ผมกล่าวมานี้ผมไม่มีข้อมูลโดยแน่ชัด และไม่รู้ว่าจะไปหาข้อมูลจากไหน หรือสอบถามผู้ใดได้ เนื่องจากมีเรื่องกระเส็นกระสายมาว่าจนป่านนี้แล้ว ( 26 ม.ค.54 ) หลายคนรวมทั้งผมด้วยยังไม่ได้รับทราบความเป็นจริงเท่าที่ควร ในฐานะกำลังพลคนหนึ่งที่ควรจะได้รับทราบเรื่องสำคัญของกองทัพบก

.....ไม่เป็นไรหรอกครับ มันจะรู้เมื่อใด ก็ช่างหัวมัน แต่ผมขอเล่าประสบการณ์ของผมสู่เพื่อนๆได้นำไปใช้เพิ่มเติมประสบการณ์ของพวกท่าน เพื่อเล่าสู่ให้ลูกหลานดังนี้

..........1. การตั้งฐานปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็นระดับใด (มว.,ร้อย.,พัน.) ไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไรเลย เพราะมันคือ การตั้งรับวงรอบ (Perimeter Defense) ตามหลักการทางยุทธวิธีธรรมดานี่เอง ซึ่ง ผบ.หน่วยจะต้องมีการปฏิบัติโดยสังเขป หลังจากที่ได้เลือกพื้นที่เหมาะสม หรือถูกกำหนดจากหน่วยเหนือ ดังนี้
..............- แบ่งพื้นที่รับผิดชอบ (Sector Of Defense) ตามงาน (Task) ที่มอบให้แก่หน่วยรอง ซึ่งหน่วยรองจะต้องนำไปวางแผน
ต่อจนถึงการกำหนดที่ตั้งหลุมบุคคล และเขตการยิงของทหารเป็นบุคคล
..............- วางแผนประสานการยิงของอาวุธทุกชนิด โดยเฉพาะอาวุธประจำหน่วย ทั้งข้างนอกและภายในที่มั่นตลอดห้วงการเข้า
ตี โดยเฉพาะเงื่อนไขการยิงป้องกันขั้นสุดท้าย (Final Protective Fire) ต้องมีด้วย
..............- การระวังป้องกันนอกเหนือจากเวรยามจะต้องมี โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวหรือสิ่งบอกเหตุ ว่าสถานการณ์ไม่ดี เช่น การจัดชุด ลว.,ชุดซุ่มโจมตี, ยามคอยเหตุ นอกฐาน
..............- แผนการปฏิบัติเมื่อถูกฝ่ายตรงข้ามเจาะแนวตั้งรับเข้ามาได้ ทั้งการยิงภายในที่มั่น และการยิงโต้ตอบทำลายฝ่ายตรงข้ามในส่วนนั้น

..........2.ชีวิตประจำวันในฐาน จะต้องคำนึงถึงการ รปภ.ในการปฏิบัติการ ( OPSEC ) อยู่ตลอดเวลา เพราะฐานปฏิบัติการเป็นเรื่องของในสนาม มิใช่เป็นที่ตั้งปกติ ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ แต่เป็นสถานการณ์การรบ
..............- ทหารจะต้องตื่นตัว และพร้อมรบอยู่เสมอ
..............- การอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน เช่นการหลับนอน การพักผ่อนดูโทรทัศน์ การรับประทานอาหาร พยายามหลีกเลี่ยงหรือจำเป็นให้น้อยที่สุด
..............- อาวุธประจำกาย จะต้องอยู่กับตัวทหาร หรือสามารถหยิบนำไปใช้ได้ทันทีตลอดเวลา
..............- สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่นอน ห้องน้ำ จะต้องสอดคล้องกับการป้องกันฐาน
..............- ออกกำลังกายเป็นการส่วนตัว แต่จะต้องมี

..........3.เรื่องอื่นๆ
..............- คิดถึงการ รปภ.ตลอดเวลา (Always Think OPSEC)
..............- ประชาชนและบุคคลภายนอกจะเข้ามาในฐานไม่ได้
..............- การช่วยเหลือประชาชน (Civic Action) มีความจำเป็นต่อการปฏิบัติงานข่าวสาร ( IO ) แต่ต้องกำหนดอยู่ในพื้นที่เฉพาะนอกฐานที่ฝ่ายเราสามารถเฝ้าคุ้มครอง (Overwatch)ได้
..............- การปฏิบัติงานข่าวสาร ( Imformation Operation) ไม่ใช่เรื่องของการโฆษณาประชาสัมพันธ์เท่านั้น มันมีอะไรที่ครอบคลุมงานอะไร และมีวัตถุประสงค์อะไรที่มากกว่ามากนัก และเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อผลสำเร็จของการปฏิบัติการทางทหารเป็นอย่างมาก ต้องศึกษาให้เข้าใจแท้จริงไม่ใช่เข้าใจแต่ผิวเผิน เหมือนผู้บังคับบัญชาระดับสูงในอดีตบางคน

..........4.สำคัญที่สุดไม่ว่าอะไรจะดีหมด ทหารจะรบเก่ง ผู้บังคับบัญชาจะวางแผนไว้ดีเลิศหรูก็ตาม แต่ถ้าประมาทรักแต่ความสะดวกสบาย อันตรายก็จะมาถึงหน่วยและตัวท่านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

.....วันนี้พอแค่นี้ก่อนครับ แล้วผมจะเขียนมาคุยด้วยอีก ขอให้ เพื่อนๆ น้องๆ ลูกหลาน จงโชคดี ของสิ่งศักดิ์สิทธิ ที่ท่านเคารพนับถือ จงคุ้มครองพวกท่าน

ด้วยความรักและห่วงใย
อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
26 ม.ค.54
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1017
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » ศุกร์ 13พ.ค.2011 10:53

:arrow: โดย jaws » 01/02/2011 11:52 pm

ด้วยรักและห่วงใย
ตอนที่ 2 ว่าด้วยเรื่อง Inside or Outside Oriented


..........เมื่อครั้งที่ผมเข้ารับการศึกษาในหลักสูตรวิทยาลัยการทัพบก (วทบ.) มีนักศึกษาจากรัฐวิสาหกิจท่านหนึ่งได้พูดกับผมเป็นการส่วนตัวว่า"พี่ดุล ผมไม่ Appreciate หรอกนะ ถ้าพวกพี่เก่งในการทำโครงการต่างๆในการพัฒนาประเทศ แต่รบไม่เก่ง เพราะเมื่อถึงเวลานั้นผมอาจไม่มีประเทศให้พวกพี่ได้พัฒนา"เรื่องนี้คงเป็นผลมาจากเนื้อหาที่ศึกษาตามหลักสูตร และการบรรยายของหน่วยต่างๆใน ทบ.ที่มีเรื่องเกี่ยวกับหน้าที่ และงานตามบทบาทของทหารแบบตะวันตกน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

..........เวลานี้ประเทศของเรามีปัญหา 3 จชต., กีฬาสี (แดง - เหลือง - รัฐบาล) และชายแดนไทย/เขมร เป็นเรื่องสำคัญ กองทัพบกได้เข้าไปเกี่ยวข้องทั้งสามปัญหา ในบทบาทของตัวละครหลัก แต่ผมได้รับการต่อว่าต่อขานจากเพื่อนรุ่นน้องที่เป็นพลเรือนเต็มขั้นว่า"พี่ดุล ผมอดสูแทนพี่จริงๆ ทหารของพี่ยืนถือปืนจังก้ากับ ปชช.มือเปล่าดั่งผู้พิชิต แต่ทีกับโจรใต้หรือทหารเพื่อนบ้าน ผมไม่เห็นพวกพี่ทำอะไรได้เลย หรือว่าทหารไทยเก่งแต่กับคนไทยในประเทศ ถ้าเป็นข้าศึกภายนอกไม่กล้าแม่แต่ตวาดเขา"

...............เพื่อนหนุ่ม 11 ที่รักทั้งหลาย ผมไม่ได้ตอบโต้ทั้งสองท่านนั้น เพราะไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร ถ้ากระทำลงไปก็คงไม่มีประโยชน์ให้พวกเขาเชื่อ หรือเห็นคล้อยตามผมได้ สถานการณ์ต่างๆมันเป็นหลักฐานชัดเจนโดยตลอด

................กองทัพไทยมีกำลังพลประมาณห้าแสนคน พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์มหาศาล ไม่ด้อยไปกว่าประเทศใด ที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศไทย ลำพังด้านทิศใต้และตะวันตก ไม่สนใจกองทัพเราอยู่แล้ว ผมมีเหตุผลพอที่จะเข้าใจได้ แต่ด้านตะวันออกไม่ยี่หระด้วย มันน่าแปลกใจอยู่นะครับ

................เพื่อนๆผู้รู้ช่วยตอบผมด้วยครับ ผมจะได้นำไปอธิบายให้เขาฟัง หรือว่าทหารเราเก่งแต่ "รักษาความสงบเรียบร้อยภายใน" เท่านั้น แต่กับความขัดแย้งภายนอก ขอใช้การฑูตและการเมืองนำการทหารเป็นหลักเพียงหนทางเดียว ผมขอความรู้จากท่านทั้งหลายด้วยครับ
ด้วยความรักและห่วงใย

อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
31 ม.ค.54
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1017
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » ศุกร์ 13พ.ค.2011 10:56

:arrow: โดย jaws » 25/02/2011 11:07 am

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน สงครามของใคร


การรบปะทะและการยิงด้วยปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิด, และจรวดหลายลำกล้อง ของกองกำลังภาคพื้นดินระหว่างไทยกับประเทศข้างเคียง ตามแนวชายแดนของสองประเทศ เมื่อ 4 – 8 ก.พ.54 ที่ผ่านมานั้น สถานการณ์ครั้งนี้มีการเสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งของทหารและพลเรือนจำนวนไม่น้อย เรื่องอย่างนี้น่าจะพิจารณาว่าเป็นสงครามมิใช่การกระทบกระทั่งตามแนวชายแดนเหมือนที่ผ่านมา

ผมไม่ทราบโดยแน่ชัด และไม่สามารถหาหลักฐานมาได้ขณะนี้ว่า ฝ่ายใดเป็นฝ่ายริเริ่มใช้ความรุนแรงก่อน หรือว่าเป็นความบังเอิญของเหตุการณ์มันพาไป แต่ที่ผมไม่เข้าใจก็คือ ท่าทีของฝ่ายเราเมื่อเปรียบเทียบกับฝ่ายเขา กล่าวคือฝ่ายเขามีการออกมาแถลงปกป้องหาความชอบให้โลกภายนอกได้รับทราบ ขณะที่ฝ่ายเรามีแต่โฆษกของทหารมาเล่าเหตุการณ์ความเป็นไปของการรบปะทะเท่านั้น เสมือนหนึ่งว่าการรบครั้งนี้เป็นเรื่องของทหารยศ ร้อยเอก พันตรี และนายสิบกับพลทหาร เท่านั้น

ทั้งๆที่แท้จริงแล้วไม่ว่าสงครามจะเล็กหรือใหญ่จะจำกัดอยู่แต่พื้นที่ และขนาดของกองกำลังเท่าใดก็ตาม มันก็คือสงครามซึ่งเป็นเรื่องของประเทศชาติ เป็นเรื่องของชัยชนะหรือพ่ายแพ้ เป็นเรื่องของการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน เป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจด้วยผู้นำและรัฐบาลของประเทศ ว่าจะรบหรือไม่ และก็รัฐบาลเท่านั้นที่จะสามารถตัดสินใจสั่งใช้กำลังทหารทำสงคราม ไม่ใช่ทหารต้องตัดสินใจ และทำสงครามกันเองตามความต้องการหรือความอยากส่วนตนของทหาร ผู้นำระดับชาติควรจะต้องออกมาแสดงตนเป็นเจ้าภาพ และออกมาแถลงให้ประชาชนในชาติกับประชาคมโลกได้รับทราบ อีกต้องแสวงหาความชอบธรรมในการใช้กำลังทหาร และรับผิดชอบอย่างเต็มที่ ไม่ใช่เพียงแค่ออกมาสัมภาษณ์แต่เพียงว่า “รัฐบาลให้การสนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่” หรือว่าสงครามมันเป็นภาระของฝ่ายทหารแต่เพียงลำพังเท่านั้น แล้วมันจะรบชนะไหมเนียะ วังเวงและน่าเป็นห่วงครับ

อดุล อุบล
พลเอก ทหารราบ
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1017
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » ศุกร์ 13พ.ค.2011 10:59

:arrow: โดย jaws » 08/03/2011 12:06 pm

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน แดง VS เหลือง ในกองทัพ


คงต้องยอมรับกันนะครับว่า ในกองทัพของเราทั้งสามเหล่าทัพ มีคนเห็นด้วยกับทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายเสื้อเหลือง และ ฝ่ายเสื้อแดง และนับวันจะยิ่งขยายปัญหาในการบริหารของผู้รับผิดชอบ ซึ่งถ้าเราดำเนินการนโยบายที่ไม่เหมาะสม จะเกิดผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติการทางทหารอย่างแน่นอน

เรื่องความนิยมชมชอบในพรรคการเมือง ระบอบการปกครอง การเลือกนับถือในศาสนา เชื้อชาติ เรื่องเหล่านี้เป็นความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนบุคคล (Self Determination)ซึ่งเป็นความเชื่อที่เกิดจากการขัดเกลาทางสังคม มาเป็นระยะเวลายาวนานครึ่งค่อนชีวิตของบุคคล และเป็นผลกระทบจากสถานการณ์ที่บุคคลนั้นได้รับอยู่ในขณะนั้นด้วย เป็นเรื่องยากที่บุคคลอื่นจะมาทำให้เขาเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปด้วยการกระทำอย่างง่ายๆ หรือในระยะเวลาอันสั้น แม้แต่ผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจให้คุณและโทษก็ตาม การที่กำลังพลยอมตามต่อหน้าไม่ได้หมายความว่าเขาเหล่านั้นยอมรับนโยบายหรือคำสั่งนั้น (Submit but not Accept)

หนทางหนึ่งในการแก้ปัญหาทำนองนี้ และเป็นการรักษาความเป็นปึกแผ่นของกองทัพไว้ได้คือ การกระทำตนอย่างเป็นกลางอย่างแท้จริงต่อทั้งสองฝ่าย ถึงแม้ภายในจิตใจจะชอบฝ่ายไหนมากกว่าก็ตาม (เพราะทุกท่านก็เป็นมนุษย์ธรรมดาเหมือนกัน) และนโยบายที่สมควรน่าจะนำมาใช้ก็คือ “ไม่ถาม และไม่บอก” (Don’t Ask and Don’t Tell) คือต้องไม่บอกว่าตนเป็นฝ่ายใด และต้องไม่ถามหรือไปสืบหาว่าเขาเป็นฝ่ายใดด้วย เพราะมันเป็นเรื่องส่วนบุคคลของเขา

ขอเพียงแต่ให้ทุกคนวางตัวเป็นกลาง ปฏิบัติงานตามตำแหน่งหน้าที่ และความรับผิดชอบตามบทบาทที่ถูกต้องของทหารอาชีพเท่านั้นเป็นสำคัญ ทั้งนี้และทั้งนั้นความเป็นไปได้มันจะเกิดจากการที่ผู้บังคับบัญชาปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่สำคัญ

ผมเขียนมาเล่าสู่กันฟังตามหลักวิชาการ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคงไม่มีทหารคนใดเข้าใจผิดว่าผมเป็นนักการเมือง และออกมาพูดให้กองทัพเกิดความเสียหายนะครับ เพราะต่อให้ปัจเจกบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากขนาดไหนก็ตาม คงไม่สามารถจะให้ร้ายและทำให้กองทัพเสื่อมเสียได้ เพราะกองทัพเป็นองค์กรที่ประกอบด้วยบุคลากรจำนวนมาก ถ้าจะเสื่อมเสียก็น่าจะเกิดด้วยมวลรวมของการประพฤติปฏิบัติจากคนในกองทัพเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นเสมือนสัญญลักษณ์ ของกองทัพ

กองทัพคงต้องยอมรับ(Commit) ระบบการเมืองของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องของส่วนรวมเป็นเรื่องของประเทศชาติ ไม่ใช้ Commit แต่เพียงพรรคการเมืองหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งมันเป็นเรื่องของผลประโยชน์ส่วนบุคคลหรือเฉพาะกลุ่ม

อดุล อุบล
พลเอก ทหารราบ
๒๔ ก.พ.๕๔
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1017
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » ศุกร์ 13พ.ค.2011 11:04

:arrow: โดย jaws » 21/03/2011 7:36 pm

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน “กองทัพประชาชน”


กองทัพมีกำลังพล และอาวุธยุทโธปกรณ์เป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งทั้งสองส่วนนั้นมาจากผลผลิตของประชาชนในชาติทั้งสิ้น

กำลังพลมาจากลูกหลานของราษฎรในประเทศ ที่รวมตัวกันขึ้นมาเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความตั้งใจในการปกป้องอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ พวกเขาเหล่านั้นดำรงชีวิตและเลี้ยงดูครอบครัว อยู่ได้ด้วยเงินเดือนที่มาจากภาษีอากรของประชาชนในชาติ งบประมาณที่พวกเขาใช้ในการฝึก ศึกษา อบรม ให้เป็นนักรบได้ ก็มาจากภาษีอากรของราษฎรในชาติเช่นกัน

อาวุธยุทโธปกรณ์ยิ่งไม่ต้องไปพุดถึง คงไม่มีปุถุชนคนธรรมดาคนหนึ่งคนใด ที่สามารถจ่ายเงินของตัวเองไปจัดซื้อหาอาวุธให้กับกองทัพได้คงต้องเป็นเรื่องของรัฐนั้นๆ และงบประมาณส่วนนี้ก็เช่นเดียวกัน คือ มาจากภาษีอากรราษฎรอย่างแน่นอน

กองทัพจึงมิใช่เป็นสมบัติของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่จะเป็นสมบัติของประเทศชาติ ซึ่งมีประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนจน คนรวย ไพร่ หรือ อำมาตย์ ร่วมกันเป็นเจ้าของ ราษฎรทุกคนในชาติจึงได้รับสิทธิและผลประโยชน์จากการปกป้องคุ้มครองของกองทัพอย่างเท่าเทียมทั่วถึงกัน ไม่ควรจะมีผู้ใดมีสิทธิ์เหนือผู้อื่น ดังนั้นบุคคลใดหรือองค์กรใดจะทีกทักเอาว่ากองทัพเป็นของตน หรือพวกตนแต่เพียงฝ่ายเดียว จึงเป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง

ผู้บ้งคับบัญชาทุกระดับชั้น ได้รับสิทธิและอำนาจมาปกครองบังคับบัญชากำลังทหารเพียงชั่วคราวเท่านั้น พวกเขามาแล้วก็จากไป เหลือไว้แต่ความดีหรือเลว ที่ทำให้กับหน่วยและกำลังพล เขาเหล่านั้นไม่ได้เป็นเจ้าของ และไม่ใช่นายที่แท้จริงของทหาร แต่ผู้ที่เป็นเจ้าของและนายที่แท้จริง คือ ประชาชนต่างหาก ดังนั้นทหารจะต้องมีความรู้ และคิดเป็น ว่าอะไรผิดหรืออะไรถูก จะต้องไม่ทรยศ ไม่เนรคุณต่อประชาชนผู้ที่เป็นเจ้าของประเทศผู้ให้กำเนิดกองทัพ ถ้ากองทัพปฎิบัติผิดไปจากนี้ กองทัพจะไม่ได้รับความเชื่อมั่นและศรัทธาจากพี่น้องร่วมชาติ และจะกลายเป็นตัวปัญหาของสังคมเสียเอง ซึ่งจะนำไปสู่ความหายนะในที่สุด

อดุล อุบล
พลเอก ทหารราบ




:arrow: โดย jaws » 12/05/2011 7:49 pm

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน “ พลซุ่มยิง ( Sniper ) ”


เพื่อนพ้องน้องพี่และบุคคลพลเรือนจำนวนมากที่เคารพนับถือกัน ถามผมว่า การใช้พลซุ่มยิงในการสลายมวลชนนั้นเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย เหมาะสมตามความชอบธรรมในการใช้กำลังทหาร ในการปฎิบัติการเช่นนี้หรือไม่
ผมเรียนตามตรงว่าผมไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้ แต่มันมีคนถามมามากเหลือเกิน โดยเฉพาะเพื่อน ๆ อาชีพอื่นที่อาจจะมองภาพของทหารเป็นแบบอย่างโลกตะวันตกในฐานะทหารอาชีพ ผมก็เลยจะขอตอบตรงนี้ในรูปแบบของวิชาการก็แล้วกัน นอกจากนั้นเป็นความรับผิดชอบของผู้อ่านจะคิดเอาเอง

ในหน่วยรบพิเศษ ผมไม่รู้นะครับ แต่ในหน่วยทหารราบแล้ว ผมเชื่อว่าผมเป็นคนแรกที่ได้เสนอแนวคิดในการจัดให้มีชุดพลซุ่มยิงแบบ Two – man team จำนวน ๘ ทีม ในแต่ละกองพันทหารราบ ของกองทัพภาคที่ ๑ แนวคิดนี้ผมเสนอต่อท่าน พล.ต.ไพศาล กตัญญู ซึ่งดำรงตำแหน่ง รอง มทภ. ๑ ในขณะนั้น ผมเสนอแนวคิดนี้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการรบของ หน่วยทหารราบเบาในการป้องกันอธิปไตยของชาติ และรักษาผลประโยชน์ ของชาติอย่างแท้จริง โดยไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นใด และไม่เคยคิดเลยว่า มันจะมีผลออกมาในทางลบเช่นที่ผ่านมานี้

ผมได้ความคิดนี้จากประสบการณ์ในการฝึก ศึกษา และดูงาน จำนวน ๓ ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกผมไปศึกษาหลักสูตรชั้นนายพันทหารราบที่ กองทัพบกออสเตรเลีย เมื่อปี ๒๕๒๕ กองพันทหารราบของออสเตรเลีย มีการจัดชุดพลซุ่มยิง ประจำอยู่ในอัตราการจัดและยุทโธปกรณ์ ( TO & E ) ของหน่วย และมีข้อพิจารณาในการใช้อย่างกว้างขวางในการปฎิบัติการรบ ครั้งที่ ๒ เมื่อครั้งที่ผมเป็นล่ามให้ชุดครูฝึกจากกองกำลังป้องกันตนเองของอิสราเอล ที่มาทำการฝึก ชุดต่อต้านการก่อการร้ายให้แก่กำลังพลของ พล.๑ รอ. เมื่อปี ๒๕๒๖ ซึ่งมีการใช้พลซุ่มยิงสังหารผู้ก่อการร้ายในขณะที่ชุดโจมตี ( Assault team ) เข้าชาร์จเพื่อช่วยตัวประกัน ครั้งที่ ๓ เมื่อผมได้ไปเรียน หลักสูตรชั้นนายพันทหารราบ ของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ๒๕๒๗ เช่นเดียวกัน กองทัพบกสหรัฐเองก็มีการใช้พลซุ่มยิงในหน่วยทหารราบเบา ยิ่งไปกว่านั้นในปัจจุบัน ในหน่วยระดับหมู่ ปล. ของกำลังทหารสหรัฐ ที่ปฎิบัติการอยู่ในอิรักและอาฟกานิสถาน ยังมีชุดลำกล้องและโครงปืนส่วนบนที่ใช้ประกอบกับโครงปืนส่วนล่างของ ปลย. M.๑๖ ทำให้ ปลย.M.๑๖ นั้น กลายเป็น ปลย.ขนาด ๗.๖๒ มม. ใช้ยิงเป้าหมายที่อยู่ไกลเกินกว่าระยะหวังผลของ ปลย. M.๑๖ ถึงแม้ว่าจะไม่มีประสิทธิภาพเหมือน ปืนพลซุ่มยิง แต่ก็ให้ผลลัพธ์ในการสังหารฝ่ายตรงข้ามได้มากขึ้น โดยไม่ใช้พลซุ่มยิง เพียงแต่ใช้กำลังพลในหมู่นั้น ๆ เอง อาวุธประเภทนี้จัดเป็น ปลย.ต่อระยะ ( Extended range rifle ) ซึ่งบางกองทัพไม่มีความรู้จริง จึงนำมาสับสนกับปืนพลซุ่มยิงของแท้ที่มีราคาแตกต่างกันมากในการจัดหา Sniper rifle ไว้ใช้งาน


จากประสบการณ์ทั้ง ๓ ครั้ง ทำให้ผมได้เรียนรู้เรื่องการใช้ Sniper team โดยสรุปได้ว่า

๑. ชุด พลซุ่มยิงมี ๒ แบบโดยทั่ว ๆไปแล้ว แต่ประเภทของอาวุธที่ใช้คือ Anti personnel สำหรับสังหารบุคคลเป็นหลัก และ Anti material ซึ่งใช้สำหรับยิงทำลายอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ก็สามารถนำมาใช้สังหารบุคคลได้ด้วย

๒. หลักการใช้และภารกิจตามคุณลักษณะและขีดความสามารถของชุดพลซุ่มยิง
๒.๑ การรวบรวมข่าวสาร เนื่องจากพลซุ่มยิงนอกจากจะเป็นทหารที่ยิงปืนได้แม่นยำเป็นเลิศแล้ว พลซุ่มยิงจะต้องเป็นคนที่กล้าหาญ อดทน มุ่งมั่น มีความรอบรู้ในเรื่องการรบ ยุทธวิธี และเทคนิคของการเคลื่อนที่ด้วยการแทรกซึมทั้ง ๓ มิติ เป็นอย่างดี พลซุ่มยิงจึงสามารถเข้าเกาะข้าศึกได้ทั้งแนวหน้า และแนวหลัง พร้อมที่จะรายงานข่าวสารเกี่ยวกับข้าศึกและพื้นที่การรบ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๒.๒ ใช้ในการยิงข่ม ( Suppression ) ทั้งที่หมายและที่ตั้งอาวุธยิงของข้าศึก ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยกำลังส่วนน้อย แต่ได้ผลทั้งทางยุทธวิธีและทางจิตวิทยาสูง
๒.๓ ใช้ในการยิงสังหารบุคคลสำคัญ (Key man) ของข้าศึกทำให้การควบคุมการรบของ ข้าศึกต้องหยุดชะงักลง หรือยิงทำลายชิ้นส่วนสำคัญของระบบอาวุธของข้าศึก ( High value target ) ทำให้เสียหาย อาจถึงขั้นทำให้ข้าศึกชักช้าหรือต้องเปลี่ยนหนทางปฎิบัติใหม่ได้
๒.๔ ใช้ควบคุมพื้นที่ที่ไม่ต้องการให้ข้าศึกเข้ามาใช้ประโยชน์ด้วยการยิงจากขีดความสามารถของอาวุธ
๒.๕ ใช้ในการต่อต้านพลซุ่มยิงของข้าศึก พลซุ่มยิงด้วยกันจึงจะรู้และเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้ง จะสามารถคิดได้ว่าในสถานการณ์และภูมิประเทศแบบนี้ พลซุ่มยิงฝ่ายข้าศึกน่าจะอยู่บริเวณใดและกำลังคิดทำอะไรอยู่
๒.๖ ใช้ในการต่อต้านการก่อการร้ายสากล คล้ายกับข้อ ๒.๓
ตามที่กล่าวมาแล้ว ผมจึงได้เสนอแนวคิดให้มีการใช้พลซุ่มยิงใน กองพันทหารราบของ ทภ.๑ เมื่อปี ๒๕๔๕ แล้วก็เริ่มมีการคัดเลือกกำลังพล เข้ารับการฝึกจาก ชุดครูฝึกพลซุ่มยิงของหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐ เพื่อเป็นชุดครูฝึกนำไปขยายผลให้หน่วยในระดับกองพล ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่ขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ผมไม่เคยมีความคิดใช้ หรือจะนำประโยชน์ของหลักการใช้พลซุ่มยิงมาใช้ ในการสลายมวลชน และไม่แม้แต่จะฉุกคิดว่าจะมีผู้บังคับบัญชาบางคนนำมาใช้ในงานนี้

ก่อนเหตุการณ์ ๑๐ เม.ย. และ ๑๙ พ.ค.๕๓ ผมไม่เคยได้รับทราบมาก่อนว่า มีกองทัพของประเทศใดในโลกประชาธิปไตย นำกำลังทหารออกมาสลายมวลชน รวมทั้งมีการใช้พลซุ่มยิงสังหารประชาชน ผมไม่เคยศึกษาและไม่เคยคิดที่จะศึกษาเรื่องเหล่านี้ ว่ามันเป็นการผิดกฎหมายระหว่างประเทศ หรือกฎบัญญัติของสหประชาชาติหรือไม่ เพราะตัวผมเองไม่เคยมีความคิด อย่าว่าแต่ใช้พลซุ่มยิงกับมวลชนเลย แม้แต่การใช้ทหารถืออาวุธสงครามออกมาปราบปรามประชาชนก็ไม่เคยมีอยู่ในหัวสมอง

ผมพอจำได้ในประเด็นสำคัญ ๆ ของกฎการทำสงคราม ซึ่งเป็นวิชาที่ทหารโลกประชาธิปไตยทุกชาติเขาต้องศึกษากันยกเว้นในประเทศไทย เช่น ถึงแม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์สงคราม ทหารจะใช้อาวุธต่อประชาชน หรือเชลยศึก หรือทหารที่ยอมแพ้วางอาวุธของฝ่ายคู่สงครามไม่ได้ ดังนั้นคงไม่จำเป็นต้องพูดถึงการกระทำกับประชาชนของประเทศตนเอง

ผมคงตอบคำถามของพวกท่านทั้งหลายได้เท่านี้ คงต้องเป็นหน้าที่ของพวกท่านพิจารณาด้วยตนเองว่ามันควรจะเป็นการกระทำที่ถูกกฎหมายทั้งในประเทศ ระหว่างประเทศ หรือสากลโลก หรือไม่ และมันสมควรจะกระทำหรือไม่ ประเทศประชาธิปไตยที่เจริญแล้ว ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทัพต้องเป็นพลเรือน ที่ได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศผ่านการเลือกตั้ง ทหารทุกคน ทุกชั้นยศ จะต้องปฎิบัติตามคำสั่งและนโยบายของบุคคลนี้อย่างเคร่งครัด ด้วยความเต็มใจอย่างภาคภูมิ เพราะพวกเขาเป็นทหารอาชีพของกองทัพของประชาชน ( กลับไปอ่านด้วยรักและห่วงใยตอน “ Inside or outside oriented ” และตอน “ กองทัพของประชาชน ” ที่ผ่านมาแล้ว )

ประการสำคัญที่สุดที่ผมอยากจะกล่าวย้ำเตือนไว้ ณ ที่นี้ก็คือกองทัพมีความสำคัญต่อความอยู่รอด ของประเทศชาติ รวมทั้งเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความเป็นเอกราช ความมีเกียรติยศและศักดิ์ศรีของประเทศ แต่ในขณะเดียวกันกองทัพก็อาจจะกลายเป็น เครื่องมือในการบั่นทอนขัดขวางความเจริญของประเทศ หรือ อาจถึงขั้นเป็นศัตรูทำลายล้างประชาชนในชาติเสียเอง อันเนื่องมาจากระบอบการควบคุมกำลังทหารที่ไม่เหมาะสม การขัดเกลาทางสังคมในการสร้างผู้นำทางทหารทุกระดับไม่ถูกต้อง ตามวิวัฒนาการของโลก รวมทั้งการได้มาซึ่งผู้บังคับบัญชาที่.....................( เติมเอาเองตามต้องการครับ )

อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
๒๗ มี.ค.๕๔
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1017
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » ศุกร์ 13พ.ค.2011 11:06

โดย jaws » 26/03/2011 8:00 pm

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน " เสี้ยวหนึ่งของความเป็นทหารอาชีพ"


.............สมาชิกท่านหนึ่งถามมาว่า จะทำอย่างไรไม่ให้ทหารตกใจกลัวเสียงปืนและเสียงระเบิด ผมไม่ทราบว่าสาเหตุใดที่ทำให้ท่านตั้งคำถามนี้ ท่านได้พบเห็นสภาพของทหารเป็นแบบนี้ด้วยตนเอง หรือเป็นเรื่องที่เม้าท์กันต่อๆมา

............ผมเข้าใจว่ามนุษย์ทุกผู้ทุกนามไม่ว่าจะเป็นพลเมืองธรรมดา หรือเป็นทหารก็ตามย่อมต้องมีความกลัวต่อความมืด แสงสว่างที่จ้ามากๆ เสียงที่ดังสนั่นของเสียงระเบิดและเสียงปืน มันเป็นปฏิกริยาธรรมดาของมนุษย์ที่รักตัวกลัวตาย กลัวบาดเจ็บพิการ รักการอยู่รอดของชีวิตตน ยิ่งเขาเหล่านั้นมีความรู้มากขึ้นเท่าไหร่ เรื่องอันตรายจากสมรรถนะของอาวุธยุทโธปกรณ์ในยุคนี้ ความกลัวก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

............ดังนั้นพวกที่อ้างตัวว่าเป็นนักรบที่ชอบออกมาสำรากอวดตัวถึงความกล้าหาญ และความพร้อมเสียสละของตนเอง ท่านทั้งหลายพึงสังวรณ์ไว้ให้ดีเถิดว่า มันมักจะตรงกันข้ามกับคำพูดเสมอ ตรงกับสุภาษิตที่ว่า "สุภาพบุรุษลูกผู้ชายจะไม่กักขฬะ ทหารที่กล้าหาญย่อมไม่ดุร้าย"

............อย่างไรก้ตาม เมื่อเราก้าวเข้ามาเป็นทหารในกองทัพแล้ว ถึงแม้เราจะมีความกลัวขนาดใดก็ตาม (ทุกคนเป็นแบบนี้ทั้งนั้น) เราคงต้องยึดมั่นในหน้าที่ ความรับผิดชอบตามบทบาทของทหาร และจะต้องทุ่มเทต่อการบรรลุภารกิจที่ได้รับมอบจากหน่วยเหนือ ซึ่งเราจะต้องนำผู้ร่วมงาน และผู้ใต้บังคับบัญชาให้สามารถผ่านเรื่องเหล่านี้ไปให้ได้

............การสร้างความเป็นทหารอาชีพขึ้นในตัวของผู้บังคับบัญชา และตัวของกำลังทหารเอง อันประกอบด้วยความรู้อย่างถ่องแท้ในอาวุธศึกษา Technic และ Tactic ในการรบ รวมถึงอุดมการณ์และลักษณะผู้นำทหาร จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในตนเอง อาวุธ ผู้บังคับบัญชา จะลดความกลัวลงได้บ้าง นอกจากนี้ความรักในหมู่คณะ ความเชื่อมั่นศรัทธาซึ่งกันระหว่างตัวทหาร เสมือนเป็นพี่น้องร่วมชีวิต จะช่วยสร้างความเข้มแข็งของหน่วย และการทำงานเป็นทีมได้อย่างดี ในท้ายที่สุดเราก็จะสร้างความเป็นทหารอาชีพของกองทัพได้ด้วย

............" การฝึก และฝึก และฝึก " เท่านั้น การฝึกในที่นี้มิได้เป็นเพียงแต่การเอากำลังพลมาฝึกท่ามือเปล่า หรือท่าอาวุธ ทุกเช้าของวันอังคาร ให้เป็นการเสียงานเสียเวลา แถมยังมีผลต่อความเป็นทหารอาชีพน้อย แต่มันจะต้องเป็นการฝึกอื่นๆที่มีคุณค่าต่อการสร้างทักษะในการรบตามตำแหน่งหน้าที่ของทหาร

...........หนทางแก้ปัญหาเร่งด่วนในระยะเวลาอันสั้นก็คือ การทำให้ตัวทหารเคยชินกับสภาพแวดล้อมในการรบ ที่มีเสียงปืนและเสียงระเบิด การฝึกอย่างหนึ่งที่เราละเลยหรือหลงลืมไปแล้ว หรืออาจด้วยเหตุของการขาดแคลนกระสุน /วัตถุระเบิด จนต้องห่างเหินไปก็คือ "การฝึกการเคลื่อนที่ลอดใต้กระสุนวิถี" ถ้าหน่วยได้นำกลับไปฟื้นฟูใหม่จะเป็นประโยชน์อย่างมาก นอกจากนี้การใช้ระเบิดแสงเสียงจะช่วยสร้างความคุ้นเคยได้มาก ความชื่อมั่นในตนเอง และ Team Work ของทหารจะเกิดได้สูงสุดเมื่อ ทหารสามารถฝึกปฏิบัติการรบด้วยกระสุนจริงได้นั่นเอง

...........ผมมีปัญญาตอบคำถามท่านผู้ห่วงใยได้เท่านี้แหละครับ

อดุล อุบล
พลเอก ทหารราบ
22 มี.ค.54
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1017
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » ศุกร์ 13พ.ค.2011 11:13

โดย jaws » 09/04/2011 9:59 am

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน “ฤๅ ปริมาณจะยังคือ คุณภาพ ( กองพลดำเนินกลยุทธ ) ”


ความรู้อย่างถ่องแท้จะทำให้เราบอกได้ว่า เขาโง่ ไม่มีความรู้ หรือกำลังโกหกในเรื่องที่เขากำลังพูดอยู่
นายพล ท่านหนึ่งถามผมว่า “ อดุล น้องคิดอย่างไรกับการที่กองทัพบก ตั้งกองพลอีก ๒ กองพล ประเทศชาติของเรามีศัตรูมากมายขนาดนั้นเชียวหรือ ” ผมตอบพี่ท่านนั้นแบบให้จบๆไปว่า ผมไม่มีความเห็นหรอกครับเป็นเรื่องของผู้บังคับบัญชา ก็คุยกันอีกหลายเรื่องแล้วก็แยกย้ายกันไปหาหมอ

แต่เมื่อนึกถึงข้อสงสัยของนายพลรุ่นพี่ท่านนั้น ก็เลยคิดเลยเถิดไปว่า คงเป็นคำถามอยู่ในใจของ ประชาชนเจ้าของประเทศนี้ด้วยว่า มันเป็นความจำเป็นของประเทศจริงหรือ เพราะมันเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนมากเหลือเกิน ผมก็เลยอยากจะแสดงความคิดเห็นตามหลักการทางทหารเพื่อให้ท่านพิจารณาว่า ผมโง่ ไม่มีความรู้ หรือกำลังโกหกให้เพื่อน ๆ ช่วยกันวิจารณ์ด้วย

กองพลดำเนินกลยุทธ (Maneuver Division) เป็นหน่วยหลักในการรบที่มีความสมบูรณ์ ในตัวเอง ทั้งหน่วยที่ทำหน้าที่ Operation และ Sustainment กองพลสามารถปฎิบัติการรบเป็นอิสระได้ในระยะหนึ่งขึ้นอยู่กับแบบของกองพล ปกติแล้ว กองพลบังคับบัญชาโดย นายพลสองดาว ( พลตรี )

กองพลดำเนินกลยุทธ (MD) อาจจะมีหลายแบบ แต่สำหรับกองทัพบกไทยของเราแล้ว MD มี ๓ แบบ คือ กองพลทหารราบ กองพลทหารราบยานเกราะ และกองพลทหารม้า ในปัจจุบันมีอยู่รวม ๑๐ กองพล และจะตั้งใหม่อีก ๒ กองพล คือ พล.ร.๗ และพล ม.๓ รวมเป็น ๑๒ กองพล

การที่กองทัพบกของแต่ละประเทศ จำเป็นต้องมี MD จำนวนมากหรือน้อย นั้น เขามีเหตุผลมีตรรกะในการคิด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็มาจากยุทธศาสตร์ทหารในการป้องกันประเทศของประเทศเหล่านั้น และยุทธศาสตร์ทหาร แม้จะมีวิธีคิดหลากหลายแต่ในที่สุดแล้ว รากฐานสำคัญที่นำมาใช้ในการพิจารณาคือ ภัยคุกคาม (Threats) อันจะนำไปสู่ขีดความสามารถที่กองทัพบกต้องการในการปฎิบัติการรบ เพื่อป้องกันประเทศและรักษาผลประโยชน์สำคัญของชาติ ในท้ายที่สุดก็จะได้จำนวนและแบบของ MDเพื่อสนองตอบขีดความสามารถที่ต้องการเหล่านั้นเป็นโครงสร้างกำลังรบ ( Force Structure ) ของกองทัพ

จะเห็นได้ว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยเหตุผลแห่งความจำเป็นของประเทศชาติ มิใช่การตอบสนองความสุขของผู้ใด ยิ่งไปกว่านั้นภัยคุกคามที่กล่าวถึงยังเป็นภัยคุกคามภายนอกเป็นหลัก ไม่ใช่ภัยคุกคามภายใน (ที่เกิดจากการทึกทักเอาเองหรือผลักดันให้พี่น้องร่วมชาติกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาต ) หรือภัยสามัญประจำบ้านเช่น ยาเสพติดการตัดไม้ทำลายป่า รวมทั้งภัยธรรมชาติที่เราไปเหมารวมเอามาและส่งผลให้กองทัพหลงภารกิจไปแย่งงานหน่วยราชการอื่นเขามาทำ กลายเป็นบทบาทสำคัญของกองทัพอยู่ในขณะนี้

ประการสำคัญต่อมา ( ตี๊ต่าง ว่าพวกเราไม่รู้ถึงเหตุผลเบื้องลึกแท้จริงของการตั้ง MD ทั้ง ๒ กองพลนี้นะครับ ) การจะมี MD ขึ้นมาแต่ละกองพลนั้นจะต้องคำนึงถึงข้อพิจารณาทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญด้วย คือ ปัญหา At What Cost เรื่อง Cost ของ MD นี้ ประเทศที่ไม่ไกลจากประเทศของเรานัก เคยทำการศึกษาพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า สำหรับกองพลในกองพลหนัก ( Heavy Division ) ซึ่งมีกำลังพลประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน นั้น ไม่ต้องพูดถึงต้นทุนทางสังคม ( Social cost ) หรอกครับ ( คงคิดได้ยาก ) แค่ค่าเสียโอกาส ( Opportunity Cost) ของกำลังพลทั้งกองพล เมื่อเอาไปทำงานอย่างอื่นไม่ได้มาเป็นทหาร ก็จะได้ GDP เพิ่มอีกประมาณ ๑ พันล้านเหรียญ US ต่อปีแล้วครับ ในปัจจุบันนี้ ประเทศต่าง ๆ พยายามลดจำนวน MD ลงเช่น กองทัพบก US หลังสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งที่ ๑ ประมาณปี ๑๙๙๒ ได้ลดกองทัพน้อย ( Corps ) ลง ๑ ทน. และลด MD ลง เหลือแค่จำนวน ๑๐ กองพล แต่ก็ยังคงขีดความสามารถไปอาละวาดได้ทั่วโลก เพราะเขาลดปริมาณแต่เพิ่มคุณภาพขึ้นทดแทน ถึงแม้ว่าบรรดา MD ทุกแบบนั้นจะค่อนข้างไปทาง Labor Intensive ก็ตามที

กองทัพบกไทยของเรายิ่งใหญ่และเกรียงไกรเหนือกองทัพ USแล้วครับ (ผมดีใจกับพวกท่านด้วย) เพราะเรากำลังจะมีถึง ๑๒ MD แต่เรื่องคุณภาพเอาไว้พูดกันอีกหัวข้อหนึ่ง หรือว่าเราจะใช้หลักแบบประเทศค่ายตะวันออก เช่น กองทัพบกจีน มีปืนใหญ่ จรวดหลายลำกล้อง และปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน จำนวนมากมาย หลายพันหน่วยยิง ทำการยิงถล่มเป็นพื้นที่เป็นหลายหมื่นนัดต่อครั้งเพื่อสร้างจุดอ่อนในแนวตั้งรับของข้าศึกสักตำบลหนึ่ง หรือทำการยิงเป็นกำแพงกระสุนเหล็กในการป้องกันภัยทางอากาศรอให้เครื่องบินฝ่ายตรงข้ามมาชนกระสุนเอง เพราะเขาใช้หลักว่า ปริมาณมากคือคุณภาพ โดยไม่ต้องคำนึงถึง At what Cost ในขณะที่ผมเคยถามอาจารย์ รร.ทหารราบ กองทัพบกออสเตรเลีย ว่า ประเทศของท่านมีกำลังกองทัพบกเพียงแค่ ๑ กองพลทหารราบ จะเพียงพอต่อการป้องกันประเทศหรือ คำตอบที่ทำให้ผมทึ่งและสงสัยมากเป็นที่สุดคือ ออสเตรเลียไม่ร่ำรวยพอที่จะมีหลาย MD ได้ แต่กองพลของออสเตรเลียสามารถรบกับกองพลของข้าศึกได้ ๑ ต่อ ๑๐ และจากการศึกษาในหลักสูตรชั้นนายพันทหารราบ ต่อมาอีก ๓ เดือนกว่า ๆ บอกกับตัวผมเองว่า ที่ อจ.ยศพันโท ท่านนั้นพูดไว้เป็นของจริง

ปัญหาสำคัญที่ตามมา จากการที่กองทัพบกมี MD จำนวนมากคือ เราจะดำรงรักษา MD เหล่านี้ไว้ได้อย่างไร คำว่า ดำรงรักษาของผมในที่นี้ไม่ใช่แค่ให้มันมีกองพลอยู่อย่างที่บรรดาทหารทั่วไปคิดกัน ถ้าคิดเท่านั้นก็เพียงแค่จ่ายเงินเดือน ค่าสาธารณูปโภคก็อยู่ได้แล้ว แต่ผมหมายถึง เราจะดำรงให้ MD เหล่านี้ มีขีดความ สามารถในการรบเหมือน MD ของกองทัพทั่วโลกเขาได้อย่างไร ยกตัวอย่างสุดโต่งของกองทัพที่มีประสิทธิภาพ การรบสูงสุดในโลกมาให้ทราบกันเลย สำหรับ ๑๐ กองพล ของ ทบ. US จำเป็นต้องใช้งบประมาณในการฝึกและศึกษาเฉพาะรูปแบบในโรงเรียนต่าง ๆที่จัดการฝึกและศึกษาโดยกองบัญชาการฝึก และหลักนิยม ( TRADOC ) เป็นจำนวนถึง ๒,๐๐๐ ล้านเหรียญต่อปี ยังไม่รวมงบประมาณการฝึกเป็นหน่วย ( Collective Training ) ในสนามอีกประมาณ ๘ เดือน ต่อปีของทุกหน่วย เทียบกับกองทัพบกของเราเมื่อครั้งที่ผมเป็น จก.ยศ.ทบ. หน่วยมีงบประมาณ สำหรับฝึก ตรวจสอบในสนาม แค่ ๒๐ กว่าวันต่อปี สำหรับกองพล ๑๐ กองพล แล้วเมื่อมันเพิ่มมาเป็น ๑๒ กองพล ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของชาติจะรองรับได้หรือไม่ลองคิดดู มันไม่ใช่แค่มีตัวทหารมีปืน ฝึกทำท่าอาวุธได้ ยิงปืนได้ แล้วจะรบได้ นอกเสียจากว่า เหตุผลเบื้องลึกแท้จริงของการมี MD ไว้มาก ไม่ได้มีไว้สำหรับทำการรบป้องกันประเทศอย่างสำคัญ

สรุปแล้วเรื่องกองพลใหม่ทั้ง ๒ กองพลนี้ไม่ใช่เรื่องของความจำเป็นตามยุทธศาสตร์ทางทหาร เพราะผมไม่ได้ข่าวคราวของการทบทวน Threats และยุทธศาสตร์ทหาร ( โอ........Military Strategy ที่เป็นชิ้นเป็นอัน จับต้องได้เป็นรูปธรรม ของไทยมีหรือเปล่าหน่อ ) ในห้วงเวลานี้เลย เมื่อไม่ใช่เรื่องยุทธศาสตร์ ก็คงไม่ใช่หลักของปริมาณ คือ คุณภาพในการรบของฝ่ายโลกตะวันออกด้วย นอกเสียจากปริมาณจะคือคุณภาพของเรื่องอื่น ๆ ในประเทศเสียมากกว่า ก็มันเป็นกันเสียแบบนี้ แล้วจะไม่ให้พี่น้องร่วมชาติเขาคลางแคลงสงสัยในเหตุผลเบื้องลึกที่แท้จริงและกระทบต่อความเชื่อมั่นศรัทธาในกองทัพไทยได้อย่างไร

อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
๖ เม.ย. ๕๔
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1017
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » ศุกร์ 13พ.ค.2011 11:16

โดย jaws » 28/04/2011 11:32 pm

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน Flag Officers ( นายพล ) ตอนที่ ๑


เพื่อน ๆ ที่เคารพครับผมเขียนบทความนี้ด้วยแรงจูงใจสองประการ ประการแรกเกิดจาก การได้ร่วมงานฉลองนายพลให้แก่เพื่อน ๆ หนุ่ม ๑๑ ที่ได้รับยศนายพลใหม่ และพวกที่ได้เลื่อนเป็นนายพลในชั้นยศสูงขึ้น เพื่อเป็นการแสดงความยินดีกับเพื่อน ๆ ประการที่สอง ผมขอถือโอกาสนี้ถ่ายทอดประสบการณ์จากการที่ได้มีโอกาสได้สัมผัส และทำงานร่วมกับนายพล จากหลาย ๆ ประเทศ ผมได้ศึกษา เฝ้าสังเกต การทำงาน การปฏิบัติตน ในโอกาสต่าง ๆ ของ ท่านเหล่านั้น จนได้ข้อสรุปบางประการ เกี่ยวกับคุณสมบัติที่สำคัญของการเป็นนายพลของพวกเขา นำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้ท่านพิจารณานำไปใช้ประโยชน์ เตือนใจไว้ก่อนว่า เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ จากการศึกษาและการทำงานในต่างประเทศของผมเอง ท่านอาจจะไม่เห็นด้วยไม่เป็นไร รับรู้ไว้ว่าเป็นอีกมุมมองหนึ่งก็แล้วกัน

นายทหารชั้นนายพลเป็นกำลังพลชั้นนำ เป็นที่เชิดหน้าชูตาของแต่ละประเทศ เป็นเครื่องบ่งชี้ที่สำคัญประการหนึ่งที่จะบอกว่า กองทัพของประเทศนั้น น่าจะมีประสิทธิภาพในการรบเพื่อป้องกันอธิปไตยและผลประโยชน์ได้เพียงใด นายพลจะมีบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบอย่างกว้างขวางในงานทั้ง ๓ ระดับ คือตั้งแต่ ยุทธวิธี ยุทธการ และยุทธศาสตร์ ทำให้พิจารณาได้ว่า ประสิทธิภาพในการบังคับบัญชา การคิดและการตัดสินใจ ของท่านเหล่านั้นมีผลต่อชัยชนะหรือพ่ายแพ้ ในการรบเป็นอย่างยิ่ง

ในระหว่างการศึกษาและการปฏิบัติราชการในต่างประเทศ ( โดยเฉพาะการเป็นทูตทหารในเกาหลีใต้ ) ผมได้มีโอกาสทำงานร่วมกับนายพลจากหลายประเทศ อาทิ นายพลของ กลต. นายพลจากสหรัฐ อังกฤษ สวิสเซอร์แลนด์ สวีเดน โปแลนด์ เชคโกสะโลวะเกีย ผมพอจะสรุปได้ว่า นายพลเหล่านี้มีคุณสมบัติที่สำคัญ ๕ ประการที่เห็นเด่นชัด ได้แก่ พวกเขาเหล่านั้นเป็นคนเก่ง คนดี รู้หน้าที่ รักศักดิ์ศรี และมีคุณธรรม

การเป็นนายพลจำเป็นต้องเก่ง

คำว่าเก่งในที่นี้หมายความว่าท่านเหล่านั้น จะต้องมีขีดความสามารถสูงทั้งด้านร่างกาย ( Physical ) และทางความคิด ( Conceptual ) บรรดานายพลจะต้องมีร่างกายที่แข็งแรง มีสุขภาพดี เหมาะสมที่จะตรากตรำงานหนักได้ ทางทหารถือว่า ความแข็งแรงของร่างกายเป็นปฎิภาคตรงกับความทนทานต่ออันตรายของสนามรบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Integrated Battlefield นอกจากนี้เมื่อใดที่ท่านยังแต่งเครื่องแบบทหารอยู่ ท่านควรจะรักษาสภาพของร่างกายของท่านให้เหมาะสมกับความสง่างามของเครื่องแบบ

กองทัพมากมายด้วยผู้คนและอาวุธยุทโธปกรณ์ ความสลับซับซ้อนที่เกิดจากวิทยาการสมัยใหม่ และความเจริญทางเทคโนโลยี ความใหญ่โตและความหลากหลายในองค์กรของกองทัพ ต้องการให้ผู้ที่จะเป็นผู้นำ หรือเข้ามาบริหารกองทัพ จำเป็นต้องมีความรู้และความเฉลียวฉลาดเพียงพอที่จะไม่ทำเรื่องโง่ ๆ จนเกิดความเสียหายแก่องค์กร และลุกลามไปถึงความมั่นคงโดยรวมของชาติได้

นายพลควรจะมีความรู้ทั้งด้านทหารและความรู้ทางด้านพลเรือนอย่างพอเพียง ที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพัฒนากองทัพให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ข้อจำกัดทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของชาติตามแนวความคิดที่ว่า “ กองทัพไม่ได้เป็นส่วนนำของประเทศชาติ แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคมและประเทศชาติเท่านั้น ” กองทัพไม่ได้ยิ่งใหญ่และสำคัญไปกว่าส่วนอื่น ๆ กองทัพต้องคงอยู่อย่างพึ่งพาซึ่งกันและกันกับส่วนอื่นของสังคมโดยรวมของชาติ

นายพลถือเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นสูง ( กองทัพส่วนใหญ่ในโลกนี้มีนายทหารชั้นนายพลจำนวนน้อยมาก ) ที่จะต้องมีทั้งความรู้และมีประสบการณ์จากการทำงานตั้งแต่ระดับ ยุทธวิธีขึ้นมาจนถึงระดับยุทธศาสตร์ เขาเหล่านั้นจะต้องสามารถสร้างแนวคิดและทฤษฏีมาใช้ในการนำและการฝึกหน่วยของตนเอง เพื่อให้เป็นทหารอาชีพมีคุณค่าต่อสังคมได้ ความสามารถในการคิดและการถ่ายทอดลงไปยังผู้บังคับบัญชาชั้นรอง ๆ และกำลังพลถัดลงไป จึงเป็นความสำคัญต่อการเป็นนายพล

ผมเคยได้รับฟังการบรรยายของ นายพลอเมริกัน ที่มาบรรยายให้นายทหารนักเรียน รร.สธ.ทบ.ไทย นายพลท่านนั้นผมจำชื่อไม่ได้แต่จำได้ว่าท่านมีเป็น พล.ท.และเป็น ผบ.กกล. ทางบกของกกล.ภาคพื้นแปซิฟิกของสหรัฐ การบรรยายในครั้งนั้นเป็นการบรรยายที่ให้ความรู้และแนวคิดของการเป็นทหารอย่างยอดเยี่ยม ต่างกับการบรรยายของผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของไทย ใน รร.สธ.ทบ. ที่ส่วนใหญ่ชอบเล่าเรื่องส่วนตัว และไม่มีเนื้อหาสาระทางวิชาการทหาร ไม่เป็นการเพิ่มความรู้หรือตัวอย่างที่ดีในการเป็นนายทหารอาชีพระดับปฎิบัติการ ( OPN Level )

นายพลต้องเก่งครับ เพราะการนำที่ดีที่สุด คือ Lead by Example ดังนั้น การจะนำโดยวิธีนี้ได้ ท่านจะต้องเก่งกว่าเขา มีความรู้มากกว่าเขา สามารถเป็นครูฝึกสอนพวกเขาได้ ความเชื่อมั่นศรัทธาจึงจะเกิดขึ้นระหว่าง ผู้นำและผู้ตาม

อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
๒๐ เม.ย. ๕๔
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1017
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » ศุกร์ 13พ.ค.2011 11:19

:arrow: โดย jaws » 29/04/2011 12:27 am

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน Flag Officers ( นายพล ) ตอนที่ ๒


เพื่อนครับวันนี้ขอว่าด้วยเรื่องนายพลต่ออีกคุณสมบัติหนึ่ง

"นายพลต้องเป็นคนดีเท่านั้น"

การเป็นนายทหารไม่ว่าจะเป็น นายทหารประทวนหรือนายทหารชั้นสัญญาบัตร แสดงถึงการได้รับอาญาสิทธิจากประชาชนภายในชาติ ให้พวกเขาเหล่านั้นเป็นผู้นำลูกหลานของประชาชนไปสู่ความเป็นหรือความตาย ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ในการรบ พวกเขาจะต้องเป็นคนดีเพิ่มจากความเก่ง ที่เราได้พูดกันไว้เมื่อตอนที่แล้ว

สุภาพบุรุษทุกท่านไม่จำเป็นต้องเป็นทหาร แต่นายทหารทุกคนจะต้องมีความเป็นสุภาพบุรุษเป็นพื้นฐาน ท่านจะต้องเป็นคนดีมีสมบัติผู้ดี มีมารยาท มีความเมตตากรุณา อ่อนน้อมถ่อมตน คุณสมบัติเหล่านี้จะทำให้นายพลได้รับความเป็นกันเองและสร้างความสัมพันธ์กับผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้คนรอบกายได้ง่าย

ความเป็นคนดีจะทำให้ท่านได้รับความนิยมและเป็นที่รักใคร่จากผู้ที่เข้ามาสัมผัส จะช่วยให้เรื่องยากเป็นเรื่องง่าย คนดีจะนึกถึงคนอื่นก่อนตนเอง ปัจจัยนี้จะช่วยให้นายพลนึกถึงผู้ใต้บังคับบัญชามากกว่าตนเอง นำไปสู่ความราบรื่นของบรรยากาศในการบังคับบัญชา และเป็นผลดีต่อขวัญและกำลังใจของกำลังพล

ความรักและภักดี ( Loyalty ) เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของความเป็นคนดี พล.อ. Tommy Franks ผบ. CENTCOM ที่บุกอาฟกานิสถานและอิรัก ในสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งที่ ๒ ได้กล่าวถึงความรักและความภักดีไว้อย่างสำคัญว่า “ Loyalty always run up and down along the chain of command.” นั้น หมายความว่า ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นรวมถึงนายพลด้วย จะต้องมีความรักและภักดีต่อทั้งผู้บังคับบัญชาเหนือตน และรักและภักดีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเองจนถึงทหารคนสุดท้าย ผู้บังคับบัญชามิอาจเรียก ร้องหาความรักและภักดีจากผู้ใต้บังคับบัญชาของตนได้ แต่ในทางกลับกันผู้บังคับบัญชาจะต้องสร้างให้ทหารมีความเชื่อมั่น ศรัทธาต่อผู้บังคับบัญชา ด้วยการกระทำความดีของตน

การแสดงพลังด้วยการตรวจความพร้อมรบ การตบเท้าออกมาเสมือนข่มขู่ประชาชน เพื่อแสดงความรักและภักดีต่อผู้บังคับบัญชาของตนนั้น ไม่ใช่เรื่องของทหารแท้จริง แต่เป็นการแสดงความภักดียอมตนของกลุ่ม ก๊วน แก๊ง ของผู้มีอิทธิพลมากกว่าการเป็นกองทัพของชาติ ไม่ใช่ความรักและภักดีของทหารอาชีพของชาติ ที่จะแสดงออกซึ่งกันและกัน เพราะกองทัพจะต้องมีความภักดีสูงสุดต่อประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศ ( อ่านด้วยรักและห่วงใยตอน กองทัพของประชาชน )

กองทัพของเรานำข้อคิดคำเตือนบางประการ ในเรื่องของการเป็นคนดีในกองทัพของต่างชาติมาใช้ปฏิญาณใน รร.ทหาร โดยไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง เช่น

“ คำสั่งผู้บังคับบัญชาคือ พรจากสวรรค์ ” ความหมายของประโยคนี้ไม่ได้ใช้บังคับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ทำตามคำสั่งอย่างไร้ความคิดและเหตุผล แต่ความหมายที่แท้จริง เป็นการเตือนผู้บังคับบัญชาว่าท่านจะต้องเป็นคนดี คิดดีอย่างมีเหตุผลและมีคุณธรรม เพราะคำสั่งที่ออกไปจากปากของท่านนั้น ทหารของท่านจะนำไปยึดถือปฎิบัติอย่างเคร่งครัดแม้ชีวิตก็จะยอมสละให้ ดังกระทำต่อพรจากพระผู้เป็นเจ้าบนสรวงสวรรค์

“ รุ่นพี่ที่เลวที่สุดต้องดีกว่ารุ่นน้องที่ดีที่สุด ” ก็เช่นเดียวกันประโยคนี้ให้อุทธาหรณ์แก่ความเป็นคนดีของผู้บังคับบัญชาเท่านั้น เพราะท่านจะเป็นผู้บังคับบัญชาปกครองเขาได้ ท่านจะทำความเลวไม่ได้เลย ท่านจะทำความเลวได้อย่างมากที่สุดก็ต้องน้อยกว่าผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดีที่สุดในหน่วยของท่าน ท่านจึงจะปกครองเขาได้

ดังนั้นการออกมาตะคอกทางการเมือง ข่มขู่ประชาชนบางกลุ่ม คงจะไม่ทำให้ท่านเป็นคนดีมากกว่าประชาชนเหล่านั้นแน่นอน ท่านต้องเป็นคนดีอย่างแท้จริงครับ จึงจะทำให้เขาศรัทธาได้

อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
๒๑ เม.ย. ๕๔




:arrow: โดย jaws » 10/05/2011 7:25 pm

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน Flag Officers ( นายพล ) ตอนที่ ๓


เพื่อนครับ
เราได้คุยกันถึงลักษณะที่สำคัญของการเป็นนายพล มาแล้ว ๒ ประการ ในตอนนี้ผมจะขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเรื่อง ความรู้ หน้าที่ของการเป็นนายพล ไม่เฉพาะนายพลหรอกครับ บุคคลถ้าไม่รู้หน้าที่และบทบาทของตนเองละก็ สังคมรอบด้านจะเดือดร้อนไปด้วย แล้วถ้ายิ่งท่านมีตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โตก็จะยิ่งแล้วไปกันใหญ่

"นายพลต้องสำนึกรู้ในหน้าที่อย่างสำคัญ"

คติพจน์ ( Motto ) ของสถาบันการศึกษาทางทหารบางแห่ง มีว่า “ Duty Honour Country ” เขาไม่ได้เริ่มต้นด้วย ชาติเหมือนอย่างบางประเทศ ของเขามีเหตุผลที่น่าฟัง ถ้าทุกคนกระทำตามหน้าที่ ตามที่ถูกกำหนดโดยทางราชการที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือตามทำนองคลองธรรมโดยไม่บกพร่องแล้วละก็ สังคมและหน่วยจนถึงประเทศชาติ ย่อมจะอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข เจริญก้าวหน้า บุคคลผู้นั้นก็จะเป็นผู้มีเกียรติ และเป็นการทำเพื่อชาติ

ในกรณีที่ไม่ใช่หน้าที่ของทหารและทหารจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง คติพจน์ประการต่อไปที่ทหารควรจะต้องนำมาพิจารณาประกอบคือ เกียรติยศ ดังนั้นการกระทำหรือพฤติกรรมที่จะปฎิบัติต่อไป จะต้องยึดมั่นในเกียรติยศชื่อเสียงของตนเอง หมู่ทหาร สังคม และประเทศชาติ เมื่อยึดถือตามนี้ ทหารก็จะไม่ตกเป็นผู้ที่กระทำสิ่งที่เลวร้าย

ประการสุดท้าย ถ้าเรื่องนั้นจะเกี่ยวข้องกับหน้าที่หรือไม่เกี่ยวข้องก็ตาม แต่มีความจำเป็นจะต้องกระทำและอาจจะหมิ่นเหม่ต่อเกียรติยศ ชื่อเสียงของตัวท่านเอง ท่านจะต้องนึกถึงคติพจน์ประการสุดท้าย คือ ประเทศชาติ ท่านจะต้องพิจารณาตัดสินใจด้วยปัจจัยของการเกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมจนท้ายสุดแก่ประเทศชาติ
ผมเข้าใจว่า ถ้านายพลท่านใดยึดถือวิถีทางตามที่กล่าวมาแล้ว ท่านจะเป็นทหารที่สมบูรณ์มีคุณค่าต่อหน่วยและประเทศชาติของท่าน

ปกติแล้วหน้าที่จะต้องสอดคล้อง หรือเป็นไปตามบทบาท ดังนั้น นายพลจะต้องมีความสำนึกรู้ ( Intuitive ) ในบทบาทของการเป็นทหารของชาติ จึงจะคิดได้ว่า ท่านควรจะมีหน้าที่อะไร สิ่งใดที่ควรทำหรือไม่ควรทำ ดังที่กล่าวมาแล้วว่า กองทัพในประเทศประชาธิปไตย นั้นจะต้องถูกควบคุมด้วยพลเรือนอย่างสมบูรณ์ ( Absolutely Civilian Control ) ดังนั้นกองทัพเป็นแค่ส่วนหนึ่งของสังคม ประเทศ ไม่ใช่กองทัพมาทำตัวเป็นส่วนนำของประเทศเสียเอง ด้วยปัจจัย กำลังพล และอาวุธยุทโธปกรณ์ เมื่อกองทัพคิดสำคัญตนผิดเสียแล้ว การกระทำที่ชั่วร้ายต่อระบอบประชาธิปไตยของชาติ ก็อาจจะบังเกิดขึ้นได้ เหมือนดังเช่นที่เขากล่าวกันว่า มีการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ด้วยการบีบบังคับ ข่มขู่ของบรรดานายพลบางคนของกองทัพ ผลที่ตามมาก็คือ กองทัพถูกมองว่าเป็นตัวปัญหาของสังคม เป็นตัวทำลายระบอบประชาธิปไตยของชาติ เสียเกียรติภูมิ ขาดความเชื่อถือศรัทธาจากประชาชน และกลายเป็นฝ่ายตรงข้ามของประชาชนในที่สุด

อย่าลืมว่า กองทัพเป็นของประเทศชาติ โดยมีประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของ บรรดานายพล เพียงแค่ได้รับสิทธิอำนาจ มาปกครองบังคับบัญชาตามวาระแล้วก็จากไป ถ้าอำนาจวาสนาบุญบารมีทำให้ท่านสำคัญตนผิดจนลืมหน้าที่ที่ถูกต้อง ความวิบัติจะเกิดแก่กองทัพ ซึ่งจะต้องใช้เวลาอีกยาวนานในการแก้ไข

การเป็นนายทหารชั้นนายพลจึงต้องมี Intuitive ในบทบาทและในหน้าที่ที่ถูกต้องของตนเองครับ

อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
๒๒ เม.ย. ๕๔
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1017
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » ศุกร์ 13พ.ค.2011 11:26

:arrow: โดย jaws » 10/05/2011 7:28 pm

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน Flag Officers ( นายพล ) ตอนที่ ๔


ในสามตอนที่แล้ว เราพูดถึง ความเป็นคนเก่ง คนดี และรู้หน้าที่ของนายพล ในตอนนี้เราจะพูดถึงคุณสมบัติที่สำคัญ อีกประการหนึ่งของการเป็นนายพล
"นายพลต้องรักศักดิ์ศรียิ่งชีวิต"

เรื่องนี้คงไม่จำเป็นต้องเป็นนายทหารชั้นนายพลหรอกครับ ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนที่ปกติธรรมดาจะต้องมีศักดิ์ศรีของตนเอง แต่เมื่อท่านเป็นนายพล เรื่องนี้จะต้องยืนหยัดไว้ยิ่งกว่าบุคคลทั่วไป เพราะท่านเป็นตัวอย่าง และเป็นที่จับตามองของผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน แม้แต่ประชาชนภายในชาติของท่าน

คำว่า ศักดิ์ศรี ในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึง ศักดิ์ศรีที่บรรดาขุนทหารทั่วไปชอบอ้างว่าตนมี หรือ การแสดงออกว่าต้องการปกป้องศักดิ์ศรีด้วยการตบเท้าแสดงความไม่พอใจเมื่อมีบุคคลหรือบางฝ่ายออกมาตำหนิ ติเตียนตัวท่านหรือผู้บังคับบัญชาของท่าน ( มันเป็นภาพของการประจบสอพลออย่างดีเลิศ )

แต่ผมหมายถึง ความมีศักดิ์ศรีที่ต้องเกิดจาก บุคคลอื่น ๆ หรือคนส่วนใหญ่ในสังคม ยอมรับ เชื่อถือ ศรัทธา นิยมชมชอบ ให้เกียรติ รวมทั้งเคารพนับถือท่าน ในฐานะที่ท่านเป็นคนดี มีคุณธรรม และเป็นทหารอาชีพที่มีคุณค่าต่อสังคม ดังนั้นคำว่าศักดิ์ศรีของผมนั้น ต้องได้มาจากผู้อื่น หรือสังคมเป็นผู้มอบให้ท่าน ไม่ใช่ตัวท่านทึกทักเอาเองว่าตนเองมีศักดิ์ศรี แล้วไปเที่ยวโวยวายว่าคนอื่น ๆ มาย่ำยีดูถูกศักดิ์ศรีของทหาร ผมรับรองว่าถ้าท่านเป็นคนดี เป็นสุภาพบุรุษ เป็นทหารอาชีพอย่างแท้จริงแล้ว คงจะไม่มีประชาชนคนไหน มาดูถูกทหารผู้ทำหน้าที่พิทักษ์พวกเขา นั่นคือเขาเห็นว่าท่านมีศักดิ์ศรี

ประเด็นต่อมา การที่เราเป็นผู้ที่รักศักดิ์ศรีของความเป็นนายพล นั้น ผมไม่เห็นความจำเป็นจะต้องกร่าง พอง เป็นนักเลงโต ใหญ่คับบ้านคับเมือง แต่อย่างใด ในทางกลับกันนายพลที่มีศักดิ์ศรีมักจะสุภาพเรียบร้อย อ่อนน้อมถ่อมตน โดยเฉพาะกับประชาชนในชาติผู้เป็นนายอย่างแท้จริง และเป็นเจ้าของกองทัพ ( กลับไปอ่านเรื่อง กองทัพของประชาชน ในด้วยรักและห่วงใย ) ผมเคยเห็นนายพลเอกทหารสหรัฐ ในเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจยิ่งใหญ่มาก เนื่องจากเขามีอำนาจบังคับบัญชา ทั้งกำลังทหารสหรัฐและกำลังของกองทัพ กลต. เขาพูดจาสุภาพอ่อนน้อม ถ่อมตนกับประชาชนทั้งชาวเกาหลี ชาวสหรัฐ และผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น เขาแสดงออกถึงความสุภาพเรียบร้อย และให้เกียรติต่อนายสิบและพลทหารของเขา ผมไม่เห็นว่าเขาจะรู้สึกเสียศักดิ์ศรีแต่อย่างใด แต่เขาคงจะสูญเสียความเชื่อถือศรัทธาและความเคารพนับถือจากประชาชนและแม้แต่จากจากกำลังทหารของเขาแน่นอน ถ้าเขามาตะคอกทางการเมือง ข่มขู่ประชาชนแบบบางประเทศ เพราะประการหลังนี้มันไม่ใช่หน้าที่ของทหาร ซึ่งมีบทบาทเป็นผู้พิทักษ์สังคม

ผมไม่เคยเห็น ผบ. UNC (กองกำลังสหประชาชาติ ) แสดงความหงอแก่นักการเมืองในสิ่ง ที่ไม่ถูกต้องอย่างไร้ศักดิ์ศรี และไม่เคยเห็น ผบ. UNC แสดงความกร่างหรือข่ม นักการเมืองเช่นเดียวกัน ผมเห็นแต่เขาให้การต้อนรับนักการเมืองของสหรัฐและเกาหลีใต้ อย่างให้เกียรติ สุภาพ ด้วยความมีสง่าราศีของตนเอง ตามสถานภาพและบทบาท

เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น เรื่องสถานการณ์ภายในชาติและบทบาทของกองทัพ กับนายพลรุ่นพี่คนหนึ่งที่ผมเคารพท่านมาก บังเอิญท่านพูดกับผมเรื่องศักดิ์ศรี ท่านไม่ได้ระบุถึงบุคคลใด ท่านกล่าวว่า “ คนเป็น ผบ.เหล่าทัพ ต้องมีและรักศักดิ์ศรีมากกว่ายศ และตำแหน่ง เขาจะต้องไม่ยอมตามนักการเมืองในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขอย้ายตัวเองหรือลาออกเสียดีกว่า ที่จะต้องทำตามคำสั่งเหล่านั้น ถ้า ผบ.เหล่าทัพทุกคน รักศักดิ์ศรี ลาออกติดต่อกันสัก ๒-๓ คน ประชาชนในชาติจะต้องหันมาดูแน่นอน ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เหมือนกับที่นายพลตำรวจ หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดี พวกพันธมิตรคดีหนึ่ง ที่ลาออกมา ๓ คนแล้ว ไม่มีประชาชนคนดี รักความยุติธรรมคนใดตำหนินายพลตำรวจเหล่านั้นเลย มีแต่ชื่นชมยินดี และกลับรุมด่า นักการเมืองและระบบยุติธรรมของประเทศแทน ”

ผมขอจบเรื่องศักดิ์ศรีเท่านี้แหละครับ ผมไม่รู้ว่าผมมีศักดิ์ศรีหรือไม่ แต่ผมขอยืนยันว่า ผมรักศักดิ์ศรีของผมแน่นอน เพื่อน ๆ ช่วยบอกด้วยว่า ผมเป็นอย่างไร

อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
๒๒ เม.ย. ๕๔





:arrow: โดย jaws » 02/05/2011 10:43 am

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน Flag Officers ( นายพล ) ตอนที่ ๕


ขณะที่ผมจะเริ่มเขียนตอนนี้ ทหารไทยเสียชีวิตไป ๕ คนแล้ว บาดเจ็บอีกสิบกว่าคน ประชาชนไทยอพยพหนีตายกันจ้าระหวั่น ผมยังไม่ทราบความจริงหรอกครับว่า สาเหตุแห่งการปะทะระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชามันเนื่องมาจากอะไร ใครเป็นฝ่ายเริ่มใช้อาวุธก่อน แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ งานด้านความ สัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยคงประสบผลสำเร็จมากทีเดียว เพราะเท่าที่สังเกตดู ทุกประเทศรอบบ้านเขาเกลียดเราหมดเลย หน่วยใด กระทรวงใด รับผิดชอบบ้าง ก็ว่ากันไปเถอะครับ

มาคุยกันเรื่องคุณสมบัติประการสุดท้าย ที่ผมคิดว่าสำคัญมาก สำหรับการเป็นนายพลกันดีกว่า

"การเป็นนายพลต้องมีคุณธรรม"

จะว่ากันไปแล้ว ไม่ใช่นายพลอย่างเดียวหรอกครับ ประชาชนในชาติทุกคน มีความจำเป็นต้องมีคุณธรรมครับ การจะพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าได้ เราต้องการทั้งผู้นำและผู้ตามที่มีคุณธรรม แต่การเป็นทหารมีความจำเป็น ต้องมีคุณธรรมอย่างยิ่งยวด เพราะทหารเป็นกลุ่มบุคคลผู้ถืออาวุธ

เราเคยได้รับการอบรมต่อกันมาว่า ทหารต้องมีวินัยถ้าทหารไม่มีวินัยก็คือกองโจรธรรมดา เท่านั้นเอง แต่สำหรับตัวผมแล้ว จากการที่รับราชการเป็นทหารไทยมานานพบว่า แค่มีวินัยเท่านั้นไม่เพียงพอต้องมีคุณธรรมด้วย ทำไมผมจึงกล่าวเช่นนั้น ก็ไม่ใช่เพราะว่า มีวินัยในการปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดของทหารหรอกหรือ กองทัพจึงออกมาทำการรัฐประหารกันง่ายดาย เหมือนเปลี่ยนเครื่องแบบ ก็เพราะมีวินัยไม่ใช่หรือจึงทำให้กองทัพขนอาวุธออกมา เข่นฆ่าประชาชนเจ้าของประเทศ บนราชดำเนิน บนราชประสงค์ จนเป็นเรื่องบาดหมางลึกของคนในชาติจนถึงทุกวันนี้ และมองไม่เห็นอนาคตจะจบสิ้นด้วย หรือเราจะยอมรับกันว่า กองทัพเป็นของบุคคล ถ้าแบบนี้ก็ไม่พ้นกองโจรอีกนั่นแหละ

สำหรับทหารไทยของเราแล้ว ชอบที่จะเรียกร้องให้ผู้ใต้บังคับบัญชาและทหารทุกคนต้องมีวินัย และก็เน้นย้ำเสียด้วยว่า จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด มันแสดงออกถึงการเอาเปรียบของผู้บังคับบัญชาอย่างเห็นแก่ตัวยิ่ง ผมกล้าพูดอย่างนี้เพราะเราไม่ได้ให้ความรู้แก่ ผู้ใต้บังคับบัญชาและทหารอย่างครบถ้วน ว่าแท้จริงแล้วคำว่าวินัยที่เราไปลอกกองทัพของประเทศที่เจริญแล้วน่ะ มันมีความหมายแท้จริงครอบคลุมถึงเรื่องอะไรบ้าง

ความจริงแล้ว ความหมายของคำว่า วินัย ประกอบด้วย การกระทำตนของทหารที่ครอบคลุมเรื่องของการบังคับบัญชา 3 ประเด็นด้วยกัน

ประการแรก ก็คงเป็นเช่นเดียวกับที่ทหารไทยเอามาใช้อย่างเข้มงวดนั้นแหละครับ คือทหารจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด แต่ทหารไทยเราไม่ได้เน้นข้อความสำคัญที่มีต่อมาว่า “ คำสั่งนั้นจะต้องเป็นคำสั่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ” ( ชอบด้วยเหตุและผล มีความชอบธรรม และควรจะเป็นสิ่งที่มนุษย์ธรรมดาเขาทำกัน ไม่ขัดกับหลักแห่ง มนุษยธรรม.......อันนี้ผมเพิ่มเติมให้เองครับ และเป็นสิ่งที่ตัวผมยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด )

ประการต่อมา ทหารที่มีวินัยจะต้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ผิดไปจากประการแรก และต้องมีความสามารถในการปฏิบัติต่อ คำสั่งของผู้บังคับบัญชา ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายนั้นอย่างเหมาะสม

ประการสุดท้าย วินัยคือ การที่ทหารสามารถคิดริเริ่มปฏิบัติงานตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับฐานะแห่งความเป็นทหารของชาติ เมื่อไม่มีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา

ท่านคงจะเห็นแล้วนะครับว่า แค่คำว่าวินัย ถ้าเราไม่มีความรู้จริงก็อาจจะมีการเอารัดเอาเปรียบกันได้แล้ว ระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อย ทหารอาชีพพึงตระหนักไว้ให้ดีว่า เราพากันทำตัวเป็นกองทัพของชาติของประชาชน หรือ แก๊ง กลุ่ม ก๊วน กองกำลังติดอาวุธของบุคคล

ดังนั้นเมื่อเราพิจารณาให้ดี ถึงคำว่า ความมีวินัย สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ทหารต้องมีความรู้เรื่องคุณธรรมด้วยครับ พวกเขาจะต้องมีสำนึกรู้ ( Intuitive ) ได้ว่าอะไรผิดอะไรถูก ควรหรือไม่ควร ก่อนหน้านี้สังคมไทยของเราเคยใช้คำเตือนใจว่า “ ความรู้คู่คุณธรรม ” หลังการรัฐประหาร ๑๙ ก.ย.๔๙ มานี้ มีผู้นำรัฐประหารคนหนึ่ง ( คงจะมีความเกลียดชังพวกรัฐบาลชุดเดิมอยู่อย่างสาหัส ) ถึงกับพยายามเปลี่ยนคำหลายคำเช่น ของเดิมเขาใช้คำว่า รากหญ้า ( Grass Roots ) ซึ่งหมายถึง ผู้คนที่เป็นชนชั้นพื้นฐาน ที่ทำให้สังคมดำรงอยู่ได้ เช่น เกษตรกร กรรมกร หรือผู้ใช้แรงงานระดับล่าง ที่ผลิตสินค้าบริการให้คนในสังคมส่วนใหญ่อยู่ได้ เขาก็คงคิดว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงและต้องแตกต่างไปจากคำเดิม ( แล้วก็คงต้องการจะเอาใจคนในชนชั้นนั้นอีกด้วย แต่อย่างไรมันก็ต้องมีบทบาทเหมือนเดิมอยู่ดีไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร)ก็เลยใช้คำว่า รากแก้ว แทน ฉลาดจริงๆ คิดได้ตั้งแค่นี้ อีกประโยคหนึ่งก็คือ “ ความรู้คู่คุณธรรม ” เพราะคงคิดว่าไอ้ความรู้นั้นถ้าคนมีมากแล้วคุณธรรมจะลดลงหรืออย่างไรมันถึงได้มีการทุจริตคอรัปชั่นกันมากมาย ดังนั้นต่อไปนี้ไม่เอาแล้วเราต้องเปลี่ยนใหม่เป็น “ คุณธรรมนำความรู้ ” ไม่ต้องไปเน้นเรื่องความรู้แล้วเอาให้มันมีคุณธรรมไว้ก่อน แล้วเป็นไงครับท่านกลุ่มคุณธรรมดีเลิศเข้ามา การณ์กลับเป็นว่า การทุจริตคอรัปชั่นสูงที่สุดตั้งแต่เคยมีประเทศไทยอุบัติขึ้นในโลกา ถ้าไม่มีความรู้มันจะมีคุณธรรมได้อย่างไร เพราะความรู้มันช่วยให้เราพิจารณาได้ว่าอะไรผิดอะไรถูก การที่คนเราได้เรียนรู้ทำให้มีความรู้ช่วยให้เกิดความสำนึกรู้ ( Intuitive ) ครับ

เท่าที่กล่าวมาแล้ว ผมเข้าใจว่า ผมคงทำให้ท่านเห็นความสำคัญของคุณธรรมว่ามันเกี่ยวข้องไปถึง ความมีวินัยและมันกระทบไปถึงเหตุแห่ง ราชดำเนิน และ ราชประสงค์ ดังนั้นคุณธรรมจึงมีความสำคัญมากสำหรับการเป็นนายพล เรามาลองดูตัวอย่างแค่บางเรื่อง พอเป็นสังเขป

คุณธรรมว่าด้วยความซื่อสัตย์สุจริต กองทัพบกไทยต่างกับกองทัพบกของหลายประเทศเนื่องจากกองทัพบกไทยเป็นนิติบุคคลกองทัพบกไทยจึงมีอำนาจในการจัดหายุทโธปกรณ์ได้เอง เมื่อรัฐบาลอนุมัติ วงเงิน และ ความต้องการลงมาให้ ถ้าพวกบรรดาผู้นำในกองทัพปราศจากความซื่อสัตย์สุจริตแล้วละก็ กองทัพของเราก็คงจะไม่มีอาวุธยุทโธปกรณ์อันทันสมัยเอาไว้ใช้ในการป้องกันอธิปไตยของชาติ อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้หรอกครับ ถ้าไม่ใช่ความมีคุณธรรมของพวกท่านเหล่านั้น เราจะมี เครื่องตรวจระเบิด GT 200 ฮ MI – 17 จากรัสเซีย เรือเหาะทางยุทธวิธี รถเกราะล้อยางจากยูเครน รถ Utility Truck 2 ½ ตัน ของ Isuzu ไว้ใช้ในราชการทหารหรอกหรือ นอกจากนี้รถถัง รบหลัก ( Main Battle tank ) จากยูเครนกำลังจะตามมาติด ๆ อีกด้วย

นายพลเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูง บังคับบัญชาหน่วยระดับกองพลขึ้นไป มีกำลังพลอยู่ภายใต้การปกครองบังคับบัญชาจำนวนมาก ประมาณ 15000 คนขึ้นไป นายพลจะไม่สามารถให้ผลประโยชน์ตอบแทนผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นทรัพย์สินเงินทอง หรือ ยศถาบรรดาศักดิ์ เท่าเทียมกันทุกคนได้ แต่มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่ท่านจะให้แก่ทุกคนได้เท่าเทียมกันทั้งหมดคือ ความเป็นธรรม เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดต่อขวัญและกำลังใจ ( อำนาจกำลังรบที่ไม่มีตัวตนแต่เป็นตัวคูณหรือตัวหาร ที่มีค่าต่ออำนาจกำลังรบเปรียบเทียบ )

ในกองทัพของมหาอำนาจหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศทางด้านตะวันตก ( แต่ไม่ใช่ใกล้แค่ประเทศพม่า ) เขาคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้มาก จึงมีการวางระบบป้องกันตัวผู้บังคับบัญชาของเขาไว้เป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้มีโอกาสผิดพลาดในเรื่องนี้ หรือมีก็น้อยมาก ประเทศเหล่านั้นเขาจะไม่ให้ตัว รอง ผบ.หน่วย ขึ้นเป็น ผบ.หน่วย ในหน่วยเดิม แต่เขาจะให้ไปเป็นที่อื่น และไม่ให้กำลังพลอยู่ในหน่วยเดียวกันเกิน 3-4 ปี นอกจากกรณีพิเศษสุด ๆ เท่านั้น เพราะเขาไม่ต้องการให้มีการวาง Line สืบทอดอำนาจสร้างอาณาจักรของกำลังพลภายในหน่วย

นอกจากนี้การแต่งตั้งโยกย้ายจะกระทำในรูปของคณะกรรมการจากส่วนกลางเป็นหลัก โดยผู้บังคับบัญชาถูกลดอำนาจลงให้เหลือน้อยที่สุดในการมีส่วนแต่งตั้ง อำนาจที่ผู้บังคับบัญชาทำได้อย่างเต็มที่คือ การบันทึกประวัติ ผลงาน และคุณงามความดี ของลูกน้องตนเองเท่านั้น เป็นไงครับดีไหม แต่อย่าเลย ประเดี๋ยวกองทัพเราจะแข็งแกร่งเกินไป ชาวบ้านเขาจะไม่กลัว ชายแดนจะสงบ พวกเราจะว่างงานเสียอีก จะเดือดร้อน ส่วนราชการอื่น ๆ เพราะทหารเราจะไปแย่งงานเขามาทำ

พอดีกว่าครับเรื่องคุณธรรม ผมได้ระบายออกมามากแล้ว ผมกลัวว่าผมพูดออกมามากเกินไปแล้ว คุณธรรมในตัวผมจะหมดไปด้วย ผมเข้าใจว่าเพื่อน ๆ คงได้ประโยชน์จากข้อเขียนนี้บ้างนะครับ อย่างน้อยก็บอกเล่าต่อ ๆ กันไปในหมู่ทหารพวกเรา แต่ก็ควรระวังด้วย กรุณาอย่านำเรื่องนี้ไปเสวนากับบรรดาทหารอื่นๆ เพราะเขาอาจจะไม่ยอมรับเรื่องเหล่านี้ มันอาจไม่ใช่แนวทางประพฤติตนของพวกเขา

อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
24 เม.ย. 54
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1017
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » ศุกร์ 13พ.ค.2011 12:00

:arrow: โดย jaws » 30/04/2011 2:40 pm


ด้วยรักและห่วงใย
ตอน มันไม่ใช่เรื่อง ขนม ๆ


ขณะที่ผมเขียนบทความอยู่ขณะนี้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เรื่อง เหตุการณ์ชายแดนไทย / กัมพูชา จะบานปลายไปถึงไหนแล้ว ทราบเพียงแต่ว่าทหารไทยเสียชีวิตไปแล้ว ๗ นาย และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก และ นสพ.ไทยรัฐ พาดหัวข่าวว่า ผบ.ทบ.ประกาศ รุก ยึดประเทศกัมพูชา ถ้ารัฐบาลออกคำสั่ง

ในฐานะที่เป็นทหารคนหนึ่ง ที่ผ่านการรบ ปะทะมาหลายครั้ง และผ่านการฝึก/ศึกษาในประเทศ+ต่างประเทศ มามากพอสมควร ผมขอบอกว่ามันไม่ใช่เรื่อง ขนม ๆ ในการทำสงคราม มันไม่เหมือนรายการบนถนนราชดำเนิน หรือ ราชประสงค์ และผมก็ไม่คิดว่า ฝ่ายการเมืองเขาจะกล้าด่วนทำสงครามด้วยเรื่องแค่นี้ มันยังคงมีทางเลือกอื่น ๆ ในการแก้ปัญหา

เอาล่ะ ตี๊ต่างว่า ฝ่ายการเมืองเขากล้าพอ ( ต้องโง่ + บ้า ด้วย ) ประกาศสงครามกับกัมพูชา แล้วยังไงต่อไป กองทัพไทย ยาตราทัพเข้าบดขยี้ กองทัพกัมพูชาอย่างง่าย ๆ แล้วก็เข้ายึดครองกรุงพนมเปญ ควบคุมกัมพูชาทั้งประเทศ ภายในวันสองวัน อย่างที่ประกาศไว้ มันจะง่ายแบบนั้นเชียวหรือ หรือกองทัพกัมพูชาไม่มีกำลังในการต่อต้าน หรือกองทัพไทยจะไม่ประสบปัญหาอะไรเลยแม้แต่ในเรื่องการ Sustain การรบ หรือประเทศเพื่อนบ้านของกัมพูชาไม่ว่าอะไรหรือไม่มี หรือพวกมหาอำนาจเป็นพวกเดียวกับเรา และจะเข้าข้างประเทศไทยทั้งหมด แล้วการสนับสนุนจากประชาชนไทยในประเทศ ที่มีต่อกองทัพนั้น เต็มร้อยทุกกลุ่มทุกสี หรือว่าเรากำลังจะใช้ทฤษฎีสงครามประชาชาติ เพื่อประโยชน์ในการแก้ปัญหาที่หนักหนาสากรรจ์อยู่ในชาติ คิดอย่างรอบคอบกันแล้วหรือยัง

ถ้าคิดยังไม่รอบคอบแล้วพูดออกไปกันแบบนี้ ไม่นึกถึงผลลัพธ์ที่จะเป็นปฏิกริยาตอบสนองกลับมาบ้างเลยหรือ จะทำให้ความแตกแยกของประชาชนในชาติทวีความรุนแรงมากหรือไม่ เพราะพวกที่เกลียดผู้นำทหารของเราก็มีอยู่มาก พวกนี้จะยอมสนับสนุนกองทัพหรือ เขาจะยอมให้ลูกหลานเขาไปตายเพื่อสนอง Need ผู้นำทหารและนักการเมืองที่เขาไม่ชอบหรือ ในขณะที่ภายในชาติของเราอ่อนแอแต่ทางด้านกัมพูชาอาจจะเข้มแข็งขึ้น เพราะโกรธคำพูดของนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลและผู้นำกองทัพของเรา ผู้นำของกัมพูชาจะได้รับการสนันสนุนและแรงใจจากมหาชนชาวเขมร ถ้ากัมพูชาประสบความ สำเร็จในการสร้างความเข้าใจ ให้แก่ประชาคมโลกว่า ไทยเป็นฝ่ายรุกรานจะเกิดอะไรขึ้น มหาอำนาจจะให้การสนับสนุนฝ่ายใดโดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาอำนาจในภูมิภาคนี้ เรื่องความเสียหายที่จะเกิดแก่เศรษฐกิจของประเทศผมไม่ขอพูดถึง มันยากเกินจะคำนวณด้วยตัวตนของผม ผมคิดว่าถึงแม้เราจะชนะในการรบแต่ก็ไม่แน่ว่าเราจะชนะสงครามในครั้งนี้ เราอาจจะสูญเสียอะไรมากกว่าที่เราจะเป็นฝ่ายได้มา

แค่คำถามทางด้านสังคมจิตวิทยาและการเมืองระหว่างประเทศเท่านั้น ยังยากที่จะคิดคำนวณมาตอบให้เป็นรูปธรรมได้แล้ว ทีนี้ลองมาพิจารณาปัจจัยทางด้าน กองทัพที่จะเข้าไปทำการรบเองว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ( ผมจะพูดเรื่องของกองทัพบกเป็นหลัก เนื่องจากเป็นกองทัพที่ยุ่งทุกเรื่องเป็นหลักจริง ๆ ) กำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ของประเทศมีมากมายเหนือกว่ากัมพูชาทั้ง ๓ เหล่าทัพ ยิ่ง กองทัพเรือและกองทัพอากาศ แล้วไม่ต้องพูดถึงเลย ไทยมีความทันสมัยมากกว่ากัมพูชาหลายช่วงตัว แต่ลำพังจำนวนกำลังพลและอาวุธ ไม่ได้เป็นคำตอบสุดท้ายในการชนะสงคราม มันมีคำถามอีกมากมาย เริ่มต้นตั้งแต่

ในระดับยุทธศาสตร์ การเมืองและกองทัพเข้าใจไปในทางเดียวกันหรือไม่ ฝ่ายการเมืองกำหนดยุทธศาสตร์การทำสงครามเป็นหรือเปล่า มีหลายคนพูดว่า “ ประเทศไทยมีทหารจำนวนมากมาย แต่ขาดนักการทหาร ” แล้วนายทหารในระดับ Strategic man ของเราล่ะไหวไหมในการวางการทัพ ( Campaign ) ตามความต้องการของฝ่ายการเมือง

การรบร่วมระหว่างเหล่าทัพไม่ต้องเป็นห่วง เพราะเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ การรบร่วมของไทยมีเฉพาะในกระดาษและการพูดคุยของบรรดานายพลใน บก.กองทัพไทยเท่านั้น เรื่องนี้เป็น Once in a blue moon ในกองทัพบก

ประสิทธิภาพในการรบของกองทัพบก ตอบยากแต่โดยหลักการแล้ว เขาบอกว่ามันจะมาจากประสิทธิภาพจากการฝึกของกองทัพ เมื่อครั้งที่กระผมไปเรียนหลักสูตรชั้นนายพันทหารราบที่ ทบ.US วันหนึ่งผมมีโอกาสไปเยี่ยมกระทรวงการต่างประเทศ USและได้พูดคุยกับ จนท. ด้านประเทศไทยของเขา เขาวิเคราะห์ให้ผมฟังว่า กองทัพไทยของผมมีขีดความสามารถรบได้ในระดับกองร้อย แต่ในระดับกองพันยังไม่สามารถทำได้ แล้วเขาก็ให้เหตุผลหลายประการและของจริงทั้งนั้น ( ไม่รู้ว่าเขารู้ได้อย่างไร ) แต่นั้นมันก็ ๒๐ ปีมาแล้ว ตอนนี้เราอาจจะขยับระดับขึ้นไปแล้วก็ได้ ( ผมหวังไว้แบบนั้น )

ผมมีประสบการณ์ในการฝึกของหน่วยต่าง ๆ ใน ทภ .๑ เป็นอย่างมาก ทั้งในสมัยที่ดำรงตำแหน่ง รอง เสธ.ทภ.๑ - เสธ.ทภ.๑ - ผบ.พล.ร.๙ ผมยอมรับว่า ทภ.๑ เป็นหน่วยที่มีการฝึกที่ดีที่สุด ในบรรดา ๔ ทภ. ของ ทบ. ผมเคยไปดูการฝึก เรียกว่าการแสดงการเข้าตี ( Demonstration ) จะเหมาะสมกว่า ( การฝึกใช้กำลังส่วนใหญ่ของ ทบ.ไทย ต่างชาติเขาจะเรียกการฝึกแบบนี้ว่า Demonstration ไม่ใช่ Exercise ) ในวันนั้นเป็นการแสดงการเข้าตีของกองพันทหารราบ ( หน่วยแบบเบา ) ผู้รับผิดชอบแถลงแผนการเข้าตีของกองพัน ใช้เวลาแถลงแผนเพียง ๕ นาที ( ย้ำ ๕ นาที เท่านั้น ) โดยไม่มีรายละเอียดอะไรเลย แล้วก็แสดงการเข้าตีให้ชม ผมมองไม่เห็นอย่าว่าแต่ชัยชนะแม้แต่ความเป็นไปได้ที่จะไม่พ่ายแพ้และรอดตายยังไม่มี หลังจากนั้นผมได้ไปตรวจเยี่ยมหน่วยนี้ร่วมกับ รอง มทภ.๑ อีก ครานี้เป็นเรื่องคุณภาพชีวิต ปรากฏว่า นายทหารในหน่วยที่ทำเรื่องเกี่ยวกับการเกษตรภายในหน่วย สามารถบรรยายเรื่องหญ้าแฝกได้ความรู้ในรายละเอียดมากประมาณ ๓๐ นาทีเป็นอย่างน้อย และหน่วยพวกนี้ฝึกซ้อมสวนสนามกันเป็นเดือน ก่อนสวนสนามเพียงวันเดียว จนทหารต่างชาติมองกองทัพบกไทยในภาพของ Ground parading army แทนที่จะเป็น War fighting Army เหมือนกองทัพของประเทศพวกเขา

อีกประการหนึ่ง การที่เรามีกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์มาก และไม่ค่อยเหมาะสมกับลักษณะภูมิประเทศ แล้วยังจะดึงดันเข้าทำการรบเราอาจจะเสียสมดุล ( Out of balance ) ตั้งแต่เคลื่อนทัพก็เป็นได้

แค่นี้ก็ไม่ค่อยสนุกแล้ว นอกจากนี้ความพร้อมรบมันไม่ได้ประจักษ์ชัด แค่จากการตรวจสภาพความพร้อมรบแล้วก็ตบเท้ากันพรึ่บพรั่บ การตรวจแบบนั้นเขาเรียกว่า Fulfill Inspection มันเป็นการตรวจเพื่อให้ทราบว่าหน่วยมีอาวุธยุทโธปกรณ์ และเครื่องมือ เครื่องใช้ต่าง ๆ พร้อมจะออกปฏิบัติการใด ๆ หรือไม่ มันยังไม่ได้บอกว่ากำลังพลรบเป็นหรือไม่ ซึ่งเป็นหัวใจของความพร้อมรบที่สำคัญ

มันไม่ใช่เรื่องขนม ๆ เหมือนไปราชดำเนิน หรือราชประสงค์ อย่าทำให้กำลังพลชั้นผู้น้อย เข้าใจผิดด้วยความ......ของผู้บังคับบัญชา ( เติมเอาเองตามความต้องการของท่าน ) การสูญเสียมันจะเกิดแก่พวกเขา และผลเสียจะตกแก่ประเทศชาติ


อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
๒๖ เม.ย.๕๔
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1017
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย ple » เสาร์ 14พ.ค.2011 08:02

ขอบคุณครับ
"คุณตาเปิ้ล"
ภาพประจำตัวสมาชิก
ple
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 12961
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 17เม.ย.2011 08:18
ที่อยู่: 55/126 หมู่บ้านโกลเดนอเวนิว ซอยประชาสุขสรรค์3 ถนนติวานนท์ นนท์บุรี

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » ศุกร์ 20พ.ค.2011 19:42

:arrow: โดย jaws » 18/05/2011 1:31 pm

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน เขาหาว่าผมบ้าฝรั่ง


หลังจากที่เขียนบทความออกมาใน หนุ่ม 11 ให้พวกเพื่อนๆและบุคคลทั่วไปได้นำมาเป็นหัวข้อเรื่องในการแลกเปลี่ยนความเห็นกันก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผมขอขอบคุณทุกความเห็นครับและรู้สึกภูมิใจที่ตนเองเป็นเหตุแห่งการนำมาซึ่ง การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของเพื่อนๆได้มาก
และผมชอบท่านที่วิจารณ์มาอย่างนี้มากเลยครับ เพราะมันเป็นเหตุนำมาไปสู่ผลที่ทำให้ผมหาเรื่องเขียนได้อีกมากเลย สำหรับสังคมทหารไทยโดยเฉพาะกองทัพบกอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเรา

เริ่มแรกเลยผมยอมรับว่า หลักการวิชาการที่เป็นความรู้ของทหารทั้งหมดก็ว่าได้ที่ผมเขียนลงไปนั้นผมเอามาจากต่างประเทศโดยเฉพาะกองทัพบก สหรัฐอเมริกา และ กองทัพบกออสเตรเลียเป็นหลักไม่ว่าจะเป็น แนวคิด ทฤษฎี หลักนิยม รวมไปถึง อุดมการณ์ของการเป็นทหารอาชีพของประเทศเหล่านั้น ผมต้องให้เกียรติอ้างอิงกองทัพบกเหล่านั้นและยอมรับไม่ได้ที่จะอวดอ้างว่าตนเองคิดเอง เพราะผมตระหนักว่าประเทศเรามีแต่ทหาร แต่ไม่มีนักวิชาการทางทหาร ไม่มีนักวิจัยทางทหาร (ไอ้ที่พยายามตั้งหน่วยประเภทนี้และทำๆอะไรกันอยู่น่ะ มันยังไม่เป็นไปตามชื่อเรียกหรอก) แล้วมันจึงไม่มีนักการทหาร

ผมขอถามพวกเราอย่าง fair ๆ หน่อยเถอะว่า พวกเรายอมรับความจริงกันบ้างไหม มีอะไรบ้างที่เราไม่ได้ลอกเขามาและมีอะไรบ้างที่เราคิดขึ้นเองรอบๆกายของท่าน เครื่องแต่งกายของทหาร อาวุธที่ใช้ หมวกเหล็ก รองเท้าสนาม เป้บรรทุกสัมภาระ ท่ามือเปล่า ท่าอาวุธ เหล่านี้เราคิดเองหรือเปล่าครับ ล่าสุดผ้าลาย digital นี่เราก็คิดค้นประดิษฐ์แนวคิดนี้ขึ้นมาเองใช่ไหม ลอกเขามายังไม่รู้ concept ที่แท้จริงของเขาเลย

แล้วไอ้พวก วิชาวิศวกรรมทั้งหลาย รวมทั้ง แพทย์ เภสัช การบริหารงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน นี่มันก็คิดค้นกันโดยคนไทยและเผยแพร่ออกไปสู่ต่างประเทศอย่างนั้นหรือครับ หลักการให้และประดับเครื่องอิสริยาภรณ์ก็ก่อกำเนิดในประเทศไทยเช่นเดียวกันใช่ไหมครับ ?
ลอกเขามาน่ะ ไม่เป็นไรหรอกครับไม่ต้องอาย ผมกลับคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดี ขอให้ลอกเลียนแบบเฉพาะสิ่งที่ดีเป็นประโยชน์และขอให้รู้มาอย่างแท้จริง เพราะการลอกเลียนแบบมามันประหยัดเวลาค่าใช้จ่ายในการคิดค้น

ถ้าท่านสังเกตดูให้ดี ผมจะลอกเลียนแบบมาเล่าให้พวกท่านฟังเฉพาะที่มันเป็นประโยชน์ และผมคิดว่ากองทัพบกไทยจะต้องพัฒนาไปทางนั้นมันจึงจะเป็นกองทัพของประเทศชาติอย่างแท้จริง ผมเคยพูดในหมู่เพื่อนด้วยกันแม้กระทั่งว่าต้นตอของปัญหาของกองทัพบกประการสำคัญอยู่ที่ ผู้บังคับบัญชามีอำนาจในการดำเนินการต่างๆมากเกินไป ต้องลดอำนาจของผู้บังคับบัญชาลงให้เหลือน้อยที่สุด เท่าที่จะพอเพียงต่อการบังคับบัญชาและบริหารหน่วยในการรบอย่างมีประสิทธิภาพ บางคนก็แย้งผมว่า “ เฮ้ยถ้าเป็นแบบนั้นเดี๋ยวถึงเวลาไปรบแล้วจะสั่งให้พวกมันไปรบไม่ได้น่ะสิ ” โถ การรบมันไม่ได้อยู่แค่การมีอำนาจมากของผู้บังคับบัญชาเท่านั้น มันมีปัจจัยที่มากกว่านั้นอีกมากมันจึงจะไปรบ แล้วไอ้กองทัพต่างประเทศที่ผู้บังคับบัญชามันไม่ได้มีอำนาจมากเหมือนของเราล่ะ ทำไมพวกมันไปรบอย่างสุดใจขาดดิ้นเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ทั้งที่บางครั้งมองไม่ออกเลยว่าตายเพื่อประเทศของตนเองหรือไม่ ผมอยากจะถามว่าถ้าเป็นทหารเรามันจะไปหรือไม่ขนาดแค่ 3 จชต. มันยังไม่อยากไปขอย้ายกันอุตลุด เคยเห็นภาพกำลังพลพูดว่า “ ผมยอมติดคุกดีกว่าและให้พวก ผู้การ ผู้พัน มันไปรบกันเอง ”ไหม ผมไม่ขอบอกว่าหน่วยใด เพราะพวก ผบ. ของหน่วยเหล่านั้นมันตะโกนลั่นปาวๆว่าพร้อมครับกันทั้งนั้น แต่ถ้าจะสั่งไปปฎิวัติละก็จะต้องคงอำนาจผู้บังคับบัญชาไว้อย่างท่วมท้นอย่างทุกวันนี้ครับ มันถึงจะสั่งกันได้เพราะมันเป็นการส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม

ที่นี้ลองมาดูตัวอย่างดีๆของการไม่ลอกเลียนแบบหรืออ้างว่าไม่ได้ลอกแบบใครมาบ้างนะครับ

เรื่องแรก ท่านคงจะได้ยินบ่อยๆที่ผู้บังคับบัญชาชอบอ้างถึงปรัชญาแห่งการทำสงครามว่า “ต้องรู้เขารู้เราจึงจะรบชนะได้ทั้งร้อยครั้ง” ผมอยากจะทราบว่ามีสักกี่คนที่จะนำปรัชญานี้ไปสู่การปฏิบัติได้ว่า เรื่องอะไรบ้างและทำอย่างไรบ้างจึงจะทำให้ประสบผลสำเร็จในการรู้เขาและรู้เรา แล้วมีผู้บังคับบัญชาคนใดเคยอธิบายในรายละเอียดให้ท่านได้ไหมครับ ท่านยอมรับความจริงข้อนี้กับผมไหมล่ะ แต่ท่านสามารถจะหามารู้ได้นะครับ ถ้าท่านไปหาจากหลักการในรายละเอียดของหลักนิยมการรบอากาศพื้นดิน ( Air Land Battle doctrine ) ในยุคแรกๆเขาจะกล่าวไว้และอธิบายอย่างชัดแจ้ง แล้วถามว่ากองทัพบกสหรัฐเป็นผู้ประดิษฐ์ หลักนิยม ALB นี้หรือไม่ก็ไม่ใช่อีกครับ กองทัพสหรัฐเป็นเพียงผู้ค้นพบและนำมาใช้เท่านั้นเอง เขาค้นพบจากการศึกษาและวิจัยเรื่องที่เป็นหลักความจริงของสงครามที่มันมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ นำมาเขียนเป็นหลักนิยมเท่านั้นเอง เขาจึงสามารถแปรเปลี่ยนปรัชญาข้อนี้ของ ซุนวู มาเป็นการปฎิบัติที่เป็นรูปธรรมได้ แต่กองทัพเราก็เพียงแค่ รู้ เฉพาะคำปรัชญาต่อไป

มันจึงทำให้ท่านสามารถพูดได้ว่า เจงกีสข่านก็ใช้หลักนิยม ALB ในการรบ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จักรพรรดิ์นโปเลียนก็ใช้ ALB เช่นเดียวกัน ตอนผมศึกษาอยู่ใน รร. เสนาธิการทหารบกสหรัฐ ผมเคยวิเคราะห์ให้ นทน.ใน Staff group ของผมฟังว่า ประเทศไทยของเราชนะในสงครามต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ด้วย ALB อย่างไร และกองทัพไทยมีการจัดชุดรบผสมเหล่า ( Combined Arms team ) มาหลายร้อยปีแล้วอย่างไร ทั้ง2วันนั้นผมได้รับตัว Aในการเกรดคะแนนของ อจ. ประจำพวก เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมภูมิใจมาจนทุกวันนี้ จะเห็นได้ว่าไม่มีกองทัพประเทศที่เขาเจริญแล้วอับอายเรื่องการลอกเลียนแบบในเรื่องที่ดีๆและวิชาความรู้กันหรอกครับ ยังมีตัวอย่างอีกเยอะครับ

ที่นี้มาดูเรื่องที่ 2 เป็นเรื่องจริงในยุคสมัยหนึ่งที่ผมเจอมากับตนเองอีกเหมือนกัน ผู้บังคับบัญชาท่านหนึ่งเพื่อนๆรุ่นเดียวกับท่านบอกว่าท่านเป็นคนที่มีอคติกับโลกตะวันตก และท่านก็ไม่ชอบพวกที่ไปได้รับการฝึกและศึกษามาจากโลกตะวันตกอีกด้วย

หลังจากที่ท่านได้ไปเยี่ยมและดูงานประเทศเพื่อนบ้านอย่างผิวเผินแล้วท่านก็มาสั่งการอย่างไม่เข้าใจและไม่รู้จริงให้ ยศ.ทบ และ รร.สธ.ทบ จัดการฝึกและศึกษาใหม่โดยนำวิธีการรบแบบกองทัพเวียดนามมาใช้เพราะท่านเห็นว่าอเมริกันประสบความพ่ายแพ้ในสงครามเวียดนาม ผมก็ไม่รู้ว่าทุกวันนี้การรบตามแบบหลักนิยมเวียดนามไปถึงไหนแล้ว กองทัพบกได้เรียนรู้การรบในอุโมงค์ใต้ดินแล้วหรือยัง การใช้การปฏิบัติการทางจิตวิทยาแบบเวียดนามไปถึงไหนแล้ว การควบคุมประชาชนแบบกองทัพเวียดนามทำอย่างไรในสังคมไทยอะไรต่ออะไรอีกมาก แต่ที่แน่ๆก็คือบรรดา อจ.รร.สธ.ทบ. บ่นกันขรมว่าแล้วจะทำอย่างไร FM เวียดนามก็ไม่มีให้ การจะส่งคนไปเรียนและฝึกในกองทัพเวียดนามก็ไม่ได้ง่ายๆ การฝึกร่วมกับกองทัพเวียดนามหรือก็ยังติดต่อไม่ได้ พวกเขาไม่รู้จะเอาแบบอย่างและองค์ความรู้แบบเวียดนามที่ท่าน ผบ. ต้องการจากที่ไหน

แต่เรื่องทั้งหมดมันก็คือท่านไม่รู้และวิเคราะห์อย่างแท้จริงไม่ได้ว่าสงครามเวียดนามนั้นมันมีเงื่อนไขอย่างไร และการชนะสงครามใดๆนั้นมันอยู่ที่การปฏิบัติในระดับยุทธการ ที่บรรลุวัตถุประสงค์ทางทหารในระดับยุทธศาสตร์ และนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองในการทำสงคราม แต่สงครามเวียดนามนั้น สหรัฐอเมริกาพ่ายแพ้ในระดับการเมืองคือ ระดับยุทธศาสตร์ในเรื่องของความชอบธรรมในการทำสงครามแล้วครับ อเมริกันไม่ได้พ่ายแพ้ในระดับยุทธวิธี ตัวท่านไม่ได้รู้ความจริงว่าอุโมงค์ที่เวียดนามเอามาโฆษณาชวนเชื่ออยู่นั้น นอกจากประโยชน์แล้วมันมีเงื่อนอะไรของสงครามที่ทำให้ฝ่ายเวียดนามใช้อุโมงค์ได้และอุโมงค์นั้นบางครั้งมันสร้างความสูญเสียให้ เวียดกงตายทั้งกองพันท่านเคยรู้บ้างไหม ถ้าท่านคิดจะเอามาใช้กับการปฏิบัติกับการทางทหารใน 3 จชต. ตอนนี้ท่านจะใช้อย่างไร ใครจะเป็นฝ่ายใช้อุโมงค์ผู้ก่อการร้ายหรือฝ่ายเรา หรือว่าท่านจะเตรียมไว้รบกับ สหรัฐ หรือ จีน ถ้าเขารุกรานประเทศไทย

เหนืออื่นใดนอกจากเรื่องอุโมงค์แล้วผมก็ไม่เห็นเรื่องอะไรเป็นเรื่องเด่นของการรบของเวียดนาม เพราะนอกนั้นก็จะเป็นหลักนิยมของโซเวียดเป็นหลักซึ่งเราสามารถเรียนรู้จากกองทัพสหรัฐ แท้จริงแล้วการรบโดยใช้อุโมงค์ถ้าเรามีความรู้จริงมันก็เป็นการรบในมิติหนึ่งของ 3 มิติของการรบในเมือง ซึ่งเป็นเรื่อง technic และ tactic ของทหารราบธรรมดานี่เองไม่ได้พิเศษอะไรเลย ไม่ได้เรียนรู้กันไปเองเท่านั้นแหละหรือว่าจะมีอะไรที่พิเศษกว่าอุโมงค์อีก แล้วพวกเขาเคยเอาภาพของทหารเวียดนามเหนือ ถูกล่ามโซ่ติดกับ ปตอ. มาให้ท่านดูไหมครับ ท่านเคยเห็นภาพแบบนี้ในโลกตะวันตกไหมมันแสดงถึงทหารของฝ่ายใดพร้อมสละชีพมากกว่ากันโดยไม่ต้องถูกบังคับ ผมเองก็ไม่เคยไปศึกษาและดูงานในประเทศเหล่านี้เสียด้วย

อย่าไปรังเกียจการลอกเลียนแบบเลยครับ อีกประการหนึ่งทหารก็เป็นไปตามการก้าวของโลกเช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ ถ้าเราจะมาหยุดอยู่กับที่คงจะลำบากในอนาคต หลักการทางทหารนั้นส่วนใหญ่มันเป็นสากล เพราะมันมาจากสามัญสำนึก สามารถลอกเลียนแบบแนวคิดเขามาใช้ได้ทั้งนั้นถ้าเรารู้จักดัดแปลงให้เข้ากับวัฒนธรรมของเรา หรือถ้าเราจำต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมบางอย่างของเราบ้าง ก็ควรจะพิจารณาถ้ามันทำให้กองทัพเป็นทหารอาชีพแท้จริง


อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
9 พค. 54
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1017
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » ศุกร์ 20พ.ค.2011 19:46

:arrow: โดย jaws » 20/05/2011 11:56 am

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน Officers ( นายทหาร )


สืบเนื่องมาจากที่ผมเขียนเรื่องนายพล ( Flag officers ) ลงในหนุ่ม11เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับพวกท่าน ส่งผลให้มีผู้สงสัยและบอกว่าเคยเห็นแต่เขาใช้ คำว่า General officer กันทั้งนั้น เห็นไหมผมประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมากเลยทำให้ท่านต้องเขียนมาคุยด้วย ผมก็เลยจะขอถือโอกาส เล่าสู่กันฟังว่าประเทศส่วนใหญ่ในโลกนี้เขาแบ่ง นายทหาร ออกเป็นระดับต่างๆตามชั้นยศและหน้าที่รับผิดชอบกันอย่างไร

นายทหารประเภทแรก เขาเรียกว่า นายทหารชั้นประทวน ( Non-Commissioned officers หรือ Enlisted Men ) นายทหารประเภทนี้เป็นแกนหลักของกองทัพมีจำนวนมากที่สุดรวมตั้งแต่ พลทหาร ถึง จ่าสิบเอก บางประเทศมีชั้นยศตั้งแต่ E1(พลทหาร) จนถึง E9(จ่าพิเศษ)ซึ่ง E9 นี้ บางประเทศมีแค่ 30 กว่าคนเท่านั้น พูดง่ายๆคือเป็นได้ยากเหมือนกับยศพลเอกนั่นแหละครับ นายทหารชั้นประทวนนี้จะเป็นกระดูกสันหลังของกองทัพถึงขนาดที่กองทัพบกของบางประเทศประกาศว่ากองทัพบกเป็นกองทัพของนายสิบ เนื่องจากนายสิบเป็นผู้สร้างให้เกิดผลงานที่แท้จริงของกองทัพ ถ้านายสิบไม่มีความรู้ปฎิบัติตามหน้าที่ไม่ได้กองทัพรบไม่ได้แน่นอน เมื่อครั้งที่ผมเป็น ผบ.พล.ร.9 ผมจึงประกาศเป็นนโยบายว่าผมจะให้ความสำคัญกับกำลังพลชั้นนายสิบเป็นพิเศษกว่าการดูแลนายทหารสัญญาบัตร

นายทหารประเภทที่สอง เขาเรียกว่า Warrant officers นายทหารประเภทนี้ กองทัพบกไทยของเราไม่มี พวกเขาจะไม่มียศเหมือนนายทหารและนายสิบ และพวกเขาก็ไม่ใช่นายสิบและไม่ใช่นายทหารเวลาเรียกนายทหารพวกนี้เขาจะเรียกว่า Mister แต่พวกเขาก็แต่งเครื่องแบบและมีเครื่องหมายเหมือนกำลังพลทุกชั้นยศนั้นเอง นายทหารประเภทนี้จะเป็นกำลังพลที่ทำหน้าที่เฉพาะทาง เช่น เป็นนักบินรบ ในกองพันบินต่างๆของกองทัพบก เป็นนักบินประจำมีหน้าที่ขับเครื่องบินไปเรื่อยๆไม่จำเป็นต้องหายศหาตำแหน่งมากไปกว่านี้

นายทหารประเภทที่3 ก็คือที่เราเรียกติดปากว่า “นายทหาร” นี่แหละ แต่ชื่อเต็มๆของพวกเขาคือ นายทหารสัญญาบัตร ( Commissioned officers ) มีชั้นยศตั้งแต่นายร้อยตรี ถึง นายพลเอก ( รวมทั้งพลเอกอัตราจอมพลด้วย ) บางประเทศมี 10 ชั้นยศ ตั้งแต่ O1-O10 ก็ชั้นยศล่ะ O นั่นแหละครับ ส่วนหนึ่งของนายทหารประเภทนี้ที่เป็นข้อสงสัยของท่าน

นายทหารประเภทนี้เขาแบ่งออกเป็น 3 ระดับตามกลุ่มชั้นยศและหน้าที่ความรับผิดชอบ นายทหารเหล่านี้จะได้รับการฝึกและศึกษาตามแนวทางรับราชการให้เหมาะสมกับหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะได้รับต่อไป

ระดับแรก เรียกว่า ชั้นนายร้อย ต่างชาติอาจจะเรียกว่า company grade หรือ Level นายทหารชั้นนี้จะทำหน้าที่บังคับบัญชาหน่วยระดับหมวดและกองร้อยเป็นหลัก พวกเขาจะมีความใกล้ชิดกับนายทหารชั้นประทวนและพลทหารเป็นผู้ที่จะดูแลทุกข์ สุข ให้นายสิบและพลทหาร พวกเขามีบทบาทสำคัญต่อการรบเป็นบุคคลของหน่วยและการรบเป็นหน่วยขนาดเล็ก ผมเคยพูดเสมอว่า ถ้านายร้อยและนายสิบของเรารบไม่เก่งต่อให้กองทัพบกมีทหารฝ่ายเสนาธิการที่ห้อยสายเหลืองมากมายปานจะเอามาถักแห ถักอวนได้ก็ตามกองทัพบกก็จะไม่มีวันรบได้

นายทหารสัญญาบัตรระดับที่2 คือชั้น นายพัน ต่างประเทศเขาเรียกว่า Field grade หรือ Operational grade officers นายทหารระดับนี้จะเป็น ผู้บังคับกองพันและฝ่ายอำนวยการในระดับ กรม กองพล และ กองทัพเป็นหลัก บางครั้งอาจจะเป็น ผบ. หน่วยถึงระดับ กรม หรือ กองพลน้อย ( Brigade ) ช่วงชั้นยศนี้จะเป็นช่วงที่ถูกใช้งานนานที่สุดของหลายๆประเทศ ซึ่งหมายถึงนายทหารจะรับราชการอยู่ในชั้นยศนี้ยาวนานอีก 2 ชั้นยศ พวกเขาจะได้รับการศึกษาที่สำคัญในหลายหลักสูตรโดยเฉพาะอย่างยิ่ง รร.เสนาธิการ และ วิทยาลัยการทัพบก

นายทหารระดับสุดท้าย ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ที่เป็นความหวังของนายทหารทุกท่านคือ นายทหารชั้นนายพล เมืองนอกเขาเรียกกันว่า General หรือ Flag rank officers นายทหารชั้นยศนี้จะมีบทบาทของผู้บริหารเป็นอย่างมาก ถ้าเราเปรียบเทียบบทบาทในการบังคับบัญชาของ นายทหารทั้ง 3 ระดับ บน Spectrum of command เราจะพิจารณาได้ว่า ชั้นนายร้อยจะอยู่ทางด้านปลายของการ control ในขณะที่ชั้นนายพันจะอยู่บริเวณย่านกลางทั้ง control หรือ direct บางตำแหน่งก็เอียงไปทาง control บางส่วนอาจจะเอียงไปทาง direct แล้วแต่บทบาทของตำแหน่ง ในขณะที่นายทหารชั้นนายพลจะอยู่ไปทางด้านปลายของการ direct เพราะว่าท่านเหล่านั้นจะเป็นผู้บังคับบัญชาของหน่วยตั้งแต่กองพลน้อย ( นายพล 1 ดาว ) จนถึงกองทัพบกหรือ กองกำลังภาคพื้นทวีป ( นายพล 4 ดาว ) หรือไม่ก็เป็นฝ่ายเสนาธิการระดับสูงเช่น กองทัพบก จนถึง กระทรวงกลาโหม นายทหารชั้นนายพลมีบทบาทกว้างขวางตั้งแต่ระดับยุทธวิธีถึงระดับยุทธศาสตร์ และมีจำนวนน้อยกว่านายทหารประเภทอื่น บางประเทศกำหนดไว้ในกฎหมายว่าทั้งประเทศของเขา ( ทั้ง 3 เหล่าทัพรวม บก.ทหารสูงสุดและกระทรวงกลาโหมด้วย ) จะมีนายทหารชั้นนายพล ( ตั้งแต่ พลจัตวา ถึง พลเอก ) ได้ไม่เกิน 500 คน ทั้งที่กองทัพของเขาใหญ่กว่าของเราเกือบ 3 เท่า

สุดท้ายก็อย่างที่ผมบอกนั้นแหละครับว่านายทหารชั้นนายพล นี้เป็นกำลังพลที่เชิดหน้าชูตาของกองทัพและประเทศชาติ นายทหารชั้นนี้จึงมีธงประจำตำแหน่ง ประจำชั้นยศตั้งแต่ ดาว 1 ดวงจนถึง 4 ดวง ( อาจจะเคยมี 5 ดวงในอดีต ) เราจึงเรียกนายทหารชั้นนี้รวมๆว่า Flag officers (เป็น slang น่ะ ครับท่าน )


อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
9 พค. 54
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1017
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » อังคาร 24พ.ค.2011 21:21

:arrow: โดย jaws » 24/05/2011 5:57 pm

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน ตัวชี้วัดความเป็นประชาธิปไตย ?


“ ประเทศไทยไม่ได้เป็นประชาธิปไตยตั้งแต่เมื่อไร ? ” เป็นคำถามที่ Top Brass ของกองทัพบกย้อนถามสื่อเมื่อไม่นานมานี้ ผมไม่ทราบว่านักข่าวท่านนั้นยิงคำถามออกไปว่าอย่างไรหลังจากคำตอบแบบคำถามเชิงถากถางที่หลุดออกมา จากปากของBigแห่งกองทัพบกแล้ว ปฏิกิริยาของทั้งฝ่ายตรงข้ามและผู้ชมรายการที่แสดงออกมาผ่านทางSMSไปยังรายการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองของประเทศทางTVเป็นไปในทางลบต่อสถาบันกองทัพอย่างอุตลุด

ผมไม่ขอวิจารณ์อะไรในเรื่องนี้ แต่จะขอเล่าประสบการณ์ในเชิงวิชาการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนๆก็แล้วกัน เช่นเดิมครับเป็นประสบการณ์ จากการไปศึกษาและการไปทำงานในต่างประเทศเทียบเคียงกับสังคมบ้านเรา

ถ้าเรายอมรับว่าประเทศออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศประชาธิปไตยแท้จริงแล้ว ผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับทหารในประเทศเหล่านี้อย่างหนึ่งคือ ในข่าวTVตอนเช้าและตอนเย็นรวมทั้งระหว่างวันเราจะไม่เห็นข่าวเกี่ยวกับทหารหรือภาพผู้นำกองทัพของเขาออกTV ไม่ว่าจะออกมาพูดเรื่องอะไรทั้งสิ้นอย่าว่าแต่เรื่องการเมืองเลย แม่แต่เรื่องทหารเองก็ไม่มีแต่ไม่ได้หมายความว่า กิจการทหารไม่ได้มีความสำคัญในประเทศเหล่านั้น มันยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด แต่คนที่ออกมาพูดจะเป็น หน.รัฐบาล หรือ รมว.กห. ของประเทศนั้นๆเท่านั้นแม้แต่ช่อง AFKN ( Armed Forces Korea Network ) ซึ่งเป็นTVของกองทัพUSในเกาหลีใต้ ที่มีรายการส่วนใหญ่เป็นการบันเทิงและข่าวเกี่ยวกับทหารอเมริกันใน กลต.และภูมิภาค เราจะเห็นแต่บรรดานายสิบและพลทหารออกTVผมจำไม่ได้ว่าระหว่างเวลา3ปีใน กลต.ผมเห็นหน้า ผบ.UNCในTVถึง5ครั้งหรือไม่

ในทางกลับกันถ้าเราไปอยู่หน้าจอTVในประเทศโลกที่สาม แถว อาฟริกา อเมริกาใต้ หรือแม้แต่ประเทศจีนเองก็ตามท่านจะได้เห็นหน้าผู้นำกองทัพ หรือข่าวของทหารประเทศเหล่านั้นอยู่ใน รายการข่าวTVประจำวันทุกวัน

เมื่อครั้งไปเรียนชั้นนายพันในกองทัพบกสหรัฐ ระหว่างนั่งฟังการบรรยายรวมผมเคยถาม ร.อ.Paul Dumpson นายทหาร Sponsor ของผมว่า ใครเป็น เสธ.ทบ.สหรัฐ (เทียบเท่ากับ ผบ.ทบ.ของเรา ) นายทหารพี่เลี้ยงของผมตอบว่า เขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันแล้วหันไปถามเพื่อนนายทหารนักเรียนคนข้างเคียงต่อไป สักพักหนึ่งเขาได้คำตอบมาให้ผมว่า น่าจะเป็น พล.อ.เวสต์ลี่ย์ พร้อมกับพูดต่อไปว่า อย่าไปสนใจเลยเดี๋ยวก็เปลี่ยนไปตามเวลา สนใจเรื่องยุทธวิธีกองพันเฉพาะหน้าของเรานี้ดีกว่า ถ้าเป็นทหารไทยแค่พลทหารก็ต้องท่องจำชื่อ ผบ.ทบ. ให้ได้แล้วครับ ถ้าทหารถูกถามแล้วตอบไม่ได้ผู้บังคับบัญชาของทหารผู้นั้นนั่นแหละจะซวย

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เมื่อครั้งที่ไปเรียน รร.เสนาธิการทหารบกสหรัฐ บังเอิญนายทหารไทยท่านหนึ่งที่ร่วมไปกับผมด้วยคือ พ.ท. รณชัย ศรีสุวรนันท์ ( พี่ปี๊ด ) ท่านน่ารักกับน้องๆอย่างผมมาก และผมก็เชื่อว่าเพื่อนๆหลายคนไม่ว่าจะเป็นทหารม้าหรือไม่จะต้องเห็นด้วยกับผมว่า พี่ปี๊ดเป็นคนน่ารัก พี่ปี๊ดจะสนิทกับนายทหารฟิลิปปินส์คนหนึ่งเป็นพิเศษเพราะทั้งสองท่านคุยกันถูกคอเพราะเคยเป็นแกนนำของการทำปฏิวัติในประเทศของตนเองมาแล้ว หลายครั้งที่พี่ปี๊ดเล่าเรื่องการปฏิวัติให้ทั้ง อาจารย์และเพื่อนนทน.ด้วยกันฟัง ผมเห็นพวกทหารอเมริกันฟังและซักถามอย่างสนใจราวกับว่ากำลังเรียนรู้เรื่องหลักนิยมใหม่จากประเทศไทย วันหนึ่งผมแกล้งถาม นทน. อเมริกันร่วม Staff group ว่า ถ้ามีผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพบกสหรัฐออกมาชักชวนหรือออกคำสั่งให้ทหารปฏิวัติจะเป็นอย่างไร เขาตอบว่ามันไม่เคยมีเรื่องแบบนั้นและก็คงไม่มีใครในกองทัพที่จะแม้แต่คิดต้องเป็นคนเสียสติ ถ้ามีคนพูดเรื่องนี้คนรอบข้างก็จะเข้าใจว่าคงจะพูดล้อเลียนกันเป็นเรื่องตลก เขาขยายความต่อไปว่าโดยข้อเท็จจริงแล้วสังคมของประเทศสหรัฐมีกฎหมายควบคุมการใช้กำลังทหารอย่างเข้มงวดมาก ไม่มีผู้นำกองทัพหรือทหารคนไหนในประเทศจะมีอำนาจมากไปกว่า ประธานาธิบดีในการสั่งใช้กำลังทหาร ( ปธน.สหรัฐเป็น ผบ.ทหารสูงสุดและเป็น ผบ.เหล่าทัพโดยตำแหน่ง ) เนื่องจากการเมืองและการปกครองของประเทศของเขากำหนดให้ฝ่ายพลเรือนเป็นผู้ควบคุมกองทัพอย่างสมบูรณ์แบบ ( Absolutely civilian control ) เขาบอกว่าประเทศของเขาเป็นประเทศประชาธิปไตย ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของกองทัพโดยการเสียภาษี ประชาชนจึงใหญ่กว่าทหาร ทหารประเทศนี้ไม่กล้าเสียงดังกับประชาชน

ผมมาลองคิดทบทวนดูแล้วก็ไม่โทษใครทั้งผู้สื่อข่าวที่อาจจะถามคำถามผิดใจผู้ถูกถาม และก็ไม่โทษผู้บังคับบัญชาที่ถามกลับไปแบบนั้น เพราะสิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้ จะต้องมาจากภูมิหลังที่ถอยกลับไปนับสิบๆปีของแต่ละคนว่าได้รับกันมาอย่างไร

อย่างไรก็ตามผมขอแสดงความเห็นโดยสรุปเป็นการส่วนตัวของผมไว้ ณ ที่นี้ว่า ภาพที่กองทัพโดยเฉพาะบุคคลที่เป็นระดับสัญลักษณ์ของกองทัพ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บุคคลภายนอกทั้งพี่น้องร่วมชาติ หรือสังคมโลกภายนอกมองและตีความว่าระดับของความเป็นประชาธิปไตยภายในชาตินั้นๆเป็นอย่างไรได้ เพราะสังคมตะวันตกจะมีความคุ้นเคยกับการที่กองทัพของประเทศของพวกเขานั้นเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ มิได้เป็นส่วนนำของประเทศ กองทัพจะต้องทำตนเป็นของประชาชน ไม่ใช่มองประชาชนเป็นมวลชนของกองทัพ ผู้บังคับบัญชาทหารเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้นำรัฐบาลและต้องปฏิบัติตามนโยบายและคำสั่งที่ถูกต้องอย่างไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ผมก็ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งในอนาคตกองทัพไทยของเราจะต้องพัฒนาไปสู่แนวทางนี้ มิฉะนั้นแล้วกองทัพก็จะกลายเป็นเรื่องส่วนบุคคลหรือกลุ่มชนชั้นแทนที่จะเป็นเรื่องของส่วนรวมคือชาติและประชาชน

อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
16 พค. 54
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1017
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย voradej » อังคาร 24พ.ค.2011 21:42

.......เรียน ผบ.ทหารสูงสุด /ผบ.ทบ./ผบ.ทร./ผบ.ทอ..... เพื่อทราบ :D :D :D :D :D :D :D :D :D :D :D :D ส่วน ผบ.ตร. ไม่ต้องทราบ แต่ต้องปฏิบัติตามกฏหมายโดยเคร่งครัด :D :D :D :D :D :D :D :D :D :D :D
voradej
Moderater
Moderater
 
โพสต์: 2934
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร 19เม.ย.2011 11:34

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย Jaran » พุธ 25พ.ค.2011 09:07

พี่ต้อ
ไม่ได้เป็นผ.บ.อะไรซักกะอย่างเดียว แต่ขออนุญาตทราบด้วย...ได้หรือเปล่า (จะเขียนว่า ได้..ปะ ก็เขินว่ะ)
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jaran
มือเก๋า
มือเก๋า
 
โพสต์: 105
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร 19เม.ย.2011 11:59
ที่อยู่: 60/18 ม. พฤกษ์ลดา 2 ต. ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ. ปทุมธานี 12150

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย voradej » พุธ 25พ.ค.2011 10:19

.........ทส....นำเรียนท่าน จรัล ทราบด้วย/ :D :D :D :D :D :D :D :D
voradej
Moderater
Moderater
 
โพสต์: 2934
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร 19เม.ย.2011 11:34

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย jaws » พุธ 25พ.ค.2011 10:38

พี่เปิลและเพื่อนๆทุกคน พี่ป๋องอับดุลฝากขอบคุณมาด้วย ที่ทุกคนให้ความสนใจบทความนี้ ผมคาดว่า ที่ต้องก๊อปแยกออกมาเพราะว่าในกระทู้เดิมมันเข้าอ่านลำบาก เพราะมันต้องเปิดไปถึง3หน้า ถ้าคอมรุ่นพอกับพวกเราก็รอนานหน่อย แต่มันจะดีตรงที่ทำให้ทราบเรทติ้ง การเปิดอ่านและการโพสตอบ ดังนั้การนับเรทติ้งของบทความนี้ก็ต้องนับ2กระทู้รวมกัน ถูกต้องไหมครับ
ภาพประจำตัวสมาชิก
jaws
Moderater
Moderater
 
โพสต์: 517
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 17เม.ย.2011 14:14

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย voradej » พุธ 25พ.ค.2011 10:54

.............ต้องนำกระทู้นี้นับรวมในกระทู้ ด้วยรักและห่วงใย ด้วยถูกต้องแล้ว..... ณ เวลานี้ ที่ ๒๕ พ.ค.๕๔ เวลา ๑๐.๔๗ น......กระทู้ด้วยรักและห่วงใย.....มีผู้เข้ามาอ่าน ๔,๙๕๗ ราย ตอบ ๒๘๓ ราย ส่วนกระทู้ที่ก๊อปปี้มานี้มีผู้เข้ามาอ่าน ๙๐ ราย ตอบ ๑๘ ราย สรุปแล้วกระทู้เรื่องนี้มีผู้เข้ามาอ่านแล้วจำนวน ๔,๙๕๗ + ๙๐ = ๕,๐๔๗ ราย ตอบ ๓๐๑ ราย ............เพื่อทราบ
voradej
Moderater
Moderater
 
โพสต์: 2934
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร 19เม.ย.2011 11:34

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย Aubol » จันทร์ 27มิ.ย.2011 14:07

พี่ jaws ผมว่าพี่น่าจะ coppy ตอนใหม่ๆเพิ่มลงไปอีกนะครับ มีน้องๆที่เป็นพลเรือนเขาอยากจะคัดลอกได้ง่ายๆครับ
Aubol
มือเก๋า
มือเก๋า
 
โพสต์: 194
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 03มิ.ย.2011 10:53

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » พุธ 29มิ.ย.2011 21:40

:arrow: โดย jaws » 01/06/2011 11:45 pm

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน ปัญหาอุดมการณ์…….ของใคร ?


....เพื่อนหนุ่ม11ที่เคารพ ผมขอทำความเข้าใจกับเพื่อนๆเพิ่มเติมเล็กน้อย ไม่ได้เป็นปัญหาแต่เป็นข้อเสนอ คือบทความ หรือ คอลัมน์ เรื่อง “ ด้วยรักและห่วงใย ”นี้ มันไม่ใช่ของผมนะครับและผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเป็นของผมคนเดียวด้วย แท้จริงแล้วผมต้องการให้เป็นช่องทางทางวิชาการของพวกเราหนุ่ม11ทุกคน และบุคคลอื่นๆอีกด้วยที่มีความรักและเป็นห่วงกองทัพได้เขียนบทความ แสดงความเห็นต่างๆที่เกี่ยวกับกองทัพและประเทศชาติของเรา แล้วผมก็เป็นคนเริ่มต้นก่อนให้เป็นตัวอย่างแก่เพื่อนๆที่มีความคิดเห็นในเรื่องต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเราและบุคคลรุ่นหลัง ผมจึงเขียนชื่อและบอกเหล่าของผมไว้ด้วยว่า ผมเป็นใครมียศเท่านี้เหล่าอะไร ผู้อ่านจะได้พอนึกได้ว่าบุคคลนี้มันน่าจะผ่านอะไรมาบ้าง และมันเป็นเหล่า ทารก ( Infant---->Infantry----> ทหารยุคแรกๆดึกดำบรรพ์ ) มันก็คงคิดของมันได้เท่านี้แหละ ถ้าเป็นท่านอื่นยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นพี่โสมนัส ฯ ท่านเขียนบทความมาลง ท่านก็จะได้ลงท้ายด้วยว่า “ นักบิน ทบ. ” ผู้อ่านก็จะได้มีความเชื่อไปอีกระดับหนึ่งว่า ผู้เขียนท่านนี้ต้องมีเทคโนโลยีสูงกว่า ไอ้ทหารราบแน่นอน วัตถุประสงค์ผมเป็นด้วยประการะฉะนี้ จริง ๆ ครับ

....ทีนี้มาคุยกันถึงเรื่องที่ผมอยากจะเล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง ในครั้งนี้ เรื่องอุดมการณ์ของทหารเรา ผมฟังแล้วอยากจะอ้วกอย่างน้อยก็รำคาญ ที่บรรดาผู้นำทหารชอบพูดถึงเรื่องอุดมการณ์ และพร่ำเรียกร้องให้ผู้ใต้บังคับบัญชา มีอุดมการณ์ ร่วมทั้งให้หน่วยที่มีหน้าที่ฝึกและศึกษา ไปจัดการให้มีการอบรมปลูกฝังอุดมการณ์ในหลักสูตรต่าง ๆ ถูกต้องครับที่หลักสูตรต่าง ๆ ทุกหลักสูตรในสถาบันการศึกษาทางทหารและหน่วยฝึกและศึกษาจะต้องให้การศึกษาทางด้านอุดมการณ์ที่ถูกต้องแก่กำลังพลทุกระดับและชั้นยศ แต่เท่านี้ยังไม่เป็นการเพียงพอ ชีวิดประจำวันของกำลังพลในหน่วยจะต้องถูกปลูกฝังอุดมการณ์ด้วยการได้เห็นและปฏิบัติตามด้วยการแสดงตัวอย่างที่ถูกต้องของเพื่อนทหารรอบข้าง ผู้ที่มียศและตำแหน่งสูงกว่าตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บังคับบัญชาโดยตรงและตามลำดับชั้นของตน และที่สำคัญที่สุด ผู้บังคับบัญชาจะต้องมีความรู้และเข้าใจในเรื่องของคำว่า ทหารอาชีพ และ อุดมการณ์ของมันอย่างถ่องแท้ เพราะมันจะตามมาด้วยเรื่อง จริยธรรม( Ethic ) คุณธรรม( Moral ) ศีลธรรม( Virtue ) และความเป็นผู้นำ( Leadership ) ซึ่งส่งผลต่อบรรยากาศแห่งการบังคับบัญชาอย่างมาก

....ผมจะไม่ก้าวลึกลงไปในรายละเอียดของมัน แต่จะเล่าเรื่องปัญหาเกี่ยวกับ เรื่องอุดมการณ์ของกองทัพบกที่ผมเคยประสบมาให้ฟังสัก 1 เรื่อง ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ classic มากระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาของทหารไทยคาดว่าคงจะเป็นมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน

....ผมเชื่อว่าทุกท่านคงจะจำเหตุการณ์3เรื่องเกิดขึ้นเมื่อไม่นานนักใน3จชต.และหลังการปฏิวัติ19 ก.ย. 49 เรื่องแรกคือการที่มีข่าวว่า นายทหารยศพันโทและนายสิบ เอาแผนของการปฏิบัติการของหน่วยทหารในการแก้ปัญหาใน จชต. ไปให้แก่ฝ่ายตรงข้าม เรื่องที่สอง คือ ผบ.ทบ ท่านหนึ่งกล่าวว่าทหารไม่มีจิตใจรุกรบไม่มีความกล้าหาญในการรบ เนื่องจากมีทหารบางหน่วยหนีเอาตัวรอดในขณะที่เพื่อนๆถูกตัดศีรษะในการปะทะกับผู้ก่อการร้ายใน จชต. เรื่องสุดท้าย คือการที่ เอกสารเกี่ยวกับคำสั่ง และนโยบายของ ผบ.ทบ ท่านหนึ่งที่เลือกปฏิบัติหรือเข้าข้างพรรคการเมืองพรรคหนึ่งในการต่อสู้เอาชนะกันทางการเมือง หลุดออกไปยังพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ เกียรติภูมิของกองทัพบก ( ถ้าจะใช้คำว่าตัว ผบ.ทบ.น่าจะเหมาะสมกว่า)

....ทั้งสามเรื่องนี้ ผบ.ทบ. ท่านต่อมาและบรรดาผู้บังคับบัญชาระดับสูงพากันสรุปว่ากำลังพลในกองทัพของเราตกต่ำซึ่งอุดมการณ์ของการเป็นทหาร จึงเป็นเหตุส่งผลให้กรมกำลังพลทหารบกต้องจัดการสัมมนาหาคำตอบเพื่อเสนอหนทางปลูกฝังและ มาตรการควบคุมเพื่อให้กำลังพลของกองทัพบกมีอุดมการณ์ตามที่ท่านเหล่านั้นต้องการเห็น

....กพ.ทบ. ได้จัดการสัมมนาโดยเชิญ นายทหารจากหน่วยต่างๆระดับ พันโท,พันเอก ทั่วประเทศ มาร่วมกันระดมสมองเพื่อแก้ปัญหานี้ ผมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาด้วยหรอกครับท่าน แล้วก็ไม่ทราบว่า กพ.ทบ. ได้เชิญ ผู้ทรงคุณวุฒิท่านใดบ้างมาบรรยายนำให้ผู้ร่วมสัมมนาได้รับความรู้พื้นฐานก่อนทำการระดมสมองกัน แต่ผมจำเป็นต้องไปรู้เห็นกับเขาด้วยเนื่องจากท่าน จก.ยศ.ทบ. ( พล.ท. พหล สง่าเนตร ) ในขณะนั้นท่านติดราชการสำคัญจึงให้ผมซึ่งเป็นรอง จก.ยศ.ทบ. ไปร่วมพิธีปิดการสัมมนาแทนท่าน

....ก่อนพิธีปิดการสัมมนาซึ่งกระทำโดย ผช.เสธ.ทบ.ฝกพ.กลุ่มสัมมนาต่างๆก็มีการแถลงผลการสัมมนาของแต่ล่ะกลุ่ม ผมรับฟังแล้วก็พอสรุปได้ว่า ส่วนใหญ่ของผู้ร่วมสัมมนามีความเห็นตามหรือสอดคล้องกับผู้บังคับบัญชา เรื่องทหารขาดวินัย เอาความลับของทางราชการไปเปิดเผยเพื่อผลปะโยชน์ของตนเอง ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งและนโยบายอย่างเคร่งครัด ไม่มีจิตใจรุกรบขลาดกลัวและไม่มีอุดมการณ์ของทหาร แล้วก็ตามมาด้วยการเสนอให้มีการอบรมปลูกฝังอุดมการณ์ การสอดแทรกวิชาเกี่ยวกับอุดมการณ์ทหาร เพิ่มเติมในหลักสูตรตามแนวทางรับราชการ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการบังคับต่างๆอย่างเข้มงวดเพื่อคงไว้ซึ่งความมีวินัยและอุดมการณ์

....ผมเกรงว่าการกำหนดมาตรการเข้มงวดออกมาโดย ไม่มีความรู้ความเข้าใจอะไรที่แท้จริง และวิเคราะห์ไม่ถูกต้องจะเกิดผลตามมาที่ตรงกันข้ามกับผลที่เราต้องการให้มันเป็น ผมจึงขอเวลาจากผู้ดำเนินรายการ15นาทีหลังจากกลุ่มต่างๆแถลงผลการสัมมนาจบ และก่อนที่ประธานในพิธีจะปิดสัมมนา เพื่อให้ข้อคิดเห็นแก่ผู้ร่วมสัมมนาและผู้ร่วมพิธีทุกคนได้เข้าใจอะไรๆอีกมุมมองหนึ่งบ้าง เพราะดูแล้วไม่มีใครแสดงความเห็นหรือให้ข้อเสนอแนะต่างไปจากผลการสัมมนา

....ความที่ตัวผมเคยเป็นอาจารย์ของทั้งพวกดำเนินรายการและพวกที่เข้าสัมมนาผมก็เลยใช้เวลาไปประมาณ30นาทีในการให้ comment ของผม เท่าที่สังเกตดูผู้ร่วมพิธีให้ความสนใจมาก เพราะมันเป็นคนละเรื่องกับความเห็นของทั้งผู้บังคับบัญชาและผู้ร่วมสัมมนาเลยทีเดียว เริ่มต้นผมถามทุกคนว่าท่านลองคิดดูว่าถ้า เสธ.ทบ. ( ผบ.ทบ. ) สหรัฐออกนโยบายหรือคำสั่งให้ทหารสหรัฐเลือกปฏิบัติโดยให้การสนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่งและขัดขวางบั่นทอน ชัยชนะในการเลือกตั้งของอีกพรรคหนึ่ง ผมถามว่าพวกท่านคิดว่าจะมีทหารUSทุกชั้นยศ ออกมาตีแผ่และประณามการกระทำของพวก เสธ.ทบ.USจำนวนกี่คน จาก100คน ในที่ประชุมไม่มีใครตอบ ( ไม่รู้ว่า ไม่กล้าเดา หรือ กลัวตอบผิด แบบไทยๆ ) ผมก็เลยตอบว่าน่าจะมีประมาณ90-95คนเท่านั้นที่ออกมาพูด อีก5-10คนไม่ออกมาพูดเพราะกำลังเข้าเวรยามอยู่ แล้วแบบนี้จะบอกว่าทหารUSส่วนใหญ่ทั้งกองทัพไม่มีวินัยเพราะเอาความลับของราชการมาเปิดเผย ผมก็เลยอธิบายให้เข้าใจถึงอะไรคือความลับของกองทัพ(ราชการ)อะไรคือความลับของ ผบ.ทบ. (ส่วนตัว)ทหารต้องรักษาความลับของทางราชการเพราะมันเป็นเรื่องของส่วนรวมประเทศชาติ ทหารไม่จำเป็นต้องรักษาความลับส่วนตัวของผู้ใด และความลับส่วนตัวของบุคคลนั้นมันน่าจะส่อไปในทางไม่ถูกต้องทั้งสิ้นจึงต้องเป็นความลับแสดงว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าทหารไทยไม่มีวินัยเพราะพวกเรายังคงไม่เคยได้ข่าวว่าแผนป้องกันประเทศด้านต่างๆจากการรุกรานจากภายนอก ออกมาเป็นถุงบรรจุกล้วยทอดหรือเป็นบทวิเคราะห์วิจารณ์ตามหน้า นสพ.

...เรื่องที่สอง การที่นายทหารยศ พันโท และ นายสิบนำแผนการปฏิบัติทางทหารใน3จชต.ไปมอบให้แก่ฝ่ายตรงข้าม ต้องพิจารณาให้ถ่องแท้อย่างรีบด่วนสรุปว่า ทั้ง2คนนั้นไม่มีวินัยไม่มีอุดมการณ์ เขาอาจจะมีอุดมการณ์อย่างสูงและเสียสละอย่างสุดๆก็ได้ ถ้าเขาเป็นคนของฝ่ายตรงข้ามที่ส่งเข้ามาอยู่กับฝ่ายเราหาข่าวสารให้แก่พวกเขา นอกเสียจากว่าเขาทั้งสองจะทำลงไปเพื่อ ทรัพย์สินเงินทองหรือความจำเป็นอื่นๆบังคับค่อยว่ากันอีกทีหนึ่ง ดังนั้นบุคคลทั้งสองนี้ไม่ใช่ตัวแทนของทหารส่วนใหญ่ของกองทัพบกที่เราจะเอามาคิดหามาตรการบังคับอย่างเข้มงวดเอากับกำลังพลส่วนใหญ่ได้ ซึ่งอาจจะเกิดผลทางด้านจิตวิทยาเป็นแรงปฏิกิริยาตอบโต้ ( negative reaction ) ตามมาที่เราไม่ต้องการให้เกิดขึ้นได้

...เรื่องที่สาม ด้วยเหตุการณ์เพียงครั้งเดียวที่ทหารหน่วยรบพิเศษของเราถูกตัดศีรษะและเพื่อนหนีเอาตัวรอดมาได้คงไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า นายสิบและพลทหารของเราไม่มีจิตใจรุกรบ ( แน่ใจนะว่ากลุ่มนายทหารเท่านั้นที่ใจรุกรบเพราะมีศักดิ์ศรีค้ำคออยู่ ) ผมก็เลยยกตัวอย่างของกรณีทหารจาก ทก. 3 ที่ถูกซุ่มโจมตีขบวนยานยนต์ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายคนใน พท.สังหาร ( kill ground ) แต่ขณะเดียวกันก็มีกำลังพลที่รอดพ้นออกไปจาก พท.สังหารแล้ว4คนด้วย จยย.2คันที่นำหน้า แทนที่พวกเขาจะหลบหนีไปจากอันตราย พวกเขากลับมาทำการต่อสู้เพื่อหวังช่วยเหลือเพื่อนร่วมชีวิตของพวกเขาโดยวิ่งกลับเข้ามาใน พท.สังหารเพื่อยิงต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายจนกระทั่งทหารเสียชีวิตไปอีก2นาย แบบนี้หรือที่ว่าพลทหารของเราไม่กล้าหาญ ผมเน้นย้ำกับที่ประชุมนั้นว่านี้คือสุดยอดของทหารที่มีจิตวิญญาณของความเป็นนักรบที่ไม่มีวันทอดทิ้งเพื่อนร่วมงานไว้ข้างหลังแม้ชีวิตก็ยอมสละให้ ดั่งเช่นกองทัพUSที่พวกเขาปลูกฝังจิตวิญญาณของบรรดานักรบของพวกเขาเสมอว่า “ We will never leave a man behind . ” ผมกล่าวต่อไปว่า ตัวผมเองไม่เคยคิดว่า นายสิบและพลทหารส่วนใหญ่ของเราไม่มีจิตใจรุกรบเพียงแต่ว่านายทหารของเรามี Leadership ในการนำพวกเขาอย่างไรเท่านั้น ผมกลับชื่นชมและเคารพพวกเขาในจิตวิญญาณแห่งความเป็นนักรบแท้และสิ่งเหล่านี้แหละที่ผมต้องการเห็นในกองทัพ และคิดว่า ปชช.ไทยเจ้าของกองทัพก็ต้องการเห็นเช่นนั้น แต่ผมขอกล่าวโทษผู้บังคับบัญชาของพวกเขาที่ไม่มีความสามารถฝึกให้พวกเขารบได้เก่งหรือรบเป็นโดยรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะเข้าไปดำเนินกลยุทธ์กับข้าศึกใน พท. สังหารที่ ขศ.ได้จัดวางเอาไว้ แล้วอย่างนี้น่ะหรือที่ผู้บังคับบัญชาหน้าไหนยังจะมีหน้ามาออกมาตรการเข้มงวดบังคับปลูกฝังให้เกิดอุดมการณ์ตามที่คาดหวัง

....สุดท้ายผมสรุปว่าจากเรื่องที่กล่าวมาทั้งหมดผมมีความเห็นที่แตกต่างไปจากพวกเขาทั้งหลาย เรื่องอุดมการณ์ของทหารที่บรรดาผู้บังคับบัญชาชั้นสูงชอบกล่าวว่าเป็นปัญหากันนั้น ตัวผมเองไม่เคยพิจารณาได้ว่ามันเป็นปัญหาของนายสิบพลทหาร แต่ผมกลับคิดว่าตัวผู้บังคับบัญชาเองต่างหากที่มีปัญหาเรื่องอุดมการณ์ ผมจำได้ว่าตลอดเวลากว่า30นาทีตั้งแต่ คำแรกที่ผมเริ่มถาม ทุกท่านที่ร่วมพิธีจนกระทั่งผมจบตรงที่ มันเป็นปัญหาของผู้บังคับบัญชา ในที่ประชุมนั้นเงียบมากทุกคนตั้งใจฟังผมแสดงออกถึงความรู้สึกด้วยคำพูดด้วยความสนใจมากกว่าการบรรยายใน รร.สธ.ทบ.มากนัก

....เมื่อจบพิธีปิดการสัมมนาและผมกำลังจะเดินทางกลับมีผู้ร่วมสัมมนาจำนวนหนึ่งเดินมาส่งผมและกล่าวว่า “ ถ้าอาจารย์มาบรรยายให้พวกผมได้รับฟังก่อนหน้านี้ ผลการสัมมนาของพวกผมจะไม่ออกมาเป็นแบบนี้หรอกครับ ”

....อุดมการณ์ เป็นสิ่งสำคัญของการดำรงตนเป็นทหารอาชีพเป็นที่สุดของความปรารถนาของประชาชนทุกประเทศที่มีต่อกองทัพของพวกเขา และอุดมการณ์นี้ผู้บังคับบัญชาไม่สามารถเรียกร้องเอาจากตัวทหารให้ทหารมีอุดมการณ์เพียงลำพังได้ มีหนทางเดียว คือ ผู้บังคับบัญชาจะต้องให้การศึกษาอบรมในทางที่ถูกต้องแก่พวกเขา และสำคัญอย่างที่สุดคือ การแสดงตัวอย่างของความมีอุดมการณ์อันสูงส่งของตัวผู้บังคับบัญชาเองเท่านั้น

อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
27 พ.ค. 54







:arrow: โดย jaws » 05/06/2011 9:24 pm

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน วินัย หรือ สิทธิพลเมือง


.............ช่วงเวลานี้คงไม่ต้องนำมาถกเถียง ( debate ) กันว่าอะไรเป็นเรื่อง Top hit ของประเทศมากไปกว่าการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมาถึงในเร็วๆนี้ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้อาจจะเปลี่ยนประเทศไทย ไปจากเดิมในทางก้าวหน้าไปกับโลก หรือ ถอยหลังไปกับกาลเวลาที่ล่วงเลยไป และการเลือกตั้งครั้งนี้ฝ่ายทหารเราโดยเฉพาะกองทัพบกมีส่วนร่วมเป็นอย่างมากจะถูกต้องหรือเหมาะสมหรือไม่เท่านั้นเอง

............ผมต้องเขียนเรื่องนี้มาคุยกับเพื่อนๆก็ด้วยเหตุที่ว่า ผมได้พบกับทหารระดับล่างจำนวนหนึ่งในกิจกรรมทางสังคม พวกเขาเข้ามาถามผมว่า ผู้บังคับบัญชาของพวกเขาออกมาสั่งห้ามพวกเขาลงคะแนนเสียงให้พรรคการเมืองพรรคหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้และให้เลือกอีกพรรคหนึ่งที่เป็นฝ่ายตรงข้าม พวกเขาบอกว่าเรื่องนี้น่าจะผิดนโยบายของรัฐบาลที่ให้ข้าราชการปฏิบัติตนเป็นกลางและถ้าพวกเขาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาในเรื่องนี้โดย ลงคะแนนให้พรรคต้องห้ามพวกเขาจะผิดวินัยกลายเป็นทหารเลวไปหรือไม่ พวกเขาอยากได้คำแนะนำจากผมสักเล็กน้อย

..........สำหรับผมแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ผมไม่สามารถให้คำแนะนำเล็กน้อยกับพวกเขาได้เสียแล้ว และเรื่องราวต่อไปนี้คือคำตอบที่ผมให้เป็นข้อคิดแก่พวกเขา

..........การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็น สิทธิพลเมืองของ ปชช. ทุกคนภายในชาติ ทุกคนไม่ว่ายากดีมีจน ไพร่ สามัญชน หรือ ขุนนาง อำมาตย์ หญิง หรือ ชาย เมื่อมีคุณสมบัติครบทุกคนจะมีสิทธิเท่าเทียมกัน คือ หนึ่งเสียง ไม่มีผู้ใดจะมากน้อยไปกว่านี้ และเป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตยที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้

...........เรื่องการยอมรับ ชอบนโยบายของพรรคการเมืองใด และการตัดสินใจเลือกใครเป็นผู้นำหรือผู้แทนของตนนั้นเป็นการพิจารณาของตนเอง ( Self determination ) ไม่มีผู้ใดมาบังคับหรือมีอำนาจเหนือท่านได้ อย่าว่าแต่ผู้บังคับบัญชาเลยต่อให้บิดา-มารดาก็ไม่สามารถบังคับท่านได้ดังนั้นผู้บังคับบัญชาที่ดีจะต้องใช้นโยบาย ไม่ถาม-ไม่บอก ( Don’t ask and don’t tell ) ในเรื่องนี้ เช่นเดียวกับที่ผมเคยเล่าให้พวกท่านฟังแล้วว่าถ้าเป็นประเทศที่เจริญแล้ว ผบช. ออกมาสั่งการทหารในทางการเมืองเรื่องไม่เป็นกลางอย่างนี้ละก็เป็นเรื่องแน่นอน ผบช. คนนั้นคงถูกปลดอย่างรวดเร็ว แต่ที่นี่ประเทศไทยก็คงต้องอดทนกับทหารประเภทนี้กันต่อไปเพราะประเทศนี้มันเป็นวัฒนธรรมอำนาจ

..........สำหรับคำถาม เรื่อง ถ้าพวกเขาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ ผบช. ในกรณีนี้ พวกเขาจะเป็นทหารที่ไม่มีวินัยและเป็นทหารเลวหรือไม่นั้น ผมตอบอย่างไม่ต้องคิดทบทวนเลยล่ะครับว่า นอกจากมันจะไม่เป็นอย่างที่เขาคิดแล้ว มันยังกลับเป็นตรงกันข้ามเสียอีก คือ บรรดา ผบช.เหล่านั้นนั่นแหละนอกจากไม่มีวินัยแล้วยังมีปัญหาเรื่องคุณธรรมทางการเมืองอีกด้วย ถ้าท่านกลับไปอ่าน ด้วยรักและห่วงใย ตอน Flag officers ( นายพล ) ตอนที่5 ที่ผมได้พูดถึง ประเด็นของความหมายและการปฏิบัติตนว่าการเป็นทหารที่มีวินัยนั้นเป็นอย่างไร ในกรณีที่ ผบช.ออกคำสั่ง เช่นนี้ กับกำลังพลย่อมแสดงถึง ผบช.เหล่านั้นได้กระทำผิดทั้ง3ประเด็นสำคัญของคำว่าวินัย

..........ผมจึงถือโอกาสให้การอบรมเชิงวิชาการของทหารอาชีพแก่ กำลังพลชั้นผู้น้อยเหล่านั้นเพิ่มเติมไปอีกว่า สิทธิในการเลือกตั้งเป็นสิทธิส่วนบุคคลตามรัฐธรรมนูญและไม่ใช่เรื่องการสงคราม ดังนั้นสิทธินี้ย่อมไม่อยู่ใต้อำนาจการบังคับบัญชาของผู้ใด ไม่มีบุคคลใดจะมาเอาผิดพวกเขาได้ไม่ว่าจะเป็น ความแพ่ง อาญา แม้แต่ความผิดทางวินัยใดๆทั้งสิ้น แต่ถ้าพวกเขาถูกลงโทษในกรณีนี้พวกเขามีสิทธิร้องเรียน ผบช. ชั้นเหนือขึ้นไปเพื่อขอความเป็นธรรม หรือแม้แต่ฟ้องร้องต่อศาลปกครองเพื่อปกป้องตนเองในเรื่องนี้ นอกจากพวกเขาไม่ต้องเชื่อฟังคำสั่งเหล่านั้นแล้ว พวกเขาจะต้องกระจายข่าวให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่เพื่อนๆทหารด้วยกันว่าสิ่งที่ถูกต้องเป็นอย่างไรและผู้บังคับบัญชาของพวกเขากระทำผิดในเรื่องของความเป็นกลางทางการเมือง ซึ่งทหารอาชีพจะต้องไม่ประพฤติเยี่ยงนี้ นอกเสียจากพวกเขาจะเป็นนักฉวยโอกาส ที่เข้ามาหากินในอาชีพทหาร และกำลังแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวอยู่ในขณะนี้เท่านั้น

.........อ่านบทความนี้แล้วคงจะมีพวกอาชีพทหารบางคนออกมากล่าวหาว่า ผมกำลังยุยงให้ทหารกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชาของตนเอง คิดได้แค่นั้นก็ไม่ว่ากันครับเพราะมันก็เป็นสิทธิพลเมือง ของทุกคนที่จะห่วงถึงประโยชน์ส่วนตัว นอกจากนี้ภูมิหลังที่เกิดจากการขัดเกลาทางสังคมของบุคคลในทุกสาขาอาชีพย่อมมีความแตกต่างกันเป็นธรรมดา

........เรื่องการเมืองขอให้เป็นธุระสำคัญของประชาชนในชาติเขาเถอะครับ ทหารอย่างเราๆอย่าไปวุ่นวายกับเขาเลยมันจะมีแต่เสียกับเสียภาพลักษณ์ของกองทัพ เท่าที่ผ่านมา5ปีมันก็แทบจะไม่หลงเหลือ เกียรติยศ ชื่อเสียงแล้ว ความเชื่อมั่นศรัทธาไม่ต้องไปนึกถึงมันสูญสิ้นไปนานแล้วที่เขาไม่แสดงออกนั้นเป็นเพราะ ปชช. เขานึกถึงประเทศชาติของพวกเขาเป็นสำคัญ

อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
31 พ.ค. 54




:arrow: โดย jaws » 10/06/2011 5:30 pm

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน ต้อง “ Military Type ” เท่านั้น


........ผมได้ยินข่าวว่า รถยนต์บรรทุก 2 ตันครึ่ง ( รยบ. 2 ½ T) ยี่ห้อ Isuzu ที่กองทัพบกจัดหามาใช้ในราชการใหม่ล่าสุด มีปัญหาในเรื่องความปลอดภัยเสียแล้ว โดยหน่วยต่าง ๆ ที่ได้รับไปรายงานกลับมายัง ทบ.ว่า มีการเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เมื่อเปรียบเทียบกับ รยบ. 2 ½ ตัน ที่มีใช้อยู่เดิม ซึ่งเป็นรถที่จัดหาจาก USA

........ผมขอให้ข้อคิดกับพวกท่านสำหรับการจัดหายุทโธปกรณ์มาใช้ในกองทัพต่อ ๆ ไป เพื่อเห็นแก่คนรุ่นหลัง อย่าลืมว่ายุทโธปกรณ์ที่จัดหาวันนี้ จะต้องถูกใช้งานไปอีก 20-30 ปี ข้างหน้า “ ความไม่รู้ ” หรือความเห็นแก่ผลประโยชน์ในวันนี้ของคนรุ่นเรา จะนำกรรมไปสู่ลูกหลานในวันหน้า ท่านจะต้องนึกถึงภาพ ไม้ล้างป่าช้า ลูกโป่งลอยฟ้า ไปอีกกี่ปี นี่จะตามมาด้วย รยบ. ที่ไม่มีความปลอดภัยต่อชีวิตของกำลังพลอีกด้วยหรือ

........ผมเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างมากในบางขั้นตอนของการจัดหา รยบ. 2 ½ ตัน ยี่ห้อ Isuzuคันนี้ แต่ขอโทษทีครับเป็นการ เกี่ยวข้องในด้านการคัดค้าน การจัดหารถยนต์คันนี้ ในขั้นของการกำหนดแบบและคุณสมบัติของยานยนต์ที่จะจัดหามาใช้ในหน่วยกำลังรบให้ครบตาม TO & E ซึ่งเป็น รยบ. ขนาด 2 ½ ตัน ใช้งานทั้งการเคลื่อนย้ายกำลังพลและสิ่งอุปกรณ์ในสนามรบ ดังนั้น รยบ.ที่จะถูกจัดหาจะต้องเป็นรถยนต์ที่มีคุณสมบัติของ Military Type ไม่ใช่ Commercial Type ที่เอกชนใช้บรรทุกของทั่วไปในถนน

......... เนื่องจากในห้วงเวลานั้น ผมดำรงตำแหน่งเป็น จก.ยศ.ทบ. ( เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก ) ผมจึงต้องเป็นกรรมการใน กมย. ( คณะกรรมการกำหนดแบบและมาตรฐานอาวุธยุทโธปกรณ์ ของ ทบ. ชื่อมันยาวแบบนี้แหละครับถ้าผมจำไม่ผิด ) คณะกรรมการคณะนี้มีหน้าที่ประชุมเพี่อให้ได้ผลเป็นข้อเสนอแนะแก่ผู้มีอำนาจอนุมัติ การจัดหายุทโธปกรณ์ ในเรื่องรูปแบบและคุณสมบัติเฉพาะอันเป็นมาตรฐานของยุทโธปกรณ์แต่ละชนิด ผมจึงเข้าไปประชุมกับเขาด้วย สำหรับผมแล้ว ผมก็นำความรู้และหลักวิชาการของกองทัพประเทศที่เจริญแล้ว มาเป็นต้นแบบนั่นแหละครับ แล้วนำมาพิจารณาดัดแปลงให้เหมาะสมกับประเทศไทย ก็กองทัพของเราเคยทำสงครามกับใครที่ไหน ในห้วงชีวิตของผมที่เกิดมาบนโลกใบนี้

..........ในการประชุมครั้งนั้นผมไม่เคยลืมบรรยากาศของที่ประชุม เพราะผมเป็นกรรมการคนเดียวที่ไม่เหมือนผู้อื่น ผมเสนอข้อคิดเห็นและให้เหตุผลในที่ประชุมมากมาย เมื่อที่ประชุมมีการเสนอ รยบ. 2 ½ T ของ Isuzu คันนี้ และทุกคนเห็นด้วยไม่มีผู้ใดคัดค้านนอกจากตัวผมเพียงคนเดียว ผมมารู้ตอนหลังว่า ทุกคนได้รับธงจากผู้มีอำนาจมาแล้วว่าจะจัดหา รยบ.คันนี้ มันก็เหมือนกับมายืมมือคณะกรรมการชุดนั้น เป็นตรายางประทับความถูกต้องนั่นแหละครับ นอกจากนี้ก่อนหน้านั้นยังมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งพูกออกมาอย่าง “ ไม่รู้ ” ด้วยว่า รถคันนี้จะนั่งสบายกว่ารถ M 35 ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน แล้วเป็นไงครับตอนนี้ นอกจากไม่สบายกว่าแล้วยังแถมอันตรายกว่าพ่วงมาด้วย ในที่ประชุมเมื่อถึงเวลาลงคะแนนเสียง จก.ยศ.ทบ. คือตัวผมนี่แหละ ยกมือค้านคนเดียวทั้งที่ประชุม นอกจากนี้บันทึกประชุมที่ออกมาให้ผมตรวจ ยังมีหน้ามาโมเมว่า กรรมการทุกคนในที่ประชุมมีมติเห็นชอบในการจัดหา รยบ. คันนี้ แต่ผมได้แก้ไขบันทึกประชุมส่งกลับคืนไปว่ายกเว้น พล.ท. อดุล อุบล จก.ยศ.ทบ. ท่านเดียวมีความเห็นคัดค้านไม่เห็นด้วย ในการจัดหา รยบ. Isuzu คันนี้ ผมไม่สามารถทรยศต่อความมีจริยธรรม และละเลยหลักวิชาการของความเป็นทหารอาชีพ ด้วยการทำตามความต้องการของผู้บังคับบัญชาที่ผมเห็นว่าไม่ถูกต้องได้

........ ในห้วงเวลาของการประชุมนั้น ผมยังไม่ได้เห็นรายละเอียดของคุณสมบัติ ของรถคันนี้เลยครับ แต่รู้เห็นคร่าว ๆ ผมก็รับไม่ได้แล้ว ตัวอย่างเช่น

....... 1.รยบ. 2 ½ ตัน ที่บรรจุใน TO&E จะต้องเป็นรถยนต์ประเภท Military Type เพราะรถยนต์เหล่านั้นจะต้องถูกใช้ในสนามรบ ใช้อย่างสมบุกสมบัน รถจะต้องทนทานมีแรงม้าต่อตันสูง เหมาะใช้ในภูมิประเทศนอกเส้นทางถนน ถ้าพิจารณาไม่รอบคอบจะมีปัญหาดังเช่นรถเกราะ REVA ที่ใช้อยู่ใน จชต. ซึ่งมีปัญหาในการขึ้นเนินแม้แต่อยู่บนถนนก็ตาม

......... 2. รยบ. 2 ½ ตัน ทางทหารจะต้องเป็นรถ 6 คูณ 6 หมายความว่า มี 6 ล้อ และขับเคลื่อนทั้ง 6 ล้อ ไม่ว่าล้อหลังจะเป็นล้อเดี่ยวหรือเป็นล้อคู่ก็ตาม ( ที่เราเรียกว่ารถ 10 ล้อ นั้น ทางทหารเราเรียกว่า รถ 6 ล้อ แต่ล้อหลังเป็นล้อคู่ ) ที่ต้องเป็น 6 ล้อ นั้นก็ด้วยเหตุผล เรื่อง นน.กดต่อ ตร.นิ้วบนพื้นดินเมื่อวิ่งนอกเส้นทางถนน แรงตะกุยเมื่อขับเคลื่อนในภูมิประเทศ

.......... รยบ. 2 ½ ตัน ทางทหารจะต้องขับเคลื่อนทั้ง 6 ล้อ และมีเพลาขับแยกต่างหาก 3 เพลา เพื่อขับเคลื่อนล้อแต่ละชุด ทั้งหน้า 1 ชุด และหลัง 2 ชุด เพื่อประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนในภูมิประเทศ

......... นอกจากนี้ล้อหลังจำนวน 4 ล้อ นั้น ให้ผลประโยชน์พลอยได้ทางยุทธวิธีคือ ถ้ายางล้อใดล้อหนึ่งของล้อหลังแตก พลขับสามารถเปลี่ยนล้อได้โดยไม่ต้องขึ้นแม่แรง เพราะสามารถหนุนล้อที่ดีด้วยวัตถุในภูมิประเทศ เช่น ก้อนหิน เพื่อให้ล้อที่เสียลอยพ้นพื้นได้

......... แต่รถ ISUZU เป็นรถ 4 ล้อ จึงขาดคุณสมบัติตามที่กล่าวมาแล้ว

......... 3. รถยนต์ทางทหาร จะต้องลุยน้ำได้ในระดับที่ลึกพอสมควรและข้ามเครื่องกีดขวางได้สูงกว่ารถยนต์เชิงพาณิชย์ จะต้องเข้าสู่ลาดเพื่อปีนลาดและออกจากลาดเมื่อลงลาดด้วยมุมที่สูงชันกว่ารถยนต์เชิงพาณิชย์ ดังนั้นใต้ท้องรถจะต้องสูงจากพื้นมากกว่ารถธรรมดา

........ ผู้ขายรถ ISUZU พยายามจะดัดแปลงรถของตนเองโดยใส่ล้อและยางใหญ่ แบบ Cross Country ผลทำให้ตัวถังรถสูงขึ้นทำให้ใต้ท้องรถสูงขึ้นด้วย แต่ผลที่ตามมาคือ ความสูงของ CG จากพื้นดินเปลี่ยนไป มีผลต่อการทรงตัวของรถทันที

........ 4. รถยนต์ทางทหาร ท่อไอดี และท่อไอเสีย จะต้องอยู่สูงจากเครื่องยนต์ เพื่อให้สามารถลุยน้ำได้ลึก ดังนั้นจะต้องมีการออกแบบมาเป็นการเฉพาะทั้งขนาดและความจุ เพื่อผลในการดูดเข้าและเป่าออกของอากาศและไอเสียเพื่อไม่ให้ลดประสิทธิภาพของกำลังเครื่องยนต์ที่ผลิตออกมา

........ ผู้ขายรถ ISUZU ได้นำรถยนต์ Commercial Type มาดัดแปลงต่อท่อไอเสียให้ยาวและสูงขึ้น จากปกติน่าจะส่งผลกระทบต่อกำลังของเครื่องยนต์

........ 5.การเดินสายไฟตามใต้ท้องตามโครงรถนอกห้องเครื่องยนต์ จะต้องซ่อนหรือเดินในท่อเพื่อป้องกันความเสียหายจากการขับในภูมิประเทศ ไม่ใช่มองเข้าไปใต้ท้องรถ ISUZU เห็นสายไฟเดินเป็นทางเหมือนเสาไฟฟ้าข้างถนน

........ ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงประเด็นใหญ่ ๆ ที่ผมพอจะมองเห็นจากภายนอก ยังคงมีประเด็นอื่น ๆ ของคุณสมบัติของยานยนต์ทางทหารอีกมากซึ่งผมจะไม่นำมากล่าว ณ ที่นี้ แต่เท่าที่กล่าวมาผมก็ว่ามันหนักหนาสาหัส เพียงพอที่จะไม่จัดหามาใช้สำหรับเป็นยานยนต์ของหน่วยกำลังรบแล้วครับ มันก็สมควรด้วยเหตุด้วยผลแล้วที่ สังคมภายนอกมีการกล่าวถึงความไม่โปร่งใสของการจัดหา รยบ. 2 ½ T ของกองทัพในครั้งนี้

........ ไม่นึกเลยว่า สิ่งที่ผมคัดค้านไว้ จะปรากฏผลเร็วเกินคาด


อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
7 มิ.ย. 54




:arrow: โดย jaws » 18/06/2011 6:00 pm

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน สทร. ยุ่งทุกเรื่อง (ตัวผมเอง)


............admin ท่านหนึ่งส่งข่าวมาว่ามีบางท่าน ( คงจะเป็นเพื่อนๆ ) อยากให้ผมพูดถึง สถานการณ์ทางทหารที่เป็น hot issue อยู่ในขณะนี้ ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องของทหารโดยตรงหรือเป็นเรื่องความเป็นไปในชาติที่ทหารจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องและเป็น hot issue ถ้าเป็นในประการแรกผมเกรงว่าบรรดาอาชีพทหารจะออกมากล่าวหาว่าผมเอาความลับ ( แท้จริงแล้วเป็นความฉาวโฉ่ ) ของทางราชการออกมาเปิดเผย ผมจึงขอนำท่านไปในประการหลังก็แล้วกัน

...........ผมเข้าใจว่า hot issue ของประเทศที่กำลังเผชิญกันอยู่ในขณะนี้โดยดูจากที่ปรากฏอยู่ในสื่อเป็นประจำทุกวันคงหนีไม่พ้น ปัญหา จชต. การกระทบกระทั่งตามแนวชายแดนไทย/กัมพูชา การเลือกตั้งทั่วไป ยาเสพติด การแปรสภาพ กอ.รมน. ในที่นี้ผมกล่าวเฉพาะปัญหาที่ทหารจะเข้าไปยุ่งและมีความขัดแย้งกับส่วนราชการอื่น และพี่น้อง ปชช.ที่เป็นเรื่องอยู่เวลานี้

...........ผมจะขอกล่าวถึงเฉพาะเรื่องชายแดนกัมพูชา และเรื่องการเลือกตั้งทั่วไปก่อนแล้วกัน ส่วนเรื่องอื่นว่ากันคราวต่อไปแต่เรื่องปัญหา จชต. ท่าน admin ผู้ยกกรณีนี้มีความรู้และเชี่ยวชาญมากกว่าผมทั้งหลักการทางทฤษฎีและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาในพท. ขอให้ท่านเป็นผู้ให้ความเห็นเองแล้วกัน

............ทั้งสองเรื่องนี้ถ้าท่านได้เคยติดตาม บทความ “ ด้วยรักและห่วงใย ” มาตั้งแต่ต้นท่านคงจะคาดเดาได้ว่าผมจะคิดอย่างไรและท่านก็คงจะเข้าใจเหมือนผมเช่นกัน ก่อนที่ผมจะพูดถึงเรื่องเหล่านี้มันจำเป็นต้องกำหนดสมมุติฐานก่อน ( คำนี้ทางทหารแปลมาจากคำว่า assumption ) เพื่อให้คำว่า ทหารในที่นี้มีหลักการและทฤษฎีของความเป็นทหารอาชีพเข้ามาพิจารณาได้ ไม่ใช่ให้เป็นเพียงอาชีพทหารที่กลายเป็นบุคคลหรือองค์กรที่มีอำนาจนอกระบบจะทำอะไรก็ได้เหนือกฎกติกาของสังคมที่พวกท่านอ้างว่าเป็นประชาธิปไตย

..............สมมุติฐานสำคัญในที่นี้ก็คือ กองทัพเป็นส่วนหนึ่งของประเทศชาติ ไม่ใช่ส่วนนำของประเทศชาติ กองทัพจะต้องอยู่ใต้การบังคับบัญชาของรัฐบาลที่โยงยึดกับอำนาจของประชาชนจากการเลือกตั้ง กองทัพต้องรับคำสั่งจากรัฐบาลไม่ใช่ให้คำสั่งแก่รัฐบาล รัฐบาลเป็นผู้แต่งตั้งผู้นำกองทัพไม่ใช่กองทัพตั้งรัฐบาล ผู้นำรัฐบาลจะต้องปลดผู้นำกองทัพได้ถ้าไม่ปฏิบัติตามคำสั่งและนโยบายที่ถูกต้องตามกฎหมายและผลประโยชน์ของชาติ ( ผมเน้นว่าของชาติ )

.............ถ้าไม่เป็นไปตามสมมุติฐานที่กล่าวมานี้ผมก็คงให้ข้อคิดอะไรไม่ได้ แต่ที่จริงแล้วเรื่องที่ผมตั้งเป็นสมมุติฐานนี้มันเป็นข้อเท็จจริง ( Facts ) แทบจะเรียกได้ว่าเป็น axiom ของประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแท้จริงในโลกนี้

............เรื่องแรก การกระทบกระทั่งกันระหว่างกำลังทหารไทยและกัมพูชา บริเวณปราสาทหิน2-3ปราสาทที่มีมาเป็นระยะๆนั้นมันไม่น่าจะเป็นปัญหาขึ้นเลย ถ้าทั้งไทยและกัมพูชาควรจะได้แสวงประโยชน์ร่วมหารายได้จากการท่องเที่ยว การบริการต่างๆร่วมกันอย่าง win-win ไปตั้งนานแล้ว ไม่ควรจะมีเรื่องแย่งชิงซากหินกันอยู่อย่างนี้ ( ถ้าคิดเป็นและดำเนินนโยบายถูกต้อง ) แต่การณ์กลับเป็น การบาดเจ็บล้มตายและพลัดถิ่นฐานของ ปชช.ทั้งสองประเทศแทน

........... ผมอยู่ในคณะทำงานพิจารณาข้อดีข้อเสียของ MOU-43 ของคณะที่ปรึกษาของ ทบ. โดยที่ส่วนตัวของผมแล้วผมไม่เห็นด้วยเลยที่ทหารจะต้องไปคิดเรื่องนี้ เขตแดน บูรณภาพแห่งดินแดนเป็นเรื่องของผลประโยชน์ชาติเป็นเรื่องของทุกคนในชาติ ไม่ใช่เรื่องของกองทัพที่จะมาบอกว่าดินแดนส่วนใดเป็นของไทยตรงไหนไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของรัฐบาล กองทัพเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือที่จะรักษาเขตแดนและบูรณภาพแห่งดินแดนไว้ตามนโยบายและยุทธศาสตร์ทหารของชาติที่กำหนดโดยรัฐบาล กองทัพไม่ได้มีหน้าที่หรืออำนาจจะมาบอกว่าจะรบหรือไม่รบ แต่มีหน้าที่ทำตัวให้พร้อมรบตลอดเวลา ( ต้องรบเป็นด้วยนะ ) ผมจึงไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้และหลายๆเรื่องที่กองทัพออกมาแถลงเพราะมันควรจะเป็นความรับผิดชอบและหน้าที่ของรัฐบาล ป้องกันความสับสน

............เมื่อครั้งที่ผมอยู่ใน กลต. เวลาที่มีเหตุการณ์ปะทะกันระหว่าง กลต. และ กลน. ผมเห็นมีแต่รัฐบาลทั้ง กลต. และ สหรัฐออกมาแถลงการณ์เรื่องเหล่านั้น ผมไม่เคยเห็นผู้นำทหาร กลต. หรือผู้นำทหารสหรัฐใน กลต. ออกมาจ้อทาง TV ทั้งๆที่เขามีเรื่องที่พูดได้มากกว่าของเรามากนัก

...........กองทัพมีหน้าที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ประการหนึ่งคือ การสร้างสัมพันธ์ทางทหารระหว่างประเทศ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องอยู่ภายในที่กำหนดไว้ตามนโยบายของรัฐไม่ใช่เรื่องส่วนตัวผมขอยกตัวอย่างอีกสักเรื่องหนึ่ง เมื่อปี 2530-2531 ผมกำลังศึกษาอยู่ใน รร.สธ.ทบ. สหรัฐ ใน class นั้นมีนายทหารชั้นนายพัน 2 นายจากประเทศปานามามาศึกษาอยู่ด้วย นายทหารทั้ง 2 นาย นั้นเป็นคนดีและมีมนุษย์สัมพันธ์ดีกับกองทัพสหรัฐและเพื่อนทหารอเมริกันทุกคน แต่เมื่อสหรัฐต้องส่งกองกำลังภาคพื้นทวีปใต้ ( Southern Command ) ไปจับตัว ปธน. ประเทศปานามามาขึ้นศาล ในฐานะผู้ร้ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ของโลก รร.เสธ.ทบ.สหรัฐ ก็ต้องส่งนายทหารปานามาทั้ง 2 นายนั้นกลับประเทศโดยไม่มีความผิดใดๆ เพราะมันเป็นเรื่องของประเทศชาติ ไม่เหมือนบางประเทศพวกหนึ่งยิงกันไปเจ็บตายกันไป ขณะเดียวกันก็มีการส่งน้ำมันออกตามโควต้ากันไปผลประโยชน์ตนผลประโยชน์ชาติมั่วกันไปหมด

...........เรื่องการเลือกตั้งทั่วไป. ไม่อยากจะกล่าวถึงเรื่องนี้เท่าไรแต่ข่าวคราวการปฏิบัติตนของบุคคลระดับสัญลักษณ์ของกองทัพมีผลทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมมาก แต่ท่านต้องไม่ลืมว่าคำพูดหรือการกระทำของบุคคลหนึ่ง ไม่ได้หมายความถึงองค์รวมของกองทัพจะต้องเป็นอย่างนั้นไปด้วย มีผู้ใหญ่บางท่านพูดกับกำลังพลว่ากองทัพของเราจะต้องเป็นหนึ่งเดียวจะต้องไม่แตกแยกการลงคะแนนเสียงนายจะเอาอย่างไรเราจะต้องว่ากันตามนั้น เข้าใจอะไรกันผิดหรือเปล่า การที่กำลังพลและครอบครัวไม่ได้ลงคะแนนให้พรรคใดพรรคหนึ่งตามความต้องการของผู้บังคับบัญชานั้นไม่ใช่ความแตกแยกหรอกครับ เพราะนั่นมันคือสิทธิส่วนบุคคลตามระบอบประชาธิปไตย แต่การที่ท่านไปออกคำสั่งให้ต้องไปเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งนั้นนั่นแหละมันเป็นการแตกแยก เพราะท่านกำลังสร้างความแตกแยกระหว่างกองทัพกับประชาชนภายในชาติ ผมมีตัวอย่างจากประเทศต้นแบบ ปชต.อีกเช่นกัน ระหว่างที่ผมศึกษาอยู่ใน รร.สธ.ทบ. สหรัฐ ปีนั้นมีการเลือกตั้ง ปธน.สหรัฐพอดี นทน.รร.สธ.ทบ.สหรัฐมีทั้งเลือกพรรคริพับลิกัน และพรรคเดโมแครต แล้วพวกเขาก็พูดจาหยอกล้อชักชวนกันเลือกพรรคที่ตนชอบใน class กันเป็นที่สนุกสนาน ผมไม่เห็นผู้บังคับบัญชาของพวกเขาออกมาพูดแนะนำ หรือสั่งการอะไร และไม่เห็นเขาคิดว่าเป็นการแตกแยกในกองทัพ พวกเขายังคงมีความสามัคคีในกองทัพ และไม่มีปัญหาความแตกแยกระหว่างกองทัพและคนในชาติ กองทัพของเขายังคงมีประสิทธิภาพไปอาละวาดรักษาผลประโยชน์ได้ทั่วโลกโดยการสนับสนุนของประชาชนชาว สหรัฐไม่เปลี่ยนแปลง

...............ในจิตใจของทุกคนย่อมเป็นกลางไปไม่ได้ต้องมีที่รักที่ชอบมากเป็นธรรมดา แต่ท่านต้องควบคุมการกระทำของท่านให้เป็นกลางอย่างแท้จริง คงไม่จำเป็นต้องมาสอนกำลังพลในเรื่องการเลือกคนดีกันในเวลานี้ การปลูกฝังเรื่องเหล่านี้มันจะต้องเป็นหน้าที่หลักของกระทรวงศึกษาธิการและต้องกระทำกันมาตั้งแต่การศึกษาในวัยเด็ก ชั้นประถมศึกษามาโน่น

.............เรื่องที่สื่อและสังคมกำลังวิจารณ์และสงสัยในความโปร่งใสและพฤติกรรมความเป็นกลางของกองทัพอยู่ในขณะนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าคนในกองทัพทุกคนจะวางตัวให้เหมาะสมตามบทบาทหน้าที่ทางการเมืองการปกครองในอดีตที่ผ่านมา ดังนั้นอย่าไปโทษสื่อหรือฝ่ายตรงข้ามหรือแม้แต่ ปชช.ทั่วไปที่เขาวิจารณ์กองทัพอย่างเสื่อมเสีย เราคงต้องหันมาดูตัวของเราเองว่าเคยทำตนอย่างไรมาในอดีตไม่ต้องหันไปไกลหรอกครับ เอาแค่ 2-3 ปีที่ผ่านมาเท่านั้นก็พอ

..............ก่อนจะจบผมขอให้ข้อคิดกับกำลังพลทุกนายของกองทัพว่า กองทัพไม่ได้เป็นของคนใดคนหนึ่งนะครับ ไม่สามารถมีใครเพียงคนเดียวออกมาพูดแล้วอ้างว่านี่คือ กองทัพบก ( ซึ่งพวกท่านเป็นส่วนหนึ่งอยู่ด้วย ) พูดได้ โดยเฉพาะสิทธิการลงคะแนนเสียง เลือกบุคคลไปทำหน้าที่ทางการเมืองแทนตัวท่านนั้นมันเป็นสิทธิส่วนบุคคลของท่านตามรัฐธรรมนูญที่เหนือกว่าคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
16 มิย. 54




:arrow: โดย Aubol » พุธ 05ก.ย.2012 15:28

"""""ขอบคุณมากครับพี่แจ้ ใน Copy........ของท่าน Family 3448 นั้นมีอยู่ครับ แต่ในตัวบทความด้วยรักและห่วงใยนั้นหายไปจริงๆครับ และตอนที่ผมจะลงให้ต่อไปนี้ก็หายไปและไม่มีใน Copy.....ด้วยเช่นเดียวกันครับ(ผมเขียนไว้เป็นตอนที่ 22)

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน กองทัพพิธีกรรม


วันนี้ผมขอพูดเรื่องของทหารแต่ pure ๆ เลยนะครับไม่มีเรื่องการเมืองหรือบุคคลภายนอกกองทัพมาเกี่ยวด้วยเลย มีแต่ทหารเรากันเองเท่านั้น อาจจะเป็นผลมาจากอารยธรรมของเผ่าไทยเข้ามาเกี่ยวข้องเล็กน้อย

เมื่อไม่นานมานี้ กองทัพบกโดยกองพลทหารราบที่อยู่ทางด้านตะวันออกของประเทศได้จัดแสดงสมรรถนะของยานเกราะล้อยาง BTR 3E ที่ได้ ซื้อมาจากประเทศยูเครนให้ผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพบกได้รับชม อย่าเพิ่งตกใจผมไม่ได้กำลังจะเอาความลับของกองทัพบกออกมาเปิดเผยหรอกนะครับ ผมจะพูดถึงเรื่องการเตรียมงานต้อนรับผู้บังคับบัญชาและคณะที่เข้าชมตามที่มีนายทหารรุ่นหลังๆเล่าให้ฟัง

เขาบอกว่ารายละเอียดของเนื้อหาในการแสดงมันก็เหมือนหน่วยทั่วๆไปเวลาที่มีการแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ของหน่วยแต่ไอ้ที่มันพัฒนากันไปอย่างมากคือ การจัดการต้อนรับ ผมไม่ทราบว่ามันเป็นงานแค่แสดงยุทโธปกรณ์หรืองาน Event ใหญ่โตเปิดตัวอะไรหรือป่าว เพราะมีการจัด Tent ผูกผ้าระบายสวยงามมีการจัดสวนหย่อมใน Tent ติดตั้งเครื่องปรับอากาศมีผ้าปูโต๊ะและคลุมเก้าอี้อย่างดี มีการเสิร์ฟน้ำส้มด้วยแก้วก้าน มี TV ให้ดูเพื่อฆ่าเวลา ทั้งๆที่เหตุการณ์นี้มันอยู่ชั่วคราวไม่เกิน2ชม. และอยู่ในภูมิประเทศสนามฝึก มันจะฟุ้งเฟ้ออะไรกันนักกันหนาแล้วรุ่นหลังจะจดจำรูปแบบอะไรไปดำเนินชีวิตในกองทัพ อนาคตคงเต็มไปด้วยรูปแบบที่เป็นเปลือกและกระพี้ไม่มีเนื้อหาสาระทางยุทธวิธีหรือองค์ความรู้ที่เป็นแก่นสารให้จดจำนำไปใช้ฝึกศึกษากันต่อไป

ผมผ่านการทำงานมาหลายหน่วยและศึกษามาหลายหลักสูตรทั้งในและนอกประเทศ ผมยอมรับว่ากองทัพไทยจัดพิธีเปิดและพิธีปิดการศึกษาได้ยอดเยี่ยม แต่อย่าถามถึงเรื่องเนื้อหาวิชาการในการศึกษานะครับ ( เว้นไว้เป็นที่เข้าใจ ) เพราะมันเป็นกันแบบนี้หรือไม่ในเมื่อไม่มีเนื้อหาสาระเท่าไรก็ต้องทำอะไรให้มันดูมีผลงานก็เลยเอามันพิธีเปิด-ปิดนี่แหละว๊ะให้ดีไว้ก่อนมันก็เหมือนการจัดสัมมนาของหน่วยทั่วๆไปนั่นแหละ พิธีเปิดใหญ่โต ครึ่งวัน สัมมนาจริงๆอย่างไม่ได้สาระเท่าใด ครึ่งวัน วันรุ่งขึ้นแถลงผล ครึ่งวัน ( ซึ่งก็คงไม่มีคนอยากฟังเท่าไรเพราะรู้ๆกันอยู่ว่าผลมันจะเป็นอย่างไร ) แล้วที่เหลือก็เป็นพิธีปิดอีกใหญ่โตมีงานเลี้ยง ท้ายสุดก็ไม่มีใครเอาผลสัมมนานั้นไปใช้เพียงแต่ให้ได้ชื่อว่าจัดการสัมมนาทางวิชาการแล้ว

เมื่อครั้งที่ผมเป็น ผบ.พล.ร.9 ผมได้สั่งเลิกทำสวนหย่อมทั้งหมดให้ดำรงรักษาที่มีอยู่ไว้เท่านั้นถ้าต้องการ เพราะผมไม่ต้องการใช้กำลังพลไปดูแลรักษาสวนหย่อม ผมสั่งเลิกการจัดการต้อนรับตัวผมในเวลาไปตรวจการฝึกอย่างเป็นทางการทั้งสิ้น อย่าให้เห็นน้ำส้มและแก้วก้านในสนามเป็นอันขาด น้ำแช่เย็นก็ไม่ต้องถ้าจะกรุณาก็ให้มีน้ำขวดตั้งไว้ใครจะกินก็เชิญ และผมได้สั่งฝ่ายอำนวยการของผมที่จะไปกับผมทุกคนว่าต้องช่วยตนเองได้ในเรื่องเหล่านี้เพราะทุกคนมีกระติกน้ำและสายโยงบ่าอยู่แล้วไม่ต้องรบกวนหน่วย แต่ผมจะเข้มงวดที่สุดคือเนื้อหาสาระในการฝึกจนเป็นที่กล่าวถึงจนทุกวันนี้

กองทัพบกไทยไม่เคยรบมานานและผู้บังคับบัญชาส่วนใหญ่ไม่เห็นความสำคัญของการฝึกและศึกษา ดังจะเห็นได้จากคำพูดที่ว่า “ เรื่องการฝึกเป็นเรื่องปกติของทหารใครๆก็ทำได้ คนที่จะได้2ขั้นมันต้องทำงานพิเศษอย่างอื่นนอกเหนือจากการฝึก ” ด้วยเหตุเหล่านี้เองจึงส่งผลให้กองทัพบกขาดทั้ง First hand และ Second hand Experiences ในการสร้างทหารให้เป็นกำลังพลที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง ไม่ต้องไปนึกถึงความเป็นทหารอาชีพมันไกลเกินไปแม้แต่จะฝันเอา อย่างที่ผมเคยเล่าให้ท่านฟังมาแล้วเรื่องหน่วยระดับกองพันบรรยายแผนการเข้าตีของกองพันแค่5นาที แต่บรรยาย เรื่อง หญ้าแฝกมากกว่าครึ่ง ชม.นั่นแหละครับ

มาลองดูอีกหนึ่งตัวอย่างของเรื่องรูปแบบสำคัญกว่าเนื้อหาผมเจอมาด้วยตนเองทั้งนั้น ครั้งนี้ผมเป็น จก.ยศ.ทบ. ไปตรวจการฝึกของหน่วยกองพลทางภาคตะวันออกของประเทศไทยนี่แหละครับ จำได้ว่าวันนั้นผมไปตรวจการฝึกทหารใหม่ หลังจากได้ให้คำแนะนำเนื้อหาสาระที่สำคัญที่ควรแก้ไขในการฝึกให้บุคคลพลเรือนกลายเป็นทหารที่พอจะรบได้แล้ว ( ซึ่งเขาจะเชื่อหรือไม่ผมไม่อาจตอบได้เพราะผมไม่ได้เป็น ผบช.ที่ให้คุณให้โทษกับเขาได้ ) หลังจากนั้น ผบ.พัน. ท่านหนึ่งได้พาผมไปดู ทก.ร้อย.ที่เขาได้พัฒนาขึ้นที่เขาคิดว่ามันเจ๋งจริงๆไม่มีหน่วยใดดีเท่า

ทก.ร้อย ของเขามันก็เจ๋งจริงๆล่ะครับเพราะมันมีทั้งระบบแผนที่สถานการณ์ มีกระดานชาร์ตแสดงอะไรเต็มไปหมด มีแท่นยืนบรรยาย มีโต๊ะเก้าอี้ไว้ประชุม มีเครื่องรับTVไว้ดูข่าวสารบ้านเมือง มีรูปองค์พระประมุขและพระราชินีประดับเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ทั้งหมดบรรจุอยู่ใน Tent กระโจมขนาดกลางอย่างดี มันคงจะดูดีไปหมดแต่ไม่ใช่สำหรับคนอย่างผมแน่ ผมอยากจะสอนเขาก็เลยเริ่มตั้งคำถามกับเขาไปเรื่อยๆว่า

- ในกองร้อยอาวุธเบา หรือร้อย ร.ยานเกราะก็ตามมี รยบ.กี่คันอะไรบ้าง และรถพวกนั้นมันทำหน้าที่อะไรของมันบ้างเขาก็งงๆไม่รู้จะตอบอย่างไร

- ผมก็เลยบอกต่อไปว่ารถพวกนั้นมันมีหน้าที่ของมันส่วนใหญ่ก็จะเป็นรถบรรทุกกระสุน และอยู่ที่ขบวน สัมภาระของกองพัน ไม่ว่าจะเป็นสัมภาระรบ หรือ สัมภาระพัก แล้วไอ้ของที่น้องมีอยู่มากมายนี้มันจะบรรทุกรถอะไรไปล่ะหรือจะให้กำลังพลแบกขนไป

- กองร้อยจะต้องย้าย ทก. บ่อยแค่ไหนโดยเฉพาะในสภาพการรบที่เป็น High tempo และ fast rhythm ทก.ร้อย.อาจจะต้องเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา หรือ ท่านจะยังคงอยู่ในสงครามที่เป็น static ไม่ใช่ dynamic มันยังไงกันแน่

-ในการเข้าตีทก.ร้อย.อยู่ที่ไหน และมีสภาพเป็นอย่างไร ประกอบด้วยจนท.ใครบ้าง และในแบบการรบของการตั้งรับล่ะ ทก.ร้อย.จะอยู่ที่ไหน มีสภาพเป็นอย่างไร เขาไม่ได้นึกถึงทั้งสิ้น
นี่แค่เรื่องของทก.ร้อย.ยังแสดงออกถึงความไม่รู้ แล้วจะทำกันอย่างไรกับเรื่องใหญ่ๆ ผมสงสารผบ.พัน.คนนั้นก็เลยแก้ตัวให้เขา โดยบอกให้เขาเอาไปพิจารณาใช้ใน จชต.เถอะเพราะที่จชต. กองร้อยตั้งในพท.ใดก็จะอยู่ตรงนั้นไม่ย้ายไปที่ไหนอีกอย่างน้อยเป็นปีถ้าจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกบำรุงความสุขบ้างก็พอรับได้ เขาเลยมีสีหน้าสบายขึ้นมาบ้าง

สิ่งที่ผมกล่าวมาเหล่านี้เป็นผลมาจากแนวคิดที่ถูกปลูกฝังและเลียนแบบกันมาอย่างผิดๆ จากที่ไม่มีความรู้แท้จริงก็เลยต้องเอาดีทางรูปแบบเพื่อให้มีอะไรดูดีหรือเป็นผลงานเอาไว้แสดงออกของหน่วยบ้าง เรื่องทำนองนี้ยังมีอีกมากครับในกองทัพบกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่พวกอาชีพทหารกำลังเฟื่องฟู มันเป็นอย่างนี้ทั้งกองทัพและทุกระดับหน่วยนั่นแหละก็มันลามไปถึงหน่วยระดับกองร้อยแล้วนี่ แล้วแบบนี้จะไม่ให้ผมตั้งฉายาว่า”กองทัพพิธีกรรม”ได้อย่างไร

อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
19 มิย. 54







:arrow: โดย jaws » 29/06/2011 10:50 am

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน “ มันเร้นกายภายใต้ความเบลอ ”


...... คำถามที่ top hit ที่สุดในชาติตอนนี้คือใครเป็นคนสั่งฆ่าประชาชน92ศพ ( รวมทั้งทหารด้วย ) ใครจะต้องรับผิดชอบในเหตุการณ์นี้ ผมเข้าใจว่าคำถามนี้มุ่งเป้าไปที่ทั้งผู้นำรัฐบาลและผู้นำกองทัพพร้อมกันในขณะนี้

........ แท้จริงแล้วผมไม่อยากจะคุยกับเพื่อนๆในเรื่องนี้ กลัวว่าบุคคลที่ไม่เข้าใจและพวกอาชีพทหารจะเอาไปกล่าวหาว่าเป็นการชี้นำ แต่ที่ต้องออกมาพูดในเชิงวิชาการก็เพราะเหตุว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ไม่รู้ว่าการควบคุมและการใช้กำลังทหารนั้นเขาทำกันอย่างไร ไม่ได้หมายความว่ามันยากเกินกว่าจะเข้าใจแต่มันเป็นเพราะประเทศของเราไม่ได้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงมาโดยตลอด มันจึงไม่มีการปฏิบัติในเรื่องนี้อย่างถูกต้องเหมาะสม และนักวิชาการทางการเมืองการปกครองส่วนใหญ่ก็ไม่อยากเปลืองตัวออกมาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คงปล่อยให้เป็นไปตามความต้องการของผู้มีอำนาจในบ้านเมืองและบรรดาทหารใหญ่ในเวลานั้นออกมาแสวงประโยชน์และปล่อยให้เรื่องนี้อยู่ในความเบลอของคนส่วนใหญ่ในชาติเพื่อเอาตัวรอดพ้นความผิดและความรับผิดชอบจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นเช่นนี้ตลอดมาและจะมีอีกต่อๆไป

......... อย่าว่าแต่ประชาชนเลยครับ แม้แต่ทหารเองยังไม่เข้าใจเรื่องนี้อย่างถูกต้องเลย ทหารส่วนใหญ่เองยังเข้าใจว่าการควบคุมและการใช้กำลังทหารนั้นเป็นเรื่องของทหารด้วยกันเองเท่านั้น เพราะทหารได้รับการศึกษาอบรมมาว่าต้องเชื่อมั่น และปฏิบัติตามคำสั่งความต้องการตามสายการการบังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด ดังคำปฏิญาณที่ว่า “ คำสั่งของผู้บังคับบัญชาคือพรจากสวรรค์ ” ( ผมได้เขียนเรื่องนี้ไว้ในด้วยรักและห่วงใยมาแล้ว คิดว่าคงยังจำได้ ถ้าอย่างไรไปทบทวนดูใหม่ก็ได้ครับ ) นอกจากนี้ในแบบธรรมเนียมทหารยังระบุไว้อีกด้วยว่าผู้บังคับบัญชาสูงสุดของทหารคือ รมว.กห. แล้วผมอยากจะถามว่า นายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำเสนอรายชื่อผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพ กราบบังคมทูลเพื่อลงพระปรมาภิไธยและ รับสมองพระบรมราชโองการหลังจากที่โปรดเกล้าฯลงมาแล้วว่า อย่างนี้จะนับว่าเป็นผู้บังคับบัญชาหรือไม่ มันงงๆอยู่นะแล้ว นรม. ยังเป็น หน.รัฐบาลซึ่งก็คือผู้บังคับบัญชาของ รมว.กห. อีกด้วย หรือว่าเรื่องนี้เราพิจารณาเป็นเรื่องการเมืองไม่เกี่ยวกับการทหาร แน่นอนครับในระดับยุทธวิธีเราคงแยกออกได้ว่าการเมืองและการทหารไม่เกี่ยวกัน แต่ในระดับยุทธการและยุทธศาสตร์ไม่ใช่แล้วครับ ในระดับยุทธศาสตร์นั้นการเมืองและการทหารเกี่ยวข้องกันอย่างหนัก เพราะความต้องการทางการเมืองเป็นผู้กำหนดทิศทางและการใช้กำลังทหารซึ่งก็ลงมาจาก ครม. ซึ่งมีนายก รมต. เป็น ผบช. นั่นเอง

....... ทีนี้หันกลับมาดูเหตุการณ์ เมื่อ เม.ย.- พ.ค. 53 ของประเทศไทยที่มีคนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมากคิดง่ายๆโดยไม่ต้องสอบสวนให้ลึกซึ้งเลยครับในขั้นต้น

.......... - ทำไม่ถึงมีผู้เสียชีวิต ก็เพราะมีการพบศพและนับได้92ศพเป็นอย่างน้อย ศพเหล่านั้นถูกยิงด้วยอาวุธสงครามทั้ง จาก อาวุธประจำกาย และ ปืนซุ่มยิง ซึ่งไม่ใช่ อว.ที่ ปชช.คนธรรมดาสามารถมีไว้ครอบครองได้ ก็คงต้องเป็นอาวุธของทหารเท่านั้นนอกเสียจากจะมีพยานหลักฐานพิสูจน์ได้แน่ชัดว่ามีพวกอื่นที่มีอาวุธแบบเดียวกับทหาร

........ - มีการใช้กำลังทหารออกมาแก้ไขสถานการณ์นี้แน่นอนไม่ว่าจะด้วยข้ออ้างอะไรก็แล้วแต่และทหารที่ถืออาวุธออกมาเป็นกองพลเช่นนี้ไม่สามารถออกมาเองได้จะต้องมีผู้ออกคำสั่งให้ทหารออกมา การสั่งการเรื่องนี้ต้องทำกันตามลำดับขั้นอีกด้วย การที่ทหารออกมาขอคืนพื้นที่หรือกระชับพื้นที่ไม่ว่าจะเรียกอะไรก็ตาม แต่มันก็คือการสลายฝูงชนนั่นแหละ ทหารพวกนี้นอกจากมีอุปกรณ์สลายฝูงชนแล้ว ยังมีอาวุธประจำกายและมีพลซุ่มยิงมาร่วมปฏิบัติการด้วย

........ - ขนาดเหตุการณ์เป็นไปถึงขั้นนี้แล้วยังไม่มีใครออกมารับผิดชอบในความเสียหายที่บังเกิดขึ้น ทุกระดับสามารถปัดออกไปให้พ้นตัวว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้ออกคำสั่งที่ทำให้เกิดความเสียหายเหล่านั้น

....... -รัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐ ประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินในการบริหารราชการแผ่นดิน ตั้ง ศอฉ. โดยมีรองนายกคนหนึ่งเป็น ผอ.ศอฉ. และมี ผบ.ทบ.เป็น รอง ผอ.ศอฉ.อีกท่านหนึ่ง โดยระบุให้ ศอฉ.มีหน้าที่รับผิดชอบในการใช้กำลังเข้าแก้ไขสถานการณ์อย่างเต็มที่การนี้ส่งผลให้ฝ่ายทหารมีอำนาจควบคุมและใช้กำลังทหารเต็มรูปแบบ แต่ไม่น่าจะทำให้ความรับผิดชอบของ นายก รมต.ในเรื่องนี้พ้นไปด้วย ( หลักการที่ต้องตามจริยธรรม คือ ผู้บังคับบัญชาสามารถมอบงานให้ผู้อื่นที่รองลงมาจากตนได้แต่ไม่สามารถมอบความรับผิดชอบได้ กล่าวคือ ความรับผิดชอบในความสำเร็จและความล้มเหลวของงานคงอยู่กับตนเองตลอดไป )

....... จากการกระทำดังกล่าวมาแล้วกับสายการบังคับบัญชาทางทหารที่ปรากฏอยู่ในแบบธรรมเนียมทหารทำให้เกิดความเบลอ ( blur ) ในเรื่องของการใช้และควบคุมกำลังทหารในระดับ ยศ. ของชาติ ส่งผลเสียสำคัญให้ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายทหารสามารถเร้นกายเอาตัวรอดอ้างว่าตนไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบในการสั่งใช้ทหารออกมาสลายมวลชนอย่างผิดหลักการได้ นายกฯออกมาอ้างว่าเป็นหน้าที่ของทหารที่จะต้องแก้ไขสถานการณ์ตามการควบคุมของ ศอฉ. ฝ่ายผู้บังคับบัญชาทหารก็อ้างว่าทหารออกมาปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของ ศอฉ. ที่รัฐบาลเป็นผู้สั่งจัดตั้ง ไม่มีผู้ใดต้องรับผิดชอบอย่างแน่ชัดในการสูญเสียชีวิตของประชาชนจำนวนมากในครั้งนี้ มันเป็นความผิดของ ปชช. เองที่มาตายในเหตุการณ์นี้ ดังนั้น ปชช.ต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้อย่างตัวใครตัวมันอย่ามาถามหาอะไรให้เป็นที่ก่อกวนสร้างความรำคาญขัดขวางการหาเสียงของนักการเมือง

........ ผมก็คิดได้เท่านี้แหละครับ แต่อยากจะถามทุกฝ่ายรวมทั้งประชาชนในชาติว่า มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องปฏิวัติกองทัพและออกกฎหมายให้แน่ชัดในเรื่องการควบคุมและการใช้กำลังทหารของชาติให้เหมือนกับที่ชาติศิวิไลซ์ เขาปฏิบัติกันเสียที อย่างน้อยที่สุดมันอาจจะทำให้นักการเมืองและพวกอาชีพทหารไม่สามารถเร้นกายออกไปจากการเข่นฆ่า ปชช. ด้วยกำลังทหารได้ ซึ่งจะช่วยส่งผลให้ผู้ที่จะใช้กำลังทหารออกมาประจัญหน้ากับ ปชช. ผู้เป็นเจ้าของกองทัพอย่างแท้จริงต้องหยุดคิดถึงอนาคตของผลกรรมจากการกระทำของตนเองมากขึ้น


อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
22 มิ.ย. 54



:arrow: โดย jaws » 27/06/2011 12:44 am

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน หลอกลวงประชาชน


........... ผมขออนุญาตจริงๆนะครับ ไม่อยากจะแตะต้องการเมืองแม้แต่น้อย แต่ครั้งนี้ทนไม่ได้ครับ ผมทนเห็นคนที่เอาเรื่องทางทหารไปหลอกประชาชนแก้ตัวเองเพื่อหวังความพ้นผิดโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่กองทัพและประเทศชาติในอนาคต

....... แทบไม่น่าเชื่อว่าจะมีบุคคลเขียนข้อความลง Face book ว่าในช่วงเดือน เม.ย – พ.ค. 53 ทหารไม่ได้ออกมาปราบปรามประชาชนเพียงแต่ออกมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการนำผู้บาดเจ็บออกจากพื้นที่

...... ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริงผมว่าน่าจะเป็นบ้ากันทุกฝ่ายแล้ว มันใช้แนวคิดทฤษฎีอะไรกัน และใช้ กฎบัตรหรือ อนุสัญญาข้อตกลงระหว่างประเทศฉบับไหนที่ใช้กำลังทหารถืออาวุธพร้อมรบเต็มอัตราศึกเพิ่มเติมกำลังด้วย ยานเกราะ เฮลิคอปเตอร์ และ Sniper ( พลซุ่มยิง ) ในการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ

....... อย่าว่าแต่กรณีเหตุการณ์เล็กน้อยแค่นี้เลยครับแม้แต่ในสนามรบยามสงครามระหว่างประเทศ นายสิบและพลพยาบาลที่คอยดูแลผู้บาดเจ็บขณะที่กำลังปะทะกันอยู่ กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่เหล่านั้นยังไม่ถืออาวุธแต่ถือเครื่องมือแพทย์ติดตัวและติดเครื่องหมายแสดงว่าเป็น จนท.ทางการแพทย์

....... แล้วนี่มันอะไรกันจะหลอกลวงประชาชนอย่างหน้าด้านๆด้วยเรื่องแบบนี้เชียวเหรอ แล้วเคยคิดบ้างไหมว่า เมื่อทั่วโลกเขารู้เรื่องที่มันเขียนใน FB นี้ และเมื่อนำมาเทียบกับภาพข่าวที่เคยแพร่เรื่องเหตุการณ์ เม.ย – พ.ค.53 ไปแล้วทั่วโลก เขาจะมองดูประเทศนี้ในสภาพอย่างไร

........ หรือว่าสังคมและประเทศชาติจะเป็นอย่างไรช่างหัวมันขอให้ตัวกูอยู่รอด พ้นผิดและ ติดอยู่ในอำนาจตลอดไปก็แล้วกัน

....... เวรแล้วไหมล่ะ ( ขอใช้คำพูดของอดีตผู้บังคับบัญชาบางคนครับ เพราะมันเข้ากันดีเหลือเกิน )

อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
24 มิ.ย. 54
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1017
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » เสาร์ 02ก.ค.2011 20:30

:arrow: โดย jaws » 01 ก.ค. 2011, 12:20


ด้วยรักและห่วงใย
ตอน ยุทธการ “ รุมยิงนกในกรง ”


........ผมขออนุญาตเพื่อนๆอีกครั้งหนึ่งครับ ด้วยที่ผมคงต้องเขียนอะไรแรงๆลงไปในตอนนี้ เนื่องจากความรู้สึกที่อดสูและสมเพชในบุคคลหลายคนที่ไม่ควรจะเป็นได้ถึงตำแหน่งเหล่านั้น

มันเป็นเรื่องที่พวกเราคงทราบกันดีแล้วจากสื่อเป็นเรื่องที่ hot ที่สุดเรื่องหนึ่งในสังคมตอนนี้ และจะเป็นเรื่องที่มีผลในทางคดีความกันไปอีกนาน และอาจจะเป็นความแตกแยกภายในชาติอีกระดับหนึ่ง ถ้าแก้ไขกันไม่ถูกต้อง

.......ผมไม่ได้รับ หนังสือ เสนาธิปัตย์มาเป็นปีทั้งๆที่จ่ายเงิน ( โดนหักโดยอัตโนมัติ ) มาตลอดก็ไม่ทราบเรื่องราวอัปยศเช่นนี้ มาทราบก็ต่อเมื่อมีการออกมาวิจารณ์กันทางสื่อเรียบร้อยแล้ว และก็มีทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้อง โทรศัพท์มาถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย ทั้งพี่และน้องเหล่านั้นพูดเหมือนกันว่า “ มันเป็นทหารกันหรือเปล่าวะ ” สามารถออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาใช้อาวุธสงครามที่จัดหามาจากภาษีอากรของ ปชช. สังหาร ปชช. มือเปล่า แล้วยังมีหน้ามาวิเคราะห์บทเรียนจากการปฏิบัติการนั้นว่าสำเร็จอย่างเลอเลิศสรรเสริญและชื่นชมกันราวกับ “ วีรบุรุษสงคราม ” ผู้พิชิตชัยชนะในสงครามเต็มรูปแบบกับ ปชช. ภายในชาติของตนเองที่มีแต่มือเปล่า และ เต็มไปด้วย เด็ก ผู้หญิงและคนแก่ ผมอยากจะทราบว่า ถ้าผู้ที่มาร่วมชุมนุมเหล่านั้นถืออาวุธมาจากบ้าน อย่างน้อยปืนสั้นหรือปืนยาวคนละกระบอกพร้อมกระสุนตามมีตามเกิด ภาพมันจะเป็นอย่างนี้ไหม

.........บางคนบอกว่า การวิเคราะห์ “ บทเรียนจากการกระชับวงล้อม ” ครั้งนี้ ผู้วิเคราะห์ถูกสั่งให้กระทำเพื่อเป็นการเอาใจ ( มันก็ประจบสอพลอนั่นแหละวะ ) ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพอย่างไรก็ตามไม่ว่ามันจะถูกกระทำขึ้นเพื่อเป็นการเอาใจ หรือเพื่อเป็นการนำไปใช้ฝึกและศึกษา หรือเป็นองค์ความรู้ทางวิชาการ หรือเพื่อเป็นการอยากจะบอกความจริงของผู้วิเคราะห์ก็ตาม มันก็เป็นประวัติศาสตร์อัปยศของกองทัพอยู่ดี ผมอยากจะรู้ว่าเราจะเอาประสบการณ์ องค์ความรู้ หรือ ผลแห่งความสำเร็จนี้ไปอวดใครที่ไหนอย่าว่าแต่กับ ปชช. ภายในชาติเลย ต่อให้ทหารต่างชาติและสังคมโลกเขาคงจะต้องสมเพชกองทัพไทยแน่

........ผมมีความภาคภูมิใจมากในอดีตที่เคยดำรงตำแหน่งสำคัญอยู่ในทั้ง2หน่วยนี้ คือ อาจารย์อำนวยการส่วนวิชายุทธวิธี รร.เสนาธิการทหารบก และก่อนหน้าที่จะเป็นพลเอกนี้ผมเป็นเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก เป็นตำแหน่งที่เขาขนานนามกันว่า “ ครูใหญ่ของกองทัพบก ” ผมไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าหน่วยที่ผมภาคภูมิใจจะทำเอกสารทางวิชาการออกมาได้แบบนี้

.......ผมอยากจะถามว่า พวกท่านมีความรู้สึกเป็นวีรบุรุษและมีความภาคภูมิใจมากนักหรือกับความเป็นจริงเหล่านี้

........ 1. ท่านใช้กำลังทหาร4กองพล ซึ่งเท่ากับ 1 กองทัพน้อย ( corps ) ที่กองทัพ US ใช้เป็น Main effort ( ME ) ในการขับไล่กองทัพอิรักออกจากการยึดครองประเทศคูเวต แต่พวกท่านเอามาใช้ล้อมปราบ ปชช.ที่ไม่มีอาวุธ และเต็มไปด้วย เด็ก ผู้หญิงและคนแก่

........ 2. ท่านใช้ พลซุ่มยิง ทั้ง กองทัพ รุมยิง เป้าหมาย ผู้ชุมนุม ที่ถูกล้อมอยู่ ดุจดัง ยิงนกในกรง

........ 3. ท่านประกาศว่าเป็นการทำสงครามเต็มรูปแบบกับ ปชช. ภายในชาติด้วย กำลังรบผสมเหล่า ทั้ง ทหารราบ ทหารม้ายานเกราะ หน่วยบิน พลซุ่มยิง หน่วยรบพิเศษ หน่วยส่งทางอากาศ ขาดแต่อาวุธปืนใหญ่ นี่ยังไม่นับหน่วยข่าวกรองอีกจำนวนมาก

....... 4. ท่านมีความภูมิใจว่ามีการวางแผนปราณีตมีการซักซ้อมกันมาเป็นอย่างดี

....... 5. ท่านให้ข้อมูลที่ทำให้แน่ใจได้ว่ามีการสมรู้ร่วมคิดกันระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายทหารเป็นอย่างดีเพราะทั้งรัฐบาลและกองทัพมีความเป็นเอกภาพ มีการสั่งและควบคุมการปฏิบัติการอย่างสมบูรณ์แบบตามลำดับสายการบังคับบัญชา ( Chain of Command )

....... 6. ท่านชี้ให้เห็นถึงการใช้กระสุนจริงเป็นผลดีต่อขวัญและกำลังใจของทหารโดยเฉพาะมีการประกาศ เขตการใช้กระสุนจริง ใน down town ของ กทม.

....... แค่นี้ผมก็อยากจะอ้วกแล้วครับ ผมคิดว่าท่านกำลังจะทำให้นายทหารรุ่นหลังๆเข้าใจผิดไปว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เป็นบทบาทและหน้าที่ของทหารของชาติอย่างแท้จริง หรือก็เพราะไอ้ชัยชนะแบบนี้เองหรือเปล่าที่ทำให้หลงคิดว่ารบเก่งกันทั้งกองทัพอยู่ทุกวันนี้

เคยคิดในมุมมองอื่นกันบ้างหรือไม่ว่า เหตุการณ์นี้ต้องทำบทเรียน ( Lesson learn ) แน่นอน แต่ทำอีกด้านหนึ่ง คือวิจารณ์ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้อีก และถ้ามันเริ่มมีอาการเราจะหยุดอาการเหล่านั้นตั้งแต่แรกอย่างไร จะดับเหตุแห่งความขัดแย้งในสังคมตั้งแต่แรกได้อย่างไร เมื่อถึงขั้นที่การควบคุมจะเป็นไปไม่ได้แล้วใครจะเป็นฝ่ายเสียสละระหว่าง ปชช. ส่วนใหญ่หรือรัฐบาล

บทวิเคราะห์ของ ยศ.ทบ. กรณีนี้ไม่ได้ให้อะไรแก่สังคมนอกจาก การขยายช่องว่างของความขัดแย้งและความแตกแยกในสังคมไทยให้มากขึ้นไปอีก และได้คิดกันบ้างหรือเปล่าว่าข้อเท็จจริง ( Facts ) ที่ท่านเอามาเป็นหลักฐานในการวิเคราะห์นั้นมันจะกลับมาเป็นพยานหลักฐานว่าบรรดาฝ่ายการเมืองและผู้นำทหารกล่าวเท็จกับสาธารณชนไว้อย่างไรบ้าง แล้วมันจะนำไปฟ้องร้องเป็นคดีความกันได้มากน้อยขนาดไหน

........ ที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ มันเป็นการยอมรับกับผู้ชุมนุมว่ารัฐบาลไม่เคยมีความมุ่งหมายในการเจรจานอกจากการสลายการชุมนุมเท่านั้น จึงเท่ากับส่งสัญญาณให้ฝ่ายชุมนุมตระหนักว่า ในการชุมนุมครั้งต่อไปไม่ว่าจะชุมนุมด้วยความสงบและปราศจากอาวุธหรือไม่พวกเขาจะต้องถูกปราบปรามด้วยความรุนแรงและด้วยกำลังทหารแน่นอน ดังนั้นจะเป็นอะไรไปถ้าพวกเขาจะนำอาวุธประจำบ้านตามมีตามเกิดติดตัวมาด้วยเพื่อป้องกันตนเองแล้วอะไรมันจะเกิดขึ้น ผมไม่อยากนึกถึงภาพเลย

อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
30 มิ.ย. 54





:arrow: โดย jaws » 06/07/2011 9:14 am


ด้วยรักและห่วงใย
ตอน ปฏิบัติการ “ ป้ายร้าย – ใส่สี"


........ผมได้อ่านบทความ เรื่อง บทเรียนการปฏิบัติการข่าวสาร กรณี ปปส. ในเมือง ( มี.ค.- พ.ค. 53 ) ที่ตีพิมพ์ลงในหนังสือเสนาธิปัตย์ซึ่งเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องจาก บทเรียนยุทธการกระชับวงล้อม อดไม่ได้ที่จะต้องเขียนมาเสนอความเห็นและแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนๆและบุคคลทั่วไปครับ

........ผมเชื่อว่าทุกคนเข้าใจที่มาที่ไปของเหตุการณ์ มี.ค.- พ.ค. 53 และรู้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นมันมากมายปานใด มันส่งผลกกระทบต่อความเชื่อถือในสถาบันต่างๆโดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรม สถาบันการเมืองการปกครอง และ สถาบันความมั่นคงของประเทศ ( ทหาร, ตำรวจ ) อย่างไร และที่สำคัญที่สุด คือ ความแตกแยกของพลเมือง ( country men ) ทุกหัวระแหงอย่างที่ผมไม่เคยพบมาก่อนในชีวิต จนกระทั่งวันนี้ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าจะกลับไปเหมือนเดิมได้อีกหรือไม่

........เห็นไหมล่ะครับว่าการใช้กำลังทหารซึ่งเป็นของทุกคนภายในชาติ ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายใด สีใด ยากดีมีจน เพียงใด ออกมาจัดการกับประชาชนภายในชาติอีกฟากหนึ่ง ซึ่งตรงข้ามกับผู้มีอำนาจในประเทศมันมีแต่ผลเสียเกินกว่าที่จะคาดคิดนัก เพราะเหตุว่าในท้ายที่สุดแล้วมันจะไม่มีฝ่ายใดชนะ มันจะมีแต่ความพ่ายแพ้ของทุกฝ่ายอย่างถาวร

........เมื่อนำทหารถืออาวุธออกมา ความตึงเครียดของทุกฝ่ายย่อมทวีขึ้นแน่นอน เมื่อเกิดความสูญเสียขึ้นจะส่งผลสำคัญให้ฝ่ายที่สูญเสีย โกรธ เกลียด ชิงชัง เคียดแค้น ความต้องการหาความยุติธรรมให้ฝ่ายตนด้วยการแก้แค้นทุกวิถีทางก็จะเกิดขึ้น สำหรับฝ่ายที่ทำให้สูญเสียจะเกิดความกลัวความผิดจากการกระทำของตนเองก็จะต้องป้องกันทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองและพวกพ้องพ้นความผิด สถานการณ์เช่นนี้จะจบลงเมื่อใดและอย่างไรคงยากที่ผู้ใดจะตอบได้ เวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องแสดงให้ทุกฝ่ายได้เห็น บรรดาประเทศที่ศิวิไลซ์เขาจึงต้องกันกองทัพประจำการของชาติของเขาไว้ไม่ให้ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ เพื่อประกันไม่ให้กองทัพต้องตายไปจากหัวใจของประชาชนพี่น้องร่วมชาติ

.........เมื่อเรานำกองทัพถืออาวุธออกมา และ สถานการณ์ได้พัฒนาตัวของมันเองไกลออกไปจนเกิดความรุนแรง กองทัพก็ต้องนำวิธีการทางทหารทุกประการออกมาใช้เพื่อให้ได้ชัยชนะ โดยไม่ได้คิดว่าตามปกติแล้ววิธีการทางทหารนั้นเขาใช้กับข้าศึกที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับประชาชนและประเทศชาติของเรา

.........เช่นเดียวกับการที่กองทัพ และ ศอฉ. ได้นำการปฏิบัติการข่าวสาร ( Information Operation ) หรือ IO มาใช้ในการสนับสนุนการสลายมวลชน ใน มี.ค.- พ.ค. 53 IO นั้น เป็นกระบวนการทั้งถูกต้องและไม่ถูกต้อง ใช้ทั้งความดีและความชั่วร้าย ใช้ทั้งความจริงและการโกหกหลอกลวง ที่ฝ่ายเรากระทำต่อข้าศึกเพื่อให้ได้ผลทั้ง ทางกายภาพ และทางจิตวิทยา โดยเฉพาะต่อข้าศึกทำให้ข้าศึกตกเป็นเบี้ยล่างของฝ่ายเราในทุกด้านของการปฏิบัติการทางทหาร

.......เมื่อฝ่ายเรากระทำต่อข้าศึกมันไม่เป็นอะไรหรอกครับเพราะฝ่าย ขศ. เขาก็ยอมรับกฎกติกาในเรื่องนี้ของการทำสงครามซึ่งฝ่ายเขาก็จะทำกับฝ่ายเราซึ่งเป็น ขศ. ของฝ่ายเขาเช่นเดียวกัน เมื่อเสร็จสิ้นสงครามไม่ว่าฝ่ายใดจะแพ้หรือชนะก็จบกันไปไม่ได้มาเกี่ยวข้องกันหรือมีความสัมพันธ์กัน ต้องอยู่ด้วยกันในฐานะคนร่วมชาติเดียวกัน

........แต่เมื่อฝ่ายกองทัพ และ ศอฉ. นำเรื่องของ IO ตามที่กล่าวมาแล้วมาใช้กับ ปชช. ซึ่งเป็น พี่-น้อง ร่วมชาติ อะไรมันจะเกิดตามมาเมื่อจบเหตุการณ์แล้ว และยิ่งไปกว่านั้นผู้มีอำนาจของฝ่าย ศอฉ. ยังขยายความเจ็บแค้นต่อไปอีกด้วยการสั่งให้ฝ่ายตนเองทำการวิเคราะห์บทเรียนแห่งความสำเร็จจากการหลอกลวง ปชช. ให้สังคมได้รับทราบอย่างภาคภูมิและมีเกียรติยิ่ง

.......มันเป็นเรื่องของเกียรติยศและน่าภาคภูมิใจมากนักหรือกับการที่ท่าน ป้ายความชั่วร้าย ให้แก่อีกฝั่งฟากหนึ่งด้วยข้อหาร้ายกาจสุดโต่งที่ไม่ต้องการการพิสูจน์และไม่ต้องมีหลักฐาน และกับการที่ ใส่สีสัน เพิ่มความรุนแรงน่ากลัวของสถานการณ์ลงไปด้วยการตัดต่อภาพนิ่งและภาพวีดีโอ ( ตามที่ท่านได้ยอมรับไว้ในเอกสาร ) เพื่อสร้างภาพความเลวร้ายให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเพื่อให้ ปชช. ในชาติยอมรับความจำเป็นในการปราบปราม

.......เนื่องจากสอนใน รร.เสนาธิการทหารบกมาหลายรุ่น ผมเข้าใจและรู้ว่าปัจจัยแห่งการได้รับชัยชนะในการทำสงครามนั้นประการสำคัญประการแรกคือ ความชอบธรรม ( Legitimacy ) ในการทำสงครามและสาเหตุแห่งความชอบธรรมนั้นมันสร้างกันได้และบางครั้งเราก็ต้องสร้างขึ้นมาเองด้วย ผมก็สอน นทน.รร.สธ.ทบ. ไปหลายรุ่น แต่ผมไม่เคยหวังให้พวกเขาเหล่านั้นนำมาใช้กับเพื่อนร่วมชาติ

.......ทหารในกองทัพของชาติจะต้องเป็นสุภาพบุรุษเป็นผู้ดีเป็นที่พึ่งของชนในชาติ ไม่มีวันที่พวกเขาจะโกหกพี่น้องร่วมชาติเพื่อความชอบธรรมได้ พวกเขาจึงจะสามารถประทับอยู่กลางใจไม่ใช่ตายไปแล้วจากหัวใจของ ปชช. เหมือนบางคนทุกวันนี้


อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
4 ก.ค. 54




:arrow: โดย jaws » 03/10/2011 3:35 pm

มาแล้วครับ...."ด้วยรักและห่วงใย" ของท่านนายพลเอกทอบอไท แต่ตอนนีเป็นตอนที่ 28 ท่านเขียนไว้ตั้งแต่ ต้น ก.ค.54 แต่มันมีเรื่อง ฮ.ตกมาแรงจึงไม่ได้นำเสนอ ตอนนี้มันซาลงไปแล้ว พี่ป่องก็นำมาลงให้เพื่อนอ่านกันอีกครับ...



ด้วยรักและห่วงใย
ตอน สัญญาณบ่งชี้ความเจริญของกองทัพบก


“ สงครามย่อมแพ้ชนะกันด้วย เลือด และ ความเก่งกล้าอดทน ( blood and gut ) ”

แพตตัน , พลเอก
ทบ.สหรัฐ

........คำกล่าวข้างบนของท่านนายพลแพตตันแสดงถึงความสำคัญของคนในการทำสงครามซึ่งก็คือตัวตนของทหารนั่นเองที่เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด มิใช่อาวุธ เพราะคนต่างหากเล่าที่ทำให้อาวุธมันมีอำนาจ มีประสิทธิภาพขึ้นมาได้

.........ในด้วยรักและห่วงใยที่ผ่านมาทุกตอนผมได้แสดงออกถึงนัยสำคัญ ของ กำลังพลมาโดยตลอด ผมจะเน้นอยู่เสมอว่ากองทัพประกอบด้วย คน และ เครื่องมือที่เป็นอาวุธยุทโธปกรณ์แต่คนมีความสำคัญกว่า เพราะคนเท่านั้นที่มีความรู้สึก นึกคิด มีมันสมองที่จะทำให้อาวุธเหล่านั้นมีคุณภาพหรือด้อยคุณภาพลงไป

........ผมยอมรับกับพวกท่านทั้งหลายอย่างไม่อายเลยว่าผมไม่ได้คิดค้นขึ้นมาเอง แต่ผมศึกษาเรียนรู้ ทำตามอย่างและ พยายามดำเนินชีวิตของการเป็นนายทหารของผมตามแบบของกองทัพของประเทศโลกตะวันตก แต่ผมแค่นำมาใช้ในการกำหนดมาตรฐานที่ตัวเองจะต้องปฏิบัติให้ได้ ผมไม่ได้กำหนดให้ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตามอย่างผมเพราะเข้าใจว่านี่คือประเทศและสังคมของชาวไทย ผมเตือนตัวเองและบอกเป็นนัยแก่ผู้ใต้บังคับบัญชารวมทั้งสอนนายทหารใน รร. ทหาร เสมอว่า “ ทหารก็คือผลพวงของสังคมเหมือนคนในอาชีพอื่นๆ ต้นมะม่วงไม่มีวันออกลูกเป็น แอปเปิล ฉันใด สังคมไทยก็ไม่ออกผลิตผลเป็นทหารอเมริกันฉันนั้น ” ผมเข้าใจดีครับและก็ได้แต่ใช้วิธีการแสดงตัวอย่างให้เห็นหรือ บอกเล่าสู้กันฟังว่า ทหารอาชีพ ( professional หรือreal soldiers ) ในสังคมของประเทศศิวิไลซ์ เขามีความคิดและปฏิบัติตนกันอย่างไร ( เท่าที่รู้และพูดคุยกับพวกเขาเท่านั้น )

........เรื่องที่จะเล่าสู่กันฟังต่อไปนี้เป็นเรื่องที่แตกต่างไปจากกองทัพไทยของเราอย่างสิ้นเชิง แต่มันเป็นเรื่องที่น่าคิดว่ามันเป็นเครื่องบ่งชี้ของ ความมั่นคง ความเจริญ และ ความเป็นปึกแผ่น การยอมรับซึ่งกันและกัน ความเชื่อมั่นศรัทธาซึ่งกันและกันระหว่างกำลังพลทุกระดับในกองทัพใช่หรือไม่

...........พวกเราคงยอมรับและเห็นด้วยกับผมว่า ถ้าเราถาม นทน.รร.สธ.ทบ. ทุกรุ่น ทุก พ.ศ. ว่าใครอยากเป็น ผบ.พัน. บ้างยกมือขึ้นผมรับรองได้เลยว่า ทั้งชั้นจะมีคนยกมือไม่น้อยกว่า 90% ของ นทน.(นายทหารนักเรียน) ทั้งหมด โดยไม่สนใจว่าสมรรถภาพทางกายและขีดความสามารถรวมทั้งผลการศึกษาอยู่ขณะนั้นจะเป็นอย่างไร

..........เมื่อครั้งที่ผมไปเรียน รร.เสนาธิการทหารบกUS ปี 2530-2531 ใน staff group ของผมมีนักเรียนทั้งหมด 15 คน SG นี้เป็นกลุ่มที่แปลกมากคือ 13 คน เป็นนายทหารบกสหรัฐเท่านั้นไม่มีจากเหล่าอื่น เช่น ทร.นย. และ ทอ. ปะปนอยู่ด้วยเลย ( ปกติจะมี ) และอีก 2 คนเป็น นทน. มิตรประเทศ คือตัวผมและนายทหารจากอีกัวดอร์ ซึ่งก็เป็นทหารบกทั้งคู่ แต่สำหรับพันเอกจากอีกัวดอร์มีความเป็นพิเศษคือ เขาเป็น ผบ. กองบินทหารบก ซึ่ง ณ. เวลานั้นประเทศของเขาไม่มีกองทัพอากาศ

...........ผมแกล้งถามพวกนายทหาร US 13 คนนั้นว่าใครอยากเป็น ผบ.พัน. บ้าง มีคนยกมือแค่2คน ผมแปลกใจมากผมก็เลยลองถาม พ.ต. คนหนึ่งที่เป็น Tanker ( หน่วยรถถัง ) ได้คำตอบว่า ผบ.พัน.เป็น พท. คนหนึ่งที่ได้รับผลประโยชน์เป็นรายได้เท่าเทียบกับ พท. ตำแหน่งอื่นๆในกองทัพ ที่มีมากกว่าคือมีเกียรติของความเป็น Commander มี แถบสีเขียวบนบ่า2ข้างก็แค่นั้น แต่ พท. คนนั้นจะต้องวิ่งนำหน้ากำลังพลทั้งกองพันได้ ต้องยอมรับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดในการฝึกที่มีสภาพเหมือนการรบจริงๆใน NTC ( National Training Center ) อยู่เป็นประจำต้อง ตรากตรำการฝึกอยู่ในภูมิประเทศ ปีละ8เดือน ก็ต้องเลือกดูเอาเองว่าชอบแบบไหน

...........ที่กล่าวมาแล้วเป็นตัวอย่างหนึ่งของการยอมรับและความรู้ตัวตนของกำลังพลในกองทัพ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นมาได้จากความรู้สึกมั่นคงในอาชีพของการรับราชการในกองทัพ และความรู้สึกถึงความมั่นคงนี้ พื้นฐานที่สำคัญของมันก็คือ การที่บรรดากำลังพลทุกชั้นยศของกองทัพสัมผัสได้ถึงความเป็นธรรมที่พวกเขาเคยได้รับ และ มองเห็นว่าจะยังคงได้รับต่อไปในอนาคต

............Dream sheet ……. หลังจากศึกษาไปแล้ว 6 เดือนบรรดา นทน.US จะได้รับแบบฟอร์มที่พวกเขาจะต้องกรอกลงไปเพื่อระบุว่าเมื่อจบการศึกษาแล้วพวกเขาอยากทำหน้าที่อะไร ตามบทบาทของผู้บังคับบัญชาหรือฝ่ายอำนวยการเป็นหลัก อยากไปอยู่หน่วยใด ในภูมิภาคใดของโลกที่มีหน่วยทหารUSประจำอยู่ และหลังจากนั้นอีก 2 ปีพวกเขาอยากจะเป็นอะไรกันต่อไป dream sheet นี้ จะครอบคลุมเวลา 4 ปี หลังจากจบ รร.สธ.ทบ. ผมถามเขาว่าแล้วมันจะเป็นไปตามความต้องการหรือ คำตอบคือ แค่ ประมาณ80% เท่านั้นที่ได้ตามต้องการ และปัจจัยหลักที่เขาใช้ประกอบการพิจารณา คือ ผลการศึกษาที่ทุกคนแสดงออกใน รร. นั่นเอง

............ผมแปลกใจที่นายทหารส่วนใหญ่พวกนี้ไม่ได้ฝันจะเป็นนายพล เรื่องนี้ผมไม่กล้าถามมากแต่เท่าที่สังเกตดูมันเหมือนกับว่าการเป็นนายพลมันเป็นเรื่องที่ยากมากๆ และต้องแสดงออกถึงความสามารถอย่างสาหัสทำนองนั้น ผมเลยเลียบเคียงถามเพื่อนคนหนึ่งที่ตั้งตารอคอยจะออกไปขาย Macdonald ในอีก 4 ปีข้างหน้า ( เวลานั้น ) คือเขาคอยจะลาออกเมื่อทำงานได้ 20 ปีพอดี ผมถามเขาถึงการเป็นนายพลเป็นอย่างไรในกองทัพของเขา คำตอบแปลกมาก เขาบอกว่า นายพล คือ คนที่แก่แล้วแต่ยังคงต้องทำงานหนัก ไม่สนุกและได้รับเงินไม่คุ้มค่า ( พ.ต. ที่ตอบคำถามผมคนนี้เป็นเหล่าทหารการเงิน ก่อนจบเขาได้รับการบรรจุลงตำแหน่ง รอง ผบ.พัน. กองพันทหารการเงิน ของ บชร.ทน.7 ที่ แฟรงค์เฟริต ประเทศเยอรมันนีเขาไม่อยากไปแต่ก็ต้องไปเพราะมันเป็นคำสั่งของกองทัพบก ถ้าไม่ไปก็ต้องลาออกโดยไม่ได้รับบำนาญแม้แต่เซนต์เดียวเพราะเขาทำงานไม่ครบ 20 ปี )

..............อีกตัวอย่างหนึ่งคือ นายทหารชั้นประทวนของUSส่วนใหญ่เขาไม่ได้แย่งกันเป็นนายทหารสัญญาบัตร จากการซักถามเหตุผลส่วนใหญ่พวกเขาตอบว่า พวกเขารักงานในบทบาทนายสิบมากเกินกว่าที่ต้องการเป็นนายทหาร พวกเขามีความรู้สึกว่างานในสนามรบนายสิบทำงานการรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพลทหารเยี่ยงวีรบุรุษมากกว่านายทหารพวกเขาสนุกกับงานเหล่านี้ และถ้าเป็นนายทหารจะไม่มีโอกาสแบบนี้อีกต่อไป

............การที่นายสิบในกองทัพมีความรู้สึกและคิดอย่างนี้ได้มันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก เป็นปัจจัยสำคัญของความแข็งแกร่งในประสิทธิภาพในการรบของกองทัพ ( กองทัพของเขาจึงสามารถไปอาละวาดได้ทั่วโลก และ เป็นที่พึ่ง เป็นความภาคภูมิใจของคนในชาติได้อย่างแท้จริง ) คงด้วยปัจจัยหลายเรื่องที่หล่อหลอมให้นายสิบในกองทัพเป็นแบบนั้นได้ ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ผมเห็น คือ การที่นายทหารและนายสิบของเขามีความสัมพันธ์กันอย่างมีความรักใคร่ให้ความเคารพในอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบที่มีต่อกันและกันเคารพในเกียรติซึ่งกันและกัน ไม่มีการเอาเปรียบในชั้นยศและตำแหน่ง นำมาซึ่งความเชื่อมั่นศรัทธาระหว่างกัน นายสิบที่มีตำแหน่งเป็นจ่าของหน่วยเช่นจ่ากองร้อยหรือจ่ากองพันมีอำนาจที่จะตำหนิหรือรายงานความบกพร่องในหน้าที่ของนายทหารในหน่วยได้เนื่องจากจ่าในตำแหน่งเหล่านี้มีหน้าที่รับผิดชอบการฝึกเป็นบุคคลในหน่วย อีกปัจจัยหนึ่งที่จะละเลยไม่ได้เลยคือความเป็นธรรมในทุกระบบของกองทัพไม่ว่าท่านจะอยู่ในตำแหน่งใด ท่านไม่สามารถจะให้อะไรกับผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนได้เท่าเทียมกันนอกเสียจากความเป็นธรรมเท่านั้น เหล่านี้เป็นแกนหลักของความเข้มแข็งของกองทัพ

............ผมก็ไม่ทราบว่าบรรดาเพื่อนๆและท่านผู้อ่านทั้งหลายจะเห็นด้วย กับผม ว่ามันเป็นเรื่องของสัญญาณการบ่งชี้ความเข้มแข็งของกองทัพได้หรือไม่ ก็แล้วแต่จะคิดวิจารณ์แต่อย่าลืมว่านี่คือตัวอย่างของสังคมตะวันตกที่ผมเอามาเล่าสู่กันฟังนะครับ

............ก่อนจบผมขอฝากแนวทางในการดำเนินชีวิตของนายพลท่านหนึ่งที่ท่านประสบผลสำเร็จในการนำหน่วยและท่านเป็นผู้บังคับบัญชาคนหนึ่งที่กำลังพลมีความเชื่อมั่นศรัทธาอย่างมาก……… and you must treat the people ( ในที่นี้หมายถึงกำลังพล ) with respect and dignity…..


อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
5 ก.ค. 54






:arrow: โดย jaws » 14/07/2011 10:17 pm

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน ทุกอย่างมีความหมาย


...............นายทหารรุ่นน้องที่เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผมท่านหนึ่งถามผมว่า ทำไมถึงสั่งให้นายทหารเวรห้ามพับแขนเสื้อชุดฝึกในระหว่างที่ผมเป็น ผบ.พล.ร.9 ทั้งๆที่นายทหารเวรของหน่วยอื่นๆทั้งกองทัพบกเขาพับแขนชุดฝึกในขณะเข้าเวรกันทั้งสิ้น

............อีกคำถามหนึ่ง ( นานมาแล้ว ) ซึ่งมีความคล้ายคลึงกัน เพื่อนรักคนหนึ่งถามผมว่า เขาเห็นภาพผมออก TV ในรายการข่าวแต่งชุดฝึกปล่อยแขนยาวไม่พับแขนในระหว่างตรวจเยี่ยมหน่วยใน จชต. มันก็แปลกดีแตกต่างจากหน่วยอื่นๆแต่ก็มองดูเรียบร้อย ผมมีเหตุผลอะไร

...........ในทางทหารนั้นทุกอย่างมีความหมายอยู่ในตัวของมัน เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นมา ปฏิบัติกันอยู่และจบลงไปด้วยความมีเหตุผลทั้งสิ้น มันขึ้นอยู่กับว่าทหารเราจะรู้จริงในรายละเอียดหรือแค่จดจำกันมาอย่าง นกแก้ว นกขุนทอง แล้วก็อ้างว่าก็เขาสอนเขาทำตัวอย่างให้เห็นกันมาแบบนี้ เรื่องนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของความยากยิ่งในการพัฒนาก้าวหน้าของกองทัพที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง

...........ลิดเดิล ฮาร์ท กล่าวว่า “ การจะนำเรื่องใหม่ๆใส่เข้าไปในหัวสมองของบรรดานายทหารนั้นเป็นเรื่องที่ยาก แต่เรื่องที่ยากยิ่งกว่าคือการเอาเรื่องเก่าที่ฝังแน่นอยู่แล้วออก ” ผมเห็นด้วยครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย

..........แค่เรื่องการแต่งเครื่องแบบอย่าคิดว่ามันไม่สำคัญ อะไรก็ได้ ทหารไม่ใช่ครับ เราจะต้องแต่งกาย เป็น เพราะมันแสดงถึง วัฒนธรรม ความรู้ความเข้าใจในหลายๆเรื่องที่บ่งบอกถึงความมีเกียรติภูมิของกองทัพ การแต่งเครื่องแบบของทหารมีความเป็นสากล ท่านคงเห็นด้วยกับผมว่า เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประกอบ และเครื่องประดับบนเครื่องแบบไม่ได้กำเนิดในประเทศไทยแต่ เรานำเข้าแนวคิดมาจากต่างชาติทั้งสิ้น เพียงแต่จะนำมาอย่างมีความเข้าใจอย่างแท้จริงเพียงใด

..........เครื่องแบบทหาร แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ เครื่องแบบที่ใช้ทำงาน ( Duty Uniform ) และเครื่องแบบที่เป็นเกียรติ ( Honor Uniform ) เครื่องแบบชุดฝึกจัดเป็น Duty U. ซึ่งจะถูกพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตาม สถานการณ์เทคโนโลยีและความเหมาะสมในการใช้งาน ในขณะที่เครื่องแบบเกียรติยศจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเพราะส่วนใหญ่เครื่องแบบเกียรติยศนี้จะมีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของหน่วยและประเทศชาติ เป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณของหน่วย ( Unit Soul ) จึงไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และเทคโนโลยีทางทหารอีกแล้ว

..........แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการพับแขนและไม่พับแขนของผมเวลาแต่งชุดฝึก พวกเราจำได้ไหมครับแล้วรู้เหตุผลไหมครับว่า เมื่อครั้งที่บรรดาเราเป็นนักเรียนนายร้อยกันอยู่ เวลาที่เราเข้าพบผู้บังคับบัญชาหรือนักเรียนนายร้อยที่อยู่ในชั้นที่สูงกว่าอาวุโสมากกว่าเรา ทำไมเราจะต้องติดกระดุมเสื้อทุกเม็ดและติดกระดุมคอด้วย บางท่านทำไปตามคำสั่งแต่ไม่รู้เหตุผลก็ควรจะได้รู้เหตุผลเสียตั้งแต่ตอนนี้ว่า นั้นคือการแสดงออกถึงการแต่งกายเรียบร้อยในขณะที่เข้าพบ หรือ สนทนากับ ผบช.

..........ปกติแล้วทหารเราจะต้องแต่งกายเรียบร้อย สิ่งนี้เป็นคุณสมบัติประการหนึ่งของการเป็นสุภาพบุรุษ แต่อย่างไรก็ตาม เครื่องแบบปฏิบัติงานโดยเฉพาะชุดฝึกนั้นเราอาจจะหย่อนความเรียบร้อยลงมาบ้างตามสถานการณ์ของสภาพงานและภูมิอากาศเราเรียกว่า แต่งกายแบบลำลอง การแต่งกายแบบลำลองวิธีหนึ่ง คือ การพับแขนชุดฝึกขึ้นไปให้พ้นข้อศอก

..........ผมเข้าใจว่าวัฒนธรรมการพับแขนชุดฝึกใน ทบ. ไทยนำเข้ามาโดยกำลังพลที่ไปร่วมรบในสงครามเวียดนาม และไปเห็นทหาร US แต่งกายแบบลำลองก็เลยเลียนแบบเอามาใช้บ้าง จนกลายมาเป็นวัฒนธรรมการแต่งกายชุดฝึกของทหารเราในปัจจุบันนี้

..........แต่ตามความเป็นจริงแล้ว ทหาร US ต้องแต่งเครื่องแบบเรียบร้อยในทุกชุดรวมทั้งชุดฝึกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาปฏิบัติงานเช่นเข้าเวรยาม ( On duty ) ในการถืออาวุธก็เช่นเดียวกันทหารจะต้องแต่งกายเรียบร้อยและต้องสวมหมวกตลอดเวลาแม้แต่อยู่ในอาคาร ทหาร US จะได้รับการอนุโลมให้แต่งกายชุดฝึกแบบลำลองได้ตามข้อกำหนดดังนี้

..........ในห้วงเวลาตั้งแต่ 1 เม.ย. ถึง 30ก.ย. ของทุกปีซึ่งเป็นห้วงฤดูร้อนของซีกโลกภาคเหนือ

..........และขณะนั้นไม่ได้พกพาอาวุธ

..........ไม่ได้อยู่ในลักษณะ On duty

................ด้วย Concept ของการแต่งกายแบบนี้ผมจึงได้นำมาใช้ใน กองพลทหารราบที่ 9 เมื่อครั้งผมเป็น ผบ.พล. เพื่อเสนอแนะ และ แสดงตัวอย่างของความเป็นสากลให้แก่กองทัพบก เพราะถึงแม้ว่าแต่ล่ะชาติแต่ล่ะเผ่าพันธุ์จะมีอารยะธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีเป็นลักษณ์ของตนเองก็ตาม แต่ด้วยความเป็นทหารมันก็ยังมีความเป็นสากลอยู่มาก ไม่เช่นนั้นเวลาที่มีการฝึกร่วมการแลกเปลี่ยนการเยือน หรือการเจริญสัมพันธไมตรีกันระหว่างกองทัพ การไปร่วมงานพิธีต่างๆทางทหารระหว่างประเทศ จะได้ไปกันได้ด้วยความไม่เคอะเขิน หรือ มั่วอย่างกลมกลืน

..........เรื่องเครื่องแบบทหารแค่นี้ยังมีอีกหลายประการครับ ถ้ามีคนถามมาหรือพบอะไรแปลกๆผมจะเล่าให้ฟังอีก ครั้งนี้เราคุยกันเรื่องเบาๆแค่นี้ก่อนครับ


อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
13 ก.ค. 54



:arrow: โดย jaws » 17/07/2011 10:19 am

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน “ การบังคับบัญชา ” ( กรณีทหารและการเมือง )


.........เมื่อวานนี้ได้อ่าน นสพ.ที่มีการให้ข่าวและวิจารณ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศที่เพิ่งจะผ่านไปเมื่อ 3 ก.ค. 54 จับความได้ว่า มีทหารระดับล่างจำนวนมากไม่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่พรรคการเมืองที่ผู้บังคับบัญชาต้องการ แม้กระทั่งเขตเลือกตั้งที่ครอบคลุม พท. เขตดุสิตใน กทม.ซึ่งเป็น พท. ที่มีหน่วยทหารตั้งอยู่จำนวนหลายหน่วย ผู้สมัคร สส. ที่ได้รับเลือกยังเป็นของพรรคการเมืองต้องห้ามที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับพรรคที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงต้องการ ผู้ออกข่าวชิ้นนั้นยังระบุด้วยว่า นี่ไม่ใช่แค่การไม่เห็นด้วย แต่เป็นการโหวตสวนกับคำสั่งของผู้บังคับบัญชามันเสียเลยซึ่งจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่คิดจะทำรัฐประหารต้องคิดหนักขึ้นไปอีก แต่ก็ยังไม่วายมีข้อสงสัยตามมาว่า กรณีนี้เป็นการบกพร่องทางวินัยของกำลังพล และเมื่อถึงยามสงครามต้องทำการรบจะสั่งให้ไปรบได้หรือไม่

...........สำหรับผมแล้วกรณีที่เกิดขึ้นพิจารณาได้ว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีของกองทัพและประเทศไทย มันเป็นการแสดงออกให้เห็นว่ากำลังพลชั้นล่างเริ่มเข้าใจและแยกแยะได้ออกว่า อะไรคือเรื่องวินัยทหารอะไรคือสิทธิและหน้าที่ของความเป็นพลเมืองของชาติ อย่างที่ผมเคยบอกแล้วว่า สิทธิของพลเมืองย่อมอยู่เหนือคำว่าวินัยในกรณีเลือกตั้งผู้แทนของเขาเข้าไปปกครองประเทศ เพราะคำว่าประเทศเป็นผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่สำคัญกว่าคำว่ากองทัพมากนัก

.........ดังนั้นทหารเหล่านั้นนอกจากจะไม่ผิดวินัยแล้วเขายังได้ปฏิบัติตนในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว แต่ผู้บังคับบัญชาของเขาทุกระดับชั้นที่ออกคำสั่งเลือกปฏิบัติทางการเมืองต่างหากที่เป็นผู้ประพฤติผิดต่อความเป็นทหารอาชีพของประเทศนี้ และผมขอตอบ นสพ. ฉบับนั้นเลยว่าท่านไม่ต้องกลัวว่าบรรดาทหารเหล่านี้เขาจะไม่ไปรบเวลาได้รับคำสั่งในยามสงครามเลยครับ มันคนละกรณี คนละสถานการณ์ คนละบทบาท คนละอารมณ์ ผมมั่นใจว่าทหารที่ประพฤติตนแบบนี้ล่ะครับที่จะทำการรบอย่างเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ มากกว่าไอ้พวกทหารที่ทำตามคำสั่งของ ผบช. แม้จะรู้ว่าไม่ถูกต้องเพียงเพราะต้องการแค่ผลประโยชน์ของตนเองจากการทำตามคำสั่งเหล่านั้น

..........ก่อนการเลือกตั้งผมลองพูดคุยสอบถาม พรรคพวกเพื่อนฝูงและทหารระดับล่างหลากหลายก็พอจะทราบความเป็นไปว่าผลมันจะออกมาอย่างไรแล้วล่ะครับ ผมได้ข่าวว่ามีทหารหลายหน่วยที่จะโหวตสวนกับความต้องการของ ผบช. ถึงขนาดที่บางหน่วยเรียกประชุมกำลังพลและสั่งการหน้าแถวกันเลยว่าจะให้เลือกเบอร์อะไร แต่เมื่อสั่งการเสร็จถามกำลังพลว่าจะเลือกเบอร์อะไร บางนายตอบว่าตนเองมีหมายเลขที่จะเลือกอยู่ในใจแล้ว คนต่อไปตอบว่า ตนเองเป็นประชาธิปไตย เท่านั้นล่ะครับคนสั่งแทบจะให้เลิกแถว แยกย้ายกันไปแทบไม่ทัน…….. มันเป็นนิมิตหมายที่ดีของความเจริญก้าวหน้าของกองทัพและประเทศชาติอย่างแท้จริงครับ เพราะมันแสดงว่าผู้บังคับบัญชาก็คือผู้บังคับบัญชาไม่ใช่ผู้มีอำนาจเหนือคนธรรมดาที่จะมาบงการชีวิตของพวกเขาได้

..........มาเข้าเรื่องที่ผมขึ้นหัวข้อไว้ดีกว่าครับ แต่ที่กล่าวมามันก็เกี่ยวข้องกันอยู่อย่างมากที่เดียวแต่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่ผมตั้งใจจะแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับพวกท่านในตอนนี้

..........โดยทั่วๆไปแล้วทหารอย่างเราๆจะได้รับคำสั่งสอนบอกเล่ากันต่อๆมาว่า ในยามสงครามนั้นทหารเราจะเลือกได้ทั้ง พท. การรบ และเวลา ซึ่งมันแล้วแต่ว่าฝ่ายใดจะอยู่ในโหมดของแบบของการรบอะไร เช่นฝ่ายตั้งรับจะเป็นฝายเลือก พท. การรบ ในขณะที่ฝ่ายเข้าตีจะเป็นฝ่ายเลือกเวลาในการเข้าตี แต่ทั้งสองฝ่ายที่เป็นทหารไม่สามารถเลือกได้ทั้งผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา เนื่องจากทั้งผู้บังคับบัญชาของเราและผู้ใต้บังคับบัญชาของเรานั้นถูกเลือกมาจากหน่วยเหนือหรือผู้ที่มีอำนาจหน้าที่สูงกว่าเราเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นทหารเรามีหน้าที่ที่จะต้องปรับตัว ใช้ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ความชาญฉลาด ปฏิภาณไหวพริบ และความเป็นผู้นำทหารที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ที่อยู่เหนือเราและนำผู้ที่อยู่ใต้เราไปในทางที่ถูกต้อง บรรลุภารกิจของหน่วยเหนือและประเทศชาติ ท่านไม่เชื่อมั่นศรัทธาในตัวผู้บังคับบัญชาของท่าน ท่านก็เลือกไม่ได้ ท่านไม่รัก ไม่พอใจในความรู้ความสามารถและประสิทธิภาพในตัวผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน ท่านก็เลือกไม่ได้ ท่านคงจะทำได้เพียงแค่พยายามสร้างพวกเขาให้เป็นไปตามความต้องการของท่านด้วยการให้ การฝึก-ศึกษา-อบรม แล้วก็พิจารณาใช้งานพวกเขาอย่างเหมาะสมก็เท่านั้น

..........แต่สิ่งที่ผมว่ามันจะบ้าไปกันใหญ่แล้วใน ภาค การเมือง การปกครองของประเทศนี้คือ การที่ฝ่ายการเมืองออกมาให้สัมภาษณ์หรือให้ข่าวว่าการจะเลือกตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะต้องหันไปถามกองทัพว่ายอมรับได้หรือไม่กับบุคคลที่เสนอ แล้วก็มีบรรดาผู้นำกองทัพออกมาแอบพล่ามกับผู้ใกล้ชิดว่าจะยอมรับคนในนี้ได้ คนนี้ไม่ได้ในการเป็น รมว.กห. ทั้งๆที่บุคคลเหล่านั้นเป็นฝ่ายการเมืองและมาจากการเลือกตั้งของ ปชช. หรือไม่ก็โยงยึดอำนาจของ ปชช. ผ่านนายก รมต. และ สภาผู้แทนราษฎร

..........เมื่อเป็นดังนี้ก็แสดงว่าทหารเรากำลังจะแหกประเพณีคำสั่งสอนที่บอกกันต่อๆมาว่า……เป็นทหารไม่สามารถเลือกผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาได้……น่ะสิครับ หรือว่าคำสอนพวกนี้ใช้ได้เฉพาะระดับทหารล่างๆไม่สามารถใช้ได้กับ ผบ.เหล่าทัพและลิ่วล้อผู้ใกล้ชิดตามสายการบังคับบัญชา ( สายเส้น = chain of Loyalty น่าจะถูกต้องมากกว่า )

..........ตามความเป็นจริงที่ผมเคยกล่าวไว้แล้วในหลายๆตอนก่อนหน้านี้ว่า ผู้บังคับบัญชาที่สูงสุดของทหารไม่น่าจะเป็นแค่ รมว.กห. แต่ควรจะเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยเหตุผลที่ระบุไว้ด้วยแล้ว ดังนั้นผู้ที่จะต้องเลือกบุคคลขึ้นมาดำรงตำแหน่ง รมว.กห. นั้น บุคคลเดียวที่จะต้องมีอำนาจนี้คือตัวนายกรัฐมนตรีจะได้รับคำปรึกษาโดยฝ่ายใดก็ตามเถอะ เพราะว่านายกฯจะต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวในระดับยุทธศาสตร์ในความมั่นคงของประเทศไม่ใช่ผู้นำเหล่าทัพหรือ ผบ.ทหารสูงสุด หรือ ปล.กห.

..........นอกจากการแต่งตั้ง รมว.กห. แล้ว นายก รมต. จะต้องมีอำนาจในการแต่งตั้ง นายทหารในกองทัพในบางชั้นยศด้วย ไม่ใช่ฝ่ายทหารว่ากันเองในกลุ่มพรรคพวกที่อ้างว่าเป็นสภากลาโหม มันเป็นไปไม่ได้ และไม่ถูกต้องอย่างยิ่งที่จะปล่อยให้ทหารออกมาพูดว่า ฝ่ายทหารและการเมืองแยกกันทำงานไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน ถูกต้องครับที่ฝ่ายทหารไม่มีอำนาจและไม่มีสิทธิไปก้าวก่ายการเมืองแต่ฝ่ายการเมืองต้องเข้ามาก้าวก่ายทหารแน่นอนครับ เพราะถ้าประเทศนี้พูดง่ายๆว่าต้องเข้าสู่สงครามกับประเทศใดก็ตามมิใช่ฝ่ายทหารที่จะเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการ ชนะ-แพ้ สงครามแต่เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายการเมืองคือรัฐบาลเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ฝ่ายการเมืองจึงต้องลงมาแต่งตั้งทหาร แต่จะลงลึกไปถึงระดับใดล่ะจึงจะเหมาะสม ประเทศที่เจริญแล้วเขาจึงกำหนดไว้ ให้ฝ่ายการเมืองลงลึกไปถึงทหารในระดับที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในระดับยุทธศาสตร์ ( strategic Level ) เป็นหลัก อาจจะมีบ้างบางตำแหน่งในระดับยุทธการ ( Operational Level ) สำหรับระดับยุทธการส่วนใหญ่และระดับยุทธวิธีนั้น ปล่อยให้ฝ่ายกองทัพดำเนินการกันเอง ด้วยหลักการนี้ในหลายประเทศจึงให้ฝ่ายการเมืองแต่งตั้งทหารลงมาถึงระดับชั้นยศ พลโท ซึ่งจะเป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารระดับ กองทัพน้อย ( corps ) ผมก็คิดว่ามันเป็นเรื่องที่มีเหตุและผลเหมาะสมที่ประเทศเราควรจะนำมาใช้บ้าง อย่ามาอ้างด้วยความเห็นแก่ตัวว่า ถ้าเป็นแบบนี้อีกหน่อยทหารก็เป็นการเมืองไปหมด ทุกคนก็จะวิ่งเข้าหาฝ่ายการเมืองไม่คำนึงถึงงานหรือผู้บังคับบัญชาของตน มันก็อาจจะมีส่วนที่ทำให้เป็นไปได้ถ้าทหารของเรามันไม่เป็นทหารอาชีพเป็นแค่อาชีพทหาร แล้วเราจะไม่นึกถึงว่าต่อไปภายภาคหน้าทั้งทหารและนักการเมืองของชาติจะเป็นคนดีที่ทำเพื่อประเทศชาติและประชาชนบ้างหรือ จะมองการเมืองเลวทรามกันไปหมดหรืออย่างไร แล้วที่มันเป็นอยู่ในกองทัพทุกวันนี้มันมีความเป็นธรรมอย่างดีแล้วไม่ใช่รูปแบบของการเมืองในกองทัพอย่างนั้นหรือ มันก็เป็นการเมืองของผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพนั่นแหละวะ ก็วิ่งเข้าหากันยอมตัว เป็นบ่าว เป็นบริวาร รับใช้ดูแลกัน สืบทอดอำนาจผลประโยชน์กันเหมือนในพรรคการเมืองไม่ใช่หรือ จะยอมรับกันหรือไม่เท่านั้นเอง

........เราควรจะคิดใหม่กันดีไหมเพื่อประเทศชาติและลูกหลานไทย เราควรตั้งและยึดระบบให้มันเข้มแข็งและทำให้ระบบมันสร้างหรือเลือกสรรคนดีให้ได้ อย่ามายึดมั่นในตัวบุคคลกันแบบในสมัยหลายร้อยปีอยู่เลยครับ ประเทศเราหนีจากความเป็น Globalization ไปไม่พ้นหรอกครับ computer มันแข็งแรงและนำไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่เราจะตั้งตัวขัดขวางมันได้ครับ ดูรุ่นลูกเราเป็นตัวอย่าง

........ผมจึงขอบอกว่า อย่าไปยุ่งกับฝ่ายการเมืองเขาปล่อยให้เขาเลือก คนที่จะมาเป็น รมว.กห ไปเถอะครับเพื่อเกียรติและศักดิ์ศรีของทหารเราในความเป็นทหารอาชีพ และฝ่ายการเมืองก็ควรจะทำตัวให้เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำประเทศซึ่งมีกองทัพเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคมไม่ใช่ส่วนนำของประเทศนี้ ปชช.เขาทุ่มเทให้มากมายขนาดนี้แล้วยังจะเกรงกลัว อำนาจนอกระบบหรือทหารเลวไม่กี่คนอยู่อีกหรือ ถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็กรรมของประชาชนชาวไทยอย่างเราๆครับ


อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
13 ก.ค. 54
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1017
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » จันทร์ 25ก.ค.2011 00:46

:arrow: โดย jaws » 22/07/2011 12:59 am

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน “ ผู้ใดรับกรรมของใคร ”


" สะใจจริงเว๊ย มีความสุข ที่เครื่องพวกมันตก "
" พวกมันคงรู้สึกถึงความสูญเสียคนที่รักว่ามันเจ็บสักแค่ไหน "
" กำลังรอลำที่ 3 อยู่ กรรมติดจรวดจริงๆ "
" กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นตามสนอง เวรกรรมมีจริงกรรมติดจรวด "
" กรรมตามสนอง ฮ.2 ลำที่ตกคือ ฮ .ที่โปรยแก๊สน้ำตาใส่พี่น้องเราใช่หรือไม่ "
" มันน่าจะตายหมดทั้ง พล.9 เลย พวก ฆ่า ปชช. "
" คิวต่อไปใครจองไว้แล้วหรือยัง พล.ร. 1 พล.ร. 2 "
" กฎหมายทำอะไรพวกมันไม่ได้ แต่กฎแห่งกรรมทำได้ "
" ชีวิตทหารไม่ได้สำคัญ มากกว่าคนเสื้อแดง "
" ใช้เรือเหาะค้นหาทางอากาศ และ ใช้ GT200 ค้นหาทางพื้นดิน "
" ใช้ GT200 ตรวจหาศพ และใช้เรือเหาะขนศพออกมา "
" ขอให้สติ สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหลายนี้มาแต่กรรม "
" ขอบคุณทหารที่ดูแลชายแดน แต่ ดูแคลนที่ทำร้าย ฆ่า ปชช"

...........เหล่านี้ คือ คำพูดใน sms ที่ออกมาในรายการ TV รายการหนึ่งเมื่อคืนนี้ ( 19 ก.ค. 54 ) ที่พูดถึงเรื่อง พรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับนโยบายและการแขวนการรับรอง แกนนำ นปช. ในการชนะการเลือกตั้งที่ผ่านมา เป็นคำพูดของผู้ที่แสดงความสะใจ ดีใจ ที่มีการสูญเสียทั้งกำลังพลและยุทโธปกรณ์ของกองทัพบกไทย ผมสัมผัสได้ถึงความรู้สึกและอารมณ์ของผู้ที่ส่ง sms เข้ามาที่บ่งบอกถึงความเกลียด เคียดแค้น และชิงชังของประชาชนคนไทยที่มีต่อทหารของกองทัพซึ่งก็คือลูกหลานไทยด้วยกันเอง

..........มันไม่ได้มีเพียงเท่านี้ มันมีเกือบตลอดรายการที่มีความยาวประมาณ 1 ชม. 30นาที ที่ผมเอามาลงเพียงเท่านี้เพราะมันมีข้อความที่คล้ายคลึงกัน ด้วยความรู้สึกและอารมณ์เดียวกัน ที่สำคัญ คือ มันเป็นของมวลชนคนเสื้อแดงซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ออกมาแสดงพลังทางการเมืองอยู่ขณะนี้ อย่าปฏิเสธความจริงครับ เพราะไม่มีพรรคการเมืองใด กลุ่มคนเสื้อเหลือง หรือ กองทัพ สามารถเกณฑ์ หรือจ้าง คนออกมาได้มากขนาดนี้ ท่านอาจจะบอกว่า คนอีกส่วนของประเทศที่เป็นพลังเงียบไม่ได้ออกมาแสดงอะไรมีมากกว่านี้ แต่ท่านคงไม่สามารถเหมาหรือสมอ้าง เอาได้ว่าพลังเงียบเหล่านั้นไม่ใช่คนเสื้อแดงและเห็นดีเห็นงามกับฝ่ายตรงข้ามคนเสื้อแดงทั้งหมดได้

..........ผมไม่อยากเขียน…..ด้วยรักและห่วงใย…..ตอนนี้เลยครับเพราะผมเคยเป็น ผบ.พล.ร.9 เคยเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้ที่สูญเสียเหล่านั้น โดยเฉพาะ ผบ.พล.ร.9 ที่เรากำลังพยายามค้นหาอยู่ในขณะนี้เป็น ผบ.กรม ในครั้งที่ผมเป็น ผบ.พล. ท่านเป็นคนดีเป็นผู้นำหน่วยที่ดีมีความสามารถ เป็นที่เชื่อถือและเป็นที่รักของผู้ใต้บังคับบัญชา แล้วด้วยกรรมใดหรือกรรมของใครเล่าที่ท่านต้องประสบเหตุการณ์เช่นนี้

...........คำสาปแช่ง เยาะเย้ย ถากถาง และสะใจข้างบนนั้นผมไม่โทษว่าเป็นความผิดของใครไม่ว่าจะเป็นคนเสื้อแดงหรือทหารใน พล.ร.9 แต่ผมอยากจะขอให้ข้อคิดเห็นและย้ำเตือนถึงหลักการและความคิดต่างๆที่ผมได้เสนอมาแล้วใน…..ด้วยรักและห่วงใย…..ในทุกๆตอนที่ผ่านมา เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กนะครับมันเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับความเป็นและการดำรงอยู่ของกองทัพในสภาพการณ์ของความรู้สึกของ ปชช. ผู้เป็นเจ้าของประเทศ เช่นนี้ นี่มันศตวรรษที่ 21ครับเป็นโลกาภิวัฒน์ มันไม่ใช่โลกเมื่อ 500-700 ปี ที่แล้วที่การดำรงอยู่ของกองทัพอยู่ในอีกสถานะหนึ่ง เราไม่สามารถฝืนกระแสโลกคงบทบาทของกองทัพในยุคนั้นไว้ได้ต่อไป ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของโลก เราไม่มีวันชนะในการต่อต้านกระแสความเป็นไปตามธรรมชาติของโลกได้หรอกครับ ถ้าเราพยายามด้วยความเห็นแก่ประโยชน์ของบุคคล ความเสียหายมันจะเกิดขึ้นมากมายเหลือคณานับเกินที่จะควบคุมได้ และเมื่อถึงเวลานั้นมันจะสายเกินไปเสียแล้ว ไอ้คนที่คุยโม้ชอบอวดอ้างว่าจะรับผิดชอบมันก็รับผิดชอบไม่ไหวหรอกครับ

...........บุคคลระดับสัญลักษณ์ของกองทัพพึงสังวรไว้ให้ดี ผมอยากจะถามว่ากองทัพและทหารของเราจะอยู่อย่างไรท่ามกลางความจงเกลียด จงชัง การสาปแช่งของ ปชช. ไม่ต้องส่วนมากหรอกครับแค่ส่วนน้อยก็ไม่ไหวแล้ว ความแตกแยกของ ปชช.ในชาติขนาดนี้ใครเป็นคนทำมันขึ้นมาใครเป็นคนขยายช่องว่างและความรุนแรงให้ทวีขึ้นไปโดยไม่เห็นหนทางแห่งความบรรเทาลง กองทัพจะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างไรโดยไม่ได้รับการสนับสนุนและทุ่มเทกำลังใจให้จาก ปชช.ในชาติ ไม่ต้อง ปชช.จำนวนมากหรอกแค่จำนวนน้อยที่สาปแช่งอยู่ทุกวันก็บั่นทอนขวัญกำลังใจและความเชื่อมั่นในความเป็นทหารของกำลังพลอย่างมีนัยสำคัญแล้ว

.............บทบาทของทหารเรา คือ การทำลายล้างสมรรถภาพของกองทัพวัดกันด้วยอำนาจแห่งการทำลายล้าง แต่ผลสุดท้ายของการกระทำตามบทบาทนี้คือความรู้สึกของการได้รับการพิทักษ์ของคนในชาติของกองทัพนั้นๆ แต่ถ้าความรู้สึกของ ปชช.ในชาติกลับเป็นตรงข้ามเสียแล้วอะไรจะเกิดขึ้นคงไม่ต้องบอก แล้วใครกันล่ะที่ทำให้เกิดความรู้สึกแบบนี้ในหมู่ ปชช.ส่วนใหญ่ในชาติคงไม่ใช่ทหารใน พล.ร.9 หรือกองพลอื่นๆสร้างขึ้นมาเองได้หรอกครับ มันจะต้องมีผู้รับผิดชอบ ตัดสินใจ วางแผน สั่งการทำให้การใช้กำลังทหารที่ผิดบทบาทของผู้พิทักษ์ประเทศชาติและประชาชนเกิดขึ้นนำไปสู่ความ แตกแยก เกลียดชังกัน ขนาดนี้ แล้วยังจะมีหน้าออกมาพูดให้เพิ่มดีกรีความชิงชังขึ้นไปอีกว่า “ ทหารทำผิดอะไร” เวรจริงๆครับยังไม่รู้ตัวกันอีกว่าได้ก่อกรรมไว้ขนาดไหนและกรรมนั้นได้ตกไปสู่กำลังพลทุกคนในหลากหลายรูปแบบ

.......มันยุติธรรมดีแล้วหรือครับ ที่กำลังพลส่วนใหญ่ของกองทัพจะต้องมารับผลกรรมเป็นความจงเกลียด จงชัง การสาปแช่งจากประชาชนขนาดนี้ พวกเขาจำนวนมากส่วนใหญ่เสียด้วยเป็นทหารระดับล่างชั้นผู้น้อยที่ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดโดยไม่มีความรู้เพียงพอที่จะแยกได้ว่าอะไรผิด อะไรถูก อะไรควร อะไรไม่ควร รู้แต่เพียงว่าต้องมีวินัยคือการปฏิบัติตามคำสั่งโดยไม่มีข้อแม้จึงจะได้ชื่อว่าเป็นทหาร ผมสงสารพวกเขาที่ปฏิบัติในสั่งที่ไม่ถูกต้อง และต้องรับผลกรรมเหล่านั้นโดยไม่ได้มีความตั้งใจ

...............ผมขอเชิญชวนพวกเราชาว Noom 11 ตั้งจิตภาวนา และ ส่งกำลังใจไปช่วยพวกเขาให้พ้นเคราะห์กรรมจากการกระทำที่ไม่ได้มีเจตนานี้ครับ

อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
20 ก.ค. 54
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1017
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย sunai » จันทร์ 25ก.ค.2011 20:18

บทความของท่านอดุลบทความนี้ต้องยกให้2นิ้วเลยโดนใจจริงๆเลย มันทำให้เห็นภาพของผู้นำกองทัพซึ่งขาดประสพการณ์อย่างชัดเจน ก็หวังว่าจะมีบุคคลขี่ม้าขาวมาช่วยแก้หน้ากองทัพให้กลับคืนมาก่อนที่มันจะสายเกินแก้--สาธุ
sunai
Moderater
Moderater
 
โพสต์: 234
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 11พ.ค.2011 23:57

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย 3111 » อังคาร 26ก.ค.2011 02:16

แล้วใครละครับที่จะขี่ม้าขาวออกมาปกครองและเสริมสร้างกองทัพให้
เข้มแข็งขึ้น เพราะโครงสร้างอำนาจได้ถูกขีดและวาดเอาไว้แล้วด้วยคนเพียง
ไม่กี่คน ผมเคยกล่าวไว้แล้วว่า " อำนาจนิยม " นั้นเสพย์ติดไม่รู้คลาย ไม่น่าเชื่อเลยใช่มั๊ยครับหากรัฐบาลใหม่จะมี รมว.กห.เป็นคนเดิม
ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » ศุกร์ 29ก.ค.2011 09:00

:arrow: โดย jaws » 28/07/2011 9:58 pm

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน “ ความสูญเสียที่ไม่น่าเกิด ”


..........ณ. เวลาที่ผมเขียน…..ด้วยรักและห่วงใย…..ตอนนี้ ทภ.1ได้ประกาศแล้วว่า หน่วยที่ติดตามหา ฮ.UH-60 Black Hawk ได้ค้นพบ ฮ.ที่ตกแล้วพร้อมกับทุกคนบนเครื่องได้เสียชีวิตทั้งหมดผมขอแสดงความเสียใจกับทั้ง9ชีวิตและครอบครัว หลายคนในคณะนี้มีความสนิทสนมกับครอบครัวของผมเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะท่าน ผบ.พล.ร.9 ( พล.ต.ตะวัน เรืองศรี )และครอบครัวซึ่งครอบครัวของผมและครอบครัวของท่านผูกพันกันมากจนทุกวันนี้ ส่วนนักบินทั้ง2นายผมก็ได้ยินชื่อของพวกเขาจากปากของบุตรชายเป็นประจำเพราะเขามีหน้าที่การงานเหมือนกันอยู่ในหน่วยเดียวกัน ความเสียใจสลดหดหู่จึงมากเป็นทับทวี

..........ผมไม่อยากพูดถึงเรื่องที่จะเขียนต่อไป แต่ เพื่อนๆของผมหลายคนขอให้ผมเขียนอะไรบางอย่างจากประสบการณ์ในการใช้ ฮ.ใน พท. ของกกล.สุรสีห์เล่าสู่กันฟังเป็นความรู้และเป็นประสบการณ์มือสองให้กับคนรุ่นหลังเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ ผมก็เลยจำเป็นต้องเขียนลงทั้งๆที่ไม่อยากเขียนอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยผมคิดถึง พล.ต.ตะวัน คิดถึงมากจริงๆครับ

.........ขั้นต้น ผมขอเรียนให้ทราบว่า ในการทำงานในหน้าที่การนำหน่วย การใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ การฝึกหน่วย การให้การศึกษาและอบรมกำลังพลในทุกหน่วยที่ผมบังคับบัญชา และถ้าจะต้องทำการรบ ทั้งหมดนั้นผมทำด้วยการใช้ความรู้และหลักการทางวิชาทหารเป็นพื้นฐานอย่างแท้จริง
การใช้อากาศยานปีกหมุน ( ฮ.) ก็เช่นเดียวกัน ในขณะที่ผมเป็น ผบ.พล.ร.9 นั้นอาศัยที่ผมเป็น ผบ. หน่วยผมจึงกำหนดนโยบายการใช้งาน และปฏิบัติตนเองโดยสอดคล้องกับหลักการทางวิชาการเป็นส่วนใหญ่

.........มนุษย์เราอาจจะมีเทคโนโลยีเอาชนะธรรมชาติได้บางครั้งบางเวลา บางสถานการณ์ บางภูมิประเทศ แต่มนุษย์จะไม่มีวันเอาชนะความรุนแรงของธรรมชาติได้ทุกระดับและทุกโอกาสการใช้ ฮ. นี้ก็คงเช่นเดียวกันครับ ต่อให้ ฮ. ที่เราสร้างขึ้นจะมีกำลังมาก ( แรงม้า / ตันสูงมาก ) มีเครื่องวัดเครื่องประกอบการบินอย่างสมบูรณ์ก็ตาม แต่ถ้าเข้าไปอยู่ในสภาพอากาศแบบพายุฝนลมแรง เมฆหมอกเต็มไปหมดมองไม่เห็นเลย ลมกระโชกเปลี่ยนทิศทางอยู่ตลอดเวลาเมื่อใดก็ได้ ผมคาดว่าสุดยอดนักบินก็ไม่รอดเหมือนกันครับ

.........เนื่องจากในยุคที่ผมเป็น ผบ.กกล.สุรสีห์นั้น กองทัพไม่สามารถจัดหา สป.3อ. ( น้ำมันเครื่องบิน ) ให้เพียงพอต่อการใช้ตามความต้องการของ กกล.ได้ทั้งหมด ผมจึงกำหนดความเร่งด่วนของการใช้ ฮ. สนับสนุนภารกิจต่างๆตามลำดับดังนี้

1.การส่งกำลังเข้า พท. การรบตามความต้องการทางยุทธวิธี
2. การส่งกลับผู้บาดเจ็บและป่วยจากแนวชายแดน
3. การส่งสิ่งอุปกรณ์ทางทหารให้แก่หน่วยต่างๆที่ประจำตามฐานปฏิบัติการตามแนวชายแดน ( พท.ส่วนใหญ่ของกกล.สุรสีห์เป็นป่าและเขาสูงชัน มีความจำเป็นต้องใช้ ฮ. อย่างมาก )
4. สนับสนุนการเดินทางของผู้บังคับบัญชา

.........เรื่องที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งที่ผมยึดถือปฏิบัติเป็นการส่วนตัวของผมเองคือ ผมเป็น ผบ.พล.ร.9/ผบ.กกล.สุรสีห์ ยศ พลตรี มีอำนาจบังคับบัญชาสั่งให้ทุกหน่วยที่อยู่ในการจัดของหน่วยรวมทั้ง บรรดานักบินของ กกล.ทั้งหมดด้วย แต่เมื่ออยู่ในอากาศด้วยกันแล้ว ผมจะบอกนักบินว่า “ ไอ้น้อง เอ็งเป็นผู้บังคับอากาศยาน น้องจะต้องรู้ดีกว่าพี่ทูกอย่างเรื่อง ฮ. และสภาพอากาศดังนั้น น้องตัดสินใจด้วยตนเองเลยว่า จะไปต่อ จะหลบเลี่ยงไปทางไหน หรือจะลงพื้นคอยให้สภาพอากาศดีแล้วจึงไปต่อ น้องตัดสินใจไปเลยแล้วบอกพี่ทีหลังแล้วกัน ”

............ผมพึ่งกลับมาเขียนต่อหลังจากหยุดไป 3-4 วัน ( 26 ก.ค. 54 ) หมดอารมณ์และคิดถึง ผบ.พล.ร.9 นายทหารที่ดีที่สุดคนหนึ่งของ ทบ. ไทย พอถึงเวลานี้ ฮ. Bell 212 ก็ตกเป็นลำที่3 ในงานนี้ มันอะไรกันนักหนา คนเลวมีตั้งมากมายทำไม่คนที่ไม่รู้เรื่องเหล่านี้ต้องมารับกรรมด้วย หลังจากตกไป 3 ลำทั้ง สื่อมวลชน และ นักวิชาการบางท่านออกมาวิจารณ์กองทัพอย่างหนัก บ้างก็มีการตั้งคำถามว่า “ ฮ.ของกองทัพอันดับ 19 ของโลกตก 3 ลำรวด เป็นเพราะเหตุ อาเพศ หรือ การทุจริต ” ผมขอแสดงความเห็นส่วนตัวว่า ไม่ใช่เหตุอาเพศแน่ เรื่องการทุจริตหรือเปล่าไม่รู้ แต่อาจจะเป็นเพราะการถูกกดดันจากคำสั่งที่ผิดพลาดของ ผบช.ระดับสูง และ ความไม่ชำนาญในสภาพพื้นที่และสภาวะแวดล้อมในขณะนั้นของนักบินจนเกิดเหตุโศกนาฏกรรมขึ้น อาจจะพูดได้อีกทางหนึ่งว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมครับ

..........มาพูดกันเรื่องการใช้ ฮ. ต่อดีกว่าครับ บางครั้งความไม่เข้าใจกันและเกรงใจกันระหว่างนักบินและผู้โดยสารก็อาจจะเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียได้ ผมเข้าใจว่าสาเหตุของการสูญเสียของ ผบ.พล.ร.9 ( พล.ต. สัญชัย รัชตะวรรณ ) เมื่อปี 2543 และ ผบ.พล.ม.1 ( พล.ต. ไพรัตน์ ทองจัตุ ) เมื่อปี 2548 คงจะมาจากเรื่องนี้เป็นสำคัญ ผบ.พล. ก็ไม่รู้ว่าสภาพอากาศแบบนี้ควรจะไปต่อหรือไม่ แต่คิดว่านักบินคงรู้ถ้าไปไม่ได้นักบินคงบอกแล้วก็เลยนั่งเฉยๆต่อไป ส่วนตัวนักบินเป็นนายทหารเด็กๆเห็นว่าสภาพอากาศไม่น่าจะเสี่ยงแต่ไม่เห็นว่า ผบ.พล. แสดงอาการอะไรก็เลยคิดว่า ก็ขนาด ผบ.พล. ท่านยังไม่กลัวอะไรเลยแล้วเราจะไปกลัวได้อย่างไรเล่า ทั้งหมดก็เลยพากันไปถึงจุดสุดท้ายของชีวิตโดยไม่ได้ตั้งใจ

..........การใช้อากาศยานจำเป็นต้องมีความรู้ ทั้ง ผบ. หน่วยและฝ่ายอำนวยการทุกระดับของหน่วยดำเนินกลยุทธจะต้องมีความรู้เพียงพอต่อการวางแผนและใช้งานอากาศยาน ไม่ใช่ต้องคอยคำแนะนำจากหน่วย บินเที่ยงอย่างเดียว เรื่องนี้จำเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในการรบนั้น ผบ. หน่วย ดำเนินกลยุทธจะต้องเป็นผู้กำหนดทั้งตำบลรับขึ้นตำบลส่งลง ( pick up zone และ Landing zone ) รวมไปถึงแผนบรรทุกและแผนการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่จำเป็น ผมจำได้ว่าในชั่วโมงแรกๆของการเรียน การยุทธโจมตีทางอากาศ ( Air Assault Opn.) ใน Ft. Benning นั้น พวกผมจะต้องเรียนรู้ทั้ง คุณลักษณะและข้อจำกัดของ ฮ. ทุกชนิดของฝ่ายเราที่มีใช้และต้องใช้ในการรบแบบนี้ จะต้องรู้ถึงอาวุธป้องกันภัยทางอากาศของ ขศ.ว่ามีประสิทธิภาพและข้อจำกัดอย่างไร เขามีการจัดอย่างไร ฝ่ายเราจะต่อต้านเขาอย่างไร ผมยังจำได้ถึงความยอดเยี่ยมของ ฮ. แบบ Black Hawk มาจนวันนี้

.........อย่างไรก็ตามไม่ว่าท่านจะมีความรู้ความเข้าใจในเรื่อง ฮ.และการใช้งานมันเป็นอย่างดี นักบินมีมาตรฐานการฝึกสูง มีความชำนาญ แล้วก็ตาม นักบินควรจะมีความรู้ในลักษณะภูมิประเทศที่ตนเองจะต้องบินเข้าไปด้วย ขนาดกองทัพ US ที่เราคงต้องยอมรับว่ามีทั้งเครื่องมือรบทุกประเภทและมีการฝึกอย่างสมบรูณ์แบบที่สุดแล้ว เมื่อเขาผลัดเปลี่ยนกำลังพลหน่วยบินที่ประจำการใน พท. ต่างๆยกตัวอย่างเช่นใน กลต. พวกเขายังต้องจัดให้มีการถ่ายทอดความรู้และความคุ้นเคยเกี่ยวกับภูมิประเทศและข้อจำกัดต่างๆของการบินใน พท. ระหว่างนักบินคนเก่าและนักบินที่ย้ายเข้ามาอยู่ใหม่เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจ

.............ไม่ว่าทุกอย่างจะสมบรูณ์ปานใดก็ตาม สิ่งที่ท่านกำหนดและควบคุมไม่ได้คือสภาพอากาศ ท่านทำได้เพียงทำตัวและวางแผนของท่านให้สอดคล้องกับมัน อย่าลืมว่าเราไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ทุกครั้งเสมอไป การพยากรณ์อากาศทั้งที่ตำบลรับขึ้น ระหว่างทางบินและตำบลส่งลงจะต้องถูกต้องแม่นยำตามเวลาจริง ผมจำได้ว่าในการฝึกแก้ปัญหา AA Opn. ใน รร.ทหารราบ US นั้น เมื่อเริ่มวางแผนฝ่ายเราจะได้รับการพยากรณ์อากาศทุก 6 ชม. และเมื่อใกล้จะถึงเวลายกขึ้น ใน 6 ชม. ก่อนหน้าจะต้องได้พยากรณ์อากาศทุก 1 ชม. เพื่อตัดสินใจ to go หรือ not to go แต่สำหรับกองทัพของเราคงจะยากสักหน่อย

..........เรื่องเตรียมการช่วยเหลืออากาศยานที่ตกเป็นสิ่งจำเป็นทุกภารกิจ งานนี้จำเป็นต้องมีกำลังพลที่ปฏิบัติการฝึกมาเป็นการเฉพาะและจะต้องใช้อากาศยานที่มีคุณลักษณะพิเศษเหมาะสมกับงานจะมาใช้ ฮ. แบบใช้งานทั่วไปไม่ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กองทัพจะต้องลงทุนครับเพราะมันมีผลต่อขวัญและกำลังใจของทหารในแนวหน้าผมรู้ว่ามันแพงมากผมมีโอกาสเคยได้ไปดูงานหน่วย ฮ. ประเภทนี้ของกองทัพ US ใน กลต. เมื่อครั้งเป็น ผชท.ทหาร มันเป็น ฮ. แบบ Black Hawk แต่มีเครื่องมือพิเศษมากมายและมีแขนเติมน้ำมันกลางอากาศเพื่อให้อยู่ในอากาศได้นานขึ้นด้วย เพราะบางครั้งเมื่ออากาศยานตกถ้าฝ่ายเราเข้าไปช่วยเหลือโดยเร็วก็อาจจะทำให้อัตรารอดของนักบินและกำลังพลมากขึ้นจากการบาดเจ็บและการกระทำของ ขศ.

..........ประการสุดท้ายอย่าเสี่ยงปฏิบัติการ หรือออกคำสั่งให้หน่วยเขาปฏิบัติการด้วยอากาศยานในสภาพอากาศที่เลวร้ายโดยไม่จำเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ไม่ใช่การรบ เราสามารถคอยต่อไปอีกเล็กน้อยได้หรือไม่ เมื่อเราพิสูจน์ทราบว่ากำลังพลสูญเสียหมดแล้วแต่สภาพอากาศยังคงเลวร้ายต่ออากาศยาน ผมขอแนะนำว่า เราควรจะคอยเพราะอากาศที่เลวร้ายจะต้องมีโอกาสดีในไม่นานเกินรอ ดีกว่าที่จะให้อากาศยานเสี่ยงภัยโดยไม่จำเป็นและไม่เกิดผลดีอะไรต่อการฟื้นคืนชีพของผู้ที่สูญเสียไปแล้ว การแสดงความเสียใจ ความเอาใจใส่เป็นห่วงเป็นใยต่อกำลังพลและครอบครัวหลังการสูญเสียไม่ได้มีค่าทดแทนได้เท่ากับตอนที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ดั่งคำพูดที่ว่า “ น้ำใจและไมตรี แต่ ชีวีที่ยังคง มีค่ากว่า ไตรรงค์ที่คลุมองค์ เมื่อยามตาย ” ขอเถอะครับ

.........ก่อนจะจบข้อเขียน…..ด้วยรักและห่วงใย…..ตอนนี้ ผมเพิ่งจะเดินกลับมาจากการรับประทานอาหารกลางวัน ผ่านมาทางห้องจัดเลี้ยงใหญ่ของ บก.ทบ. ผมได้ยินเสียงดนตรีและมองดูราวกับว่ามีการจัดงานเลี้ยงกันอย่างสนุกสนานโดยมีบุคคลพลเรือนมาร่วมเป็นจำนวนมาก มันช่างเข้ากับบรรยากาศแห่งการสูญเสียกำลังพล 17 นาย ของกองทัพบกหมาดๆ เสียเหลือเกิน

........ผมขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์จงรับดวงวิญญาณของผู้เสียสละเหล่านั้นไปสถิตและมีความสุขกับบทเพลงเสนาะแห่งสรวงสวรรค์เถิด


อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
26 ก.ค. 54
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1017
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » ศุกร์ 19ส.ค.2011 16:40

:arrow: โดย jaws » 08/08/2011 10:11 pm

มาแล้วครับความห่วงใยของนายพลเอก กองทัพบกไทย ในเรื่องสำมะคัญที่ทหารหาญท่านทั้งหลายติดตามข่าว ก็นายใหญ่สุดของทหาร รมว.กห.ไงละครับ

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน “ SECDEF ”


.......คำนี้อาจจะไม่เป็นที่คุ้นหูกันนัก นอกเสียจากพวกที่ไปร่ำเรียนมาจาก Ft.Leavenworth และ AWC ( Army War College ) เพราะใน ชม.ของการศึกษาเรื่อง Joint and Combined Operation ใน USACGSC และ ชม. แห่งการกำหนดยุทธศาสตร์ทหาร ( Military Strategy )ในAWC นั้น พวกเราจะได้ยินเรื่อง เกี่ยวกับ SECDEF ใน เรื่องบทบาทหน้าที่ ที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติอย่างยิ่งยวด

.......ถูกต้องครับ SECDEF คือ Secretary of Defense ที่ระบบราชการของไทยเรียกว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมถึงแม้ว่า รมต.กห. ของ US จะไม่ได้เป็นผู้บังคับบัญชาทางทหาร เหมือน รมต.กห. ของไทยที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของทหาร ( มันก็เลยสับสนในหลักการกับการที่ นายก รมต. ของไทยไม่ได้เป็นผู้บังคับบัญชาทางทหารทั้งๆที่เป็น หน.รัฐบาล และ เป็นผู้บังคับบัญชา รมว.กห.อีกด้วย ตามที่ผมเคยกล่าวมาแล้วใน ด้วยรักและห่วงใย ) ประธานาธิบดีของ US เป็นทั้ง ผบ.ทหารสูงสุด และ ผบ.เหล่าทัพโดยตำแหน่ง ผบ.หน่วยทหารคนต่อมาก็จะลงมาที่ ผบ. กกล.ภาคพื้นต่างๆ ส่วนตำแหน่งที่เราเรียกว่า ผบ.ทบ. หรือผมสูงสุดของสหรัฐที่เป็นทหารประจำการอยู่นั้นแท้จริงแล้วคือเสนาธิการทั้งสิ้นเพียงแต่ทหารไทยเราเอามาเทียบตำแหน่งกับทหารไทยเท่านั้น

.........ดังนั้นผู้ที่ออกคำสั่งให้การใช้กำลังทหารคือ ปธน.เท่านั้น โดยออกคำสั่งลงมายัง ผบ.กกล. ภาคพื้นทวีปต่างๆ และ ปธน. US มีอำนาจในการใช้กำลังทหารไม่เกิน 100,000 คน เป็นเวลา 90 วันเพื่อเป็นการแก้ปัญหาความมั่นคงขั้นต้นโดยไม่ต้อง ขอ อนุมัติจากรัฐสภาก่อน แต่อย่างไรก็ตาม การสั่งการของ ปธน. US ก็จะได้มาจากคำแนะนำและข้อเสนอแนะจาก รมว.กห. และบุคคลอื่นๆ ใน NCA ( National Command Authority ) นั่นเอง ซึ่ง รมว.กห. เป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งใน NCA จึงกล่าวได้ว่า รมว.กห. เป็นบุคคลที่มีอิทธิพลและมีความสำคัญต่อความมั่นคงของ US ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็น ผู้บังคับบัญชาทหารตามสายการบังคับบัญชาก็ตาม

.........ตามที่ผมเคยกล่าวมาแล้วว่า การเป็น รมว.กห.นั้น “ ใครก็ได้ แต่ ไม่ใช่ ใครก็ได้ ” ไม่ว่าจะเป็น ชาย , หญิง เป็นนักวิชาการ เป็นทหาร ตำรวจ หรือ นักธุรกิจก็ได้ แต่จำเป็นต้องมีความรู้ทางด้าน ยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหารเพียงพอที่จะมาทำหน้าที่อันสำคัญนี้ได้ ซึ่งพูดโดยง่ายก็คือ ควรจะเป็นคนที่เป็นนักการทหาร ถึงแม้จะไม่ได้เป็นทหารก็ตาม ( ไม่จำเป็นที่นักการทหารจะต้องมาจากทหาร ในบางประเทศมีคนแต่งเครื่องแบบที่แอบอ้างตนเองว่าเป็นทหารอาชีพเต็มไปหมด แต่หานักการทหารในหมู่เหล่านั้นไม่ได้เอาเสียเลย ) ดังนั้นเราจึงเห็นว่าประเทศที่ ศิวิไลซ์แล้วเป็นส่วนมาก รมว.กห. ของเขาไม่ได้มาจากนายพล หรือ อดีตผู้บังคับบัญชาทหาร บางประเทศเป็นสุภาพสตรีเสียอีกด้วย ผมก็เห็นว่าประเทศของเขามีกองทัพที่เข้มแข็งแผ่อิทธิพลครอบคลุมไปได้ทั่วโลก แถมพวก รมว.กห. ที่ไม่ได้มาจากทหารเหล่านี้ยังได้แสดงความรู้ความสามารถให้ทหารของพวกเขายอมรับเสียอีกด้วย

.........นอกจากเราจะไม่เห็นว่า รมว.กห. ของประเทศเหล่านี้มาจากทหารเก่าแล้ว บางประเทศผมยังทราบมาว่าพวกเขามีขนบธรรมเนียมประเพณีของรัฐบาลในการแต่งตั้งบุคคลเป็น รมว.กห. ว่า ถ้าจะเอาทหารเก่ามาเป็น รมว.กห. ทหารเก่าคนนั้นจะต้องออกจากกองทัพมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี แล้วลองนึกดูสิครับว่า ถ้า พล.อ. อดุล เกษียณราชการจากกองทัพไปแล้ว 10 ปี เขาจะมีอายุเท่าใด มันจะมีอะไรเหลือมาเป็นความรู้ความสามารถที่จะนำมาบริหารกองทัพหรือครับ แต่ประเพณีเขาไม่ได้กีดกันทหารไม่ให้เป็น รมว.กห. เขาเพียงต้องการแก้ปัญหาการเป็นอาณาจักรและระบบอุปถัมถ์ในกองทัพเพราะมันจะทำให้กองทัพอ่อนแอลงไปเท่านั้นเอง ซึ่งผมก็คิดว่ามันเป็นแนวคิดที่ดีครับ เปรียบเทียบของเราเป็นตัวอย่างไปด้วยก็แล้วกัน ทหารเก่าบางคนว่า รมว.กห. ต้องมาจากคนของกองทัพ ( ก็คือทหารนั่นเอง ) จึงจะเข้าใจกองทัพเข้าใจการทำงานของกองทัพและดูแลทหารได้ดี ผมขอเปลี่ยนข้อความตอนหลังให้มันถูกต้องกับความจริงเป็นดังนี้ “ จึงจะเข้าใจระบบ พวกพ้อง เส้นสาย ของกองทัพ เข้าใจระบบการเมืองของกองทัพ และ ดูแลทหารของตนได้อย่างดี ”

.........ปธน. US จะเป็นผู้เลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่ง SECDEF ด้วยตนเอง อาจจะด้วยคำแนะนำจากคนอื่น เช่น รอง ปธน. , ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคง แต่ผมรับรองได้ว่า ปธน. US ไม่ต้องหันมาถามความเห็นของกองทัพ และบรรดานายพลในกองทัพ US ก็คงมิบังอาจเสนอหน้า หรือ สะเออะไปให้ความคิดเห็นในเรื่องนี้แก่ ปธน. อย่างแน่นอน แล้วบรรดานายพลทั้งหลายในกองทัพก็คงจะไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงอาการกระค้างกระเดื่อง ในคำสั่งและนโยบาย ที่คิดมาจาก รมว.กห. เหล่านั้นแน่นอน เพราะถ้าผิดไปจากนี้บรรดานายพลเหล่านั้นต้องถูกเชิญออกจากกองทัพก่อนเวลาที่ตนเองต้องการทันที เพราะนี้คือการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่กำลังทหารของประเทศจะต้องถูกบังคับบัญชาโดยรัฐบาลที่มาจากประชาชน มีอำนาจโยงยึดกับ ปชช.โดยผ่านการเลือกตั้ง รมว.กห. ก็โยงยึดกับอำนาจของ ปชช.โดยผ่าน ปธน. นั่นเอง

..........เมื่อหันกลับมาดูประเทศไทยอันเป็นทีรักยิ่งของเรา รัฐบาลใหม่ได้รับฉันทามติจาก ปชช. ผ่านการเลือกตั้งทั่วไปอย่างท่วมท้น จนกระทั้งพรรคฝ่ายตรงข้ามไม่กล้า แม้แต่จะเสนอบุคคลขึ้นมาโหวตเป็น นายก รมต. แข่ง แต่การจะคิดแต่งตั้งแค่ รมว.กห. จะต้องเกรงกลัวกองทัพที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ชอบทำตัวเป็นมาเฟียผู้มีอิทธิพลในสังคม แล้วแบบนี้มันจะพัฒนาความเป็นประชาธิปไตยของประเทศชาติ และจะพัฒนาให้กองทัพเจริญไปตามความต้องการของ ปชช. ในชาติได้อย่างไร จะกลัวอะไรกันอยู่อีกกะอีแค่การออกมาข่มขู่จะใช้กำลังในการรัฐประหารของทหารนอกแถวไม่กี่คน แต่เสียงของประชาชน 15 ล้านกว่าคนไม่มีน้ำหนักเพียงพอหรือไร วังเวงครับกับการเมืองการปกครองและนักการเมืองของประเทศนี้

อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
6 ส.ค. 54




:arrow: โดย jaws » 16/08/2011 10:07 pm

มาอีกตอนแล้วครับ กระทู้นี้ยิ่งเผ็ดๆมันๆ พี่ป๋องก็เสนอบทความยิ่งเผ็ดยิ่งมันมาแล้วครับ

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน ความลับของทางราชการ


........เมื่อ 3-4 วันที่ผ่านมานี้มีข่าวชิ้นหนึ่งออกมาสู่พี่น้องประชาชน เป็นข่าวที่ผมอดไม่ได้ที่จะต้องแสดงความคิดเห็นเชิงวิชาการให้พวกเราได้เข้าใจกันในอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งแตกต่างไปจากคนส่วนใหญ่ในกองทัพที่ถูกอบรมปลูกฝังกันมาให้หลงเชื่อและปฏิบัติตนตามนั้น

.........ประเด็นสำคัญของข่าวมีอยู่ว่า โฆษกกองทัพบกออกมาแถลงตอบโต้และประณามกลุ่มคนที่เรียกตนเองว่า “ ทหารและตำรวจประชาธิปไตย 2554 ” ที่คนกลุ่มนี้นำเอกสารที่ ศอฉ.อ้างว่าเป็น เอกสารลับของทางราชการ ซึ่งเป็นคำสั่งให้กองกำลังทหารใช้กำลังและอาวุธ เข้า ปราบปราม ประชาชนในการสลายการชุมนุมเมื่อ 10 เม.ย. – 19 พ.ค. 53 ซึ่งสังคมส่วนใหญ่มีความเห็นว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นในประเทศที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย และผลจากการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นเป็นที่ทราบกันอยู่ว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งพลเรือนและทหารรวม 92 คน บาดเจ็บจำนวนประมาณ 2,000 คน และสูญหายอีกจำนวนหนึ่ง โดยไม่มีผู้รับผิดชอบในเหตุการณ์นี้ โฆษกกองทัพบกท่านนี้พยายามชี้ให้สังคมเข้าใจว่า กลุ่มทหารประชาธิปไตยเป็นทหาร ไม่มีวินัย ประพฤติตนไม่เหมาะสม ทำลายกองทัพที่ตนเองเป็นกำลังพลอยู่ในองค์กรนั้น ด้วยการนำเอาเอกสารลับของทางราชการออกมาเปิดเผยต่อสาธารณชน พูดง่ายๆก็คือกลุ่มทหาร ปชต.นี้เป็นทหารเลวที่ทรยศต่อกองทัพนั่นเอง

...........ตามที่ผมเคยกล่าวมาแล้วใน “ ด้วยรักและห่วงใย ” หลายๆตอน เกี่ยวกับ ความเป็นทหาร กองทัพของประชาชน อุดมการณ์เกี่ยวกับความลับของทางราชการ รวมทั้งความเป็น แดง-เหลือง ของกำลังพลในกองทัพ ถ้าท่านติดตามมาโดยตลอดท่านคงมีความเห็นเช่นเดียวกับผมว่า

...........ความลับทางราชการนั้นจะต้องมีข้อพิจารณามาจากความสัมพันธ์กับความมั่นคงหรือผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ความลับของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งคงไม่ใช่ความลับของประเทศชาติ ความลับของผู้บัญชาการทหารบกคงไม่ใช่ความลับทางราชการของกองทัพบก เช่นเดียวกัน ความลับของผู้นำใน ศอฉ. ที่พยายามจะรักษาอำนาจทางการเมืองของกลุ่มตนเอาไว้จากการประท้วงเรียกร้องขออำนาจนั้นคืนของประชาชน ด้วยการใช้กำลังทหารและอาวุธสงคราม รวมไปถึง ยานเกราะ เฮลิคอปเตอร์ และ พลซุ่มยิง ย่อมไม่ใช่เพื่อความมั่นคงและผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของประชาชนอีกกลุ่มในชาตินี้แน่นอน ดังนั้นเราคงเหมารวมเอาว่า ปปช. ทุกคนรวมทั้งทหารทุกคนในกองทัพจะต้องรักษาความลับนี้ไว้เพื่อผลประโยชน์และความมั่งคงของชาติย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะการสูญเสียอำนาจทางการเมืองของคณะผู้นำใน ศอฉ. ย่อมไม่ได้ส่งผลกระทบให้ความมั่นคงและผลประโยชน์แกนอื่นๆของชาติต้องสูญเสียไป ด้วยเหตุนี้ผมจึงสรุปว่าคำสั่งของ ศอฉ. ดังกล่าวไม่ได้เป็นความลับทางราชการที่ทหารทุกคนจะต้องรักษาไว้ตามคำปฏิญาณต่อธงไชยเฉลิมพลหรือต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ

...........นอกจากไม่ได้เป็นความลับทางราชการแล้ว เอกสารสำคัญชิ้นนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของความเลวร้ายที่เกิดขึ้นในสังคมไทยสร้างความแตกแยก ความไม่เป็นธรรมอย่างรุนแรง จนมองไม่เห็นทางกลับคืนสู่ปกติจนกระทั่งทุกวันนี้ ดังนั้นสำหรับทหารอาชีพผู้รักความเป็นธรรมทั้งหลายนอกจากไม่จำเป็นต้องรักษาความลับของกลุ่มบุคคลเหล่านี้แล้ว พวกเขายังจะต้องรีบออกมาเปิดเผยความลับเลวร้ายนี้แก่สังคมส่วนใหญ่ให้รับรู้เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายต่อส่วนรวมอีกด้วยจึงจะเป็นการกระทำที่ถูกต้องและเหมาะสมต่อบทบาทผู้พิทักษ์ของทหารอาชีพ

............อย่างไรก็ตามผมไม่ทราบและไม่มีข้อมูลว่ากลุ่มทหารและตำรวจประชาธิปไตย 2554 มีผลประโยชน์อันใดเป็นวาระซ่อนเร้นมากไปกว่าการทนเห็นความไม่เป็นธรรมในกองทัพและสังคมต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว เมื่อไม่มีหรือไม่ทราบความจริงอะไรมากไปกว่านี้ ผมจึงขอสรุปว่าการกระทำของกลุ่มทหารตำรวจ ปชต.กลุ่มนี้เป็นการกระทำที่ถูกต้องเหมาะสมต่อความเป็นทหารอาชีพและผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ของประเทศชาติ แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงพึ่งออกมาเปิดเผยกันตอนนี้ กองทัพบกจะต้องออกมาชี้แจงความจริงด้วยความเป็นเหตุเป็นผลแทนที่จะส่ง พันเอก คนหนึ่งออกมาแถลงในฐานะโฆษกสร้างความแตกแยกในหมู่คณะของกำลังพลในกองทัพให้มากขึ้นไปอีก จะต้องไม่ลืมว่า ทหารทุกคนในกองทัพมีสมอง มีอารมณ์ มีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตนเอง เราไม่อาจจะห้ามหรือจำกัดเสรีในการคิดของกำลังพลเหมือนการสั่งห้ามหรือจำกัดเสรีในการปฏิบัติตนได้

...........แล้วบรรดาเหล่าท่านล่ะคิดเห็นกันอย่างไรครับ ทั้ง พวกพ้อง เพื่อน น้อง และ พี่ ผมอยากได้ข้อคิดเห็นเพื่อนำไปสู่ผู้อ่านบทความนี้เช่นเดียวกัน ขอขอบคุณท่านล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้สำหรับความเห็นที่ท่านจะให้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมครับ

อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
15 ส.ค. 54
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1017
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » พฤหัสฯ. 01ก.ย.2011 20:28

:arrow: โดย jaws » 25/08/2011 10:21 am

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน “ Military Procurement ”


......ถูกต้องแล้วครับ ผมกำลังจะพูดถึงการจัดหาของกองทัพ และเป็นเรื่องของการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ ซื่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในหลาย ๆ เรื่องของกองทัพเสียด้วย เพราะอาวุธยุทโธปกรณ์เป็นปัจจัยสำคัญของความพร้อมรบ ( Combat readiness ) และขีดความสามารถของกองทัพ และแนวคิดที่ผมกำลังจะกล่าวถึงนี้ ควรจะต้องนำมาใช้กับทุกเหล่าทัพด้วย

......พวกเราคงต้องยอมรับกันล่ะครับ ( อย่าไปเถียงข้าง ๆ คู ๆ เลย ชาวบ้านเขารู้กันทั้งนั้นแหละ แต่เขาไม่ออกมาพูดเท่านั้นเอง เพราะเขาคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัวพวกเขา : แต่แท้จริงแล้วมันใกล้ตัวนะ และเป็นเรื่องผลประโยชน์ของพวกเขาโดยตรงเสียด้วย เพราะมันเป็นผลต่อความมั่นคงของประเทศโดยรวม ) ว่า ถ้าท่านไปเปิดคลังยุทโธปกรณ์ของกองทัพบกท่านจะพบยุทโธปกรณ์จำนวนมากที่ไม่ได้ถูกใช้งาน ใช้งานไม่ได้ กำลังพลไม่กล้านำไปใช้งาน หรือไม่รู้จะเอาไปใช้ทำอะไร ตัวอย่างที่มีมานานแล้วก็คือ อาวุธนำวิถีต่อสู้อากาศยาน ปืนใหญ่แปลก ๆ อีกหลายชนิด และล่าสุดที่ชื่อเสียงโด่งดังก็คือ “ โพยมยาน ” หรือเรือเหาะเจ้าปัญหานั่นเอง

.......สิ่งที่กระตุ้นให้ผมออกมาเขียนบทความตอนนี้ก็สืบเนื่องมาจาก การแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ต่อรัฐสภาเมื่อวานนี้ ( ๒๓ ส.ค.๕๔ ) ได้มีการพูดถึงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพที่รัฐบาลมีนโยบายให้พึ่งพาตนเองให้มากที่สุด ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง และจะได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับพวกท่านว่าเพราะเหตุอันใด แต่ที่ผมจะเสนอมีมากกว่านั้นอีกหลายประเด็นครับ

.......ประเด็นแรกคือ การจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพจะต้อง พึ่งพาตนเอง นั่นก็คือ อุตสาหกรรมภายในชาติให้มากที่สุด ทุกชาติในโลกนี้เขาพยายามพึ่งพาตนเองทั้งนั้นแหละครับ ไม่ต้องมองไปไกลเลยครับ แค่ติดรั้วบ้านเรา เพื่อนบ้านทางด้านตะวันตก คือ สหภาพพม่า ประเทศของเขาสร้างอาวุธเบาแทบทุกชนิดป้อนกองทัพ ตัวอย่างเช่น บรรดา ปลย. และ ปก.ต่าง ๆ ปลย.ประจำกายประเภท bullpup อาวุธใหม่ล่าสุดที่ทหารไทยมีใช้อยู่เป็นบางหน่วย ซึ่งเราจัดหามาจากประเทศอิสราเอลนั้น พม่าก็สร้างเอง และมีประจำการอยู่ในกองทัพของเขา

.......เราคงจะต้องแบ่งประเภทของอาวุธยุทโธปกรณ์ตามเทคโนโลยี่ในการสร้างเพื่อนำมาใช้พิจารณาจัดหา ยุทโธปกรณ์ที่ต้องใช้เทคโนโลยี่สูง ๆ เช่น เรดาร์ เครื่องบินรบ จรวดนำวิถีที่ใช้เทคโนโลยี่ชั้นสูง เครื่องควบคุมการยิงและกล้องเล็งประเภท Thermal sight กระสุนพิเศษของปืนใหญ่บางชนิด สิ่งเหล่านี้เราอาจจะต้องจัดหาด้วยความโปร่งใสจากต่างประเทศ ยุทโธปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยี่รองลงมาไม่ต้องสูงมาก เช่น พวกลำตัวยานรบ ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ยานเกราะสายพาน หรือ ล้อยาง ปืนใหญ่สนามประเภทลากจูง อว.นำวิถีต่อสู้อากาศยานระยะต่ำ เครื่องมือสื่อสาร เราอาจจะต้องเริ่มทดลอง ผลิตใช้เองด้วยการลอกเลียนแบบและวิจัยโดยสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เพื่อผลิตได้เองอย่างสมบูรณ์ในอนาคต ยุทโธปกรณ์ประเภทสุดท้ายที่สามารถผลิตโดยอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี่ที่มีอยู่แล้วในชาติ เช่น ยานยนต์ล้อใช้งานทั่วไป กระสุนปืนเล็ก และกระสุนปืนใหญ่ธรรมดา รวมไปถึงอาวุธประจำกายประเภท ปลย. และเครื่องสนามเหล่านี้ต้องบังคับให้จัดหาจากภายในประเทศเท่านั้น

........ถ้าเราทำแบบนี้จะเป็นการประกันความมั่นคงระดับหนึ่งของความพร้อมรบจากการจัดหาในชาติ นอกจากนั้นผลประโยชน์ที่สำคัญคือ เป็นการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี่ทางด้านอุตสาหกรรมของชาติ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาความพร้อมทางทหาร ( Military readiness ) ของประเทศอีกทางหนึ่งด้วย แล้วเงินทองก็อยู่ภายใน ไม่สูญเสียเงินตราต่างประเทศ ( ยุทโธปกรณ์คงซื้อด้วยเงินบาทไม่ได้ )

.......ประเด็นต่อมาเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งไปกว่าประเด็นแรกนั่นคือประเด็น วิธีการจัดหา ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการจัดหาแบบพึ่งพาตนเองจากอุตสาหกรรมภายในประเทศ และการจัดหาอาวุธที่ต้องใช้เทคโนโลยี่สูงจากต่างประเทศก็ตาม การจัดหานั้นจะต้องโปร่งใส คุ้มค่าต่อเม็ดเงิน และได้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งตามหลักการที่ถูกต้องที่ประเทศเจริญแล้วเขาใช้กัน กองทัพไทยของเราควรจะศึกษาและนำมาพิจารณานำมาใช้บ้าง เอาแค่เรื่องหลัก ๆ ก็พอครับ

.......- การจัดหายุทโธปกรณ์จะต้องจัดทำแบบรวมการ ในระดับกระทรวงกลาโหม ด้วยเหตุเพราะลักษณะของการสงครามจะต้องเป็นการรบร่วม ( joint Operation ) ระหว่างเหล่าทัพทั้ง ๓ เหล่าและ นาวิกโยธิน ดังนั้นการซื้ออาวุธของเหล่าทัพหนึ่ง ไม่ได้เป็นเรื่องความต้องการของเหล่าทัพของตนเท่านั้น แต่จะต้องเหมาะสมกับความจำเป็นใช้งานของหน่วยเหล่าทัพอื่นด้วย เช่น กองทัพอากาศจะซื้อเครื่องบินลำเลียงจะต้องนึกถึงยุทโธปกรณ์ของกองทัพบก และหน่วยนาวิกโยธินด้วย กองทัพบกจะซื้อยานรบทหารราบ ( IFV ) ก็ควรจะต้องคำนึงถึง Dimension ของการบรรทุกของเครื่องบินของกองทัพอากาศ และเรือ LCM และ LST ( Landing Craft Mechanize และ Landing Ship Tank ) ของกองทัพเรือด้วย และปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงซึ่งกันและกันนี้จะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามหลักนิยมและเทคโนโลยี่ที่พัฒนาก้าวหน้าไป

.......- การจัดหาแบบรวมการนี้จะทำให้ได้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้ง ๓ เหล่าทัพ สามารถส่งกำลังบำรุงร่วมกันได้ ซึ่งจะสอดคล้องกับการปฎิบัติการร่วมที่จะเกิดขึ้น นอกจากนี้การจัดหาแบบรวมการในระดับ กห. จะทำให้ข้อครหาเรื่องการทุจริตของเหล่าทัพลดน้อยลงไปอีกด้วย

......- เมื่อเราจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์แบบรวมการได้ เหล่าทัพก็ไม่ต้องมีความจำเป็นที่จะต้องเป็นนิติบุคคลอีกต่อไป การจัดหาวัสดุอุปกรณ์อื่น ๆ ซึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับอาวุธยุทโธปกรณ์ซึ่งย่อมมีความสำคัญมากกว่า ก็สามารถจัดหาโดยหน่วยที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นการเฉพาะได้

.......- ผลดีที่ตามมาอีกประการหนึ่งคือ เป็นการปลดความอุ้ยอ้ายในหน้าที่และงานประจำของเหล่าทัพในเรื่องการจัดหาอันเป็นที่จับตามองของสังคมให้หมดไปด้วย

........- ทีนี้อาจจะมีบางท่านถามว่าแล้วพวกที่จัดซื้อจะจัดหาให้ได้ตรงกับความต้องการของเหล่าทัพ ที่เป็นผู้นำอาวุธเหล่านั้นไปใช้งานได้อย่างไร คำตอบง่าย ๆ และแบบกวน ๆ ของผมก็คือ ก็ไปถามประเทศ US หรือ ROK และอีกหลาย ๆ ประเทศเขาดูก็ได้ว่า พวกเขาดำเนินการในรายละเอียดกันอย่างไร ถามยังกับว่าไอ้ที่จัดหากันอยู่ทุกวันนี้ โดยการสั่งการของ ผบช.ระดับสูงของเหล่าทัพ มันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้งานอย่างนั้นแหละ มันก็ไอ้ไม่ได้เรื่องอยู่แล้วอย่างเห็นกันจะๆ ไม่เช่นนั้นมันจะมีไม้ล้างป่าช้า เรือไม่เหาะให้เห็นเป็นอนุสรณ์อยู่หรือ ทำอย่างกับว่า รถถังที่เราจะซื้อจากยูเครน Lot ใหม่นี้ มันเป็นความต้องการของเหล่าทหารม้าอย่างแท้จริง ทำราวกับว่าพวกสั่งซื้อข้างบนมีความรู้เรื่องยานเกราะอย่างเพียงพอกระนั้นหรือ ที่แท้ก็ไม่ใช่เลย ผมอยากจะถามว่า ใครบ้างใน ทบ.ไทยที่เคยมีประสบการณ์นำหน่วยรถถังเข้าตี หรือเคลื่อนที่เข้าปะทะบ้างเอาแต่กองร้อยรถถังก็พอ ดังนั้นการจัดหาดังกล่าวมันก็เป็นไปตามความอยากซื้อของผู้บังคับบัญชาที่ Match กับความอยากขายของพ่อค้าตามปัจจัยที่แล้วแต่จะคิดเอาเองเท่านั้นแหละครับ ไม่ได้มีข้อพิจารณาอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางการทหารที่สำคัญอะไรเลย

.......ปัญหาสำคัญของความที่จะเป็นไปไม่ได้ของแนวคิดเรื่องการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์แบบรวมการในระดับกระทรวงกลาโหมนี้ มันไม่ใช่เรื่องของความถูกต้องเหมาะสมของการจัดหาในแง่ ประสิทธิภาพของการจัดหาและการได้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ดีเหมาะสมกับหน่วย แต่มันจะเป็นปัญหาของเรื่องการไปลดอำนาจและผลประโยชน์ของเหล่าทัพ มันเป็นการไปเตะชามข้าวของคนละดับบนบางกลุ่ม ซึ่งเขาคงไม่ยอมกันง่ายๆ นอกเสียจากเขาจะเป็นคนดี สุจริต เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนร่วมและประเทศชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่รักชาติแต่เพียงลมปากที่พ่นออกมาเท่านั้น

อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
๒๔ ส.ค. ๕๔
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1017
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » พฤหัสฯ. 01ก.ย.2011 20:33

:arrow: โดย jaws » 01/09/2011 6:42 pm

มาแล้วครับตอนที่ 37 ด้วยรักและห่วงใย ผลงานของพี่ป๋อง..อับดุล ยิ่งอ่านยิ่งมัน ติดตามได้แล้วครับ


ด้วยรักและห่วงใย
ตอน “Promotion system”


.........ช่วงนี้ถึงแม้จะเป็นฤดูฝนที่อากาศชุ่มชื้น แต่ก็ยังเห็นฝุ่นตลบกันอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกองบัญชาการกองทัพบก และอีกหลายตำบลที่ ไม่ใช่อะไรหรอกครับมันก็ไอ้แค่การวิ่งเต้นหาตำแหน่งกันเท่านั้นเอง จนฝุ่นที่มันสะสมอยู่ในพรมปูพื้นถูกรบกวนให้ต้องฟุ้งกระจายออกมาตามการเคลื่อนไหวของผู้คน

..........บรรดาผู้นำทหารตั้งแต่ระดับกระทรวงลงมาจนถึงผบ.เหล่าทัพ ออกมาพูดตีกันไม่ให้นักการเมืองหรือผู้บังคับบัญชาเหนือตนลงมาเกี่ยวข้องในการแต่งตั้งผู้ใต้บังคับบัญชาในหน่วยของตน บรรดาผู้สื่อข่าวและคอลัมนิสต์ก็ถือเป็นเรื่องมันส์ ที่จะได้มีโอกาสขยายความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองและข้าราชการประจำ

.........ในโลกนี้ระบบการแต่งตั้ง (Promotion system)เขาแบ่งได้เป็นสองระบบใหญ่ๆคือ ระบบอุปถัมภ์ (Patronage system) และระบบคุณความดี (Merit system) ทั้งสองระบบมีความเหมาะสมและให้ความเป็นธรรมได้ทั้งคู่ แต่มันขึ้นกับสภาวะแวดล้อม ณ เวลานั้น

..........ระบบอุปถัมภ์นั้นเหมาะสำหรับความเป็นส่วนตัวสูง ดีต่อองค์กรขนาดเล็กที่ทุกคนรู้จักกันถ้วนหน้า ผู้นำองค์กรมีความเป็นจ้าขององค์กรเต็มรูปแบบ (นั่นคือของของกู ตัวกูเป็นเจ้าของ) เหมาะสำหรับสังคมเมื่อ100ปีที่แล้ว ที่ประชากรยังมีจำนวนน้อย และระดับการศึกษาของผู้คนแตกต่างกันมาก ตัวอย่างเช่น ในครอบครัวที่มีลูก5คน บิดา-มารดาที่เป็นผู้นำครอบครัว คงจะตัดสินใจได้อย่างง่ายและเหมาะสม ว่าลูกคนไหนควรจะได้รับมรดกเป็นอะไรและจำนวนเท่าใด ราชาแห่งแคว้นคงจะตั้งรัชทายาทได้เหมาะสมต่อความต้องการของตนเอง

...........แต่ถ้าสังคมมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ประกอบด้วยผู้คนจำนวนมาก มีระดับความรู้จากการศึกษาเท่าเทียมกันเป็นส่วนใหญ่ องค์กรเหล่านั้นมีความเป็นของส่วนรวมสูง ประเทศชาติและสังคมเป็นเจ้าของ เช่นหน่วยงานในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจ กองทัพ หรือแม้แต่หน่วยงานธุรกิจเอกชนที่มีขนาดใหญ่เป็นมหาชน การแต่งตั้งบุคคลขึ้นดำรงตำแหน่งต่างๆย่อมจะยากลำบากในการให้เกิดความยุติธรรม ดังนั้นระบบอุปถัมภ์ที่แต่งตั้งโดยบุคคลที่เป็นผู้นำเพียงคนเดียว หรือกลุ่มเล็กๆพวกตนคงไม่สามารถตอบสนองความยุติธรรมได้ ระบบคุณความดีจึงมีความจำเป็นต่อการเลือกและแต่งตั้งบุคคลในสภาวการณ์เช่นนี้

.........จะต้องไม่ลืมว่า “ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้บังคับบัญชาระดับใดก็ตาม ท่านก็ยังคงไม่สามารถให้อะไรแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาได้เท่าเทียมกันทุกคน นอกเสียจากความเป็นธรรม”

..........หลายปีมาแล้วผมเคยถามผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพบกท่านหนึ่งว่า ถ้าผู้บังคับกองพันทหารราบที่1ของกรมทหารราบที่1มหาดเล็กรักษาพระองค์ว่างลง พี่จะเลือกใครมาเป็นผู้บังคับกองพันนี้ พี่จะดูแค่รองผบ.ร.1พัน.1รอ. หรือพิจารณา ฝอ.3ร.1รอ.และรองผบ.พัน.กองพันอื่นๆใน ร.1รอ.ด้วย หรือว่าจะรวมไปถึงรองผบ.พัน.และฝ่ายอำนวยการของกรมอื่นๆในพล.1รอ. แล้วพวก ฝสธ.ในกองทัพภาคที่1ล่ะพวกเขาจะมีสิทธิไหมที่จะได้รับการพิจารณา นอกจากนี้บรรดารองผบ.พัน. ฝสธ. หรือนายทหารยศ พันโทและพันตรีในหน่วยอื่นๆของทบ.เขาจะมีสิทธิไขว่คว้าตำแหน่งนี้ด้วยหรือไม่ ท่านไม่ได้ตอบครับเพราะมันเป็นเรื่องใหญ่แล้วใช่ไหมล่ะ แต่มีพี่ท่านหนึ่งให้เหตุผลที่มองดูเหมือนจะถูกต้องว่า เราคงต้องพิจารณาคนที่รู้งาน มีความคุ้นเคยกับงาน สามารถเข้ามาทำงานได้ทันที หน่วยใน ร.1รอ.มีความเกี่ยวข้องกับงานของพระราชสำนักสูง โดยเฉพาะเรื่องการเข้าเวรยามรักษาความปลอดภัย การสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ และการเข้าเฝ้าในงานพระราชพิธีต่างๆ ผมเข้าใจว่าท่านพี่ผู้นั้นพยายามจะทำให้แคบเข้า ด้วยการนำเอาบทบาทอื่นๆที่ไม่ใช่บทบาทของทหารธรรมดาทั่วไปมาจำกัดวง ถ้าอย่างนั้นเราก็คงจะต้องแบ่งหน่วยทหารออกเป็นตามข้อจำกัดย่อยๆอีกด้วยเสียแล้ว เราคงใช้หลักความจริงเฉพาะตามบทบาทหน้าที่และภารกิจตามคุณลักษณะขีดความสามารถและข้อจำกัดของหน่วยทหารราบต่างๆแบบเดียวกับที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกนี้เขาใช้กันไม่ได้เสียแล้ว เพราะตัวผมเองมีความเข้าใจและยึดถือว่า ไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้บังคับกองพันทหารราบกองพันใด บุคคลนั้นจะต้องมีขีดความสามารถในการนำหน่วย ในการวางแผน ในการฝึกหน่วย และในการควบคุมการรบได้อย่างมีประสิทธิภาพตามแบบของทหารราบนั้นๆเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด ส่วนหน้าที่ตามภารกิจและบทบาทอื่นๆ มันสามารถเรียนรู้กันได้โดยไม่ยากเหมือนกับการสร้างความเป็นนักรบของทหารอาชีพ (real soldiers)

...........เมื่อสมัยที่ผมเป็นผู้ช่วยทูตทหารบกอยู่ในประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ( เกาหลีใต้ ) ผมจะได้เห็นความเครียดของบรรดานายทหารระดับนายพันของ ทบ.กลต.ช่วงกลาง ๆ ปีทุกปีไป ที่เป็นดังนั้นก็เพราะว่ามันเป็นช่วงเวลาของการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารของพวกเขา กองทัพของเขาใช้ระบบคุณธรรมอย่างแท้จริงครับไม่ต้องไปดูถึงมหาอำนาจหรอกครับ แค่ กลต.ก็พอแล้ว กองทัพของเขาจะสุ่ม ( Random ) นายทหารชั้นยศตามกำหนดจำนวนหนึ่ง ขึ้นมาเป็นคณะกรรมการในการพิจารณาเลือกนายทหารที่มีคุณสมบัติ ความดีความชอบ และผลงานตามหัวข้อกำหนดของ ทบ. ( ส่วนนี้ไม่เป็นที่เปิดเผย ) และเรียงลำดับไว้ว่า พันตรีจำนวนทั้งหมดนี้ ใครบ้างเหมาะสมที่จะได้เลื่อนยศเป็นพันโทตามลำดับคะแนนที่คณะกรรมการเรียงไว้ แล้วจึงนำรายชื่อเหล่านี้ไปบรรจุลงในตำแหน่งที่เหมาะสมที่ว่างอยู่ต่อไป รายชื่อที่เรียงลำดับไว้เหล่านี้จะถูกประกาศโดยคณะกรรมการออกทาง Internet ทันทีโดยไม่มีผู้ใดแทรกแซงคณะกรรมการเหล่านี้ได้ มองดูแล้วเป็นธรรมดีไหมครับ

............ของไทยเราอย่าว่าแต่คณะกรรมการเลยครับ การบันทึกข้อมูลประวัติ ความประพฤติ ขีดความสามารถและผลงานเป็นบุคคลที่เป็นความถูกต้องแท้จริงยังไม่มี แล้วก็คงมีหลายคนไม่อยากให้มีด้วย ถึงมีก็คงไม่ยอมใช้ เพราะถ้าใช้ ตนเองและพรรคพวกของตนเองคงจะไม่ได้เติบโตขึ้นมาจนถึงขั้นนี้ นอกจากจะไม่มีระบบที่มีความเป็นธรรมแล้ว ยังออกฎระเบียบในการแต่งตั้งและพยายามทุกวิถีทางไม่ให้เจ้าของประเทศ หรือตัวแทนโดยชอบธรรมของประชาชนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการแต่งตั้งพรรคพวกตนเองอีกด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือ ต้องการผูกขาดและกีดกันอำนาจเหล่านั้นไว้กับตนเองแต่เพียงพวกเดียว ถึงแม้ว่า ตำแหน่งเหล่านั้นจะเป็นตำแหน่งที่อยู่ในระดับยุทธศาสตร์ ต้องทำงานสอดคล้องกับนโยบายทางทหารของฝ่ายการเมืองเต็มที่ ( บางประเทศกำหนดให้การแต่งตั้งนายทหารยศระดับ พลโท ขึ้นไป เป็นอำนาจของฝ่ายการเมือง ) พูดง่าย ๆ อีกก็คือ ห้ามพวกอื่นมาล้วงลูก แต่พวกกูจะล้วงลูกเล่นการเมืองกันในกองทัพขนาดไหนก็ตามเป็นสิทธิของกู คนอื่นไม่เกี่ยว

.............ขวัญและกำลังใจของกำลังพลในกองทัพเป็นผลต่อประสิทธิภาพและการทุ่มเทในการรบของกำลังพล และขวัญกำลังใจเหล่านี้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความรู้สึกว่าตนเองมีความมั่นคงในการรับราชการทหาร ความรู้สึกมั่นคงในกองทัพมีผลมาจาก

............ความเป็นธรรมที่ตนเองได้รับในการพิจารณาเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งครับ ทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผล เป็นที่มาของกันและกันอย่างที่เราทุกคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือหลอกกำลังพลและหลอกตนเองได้

............พึงสังวรกันไว้ให้ดีทั้งบรรดาขุนทหารและนักการเมือง มันจะไม่เห็นผลตอนนี้ แต่จะเห็นผลอย่างสำคัญในปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือการต้องใช้กำลังทหารแก้ปัญหาตามแนวชายแดนดังที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ กองทัพมันจะรบไม่ได้หรอกครับ ถ้าไม่เกิดจากความเป็นปึกแผ่นของกำลังพลทั้งหมด หรือว่าพวกท่านคิดว่ามันเป็นปึกแผ่นแล้วอย่างเพียงพอถ้าท่านแต่งตั้งกันเฉพาะคนในรุ่น คนในก๊กต่าง ๆ เฉพาะเทวัญและบูรพาพยัคฆ์

............นักการเมืองเองท่านก็มีส่วนในการทำลายกองทัพอย่างสำคัญ เพราะเพียงแค่การที่ปล่อยให้เป็นหน้าที่เฉพาะคนของกองทัพในการแต่งตั้งโยกย้าย เพียงเพื่อความอยู่รอดของตนเองจากการกลัวการปฏิวัติของพวกอาชีพทหารจำนวนหนึ่ง อาจจะคิดว่าตนเองอยู่รอดในเวลานี้ แล้วเวลาหน้าจะเป็นอย่างไร ( จะรอดหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่ก็ไม่น่าจะรอดเพราะมีตัวอย่างให้เห็นแล้วเมื่อเร็ว ๆ นี้ ) แล้วไม่คิดบ้างหรือครับว่าท่านควรจะทำเพื่อประเทศชาติและประชาชนบ้าง ให้สมควรกับที่ประชาชนเขาเลือกพวกท่านเข้ามาอย่างท่วมท้นเพื่อแก้ไขให้เกิดความถูกต้องและสร้างความเป็นธรรมให้เกิดแก่สังคมนี้ และยังคงแสดงท่าทีพร้อมที่จะยืนเคียงข้างและปกป้องพวกท่านอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย (จะตีเหล็กให้ได้รูปต้องตีตอนที่เหล็กมันกำลังร้อนแดงอยู่เท่านั้น ถ้าปล่อยให้ผ่านช่วงนี้ไปแล้วเหล็กมันเย็นตัวลง ท่านจะไม่มีโอกาสตีมันได้ และถ้าฝืนตีความแข็งของมันจะสะท้อนก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บต่อมือและแขนของท่านได้ครับ) เอวัง

อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
๓๑ ส.ค.๕๔
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1017
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

ต่อไป

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


cron