COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

Moderator: สมาชิกหนุ่ม11, Webmaster

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » อังคาร 20ก.ย.2011 20:34

:arrow: โดย jaws » 20/09/2011 6:25 pm

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน การแต่งตั้งนายพล


.........ขณะนี้เป็นวันที่ ๑๙ ของเดือนกันยายน ของปี ซึ่งควรจะเป็นเวลาที่จะต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลประจำครึ่งแรกของปีงบประมาณ ๒๕๕๕ ออกมาแล้ว แต่ก็ยังครับผมไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ได้แต่ติดตามข่าวจากทางสื่อ TV. และหน้าหนังสือพิมพ์ที่เขาวิจารณ์กันให้แซดไปหมด ถึงความไม่ชอบธรรมในการจะพิจารณาแต่งตั้ง Key man ของแต่ละเหล่าทัพ บก.กองทัพไทย และปลัดกระทรวงกลาโหม อันเนื่องมาจาก พรบ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.๒๕๕๑ บังคับเอาไว้

........ก่อนที่จะว่ากันในรายละเอียด ผมขอถามท่านผู้อ่านทุกท่านสักคำถามหนึ่งว่า “ ท่านคิดว่าท่านต้องการให้ประเทศนี้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ ? ” ถ้าคำตอบของท่านว่า ไม่ใช่ ก็อย่าเสียเวลาอ่านเรื่องนี้ต่อไปเลย ถ้าคำตอบเป็นว่า ใช่แล้ว ก็มาช่วยกันแสดงความเห็นเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้หวังดีต่อประเทศชาติที่เขาจะช่วยกันหาทางแก้ไขต่อไป

..........ผมขออนุญาตชี้ประเด็นสำคัญ ๆ ที่ควรแก้ไขไปทีละเรื่องก็แล้วกันนะครับ

..........ประเด็นแรก เรื่อง พรบ.จัดระเบียบราชการ กระทรวงกลาโหม พ.ศ.๒๕๕๑

...............พรบ.นี้ควรจะยกเลิกเนื่องจากกูรูทางด้านกฎหมาย และหลายส่วนออกมาให้ข้อมูลที่เป็นความจริงต่อสังคมว่า พรบ.ฉบับนี้ผ่านการพิจารณาโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่แต่งตั้งโดย คมช. ที่ไม่เป็นไปตามครรลองของ ปชต. นอกจากนี้ในการประชุมเพื่อผ่านกฎหมายฉบับนี้ สมาชิก สนช.ที่เข้าประชุมมีจำนวนแค่ ๘๕ คน ซึ่งไม่ครบองค์ประชุม ทำให้ พรบ.ฉบับนี้เป็นโมฆะตามหลักการของการผ่านกฎหมายออกมาใช้บังคับ ปชช.ในชาติของรัฐสภา

................ยิ่งไปกว่านั้น พรบ.ฉบับนี้มีหลักการและเหตุผลที่แท้จริงไม่เป็นไปตามปรัชญาของการปกครองแบบประชาธิปไตย เพราะรัฐบาลในขณะนั้นมาจากการแต่งตั้ง ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่ได้มีความโยงยึดกับอำนาจของประชาชน และยังต้องการแยกกองทัพออกจากการควบคุมของประชาชนผ่านรัฐบาลโดยเด็ดขาด เนื่องจากมีความคิดว่านักการเมืองที่เลือกตั้งมาจากประชาชนไม่มีความรู้ความสามารถและไม่มีความดีพอที่จะควบคุมกองทัพดังนั้นจะต้องให้ฝ่ายกองทัพว่ากันเองในทุกเรื่องแม้แต่นโยบายทางทหาร รวมไปถึงการแต่งตั้งผู้นำกองทัพกันเองโดยทหารระดับสูงไม่กี่คนเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดหลักการของประเทศประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์แบบ

................อย่าลืมว่าประเทศชาติก็เหมือนร่างกาย ประเทศชาติจะเป็นประชาธิปไตยได้ก็ด้วยทุกองคาพยพที่ประกอบกันเป็นประเทศนี้ ต้องเป็นประชาธิปไตยตามแบบของมัน ทุกส่วน ถ้าร่างกายของเราสมบูรณ์หมดทุกส่วน แต่มีเฉพาะขาซ้ายหรือแขนขวาที่กำลังเน่าแฟะอยู่ เราจะสรุปเอาได้ว่าร่างกายของเรากำลังสมบูรณ์แข็งแรงและกำลังเจริญเติบโตจะได้ไหม

.................ประเด็นต่อมา เป็นเรื่องของการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ซึ่งก็รวมถึง ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.เหล่าทัพ และปลัดกระทรวง กห. ที่กำลังแต่งตั้งไม่ได้อยู่ทุกวันนี้ อันเนื่องมาจากผลประโยชน์ของบุคคลและกลุ่มบุคคลโดยเฉพาะกลุ่มผู้นำทหารเป็นหลัก ไม่ใช่ผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักแต่ประการใด

................ทำไม่ผมถึงกล้าพูดออกมาอย่างนี้ ก็ท่านลองสดับตรับฟังข่าวสารดูสิครับว่า มันมีเหตุผลอะไร ความจำเป็นอะไร ที่บรรดาผู้นำเหล่าทัพและผบ.ทหารสูงสุดจะต้องไปเสนอชื่อคนเป็นปลัด กห. มันเป็นหน่วยงานของตัวเองหรือก็เปล่า แล้วยังไม่มีมารยาทกันอีกด้วยแบบนี้มันก้าวก่ายงานของคนอื่นเขาหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ผลประโยชน์ของตนและกลุ่มพวกของตนที่ต้องมองกันไปถึงอีก ๑-๒ ปีข้างหน้าเป็นอย่างน้อยพวกเขาจะทำกันแบบนี้หรือ

.................การตั้งคณะกรรมการพิจารณาตัวบุคคลขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายทหารชั้นนายพลทุกระดับ โดยใช้ปลัด กห.,ผบ.ทหารสูงสุด และผบ.เหล่าทัพ เป็นหลัก ซึ่งเป็นทหารประจำการ ( ข้าราชการประจำ )ทั้งสิ้นมีเพียงฝ่ายการเมืองแค่ ๒ คน คือ รมว.กห.และ รมช.กห.เท่านั้นไม่ต้องพูดถึงการรวมหัวกันโหวตลงคะแนนหรอกครับ เอาแค่หลักความเป็นธรรมก็ไม่ได้แล้ว ผบ.เหล่าทัพพวกนี้ รวมถึงผบ.ทหารสูงสุดและ ปลัด กห. ไม่ควรจะมีสิทธิ์พิจารณาตำแหน่งในระดับของตนเอง ควรจะเป็นหน้าที่และสิทธิความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชาเหนือตนเท่านั้นที่จะพิจารณาตำแหน่งระดับนี้ นั่นคือฝ่ายการเมืองครับ

................ที่ผมพูดอย่างนี้ผมใช้หลักของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ทุกอำนาจจะต้องมาจาก ปชช. หรือโยงยึดกับอำนาจของ ปชช. คณะรัฐบาลและตัวนายกรัฐมนตรีนั้นมาจากฉันทานุมัติของ ปชช.ส่วนใหญ่ในประเทศ จึงมีอำนาจอันชอบธรรมอย่างยิ่งที่จะดำเนินการปกครองประเทศให้เป็นไปตามที่ได้ให้สัญญาประชาคมเอาไว้ รวมทั้งการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงทุกหมู่เหล่าที่เป็นผู้ที่รับนโยบายโดยตรงจากรัฐบาลมาปฏิบัติให้เกิดมรรคผลเป็นรูปธรรม

.................ในทางทหารนั้น ประเทศที่เจริญแล้ว และเป็นประชาธิปไตยเขาจะแบ่งการแต่งตั้งทหารออกเป็น ๒ ระดับ คือ ระดับที่กองทัพว่ากันเองและอีกระดับหนึ่งเป็นระดับที่ ฝ่ายการเมืองต้องเป็นผู้แต่งตั้งเท่านั้น เช่นในประเทศมหาอำนาจที่สำคัญของโลกที่กองทัพของเขาสามารถอาละวาดไปได้ทั่วโลก การแต่งตั้งนายทหารระดับชั้นยศพลโท ขึ้นไป ทุกเหล่าทัพ ( ผมหมายถึงทั้งประเทศ ) จะถูกเลือกและแต่งตั้งโดยฝ่ายการเมืองเท่านั้น ระดับพลตรีลงไป จะเป็นเรื่องของแต่ละเหล่าทัพจะพิจารณากันเอง ที่เป็นดังนี้เพราะ นายทหารระดับพลโทขึ้นไปนั้น จะทำงานในระดับยุทธศาสตร์หรือถ้าจะเป็นระดับยุทธการก็จะเป็น Strategic man ในระดับยุทธการ ดังนั้นพวกนี้จะรับ directive จากฝ่ายการเมืองโดยตรงมาปฎิบัติงาน และขณะเดียวกันก็จะเป็นผู้ที่ให้คำแนะนำหรือข้อเสนอแนะแก่ฝ่ายการเมืองในเรื่องปัญหาด้านการทหารและความมั่นคงต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้เองจึงมีความจำเป็นต้องทำงานเข้าขากัน ความเป็นทีมเดียวกันจึงสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นเมื่อพรรคฝ่ายตรงข้ามขึ้นมาปกครองประเทศก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำกองทัพกันขนานใหญ่ถ้าฝ่ายที่ขึ้นมาใหม่เห็นว่าไม่เหมาะสม ไม่ต้องมีความผิดหรือข้อหาการปราบปราม ปชช. เหมือนของเราหรอกครับ และทหารของประเทศเหล่านั้น เขาก็ไม่ว่ากัน เพราะทุกคนเข้าใจว่านี่คือระบอบประชาธิปไตย ที่ ปชช.เป็นใหญ่ที่สุดในชาติ

..............ตามที่กล่าวมาแล้ว การที่มีผู้ออกมาวิจารณ์ว่า “ รมว.กห.ขณะนี้ไม่มีน้ำยา แม้แต่จะโยกย้ายจ่าสักคนหนึ่งก็คงจะทำไม่ได้ ” ผมว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วละครับ และถ้าถึงแม้ว่าจะมีน้ำอิ๊วสามารถย้ายจ่าได้ก็ไม่สมควรทำหรอกครับ เพราะมันเป็นหน้าที่ของระดับอื่น ๆ เขาทำ ระดับ รมว.กห.มันต้องย้าย ผบ.เหล่าทัพและระดับ พลโท ขึ้นไปนั่นแหละครับ มันจึงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม

.............ประเด็นสุดท้าย ที่ผมจะขอกล่าวถึงก็คือ นายกรัฐมนตรีจะต้องอยู่ในสายการบังคับบัญชาของกองทัพ เนื่องจากเป็นหัวหน้ารัฐบาล ผู้รับผิดชอบต่อความเจริญก้าวหน้า ความล้มเหลวและความมั่นคงของประเทศนี้ ดังนั้นนายกรัฐมนตรี จะต้องเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทัพ จะต้องเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่สิทธิ และความรับผิดชอบโดยตรงในการแต่งตั้งนายทหารโดยเฉพาะนายทหารชั้นนายพลตามที่ผมกล่าวไว้แล้ว ไม่ใช่แค่ รมว.กห.หรือบรรดา ผบ.เหล่าทัพว่ากันเองอย่างที่เป็นอยู่ตาม พรบ.ของ คมช.

...............ผมอยากจะถามว่า ถ้ากองทัพของประเทศนี้รบแพ้ในสงครามที่ประกาศโดยประเทศไทย ฝ่ายใดจะต้องรับผิดชอบกันบ้าง ผมว่าไม่พ้น หน.รัฐบาลที่จะต้องขึ้นศาลทั้งภายในและภายนอกประเทศเป็นคนแรก แล้วแบบนี้จะให้กลุ่มทหารเขาแต่งตั้งคนกันเองเพื่อผลประโยชน์ของพวกกันเองอยู่อีกหรือ ทำไมไม่ให้เป็นอำนาจของฝ่ายการเมืองซึ่งต้องตัดสินเลือกและแต่งตั้งบุคคลเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมและประเทศชาติที่พวกท่านรับผิดชอบอยู่เป็นหลักล่ะครับ

................ประเทศประชาธิปไตยนั้นการควบคุมและการใช้กำลังทหาร ซึ่งเป็นลูกหลานของ ปชช.ในชาตินั้นเป็นอำนาจและหน้าที่ของรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งของ ปชช. หน.รัฐบาลซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการบริหารประเทศจะต้องเป็น ผบ.สูงสุดของกองทัพ คำสั่งและนโยบายทางทหารของผู้นำรัฐบาลเป็นคำสั่งอันชอบธรรมที่ทหารจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดดั่งบัญชาจากสวรรค์ เพราะมันเป็นคำสั่งและนโยบายที่มาจาก ปชช.ส่วนใหญ่ของประเทศต้องการตามนั้นผ่านรัฐบาลที่โยงยึดอยู่กับ ปชช. นี่คือการปกครองที่ ปชช.เป็นใหญ่ที่เรียกว่า Absolutely Civilian Control

..............ดังนั้นไอ้ที่คิดการใหญ่อะไรกันอยู่น่ะเลิกเสียเถิดครับ เพื่อเห็นแก่ความสงบของประเทศนี้ หันไปดูภายนอกกองทัพเสียบ้างว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าจะดึงดันกับ ปชช. เขาพูดกันถึง Libya Model ให้ทั่วไป ไม่เข้าใจสัญญาณกันบ้างหรือครับว่า ปชช.เจ้าของประเทศเขาต้องการอะไร รัฐบาลก็เช่นเดียวกัน ถ้าท่านไม่สามารถควบคุมและใช้กำลังทหารตามแบบชาติปชต.ได้ก็ไม่ควรยืดอกเป็นรัฐบาลอยู่ให้เป็นที่ผิดหวังของ ปชช. ที่เลือกพวกท่านเข้ามาอย่างท่วมท้น เพราะท่านไม่มีขีดความสามารถที่จะจัดการกับปัญหาเล็ก ๆ เช่นนี้ได้ แล้วท่านจะไปจัดการกับปัญหาใหญ่ ๆ ระหว่างประเทศในเรื่องความมั่นคงได้อย่างไร

...............กฎหมายเขียนโดยคนก็ต้องแก้ได้ด้วยคนเช่นเดียวกันครับ อะไรที่ไม่ถูกต้องก็คงต้องถูกแก้ไขให้ถูกต้องครับ ถ้าพวกท่านทำในสิ่งที่ถูกต้อง และนำความเป็นธรรมมาสู่ประชาชนและประเทศชาติ ผมก็คิดว่าประชาชนเขาก็คงพร้อมที่จะป้องกันรัฐบาลที่พวกเขาเลือกเข้ามาเช่นเดียวกันครับ

อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
๑๙ ก.ย. ๕๔
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1001
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » ศุกร์ 14ต.ค.2011 22:10

:arrow: โดย jaws » 10 ต.ค. 2011, 12:12

มาแล้วครับ คราวนี้ถูกต้องแน่นอน "ด้วยรักและห่วงใย ตอนที่ 39" ได้ให้พี่ป๋องอับดุล ส่งให้ใหม่ครับ ส่วนที่พี่จึ๊ดว่าผมถอดใจหรือเปล่า ผมได้ถอดเครื่องแบบไปทำงานลับ ตั้งแต่ปี44 คราวที่ผมโดนเด้งไปเป็น นฝสธ.ผบช.แทนที่จะเป็น ผบ.ป. และทำงานในตำแหน่งพลขับ เสมียน เจ้าหน้าที่สื่อสาร และหัวหน้าทีม รับรองไม่ถอดใจแน่ยินดีทำงานให้รุ่น และเพื่อนๆทุกคนครับผม


ด้วยรักและห่วงใย
ตอน “ ไม่ใช่อำนาจของทหาร ”


..........เรื่องที่ผมนำมาเป็นประเด็นแลกเปลี่ยนความเห็นในวันนี้ เป็นเรื่องของทหารที่ต้องไม่เป็นอำนาจของทหาร

.........สืบเนื่องมาจากการปรับย้ายและแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล เมื่อ ๓๐ ก.ย.๕๔ ที่ผ่านมา ผมได้รับคำถามทั้งจากบุคคลพลเรือนและเหล่าเพื่อนทหารด้วยกัน ขอให้ผมช่วยแสดงความเห็นว่า การแต่งตั้งในครั้งนี้ ซึ่งทั้งหมดเป็นการแต่งตั้งของทหารด้วยกันเองรัฐบาลไม่เกี่ยว การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นการแต่งตั้งที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ เป็นธรรมกับทหารด้วยกันเองหรือไม่ และจะทำให้กองทัพเข้มแข็งเป็นปึกแผ่นจริงตามคำอวดอ้างของบางคนหรือไม่

...........ก่อนที่ผมจะตอบข้อกังขาของบรรดาท่านทั้งหลาย ( ตามความรู้และประสบการณ์ของผม ) ผมขอความกรุณาให้ท่านทบทวนด้วยรักและห่วงใยตอน “ การแต่งตั้งนายพล ” ลงวันที่ ๑๙ ก.ย.๕๔ ประมาณหน้าที่ ๒๐ และตอน “ Promotion system ” ลง ๓๑ ส.ค.๕๔ ในหน้า ๑๘ของบทความด้วยรักและห่วงใย เพื่อเป็นการปูพื้นฐานหลักการของประเทศประชาธิปไตยที่เจริญแล้ว ถ้ายากลำบากในการค้นหาท่านอาจจะไปดูที่ Copy บทความของ พล.อ.อดุล อุบล ก็ได้ครับอยู่ที่หน้า Webb Noom 11 . Com อาจจะง่ายกว่า

............ในด้วยรักและห่วงใยทั้งสองตอนนั้นได้กล่าวถึงสาระสำคัญของเหตุผล หลักการ และวิธีการ ในการแต่งตั้งนายทหารทั้งชั้นนายพลและระดับอื่น ๆ ของประเทศศีวิไลซ์แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแบ่งนายทหารชั้นนายพลออกเป็นสองระดับ ระดับใดที่ต้องแต่งตั้งด้วยฝ่ายการเมืองซึ่งเป็นรัฐบาลในการบริหารประเทศซึ่งต้องรับผิดชอบต่อความมั่นคงของประเทศ และระดับใดที่ยังคงให้ฝ่ายทหารแต่งตั้งกันเองได้อย่างอิสระ

............การแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลในครั้งนี้ส่งผลให้สังคมเริ่มตั้งคำถามกับ พรบ.การจัดส่วนราชการกลาโหม ปี ๕๑ ที่ออกโดยรัฐบาลที่เกิดจากการรัฐประหารว่าไม่มีความเหมาะสม ไม่มีความเป็นธรรมต่อการบริหารงานของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่มีอำนาจโยงยึดกับ ปชช.และไม่เป็นธรรมต่อปชช.ที่เป็นเจ้าของประเทศ สมควรที่จะต้องได้รับการแก้ไขหรือยกเลิกและออกกฎหมายใหม่ขึ้นมาทดแทน เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน

..............ในขณะเดียวกันก็มีผู้ออกมาโต้แย้งแสดงความไม่เห็นด้วยในกรณีที่จะมีการยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งคงจะเป็นกลุ่มผู้ที่เสียประโยชน์โดยอ้างเหตุผลว่า จุดประสงค์ของ พรบ. ฉบับนี้ คือต้องการให้ทหารเป็นเอกภาพ ไม่มีใครรู้จักทหารดีเท่ากับทหารด้วยกัน จึงต้องให้ทหารเข้ามาแต่งตั้งกันเองและการแต่งตั้งก็มีคณะกรรมการในการแต่งตั้งอยู่แล้ว ต้องการให้กองทัพเป็นปึกแผ่น ป้องกันนักการเมืองเข้ามาล้วงลูกในกองทัพ ผมไม่ทราบว่าพวกท่านเข้าใจอะไรกันผิดหรือเปล่า หรือจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ หรือพยายามดึงดันต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ส่วนบุคคลเหนือส่วนรวมเป็นหลัก ประกอบกับความรู้สึกแตกแยก แบ่งฝ่าย ไม่ยอมรับและไม่ยอมอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของฝ่ายการเมือง ดูถูกฝ่ายการเมืองว่าไม่มีความรู้ทางด้านทหาร และความมั่นคง ไม่รักชาติเหมือนพวกทหาร

..............คราวนี้เรามาลองร่วมความเห็นด้วยกันเพื่อตอบคำถามของเหล่าบุคคลทั้งพลเรือนและทหารที่ถามผมกันนะครับ

.............ประเด็นแรก เรื่องของความถูกต้อง เหมาะสมของการปรับย้ายและแต่งตั้งนายพลครั้งนี้

............ ถ้าเรายอมรับและยึดมั่นในระบอบการปกครองแบบ ปชต. และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศของเราให้ไปสู่ระบอบการปกครองของ ปชช. เพื่อ ปชช.และโดย ปชช. อย่างแท้จริง เราก็คงต้องพัฒนาการปกครองนั้นให้ทุกระบบ ทุกองค์กรทุกองคาพยพ เป็น ปชต.เท่านั้น จึงจะทำให้ประเทศชาติเป็นประชาธิปไตยได้ อำนาจนอกระบบเหนือ รธน.ของชาติจะต้องไม่มี ทุกส่วนทุกระบบที่เป็น Public goods จะต้องถูกควบคุมโดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของ ปชช.และต้องโยงยึดกับอำนาจของ ปชช. โดยผ่านรัฐบาลนั้น กิจการทหารก็เป็นส่วนหนึ่งของ Public goods

.............เมื่อกองทัพต้องโยงยึดกับอำนาจของ ปชช.โดยผ่านการควบคุมบังคับบัญชาของรัฐบาลแล้ว ผู้นำกองทัพในระดับที่กล่าวมาแล้วคือ ระดับยุทธศาสตร์ (พลโท ขึ้นไป) จึงต้องถูกคัดเลือกและแต่งตั้งโดยคณะรัฐบาลผู้บริหารประเทศ จะมามุบมิบแต่งตั้งกันเองแบบที่ผ่านมาตาม พรบ.กห.ฉบับเจ้าปัญหา จึงไม่เป็นการถูกต้องเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง ผมอยากจะถามบรรดาผู้นำเหล่าทัพอย่างนี้นะครับ พวกท่านก็คงจะเคยเป็น ผบ.พัน ผบ.กรม หรือ ผบ.พล มาบ้าง ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง สมมุติว่า ผบ.พัน. ในกองพลของท่านคนหนึ่งต้องเลื่อนขึ้นไปเป็น เสธ. กรม แล้วบรรดา ผบ.พัน.ทั้งหลาย รวมหัวประชุมกันจะเอา พ.ต. หรือ พ.ท.คนหนึ่งเป็น ผบ.พัน. แทนคนที่ย้ายไป แถมบอกว่าเรื่องนี้ควรจะเป็นพวกเขาพิจารณากันเองเพราะไม่มีใครรู้จัก รุ่น ๆ พวกเขามากกว่าตัวพวกเขาด้วยกันเอง ห้ามท่านที่เป็น ผบ.กรม หรือ ผบ.พล.ที่เป็น ผบช. พวกเขาล้วงลูกลงไปแต่งตั้ง ผบ.พัน. ตำแหน่งนั้น ท่านจะคิดอย่างไรจะยอมพวกเขาหรือไม่ ในเมื่อท่านจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบความล้มเหลวในการปฏิบัติงานของ กรม หรือ กองพล ของท่านที่มี กองพัน นั้นเป็นหน่วยหลักอยู่ด้วย

.............บางคนออกมาพูดหนักไปกว่านี้อีกครับ เขาออกมาพูดว่า ทหารมีภารกิจที่จะต้องออกไปรบถ้าเกิดสงคราม เหมือนสั่งเขาไปตาย ถ้าตั้งคนไม่ได้ก็จะสั่งคนไปรบไม่ได้อะไรทำนองนั้นแหละ ถ้าคิดได้แค่นี้ก็ไม่สมควรมาอวดอ้างว่าเป็นทหารอาชีพกันแล้ว แค่ทหารธรรมดายังเป็นไม่ได้เลย กองทัพมหาอำนาจที่เขามี ปชต.เต็มรูปแบบไม่ต้องมีสัญลักษณ์อะไรมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและอุดมการณ์ เขาปฏิบัติการรบอย่างกล้าหาญและลงไปสู้รบแม้ในสถานการณ์ที่เห็นว่าตนเองจะต้องลงไปตายอย่างแน่นอนเขาก็จะลงไปเพราะความเป็น Real Soldier กองทัพของเขาฝึกอบรม และ Lead ทหารกันอย่างไร ไม่เห็นเขามีปัญหาต้องมาอ้างเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายต้องเป็นคนของกองทัพพิจารณากันเองเท่านั้น กองทัพพวกนี้เขาให้ระดับการเมืองแต่งตั้ง พลโทขึ้นไปทั้งนั้นแหละ ทหารในกองทัพประเทศเหล่านั้นเขาอาสามาเป็นทหารอาชีพป้องกันแผ่นดินและ ปชช.ของเขาแม้จะต้องสละชีวิตเขาก็ยอมได้ เขาไม่ได้สนใจผลที่จะเกิดต่อชีวิตของเขาจากคำสั่งของ ผบช.หรอกครับ เขารู้ว่าเขาจะต้องปฏิบัติหน้าที่ของทหารที่ดีต้องยึดมั่นใน Intent ของ ผบช. เพราะพวกเขามีความเชื่อมั่นศรัทธาที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ ผบช.ของพวกเขาถูกเลือกจากรัฐบาลที่ได้รับฉันทานุมัติจาก ปชช. เจ้าของประเทศที่พวกเขากำลังปกป้องอยู่ ดังนั้น ผบช.ของพวกเขาคงต้องเป็นคนดีมีความสามารถที่ ปชช.ยอมรับให้มานำพวกเขา คำสั่งของ ผบช. เหล่านี้จะต้องผ่านการกลั่นกรองมาอย่างดีที่สุดแล้ว เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมคือ ปชช. คำสั่งเหล่านั้นมันคือพรจากสวรรค์ที่พวกเขายึดถือและปฏิบัติตามด้วยชีวิต โดยไม่ต้องมีพระเดชพระคุณ จากการแต่งตั้งหรืออำนาจในการให้บำเหน็จรางวัลเหมือนที่กำลังคิดกันอยู่หรอกครับ การยอมสละได้แม้ชีวิตมันจะต้องมาจากความเชื่อมั่นศรัทธาที่แท้จริง และความเชื่อมั่นศรัทธาที่แท้จริงมันจะมาจากการยอมรับในความดี ความรู้ ความสามารถ Leadership ไม่ได้มาจากการยอมตามเพราะอำนาจแต่งตั้งที่กล่าวมาแล้ว ถ้าผู้บังคับบัญชาคิดได้แต่เพียงว่าตนเองจะต้องมีอำนาจแต่งตั้งและปูนบำเหน็จรางวัลให้เท่านั้นจึงจะสั่งทหารไปรบได้ การคิดแบบนี้ก็เหมือนกับว่าผู้บังคับบัญชาคนนั้นกำลังใช้วิธีการของกลุ่มมาเฟียหรือผู้มีอิทธิพลในการดึงความเชื่อฟังและยอมตามจากลูกน้องด้วยการเอาประโยชน์มาล่อใจ ซึ่งมันไม่ใช่หลักการที่ถูกต้องของการบังคับบัญชากำลังทหาร ดังนั้นถ้ากองทัพของท่านถูกสร้างให้เป็นทหารอาชีพแล้วท่านไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะสั่งพวกเขาไปรบไม่ได้หรอกครับ นอกเสียจากว่าจะสั่งพวกเขาไปทำอย่างอื่นที่ไม่ถูกต้องทำนองคลองธรรมเท่านั้นเอง

.................ด้วยเหตุผลตามที่กล่าวมาแล้ว ผมจึงสรุปด้วยตัวของผมเองว่า การแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลที่ผ่านไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ เป็นการแต่งตั้งที่ไม่ถูกต้องและเหมาะสมต่อหลักการประชาธิปไตยในการปกครองประเทศครับ

.................ประเด็นต่อมาเรื่องของความเป็นธรรมและความเป็นปึกแผ่นของการแต่งตั้งในครั้งนี้ ก็แทบจะไม่ต้องคิดในเมื่อมันไม่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว ความเป็นธรรมและความเป็นปึกแผ่นมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ทหารมักจะสำคัญตนผิดคิดว่าตนเองสำคัญกว่าส่วนอื่นๆ ตนเองเป็นส่วนนำของประเทศนี้ คิดว่าตนเองเก่งกว่า? มีความรักชาติมากกว่า? ซื่อสัตย์สุจริตมากกว่า? ดูหมิ่นดูแคลน พวกอื่น ๆ โดยเฉพาะนักการเมืองว่าเป็นคนไม่ดีเข้ามากอบโกยเอาจากประเทศชาติ ไม่มีทางที่ ปชต.จะเจริญได้ในประเทศนี้ ความคิดแบบนี้แหละครับที่มันเป็นแรงผลักดันให้เกิด พรบ.กห.ฉบับเจ้าปัญหาขึ้นเพื่อกีดกันความเป็นธรรมที่จะเข้ามาสู่กองทัพจาก ปชช. เป็นการป้องกันพวกอื่น ๆ เพื่อให้ทหารด้วยกันเล่นการเมืองกันในกองทัพได้อย่างเต็มที่ แต่งตั้งกันเองด้วยระบบอุปถัมภ์เต็มรูปแบบ ดังจะเห็นได้จาก ผบ.พล.ในทภ.๑ทั้งหมด ในการแต่งตั้งครั้งนี้มาจากคนของกองพลเดียวใช่หรือไม่ ผมอยากจะทราบว่า ตนของกองพลอื่น ๆ เขาไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถ ไม่มีผลงานบ้างเลยหรือ หรือว่าสิ่งพวกนี้มันถูกบดบังด้วยปัจจัยของความต้องการ ความจงรักภักดี( Loyalty ) ต่อตัวท่านเองและความร่วมหัวจมท้ายในการปฏิบัติตามคำสั่งในทุกกรณีโดยไม่ต้องคำนึงถึงความถูกต้อง จนมองไม่เห็น

............การออกมาอ้างว่าการแต่งตั้งทหารมีคระกรรมการ ( Board ) ในการแต่งตั้งทุกระดับแสดงถึงความเป็นธรรมอย่างเพียงพอแล้ว คำว่า บอร์ด ของกองทัพบกไทยมันไม่ได้แตกต่างไปจากตัวแทนของ ผบช.ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างความแนบเนียนในการแต่งตั้งให้เป็นไปตามความต้องการของ ผบช. เสมือนว่าได้กระทำด้วยความเป็นธรรมแล้ว เรื่องแค่นี้มันหลอกผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ได้หรอกครับมันมีแต่จะสร้างและคงความแตกแยกอยู่ตลอดไป ความเป็นปึกแผ่นจึงเกิดขึ้นไม่ได้ ด้วยการแต่งตั้งระบบนี้ครับ

..........ผลจากการแต่งตั้งเช่นนี้มันไม่ต้องคอยดูว่าเกิดสงครามแล้วจะเป็นอย่างไร ไม่ต้องคอยนานและเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายขนาดนั้น เพราะมันได้แสดงให้เห็นแล้วใน ๓ จชต. ถึงแม้จะมีปัจจัยอื่น ๆ เป็นสาเหตุผสมอยู่ด้วย แต่ปัจจัยเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายในกองทัพทุกระดับได้ส่งผลของมันให้เห็นถึงประสิทธิภาพและผลงานของกองทัพใน ๓ จชต.ว่าตกต่ำขนาดไหน

............ผมเห็นใจรัฐบาลที่จะต้องเข้ามาแก้ไขในเรื่องนี้แต่ต้องกระทำ เพราะถ้ารัฐบาลไม่แตะต้องเรื่องนี้ด้วยสาเหตุแห่งการกลัวรัฐประหาร กลัวความสั่นคลอนของตนเอง อ้างเหตุแห่งการปรองดองภายในชาติ ถ้าพวกท่านคิดได้แบบนี้ก็เท่ากับท่านกำลังทำลายกองทัพของประเทศที่ท่านกำลังรับผิดชอบ การปรับปรุงพัฒนากองทัพให้เจริญก้าวหน้า มีประสิทธิภาพมีความเข็มแข็งนั้นเป็นหน้าที่และอยู่ในความรับผิดชอบของพวกท่านที่จะทำได้ ลำพังตัวทหารนั้นไม่สามารถกระทำได้เพราะมันมีการสมประโยชน์กันอยู่ในกลุ่มผู้ที่ครองอำนาจ กองทัพของประเทศที่เจริญแล้วเขามีความเป็นปึกแผ่น มีขีดความสามารถสูงสามารถอาละวาดไปได้ทั่วโลก ก็เพราะกำลังพลในกองทัพเหล่านั้น มีความเชื่อมั่นศรัทธาในประเทศชาติ มีความรู้สึกมั่นคงในอาชีพ เกียรติยศและศักดิ์ศรี ด้วยรู้สึกถึงความเป็นธรรมที่พวกเขาได้รับในการรับราชการอยู่ในกองทัพ ความเป็นธรรมที่พวกเขาได้รับ มีผลต่อ ขวัญกำลังใจ และการเสียสละมากกว่าเงินเดือน และผลตอบแทนอย่างอื่น ๆ ครับ

.............. สำหรับ พรบ. กห.เจ้าปัญหานั้นไม่ต้องไปให้หน่วยงานใดตีความว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ให้เสียเวลาหรอกครับ อย่างไรเสียมันก็ต้องถูกแก้ไขตามเหตุผลแห่งความถูกต้องเหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อประสิทธิภาพของกองทัพตามระบอบประชาธิปไตยและเพื่อความเป็นธรรมของสังคม ที่ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ต้องการ เพราะโดยแท้จริงแล้วทหารในกองทัพก็คือ ลูกหลานของประชาชนที่มาอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้นำกองทัพ เพียงชั่วคราวเท่านั้น เราจะต้องทำให้พวกเขาผูกพันกับ ปชช.มากกว่าสิ่งใดๆ

อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
๖ ต.ค.๕๔
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1001
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » พุธ 19ต.ค.2011 08:42

:arrow: โดย jaws » 18 ต.ค. 2011, 18:26

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน “ ทางของใคร ”


เพื่อน ๆ คงจะเห็นว่า ระยะหลัง ๆ นี้ ผมจะขึ้นต้นเรื่องด้วย “ มีคนถามผมว่า...........” พวกท่านคงจะคิดว่าผมคิดเรื่องไม่เป็นแล้ว ถูกต้องเลยครับ ผมไม่รู้ว่าจะเริ่มคุยกับท่านด้วยเรื่องอะไรและก็ไม่ทราบว่าท่านอยากจะคุยเรื่องเหล่านี้กับผมหรือไม่ผมก็เลยใช้การตอบปัญหาของบุคคลอื่น ๆ เขียนมาคุยกับท่าน เผื่อว่าท่านจะมีความเห็นแย้ง หรือช่วยขยายความเข้าใจของผมให้กับบุคคลที่ถามความเห็นมาให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น บุคคลเหล่านี้ส่วนมากก็เป็นกลุ่มเพื่อนพลเรือนที่เคารพนับถือกันมานานแล้ว เขาจึงถามผม ถ้าเป็นเพื่อน ๆ หนุ่ม ๑๑ คงไม่มีใครถามปัญหาหรือความเห็นเหล่านี้หรอกครับ

เนื่องจากในห้วง ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา ทหารลูกหลานของเราเสียชีวิตใน ๓ จชต.หลายคน มากกว่าในช่วงอื่น ๆ จนเป็นที่ห่วงใยของทหารด้วยกันเอง และ ปชช.ที่ให้ความสนใจคอยติดตามข่าวคราว เอาใจช่วยเหลือให้ทหารปลอดภัยในการทำงานในภาคใต้
หลายคนถามคำถามที่ผมเบื่อและไม่อยากจะพูดถึงมากที่สุดคือ – เมื่อไรปัญหานี้จึงจะจบ – หรือทหารเราทำอะไรไม่ได้เลยหรือทั้ง ๆ ที่บอกได้ว่ามีโจรก่อการร้ายแค่ไม่ถึงหมื่นคน แถมรู้อีกว่าใครเป็นใครในองค์กรของพวกเขา – หรือที่ว่า เรามาถูกทางแล้ว แต่ทำไมมันยังรุนแรงอยู่อีกล่ะ – หรือเราจะเสีย สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เขาหรือไม่ ( ผมไม่รู้ว่าให้ใคร ) – ไอ้ที่สนิทกับผมมากที่สุดก็คือ “ พี่ทหารไทยมันรบเป็นหรือเปล่าวะ ” ว่าง ๆ เพื่อนหนุ่ม ๑๑ ช่วยตอบเข้ามาในกระทู้ของบทความด้วยรักและห่วงใยบ้างก็จะเป็นพระคุณอย่างสูงต่อผมครับ

ผมขอสารภาพกับท่านทั้งหลายอย่างไม่อาย และตรงไปตรงมาได้เลยว่า ในการรับราชการทหารของผมจนมาถึงวันนี้จะเกษียณราชการอยู่แล้ว เป็นเวลา ๓๗ ปีนั้น ผมไม่เคยไปทำงานในภาคใต้เลย ไม่มีประสบการณ์ ไม่มีข้อมูลทั้งทางกว้างและทางลึกเหมือนกับเพื่อน ๆ ที่อยู่ภาคใต้มาตลอดหลายคน ตัวอย่างก็เช่น พี่ตระหง่าน สุจริต พี่สมศักดิ์ กิจพ่อค้า พี่กสิกร คีรีศรี สมาชิกหนุ่ม ๑๑ แดนใต้ของพวกเราเป็นต้น อ้อลืมไปอีกคนหนึ่งที่จะลืมเสียมิได้เลยคือ พี่กิตติพันธ์ นพวงศ์ ณ อยุธยา ที่มีนักวิชาการสำคัญเป็นที่ปรึกษาอยู่ข้างกาย ซึ่งพี่แจ้ท่านก็ได้เขียนอะไรเป็นความรู้ให้ในบทความนี้หลายตอนแล้วก็ขอขอบคุณ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ
หลังจากที่มีการล้มตายกันคราวละ๔-๕ คน ติดกันมา ได้มีคอลัมน์ใน นสพ.ออกมาวิจารณ์และถามถึงเหตุการณ์ ใน ๓ จชต. ความโดยสรุปว่า บรรดาทหารในกองทัพบอกว่า มาถูกทางแล้ว แต่ยังคงเจ็บยังคงตาย รวม ๆ กันเป็นหมื่นคนแล้ว ( มันจะถึงจริงหรือเปล่า – ผมเอง ) แถมยังสอนอีกว่า ( ไม่รู้ว่าตั้งใจจะสอนใคร ) มันไม่เหมือนกับการปะทะกับต่างชาติในสมัยที่ พล.ร.อ.สงัด ชะลออยู่ เป็น ผบ.ทหารสูงสุด และหัวหน้าคณะปฎิวัติที่สั่งว่า “ ถ้าเอาศพ ( จ่าทหารเรือ ) ออกมาไม่ได้ก็ให้ถมศพเพิ่มเข้าไปจนกว่าจะเอาออกมาได้ ” เพราะภาคใต้เป็นเรื่องของคนไทยด้วยกันเอง แต่มีอุดมการณ์และความคิดต่างกัน แล้วก็บอกให้รู้เหมือนกับถามว่า กองทัพจะแก้ไขปัญหานี้กันอย่างไร

พวกท่านคิดอย่างไรครับ เป็นคำถามที่เป็นเรื่องเดียวกันทั้งกลุ่มพลเรือนที่เป็นเพื่อนเคารพของผมถามมายังตัวผม และ นสพ.ถามสังคม แต่มุ่งไปยังกองทัพว่าจะทำอย่างไร แต่สำหรับประการหลังผมก็ยังไม่เห็นว่ากองทัพแสดงอะไรตอบสนองคำถามของสังคม หรือมองไม่เห็นว่าเป็นปัญหาก็มิอาจทราบได้

แต่ผมจะตอบคำถามเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกฝ่ายด้วยการใช้คำถามย้อนไปตอบคำถามของพวกเขาแต่กระทบไปถึงบุคคลหลายฝ่ายที่สำนึกตนว่าเกี่ยวข้องก็แล้วกัน ( วิธีการนี้เป็นวิธีการที่ผมเรียนรู้มาจากการเป็นอาจารย์ รร.เสนาธิการทหารบกเป็นการเฉพาะ ผู้ที่ชำนาญในการใช้วิธีการนี้และได้ผลมากที่สุดคือ พีสมบัติ ม่วงกล่ำ ของผมนั่นเอง แต่ท่านก็ออกตัวว่า กว่ามันจะเข้าใจมันด่ากูเสียเละก่อนแล้วจึงบังเกิดผล )

กลับมาที่เรื่องปัญหา ๓ จชต. ของเราว่ามันเกิดอะไรขึ้น จึงอยู่ในสภาพแบบนี้ ดูเหมือนไม่มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ไม่เห็นภาพหรือสัญญาณแห่งความถูกทางของผู้นำกองทัพตามที่ได้พร่ำบอกกับ ปชช.ว่า เรามาถูกทางแล้ว เวลาที่เหตุการณ์ซา ๆ ลงไป ไม่รู้ว่าเป็นเพราะน้ำท่วมเฉอะแฉะผู้ก่อการร้ายมันขี้เกียจไม่อยากเปียกปอนเลอะเทอะมันก็เลยหยุดพัก หรือไม่ก็เพราะเป็นเวลาที่พวกเขาไปเข้ารับการฝึกอบรมหลักการใหม่ ๆ ฝึกซักซ้อมที่จะทำการรุนแรงครั้งต่อไป ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงทหารเราก็บอกว่า เรามาถูกทางแล้ว เรากดดันฝ่ายเขาได้ เขาจึงไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเสรี..............แต่เมื่อมีการทำรุนแรงจากฝ่ายก่อการร้าย มีการบาดเจ็บล้มตายของทหารและพลเรือนจำนวนมาก ท่านเหล่านั้นก็ออกมาพูดอีกว่า เรามาถูกทางแล้ว ฝ่ายเรากดดันฝ่ายตรงข้ามอย่างได้ผลทำให้ฝ่ายตรงข้ามออกมาก่อเหตุสร้างความเสียหายรุนแรงให้แก่ฝ่ายรัฐเพื่อสร้างผลงานและขวัญกำลังใจของพวกก่อการร้ายด้วยกันเอง............ผมก็ขอแสดงความยินดีด้วยครับที่ไม่ว่าอย่างไรเราก็มาถูกทางแล้ว ฝ่ายตรงข้ามจะทำอะไรรุนแรงหรือไม่ทำอะไรเลยเราก็มาถูกทางแล้ว ฝ่ายเราและปชช.จะบาดเจ็บล้มตายน้อยหรือมากอย่างไรเราก็มาถูกทางแล้วอีกเหมือนกัน แต่ผมให้สงสัยอยู่นิดเดียวจริง ๆ ครับ ไม่มากเลย ว่า มันถูกทางของใคร

สำหรับคำถามที่ผมอยากจะถามเพื่อเป็นความรู้ของผมและเป็นการตอบคำถามกลุ่มพลเรือนที่เคารพของผมด้วยก็มีอยู่ว่า

๑. ตอนนี้เรากำลังรบอยู่กับใคร บางคนบอกว่ารบอยู่กับพวกก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน แล้วตอนนี้มีอยู่กี่กลุ่ม.........ขณะเดียวกันบางคนบอกว่าปัญหาแบ่งแยกดินแดนถึงมีอยู่จริงก็ไม่สำคัญ ไม่รุนแรงเท่าที่คิด ปัญหาที่สำคัญคือ พวกอาชญากรโจรผู้ร้ายผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นมากกว่า อันได้แก่พวก พวกค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ แรงงานเถื่อน สินค้าหนีภาษีและผิดกฎหมาย..........หรือทั้งสองช่วยผสมโรงให้ให้เกิดความรุนแรงและเพิ่มปัญหาความมั่นคงในพท.มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการปราบปรามการก่อการร้ายและการปราบปรามโจรผู้ร้ายมันต่างกันทั้งด้วยวิธีการและกำลังที่เหมาะสมนะครับ

๒. เมื่อทราบคำตอบในข้อ ๑ โดยแน่ชัดแล้ว และถ้าเป็นพวกแบ่งแยกดินแดนละก็เรื่องใหญ่ครับ คำถามตามมาในข้อนี้คือ Vision หรือ Intent ของเขาโดยเฉพาะในส่วนของ End State ทางการเมืองของเขาคืออะไร ยังคงดำรงอยู่หรือเปลี่ยนแปลงไปแล้ว หรือน่าจะเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ถ้า.............

๓. เมื่อทราบคำตอบข้อ ๒ แล้ว คำถามต่อมาคือ ฝ่ายเขาน่าจะใช้ Theory ใดในการทำสงครามเพื่อเอาชนะฝ่ายเราบ้างเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามข้อ ๒ ให้ได้ด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุด

๔. จากทฤษฎีในข้อ๓ฝ่ายผู้ก่อการร้ายจะใช้Warfareอะไรได้บ้างที่สอดคล้องกับทฤษฎีในข้อ ๓

๕. เมื่อฝ่ายเขาคิดได้มาถึงข้อที่ ๔ แล้วเขาจะใช้หลักวิชาการ + ประสบการณ์ + จินตนาการ รวบยอดออกมาเป็น แผนยุทธศาสตร์อะไรได้บ้าง เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองหรือ End State ทางการเมืองของพวกเขา

๖. เมื่อฝ่ายเขามียุทธศาสตร์ในการทำสงครามเอาชนะฝ่ายเราแล้ว ยุทธวิธีอะไรบ้างที่สามารถสร้างสภาวะแวดล้อมไปสู่ Decisive Blow ที่พวกเขาจะพิจารณานำมาใช้ เพื่อไปสู่ชัยชนะในบั้นปลายจนบรรลุวัตถุประสงค์ในระดับยุทธศาสตร์และบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองในที่สุด

๗. เครื่องมือในการทำสงครามของฝ่ายตรงข้ามมีอะไรบ้าง กำลังพลของพวกเขามาจากแหล่งใด เป็นคนไทยเหมือนกับเราหรือเปล่า มีพื้นฐานทางด้านการศึกษาขนาดไหน ได้รับการฝึกมาจากที่ใด ประสิทธิภาพในการรบ อุดมการณ์ของพวกเขาอยู่ในระดับใด โครงสร้างและการจัดองค์กรของพวกเขาเป็นอย่างไร อาวุธยุทโธปกรณ์ได้มาอย่างไร ความทันสมัยของเทคโนโลยี ท้ายที่สุดพวกเขาได้รับการส่งกำลังบำรุง และการสนับสนุนจากฝ่ายใดบ้าง ทั้งในหรือนอกประเทศ

ที่กล่าวมาแล้วคือคำถามในความเป็นคำตอบของผมในด้านของฝ่ายตรงข้ามของฝ่ายรัฐ ประเด็นต่อมาคือ องค์ประกอบของคำตอบทางด้านฝ่ายเราที่เป็นคำตอบบนความสงสัยของคนส่วนมากแม้แต่ตัวทหารผู้เป็นกำลังที่ปฏิบัติงานเองก็คงไม่เข้าใจ และผมไม่รู้ว่ามัน Response ในลักษณะเป็นเบี้ยบนของคำถามทางด้านฝ่ายตรงข้ามใน ๗ ข้อ ที่ผ่านมาแล้วอย่างไร

๘. ผู้นำทางทหารระดับ Strategic man ในระดับยุทธการของฝ่ายเราจะกล่าวอยู่เสมอว่า ฝ่ายเราใช้นโยบายการเมืองนำการทหารและยุทธศาสตร์ของการเอาชนะในการสงครามนี้คือ การนำยุทธศาสตร์ “ เข้าใจ – เข้าถึง – พัฒนา ” มาใช้ ฝ่ายเราจะต้องใช้ การเอาชนะที่หมู่บ้าน และจะต้องยุติการฆ่ารายวันให้ได้ด้วยการคุ้มครอง ครู และพระสงฆ์ รวมไปถึงการขนส่งและสาธารณูปโภคใน พท. หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยการซื้อยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยและอ้างว่ามีประสิทธิภาพล้ำเลิศในการตอบสนองการปฏิบัติการทางทหารใน จชต. ดังเช่น GT 200 , เรือเหาะ ,รถ Pick up ติดเกราะ ,รถ REVA ตามด้วยการทุ่มงบประมาณของภาครัฐลงไปเกือบ ๒ แสนล้านบาท ในเวลา ๗ ปีที่ผ่านมา ถูกทางแล้วครับ ฝ่ายเราน่าจะได้รับชัยชนะในอนาคต

๙. คำถามของผมต่อมาในฝ่ายทหารของเราก็คือ เรามียุทธศาสตร์ แก้ปัญหาใน ๓ จชต.อย่างแท้จริงแล้วหรือไม่ ถ้ามีกำลังพลทุกนายทราบและเข้าใจอย่างถ่องแท้หรือไม่ การรบในสงครามก่อการร้าย และการปปส.นั้น กำลังพลทุกนายสร้างผลกระทบทางยุทธศาสตร์ได้หมด แนวปรัชญา “ เข้าใจ- เข้าถึง – พัฒนา ” เป็น ยุทธศาสตร์ หรือ วิธีการทำงานที่เรียกว่า ยุทธวิธี กันแน่

๑๐. เมื่อได้ข้อ ๙ เป็นรูปธรรมแล้ว เรามีเครื่องมือ ( Means ) ที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการปฏิบัติงานในสภาพการยุทธแบบนี้หรือยัง เราต้องการใช้ Strategic Corporal แบบ นย.สหรัฐ หรือ Strategic soldier แบบกองทัพออสเตรเลีย หรือจะใช้หน่วยรบพิเศษและหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายเท่านั้นเป็นเครื่องมือในการปราบปราม หรือจะใช้ทหารพรานมาเพิ่มเติมเพราะเป็นคนจากท้องถิ่นซึ่งจะมีความรู้เกี่ยวกับสังคมจิตวิทยาใน พท.ดีกว่ากำลังทหารจากภาคอื่น ๆ จะต้องสร้างกองพลดำเนินกลยุทธเพิ่มเติมจากที่มีอยู่หรือไม่ จะใช้การสนับสนุนจากเหล่าทัพอื่นและส่วนราชการพลเรือนเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ความสัมพันธ์ทางการบังคับบัญชาและทางการสนับสนุนจะอยู่ในสภาพอย่างไร จะจัดรูปแบบองค์กรบริหารและควบคุมกันอย่างไร จะต้องใช้เงินอีกเท่าใดภาพยนตร์เรื่องนี้จึงจะสร้างจบ

๑๑. คำถามสุดท้าย สรุปแล้วเรากระจ่างชัดในรายละเอียดประเด็นใดบ้าง ที่เป็นเครื่องพิสูจน์ยืนยันชัดแจ้งว่า ฝ่ายเราได้เดินทางมาถูกทางของ ฝ่ายเรา แล้วอีกไม่นานเท่านั้น ? ปี ปัญหา ๓ จชต. จบแน่นอนและอย่าง Happy Ending อีกด้วย

ผมมั่นใจครับว่า พี่น้อง ปชช.ชาวไทยทุกคน ประจักษ์ว่าปัญหานี้ต้องใช้เวลาแก้ไขยาวนาน และใช้งบประมาณมหาศาลซึ่งจะบั่นทอนความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นนัยสำคัญ แต่ทุกคนรอคอยได้ถ้ามีความหวังและเห็นเส้นชัยอยู่ปลายทางเดิน มิฉะนั้นแล้วหลายคนอาจคิดถึงคำถามของบางคนว่า...........ก็พอจะรู้แล้วว่าพวกเขามีกี่คน ไปขอเจรจากับผู้นำของพวกเขาให้เลิกเล่นกันไปเถอะ แล้วเราจะให้เงินคนละ ๑๐ ล้าน สำหรับผู้ก่อการร้ายหมื่นคน ก็เป็นเงินแค่ แสนล้านเอง น้อยกว่างบประมาณที่ใช้ไปแล้วและอาจจะต้องใช้ในภายภาคหน้าอีกด้วย......... วิธีนี้อาจจะประสบผลสำเร็จในการแก้ปัญหาก็ได้นะ นอกเสียจากว่ามันจะเป็น ธุรกิจสงคราม ของใครหรือฝ่ายใดจึงเลิกไม่ได้เท่านั้นแล

อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
๑๐ ต.ค. ๕๔
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1001
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » อังคาร 15พ.ย.2011 21:17

:arrow: โดย jaws » 29/10/2011 10:19 am

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน “Applied Military Knowledge”


.........ผมไม่ทราบว่ามันเป็นความจริงเท่าใดกับข่าวลือที่ว่า เพราะการบริหารจัดการไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ทำให้อุทกภัยครั้งนี้ได้ก่อความเสียหายรุนแรงต่อประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา และอาจจะส่งผลกระทบลามไปถึงการเมืองการปกครองด้วย ประการหลังนี้ก็คงเป็นความต้องการของคนบางกลุ่ม และด้วยความต้องการนี้เองอาจจะนำไปสู่การปฏิบัติจัดการ (manipulation) ของคนกลุ่มนั้นให้น้ำท่วมรุนแรงขึ้นเพื่อผลทางการเมือง บางครั้งมนุษย์ก็ทำอะไรที่ร้ายกาจได้เกินกว่าที่เราจะคิดถึงเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

..........เมื่อเราพูดถึงการบริหารจัดการน้ำในการป้องกันน้ำท่วม หรือแก้ปัญหาน้ำท่วมเมื่อมันท่วมแล้วนั้น ทางรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องระดับมหภาคจะต้องมีการเตรียมการ มีแผนการแก้ปัญหารองรับไว้ตั้งแต่แรกเพื่อไม่ให้น้ำท่วม หรือลดความรุนแรงของความเสียหายเมื่อท่วมแล้ว หรือทำอย่างไรจึงจะทำให้เกิดปัญหาในระยะเวลาที่สั้นที่สุด และการช่วยเหลือเยียวยาปชช.ผู้เสียหายจากน้ำท่วมจะทำอะไรได้บ้าง

..........การที่เราจะวางแผนเตรียมการแก้ปัญหาได้เราคงต้องมีองค์ความรู้ที่เป็นหลักวิชาการ ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงในพื้นที่ในเรื่องภูมิมาปนวิทยา แหล่งประชากรและความหนาแน่น พท.สิ่งปลูกสร้าง ระบบการระบายน้ำที่มีอยู่ ปริมาณน้ำที่มีการบันทึกไว้ในเชิงสถิติ เครื่องมือที่ใช้ได้ในการป้องกันและในการอพยพปชช.ที่เดือดร้อน และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

..........แล้วเรื่องน้ำท่วมนี่มันเกี่ยวอะไรกับความรู้ทางทหาร.....เนื่องจากสงครามทางบกเป็นสงครามที่ยุ่งยากที่สุดในการวางแผนการรบ การปฏิบัติในการรบ และการควบคุมอำนวยการยุทธ การวางแผนในการรบทางบกต้องการศาสตร์ในการทำสงครามที่เกี่ยวข้องกับทั้ง พื้นที่การรบซึ่งประกอบด้วยทั้งภูมิประเทศและลมฟ้าอากาศ เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากทั้งฝ่ายเราและฝ่ายข้าศึก นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่อยู่นอกเหนือการควบคุม หรือก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความไม่แน่นอน นำไปสู่การเกิดความฝืดของสงคราม(friction of war) การบริหารความเสี่ยง(risk management)จึงมีความจำเป็นต่อการวางแผนทางทหารในการรบทุกครั้งไป.....มาถึงตรงนี้หลายท่านคงจะมองเห็นแล้วว่าจะเอาความรู้ทางทหารมาใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างไรได้บ้าง

..........เรื่องที่ผมจะนำเสนอในที่นี้คือเรื่องหลักการ หรือศาสตร์ทางทหารในการวางแผนการรบเป็นเรื่องหนึ่งที่เราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการวางแผนเตรียมการรับมือและแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ ความจริงแล้วผมไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้เพราะเกรงจะถูกมองว่าไปก้าวก่ายงานของฝ่ายใดหรือของใครคนใดคนหนึ่งเข้า หรือไปสอนงานใครเขาน่ะครับ แต่ผมไม่เห็นมันมีอะไรออกมา นอกจากส่งทหารระดับล่างออกไปใช้แรงกายกรอกกระสอบทราย ขนของแจกของ ขนผู้อพยพหนีน้ำ ส่วนทหารระดับบนก็ตามแห่ขึ้นรถขึ้นฮ.ดูน้ำไปวันๆ แต่ไม่ได้ยินว่ามีแผนอะไรที่จับต้องได้

.............ถ้าพวกเรายังจำกันได้ นายทหารบกทุกท่านที่ผ่านการศึกษาจากรร.สธ.ทบ.นั้นจะต้องได้เรียนรู้วิชาที่เป็นหัวใจของการเรียนวิชาหนึ่งคือ “การแสวงข้อตกลงใจทางทหาร”(Military Decision Making Process=MDMP) ในเรื่องนี้จะมีองค์ความรู้ย่อยๆหลายเรื่องที่พวกเราต้องใช้เวลาเรียนกันหลายเดือน หนึ่งในองค์ความรู้ที่สำคัญเหล่านั้นคือ “การเตรียมข่าวกรองสำหรับสนามรบ”(Intelligence Preparation of the Battlefield=IPB) และองค์ความรู้ย่อยลงไปอีกในเรื่อง IPB นี้ก็คือ การวิเคราะห์ข่าวกรอง (Intelligence Analysis) ผมจำไม่ได้แล้วว่าอยู่ใน FMหมายเลขเท่าใด และก็ยอมรับอีกว่าจำรายละเอียดทั้งหมดไม่ได้แล้ว ต้องไปทบทวนก่อนถ้าจะต้องใช้งานจริงจัง เนื่องจากสบายมาหลายปี ก็มันจะเกษียณแล้วนี่นา

...........ในเรื่องการวิเคราะห์ข่าวกรองนี้ เราจะพูดถึงการวิเคราะห์พท.ปฏิบัติการรบและการวิเคราะห์ข้าศึกเป็นสำคัญ ในเรื่องของการวิเคราะห์พท.ปฏิบัติการนั้นเราจะกล่าวถึง ลักษณะภูมิประเทศ ที่สูงต่ำ ทางน้ำไหล พืชพรรณไม้ เครื่องกีดขวาง สิ่งปลูกสร้าง ที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินกลยุทธและการยิงทั้งของฝ่ายเราและฝ่ายขศ.เป็นหลัก(มีเรื่องอื่นด้วย) ทีนี้ถ้าเรานำน้ำมาเปรียบเทียบเป็นหน่วยทหารของฝ่ายเราหรือฝ่ายขศ.ก็ตาม โดยนำคุณลักษณะและขีดจำกัดในการเคลื่อนที่ของมันมาเปรียบเทียบกับการเคลื่อนที่ของหน่วยทหาร เมื่อนำมาประกอบเข้ากับผลการวิเคราะห์ภูมิประเทศแล้ว เราน่าจะได้ ลักษณะ GO, SLOW GO, NO GO ความเร็ว แนวทางเคลื่อนที่ หรือ Corridor ในการเคลื่อนที่ของน้ำ พท.รวมตัว ปริมาณหรือความสูงในการท่วมของน้ำในพท.ต่างๆ และห้วงเวลาในการหลาก ผลที่ได้จากการวิเคราะห์เหล่านี้สามารถนำไปใช้ในการวางแผนหันเห(canalize)เพื่อผันน้ำไปในทิศทางที่ต้องการ ชะลอความเร็วและแรงของน้ำ กระจายน้ำไปยังพท.อื่นเพื่อป้องกันการรวมตัวของน้ำไม่ให้มากเกินไปในพท.สนใจ(Area of Interest)ได้ นอกจากนี้วิชาการเคลื่อนย้ายยังช่วยให้เราสามารถคำนวณและจัดทำTime Frameในการเคลื่อนตัวของน้ำไหลผ่านพท.ต่างๆไปลงทะเลได้ และยังนำมาช่วยสร้างตารางประสานสอดคล้อง(Synchronization Matrix)ในการบริหารจัดการควบคุมน้ำได้ด้วยการปิด-เปิดประตูน้ำต่างๆตามเวลาที่กำหนด การทำเครื่องปิดกั้นหรือพนังกั้นน้ำ การวางตำบลรวบรวมผู้อพยพ พท.พักพิง การอพยพปชช.ที่เดือดร้อนได้ทันเวลา และอื่นๆที่จำเป็น

.................แค่ที่กล่าวมาทั้งหมด ผมก็คาดว่าคงมีนายทหารฝ่ายเสนาธิการที่มีประสิทธิภาพของกองทัพบก สามารถนำความรู้ในตัวเขาออกมาช่วยสังคมได้อย่างมากแล้วล่ะครับ มันขึ้นอยู่กับว่าระดับผู้บังคับบัญชาจะมีInitiative และสามารถให้ CDR Guidance กับพวกเขาได้ขนาดไหนเท่านั้น เรื่องน้ำท่วมถ้าจะนำไปเปรียบเทียบกับการสงครามแล้วก็อาจจะกลายเป็นเรื่องเล็กไม่ยุ่งยากและสำคัญเท่า แต่อย่างไรก็ตามมันได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและสร้างความเดือดร้อนให้แก่ปชช.จำนวนมากอย่างใหญ่หลวง ดังนั้นการมีแผนและการเตรียมการที่ดีของกองทัพน่าจะช่วยสังคมได้มาก แล้วไปๆมาๆมันก็ต้องมาลงที่ตัวผบช.เป็นสำคัญในการเริ่มต้นเท่านั้นแหละครับ

.............สุดท้ายเมื่อทำเรื่องนี้ให้ดีแล้วสักครั้งหนึ่ง และถ้าเรา update ข้อมูลอยุ่เป็นประจำทุกปี เราก็สามารถปรับแผนการบริหารการจัดการน้ำท่วมให้เป็นแผนที่หยิบมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพทุกครั้งไป มันก็เหมือนกับการที่เราต้องปรับปรุงแผนป้องกันประเทศในด้านต่างๆเป็นระยะๆนั่นแหละครับ มันน่าจะดีกว่าแค่การใช้แรงและตามแห่หมดเวลากันไปวันๆหนึ่ง

อดุล อุบล
พลเอก, ทหารราบ
26 ตค. 54





:arrow: โดย jaws » 07/11/2011 10:48 pm

วันนี้พี่ป๋องนอกจากจะสู้กับน้ำทั้งดีและเสียแล้ว ยังมีสมองและหัวใจเขียน"ด้วยรักและห่วงใย"มาให้ท่านที่สนใจได้อ่านคลายเครียดจากน้ำท่วม โดยเฉพาะเพื่อนพ้องน้องพี่จาก พล.ร.๙ ครับ

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน “ ยังอีกนาน ”


...........ผมขอตั้งชื่อเรื่องตอนนี้ว่า ยังอีกนาน ในที่นี้หมายถึง กองทัพบกไทยนะครับ ตรงนี้เป็นความรู้สึกของผมเองครับจากที่ได้สัมผัสความเป็นทหารของหลาย ๆ ประเทศมาแล้ว ทหารที่เขามีความรู้สึกนึกคิดและมีความเข้าใจในความเป็นทหารอาชีพที่แท้จริง

..........วันนี้ผมพบกับ ผบ.พล.ร.๙ คนใหม่ เขาก็เข้ามาขอผมว่าเขาจะขอย้ายเสาเกียรติยศของ พล.ร.๙ ที่ผมได้สร้างเอาไว้ทางด้านทิศตะวันตกของอาคาร บก.พล.ร.๙ เมื่อครั้งที่ผมเป็น ผบ.พล.ร.๙เมื่อหลายปีมาแล้ว เขาขอย้ายไปอยู่บริเวณพิพิธภัณฑ์ของ พล.ร.๙ ที่ก่อสร้างขึ้นมาใหม่โดยให้เหตุผลว่า มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายคนแนะนำเขาว่ามันควรจะอยู่ที่เดียวกัน เวลาที่นักท่องเที่ยวมาชม จะได้เห็นทีเดียวกันเลยไม่ต้องเสียเวลามาดูที่ บก.พล.ร.๙ อีก และเขาสร้างให้มีฐานสูงใหญ่สง่างาม ผมก็อึกอักส่งสัญญาณว่าไม่ควรจะย้าย แต่ดูท่าทางแล้ว ผบ.พล.ร.๙ คงจะไม่เข้าใจสัญญาณของผม และเขาก็คงตัดสินใจไว้แล้วเพียงแต่ต้องการบอกให้ผมรับรู้เท่านั้นเอง ในที่สุดผมก็เลยบอกเขาไปว่า ก็แล้วแต่เขาเถอะเพราะเขาเป็น ผบ.พล.ร.๙ รับผิดชอบ กองพล อย่างไรก็ตามผมบอกเหตุผลในการก่อสร้างแก่เขาไปนิดหน่อยว่า เสาเกียรติยศนี้ผมสร้างมาตั้งแต่ยังไม่มีพิพิธภัณฑ์ พล.ร.๙ และมีความตั้งใจให้มีความหมายเฉพาะต่อกำลังพลของ พล.ร.๙ ไม่ได้นึกถึงต่อการท่องเที่ยวแต่อย่างใด แต่เขาก็คงไม่เข้าใจอะไรไปมากกว่าที่ผมแค่พูดออกไปในระยะเวลาอันสั้น

..............ผมเลยขอเขียนลงในรายละเอียดและเล่าอะไรให้ท่านผู้ที่ติดตามข้อเขียนของผมไม่เฉพาะสมาชิกหนุ่ม ๑๑ ได้รับทราบว่าทำไมมันถึง “ ยังอีกนาน ” ครับ โดยเอาแค่เรื่อง เสาเกียรติยศนี้มาเป็นตัวอย่างในการอธิบาย ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

...............เรื่องการท่องเที่ยวในหน่วยทหาร ปัจจุบันนี้หน่วยทหารหารายได้จากการจัดให้มีการท่องเที่ยวในหน่วยทหาร ไม่ใช่เฉพาะการชมสถานที่เท่านั้น บางหน่วยมีที่พัก มีการจัดกิจกรรมสนุกสนานแบบ การผจญภัย ท้าทาย การเดินป่าอีกด้วย ในต่างประเทศเขาก็มีครับ แต่เขาไม่ยิ่งใหญ่แบบของเราและผู้ที่เข้ามาดำเนินการก็ไม่ใช่ทหารแต่เป็นหน่วยงานที่เป็นมืออาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเข้ามาเป็นผู้ดำเนินการ โดยใช้สถานที่และทรัพยากรของหน่วยทหารนั้น ๆ มาเป็นประโยชน์ในการท่องเที่ยว โดยไม่ได้ไปดัดแปลง สถานที่และกิจกรรมของหน่วยทหารเหล่านั้นแต่อย่างใด ในกรณีนี้ก็เช่นกันถ้าเป็นประเทศที่เขาเจริญแล้ว ถ้าเสาเกียรติยศนี้อยู่ในรายการท่องเที่ยวเขาก็จะไม่ย้ายเสา ฯ นี้ไปเพื่อความสะดวกสบายของนักท่องเที่ยว แต่เขากลับจะใช้เรื่องราวความเป็นมาสถานที่ตั้ง เหตุผล ความมุ่งหมายในการจัดสร้างมาเป็นประเด็นสำคัญในการท่องเที่ยวแทน ซึ่งเป็นหน้าที่ของนักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปหาสถานที่สำคัญ ไม่ใช่ให้สถานที่สำคัญย้ายไปอยู่ที่แห่งใหม่เพื่อความสะดวกสบายของการท่องเที่ยว

..............ประเด็นของ Unit Soul หรือวิญญาณของหน่วย ซึ่งเป็นปัจจัยประการหนึ่งในการสร้างให้เกิด Cohesion ภายในหน่วย เรื่องนี้จะนำไปสู่ ความภาคภูมิใจของกำลังพล สั่งสมความหยิ่งในเกียรติ รักศักดิ์ศรี และก่อให้เกิดขวัญกำลังใจในการสู้รบเมื่อกำลังพลนั้น ๆ รู้สึกว่าตนเองเป็น คนหนึ่งของหน่วยที่มีเกียรติยศ มีชื่อเสียงสะสมมานาน เสาเกียรติยศนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งขององค์วัตถุหลาย ๆ สิ่งประกอบกันเป็นสัญลักษณ์ในการสร้าง Unit Soul นอกจากชื่อเสียงในการปฏิบัติงานทางทหารที่บรรพบุรุษของหน่วยได้สะสมกันมาตั้งแต่อดีตกาล

...............สถานที่ตั้งเสา ฯ นี้มีความหมายสำคัญ ผมไม่ได้ตั้งเสานี้ที่หน้ากองพล ผมตั้งด้านข้างกองพล เมื่อเราหันหน้าเข้ากองพล เสานี้จะอยู่ด้านซ้ายมือของตัวเรา ซึ่งอยู่ด้านขวามือของตัว บก.พล ( บังเอิญ บก.พล.ร.๙ หันหน้าสู่ทางทิศใต้ ) พวกเขาคือกำลังพลของพล.ร.๙เช่นเดียวกับพวกเรา พวกเขาเป็นกำลังพลหัวแถวที่เข้ามาอยู่ในกองพลก่อนพวกเรา ได้เข้ามาทำงานรับใช้ประเทศชาติและกองพล ถึงแม้พวกเขาจะได้จากกองพลไปแล้ว บางคนก็ได้สละแม้ เลือดเนื้อและชีวิตให้แก่หน่วยนี้ แต่พวกเขายังคงเป็นหัวแถวของพวกเรา กองพลทหารราบที่ ๙ จะนึกถึงพวกเขาตลอดไป

..................ผมวางหมวกเหล็ก M 1 ไว้บนยอดเสา แสดงถึงการไว้อาลัยแด่ควากล้าหาญและความเสียสละของเขาเหล่านั้นซึ่งก็คือ บรรพบุรุษของพวกเราที่สูญเสียในสมรภูมิต่าง ๆ ทั้งในและนอกประเทศ ป้ายเล็ก ๆ บนเสา บ่งบอกชื่อของดินแดน และห้วงเวลาที่พวกเขาเหล่านั้น ไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ โดยชี้ตรงไปยังทิศทางของสถานที่เหล่านั้น ถึงแม้มันจะอยู่คนละซีกโลกก็ตาม

...................เสาต้นนี้ทำจากไม้ตะเคียนทองที่พันเอกเครือนาค เกิดขำ เสธ.พล.ร.๙ ในขณะนั้นหามาจากในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้นไม้ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า ๗๐๐ ปี ต้นเสาไม่ได้ถูกตกแต่งหรือดัดแปลง เพียงแต่ทำความสะอาดและทาน้ำยารักษาเนื้อไม้ไว้ให้คงสภาพเดิมตลอดไปเท่านั้น เพราะผมต้องการแสดงให้เห็นว่าทุกอย่างเป็นของแท้ ไม่มีการดัดแปลง เป็นความจริงที่ไม่ได้มีการเสริมแต่ง และไม่ต้องการ การเสริมแต่งไปตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไป ธรรมชาติของทหารก็เป็นเช่นนั้น

..................ผมตั้งใจให้เสาต้นนี้ปักอยู่บนพื้นดินไม่ต้องการมีฐานอะไรใหญ่โต ( แต่ที่ต้องมีฐานในดินเพราะเพื่อความมั่นคงแข็งแรง เนื่องจากเสามีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก ) เพราะผมต้องการให้กำลังพลนึกถึงความเรียบง่าย ความต้องการความเป็นสมถะของชีวิตในการเป็นทหาร และถ้าคิดให้ลึกซึ้งแล้วเสาต้นนี้เปรียบเป็นLandmarkของจุดสุดท้ายของชีวิต เกิดมาแต่ดิน อยู่บนดินและ กลับสู่ดิน

.............ผมจำได้ว่าวันที่พวกเรายกเสาลงหลุม ผมเพียงต้องการไปยืนบริเวณหลุมแล้วนึกถึงบรรพบุรุษของกองพลเงียบ ๆ แล้วก็ให้ทหารช่างหย่อนเสาลงหลุมเพียงเท่านั้น แต่เสธ.กองพลท่านไม่ยอมตาม ท่านขอตั้งโต๊ะบวงสรวงเล็กน้อย ( ผมให้โต๊ะเล็กๆเท่านั้นจริง ๆ ) ตามความเชื่อของคนไทย แต่หลังจากต้นเสาได้ลงหลุมสถิตอยู่อย่างมั่นคงแล้ว บ่ายวันนั้นก็เริ่มมีธูปมาปักมีผ้าสีมาผูก แล้วก็มีคนร่ำลือกันถึงเรื่องมีคนถูกหวย ผมเข้าใจว่ามันคงไม่เกี่ยวกัน แต่กำลังจะบอกท่านทั้งหลายว่ามันเป็นเรื่องหนึ่งของ “ ยังอีกนาน ”

.............ที่เขียนมาเล่าก็เพื่อจะบอกว่า เสาเกียรติยศของ พล.ร.๙ ต้นนี้ ผมจัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการสั่งสมวิญญาณของหน่วยโดยไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่น ๆ เลยแม้แต่น้อย มันเป็นความรู้สึกของความเป็นทหารอาชีพอย่างเดียวกับที่ทหารอาชีพของชาติที่เจริญแล้วเขาคิดกัน และด้วยความสำนึกในหน้าที่รับผิดชอบในการสร้างหน่วยของผู้บังคับหน่วยที่ต้องการเป็นทหารแท้จริง เป็นแรงผลักดันให้ผมจัดสร้างขึ้นมา

............กองทัพเจริญด้วยคนเป็นแก่นแท้ไม่ใช่อาวุธยุทโธปกรณ์ การจัดซื้ออาวุธใหม่ไม่ได้หมายความว่ากองทัพของท่านพัฒนาก้าวหน้าตราบใดที่ส่วนใน ของตัวกำลังพลไม่ได้มีความเจริญก้าวหน้าไปด้วย เพราะการซื้ออาวุธใหม่นั้นก็เนื่องจากอาวุธเก่ามันผุพังไป มันถูกใช้หมดไป มันล้าสมัยไม่มีบริษัทใดเขาผลิตมาขายกันแล้ว มันก็ต้องเป็นของใหม่ทันสมัยขึ้นมาตามกาลเวลาเท่านั้นเอง และเรื่องวิญญาณของหน่วยนี้เป็นองค์ประกอบหนึ่งของหลายองค์ประกอบที่แสดงถึงความเจริญก้าวหน้าในการพัฒนาหน่วย จะเข้าใจกันลึกซึ้งเท่าใดเท่านั้นเอง ถ้ายังคิดกันแค่เรื่ององค์วัตถุของการท่องเที่ยวจึงต้องย้ายไปเพื่อความสะดวกสบายของนักท่องเที่ยวโดยไม่นึกถึง ความสำคัญที่มีต่อพล.ร.๙ ก็คง “ ยังอีกนาน ” ครับ

อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
๗ พ.ย.๕๔





:arrow: โดย jaws » 15/11/2011 10:29 pm

.........มาแล้วครับด้วยรักและห่วงใย ซึ่งตอนนี้เป็นการตอบคำถามของพี่ต้อ วรเดช พี่ ป๋องบอกกับผมว่าขอลงให้เร็วที่สุด จัดการแล้วทันทีครับ

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน “ หน่วย เฉพาะกิจ ”


...........ท่าน วรเดช หรือพี่ต้อของผม นายตำรวจตงฉิน ตั้งคำถามมาง่าย ๆ ว่า การตั้งหน่วยเฉพาะกิจ ในการปฏิบัติภารกิจใดภารกิจหนึ่ง ควรจะจัดตั้งกันอย่างไร ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่อะไรบ้าง มีเครื่องมือเครื่องใช้มากน้อยขนาดไหน มาตรฐานอะไรที่จะเรียกได้ว่าพร้อมปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างรวดเร็ว ( พร้อมรบ )

...........ฟังดูคำถามมันง่าย ๆ เลยนะครับ แต่ถ้าพิจารณาให้ดีแล้วการตอบคำถามนี้ใช้เวลาหลายชั่วโมงมากและประกอบด้วยองค์ความรู้ ( ศาสตร์ทางทหาร ) หลายเล่มของ FM ( Field Manual ) ทีเดียวนะครับ แต่โชคดีที่พี่ท่านบอกว่าเอาแค่ย่อ ๆ พอสังเขป

............การจัดหน่วยเฉพาะกิจ หรือ ฉก. ( ที่ไม่ใช่เฉาก๊วย ) ฟังดูไม่น่าที่จะมีอะไรมาก ขอโทษทีครับถ้าพูดถึงเรื่องทางทหาร นี่เรากำลังจะถกกันถึงปัจจัยที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของปัจจัยอีกหลายปัจจัยในการแพ้หรือชนะในการสงคราม มันคือการจัดกำลังเข้าทำการรบ ( Task Organization ) และในฐานะของอดีต อจ.รร.สธ.ทบ. ผมจะบอกกับ นทน.รร.สธ.ทบ.เสมอว่า การจัดกำลังเข้าทำการรบนั้นเป็นการจัดที่เยี่ยมยอดที่สุดแล้ว เพราะท่านกำลังจะจัดหน่วยที่มีอนาคตอยู่กับความเป็นความตายของคนหมู่มาก ท่านจะขาดตกบกพร่องอะไรไม่ได้เลย เพราะมันไม่มีโอกาสแก้ตัว หรือกลับมาทดลองใหม่ คนมันตายไปแล้วฟื้นไม่ได้ ดังนั้นพึงสังวรให้จงหนัก ( ทำให้นึกไปถึง คำปฏิญาณที่ว่า “ คำสั่งของผู้บังคับบัญชาคือพรจากสวรรค์ ”) ผมบอกต่อไปว่า ถ้าท่านจัดกำลังเข้าทำการรบได้ดีแล้ว พวกท่านน่าจะจัดหน่วยอะไรได้เหมาะสมทั้งสิ้น และศาสตร์ทางทหารทั้งหมดที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ท่านสามารถเอาไป apply ใช้กับการจัดองค์กรอะไรก็ได้

..............ผมจะขอตอบแบบ การจัดทางทหารก็แล้วกันนะครับพี่ต้อ ก็ผมไม่ได้เป็นตำรวจเหมือนพี่ ถ้าไปยกตัวอย่างตำรวจเดี๋ยวจะผิดพลาด เพราะธรรมชาติในการทำงาน วัตถุประสงค์มันต่างกันเพราะตำรวจของพี่ บริการประชาชนโดยการคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของ ปชช. ช่วยให้ ปชช. ทุกคนอยู่ดีมีสุขตามสถานภาพของแต่ละคนเป็นหลัก แต่ทหารอย่างผมมันอยู่กับการทำลายล้างหรือข่มขู่ว่าจะทำลายล้างเพื่อ “ Not To Promote War But To Preserve Peace ”

...............ในทางทหารจะมียาแก้ปวดหัวตัวร้อนเป็นไข้หรืออาจจะช่วยแก้ปวด ปจด.ได้ด้วยคือ ปัจจัย MTETTS ซึ่งมาจากอักษรย่อของคำว่า ( Mission = ภารกิจ Terrain =พื้นที่การรบ ( ลักษณะภูมิประเทศ + สภาพภูมิอากาศ + อื่น ๆ ) Enemy = ข้าศึก Troops available = กำลังรบหรือเครื่องมือที่ใช้ได้ Time & Space = เวลาที่มีอยู่และช่องว่างที่เกี่ยวกับความลึก ( Depth )ที่มีอยู่ ผมจะอธิบายคร่าว ๆ เพียง 3 ตัวแรกพอนะครับ คือ M T และ E ปกติแล้วเราจะพิจารณาปัจจัยเหล่านี้เรียงตามลำดับจาก M >T > E > T > TS ในระดับยุทธวิธี แต่ในบางสถานการณ์ในระดับยุทธการหรือยุทธศาสตร์เราอาจจะสลับกันระหว่าง T ตัวที่ 2 กับ E ตัวที่ 3 โดยเอา Enemy ขึ้นมาพิจารณาก่อน Terrain ก็ได้ครับ

...............Mission ( ภารกิจ ) เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในปัจจัย 5 ตัวนี้ เพราะถ้าไม่รู้ว่าภารกิจหน่วยนี้จะให้มันไปทำงานอะไรแล้วก็ไม่ต้องไปรวมตัวกันทำอะไรหรอก นอนบ้านดีกว่า คำว่าภารกิจในที่นี้จะต้องแจ่มชัดในวัตถุประสงค์และสภาพสุดท้ายที่ต้องการให้เกิดขึ้น ปกติแล้วหน่วยเฉพาะกิจจะประกอบด้วยหน่วยที่มีคุณลักษณะและขนาดต่าง ๆ กันมารวมตัวกันภายใต้คำสั่งของผู้มีอำนาจสั่งจัดตั้งและทำงานตามบทบาทหน้าที่ของตนเอง แต่มุ่งไปสู่การบรรลุภารกิจตามที่หน่วย ฉก.นั้น ๆ ได้รับมอบมา ดังนั้นปัจจัยนี้จะเป็นเหตุและผลหลักว่า เราจะเอาหน่วยใดมาประกอบเป็นหน่วย ฉก.นี้บ้าง หน่วยใดเป็นแกนหลัก หน่วยใดบ้างที่เป็นส่วนสนับสนุนและส่งเสริมให้งานหลักสำเร็จลงได้ หน่วย ฉก.นี้จะต้องมีขนาดใหญ่ เล็กเพียงใด บก.ที่เป็นหน่วยควบคุมบังคับบัญชาจะมีขนาดเท่าใดจึงจะเหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการบังคับบัญชา

..............ตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการจักหน่วย ฉก.ไปสนับสนุนการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของ UN ในกรแก้ปัญหาความอดยากและการเจ็บป่วยในประเทศใดสักประเทศหนึ่ง เราก็คงจะต้องจัดหน่วยทหารช่างหรือหน่วยทหารเสนารักษ์ ( แพทย์ทหาร ) เป็นแกนของหน่วย ฉก.นี้ คงไม่ใช่หน่วยทหารราบ หรือ ทหารม้าเป็นแน่แท้ แต้ก็คงยังจำเป็นต้องมีทหารราบหรือทหารม้าก็ได้จำนวนหนึ่ง เพื่อให้การสนับสนุนด้านการระวังป้องกันแก่หน่วยทหารแพทย์หรือทหารช่าง อย่างนี้เป็นต้น

..............ในส่วนของ Terrain อาจจะเป็นปัจจัยที่สำคัญต้องนำมาพิจารณาในลำดับที่ 2 ต่อจากภารกิจ สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เป็นพื้นที่ทำงานของหน่วย ฉก.นี้เป็นอย่างไร กว้างใหญ่ ทุรกันดาร สภาพอากาศรุนแรงขนาดใด เช่น ถ้า พท. กว้างใหญ่ไพศาลเป็นที่ทุรกันดารไม่มีทางรถยนต์เข้าถึง ชุมชนกระจัดกระจาย อยู่ห่างไกล ไม่มีระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา ปัจจัยเหล่านี้จะกำหนดคุณสมบัติและเครื่องมือของ ทหารช่างหรือทหารแพทย์เหล่านั้น ให้ลึกลงไปในรายละเอียด เช่น หน่วยแพทย์ต้องเคลื่อนที่ใน พท. ด้วย ฮ. หรือไม่ ต้องกระจายหน่วยและตำบลให้การบริการทางการแพทย์หรือไม่ ทหารช่างต้องสร้างทางหรือทำน้ำประปา ไฟฟ้ามากกว่ากัน ถ้าใน พท. นี้เต็มไปด้วยโจรห้าร้อย อาจจะต้องมีทหารสารวัตรมาเพิ่มเติมให้กับทหารราบในการระวังป้องกัน การจับกุมสอบสวนและควบคุมตัวอีกด้วย ยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่น่าปวดหัวอีกถ้า พท.ปฏิบัติการมันลำบากสุด ๆ

.............ปัจจัยต่อมาคือ Enemy หรืออะไรก็ตามที่เป็นศัตรู หรือฝ่ายตรงข้ามกับการทำงานของเราและฝ่ายเราจะต้องเอาชนะมัน ในสถานการณ์รบ จะยุ่งยากมากกว่าสถานการณ์ของ การปฏิบัติการนอกเหนือจากการสงคราม ( OOTW = Operation Other Than War ) เพราะ ขศ. มีสมอง มีความรู้ความสามารถที่มาจากการฝึกเช่นเดียวกับเรา หรืออาจจะมาก – น้อย กว่าเราก็ตาม ขศ.เป็นหน่วยกำลังแบบใด เช่น ถ้าเป็นกองโจรก่อการร้าย เราก็ใช้หน่วยแบบหนึ่งไปปราบปรามเขา แต่ถ้าเป็นกำลังรบตามแบบเป็นหน่วยยานเกราะเต็มไปด้วยรถถัง และทหารราบยานเกราะ ฝ่ายเราก็คงต้องจัดหน่วยยานเกราะที่สมน้ำสมเนื้อกันเข้ารบกับพวกเขา

..............แค่เอาปัจจัย 3 ตัว นี่ก่อนนะครับ แค่นี้พี่ต้อ ก็คงจะมองเห็นแนวทางแบบย่นย่อในการจัดหน่วย ฉก.แล้ว แต่ที่ผมสงสัยว่าความต้องการที่แท้จริงของพี่ต้อก็คือ บก.ที่จะควบคุมมันใช่ไหมล่ะ พี่ต้อคงจะนึกภาพว่า หน่วยงานราชการมีอยู่แล้วทั้ง ทหาร ตำรวจ ส่วนราชการพลเรือน กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ แต่จะตั้ง บก.ฉก. ขึ้นมาทำงานหรือควบคุมงานบางอย่าง โดยใช้งานหน่วยราชการที่มีอยู่แล้วพวกนี้ จะต้องตั้งกันอย่างไร มีใครบ้าง เครื่องมืออะไรบ้าง ถ้าแค่นี้ก็ชิล ๆ ครับ ผมขอแนะนำดังนี้

..........1.สถานที่ บก.นี้จะต้องตั้งอยู่ ณ ตำบล ที่เหมาะสมต่อการควบคุม พท.ที่มีปัญหาทั้งหมด จะเป็นใจกลาง พท.ยิ่งเป็นการสมควรแต่มันจะต้องอยู่ได้ ทำงานได้ เข้า-ออกได้ด้วยนะครับ

...........2.หน่วยที่จะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาและสั่งการก็คือ หน่วยที่จะต้องมีบทบาทหน้าที่ในการทำงาน แก้ปัญหานี้ในทุกแง่ของปัญหา เช่นถ้าต้องแก้ปัญหาน้ำท่วม คงไม่ต้องเอาหน่วยทำฝนเทียมเข้ามาอยู่ด้วยนะครับ

...........3.เจ้าหน้าที่ใน บก.ฉก. นี้ ควรจะเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในปัญหานั้น ๆ มาเป็นฝ่ายเสนาธิการ(staff)ให้คำปรึกษาแนวทางแก้ปัญหา นอกจากนั้นจะต้องมีนายทหารติดต่อ(liaison)หรือผู้แทนที่สามารถตกลงใจได้จากหน่วยที่เกี่ยวข้องในบังคับบัญชาหรือการจัดของ ฉก.นี้มาประจำอยู่ด้วย เพื่อประสานงานและรับคำสั่งได้โดยตรงจาก ผบ.ฉก.หรือผู้มีอำนาจสั่งการ

.........4.เครื่องมือเครื่องใช้หลักของ บก.ฉก. ได้แก่เครื่องมือสื่อสารในการสั่งการ ควบคุมกำกับดูแลและการทำงาน ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือใช้ประโยชน์ได้มาก ต่อมาก็เครื่องมือในการขนส่งเคลื่อนย้าย ผบ.ฉก.หรือหัวหน้าใหญ่ของ ฉก.นี้ และพวกเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ในด้านอำนวยการ เพื่อเข้าถึง พท. ที่จะต้องแก้ปัญหา เช่น รถ, เรือ, ฮ. ก็แล้วแต่เครื่องมือใดจะเหมาะสมให้ประสิทธิภาพในการเข้าถึงและอยู่ใน พท.ได้เหมาะสมกับเวลาที่ต้องการ

...........5.สิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ เช่น ห้องประชุม ห้องพักผ่อน ห้องทำงานของเจ้าหน้าที่ สถานที่แถลงข่าว ฯลฯ

...............พี่ต้อครับ ทั้งหมดทั้งปวงน่ะ มันอยู่ที่องค์ความรู้ และปัญญาที่จะคิดหาหนทางแก้ปัญหามาให้ได้ รวมกับ Leadership ของผู้นำองค์กรจะรวมกันเป็นพลังอำนาจ หรือศักยภาพในการสั่งงานให้หน่วยเฉพาะกิจนี้และหน่วยต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบในหน่วย ฉก.นี้ ทำงานแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

...........คิดจะไปทำอะไร หรือจะช่วยใครเขาทำอะไรหรือครับ. ขอให้สำเร็จลุล่วง ทุกประการครับ

อดุล อุบล
พลเอก , ทหารราบ
14 พ.ย.54
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1001
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » จันทร์ 21พ.ย.2011 20:08

:arrow: โดย jaws » 21/11/2011 5:47 pm

พี่ป๋องอับดุลส่ง"ด้วยรักและห่วงใย ตอนที่๔๔" มาให้นำลงในกระทู้ แต่ผมไม่ทราบว่าเกิดอะไรกับเครื่องคอมฯผมเพราะไม่สามารถcopyจากword97มาลงในกระทู้ได้ เลยต้องลองใช้วิธีแปลงไฟล์เป็น๒๐๐๓ก่อน แล้วส่งไฟล์แนบมา ซึ่งอาจจะทำให้ท่านที่ติดตามอ่านบทความนี้ลำบากหรือสับสน ก็ขอAdminที่มีความเก่งมากกว่าผมจัดการให้หน่อยครับ ขอบคุณล่วงหน้า
[ไฟล์แนป L&C_44_2003.doc(39.5 KiB)]


Re: ด้วยรักและห่วงใย
:idea: โดย ple » 21/11/2011 6:22 pm


ด้วยรักและห่วงใย
ตอน “Wag the Dog”


.....บาปกรรมที่หลายคนได้ก่อกันไว้ในช่วง เมย.-พค.53คงจะเริ่มขับเคลื่อนตามขบวนการของมัน หลายคนคงจะรู้สึกว่าตนเองคงจะต้องรับกรรมจากผลการกระทำของตนเองในเรื่องนี้ จึงได้มีการออกมาเต้นหาทางเอาตัวรอดกันอย่างไม่อาย ปชช.เจ้าของประเทศและเจ้าของอำนาจที่แท้จริงในการบริหารประเทศ แต่ไม่ว่าจะดิ้นหนีเอาตัวรอดกันอย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมหนีความจริงกันไปไม่พ้น ยุคนี้มันเป็น digital age ครับ กรรมมันเลย on line และ link กันได้ตลอดเวลา คอยติดตามดูกันไปคงจะสนุกไม่เบาล่ะครับ

....ในตอนนี้ผมขออนุญาตเขียนถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับการเมืองในอีกมุมมองหนึ่ง อาจจะต้องใช้ตัวอย่างเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งมองดูเหมือนกับว่าข้อเขียนของผมตอนนี้เป็นเรื่องไปทางการเมือง ก็แล้วแต่จะคิดนะครับ แต่ด้วยความเป็นจริงแล้วผมต้องการแสดงออกในทางวิชาการเป็นเหตุผลสำคัญ

....เหตุการณ์สำคัญเป็นที่สนใจของสังคมในขณะนี้คือ เรื่องการสอบสวนคดี16ศพ (จากการสลายมวลชนเมื่อ เมย.-พค.53) และหนึ่งในผู้ที่ต้องไปให้ปากคำกับเจ้าพนักงานสอบสวนของสตช.ก็คือ อดีตโฆษกของ ศอฉ. ท่านผู้นี้ได้ให้การโดยสรุปประเด็นสำคัญว่า.....ทหารไม่มีหน้าที่และไม่มีอำนาจในการนำกำลังพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ มาปฏิบัติการใน กทม.เมืองหลวงของประเทศ แต่ที่กองทัพสามารถนำออกมาใช้ได้ในเมย.-พค.53นั้นเนื่องมาจาก กองทัพเป็นกลไกของรัฐบาลในการรักษาความมั่นคงของชาติ ด้วยอำนาจและการสั่งการของรัฐบาลโดย ศอฉ. เท่านั้นทำให้กองทัพสามารถนำกำลังและอาวุธออกมาใช้ปฏิบัติการใน กทม.ได้.....

.....ขณะเดียวกัน ทางด้านพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลอยู่ในขณะนั้นก็ออกมาตอบโต้โดยสรุปประเด็นได้ว่า รัฐบาลโดย ศอฉ. ในเวลานั้นได้สั่งการให้ใช้กำลังทหารควบคุมฝูงชนจริง แต่ไม่ได้มีการสั่งให้ทหารใช้อาวุธเข่นฆ่าปชช.ได้ เรื่องนี้คงจะมีการโยนความรับผิดชอบ และความผิดระหว่างสอง actors นี้อีกหลายอยู่เพื่อการเอาตัวรอด

.... เรามาเข้าเรื่องดีกว่าครับ เพราะเหตุใดมันจึงไปเข้าทฤษฎี “Wag the Dog” ที่ผมตั้งเป็นชื่อตอนไว้ ปกติแล้วสุนัขมันเป็นเจ้าของหางของตัวมันเองและตัวสุนัขเป็นตัวที่สั่งให้หางกระดิกตามอารมณ์หรือความต้องการของมัน แต่ในกรณีนี้เป็นปรากฏการณ์ตรงกันข้ามที่หางกลับมาเป็นฝ่ายกระดิกตัวสุนัขเสียเอง การที่จะเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ได้ย่อมต้องเกิดความผิดปกติอย่างรุนแรงในกระบวนการสั่งการกันระหว่างตัวสุนัขและหางของมัน หรืออาจจะเป็นกรณีที่หางของสุนัขมีอำนาจวิเศษ มีพลังและความเข้มแข็ง จนถึงขั้นกลับมาควบคุมตัวสุนัขมันเสียเลย

....กรณีการให้ปากคำของอดีตโฆษก ศอฉ. และทหารระดับนายพันตามที่ได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญโดยสรุปมาแล้วนั้น ผมขอให้ข้อสังเกตไว้ดังนี้

....ในเรื่องของการอ้างว่า ฝ่ายทหารเองไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการนำกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ ออกมาปฏิบัติการในใจกลางเมืองหลวงของประเทศนั้น การอ้างเช่นนี้เป็นการพยายามจะเอาหลักการของประเทศที่เจริญแล้ว ในการควบคุมและการใช้กำลังทหารของชาติมาปกป้องการกระทำของตนเอง ขอทีเถอะครับ ยอมรับความจริงอย่างชายชาติทหารกันดีกว่า อย่าหลอกลวงพี่น้องร่วมชาติกันต่อไปอีกเลย เราต้องยอมรับว่ามันแตกต่างกันอย่างฟ้าและดิน ตัวอย่างเช่นประเทศสหรัฐนั้น ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของทหารคือพลเรือน นั่นคือประธานาธิบดีสหรัฐโดยตำแหน่ง ไม่ใช่ฝ่ายทหารด้วยกันเองอย่างของเรา (ใครล่ะระหว่าง ผบ.ทหารสูงสุด และผบ.ทบ. กรุณาอย่าบอกว่า รมว.กห.นะครับ เหล่าท่านทั้งหลายคงเข้าใจดีว่า ความจริงมันเป็นเช่นไร) ประการต่อมาประเทศของเขามีกฎหมายระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่า กำลังทหารประจำการของUSจะไม่สามารถถูกนำมาใช้ (deployment) ในประเทศได้ เรื่องนี้เขาป้องกันกองทัพของประเทศไว้ไม่ให้เกิดการเป็นฝ่ายตรงข้ามกับปชช.ผู้เป็นเจ้าของประเทศไม่ว่าในกรณีใดๆก็ตาม เหล่านี้เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งที่ประเทศของเราควรจะพิจารณานำมาใช้ประโยชน์บ้าง ผลของกฎหมายนี้เป็นการประกันความเข้มแข็งของกองทัพแห่งชาติ และเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งในความสามัคคีระหว่างทหารกับปชช. รวมทั้งระหว่างทหารด้วยกันเองในการป้องกันเอกราชและอธิปไตยของประเทศชาติ

....ผมขอถามคำถามง่ายๆสักหนึ่งคำถามว่า ถ้ากองทัพเป็นกลไกของรัฐและจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาล ไม่ใช่เฉพาะคำสั่งของผบช.ของตนเองทางทหารเท่านั้นในการนำกำลังและอาวุธยุทโธปกรณ์เข้ามาปฏิบัติการในใจกลางของเมืองหลวง ถ้าเป็นเช่นที่เอ่ยอ้างจริง ก็แล้วเมื่อ 19 กย. 49 พวกเราออกมากันได้อย่างไร หรือว่าพวกเราพากันออกมาเองโดยไม่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาทางทหาร ยิ่งแก้ตัวยิ่งอ้างโน่นอ้างนี่โดยไม่เป็นจริงเพื่อจะเอาตัวรอด ยิ่งจะติดแหยุ่งอีรุงตุงนังกันมากขึ้น

....ผมเชื่อมั่นว่าพี่น้องร่วมชาติต้องการเห็นทหารของเขาเป็น คนจริงที่กล้าเผชิญความจริงในทุกๆเรื่อง เมื่อทำอะไรลงไปแล้วก็ยอมรับในความผิดและความถูกจากผลของการกระทำอันนั้น อย่างนี้เท่านั้นครับเขาจึงจะใช้คำว่า ทหาร กับคนเช่นนี้ได้ นอกไปจากนี้มันไม่ใช่ทหารมันเป็นเพียงแค่ คนในเครื่องแบบทหาร เท่านั้นเอง การเป็นทหารมันต้องเป็นทั้ง เลือดเนื้อและวิญญาณ (Flesh & Soul)

....ถ้าจะเปรียบเรื่องของรัฐบาลและกองทัพในยุคหนึ่ง กับ ตัวสุนัขและหางของมันในในทฤษฏี “Wag the Dog” แล้ว ท่านก็คงจะเห็นภาพและเข้าใจว่า ทำไมมันถึงจะเป็นไปไม่ได้ล่ะครับ ก็ในเมื่อทุกคนก็รู้ว่ารัฐบาลยุคนั้นเกิดมาจากผู้นำทหาร และเกิดในค่ายทหาร ด้วยเหตุอันนี้หางสุนัขมันจึงแกว่งตัวสุนัขได้แน่นอน ผมจึงให้สงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า “ในกระบวนการตกลงใจและสั่งการใน ศอฉ. ฝ่ายใดเป็นฝ่ายเริ่มต้นในกระบวนการตกลงใจและสั่งการอย่างแท้จริง และใช้อีกฝ่ายเป็นข้ออ้างบังหน้า จนมีการเคลื่อนกำลังทหารออกมาได้”

...เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญยิ่งที่ทุกฝ่ายในประเทศนี้จะต้องศึกษาและสรุปหาบทเรียน (Lesson Learn) ออกมาให้ได้ เพื่อหาทางป้องกันไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาได้อีกในอนาคต ผลของการศึกษาวิจัยในเหตุและผลของเหตุการณ์นี้จะต้องนำไปสู่การปรับปรุงเนื้อหาวิชาในการให้การศึกษาอบรมกำลังพลในกองทัพในหลายหลักสูตรและหลายระดับ เพื่อเข้าใจในความเป็นทหารในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงของกำลังพลในกองทัพในอนาคต เรื่องนี้ตัวผมเองได้เคยคิดไว้แล้วตั้งแต่ยังไม่เกิดเหตุการณ์ เมย.-พค.53 ได้พยายามเริ่มต้นพูดคุยกับหน่วยฝึกและศึกษาบางหน่วยแล้วเมื่อครั้งเป็น จก.ยศ.ทบ. แต่ไม่มีเวลาพอที่จะผลักดันจนสำเร็จ สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลาและความต่อเนื่อง รวมทั้งความเข้าใจของทุกฝ่าย ต้องอดทนร่วมกันครับ แต่ถ้าเราไม่เริ่มเสียเลยก็จะไม่มีวันสำเร็จ ซึ่งผลของความไม่บรรลุผลสำเร็จในเรื่องนี้ย่อมคือ

...ทฤษฎี Wag the Dog จะดำรงความมีอยู่จริงในทางพฤติกรรมของความสัมพันธ์ระหว่างทหาร กับ การเมือง ของประเทศนี้ตลอดไป

อดุล อุบล
พลเอก, ทหารราบ
20 พย. 54





:arrow: โดย jaws » 28/11/2011 11:08 am

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน “ความประสงค์ดีอาจจะไม่เป็นที่ต้องการเสมอไป”


.........บทความ”ด้วยรักและห่วงใย”ตอนนี้ผมเขียนมุ่งต่อสมาชิกหนุ่ม11ของเราโดยเฉพาะ

............กัลยาณมิตรหนุ่ม11ท่านหนึ่งของผมปรารภกับผมเมื่อเร็วๆนี้ว่า พวกเรากำลังจะเกษียณราชการออกไปจากกองทัพกันแล้ว เราได้เห็นสิ่งต่างๆ ความเปลี่ยนแปลงในกองทัพในทุกๆด้านมาเป็นระยะเวลา40ปีเป็นอย่างน้อย พวกเราน่าจะได้ฝากอะไรไว้ให้แก่กองทัพบ้าง เพื่อนผู้มีพระคุณท่านนี้ของผมกล่าวเชิงขอความเห็นต่อไปว่า ถ้าพวกเราจะช่วยกันเขียนหนังสือแสดงความคิดเห็นเรื่อง สิ่งที่สมควรต้องแก้ไขในกองทัพบกจากประสบการณ์ของพวกเรา ทิ้งไว้ให้นายทหารรุ่นหลังนำไปศึกษาและพิจารณาใช้ประโยชน์จะดีหรือไม่

..............ผมควรจะต้องกล่าวถึงสาเหตุแห่งความคิดของเพื่อนท่านนี้ในขณะนั้นก่อนซึ่งท่านมีความประสงค์ดีเป็นที่ตั้งอยู่แล้ว คือว่าตอนนั้นผมและเพื่อนท่านนี้กำลังวิจารณ์กันถึงเรื่อง รยบ.(รถยนต์บรรทุก)ขนาด2ตันครึ่งยี่ห้อ ISUZU รุ่นใหม่ที่เข้ามาประจำการในหน่วยดำเนินกลยุทธและหน่วยสสก.(สนับสนุนการรบ)ของกองทัพบก ว่ามันไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมอย่างไรบ้าง แล้วก็เลยไปถึงเรื่องอื่นๆอีกหลายเรื่องซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาทั้งสิ้น เช่นวิธีการและเนื้อหาวิชาในระบบการฝึก/ศึกษาในภาพรวมของกองทัพในฐานะที่ผมเคยเป็นจก.ยศ.ทบ.มาก่อน ท่านเพื่อนก็เลยสรุปออกมาว่ามันน่าจะมีอะไรๆอีกหลายเรื่องที่ไม่ถูกต้องแบบเดียวกับรยบ.คันนี้ พวกเราจึงควรจะเขียนเตือนไว้ให้คนรุ่นหลังได้หาทางแก้ไขเสียใหม่ หรือคิดใหม่ทำใหม่

............ผมแบ่งรับแบ่งสู้(ใจหนึ่งเห็นด้วย แต่อีกด้านหนึ่งไม่อยากกระทำ เพราะถ้าทำแล้วมันก็จะออกมาในรูปที่เหมือนเป็นทางการของ ตท.11) ด้วยเหตุผลที่ว่าก็เพื่อนกล่าวออกมาเองว่ามันเป็นสิ่งที่พวกเราเห็นว่ากองทัพควรจะได้แก้ไข เมื่อเป็นดังนี้ก็แสดงว่ามันเป็นสิ่งที่ผิด แล้วเมื่อมันมีมากมองไปทางไหน จับตรงไหน ไม่ว่าเรื่องใด ระบบใด มันผิดไปหมดจากสิ่งที่ควรจะเป็นตามหลักวิชาการและศาสตร์ทางทหารของประเทศในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่แท้จริง เมื่อเป็นดังนี้ก็เท่ากับเรากำลังจะเขียนแต่เรื่องที่ไม่ถูกต้องในกองทัพบก ผมเกรงว่ามันจะกลายเป็นการนำเรื่องเลวร้ายของกองทัพบกมาประจานไปโน่นเลย ถึงแม้ว่ามันจะเป็นความจริงและต้องแก้ไขก็ตามที ปัญหาอีกประการหนึ่งก็คือ มันจะเป็นการไปกระทบคนในอดีตที่เป็นเจ้านายหรือลูกพี่ของคนในปัจจุบันก็จะโกรธกันอีกเท่านั้น แถมด้วยอาจจะคิดเลยเถิดไปว่าพวกเราเป็นขบถของกองทัพไปเสียอีก ผมคิดดูแล้วประโยชน์ที่คนจะสนใจอ่านและจดจำว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องควรแก้ไข อาจจะน้อยกว่าปัญหาระหว่างกลุ่มหรือพวกที่จะตามมา อย่างไรก็ตามผมได้บอกกับท่านเพื่อนไปว่าขณะนี้ผมทำเรื่องทำนองให้ความรู้แก่สังคมอยู่บ้างแล้ว ด้วยการเขียนบทความลง เวบบ์ noom11.comของรุ่นเราในชื่อเรื่อง “ด้วยรักและห่วงใย” โดยมีความมุ่งหวังว่า ทหารรุ่นหลังทุกระดับชั้นยศและบุคคลพลเรือนภายนอกที่สนใจในความเป็นจริงที่ทหารอาชีพควรจะเป็นนั้นเป็นอย่างไร เผื่อว่าผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมในกิจการทหารหรือความมั่นคงของชาติจะพิจารณานำไปใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งจากการตรวจสอบก็พบว่ามีผู้ที่สนใจเข้ามาอ่านจำนวนมากพอดู และที่น่าพอใจเป็นอย่างยิ่งคือ ผู้ที่เข้ามาอ่านส่วนใหญ่เป็นบุคคลภายนอกเสียด้วย ซึ่งก็เป็นไปตามความต้องการของผมเอง ดังนั้นถ้าทหารรุ่นหลังเขาสนใจ เพียงแต่เขาติดตามอ่านหรือรวบรวมทุกตอนเข้าด้วยกัน ก็จะได้เห็นสิ่งที่ควรแก้ไขในเรื่องกิจการทหารของชาติทั้งในระดับการเมืองและระดับกองทัพเองอย่างเพียงพอด้วยเหตุและผล

...............ผมเข้าใจในความประสงค์ดีต่อกองทัพและ ตท.รุ่น11ของเพื่อนรักท่านนี้ เพื่อนคงต้องการเห็น ตท.11 ได้ฝากอะไรไว้ให้แก่กองทัพเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ทั้งรุ่นของเราจะได้ลาจากกองทัพบกอันเป็นที่รักยิ่งไปใช้ชีวิตในวัยชราของแต่ละคน อย่างไรก็ตามในการรับราชการที่ผ่านมาผมพบว่า กำลังพลของกองทัพบกและนายทหารรุ่นหลังไม่ได้สนใจกับสิ่งที่เหลือไว้ในรูปของหนังสือ บทความ หรือแนวความคิดแบบนี้ ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาชอบที่จะจดจำและระลึกถึงในรูปของพฤติกรรม การกระทำของแต่ละบุคคลเป็นปัจเจกชนมากกว่าระลึกถึงส่วนรวมในลักษณะของรุ่น ดังนั้นก็คงจะต้องแล้วแต่กรรมคือผลการกระทำของแต่ละบุคคลที่ได้ทำไว้แก่กำลังพลส่วนใหญ่ในกองทัพ ว่ามันเป็นผลดีหรือผลเลวประการใดทั้งต่อกำลังพลเป็นบุคคลและเป็นส่วนรวมทั้งกองทัพครับ

...........เพื่อนหนุ่ม11อีกท่านหนึ่งได้บอกกับผมหลายคราว่า เมื่อเกษียณกันไปแล้วกำลังพลและคนรุ่นหลังในกองทัพเขาอาจจะจดจำไม่ได้แม้แต่ชื่อเสียงเรียงนามของเรา แต่ที่พวกเขาจะจดจำไว้อย่างไม่มีวันลืมคือ การกระทำและคุณงามความดีของเราที่ได้เคยทำไว้ เพื่อนรักท่านนี้ได้ยกตัวอย่างไว้อย่างเสร็จสรรพและเห็นภาพเข้าใจง่ายที่สุดว่า

.............ในวงสนทนาของคนรุ่นหลังที่กำลังพูดถึงคนรุ่นก่อนในกองทัพ ขณะที่จะพูดถึงผู้บังคับบัญชาบางคนที่เขาจำชื่อไม่ได้ แต่เขาจะจดจำการกระทำที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์ (symbolic) สำคัญของผบช.คนนั้นเช่น “ผบ.อะไรน๊า จำชื่อไม่ได้ ที่เป็นผบ.เรือเหาะ น่ะ” “ผบ.ไม้ล้างป่าช้า” หรือไม่ก็ “ผบ.รถเกราะล้อยางสมเสร็จ” บางคนโชคดีอาจจะลามไปถึง “ผบ.ที่มีภรรยาเป็นคุณนาย10%น่ะ” ไปโน่นเลย สำหรับตัวผมเองก็คงจะโดนพวก พล.ร.9พูดถึงเหมือนกันว่า “ผบ.คนที่เท่าไหร่นะจำไม่ได้ แต่แกเป็นคนบ้าฝรั่งน่ะที่ชอบยกแต่ตัวอย่างของต่างประเทศ และก็เป็นคนเดียวกับที่สั่งห้ามพวกเราสมัยที่ยังเป็นพท. โดยเฉพาะพวกผบ.พัน.ไม่ให้เล่นกอล์ฟในวันพุธ ตั้งแต่วันแรกที่แกมาเป็นผบ.พล. เขาด่ากันทั้งกองพลดังไปถึง รร.สธ.ทบ.และ ศบบ.” ก็ไม่ว่ากันครับเป็นสิทธิของท่าน

................ที่เขียนมาเสียยืดยาวนี้ไม่ได้แก้ตัวที่ไม่อยากช่วยท่านเพื่อนผู้มีพระคุณทำข้อห่วงใยในทบ. แต่ก็เหมือนกับแก้ตัว ผมเพียงอยากอธิบายชี้แจงความในใจ เพราะคาดว่าคงจะมีเพื่อนๆอีกหลายคนที่มองดูว่า ผมไม่ยอมรับงานอะไรเลยตั้งแต่เป็นพลเอกในช่วงที่ผ่านมา ผมก็เลยใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อตัวผมเองในการบอกกล่าวแก่ท่านที่เคารพทุกท่าน แต่ถ้าเพื่อนท่านใดอยากจะคุยกับผมเรื่องอะไรหรือต้องการให้ผมช่วยเหลือในเรื่องความรู้ทางทหารที่ผมน่าจะพอรู้บ้าง ผมก็ยินดีรับใช้เต็มที่ครับ

อดุล อุบล
พลเอก, ทหารราบ
25 พย. 54
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1001
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » อังคาร 13ธ.ค.2011 20:22

:arrow: โดย jaws » 12 ธ.ค. 2011, 23:08

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน “การรักษาเกียรติภูมิ”


....“.....การสะท้อนเรื่องราวภายในไปสู่สังคมภายนอก แม้จะมั่นใจได้ว่าอาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้ก็ตาม หากต้องแลกด้วยความเสื่อมเสียเกียรติภูมิของทหารซึ่งบรรพบุรุษได้สร้างและสะสมไว้แต่บรรพกาล ผมก็ไม่ปรารถนาจะให้บังเกิดขึ้น.....” เป็นข้อความที่เพื่อนหนุ่ม11ท่านหนึ่งโพสต์เข้ามาในด้วยรักและห่วงใย ผมขอขอบคุณมากครับเพราะมันเป็นการสะท้อนความรู้สึกของผู้อ่านเป็นอย่างดีว่าข้อเขียนของผมได้สร้างความรู้สึกอย่างไรให้กับผู้อ่านบ้าง

............บทความ ด้วยรักและห่วงใย นี้ถ้าไม่คิดให้ลึกซึ้ง อาจจะถูกมองว่า เป็นเรื่องที่ผมนำเอาเรื่องภายในกองทัพออกไปสู่สังคมภายนอกในลักษณะของ “ไฟในอย่านำออก...” หรือ “สาวไส้ให้กากิน” แต่ก่อนที่ผมจะเริ่มเขียนบทความนี้ ผมได้ตั้งปณิธานไว้ว่า บทความ “ด้วยรักและห่วงใย”นี้จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประชาชนในชาติ ไม่ใช่เป็นการทำลายกองทัพแต่อย่างใด สถานะของกองทัพในที่นี้ ผมเน้นย้ำถึงกองทัพเป็นของส่วนรวม มิใช่ของปัจเจกชน เพราะเหตุว่าถ้าเราเข้าใจผิดและแยกไม่ออกว่าอะไรคือปัจเจกชน อะไรคือสังคมส่วนรวม อย่างแท้จริงแล้ว ความตั้งใจดีก็อาจจะถูกแปลไปในทางที่ผิดได้

............ประการแรก คำว่าสถาบันกองทัพเป็นเรื่องของสังคมส่วนรวม ไม่ใช่ปัจเจกบุคคล และกองทัพไม่มีใครเป็นเจ้าของไม่ว่าสถาบันหรือองค์กรใดก็ตาม นอกจากเป็นของประเทศชาติซึ่งเป็นส่วนรวมมากที่สุด ดังที่ในหลักวิชาเศรษฐศาสตร์เราจัดให้กองทัพเป็นสินค้าหรือบริการสาธารณะ (Public goods) ที่ต้องเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของรัฐจัดให้มีขึ้น

.............ประการต่อมา เมื่อกองทัพเป็นเรื่องของส่วนรวมไม่ใช่เรื่องของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ดังนั้นภาพที่ปรากฏสู่สายตาของสังคมว่า กองทัพจะดีหรือไม่ดี จะเสื่อมเสียในเกียรติภูมิหรือไม่ คงไม่ใช่เนื่องจากการกระทำของกำลังพลคนหนึ่งคนใด แต่จะต้องเป็นการกระทำโดยมวลรวมของคนจำนวนมากที่ประกอบกันขึ้นเป็นกองทัพ การที่ทหารสักคนหนึ่งเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด หรือการที่ตรวจพบการทุจริตของนายทหารระดับสูงสักคนหนึ่งในกองทัพ ผมเข้าใจว่าคงไม่ได้หมายรวมเอาว่ากองทัพเสื่อมเสีย แต่มันน่าจะเป็นการกระทำความชั่วของบุคคลแต่ละคนเหล่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องของส่วนบุคคล ส่วนรวมหรือส่วนใหญ่ของกองทัพเขาไม่ได้รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องด้วย ผมเชื่อมั่นว่าปชช.ส่วนใหญ่ในประเทศนี้ เขาเข้าใจและแยกออกว่า อะไรคือกำลังพลเป็นบุคคลและอะไรคือกองทัพโดยรวม

.............ประการต่อมาที่เป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งยวดคือ กองทัพในระบอบประชาธิปไตยนั้นจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมด้วยอำนาจในระบบเท่านั้น จะต้องไม่มีอำนาจนอกระบบจากสถาบันหรือองค์กรใดๆทั้งสิ้นเข้ามาเกี่ยวข้องหรือมีอิทธิพลเหนือ เรื่องนี้เป็นปัจจัยสำคัญต่อการยอมรับ การให้เกียรติ การยอมรับในศักดิ์ศรีของสังคมหรือปชช.ในชาติที่มีต่อกองทัพ การเอ่ยอ้างเอาเองของตัวทหารว่า พวกตนเป็นพวกที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีโดยปราศจากการยอมรับของปชช,นั้นย่อมไม่ทำให้กองทัพมีเกียรติและมีศักดิ์ศรีไปได้

.............เรื่องที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งคือ เรื่องของคำว่า “มีวินัย” ทหารเราคงจะต้องทำความเข้าใจกับคำว่าวินัยเสียใหม่ให้ถูกต้อง มีภาพยนตร์ต่างประเทศหลายเรื่องที่เขาสอนให้คนในชาติของเขาเข้าใจคำว่าวินัยของทหารให้ถูกต้อง ไม่ให้บรรดาผู้นำทหารสามารถเอาคำว่าวินัยมาใช้อ้างบังคับให้กำลังพลหรือผู้ใต้บังคับบัญชาทำตามความต้องการของตนเอง แม้ในทางที่ไม่ถูกต้องหรือผิดกฎหมายบ้านเมืองด้วยประโยคที่ว่า”ทหารต้องมีวินัย” และป้องกันไม่ให้เป็นการบังตาปชช.ที่ไม่เข้าใจว่าแก่นแท้ของวินัยที่ถูกต้องจริงแท้คืออะไร

.............คำว่า “วินัย” นั้นต้อง relate ต่อผลประโยชน์ของส่วนรวม ศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรมเช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ มันต้องไม่ใช่เรื่องของวินัยแน่นอน ถ้าผู้บังคับบัญชาสั่งว่า “ถ้ามึงไม่ยิงมันกูจะยิงมึง” ในระหว่างการสลายมวลชน เรื่องนี้จะมาอ้างเอาเรื่องวินัยในการขัดคำสั่งต่อหน้าอริราชศัตรูมาใช้บังคับย่อมไม่ได้ การที่ผบช.มีนโยบายเข้าข้าง สนับสนุนพรรคการเมืองพรรคหนึ่งและขัดขวางทำลายล้างพรรคการเมืองอีกด้านหนึ่ง แล้วมีทหารออกมาเปิดโปงต่อสังคม ก็คงไม่ใช่เรื่องของการผิดวินัย ไม่รักษาความลับทางราชการเช่นเดียวกัน ดังนั้นทหารทุกคนและปชช.ทุกท่านจะต้องเข้าใจให้ถูกต้องแท้จริงว่าคำว่า “วินัย” ของทหารนั้นมันต้องเกี่ยวข้องและครอบคลุมไปถึงอะไรบ้าง ไม่ใช่แค่ทำตามความต้องการของผบช.อย่างเดียวก็เป็นการเคร่งครัดในวินัยหรือมีวินัยดีแล้ว

...............ประการต่อมา เรื่องของการกำกับดูแล รักษา ทำนุบำรุงกองทัพให้อยู่ในที่ในทางที่ถูกต้องเหมาะสม มีประสิทธิภาพในการรบ เป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาความมั่นคงของชาติและอิทธิพลทางการเมืองระหว่างประเทศของชาตินั้น นอกจากจะมีรัฐบาลเป็นหน่วยบังคับบัญชากองทัพแล้ว ทุกประเทศจะมีคณะกรรมาธิการทหารของรัฐสภาไว้คอยเป็นหูเป็นตาแทนปชช.ในการกำกับดูแลกองทัพอีกทางหนึ่ง องค์กรนี้จะคอยควบคุมไม่ให้กองทัพออกนอกลู่นอกทางไปในทางเสื่อมเสีย และจะควบคุมให้รัฐบาลต้องใช้งานและดูแลกองทัพอย่างถูกต้อง อีกทั้งควบคุมให้กองทัพต้องปฏิบัติต่อกำลังพลอย่างดี เป็นธรรมที่สุด เพื่อดำรงประสิทธิภาพในการรบของกองทัพแห่งชาติเอาไว้ แล้วในประเทศของเราระบบนี้มันเป็นอย่างไร พวกเราก็คงรู้ๆกันอยู่

............ผมคิดว่าเอาแค่ที่กล่าวมาเท่านี้ ทุกท่านและปชช.ในประเทศทุกคนก็น่าจะเข้าใจแล้วว่า มันมีความแปลกแยกอย่างไรระหว่างกองทัพกับสังคมส่วนรวมของประเทศ คำอ้างด้านความมั่นคงหรือเขตทหารห้ามเข้า ที่ทำให้กองทัพเป็นเอกเทศไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมเหมือนสถาบันอื่นๆนั้นสมควรแล้วหรือ และน่าจะมีผลเสียอย่างไรต่อส่วนรวมของประเทศ เราน่าจะปรับปรุงแก้ไขปัญหานี้หรือไม่ แล้วจะแก้ไขกันอย่างไร ในฐานะของความเป็นเจ้าของ ปชช.ทุกคนในประเทศนี้เขามีสิทธิที่จะรับรู้ความเป็นไปในกองทัพของพวกเขาว่ามันถูกต้องหรือไม่ แล้ว ณ ปัจจุบันนี้พวกเขาเหล่านั้นมีช่องทางใดที่จะรับรู้ได้บ้าง จะรู้ได้อย่างไรว่าเงินจากภาษีอากรของพวกเขานั้นได้ถูกใช้ไปในทางที่ถูกต้อง สมควรต่อความจำเป็นในการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหมาะสมและคุ้มค่า หรือพวกเขาจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อต้องได้เห็นกับตา ได้ยินกับหูว่า เจ้าโพยมยานมูลค่าหลายร้อยล้านบาทนั้นที่แท้มันก็แค่ลูกโป่งอัดแก๊สที่ไม่ลอยสักที หรือไม้ล้างป่าช้าราคาอันละล้านกว่าบาทที่ใช้ตรวจค้นวัตถุระเบิดนั้น ที่แท้จริงแล้วมันก็มีประสิทธิภาพเทียบเท่าได้กับลิงตัวหนึ่งเท่านั้นเอง หรือถ้ากองทัพจะซื้อรถถังอีกสักหนึ่งกองพัน โดยส่งจนท.ที่มีความรู้และเกี่ยวข้องในการใช้รถถังเหล่านั้น ออกไปตระเวนหาแบบของ ถ. ที่เหมาะสมที่สุดด้วยประการทั้งปวงมาเสนอ 3-4แบบ แต่ผู้มีอำนาจตกลงใจที่ไม่เคยและไม่มีความรู้ในการใช้ถ.ตัดสินใจเลือกเอาแบบที่5ที่ไม่มีอยู่ในแบบที่คณะกรรมการนำเสนอด้วยเหตุผลกลใดไม่มีใครทราบ ถึงขนาดต้องมีการลาออกของกรรมการ เราจะปล่อยให้เรื่องแบบนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ไหม หรือว่ามันเป็นเรื่องของผบช. เป็นเรื่องของทหารเขา เราในฐานะของทหารชั้นผู้น้อย หรือปชช.อย่างเราๆไม่เกี่ยว ก็แล้วแต่

...........แต่สำหรับผมแล้ว ด้วยรักและห่วงใยกองทัพ ผมแยกออกว่า อะไรคือปัจเจกชน อะไรคือกองทัพซึ่งมาจากมวลรวม อะไรคือสังคมส่วนรวมของชาติ อะไรคือวินัย และการผิดวินัยหรือไม่มีวินัยเป็นอย่างไร สิ่งใดเป็นความลับทางราชการ อะไรเป็นแค่ความลับส่วนตัวของบุคคล เรื่องใดคือศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของกองทัพ แต่อะไรเป็นความจริงที่สังคมต้องรับรู้เพื่อเข้ามาแก้ไขกองทัพให้ถูกต้อง

............กองทัพต้องเป็นองค์กรที่เปิดเผย โปร่งใส ไม่มีอะไรที่เป็นการลับๆล่อๆต่อสังคมหรือต่อปชช.ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริง กองทัพจึงจะมีเกียรติและมีศักดิ์ศรีในสายตาของปชช.เจ้าของประเทศผู้เป็นนายที่แท้จริงของกองทัพ ผมมีความรู้สึกนึกคิด และเชื่อมั่นของผมแบบนี้ และจะดำรงตนเช่นนี้ตลอดไปไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใดก็ตาม

อดุล อุบล
พลเอก, ทหารราบ
8 ธค. 54
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1001
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย Aubol » อาทิตย์ 08เม.ย.2012 15:15

.........ผมเขียนเพิ่มมาสองหรือสามตอนแล้วครับ ตอนล่าสุดว่าด้วยเรื่องรถถัง.........ขอบคุณมากครับ
Aubol
มือเก๋า
มือเก๋า
 
โพสต์: 194
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 03มิ.ย.2011 10:53

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » อาทิตย์ 08เม.ย.2012 21:06

:wink: เห็นใจคนป่วยที่ยังขยันเขียนบทความนี้ให้เพื่อนและผู้สนใจอ่านกัน....COPYให้แล้วนะคะพี่อดุล.....กรุณาดูแลสุขภาพมากๆนะคะ อย่าเครียด IN ไปกับบทความที่เขียน....ฝากความคิดถึงมาดามพี่ด้วยค่ะ /FAMILY3448


:arrow: jaws » 19/12/2011 1:55 pm
Pooklukซุ่มเงียบนะ สงสัยอ่านมาหลายๆเข้าอัดอั้นตันใจเลยเอาออกซะบ้าง เฮ้ยเครียดนักแวปไปคุยกันได้ เอ้าเพื่อนๆทั้งหลายพี่ป๋องอับดุลมีมาฝากอีกแล้ว คราวนี้เห็นว่าพาดพิงถึงพี่แจ้เรื่อง "ถัง....กับ....รถ"เอ้ย"อำนาจ..กับ...ตะหาน"ครับ

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน “อำนาจทางการเมืองและอำนาจทางทหาร”



.............ด้วยรักและห่วงใยตอนนี้ ผมขอแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพี่แจ้เป็นการเฉพาะ แต่ไม่ใช่เรื่องรถถังที่จะจัดหากันใหม่นะครับ เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลัง ให้เขาจัดหากันให้เป็นรูปธรรมเสียก่อน แล้วเราค่อยมาคุยกัน ในตอนนี้ผมจะขอพูดถึงเรื่อง.....อำนาจทางทหารมีนัยสำคัญกับอำนาจการเมืองจนแยกกันไม่ออก.....ซึ่งพี่แจ้บอกไว้ว่ามีผู้ทำวิจัยแล้วมีผลออกมาเช่นนั้นสำหรับสังคมไทย ผมก็เลยจะชี้ให้เห็นว่าเราต้องแก้ไขเพื่อให้ประเทศของเราเจริญก้าวหน้าไปได้เหมือนอารยะประเทศ

..........น่าจะเป็นการเข้ากับบรรยากาศสอดคล้องกับการที่ ท่านนายกรัฐมนตรีกำลังเดินสายตรวจเยี่ยมกองทัพตั้งแต่ระดับ กระทรวงกลาโหมจนถึงเหล่าทัพทั้งสาม โดยในวันนี้ในช่วงสายท่านได้มาตรวจเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพบก ได้เห็นการเตรียมการต้อนรับแล้ว ต้องยอมรับว่ากองทัพบกจัดเต็มและจัดหนักจริงๆ ก็ถึงขนาดว่าเมื่อวานนี้ที่เป็นวันเตรียมการอย่างเต็มที่ หลายคนรวมทั้งผมด้วยละ หลงผิดคิดว่าคงมีประมุขของประเทศใดจะมาเยี่ยมกองทัพบกหรือจึงจัดพิธี Honor Guard Ceremony และพิธีอื่นๆกันขนาดนั้น

..........ก่อนที่จะพูดกันให้ลึกลงไป ผมขอออกตัวอีกสักครั้งหนึ่งก่อนนะครับ ว่าผมจะเขียนแสดงความคิดเห็นในสถานะของนักวิชาการทางทหารอิสระ เพราะมันอาจจะไม่เหมาะสมสำหรับผู้ที่คิดมากว่าเป็นทหารแล้วไม่ควรพูดถึงเรื่องกองทัพ

..........นสพ.หลายฉบับในเช้าวันนี้พาดหัวข่าวว่า ผบ.ทหารสูงสุดของกองทัพไทยได้กล่าวว่า...กองทัพพร้อมสนับสนุนรัฐบาล...ถ้าไม่รู้เรื่องระบบที่ถูกต้องในการควบคุมกำลังทหารในระบบประชาธิปไตย หรือถ้าไม่คิดอะไรให้ลึกซึ้งก็ไม่เห็นน่าจะแปลกอะไร ทหารใหญ่ๆหลายคนก็พากันออกมาพูดว่าตนเอง (คงจะหมายถึงหน่วยของตนเองในลักษณะของความเป็นเจ้าของ) พร้อมให้การสนับสนุนการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้

............แต่ถ้าคิดตามหลักวิชาการของความสัมพันธ์ หรือการควบคุมกำลังทหารของประเทศประชาธิปไตยแล้ว ผู้นำทหารจะไม่มีสิทธิหรือไม่มีหน้าที่จะมาเอ่ยปากเช่นนี้ได้เพราะกองทัพจะต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาและควบคุมโดยรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำรัฐบาลจะต้องเปรียบเสมือนผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทัพตามฉันทานุมัติของประชาชนที่ได้เลือกผู้นำของตนเองขึ้นมาบริหารประเทศ ดังนั้นในกรณีเช่นนี้ผบ.ทหารสูงสุดหรือผบ.เหล่าทัพทุกคนจะต้องพูดได้อย่างเดียวว่า “กองทัพพร้อมรับใช้ประเทศชาติภายใต้คำสั่งหรือนโยบายทางทหารของรัฐบาล”เท่านั้น (และในใจของพวกท่านต้องท่องคำว่า มันต้องถูกกฎหมายเป็นไปตามหลักมนุษยธรรม คุณธรรมและมุ่งสู่ผลประโยชน์ของส่วนรวมด้วยนะ) ท่านไม่มีสิทธิจะไปใช้คำว่า จะสนับสนุน แต่ท่านต้องใช้คำว่า สนอง เพราะกองทัพไม่ได้มีอำนาจเทียบเคียงกับรัฐบาลที่มาจากปชช.ตามที่กล่าวมาแล้ว นอกจากอำนาจนอกระบบที่มาจากกำลังพลและอาวุธของ Merchant Army เท่านั้น

..........อำนาจทางทหารมีนัยสำคัญแน่นอน โดยเฉพาะต่อความมั่นคงของประเทศในด้านอธิปไตยของชาติ การรักษาผลประโยชน์ของชาติ และการนำนโยบายการเมืองระหว่างประเทศของชาติไปสู่ความสำเร็จกับคู่กรณีหรือในภูมิภาคที่ต้องการ (ข้อแม้มีอยู่ว่ากองทัพจำต้องมีประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการรบสูงทัดเทียมหรือมากกว่าคู่กรณีนะ ไม่ใช่ได้แค่เก่งกับปชช.ในประเทศเท่านั้น) แต่อำนาจทางทหารต้องแยกจากอำนาจทางการเมืองโดยเด็ดขาด ในที่นี้ผมหมายความว่า กองทัพจะไม่มีสิทธิหรือไม่มีอิทธิพลเหนือรัฐบาล ความเข้มแข็งหรือความอยู่รอดของรัฐบาล กองทัพมีสิทธิเพียงให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลตามช่องทางที่ถูกต้องในการใช้กำลังทหารตามขีดความสามารถและข้อจำกัดที่มีอยู่ รวมทั้งความเสี่ยงทั้งปวงที่จะมีขึ้น ส่วนการตกลงใจเป็นสิทธิและอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของรัฐบาลโดยเฉพาะตัวผู้นำรัฐบาล ดังนั้นแทนที่จะเป็นคำพูดของผบ.ทหารสูงสุด ตรงกันข้ามมันควรจะเป็นคำพูดของนายกรัฐมนตรีที่จะกล่าวว่า “รัฐบาลนี้พร้อมจะดูแลทุกข์สุข ให้การสนับสนุนและจะสร้างกองทัพให้มีความทันสมัย แข็งแกร่งในศักยภาพทางทหารเพื่อพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติในทุกๆด้าน” มันต้องเป็นอย่างนี้ครับ

...........ผมได้กล่าวถึงเรื่องทำนองนี้มาหลายตอนแล้วในด้วยรักและห่วงใยโดยเฉพาะในตอนที่พูดถึง”การแต่งตั้งนายพล” “ตอนมันไม่ใช่อำนาจของทหาร”ลองไปทบทวนกันดูเถิดครับ

..........แต่.....ถ้าเรายังคงปล่อยให้สภาพการณ์ของชาติในเรื่องกองทัพและการเมืองคงไปเป็นเช่นทุกวันนี้ ไม่แก้ไขกฎหมายที่ต้องแก้ไข ไม่สร้างระบบไม่สร้างกลไกที่ถูกต้องตามหลักการของประชาธิปไตยขึ้นมาควบคุมกองทัพให้เข้าที่เข้าทางของมันที่ควรจะเป็น ปล่อยให้กองทัพโดยเฉพาะผู้นำกองทัพเป็นอิสระตามลักษณะของกองทัพในยุคคลื่นลูกที่หนึ่งของสังคมเกษตรกรรมเก่าอยู่อย่างทุกวันนี้ ทฤษฎี “Wag the Dog” มันก็จะมีผลและดำรงอยู่ต่อไปในความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและการทหารของชาติ เหตุการณ์รุนแรงแบบ เมย.-พค.53ก็ยังคงเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกแต่จะรุนแรงมากขึ้น จะขยายความแตกแยกของคนในชาติมากขึ้นไปอีก จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งอาจจะไม่มีอะไรเหลืออยู่แม้แต่คำว่าชาติ

..........ผู้นำทางการเมืองเองก็ตามบางครั้งท่านก็ส่งสัญญาณที่ผิดให้กับสังคม ท่านจะต้องปฏิบัติต่อกองทัพให้เหมาะสมในฐานะผู้บังคับบัญชาไม่ใช่ผู้ร่วมงาน ผมไม่เคยเห็นประธานาธิบดี USต้องไปตรวจเยี่ยมกระทรวงกลาโหมหรือบก.เหล่าทัพของ US นอกเสียจากไปร่วมพิธีการที่สำคัญของชาติที่หน่วยทหารนั้นๆต้องเกี่ยวข้อง ผู้ใต้บังคับบัญชาระดับใกล้ตัวของเขาไม่ต้องไปตรวจเยี่ยมหรอกครับเพราะมีระบบสั่งการและเห็นหน้ากันประจำอยู่แล้ว แต่เราจะได้ยินข่าวทุกปีว่า ปธน.ในฐานะผบ.ทหารสูงสุดของUS ไปเยี่ยมทหารและตักอาหารให้ทหารกินในกรุงแบกแดดหรือในแนวหน้าที่ทหารประจำการอยู่ ท่านต้องไปปรากฏกายในแนวหน้าในพท.อันตรายเคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารของท่านเพื่อขวัญและกำลังใจของพวกเขาครับ ไม่ใช่มัวแต่แคร์แดมหรือคอยแต่ระวังความไว้เนื้อเชื่อใจกับทหารในห้องแอร์ การปฏิบัติแบบนี้จึงจะเป็นการส่งสัญญาณให้ถูกต้องต่อกองทัพและสังคมถึงความเป็นผู้นำที่แท้จริงของตัวท่านเองครับ สิ่งนี้จะส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ที่ถูกต้องในการควบคุมกองทัพของฝ่ายการเมืองอย่างเป็นเหตุเป็นผลต้องตามหลักการของระบอบประชาธิปไตย

อดุล อุบล
พลเอก, ทหารราบ
16 ธค. 54




:arrow: โดย Aubol » 08/01/2012 8:54 am


ด้วยรักและห่วงใย
ตอน " คอรัปชั่น "



ผมเพิ่งจะเขียน ด้วยรักและห่วงใย ตอนใหม่เสร็จเรียบร้อยแต่ยังไม่ทันจะพิมพ์เลยครับ พี่ป๋อง...สาธุ (พล.อ. สุนัย สัมปัตตะวนิช) เพื่อนรักผู้มีพระคุณของผมอีกท่านหนึ่ง เขียนมาถามความเห็นเรื่องร้อนๆ อยากให้ผมและเพื่อนๆได้แสดงความคิดเห็น โอ้มายก๊อดพระเจ้าช่วยกล้วยทอด เรื่องนี้จะให้แสดงความเห็นกันเลยหรือ แล้วไม่กลัวเขาจะว่านำความเสื่อมเสียมาสู่กองทัพหรือ แค่เรื่องทั่วๆไปก็โดนข้อหานี้แล้ว เรื่องนี้จะรอดหรือ พี่แจ้พี่โสมจะว่าอย่างไรนี่ ส่วนพี่ต้อ(ตร.)นั้นไม่ต้องห่วงท่านหรอก พวกตำรวจที่ไม่ตงฉินเขาคงรักพี่ท่านปานจะแดก(กลืนกิน)แน่นอน ผมว่าเรื่องแบบนี้เอาเก็บไว้คุยกันบนโต๊ะอาหารสองเราดีกว่านะครับพี่ป๋อง สำหรับป๋องนี้ขออุบอิบเรื่องไว้ก่อนดีกว่า

อย่างไรก็ตามเมื่อถามมาผมก็จะตอบบ้างโดยจะแสดงความคิดเห็นว่า เราน่าจะทำอะไรเปลี่ยนแปลงอะไรกันบ้าง เพื่อให้เป็นการลดโอกาสในการคอรัปของข้าราชการลง ผมจะกล่าวถึงเฉพาะในส่วนของวงการทหารเท่านั้นนะครับ

มันคงจะเป็นการยากมากที่จะทำให้การฉ้อราษฎร์บังหลวงหมดไปจากประเทศนี้ แต่หนทางแก้ไขประการหนึ่งคือ การลดโอกาสให้มันเกิดขึ้นได้น้อยที่สุดด้วยการสร้างระบบมาป้องกันเอาไว้ ผมได้สอดแทรกเรื่องเหล่านี้เข้าไว้ใน”ด้วยรักและห่วงใย”แล้วหลายตอนอยู่เหมือนกันครับ ถ้าท่านติดตามอ่านมาโดยตลอดก็คงจะได้รับรู้ไว้บ้างแล้ว ตัวอย่างเช่นผมกล่าวถึงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์นั้นจะต้องไม่ให้เหล่าทัพจัดหาได้เองตามความต้องการหรืออำเภอใจ แต่จะต้องเป็นการจัดหารวมการในระดับกระทรวงกลาโหมโดยมีหน่วยงานจัดหาให้เป็นการเฉพาะ เพราะการจัดหารถถังของกองทัพบกมันไม่ใช่เรื่องของกองทัพบกอย่างเดียว แต่มันเป็นเรื่องของประเทศชาติที่เหล่าทัพอื่นๆจะต้องมีผลกระทบต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากการรบทั้งในปัจจุบันและอนาคตมันจะต้องเป็นการรบร่วม (Joint Operation) การส่งกำลังบำรุงก็ต้องเป็นแบบการส่งกำลังบำรุงร่วมอีกด้วย ดังนั้นกองทัพบกจึงไม่มีความจำเป็นต้องจัดหาอะไรเองแม้แต่กระดาษดินสอถ้าเรามีระบบที่ดี จะเป็นการช่วยประหยัดงบประมาณได้มาก ประเทศมหาอำนาจเขาเป็นแบบนี้ครับ

เรื่องผลประโยชน์ตอบแทนของกำลังพลก็เช่นเดียวกัน ถ้าท่านยังไม่สามารถทำให้ผลประโยชน์ในเรื่องรายได้ของ นายทหารยศพันโทในตำแหน่งเหล่านี้อันได้แก่ ผบ.พัน. หรือฝ่ายเสนาธิการ หรืออาจารย์ในรร.ทหารเท่ากันได้ละก็ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องคอรัปชั่นหรอกครับไม่พ้นไปได้แน่นอน

พี่ป๋อง...สาธุลองพิจารณาเรื่องเหล่านี้ก็แล้วกันครับ ถ้าเราไม่ต้องโอนงบประมาณและน้ำมันให้แก่หน่วยโดยตรงจะได้หรือไม่ โดยในการฝึกทุกครั้งทางราชการจะจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้กำลังพลเข้าบัญชีธนาคารโดยตรงเช่นเดียวกับเงินเดือนตามจำนวนวันที่ฝึก อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการฝึกก็เป็นของในอจย.ของหน่วยอยู่แล้ว สำหรับสป.3หรือน้ำมันที่ใช้ในการฝึกก็จัดการส่งกำลังกันตามแบบที่ใช้อยู่ในสนามรบ โดยหน่วยทางการส่งกำลังบำรุงเช่นกรมสนับสนุนและกองบัญชาการช่วยรบ(บชร.)เป็นหน่วยเบิกและจัดตั้งตำบลจ่ายให้แก่ยานพาหนะ ที่ใช้ในการฝึกตามสถานการณ์ วัสดุสำนักงานและวัสดุสิ้นเปลืองที่จำเป็นต่อการฝึกเช่น กระดาษ แผ่นชาร์ท เครื่องเขียนฯลฯ ก็ให้ไปเบิกรับเอาจาก warehouse หรือตามระบบการส่งกำลัง อาหารและMRE(Meal Ready to Eat)ก็ส่งกำลังตามระบบที่ใช้เช่นเดียวกับการรบ ก็ไม่เห็นน่าจะยุ่งยากอะไรเพียงแต่มันจะเป็นการไปเตะชามข้าวของใครเขาเท่านั้นแหละครับ ถ้าทำได้ตามที่กล่าวมาแล้วจะทำให้เกิดความโปร่งใส และข้อสำคัญที่สุดคือ มันเป็นการทำให้กำลังพลคุ้นเคยกับระบบต่างๆที่จะใช้ในยามสงครามอีกด้วย เพราะทุกวันนี้ทหารเรามันเรียนอย่างหนึ่ง ฝึกอีกอย่างหนึ่ง แล้วก็รบไม่ได้อีกอย่างหนึ่ง

ผมรับรองได้ว่าถ้าเราใช้วิธีการจ่ายผลตอบแทนให้กำลังพลแบบนี้ในการปฏิบัติงานในจชต.ด้วยละก็ อาจจะทำให้ทหารผีลดน้อยลงทันที พวกที่ไปแต่วิญญาณจะถูกตัดจากบัญชีบรรจุกำลังส่งกลับหน่วย ผมเชื่อว่าประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานจะสูงขึ้นทันที

เหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดผลสำคัญคือการคอรัปชั่นมีอยู่ในวงราชการคือ การที่ผู้บังคับบัญชามีอำนาจมากเกินไปตามระบบราชการที่จกผลึกมาจากสังคมชนชั้นแบบไทยๆที่แบ่งเป็นพวกเจ้านาย และบ่าวไพร่ ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้บังคับบัญชาแบบที่กองทัพทหารอาชีพเขาเป็นกัน การแก้ปัญหาแบบนี้ต้องใช้การให้การฝึกและศึกษาอบรมในรร.ทหารต่างๆใหม่ รวมทั้งลดอำนาจของผู้บังคับบัญชาลงให้เหลือน้อยที่สุด เท่าที่เพียงพอต่อการบังคับบัญชาในการรบ แต่ต้องสอนให้ผู้บังคับบัญชาเข้าใจและรู้จักใช้ leadership ให้มากขึ้นในการนำหน่วยทดแทนปัจจัยของอำนาจที่ถูกลดลง

ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเรื่องตัวอย่างเพียงเล็กน้อยที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบของทหารเรา บังคงมีอีกหลายปัจจัยนักที่จะต้องแก้ไขด้วย ถ้าเราต้องการให้กองทัพของเราเป็นกองทัพที่รบได้จริง กรุณาอย่ามาพูดกับผมว่าไอ้ที่ยิงข้ามแดนกับทหารกัมพูชาที่ผ่านมานั่นเป็นการรบแล้ว

แค่เรื่องของหลวงที่พี่ป๋องยกเป็นตัวอย่างนั้นไม่ต้องไปพูดถึงหรอกครับ กองทัพไทยมันแยกไม่ออกกันอยู่แล้วครับ ใครเป็นผบ.หน่วยมักจะถือว่าของหลวงนั้นตนเองจะทำอะไรกับมันก็ได้เหมือนของส่วนตัว ในกองทัพ US นั้นถ้าท่านเอารถหลวงมาจอดค้างคืนที่บ้านหรือแวะซื้อของที่ PX ระหว่างขับไปงานราชการ แค่นี้ท่านก็จะมีความผิดในฐานะใช้รถราชการผิดวัตถุประสงค์ (miss used vehicle) ทันที

พี่ป๋อง...สาธุอย่าไปคิดอะไรมากเลยครับสู้เอาเวลาไปท่องบ่น สวดมนต์ ภาวนา หรือแสวงบุญดีกว่า มานั่งวิตกกังวลคิดมากกับเรื่องที่ไม่มีวันทำสำเร็จในประเทศนี้ .....เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้แล

อดุล อุบล
พลเอก, ทหารราบ
4 มค. 55




:arrow: โดย Aubol » 19/01/2012 7:49 pm

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน “แล้วแบบนี้จะฝึกกันไปทำ.....อะไร”


.........สวัสดีปีใหม่ครับท่านผู้อ่านที่เคารพทุกท่าน คงยังไม่สายเกินไปนะครับที่จะกล่าวประโยคนี้ ขอให้ทุกท่านโชคดีมีความสุขตลอดปี 2555 ครับ

.........ผมว่าจะหยุดเขียนบทความนี้สักพักหนึ่ง ไม่มีอะไรหรอกครับก็แค่ไม่รู้จะเขียนอะไรและก็ไม่มีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆถามอะไรหรือตั้งประเด็นมาพูดคุยให้ชวนเขียนเป็นประการสำคัญ

.........บังเอิญเมื่อสองวันที่ผ่านมาได้พบกับทหารผู้เด็กมากๆกลุ่มหนึ่ง จากการพูดคุยกับพวกเขาก็ได้รับทราบอะไรต่างๆมากมายโดยเฉพาะเรื่องสำคัญของการเป็นทหาร ก็คือการฝึกการหัดที่จะทำให้ดำรงความเป็นกองทัพอยู่ได้ พวกเขาเล่าว่าตอนนี้พวกเขาทำการฝึกชุดปฏิบัติการพิเศษเป็นหลัก และเป็นชุดปฏิบัติการที่มีความมุ่งหมายเอาไว้ใช้ในการปราบปรามจลาจล(ประชาชน) การฝึกอย่างอื่นไม่ค่อยได้รับความสนใจจากผู้บังคับบัญชาเท่าใดนัก เรื่องสำคัญในการฝึกชุดปฏิบัติการนี้ก็คือการฝึกยิงปืนฉับพลัน อืม! ถ้าจะไปกันใหญ่ครับกองทัพบกอันเป็นที่รักยิ่งของผม

.........ท่านผู้อ่านบางคนอาจจะกล่าวหาว่าผมกำลังจะเอาเรื่องความในของกองทัพบกมาวิจารณ์ในทางเสื่อมเสีย ก็เอาเถอะครับผมไม่ว่าอะไร แล้วแต่ความคิดเห็นของแต่ละพระเดชพระคุณท่านครับ แต่ผมต้องขอเขียนแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนกับท่านผู้อ่านส่วนที่อยากรู้ของผมก็แล้วกัน

.........ในปีนี้กองทัพบกประกาศให้เป็นปีแห่งการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของกองทัพ ผมก็เห็นว่าดีครับเพราะทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของกองทัพคือกำลังพล กองทัพจะมีประสิทธิภาพหรือด้อยประสิทธิภาพก็ด้วยกำลังพลเป็นหลักครับ อาวุธเป็นรองเพราะกำลังพลเป็นผู้ใช้อาวุธให้มันทำงานได้ ดังนั้นอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จัดหามาด้วยมูลค่าราคาค่างวดปานใดก็ตาม ก็จะมาถูกควบคุมและใช้งานโดยนายทหารเด็กๆ นายสิบ และพลทหารเป็นหลัก ดังนั้นถ้ากำลังพลระดับนี้ไม่มีขีดความสามารถเพียงพอแล้วยุทโธปกรณ์เหล่านั้นก็กลายเป็นเศษโลหะราคาแพงเท่านั้นเอง

.........แต่แท้จริงแล้วมันไม่ควรจะต้องมีปีแห่งการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของกองทัพ เพราะว่าทุกๆปีของกองทัพจะต้องเป็นปีแห่งการพัฒนาขีดความสามารถของกำลังพลอยู่แล้ว มันเป็นหน้าที่หลักของผู้บังคับบัญชาทุกคนทุกหน่วยต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ตลอดเวลา การที่คนจากภาคประชาชนจะกลายมาเป็นกำลังพลของกองทัพไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และการที่จะพัฒนาขีดความสามารถของพวกเขาให้สูงขึ้นไปตามตำแหน่งหน้าที่การงานตลอดเวลาที่ประจำการอยู่ในกองทัพยิ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากกว่ายิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้นตลอดเวลาของการดำรงความเป็นกองทัพของชาติเอาไว้ นั่นคือเวลาแห่งการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรครับ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเฉพาะปีใดปีหนึ่งหรือเป็นปีๆไป

.........มาถึงตรงนี้บางคนอาจจะเถียงผมว่า เฮ้ย! กองทัพบกเขาอาจจะมีนโยบายช่วยเหลือสังคมด้วยการส่งกำลังพลออกไปพัฒนาประชาชนในด้านต่างๆให้ทันสมัย มีความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศตามเป้าหมายของรัฐบาล เพราะกองทัพบกของเราอุดมไปด้วยกำลังพลที่มีความรู้ความสามารถสูงทั้งนั้น เออ! ก็อาจจะจริงของท่านก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามผมมิอาจจะเห็นคล้อยตามได้ เพราะผมก็เคยเป็นผบช.กับเขาเหมือนกันระดับกองพลเสียด้วย ผมรู้และเข้าใจว่าการทำให้กำลังพลเป็นทหารอาชีพ เป็นทหารของประชาชน มีขีดความสามารถในการรบ เชี่ยวชาญงานในหน้าที่ มีอุดมการณ์ของทหารอาชีพ แค่นี้ก็หนักหนาสาหัสแทบไม่มีเวลาเหลือเป็นเรื่องส่วนตัวแล้ว ไม่ต้องไปคิดถึงการฝึกระดับสูงๆใน collective training แล้วแบบนี้จะมีปัญญาเอาทหารออกไปพัฒนาปชช. หรือจะออกไปช่วยให้การสั่งสอนอบรมเรื่องประชาธิปไตยแก่สังคม มันจะไปกันใหญ่นา แค่ทำให้ทหารเป็นทหารประชาธิปไตยเท่านั้นก็เป็นการช่วยพัฒนาสังคมนี้ได้อย่างสุดๆแล้ว

.........เรามาเข้าเรื่องที่ผมอยากแสดงความรู้สึกนึกคิดแลกเปลี่ยนกับพวกท่าน จากที่ผมได้ฟังการบอกเล่าของทหารระดับผู้เด็กกลุ่มนั้นกันดีกว่า เขาสงสัยว่าการปราบปรามจลาจลมันกลายเป็นหน้าที่สำคัญของทหารไปแล้วหรือ แล้วเขาจะใช้วิธีการยิงฉับพลันแบบที่หน่วยหนึ่งฝึกแสดงโชว์อยู่เป็นประจำนั้นมาปราบปรามจลาจลได้อย่างไร จะยิงปชช.มือเปล่าเขาด้วยท่าเหล่านั้นหรือ เออ! มันก็จริงของเขานะ ผมบอกเขาไปว่ามันอาจจะเอาไปใช้ในงาน (task) อื่นๆก็ได้ แต่ในใจผมกลับบอกกับตัวเองว่ามันเป็นการฝึกที่ไม่สามารถเอาไปใช้งานได้ มันไม่ practical นอกจากเอาไว้แสดงโชว์เท่านั้น ในกองทัพบกมันมีการฝึกแบบนี้หลายเรื่องที่หน่วยคิดขึ้นมา คงจะคิดว่ามันกิ๊บเก๋ มองดูมีความคิดริเริ่มและผลงาน กับผู้ที่ไม่รู้ก็ดูดีอาจจะทำให้พวกเขาเห็นดีด้วย แต่สำหรับผมแล้วผมรู้ครับว่ามันเป็นการฝึกที่ทั้งใช้เวลา งบประมาณ หยาดเหงื่อแรงกาย และทรัพยากรที่สูญเปล่าไม่มีประโยชน์ในการนำไปใช้งานได้ การฝึกเทือกนี้จะมาจากความคิดของผบ.หน่วยที่ไม่มีประสบการณ์ในการรบและไม่มีประสบการณ์มือสองอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันมาจากการคิดเอาเองในอากาศ ไม่ได้มาจากผลการศึกษาและวิจัยบทเรียนจากการรบ ทุกครั้งมันไม่สมเหตุสมผลไม่สามารถตอบคำถามที่เป็น logic ได้

.........ตัวอย่างของเรื่องเหล่านี้ได้แก่ :-

.........การฝึกยิงปืนฉับพลันที่หน่วยบางหน่วยคิดขึ้นและหน่วยต่างๆกำลังถูกสั่งให้นำไปฝึกให้กำลังพลอยู่ในขณะนี้ เป็นการฝึกยิงปืนที่แตกต่างไปจากการฝึกของศูนย์การทหารราบและศูนย์สงครามพิเศษ (ซึ่งทั้งสองหน่วยนี้เป็นไปตามหลักวิชาการ) การฝึกยิงฉับพลันที่กำลังแพร่หลายอยู่นี้ เป็นการยิงที่ใช้ศูนย์เล็งเสียด้วย ซึ่งคงไม่ทำให้ฉับพลันแน่นอน ตามหลักวิชาการแล้วการยิงปืนฉับพลันนั้นเป็นการยิงตามแบบของนายพรานที่ประจันหน้ากับสัตว์อย่างจะจะ จะให้สูญเสียเวลาวินาทีทองไม่ได้ จึงต้องการความรวดเร็ว ยกปืนขึ้นประทับแล้วทำการลั่นไกยิงโดยไม่ต้องใช้ศูนย์เล็ง นายพรานจะใช้ความชำนาญจากการยิงด้วยความรู้สึกจากแนวแกนลำกล้อง การยิงแบบนี้จะช่วยให้ทหารยิงปืนในเวลากลางคืนได้ดีขึ้นด้วย

.........แต่ไอ้ที่ผมบอกว่ามันไม่ practical เป็นอย่างมากคือท่ายิงที่ฝึกให้ทหารตีลังกาม้วนหน้า ม้วนหลัง กลิ้งซ้าย กลิ้งขวา หงายหลังยิงนั้น ผมถามตัวทหารว่า พวกเขาทำการฝึกอยู่บนสนามหญ้าหน้ากองร้อย แล้วจะนำท่ายิงเหล่านี้ไปใช้ในป่าจะได้หรือไม่ เขามีเวลาเท่าไรที่จะยิงข้าศึก จะใช้ศูนย์เล็งทันหรือ เขาจะตีลังกาเข้าที่กำบังก่อนแล้วจึงทำการยิง หรือจะทำการยิงจากท่ายืนประทับบ่าแล้วจึงเข้าที่กำบัง.........จากประสบการณ์ของผมมันบอกผมว่า เมื่อจ๊ะเอ๋กันแล้วเรามีเวลาประมาณ 3 วินาทีเท่านั้นที่จะยิงฉับพลัน แล้วหลังจากนั้นก็จะเป็นการยิงจากการปะทะกันตามปกติแล้วครับ คือทุกคนเข้าที่กำบังแล้วทำการเล็งยิง ไม่มีฉับพลันอีกต่อไป แล้วถ้าใช้ท่าทางพิสดารตีลังกา กลิ้งซ้าย-ขวา หน้า-หลัง ทหารอาจจะบาดเจ็บจากตอไม้หรือก้อนหินที่มองไม่เห็นในพื้นที่ได้

.........ท่านเคยฝึกทหารให้ตรวจอาวุธ ปลย. M16ด้วยการปฏิบัติ 32ขั้นตอนไหม (ผมหวังว่าคงไม่มีใครทำให้มันมากกว่านี้อีกนะ) วัตถุประสงค์ของเรื่องก็คือ แค่ให้ทหารตรวจอาวุธและกระสุนก่อนและหลังการใช้อาวุธเพื่อความปลอดภัยเท่านั้นเอง ความพร้อมเพรียงคงไว้ใช้แสดงเท่านั้น แต่ทำไมมันถึงต้องการขั้นตอนที่มากมายกันขนาดนั้นเชียวหรือ แล้วทหารจะจดจำมันไปได้ตลอดหรือไม่ แล้วทหารจะเอาไปใช้ตามที่ฝึกไปหรือไม่ในชีวิตประจำวัน ในเมื่อมันมีประโยชน์ไม่เท่าที่ลงทุนลงแรง แล้วยังจะฝึกแบบนี้กันอยู่อีกหรือ

.........ตัวอย่างต่อมา เมื่อครั้งที่ผมเป็นจก.ยศ.ทบ. ผมไปตรวจการฝึกของหน่วยหนึ่ง เขาแสดงการฝึกโลดโผนมากดั่งแสดงกายกรรมก็ปานนั้น คือเขาแสดงการเปลี่ยนตำแหน่งระหว่างพลขับและพลซ้อนท้ายบนมอเตอร์ไซค์ในขณะเคลื่อนที่ระหว่างถูกซุ่มโจมตีให้ผมดูด้วยความภาคภูมิใจในความริเริ่มของหน่วย พวกเขาทำได้ดีตามที่แสดงนั่นแหละครับ หลังจากการแสดงจบลงผมก็เริ่มคำถามตามความสงสัยของผมในเรื่องสำคัญของการฝึกแต่ละอย่างของทหารดังนี้

...............วัตถุประสงค์ของการฝึกแบบนี้คืออะไร ผมได้คำตอบมาว่า เพื่อให้ทหารสามารถเปลี่ยนตำแหน่งกันได้ในระหว่างขับรถโดยไม่ต้องจอดรถในกรณีที่พลขับได้รับบาดเจ็บ หรือพลซ้อนท้ายที่ทำหน้าที่เป็นพลยิงกระสุนหมด จึงต้องการให้พลขับมาทำหน้าที่เป็นพลยิงแทน

...............ผมถามต่อว่าแล้วทหารเปลี่ยนได้เร็วไหม คำตอบคือต้องใช้เวลาเพราะมีการปฏิบัติหลายขั้นตอนและต้องลดความเร็วของรถให้ช้าลงมาก ก็เป็นไปตามการแสดงนั่นแหละ ผมก็เลยใช้คำถามเป็นการแนะนำให้พวกเขาคิดเอาเองว่ามันจะใช้ได้หรือไม่ ถ้าต้องขับช้าๆและมัวแต่วุ่นวายกับการเปลี่ยนตำแหน่งกันอยู่จะไม่เป็นอันตรายจากการยิงของฝ่ายตรงข้ามหรือ เมื่อเปรียบเทียบกับการอดทนต่อความเจ็บปวดเร่งความเร็วรถให้ออกพ้นจากพท.สังหาร (kill ground) แล้วจึงค่อยจอดรถเปลี่ยนตำแหน่งจะรวดเร็วและปลอดภัยกว่าหรือไม่ และในกรณีที่พลซ้อนท้ายกระสุนหมด การเปลี่ยนตำแหน่งกันขับรถกับการที่พลซ้อนท้ายจะเอามือไปล้วงซองกระสุนของพลขับมาทำการยิงต่อไปอะไรมันจะง่ายและปลอดภัยกว่ากัน จบเรื่องครับเพราะทุกคนเงียบและหน้าเสียไปตามๆกัน ผมจึงผ่อนคลายพวกเขาไปด้วยคำว่า “เอาไว้แสดงให้บุคคลทั่วไปเขาดูก็แล้วกัน” เรื่องเหล่านี้มันเป็นกรรมของผมครับที่ต้องมาอยู่ในตำแหน่งที่ต้องไปรู้ไปเห็นเรื่องพวกนี้ แล้วพอผมต้องชี้แจงเรื่องที่มันควรจะเป็นแต่มันผิดไปจากที่หน่วยเขาปฏิบัติกันอยู่ มันก็ต้องไม่ชอบใจกันล่ะครับ ผมก็ทำไปตามหน้าที่เท่านั้น

.........การฝึกที่ไม่สามารถตอบคำถามได้ตลอดครอบคลุมทุกเรื่องทั้งวัตถุประสงค์ ขั้นตอนการปฏิบัติ โอกาสที่จะนำไปใช้ ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น สำหรับผมแล้วถือว่ามันเป็นการฝึกที่ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริง มันเป็นแค่การแสดงโชว์ละก็ได้ครับ แล้วเราจะต้องมาเสียทรัพยากรและเวลาให้หมดเปลืองไปกับเรื่องเหล่านี้อีกเท่าไร หรือว่าเหล่านี้เป็นธรรมชาติของกองทัพที่รบไม่เป็น และไม่เคยคิดที่จะเตรียมการรบอีกด้วย

.........การฝึกที่ไร้ประโยชน์และไม่สามารถนำไปใช้ได้เล่านี้มีอีกหลายครับ เหล่าท่านลองคิดทบทวนดูเถอะ ล้วนแล้วแต่เกิดมาจากผู้บังคับบัญชาที่ไม่รู้จริงหรือไม่รู้ว่าจะฝึกงานในหน้าที่ของทหารอาชีพอย่างไรให้แก่กำลังพล กลัวจะไม่มีความคิดริเริ่มจึงคิดเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาฝึกแทน ทีนี้ถ้าไม่รู้ว่าจะฝึกอะไร ผมขอแนะนำให้ไปอ่าน FM ทั้งเก่าและใหม่ดูว่า มันมีเรื่องอะไรที่หน่วยของท่านยังทำไม่ได้ตามขีดความสามารถที่ควรจะมีในการบรรลุภารกิจที่คาดว่าจะได้รับ

อดุล อุบล
พลเอก, ทหารราบ
4 มค. 55








:arrow: โดย Aubol » 04/04/2012 11:44 am

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน ว่าด้วย “Tanks”



คำว่า “tank” ที่แปลว่า รถถัง ไม่ใช่ถังเก็บน้ำ เป็นเครื่องมือรบชิ้นสำคัญของกองทัพมหาอำนาจ ไม่ว่าประเทศนั้นจะใช้ยุทธศาสตร์รุกหรือ ยุทธศาสตร์รับในการป้องกันประเทศ อันเนื่องมาจากคุณลักษณะที่ดีต่อการทำสงครามของรถถังนั่นเอง
รถถังมีคุณลักษณะที่สำคัญต่อการรบได้แก่ Mobility, Armor, Fire power, Communication ซึ่งคุณลักษณะของ ถ. ทั้ง4ประการนี้ก่อให้เกิดผลต่อการปฏิบัติทางยุทธวิธีที่สำคัญพอสรุปได้ดังนี้

.................อำนาจการยิง พละกำลังของเครื่องยนต์ ทำให้เกิดอำนาจในการทำลายล้างและบดขยี้

...............ความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่และเกราะป้องกันตน ทำให้เกิดประสิทธิภาพในเรื่องของการอยู่รอด (Survivability)

...............ความคล่องแคล่วและอำนาจการยิงช่วยให้เกิดกำลังชน การข่มขวัญ สร้างความตื่นตระหนก(Shock action) ให้เกิดกับข้าศึก

...............ความคล่องแคล่ว การติดต่อสื่อสารอันกว้างไกล เกราะ และอำนาจการยิงทำให้หน่วย ถ. มีคุณลักษณะสอดคล้องกับ บทบัญญัติ (tenets) ของหลักนิยม ALBในการชนะสงครามทั้ง5ประการ นอกจากนี้ยังทำให้เกิด move fast – strike hard – and finish rapidly ตาม Combat imperative เป็นไปได้ง่ายอีกด้วย

หัวใจของความเป็นหน่วย Tk คือ “เลือดและเหล็ก” จะต้องหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน นั่นคือตัวทหารหรือพลประจำ ถ. ทำให้รถถังซึ่งเป็นเหล็กเหล่านั้นมีชีวิตมีจิตวิญญาณขึ้นมานั่นเอง เรื่องนี้ยังถูกนำไปประยุกต์ใช้กับหน่วยทหารราบยานเกราะด้วยเช่นเดียวกัน ทหารราบยานเกราะที่แท้จริงจะไม่ใช้ APC, IFV, AFV หรือ BMP, BTR, BRDM เหมือนดั่งรถ taxi เช่นที่บางประเทศประพฤติกันอยู่

ปกติแล้ว เรามักจะยึดหลักจากการเรียนรู้อย่างกว้างๆทั่วไปในขั้นต้นว่า หน่วย ถ. จะต้องถูกใช้เป็นกลุ่มก้อน และมักจะเก็บไว้เป็นกองหนุนในขั้นต้น จะนำออกมาใช้เมื่อฝ่ายเราเห็นโอกาสของชัยชนะที่เปิดให้แล้ว เรามักจะใช้หน่วย ถ.ในการรุกหรือในขั้นตอนกลับเป็นฝ่ายรุก แต่อย่างไรก็ตามจากการฝึกและศึกษาที่แท้จริงในต่างประเทศ ตัวผมเองพบว่า แม้กระทั่งในการตั้งรับ กองทัพของพวกเขามีการใช้ Tk เป็นหน่วยเล็กๆในพท.ตั้งรับ ตั้งแต่ในส่วนระวังป้องกันข้างหน้า ในพท.การรบหลัก (Main battle area) และในทางลึกจนถึงกองหนุน แต่พวกเขาวางแผนให้สามารถดึงTkที่อยู่ข้างหน้าเหล่านั้นกลับมารวมเป็นกองหนุนอันแข็งแกร่งได้ในเวลาของการรบแตกหัก

องค์ความรู้ที่สำคัญประการหนึ่งที่จำเป็นต้องรู้คือ ทุกประเทศมีปรัชญาและแนวคิดในการสร้างและใช้Tkแตกต่างกันบ้างในรายละเอียดจากประวัติศาสตร์ของการรบ ภูมิประเทศ ยุทธศาสตร์ในการป้องกันประเทศ และยศ.ทหาร นั่นย่อมมีความแตกต่างกันอย่างแน่นอนระหว่างโลกตะวันตกและค่ายโซเวียตเดิม

การประกอบกำลังและการจัดหน่วยTkก็เช่นเดียวกัน ในค่ายตะวันตกเช่น US และUKจะจัดหน่วย ถ.แท้ๆ (pure tank)ใหญ่ที่สุดแค่ระดับกองพัน แต่ในระบบของโซเวียตเดิมมีการจัดหน่วย ถ. ถึงระดับกองทัพ (Tank Army) เพื่อไว้ใช้ในการปฏิบัติที่สำคัญของ กองหนุนเคลื่อนที่เร็วในระดับยุทธการหรือ OMG(Operational Mobile Group).....วัตถุประสงค์และรายละเอียดในการปฏิบัติในความเป็นจริงไม่ตรงกับชื่อที่เรียกในภาษาไทย.....นอกจากนี้การจัดกองพัน ถ. ของกลุ่มโซเวียตเดิมนั้นก็มีหลายแบบและมีจำนวนTkไม่เท่ากันในแต่ละแบบเช่น พัน.ถ.ของกรมทหารราบยานยนต์ จะแตกต่างจาก พัน.ถ.ของกรมรถถัง และทั้งสองแบบที่กล่าวมาแล้วก็จะแตกต่างจากพัน.ถ.อิสระ (Independent Tank Bn) ที่เป็นดังนี้เพราะวัตถุประสงค์ในการใช้ บทบาทและภารกิจที่จะมอบให้หน่วยถ.เหล่านี้มีความแตกต่างกันในชั้นต้น

จากการศึกษาทั้งใน Ft Benning และ Ft Leavenworth ทำให้ผมได้ขอสรุปที่น่าแปลกใจ(เรื่องนี้เป็นความรู้สึกของตัวผมเอง)อย่างหนึ่งว่า เป็นนายทหารUS นั้นดูท่าจะง่ายกว่าการเป็นนายทหารโซเวียตในการทำงานหรือแม้แต่ในการศึกษาเล่าเรียน เสรีในการปฏิบัติในการคิดออกนอกหลักการตามหลักนิยมนั้นแน่นอนอยู่แล้วในกองทัพโซเวียตนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ก็เพื่ออยากจะบอกว่า กองทัพของเราเป็นกองทัพที่ต้องนำเข้าทุกอย่างแม้แต่หลักนิยมในการรบ ดังนั้นเมื่อจะจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์อะไรก็ตามจะต้องศึกษาให้ดีให้เข้าใจถึงรากเหง้าของมันอย่างแท้จริง ตั้งแต่ปรัชญาและแนวคิดในการสร้างอาวุธชิ้นนั้น จนถึงการนำไปใช้ตามหลักนิยมรวมทั้งภูมิประเทศเขาเป็นอย่างไรด้วย ก็แล้วการที่เราตกลงใจซื้อรถถัง Oplot ของประเทศยูเครนนั้น ผมอยากจะถามว่า เรามีความรู้ความเข้าใจเรื่องต่างๆตามที่ผมได้กล่าวมาแล้วแค่ไหน ผมขอตั้งข้อสังเกตให้พวกเราได้สนใจที่จะระวังไว้ดังนี้

1.รถถังOplotเป็นถ.ที่แปลงชื่อมาจาก ถ. รุ่น T80 ของกองทัพโซเวียตเดิม ถ.รุ่นนี้ก็เช่นเดียวกับ ถ. รุ่นใหม่อื่นๆอีกหลายรุ่นในโลกที่แทบจะไม่เคยเข้าสนามรบอย่างแท้จริง ยกเว้นถ.M1A1ของUSและถ. Challenger ของUKในสงครามอ่าวเปอร์เซียทั้งสองครั้ง ถ.T80ของกองทัพอิรักออกมาปรากฏโฉมเล็กน้อยในหน่วยกองพลชั้นเยี่ยมของกกล. Republican Guard แต่ก็ไม่สามารถต่อกรกับถ.M1A1ของUSได้ (อาจจะเป็นเพราะประสิทธิภาพในการฝึกของตัวทหารเป็นส่วนหนึ่งด้วย)

2.กองทัพไทยของเราเคยชินกับการใช้ถ.ที่มีพลประจำ 4คนไม่ว่าจะเป็นรุ่นใหม่หรือเก่าที่ประจำการอยู่ เราคงจะต้องฝึกและกำหนดหน้าที่กันใหม่ในพลประจำรถที่มี3คนนั้น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจการณ์บนป้อม การระวังป้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานในการซ่อมแซมถ.ในระหว่างการรบ เช่นถ้าสายพานหลุดหรือขาดจะใส่หรือต่อสายพานกันอย่างไร จะต้องใช้ใครทำบ้าง และใครจะระวังป้องกันให้ขณะนั้น เนื่องจาก4คนก็น้อยอยู่แล้ว 3คนคงจะลำบากพอประมาณเนื่องจากพลขับคงต้องประจำตำแหน่งบนรถคอยขยับรถให้เข้าที่เข้าทางในทุกขั้นตอน

3.แต่สิ่งที่ผมมีความเป็นห่วงยิ่งกว่ากลับเป็นเรื่องความทันสมัยของมัน ในการใช้เครื่องป้อนกระสุนอัตโนมัติ (Automatic loader)แทนพลบรรจุ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับกองทัพไทยและมันจะมีผลดีกว่าการบรรจุด้วยคนแน่หรือ ถ้ามันดีจริงทำไมประเทศที่สร้างถ.และใช้ถ.ในการรบเก่งๆอย่างเช่น US, UK, Germany จึงยังคงใช้พลบรรจุเช่นเดิม ผมเข้าใจว่าประเทศเหล่านี้มีเทคโนโลยี่ยานเกราะไม่แพ้ยูเครนและรัสเซียแน่นอน ผมมีข้อสงสัยว่าการใช้เครื่องป้อนกระสุนนั้นนอกจากบรรจุกระสุนได้ช้าแล้ว(ถ.Oplot ใช้เวลา10 ถึง 15 วินาทีในการบรรจุกระสุน) มันมีข้อด้อยอะไรมากกว่านี้อีกหรือไม่ คำถามของผมก็คือ ถ้าเราต้องการเลิกบรรจุเพื่อเปลี่ยนชนิดของกระสุนเช่นเปลี่ยนจากกระสุนเจาะเกราะ HEATเป็นกระสุนเจาะเกราะHVAPFSDS เครื่องมันจะทำให้เราได้หรือไม่ ต้องใช้เวลาเท่าใด หรือใช้การยิงกระสุนนัดที่ค้างอยู่ในรังเพลิงออกไปก่อนแล้วบรรจุนัดใหม่ตามต้องการเข้าไปจะเร็วกว่า

4.แต่ผมก็ยังพอจะมองเห็นข้อดีของถ.รุ่นนี้ประการหนึ่งคือ (ไม่ได้ประชดประชันมันเป็นข้อเท็จจริงจากลักษณะของถ.คันนี้) รถถังT ตั้งแต่รุ่นT72เป็นต้นมา โซเวียตมีแนวคิดที่จะทำให้รถถังมีความเตี้ยมากเพื่อเพิ่มความอยู่รอด ดังนั้นจึงออกแบบให้ทั้งตัวรถ (hull)และป้อม (turret)มีความสูงน้อยที่สุดทำให้ป้อมเล็กและคับแคบไปด้วย ดังนั้นพลประจำถ.ของโซเวียตรุ่นหลังๆจึงจำเป็นต้องเป็นคนตัวค่อนข้างเล็กมีความสูงประมาณ 160-170ซม.เพื่อให้เหมาะสมกับที่ว่างในป้อม เรื่องนี้น่าจะเหมาะกับทหารไทยก็เป็นได้

5.ผมได้ยินข่าวลือว่า (ประเด็นนี้ผมไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่นำมาบอกกล่าวเพื่อเตรียมแก้ไขที่เหมาะสม) ถ.รุ่นนี้เป็นถ.เก่านำมาทำให้ดูใหม่เหมือนรถเกราะล้อยางนั่นแหละ และอายุการใช้งานของลำกล้องปืนใหญ่ถ. ก็เหลืออีกไม่กี่นัดเสียอีกด้วย ผมขอภาวนาให้เรื่องนี้เป็นเพียงข่าวลือที่ไม่ใช่ข่าวสารประเภท ก-1

ผมหวังว่า บรรดาทหารราบที่เป็นผู้ตกลงใจเลือกซื้อถ.รุ่นนี้ให้กับทหารม้าไว้ใช้งานนั้นคงจะได้ตัดสินใจอย่างดีเยี่ยม และมีความปรารถนาดีตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของชาติ ประสิทธิภาพในการรบของกองทัพ และอนาคตของลูกหลานไทย เพราะโดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อมั่นว่า แบบรถถังที่คณะทหารม้าเขาเลือกมาจากองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญที่พวกเขามีเกี่ยวกับรถถังนั้นน่าจะเหมาะสมต่อการใช้งานมากกว่า(แต่ทหารราบไม่เอา) สำหรับทหารราบอย่างผมนั้นยอมรับว่า ไม่มีหน่วยทหารราบหน่วยใดและการศึกษาในหลักสูตรไหนของทหารราบในกองทัพบกจะให้ความรู้เกี่ยวกับหน่วยทหารราบยานเกราะและหน่วยรถถังได้เลย (นอกจากจะมีแต่ราคาคุยโม้) น่าเป็นห่วงอย่างแท้จริง...............เมื่อทหารราบเป็นผู้เลือกแบบรถถังให้ทหารม้า


อดุล อุบล
พลเอก, ทหารราบ
2 เมย. 55

ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1001
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » อังคาร 28ส.ค.2012 20:54

:arrow: โดย Aubol » อาทิตย์ 26ส.ค.2012 19:35

ผมห่างหายไปจากบทความนี้เสียนานก็ด้วยความจำเป็นส่วนตัวตามธรรมชาติของสรรพสิ่งทั้งที่มีชีวิตและไร้ชีวิต ทุกอย่างมันคงต้องเป็นไปตามสัจธรรมที่ว่า "มีเกิดขึ้น มีตั้งอยู่ แล้วก็มีดับไป" แต่สำหรับการตั้งอยู่นั้นสรรพสิ่งจะตั้งอยู่บนความแปรปรวน ผมเองมีชีวิตช่วงนี้อยู่ในความแปรปรวนของกรรมแต่อดีตเช่นเดียวกันครับ
ผมต้องขอขอบคุณทุกท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่แจ้ของเราที่ได้ช่วยกันเขียนบทความที่เป็นประโยชน์เป็นความรู้ต่ออายุแห่งความสนใจของท่านผู้อ่านให้แก่หัวข้อนี้ หวังว่าจะได้รับความกรุณาจากพวกท่านตลอดไปครับ


ด้วยรักและห่วงใย
ตอน “ปกป้อง หรือ ปกปิด”


ภาพของทหารที่ควรจะเป็นในสายตาของประชาชนเจ้าของประเทศและเจ้าของภาษีอากรที่ทำให้กองทัพมีขึ้นและตั้งอยู่ได้ในทุกวันนี้ คือภาพของผู้พิทักษ์ รักษาผลประโยชน์ของชาติ จงรักภักดีต่อปชช.ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริง เป็นสุภาพบุรุษ ผู้ดีและมีความเป็นมืออาชีพในหน้าที่การงานของตนเอง ดั่งนี้กองทัพจึงจะเป็นเครื่องมือของรัฐในการตอบสนองต่อนโยบายความมั่นคงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทหารไม่ควรจะพูดมาก แต่ควรจะตอบคำถามเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องหลีกเลี่ยงประเด็นทางการเมืองอย่างที่สุด ถ้าท่านพูดเรื่องการเมืองในเครื่องแบบ ท่านก็เปรียบได้กับภาพของทหารคนหนึ่งกำลังออกมาวิจารณ์เรื่องของผู้บังคับบัญชาเหนือท่านนั่นเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทหารด้วยกันเองยอมได้หรือไม่

ประเด็นร้อนทางสังคมที่กำลังปะทุอยู่ในขณะนี้ และจะทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆตราบใดที่ยังไม่มีการยอมรับความจริงกัน ก็คงไม่พ้นเรื่องของ “มีการใช้พลซุ่มยิง(sniper)ในการสลายการชุมนุมเมื่อพค.53หรือไม่” อย่างไรก็ตามความจริงก็คงต้องเป็นความจริงอยู่วันยันค่ำ ไม่มีทางจะผิดไปจากความจริงไปได้ ไม่ว่าจะพยายาม บิดเบือนหรือถ่วงเวลากันขนาดใดก็ตาม ความพยายามทำนองนี้หลายครั้งมาแล้วที่ทำให้เกิดภาพแห่งความเสื่อมเสียให้แก่กองทัพตามมาอีกเป็นเวลานานกว่าที่เวลาจะเยียวยาให้สังคมลืมเลือนไปได้ แต่ในสภาวะของสังคมปัจจุบันที่ปชช.มีความตื่นตัวทางสังคมและการเมืองสูง การสื่อสารยุคดิจิตอลอันไร้พรมแดนและการปิดกั้น ย่อมไม่มีภาพเลวร้ายของการกระทำของฝ่ายใดจะหลุดรอดไปจากกล้องในโทรศัพท์มือถือของผู้คนไปได้ การบันทึกส่งต่อแพร่กระจายกันอย่างรวดเร็วและกว้างไกลในโลก 0nlineแม้กระทั่งออกไปยังต่างประเทศจะส่งผลกระทบมากขึ้น การผลิตซ้ำๆและย้ำเตือนด้วยภาพและเสียงเหล่านั้นของอีกฝ่ายอยู่เป็นประจำย่อมจะทำให้ปัญหาและภาพแห่งความเลวร้ายไม่มีวันเลือนหายไปจากความรู้สึกและความทรงจำของผู้คนในสังคมได้ การจะใช้เวลาเป็นเครื่องเยียวยาย่อมนานมากขึ้นเป็นทวีคูณ

แต่หลายครั้งอีกเช่นเดียวกันที่การออกมายืดอกยอมรับความจริงอย่างลูกผู้ชายจะดีกว่าในการที่ช่วยให้อารมณ์ของสังคมผ่อนคลายลง เพราะอย่างไรเสียความจริงก็ต้องเป็นความจริงตามที่กล่าวมาแล้ว และไม่มีวันที่ผู้ใดจะสามารถไปเปลี่ยนแปลงความจริงของเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นแล้วด้วยคำพูดหรือการข่มขู่จากลมปากได้

ถ้าทหารเราประพฤติตนกันอย่างเหมาะสมตามภาพที่เป็นความหวังของสังคมต้องการเห็น กองทัพย่อมไม่เป็นที่จับตาของสังคม ไม่อยู่ภายใต้คำถามและวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม ดังนั้นกองทัพจะต้องปรับตนเองจะต้องมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ในทุกเรื่อง คำว่า”ความลับของทางราชการ”จะต้องสัมพันธ์(relate)ต่อราชการอย่างแท้จริงไม่ใช่ของบุคคลในกองทัพ ดังเช่นที่ผมเคยกล่าวมาแล้วว่า ทหารเราทุกคนจะต้องแยกให้ออกว่าอะไรคือ”ความลับทางราชการของกองทัพบก” และอะไรคือ”ความลับของผู้บังคับบัญชาในกองทัพบก” มันคนละเรื่องกันระหว่างราชการซึ่งเป็นเรื่องของส่วนรวมกับส่วนตัวซึ่งเป็นเรื่องของบุคคล ถ้าเราไม่สามารถแยกออกได้กองทัพก็จะเป็นแดนสนธยาของปชช.ต่อไป

เพียงการอ้างว่าทหารต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาและต้องยึดถือสายการบังคับบัญชาอย่างเคร่งครัดแล้วจะทำอะไรก็ได้ แม้แต่สิ่งที่ผิดกฎหมายหรือผิดทำนองคลองธรรมของสังคมมนุษย์ที่เจริญแล้วย่อมเป็นไปไม่ได้ในโลกปัจจุบัน ทหารทุกระดับชั้นจะต้องมีความเป็นตัวของตนเอง จะต้องคิดเป็นและแยกแยะออกได้ว่าคำสั่งใดเป็นคำสั่งที่ถูกต้องเหมาะสมและต้องปฏิบัติตาม คำสั่งใดไม่ถูกต้องด้วยประการทั้งปวงและจะต้องขัดขืนไม่ปฏิบัติตาม แล้วยังจะต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาหน่วยเหนือสูงขึ้นไปอีกได้รับทราบ ท้ายที่สุดคือการยอมรับของสังคมจะเป็นเครื่องตัดสินที่สำคัญว่าใครผิดใครถูก แล้วท่านจะได้รับการปกป้องจากคนส่วนใหญ่ในสังคม

มันเป็นการไม่ถูกต้องเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บังคับบัญชาจะมาอ้างว่า ถ้าทหารได้รับการอบรมให้คิดเป็นแยกแยะออกว่าอะไรควรหรือไม่ควรทำ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่ถูกต้องตามที่กล่าวมาแล้ว ไม่ว่าใดๆก็ตามต่อไปเราอาจจะไม่สามารถสั่งทหารให้ไปรบได้ การคิดเช่นนี้เป็นความโง่เขลาเบาปัญญาและแสดงออกถึงความเห็นแก่ตัวของผู้บังคับบัญชาเหล่านั้น การอ้างเช่นนี้เป็นการขัดกับแนวคิด นโยบายและความหวังที่พวกท่านประกาศว่าจะพยายามทำให้กองทัพเป็นทหารมืออาชีพ เพราะคำว่าทหารอาชีพหรือ Professional Arms หรือ the Real Soldiers นั้นทหารจะทำการรบด้วยความมีอุดมการณ์ ด้วยเห็นถึงความสำคัญของอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศชาติ ด้วยความรักในหมู่คณะและเพื่อนทหารร่วมชีวิตด้วยกัน ทหารจะมองถึงความสำคัญของส่วนรวมที่ตนเองจะต้องยอมเสียสละทุกอย่างแม้ชีวิตเลือดเนื้อเพื่อการดำรงอยู่ของสิ่งนั้น พวกเขาจะคิดได้เองและจะทำการรบได้เองด้วยความริเริ่มของตนเองมากยิ่งกว่าคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ภาพเช่นนี้ต่างหากที่มันเกิดขึ้นอยู่ในกองทัพของประเทศที่เจริญแล้วทุกวันนี้ ไม่ใช่กองทัพที่มีแต่ทหารที่ถูกปลูกฝังให้คอยแต่ฟังเพียงคำสั่งและสัญญาณความต้องการของผู้บังคับบัญชาอย่างเดียวเท่านั้น ถ้ารู้ว่าผิดก็คิดใหม่แก้ไขใหม่ได้แต่ปัญหามันคือจะมีองค์ความรู้และ leadership ที่ถูกต้องเพียงพอในการสร้างกองทัพที่เป็นทหารอาชีพหรือไม่

ด้วยเหตุที่กล่าวมาแล้วทำให้เราพิจารณาได้ว่า”การปกป้องและการปกปิด”อาจจะยังคงเป็นความจำเป็นของผู้บังคับบัญชาในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ว่าทั้งสองคำนี้จะมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดในการกระทำอย่างเดียวกัน ในบางครั้งบางคนอาจจะอ้างว่าเพื่อปกป้องแต่แท้จริงแล้วเขาต้องการประโยชน์ซ่อนเร้นในการปกปิดบางสิ่งบางอย่างเอาไว้เพื่อตนเอง

ปกติแล้ว การปกป้อง เป็นการกระทำที่มีความหมายและส่งผลไปในทางที่ดีและถูกต้อง เป็นสิ่งสำคัญในการแสดงออกทางleadershipของผู้บังคับบัญชาในการนำทหาร และเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่ผู้บังคับบัญชาจะต้องปกป้องผู้ใต้บังคับบัญชาในการที่พวกเขาได้กระทำไปตามคำสั่งของตนเอง ผู้บังคับบัญชาต้องออกมาแอ่นอกรับทั้งความผิดและความชอบที่เกิดขึ้นในกรณีเหล่านั้น แต่อย่างไรก็ตามคำสั่งเหล่านั้นจะต้องถูกต้องเหมาะสมตามที่กล่าวมาแล้ว

ผมเองยังยกย่องในความเป็นลูกผู้ชายและความมีลักษณะผู้นำของผบ.พล.ท่านหนึ่งที่ออกมายืดอกรับว่าเป็นความผิดของตนแต่เพียงผู้เดียวที่ริเริ่มและนำผู้ใต้บังคับบัญชาในกองพลไปเที่ยวและเล่นกอล์ฟในต่างประเทศ ผู้ที่ร่วมคณะต้องเดินทางไปตามคำสั่งของตนจึงไม่สมควรต้องรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น

ส่วน การปกปิด นั้นมักจะมีความหมายไปในทางไม่ดี และเป็นความพยายามเพื่อให้บังเกิดผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวมซึ่งต่างจากการปกป้อง(กรณีนี้ยกเว้นการปกปิดสิ่งที่เป็นความลับทางราชการอย่างแท้จริง) ในโลกของวัฒนธรรมอำนาจหรือความเป็นประชาธิปไตยที่มีอยู่น้อยในสังคมรวมทั้งการให้การศึกษาอย่างไม่เพียงพอต่อการเป็นทหารอาชีพที่แท้จริง(การจะเป็นทหารอาชีพได้จะต้องมาจากการแสดงออกด้วยการกระทำอย่างแท้จริงในหลายๆกรณีและและโอกาสไม่ใช่ด้วยจากการใช้คำพูดอวดอ้าง) การปกปิดความผิดหรือเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนของผู้บังคับบัญชาด้วยการอ้างว่าตนกำลังปกป้องกำลังพลจึงเป็นไปได้โดยง่าย

การสร้างเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของกองทัพไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย ตรงกันข้ามมันกลับจะง่ายเสียอีกด้วย เพียงแค่บรรดาทหารเราอยู่ในที่ในทางที่ถูกต้องต่อการเป็นทหารของปชช. กระทำตนให้สมกับบทบาทและหน้าที่ของทหารอาชีพ ปัดกวาดขัดสีฉวีวรรณให้กองทัพโปร่งใสในทุกๆด้านเท่านั้นก็จบแล้วครับ
อย่างแรกเลยขั้นต้นเลิกออกมาพูดก้าวก่ายการเมืองและหน่วยงานอื่นๆ หยุดแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมสักพักหนึ่งอาจจะทำให้สถานการณ์มันดีขึ้นก็ได้ ปล่อยให้ปชช.เขาแตะต้องกองทัพได้บ้าง อย่าลืมว่ากองทัพนั้นไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่งแต่เป็นของประเทศชาติเป็นของส่วนรวมของทุกคนในประเทศนี้ เราเป็นเพียงบุคคลที่เข้ามาเป็นผู้บังคับบัญชาและบริหารกองทัพชั่วคราวเท่านั้น
อดุล อุบล
พลเอก, ทหารราบ
22 สค. 55
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1001
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » ศุกร์ 07ก.ย.2012 18:40

:arrow: โดย Aubol » ศุกร์ 07ก.ย.2012 16:47

ขอขอบคุณน้อง Family 3448เป็นอย่างมากครับพร้อมกันนี้พี่ขออนุญาตส่งตอนใหม่เข้ามาอีกตอนหนึ่งครับ

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน “Black Lie”


ท่านครับปกติแล้วการมดเท็จเป็นการผิดศีลข้อ4ซึ่งเป็นกฎที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้บัญญัติไว้ให้มนุษย์ทุกผู้ทุกนามได้ยึดถือปฏิบัติ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้สงบร่มเย็นและสันติสุข

อย่างไรก็ตามบางกรณีมีการพูดโกหกที่อ้างว่า ไม่น่าจะผิดศีลธรรมเพราะเป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่บุคคลอื่นและสังคมเช่น แพทย์และญาติรวมหัวกันไม่บอกความจริงแก่ผู้ป่วยโรคร้ายแรงในระยะสุดท้ายที่จะต้องตายในเร็ววันว่า “ท่านไม่เป็นอะไรมากอีกไม่นานก็จะหายเป็นปกติ” เหตุผลก็เพื่อต้องการให้ผู้ป่วยไม่เสียกำลังใจและไม่เป็นทุกข์มากก่อนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ยังคงเป็นเรื่องโจมตีกันทางการเมืองในระยะนี้ก็คือ การที่รัฐมนตรีท่านหนึ่งออกมาให้ตัวเลขการส่งออกของประเทศสูงเกินกว่าความเป็นจริง โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการกระตุ้นการส่งออกให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งจะได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง พูดง่ายๆก็คือว่าเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาตินั่นเอง แต่ฝ่ายค้านซึ่งอยู่ตรงข้ามไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้ ก็คงต้องว่ากันต่อไป

ทั้งสองตัวอย่างนั้นเขาขนานนามอย่างสวยหรูว่า ”White Lie” ผมขอเรียกมันว่า การโกหกอย่างบริสุทธิ์ใจ ก็แล้วกัน ถ้าพิจารณาดูแล้วมันก็ OK นะถ้าเป็นกรณีของแพทย์และญาติๆของผู้ป่วยด้วยเหตุที่ว่าไม่มีผู้เสียประโยชน์ แต่ในกรณีของตัวเลขทางเศรษฐกิจผมยังไม่แน่ใจเพราะ ตัวเลขเหล่านี้มีผลกระทบต่อการลงทุนทั้งของนักลงทุนภายในและต่างประเทศที่จะมาลงทุนในประเทศ เพราะตัวเลขการส่งออกเป็นปัจจัยหนึ่งของการตัดสินใจลงทุนในประเทศนั้นๆ

ครานี้เราลองมาดูกิจการทหารกันบ้างว่าเรามีการมดเท็จเพื่อประโยชน์ของสังคมกันบ้างหรือไม่ คงจำกันได้ว่าตั้งแต่ก่อนหน้า2-3ปีมาแล้วจนถึงทุกวันนี้ ผู้นำกองทัพพยายามออกมาบอกกับสังคมว่าในการแก้ปัญหา3จชต.นั้นฝ่ายเรามาถูกทางแล้ว สถานการณ์ดีขึ้นตามลำดับ แต่ที่ยังคงมีความรุนแรงอยู่บ้างบางพท.นั้นเป็นเพราะว่า ฝ่ายตรงข้ามเพลี่ยงพล้ำต่อฝ่ายเราจึงต้องสร้างสถานการณ์เพื่อแสดงความมีอิทธิพลในพท. ให้ประชาชนได้เห็นขีดความสามารถของฝ่ายตน ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะจัดเป็น “white lie” ในทางทหารได้หรือไม่ เพราะคำกล่าวนี้อาจจะทำให้ระดับกำหนดนโยบายและกำลังพลผู้ปฏิบัติงานหลงเข้าใจผิด ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อการวางแผนและปฏิบัติงานได้.

แต่ที่แน่ๆก็คือว่า จากข่าวที่ปรากฏตามหน้านสพ.ทุกวันนี้ ทำให้คิดได้ว่าฝ่ายก่อการร้ายมีเสรีในการปฏิบัติ โดยจะทำอะไร เมื่อใด ที่ไหนก็ได้ในขณะที่ฝ่ายเราไม่สามารถขัดขวางได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเห็นได้จากในสถานการณ์ปัจจุบันฝ่ายตรงข้ามสามารถปฏิบัติการได้ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ แม้ว่าบางครั้งความถี่ในการปฏิบัติการจะลดลง แต่ความรุนแรงและความสูญเสียของฝ่ายเรากลับสูงขึ้นในการกระทำแต่ละครั้ง หรือว่ามันไปถูกทางตามยุทธศาสตร์ในการเอาชนะของฝ่ายก่อการร้ายก็ไม่ทราบได้ และที่เห็นได้ชัดคือฝ่ายเราไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายในการทำงานที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นการก่อการร้ายรายวัน การวางระเบิด การคุ้มครองครูนักเรียนและพระ เหตุร้ายอาจจะไม่เกิดขึ้นกับบุคคลและสถานที่ที่ถูกคุ้มครอง แต่การสูญเสียกลับมาเกิดขึ้นกับตัวทหารเองเมื่อจบภารกิจในแต่ละครั้งแล้ว เรื่องเหล่านี้แสดงถึง Freedom of Action ของฝ่ายตรงข้ามที่ฝ่ายเราไม่สามารถริดรอนลงได้อย่างเห็นผล ผมก็ไม่อาจตอบได้ว่าสถานการณ์นี้มันจะจบลงเมื่อใดและในสภาพอย่างไร

ปกติแล้วทหารเราจะพูดโกหกไม่ได้ ถึงแม้ว่าเราจะมีหน้าที่สำคัญในการรักษาความลับของทางราชการก็ตาม แต่การรักษาความลับโดยการไม่พูดแพร่งพรายและการโกหกมันคนละเรื่องกัน ภาพของทหารอาชีพจะต้องเป็นสุภาพบุรุษที่ยืนหยัดอยู่บนความจริงไม่ว่าความจริงนั้นจะทำให้ตนเองประสบชะตากรรมอย่างไรก็ตาม ทหารจะต้องมีความรับผิดชอบต่อคำพูดและการกระทำที่ได้กระทำลงไปแล้วไม่ว่าจะผิดหรือถูกไม่กลับกลอกเอาตัวรอดไปวันๆหนึ่ง ทหารย่อมไม่ใช่ผู้ฉกฉวยผลประโยชน์ส่วนตนด้วยการเอาตัวรอดโดยไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีของตนเองและกองทัพ การกล้ายอมรับผิดในทุกกรณีคือ การแสดงออกถึงความกล้าหาญที่สำคัญประการหนึ่ง ซึ่งเป็นคุณสมบัติของทหารอาชีพ เราจะต้องฝึกและอบรมทหารในกองทัพให้เป็นเช่นนี้ กองทัพของเราจึงจะมีคุณค่าและได้รับศรัทธาจากปชช.ในชาติ

อีกเรื่องหนึ่งของการโกหกของทหารเราในขณะนี้ซึ่งจะให้ผมเรียกว่า white lie ไม่ได้อย่างแน่นอน คือการออกมาพยายามปกปิดความจริงในการสลายการชุมนุมของปชช.เมื่อ เมย.-พค.53เช่นคำว่า ปืนยิงนก กล้องจากBB gun ไม่มีการใช้พลซุ่มยิงทหารสองคนที่เห็นในคลิปเป็นเพียงผู้ที่ทำหน้าที่ระวังป้องกันเท่านั้น และการสอนกำลังพลสองนายที่ชัดแจ้งอยู่ในคลิปว่าทำหน้าที่ซุ่มยิงให้โกหกในการให้ปากคำว่าไม่ได้ใช้กระสุนจริง แต่ใช้ก/น.ปลอมหรือก/น.ยางที่มีแต่เสียงเท่านั้น มันเป็นการแก้ตัวอย่างไม่น่ากระทำ มันเป็นความน่าอับอายและอดสูอย่างมากของการเป็นทหารในการโกหกต่อสังคมที่เขามีพยานหลักฐานแน่ชัดมัดแน่นทั้งภาพและเสียง

ผมไม่ทราบว่าบรรดาที่ปรึกษา นธน.(นายทหารพระธรรมนูญ) อนุศาสนาจารย์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่านายทหารฝ่ายเสนาธิการที่แวดล้อมผู้บังคับบัญชาอยู่ในขณะนี้มัวทำอะไรกันอยู่ จึงไม่สามารถให้ข้อเสนอแนะที่ถูกที่ควรแก่ผบช.ได้ในการออกมาแก้ตัวแบบนี้(หรือว่าสามารถแต่มิอาจ) แล้วจะให้ปชช.เขามีความศรัทธาต่อกองทัพได้อย่างไร ข้อมูลต่างๆไม่ว่าจะเป็นแบบของอว.ปืน ชนิดกระสุน แม้แต่ความรู้ในการซุ่มยิง ปชช.สามารถหาได้จาก Internet ทั้งสิ้น เท่าที่สังเกตดูจากายการ TV หลายรายการแสดงว่าปชช.หลายพวกมีความรู้เรื่องอว.ปืนและกระสุนทัดเทียมหรือมากกว่าทหารเราเองเสียอีกด้วย

แล้วแบบนี้ยังจะมีหน้าออกมาปกปิดโดยอ้างว่าปกป้องและสอนกำลังพลให้โกหกสังคมอยู่อีกหรือ ปชช.ไม่ได้โง่เขลาหรือจนปัญญาที่จะหาข้อเท็จจริงอย่างที่เราทึกทักเอา การออกมายืดอกยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นอย่างชายชาติทหารน่าจะทำให้สถานการณ์มันดีขึ้นมากกว่า เพราะอย่างไรเสียความจริงก็ต้องเป็นความจริงอยู่วันยันค่ำ ไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วได้ ยิ่งออกมาพูดโกหกมากเท่าใดจะเป็นการเพิ่มความคั่งแค้น ความจงเกลียด ความชิงชังให้ทับถมทวี

ฤาจะ “Black Lie” เพื่อหวังเอาตัวรอดกันไปวันๆหนึ่งอย่างไม่อายฟ้าดิน

อดุล อุบล
พลเอก, ทหารราบ
3 กย. 55
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1001
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย Aubol » ศุกร์ 14ธ.ค.2012 19:25

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน 3จชต.อีกมุมมองหนึ่ง
ด้วยรักและห่วงใยตอนนี้ ครั้งแรกผมตั้งใจแค่จะโพสต์เล็กๆแสดงความคิดเห็นตอบท่านแจ้(พล.ท.กิตติพันธ์ นพวงศ์ ณ อยุธยา) แต่พอร่างไปได้เล็กน้อยมันไม่จบง่ายๆผมเลยต้องเปลี่ยนใจมาเป็นตอนสำคัญอีกตอนหนึ่ง
ต้องขอบคุณท่านแจ้มากที่ให้ข้อมูลสำคัญทำให้ผมหวนคิดถึงประสบการณ์ในอดีตตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นรต.-รท.ในการปราบปรามผกค.ในพท.ทภ.2ส่วนหน้าซึ่งพอจะสรุปเรื่องที่เกี่ยวข้องได้บ้างดังนี้
1.ในการปราบปรามผกค.นั้น บางพท.ที่ฝ่ายเราเห็นว่าสงบเรียบร้อยนั้นแท้จริงแล้วอาจจะพิจารณาได้หลายด้านคือ
1.1เป็นพท.ที่ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถเข้าไปเคลื่อนไหวได้เลย หมู่บ้านเหล่านี้มีความกลมเกลียวของปชช.ในการต่อต้านฝ่ายตรงข้าม จนท.รัฐสามารถเข้าไปเคลื่อนไหวและใช้อำนาจรัฐครอบครองพท.ได้อย่างสมบูรณ์
1.2เป็นพท.ที่ฝ่ายตรงข้ามใช้ในการดำเนินกิจกรรมในเรื่องที่ไม่ต้องการให้ฝ่ายเราเกิดความสนใจและส่งกำลังเข้าไปปฏิบัติการในพท.เป็นการขัดขวางการดำเนินงานของฝ่ายเขา พท.เหล่านี้ถูกใช้เป็น พท.พักผ่อน พท.ส่งผ่านกำลังพลเข้า-ออกประเทศเพื่อไปเข้ารับการศึกษาอบรมในต่างประเทศ เป็นเส้นทางลำเลียงสป.(สิ่งอุปกรณ์)ที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติ หรือใช้เป็นพท.ฝึกและโรงเรียน
1.3หรือเป็นพท.ที่ฝ่ายตรงข้ามเข้าครอบครองและมีอิทธิพลเหนือปชช.อย่างสมบูรณ์แบบ ฝ่ายตรงข้ามสร้างผู้ปกครอง(แกนนำ)ไว้เรียบร้อย หมู่บ้านแบบนี้เรียกว่าหมู่บ้าน”ขาวนอกแดงใน” กล่าวคือเมื่อฝ่าเราเข้าไปติดต่อ สืบสภาพหรือเคลื่อนไหวในหมู่บ้านเหล่านี้ ฝ่ายเราจะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี เป็นการปกปิดอำพรางข้อเท็จจริงของหมู่บ้านให้ฝ่ายเราตายใจ หมู่บ้านเหล่านี้จะสงบเรียบร้อยไม่มีความรุนแรงในการแสดงออก แต่จะให้การสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามในทุกด้านอย่างมีประสิทธิภาพเช่นกันโดยเป็นแหล่งข่าว ส้องสุมกำลัง คลังเก็บรักษา สะสม และสนับสนุนการส่งกำลังบำรุง
ด้วยเหตุนี้ฝ่ายเราจะต้องหาข่าวสืบสภาพหมู่บ้านแยกประเภทหมู่บ้านให้ได้ชัดเจนเสียก่อนจึงจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ถูกต้อง
2.การวางอาวุธและออกมอบตัวกับทางราชการของผกค. การออกมามอบตัวและเข้าเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย(ผรท.)นั้นสืบเนื่องมาจากปัจจัยสำคัญหลายประการของการมองไม่เห็นทางได้รับชัยชนะในการต่อสู้อีกต่อไปของพคท.อันได้แก่ การหยุดให้การสนับสนุนของพรรคคอมมิวนิสต์จีน(พคจ.)จากปักกิ่งเป็นสำคัญที่สุด รองลงมาคือการที่รัฐไทยสามารถประดิษฐ์ยศ.ในการต่อสู้ที่แถลงออกมาในรูปของคำสั่งนโยบายที่66/23 และ 65/25 ซึ่งมีสาระสำคัญของการทำงานแบบการเมืองนำการทหารมาใช้ ปัจจัยสุดท้ายคือผมเข้าใจว่าฝ่ายเรายังไม่มีธุรกิจสงครามในยุคนั้นมาเป็นเครื่องจูงใจในการทำงานอีกแบบหนึ่งของพลเรือน ตำรวจ ทหาร
ผมขอคุยอวดสักหน่อยนะครับ ว่าสมัยเรียนอยู่ที่รร.เสนาธิการทหารบกUSนั้นผมเคยวิเคราะห์การเอาชนะในสงครามต่อสู้พคท.ของรัฐไทยโดยนำมาเปรียบเทียบกับ Tenets ของ AirLand Battle Doctrine ให้ staff group ฟัง และสรุปย้ำให้พวกเขาทราบว่า หลักการของ ALB สามารถใช้กับการสงครามตลอด Spectrum of Conflict งานนี้ผมได้รับคำชมจากเพื่อน นทน.(นายทหารนักเรียน)US ว่าผมเป็นนายทหารUSได้ และผมแอบเห็นอจ.ประจำพวกเขียนตัว A ท้ายชื่อผมในวันนั้น
เมื่อครั้งที่ผกค.ออกมามอบตัวเป็นผรท. ผมไม่แน่ใจว่าพวกเขานำอาวุธทั้งหมดมามอบให้ทางราชการด้วยหรือไม่ แต่ที่แน่ๆคืออุดมการณ์ของพวกเขาไม่ได้หมดไปด้วย สิ่งนี้อาจจะยังคงยั่งยืนติดแน่นอยู่ในจิตใจของพวกเขาจนทุกวันนี้ก็เป็นได้ แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาเป็นคนไทยเช่นเดียวกันเพียงแต่เขาต้องการให้ประเทศนี้มีการปกครองอย่างยุติธรรมในสังคมอย่างที่พวกเขาต้องการและเชื่อมั่นว่ามันดีที่สุดและเหมาะสมที่สุด ถึงแม้ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่การที่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐไทยที่ลุ่มๆดอนๆทางปชต.ก็ทำให้พวกเขาพอปรับตัวอยู่ได้ พวกเขาไม่ใช่คนแปลกหน้า แปลกภาษา ศาสนา วัฒนธรรมประเพณี มันจึงไม่เป็นการยากเหมือน3จชต. และที่สำคัญคือพวกเขามีกลุ่มเดียวเท่านั้นคือพคท.
สำหรับการออกมามอบตัวของผู้ก่อการร้ายใน3จชต.นั้นเป็นอะไรที่น่าคิดไตร่ตรองและระมัดระวังเป็นอย่างมาก โดยมีข้อสังเกตดังนี้
2.1กลุ่มก่อการร้ายที่เคลื่อนไหวอยู่ใน3จชต.มีหลายกลุ่มจนผมเองก็จำชื่อไม่ได้หมด มีทั้งกลุ่มที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อปชช.ในพท. และกลุ่มที่แทบมีแต่ชื่อเท่านั้นจึงต้องหาออกมาให้ได้ว่ากลุ่มใดบ้างมีอิทธิพลและผลกระทบมากน้อยต่อสถานการณ์ในพท.เท่าใดเมื่อเขาออกมอบตัว
2.2พวกเขาออกมามอบตัวเพื่อฟอกตัวจากบัญชีทกร.(ทำเนียบกำลังรบ)ของฝ่ายตรงข้ามที่ฝ่ายเรารู้ตัวอยู่แล้ว ให้ออกมาต่อสู้แบบเปิดหน้าได้อย่างลับลวงพรางหรือไม่ พวกเขามีอายุเท่าใดสูงวัยเกินกว่าจะเป็นกองกำลังรบแบบRKKและเป็นระดับวางแผนอยู่ข้างหลังใช่หรือไม่
2.3ถึงแม้ว่าพวกเขาจะออกมามอบตัวแต่ก็อาจไม่มอบใจเพราะความแตกต่างระหว่าง เชื้อชาติ ศาสนา วิถีชีวิต รวมทั้งอุดมการณ์ที่ต้องการเป็นอิสระจากรัฐไทยและปกครองตนเองของพวกเขายังคงดำรงแน่วแน่ในจิตใจ ปัญหาเดิมๆจะเกิดขึ้นได้ง่าย เมื่อใดก็ได้ซึ่งมันจะแตกต่างจากผรท.ที่เป็นผกค.ในอดีต
3.การจะยกเลิกพรก.ฉุกเฉินในบางพท. บางเขตปกครองในจชต.ถูกมองจากคนบางคนว่า”เป็นการเดือดร้อนแทนผู้ร้าย”ไปเสียนั่น เขาผู้นั้นน่าจะพิจารณาเสียใหม่เพราะความรู้สึกแบบนี้รังแต่จะทำให้เกิดปัญหาขัดแย้งกับปชช.ทั่วไปมากขึ้น จึงขอให้คำนึงถึงประเด็นต่อไปนี้มาพิจารณา
3.1ผลดีหรือผลเสียที่เกิดขึ้นจากการประกาศใช้พรก.นี้กระทบต่อผกร.(ผู้ก่อการร้าย)และปชช.ทั่วไปในลักษณะใดมากน้อยแค่ไหน แน่ใจได้หรือไม่ว่าการประกาศใช้พรก.นี้สามารถหยุดยั้งการการปฏิบัติการของผกร.ได้จริงหรือทำให้ผกร.ไม่มีเสรีในการปฏิบัติและเสียสมดุล
3.2ผมมั่นใจว่าตำรวจไทยมีความสามารถสูงในการรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจค้นที่อยู่อาศัยหรือการตั้งด่านตรวจได้ จะเอาจริงหรือไม่เท่านั้นแหละ การขอหมายศาลและการจัดกำลังไปตรวจค้นไม่ได้ใช้เวลามากมายและยุ่งยากแต่ประการใด การรักษาความลับในการปฏิบัติของทุกฝ่ายต่างหากที่ฝ่ายเราจะต้องระมัดระวังให้มาก แต่ภาพที่ดีของเรื่องก็คือเราได้นำเอาความร่วมมือของทุกฝ่ายที่แสดงออกถึงความยุติธรรมต่อทุกฝ่ายออกมาในรูปของกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม แม้กระทั่งมีฝ่ายตุลาการเข้ามาเป็นที่ยอมรับของสังคม
3.3การตั้งด่านตรวจนั้นลองมาทบทวนกันใหม่ดีไหม ไม่ทราบว่าผลจากการตั้งด่านถาวรมีผลต่อความสงบเรียบร้อยในพท.อย่างแท้จริงมากไปกว่าการเป็นเป้านิ่ง(sitting duck) และการเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความรุนแรงในพท.ที่แสดงออกไปทั่วโลก ฝ่ายเราสามารถตั้งด่านเร่งด่วนชั่วคราวเหมือนที่ตร.ตั้งด่านตรวจรถยนต์ป้องกันอาชญากรรมในกทม.ได้หรือไม่โดยไม่ต้องอาศัยพรก.(ตรงนี้ผมไม่ทราบข้อกฎหมายจะให้ทำอะไรได้บ้าง ได้แต่คิดเท่านั้น)
จากการศึกษาของหน่วย นย.US ในอิรักพบว่า การตั้งด่านเร่งด่วนชั่วคราวให้ประสิทธิภาพมากเนื่องจากฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถทราบล่วงหน้าถึงสถานที่และเวลา ไม่อาจวางแผนหลีกเลี่ยงได้อย่างถูกต้อง ผมได้เคยสอนเรื่องการตั้งด่านของนย.USแบบนี้แก่กำลังพลของบางหน่วยขณะไปตรวจการฝึกในสมัยที่เป็นจก.ยศ.ทบ.บ้างแล้ว แต่ไม่ทราบว่าพวกเขานำไปประยุกต์ใช้มากน้อยขนาดไหน
วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะครับท่านแจ้ ผมนึกได้เท่านี้ถ้ามีอะไรมากระตุ้นในวันข้างหน้าอาจจะนึกได้แล้วจะเขียนมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้ง ผมเขียนด้วยรักและห่วงใยตอน”เรือเหาะ”ไว้แล้วแต่ยังไม่ได้พิมพ์ พอดีเห็นว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องด่วนกว่าเลยต้องรีบให้ตัดหน้าแซงออกตัวก่อนครับ
อดุล อุบล
พลเอก(นก.), ทหารราบ
4 ตค. 55
Aubol
มือเก๋า
มือเก๋า
 
โพสต์: 194
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 03มิ.ย.2011 10:53

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย Aubol » ศุกร์ 14ธ.ค.2012 19:30

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน โพยมยาน(Airship)หรือเรือเหาะ
สืบเนื่องมาจากการแถลงข่าวของกองทัพบกที่จะซ่อมแซมแก้ไขเรือเหาะในวงเงิน50ล้านบาท เพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ขึ้นบินปฏิบัติงานในพท.3จชต.ได้ และคอลัมน์จับประเด็นใน นสพ.ไทยรัฐฉบับวันที่29 กย.55ได้วิจารณ์เรื่องนี้ไว้ว่า “.....ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าติดตามมาตลอดจะพบว่า โครงการจัดซื้อเรือเหาะของกองทัพบกมีปัญหามาอย่างต่อเนื่อง ไล่มาตั้งแต่การถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เหมาะกับภารกิจ ซื้อมาราคาแพงเกินจริง ซื้อมาแล้วใช้การไม่ได้ ล่าสุดยังต้องเสียงบประมาณในการจัดเก็บและซ่อมบำรุง ตอกย้ำเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ย้อนประจานไปถึงวิสัยทัศน์ของคนคิดโครงการ...” มันก็น่าคิดอย่างที่เขาวิจารณ์ด้วยเหตุและผลในตัวของมันเอง
ผมพิจารณาดูแล้วก็ไม่แน่ใจว่าเสียเงินอีก50ล้านบาท เพิ่มจากที่เสียไปแล้วในการจัดหา350ล้านบาท และค่าเติมก็าซHeliumบำรุงรักษารายเดือนไปแล้วอีกรวม25ล้านบาทแล้วมันจะใช้การได้จริงหรือไม่ และถ้าบินขึ้นได้นำไปใช้งานแล้วจะเกิดอันตรายต่อกำลังพลในหน่วยบินบอลลูนนี้มากน้อยขนาดไหน ในตอนแรกผมได้ข่าวมาว่ากองทัพบกพับเก็บใส่กล่องโรยแป้งไอ้เจ้าโพยมยานชนิดนี้ไปแล้ว ผมก็ดีใจโล่งใจไปกับกำลังพลด้วย และผมก็เข้าใจว่าปชช.เขาก็คงจะลืมๆมันไปแล้วด้วย แต่นี่ไม่ทันไรเอาออกมากระตุ้นต่อมอยากรู้อยากเห็นของปชช.อีกแล้ว มันจะไปกันถึงไหนล่ะเนี่ย
ผมไม่เคยเห็นด้วยกับโครงการจัดซื้อเรือเหาะแบบนี้เลย ว่าก็ว่าเถอะระยะหลังๆนี้ผมไม่เห็นด้วยกับการจัดหายุทโธปกรณ์หลายชนิดของกองทัพบกตั้งแต่ ยานรบBTR-3Eมาเลย และผมก็มีเหตุผลทางวิชาการของผมมาสนับสนุนความคิด ไม่ได้ไม่เห็นด้วยเพราะเหตุผลอื่นที่เขาว่ากันในสังคม เรื่องนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้อื่นที่จะต้องหาความจริงกันต่อไป ยกตัวอย่างสั้นๆก็ได้
ผมไม่เห็นด้วยกับการจัดหา BTR-3E เพราะยานรบที่เป็นยานเกราะล้อยางชนิดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของกองทัพสหภาพโซเวียต (BTR-3Eดัดแปลงมาจาก BTR-80ของกองทัพโซเวียต)ที่จะใช้ทำการรบในทุ่งหญ้าสเต็ปส์(Steppes)เป็นหลัก ซึ่งลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบโล่งส่วนใหญ่ไม่เหมือนทุ่งนาและที่ราบสูงในภาคอิสานของไทยแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ Technic และ Tactics ในการรบอีกหลายเรื่องที่จะต้องนำมาพิจารณา ซึ่งมากเกินกว่าที่จะนำมากล่าวไว้ในที่นี้ได้ (ต้องขอบคุณรร.เสนาธิการทหารบกสหรัฐที่ได้สอนให้ผมมีความรู้และประสบการณ์อย่างมากในการวางแผนการรบเผชิญกับการรุกของหน่วยMotorized Rifleที่ใช้ทั้ง BTR และ BMPของกองทัพโซเวียตในFulda Gap เยอรมันนี) ประเด็นต่อมาที่น่าจะเป็นปัญหาของBTR-3Eที่ทบ.ไทยจัดหามานี้คือ ตัวรถและระบบอว.เป็นของยูเครน เครื่องยนต์เป็นของเยอรมัน และระบบเกียร์เป็นของอเมริกัน มันคงจะยุ่งยากพิลึกในการส่งกำลังบำรุง ทบ.ไทยน่าจะหยุดเรื่องยานเกราะไว้ก่อนแค่ที่มีกระจายกันอยู่ในทบ. ถ้านำมาจัดหน่วยเสียใหม่อย่างมีความรู้ก็น่าจะเพียงพอต่อการป้องกันประเทศแล้ว เพื่อนบ้านเขาก็ไม่ได้มีอะไรกันนักกันหนาไม่ใช่หรือ
เรื่องเครื่องตรวจวัตถุระเบิด GT200 หรือที่เขาเรียกกันว่า”ไม้ล้างป่าช้า”นั้นที่ผมไม่เห็นด้วยเพราะ(เรื่องนี้ผมไม่เห็นด้วยมาก่อนที่อจ.จากจุฬาจะมาทดสอบและสรุปผลว่ามันมีความสามารถเท่ากับลิงตัวหนึ่งเท่านั้นเอง) ผมมองไม่เห็นว่าความเป็นไสยศาสตร์หรือพลังลึกลับจะเข้ากันได้กับความเป็นวิทยาศาสตร์ของยุทโธปกรณ์เพื่อความเชื่อมั่นในการทำงานได้จริง ประเด็นนี้กองทัพเรือสหรัฐได้ทำการทดสอบและแถลงออกมาตั้งแต่ปี1990แล้วว่า เทคโนโลยีชนิดนี้ไม่สามารถใช้การได้จริงในการจัดหาเครื่องตรวจวัตถุระเบิดให้แก่หน่วย SEAL และตอกย้ำลงไปอีกในปี1995เมื่อกระทรวงยุติธรรมของUSทำการทดสอบและแถลงผลออกมาว่า เทคโนโลยีชนิดนี้เป็นไปไม่ได้ในการจัดหาเครื่องตรวจสารเสพติดให้หน่วยปราบปรามยาเสพติดของUS
เรื่องรถยนต์บรรทุกใช้งานทั่วไปขนาด21/2ตันยี่ห้อ ISUZUที่จัดหามาใหม่ ท่านอาจจะเห็นว่ามันเป็นพระเอกเมื่อยามช่วยเหลือน้ำท่วมที่ผ่านมา เพราะลูกล้อมันสูงและใหญ่สามารถลุยน้ำไปได้ลึก แต่นั่นไม่ใช่ความมุ่งหมายหลักในการจัดหารยบ.21/2ตันสำหรับใช้งานทางทหาร เพราะรยบ.21/2ตันขึ้นไปทางทหารที่เหมาะสมในการนำมาใช้งานสนับสนุนหน่วยในการรบนั้นจะต้องมี 6ล้อ จะเป็นล้อคู่หรือล้อเดี่ยวก็แล้วแต่ และมันจะต้องเป็นรถ 6x6อย่างแท้จริงคือมีเพลาขับล้อ3เพลาที่เป็นอิสระจากกันเพื่อให้สามารถช่วยตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพในภูมิประเทศทุรกันดาร นอกจากนี้พลขับจะต้องเปลี่ยนล้อรถด้วยเครื่องมือประจำรถได้ด้วยตนเองเพียงลำพังคนเดียว แล้วลองมาดูรถยนต์คันนี้ว่ามันเป็นอย่างไร ถ้าท่านลองเข้าขับเคลื่อน4ล้อและวิ่งบนถนนด้วยความเร็วปกติดูซิว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แต่ผมจะไม่ยอมอยู่บนรถคันนั้นแน่นอนครับ ต่อมาท่านลองไปถามบรรดาพลขับที่รถคันนี้ยางแตกเมื่อตอนไปช่วยเหลือน้ำท่วมดูว่าเขาเปลี่ยนยางกันได้ไหมและเขาต้องทำอย่างไรกัน
เรื่องรถถัง Oplot ที่จัดหามาใหม่สดๆร้อนๆจากยูเครนผมได้เขียนลงไว้แล้วในด้วยรักและห่วงใยตอน “ว่าด้วย Tanks”ลองไปทบทวนกันเองนะครับท่าน
สำหรับเรื่องโพยมยานนี้เป็นไอเดียที่บรรเจิดแท้จริงของผู้ที่คิดโครงการครับ มันจะเป็นเรื่องที่ประสบผลสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมทีเดียวเชียว ถ้าเราสามารถนำเรือเหาะที่พวกฝรั่งเขาใช้ลากป้ายโฆษณาขายของตามชายหาด หรือใช้ถ่ายทอดการแข่งขันกิฬาสำคัญๆเช่นอเมริกันฟุตบอล หรือการถ่ายภาพยนตร์จากมุมสูง มาใช้เป็นเครื่องมือในการรวบรวมข่าวสาร โอ้พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก
พวกเราคงได้เคยทราบมาบ้างแล้วว่า เรือเหาะนั้นถูกนำมาใช้ในกิจการทหารในอดีตได้แก่ ในWWIเยอรมันพยายามจะใช้เรือเหาะในการบรรทุกระเบิดไปถล่มเป้าหมายแต่ก็ถูกเครื่องบินของฝ่ายอังกฤษรุมกินโต๊ะเสียหายหมดเพราะเรือเหาะมันช้ากว่าเครื่องบินมาก ต่อมาในWWIIกองทัพของจักรพรรดิ์ญี่ปุ่นพยายามส่งเรือเหาะบรรทุกระเบิดไปทิ้งถึงชายฝั่งตะวันตกของUS(ในสมัยนั้นยังไม่มีเครื่องบินรบที่จะบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปไกลได้ถึงขนาดนั้น) แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากถูกฝ่ายสหรัฐระดมยิงตกเสียหายหมดก่อนที่จะมีโอกาสสร้างความเสียหายให้กับเมืองตามชายฝั่งของสหรัฐได้ หลังจากนั้นข่าวคราวของเรือเหาะก็หายไปจากวงการทหารจนมาปรากฏเป็นข่าวครึกโครมเมื่อกองทัพบกไทยของเราจัดหามาใช้ในราชการนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ณ.ขณะนี้มีข่าวเกี่ยวกับเรือเหาะในกิจการทหารเป็นข้อเท็จจริงประการหนึ่งคือ กองทัพสหรัฐและกองทัพอังกฤษได้ร่วมมือกันทดลองใช้เรือเหาะในกิจการทหารขึ้นมาใหม่ ซึ่งผลสำเร็จตอนนี้ได้แก่สามารถนำขึ้นบินได้แล้วในรัฐนิวเจอร์ซีของสหรัฐ ในรายละเอียดระบุว่าเรือเหาะลำนี้ตัวเรือทำด้วยวัสดุผสมที่เรียกว่า Kevlar ทนทานต่อกระสุนปล.ได้ สามารถบินได้สูงกว่า20,000ฟุตด้วยความเร็วกว่า90ไมล์/ชม. และบรรทุกนน.ได้7ตัน แต่ใช้เชื้อเพลิงในการเดินทางน้อยกว่าเครื่องบินมาก และสมารถอยู่ในอากาศได้นานถึง21วัน สามารถบินได้ด้วยทั้งมีนักบินบังคับหรือระบบไร้นักบินเช่นเดียวกับ Drone ทั่วๆไป กองทัพUSยังแถลงอีกด้วยว่าเรือเหาะนี้เหมาะที่จะใช้สำหรับบรรทุกยุทโธปกรณ์และสิ่งอุปกรณ์ทางทหารในการส่งกำลังบำรุง การเคลื่อนย้ายหน่วย และจะทดลองใช้ในการเฝ้าตรวจสนามรบด้วยเครื่องมือตรวจจับเทคโนโลยีสูง กองทัพUSมีแผนจะนำเรือเหาะนี้ไปทดลองใช้ในสนามรบจริงในอาฟกานิสถาน
แต่เมื่อได้อ่านข้อมูลนี้แล้ว ทหารไทยอย่านะครับ กรุณาเถอะอย่าได้เอามาอ้างว่าเรือเหาะของทบ.ไทยก็จัดหามาจากแนวคิดนี้ มันคนละเรื่องกันด้วยเหตุผลต่างๆดังจะกล่าวต่อไป
เรือเหาะของเรามันบินต่ำความเร็วช้า ตัวเรือเป็นวัสดุประเภทผ้าไนล่อนซึ่งไม่มีการป้องกันกระสุนชนิดใดได้ ดังนั้นมันน่าจะเป็นเป้าซ้อมยิงของ ปลย. ปตอ. หรือ อว.นำวิถีของฝ่ายตรงข้ามได้ถ้าพวกเขามีใช้อยู่หรือมีผู้สนับสนุนให้ในอนาคต เนื่องจากเรือเหาะของเรามันเป็นเชิงพาณิชย์ตามที่ผมได้กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว
น้ำหนักบรรทุก(payload)ของเรือเหาะของทบ. แค่เครื่องมือและจนท.ที่วางแผนใช้งานไว้ก็แทบจะบินไม่ขึ้นแล้ว แบบนี้ไม่ต้องไปคิดจะอยู่ในอากาศได้เป็นระยะเวลานาน เอาแค่บินไปทำภารกิจแล้วกลับมาเอาให้รอดในแต่ละครั้งกำลังพลที่เหลือในหน่วยคงต้องสวดมนต์เอาใจช่วยกันแล้ว
ทีนี้เราหันมาดูสภาพภูมิประเทศใน3จชต.ของไทยดูบ้างว่ามันเหมาะสมต่อการใช้เครื่องมือตรวจจับในการรวบรวมข่าวสารอย่างไรบ้าง ถ้าท่านได้ศึกษาเรื่องเครื่องมือตรวจจับทุกประเภทมาบ้าง (ไม่ใช่รับรู้จากการโฆษณาชวนซื้อของตัวแทนจำหน่ายหรือนายหน้าค้าอาวุธเท่านั้นนะ) ไม่ว่าจะเป็นเรดาร์ อินฟราเรด หรือพวกจับภาพความร้อน เหล่านี้สภาพภูมิประเทศที่เป็นป่าทึบ สวนยาง ภูเขาและเม็ดฝน เมฆหมอกล้วนมีผลต่อความสามารถในการทำงานของเครื่องมือทั้งสิ้น มันจะลดประสิทธิภาพลงอย่างมากจนอาจจะไม่สามารถแยกแยะเป้าหมายที่ตรวจจับออกจากสภาพแวดล้อมได้อย่างเด่นชัด
เหล่านี้เป็นเรื่องที่จะต้องนำมาพิจารณาก่อนนำออกมาใช้งาน หรือว่าเราแน่ใจว่าฝ่ายตรงข้ามไม่มีอาวุธยิงเรือเหาะของเราได้ หรือว่าเอาแค่บินขึ้นให้ได้เพื่อปกปิดข่าวเรื่องความล้มเหลวในการนำมาใช้งาน ส่วนจะได้ผลจริงหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เหมือนกับที่ยุคสมัยหนึ่งของกองทัพบกต้องจัดงบประมาณปีละ 10ล้านบาทสำหรับการบำรุงรักษาอว.นำวิถีต่อสู้อากาศยานที่จัดหามาแล้วไม่สามารถใช้งานได้จริงเป็นระยะเวลาติดต่อกันเป็น 10ปีเพื่อสร้างภาพว่าอว.ชนิดนั้นมีอยู่และใช้งานได้จริงจนกระทั่งปลดประจำการไป แต่ถ้าเป็นด้วยเหตุผลนี้มันก็ดีเหมือนกัน เพราะมันอาจจะดีกว่าการเอาชีวิตกำลังพลไปเสี่ยงกับยุทโธปกรณ์ที่ด้อยประสิทธิภาพแต่สุดแสนแพง
ผมมีข้อเสนอในเรื่องนี้อยู่2ประการ เพื่อให้เกิดประโยชน์เพราะอย่างไรก็ตามเรือเหาะมันก็ถูกซื้อมาและมีอยู่จริงในประเทศนี้แล้ว ประการแรก ส่งมอบเรือเหาะให้แก่หน่วยงานที่ดูแลทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ให้เขาใช้บินสำรวจและดูแลรักษาไม่ให้มีการบุกรุกและจับสัตว์โดยผิดกฎหมาย วิธีการนี้ประเทศ Tanzaniaใช้ได้ผลมาแล้วในการดูแลรักษาพืชพันธุ์ไม้และการอพยพย้ายถิ่นของสัตว์ป่าในอุทยานแห่งชาติ Serengeti ประการต่อมา ก็ในเมื่อเวลาเรือเหาะขึ้นบินเราก็ต้องใช้ ฮ.ขึ้นบินอีกจำนวน1-2ตัวเพื่อเป็นสถานีเชื่อมต่อสัญญาณกับสถานีภาคพื้นดินอยู่แล้ว ทำไมเราไม่เอาเครื่องมือตรวจจับเหล่านั้นติดตั้งบน ฮ.มันเสียเลยไม่ดีกว่าหรือ มันอาจจะเสี่ยงอันตรายน้อยกว่าเรือเหาะ อย่างน้อยมันก็ยังเร็วกว่ากัน และหลักการนี้ก็มีใช้อยู่ในกองทัพบกUSมานานแล้ว มันเป็นซะอย่างนั้น
อดุล อุบล
พลเอก(นก.), ทหารราบ
2 ตค. 55
Aubol
มือเก๋า
มือเก๋า
 
โพสต์: 194
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 03มิ.ย.2011 10:53

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย Aubol » ศุกร์ 14ธ.ค.2012 19:35

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน BTR อีก T
ผมตั้งใจแค่จะเขียนมาแลกเปลี่ยนความรู้และข้อคิดเห็นกับท่านpleเท่านั้นในตอนเริ่มแรก แต่เมื่อเขียนไปแล้วมันยาวมากเลยขอปรับเป็นตอนหนึ่งของด้วยรักและห่วงใยก็แล้วกันครับท่าน
“””””””””ขอบคุณท่านpleแทนผู้อ่านทุกท่านที่เอาข้อมูลเกี่ยวกับรถ BTR-3E1มาให้ได้รับทราบกัน ข้อมูลเหล่านี้ผมก็ได้รับทราบมาบ้างแล้วจาก Internet แต่ผมบอกแล้วว่ามันเป็นข้อมูลจากนายหน้าพ่อค้าอาวุธ มันเป็นข้อมูลโฆษณาชวนซื้อมันมีแต่ข้อดีเท่านั้น มีไหมครับที่เขาเคยพูดถึงข้อจำกัดและจุดอ่อนของการใช้ยานรบชนิดนี้และอาวุธต่างๆที่ติดตั้งอยู่บนรถ ไม่มีหรอกครับข้อมูลเหล่านั้นท่านจะต้องไปหาจากรร.ทหารของฝ่ายตรงข้าม
ผมถามสักนิดหนึ่งเถอะ ไอ้เจ้าอว.ที่ว่ายิงได้ไกลขนาดนั้นน่ะเอาเข้าจริงแล้วมันทำได้จริงหรือไม่ แล้วเปอร์เซ็นต์ความแม่นยำมันมีเท่าใด แล้วมันจะต้องอยู่ในลักษณะภูมิประเทศแบบใด มีเงื่อนไขอะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น อว.นำวิถีต่อสู้รถถังที่นำวิถีด้วยLASERที่ว่ายิงได้ไกล5500ม.นั้น ท่านจะเอาอะไรเป็นSourceในการIlluminateเป้าหมายที่ไกลขนาดนั้น ทบ.ไทยมี Laser Designator ใช้ในหน่วยรบพิเศษและกองร้อยทหารราบหรือไม่ ในประเทศไทยท่านเคยมองไปที่ใดได้ไกลถึง5กม.หรือไม่นอกจากในทะเล หรือว่าเราจะต้องถางป่าตัดต้นไม้ให้มันทำการเคลื่อนที่และยิงได้เหมือนการแสดงเหล่านั้นทุกครั้งไป ท่านเคยเห็นการแสดง(Demonstration)ของกองทัพโซเวียตหรือไม่ว่ามันเป็นลักษณะภูมิประเทศอย่างไร(ทุ่งหญ้าโล่งสุดลูกหูลูกตา หรือทะเลทรายแบบในตะวันออกกลาง)
แล้วยานรบพวกนี้รวมทั้งยานเกราะด้วยมันวิ่งลงข้างทางเข้าไปในป่าที่ถางแล้วในบ้านเราได้หรือไม่ ยางของมันจะถูกตอไม้ตัดปากฉลามทิ่มแทงเสียหายหรือไม่ มันจะข้ามคันนาได้หรือไม่จะใช้เวลาเท่าใดที่จะเป็นเป้านิ่งสำหรับทหารราบกับอว.ตถ. หรือเราจะต้องขุดคันนาให้มันทุกครั้งไปอย่างที่แสดงในการฝึกกัน หรือจะให้มันถูกจำกัดอยู่บนถนนเป็นเป้าที่คุ้มค่า(HVT=High value target)
แล้วไอ้ที่ว่าเป็นการประหยัดนั้นแน่หรือ เมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนยาง(มันคงจะหมดอายุพร้อมๆกันนั่นแหละ)เส้นละแสนกว่าบาทคันละเป็นล้าน จะเอางบประมาณมาทุ่มไหวหรือ กะอีแค่รยบ.21/2ตันแต่ละหน่วยยังหายางเปลี่ยนยากแล้วยากอีก ท่านpleเคยอยู่กบ.ทบ.ย่อมทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี หรือจะว่ามันประหยัดเพราะกินน้ำมันน้อยกว่ายานยนต์สายพาน ก็มันไม่ได้ฝึกอยู่แล้วรับรองได้ทุกวันนี้ให้มันมีน้ำมันลองเครื่องให้ได้ครบทุกคันทั้งกองทัพก็เก่งแล้ว ไม่เช่นนั้นมันจะมีการแข่งขันการพัฒนาเครื่องนวดยางเครี่องชาร์ตแบตเตอรีหรือครับ นี่ยังไม่รวมงบประมาณในการฝึกให้มันเป็นทหารราบยานเกราะได้แท้จริง ลองนึกดูถึงร้อยรสพ.ของกรมร.ต่างๆที่มีบรรจุอยู่จริง ผมถามจริงๆมีเงินมีน้ำมันให้หน่วยเหล่านั้นฝึกดำเนินกลยุทธเป็นทหารราบยานเกราะได้ไหม กรุณาอย่าคิดว่าแค่วิ่งขึ้น-ลงรถแล้วนั่นคือการฝึกกองร้อยชุดรบ(Combat team หรือ Company team)นะครับ มันยังอีกห่างไกลนักยังอีกเยอะนั่นมันแค่หัดเดิน แล้วที่ซื้อเพิ่มกันมามากมายนี้มันจะมีเงินฝึกหรือ เคยคิดกันบ้างไหมว่าประเทศนี้ควรจะมีหน่วยยานเกราะสักเท่าใดจึงจะ sustain มันได้ คิดไปถึงศก.ของชาติด้วยนะ ภูมิภาคนี้มันควรจะใช้และมียานเกราะเท่าใด เคยสังเกตกันบ้างไหมว่าเวลาที่กองทัพUSเขามาฝึกในภูมิภาคนี้พวกเขาเคยหอบกองพลหนักมาฝึกบ้างไหม เพราะเขารู้ว่าภูมิประเทศแบบบ้านเรา มันมี Choke point เต็มไปหมด แค่วาง Strong point ระดับกองร้อยของทหารราบเบาและมีหน่วยบินโจมตีแบบ JAAT(Joint air attack team)ก็ทำลายพัน.ถ.ได้ง่ายๆแล้ว
ผมไม่ทราบว่า BTR ของโซเวียตก่อกำเนิดมาจากการรบที่สตาลินกราดหรือไม่ แต่การรบที่สตาลินกราดได้ให้บทเรียนแก่ทุกฝ่ายเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นฝ่ายโลกตะวันตกและฝ่ายโซเวียต การป้องกันสตาลินกราดไว้ได้นั้นไม่ได้ประสบความสำเร็จด้วยยานเกราะ แต่เป็นการประสบความสำเร็จด้วยความทรหดอดทนของชาวรัสเซียและทหารราบที่อยู่ในเมืองนั้น บทเรียนที่สำคัญประการหนึ่งคือการยิงถล่มเมืองไม่ได้ทำให้ที่มั่นขศ.อ่อนแอเสมอไป แต่กลับจะทำให้ที่มั่นขศ.แข็งแรงขึ้นได้ด้วย เพราะการยิงถล่มสตาลินกราดด้วยปืนใหญ่และรถถังของเยอรมันทำให้เกิดสิ่งปรักหักพังในเมืองมากมาย และสิ่งเหล่านี้เองกลายเป็นเครื่องกีดขวางและเป็นที่ป้องกันตนให้แก่ทหารราบและปชช.เป็นอย่างดี ทำให้กองทัพเยอรมันไม่สามารถตีหักเอาเมืองได้ ผสมกับความยากลำบากในการส่งกำลังบำรุง เส้นทางส่งกำลังบำรุงยาวไกล อากาศหนาวเย็นมาก ปัจจัยเหล่านี้ทำให้กองทัพเยอรมันถึงจุดผกผัน(Culminating point)ณ.สตาลินกราด และเมื่อกองทัพโซเวียตสร้างรถถัง T34ได้เป็นจำนวนมหาศาล กองทัพโซเวียตจึงกลับเป็นฝ่ายรุกและทำ Counter offensive ได้เป็นผลสำเร็จที่สตาลินกราด จนกระทั่งเกิดแนวคิดในโลกค่ายคอมมิวนิสต์ประการหนึ่งคือ ”ปริมาณคือคุณภาพ” เรื่องบทเรียนการรบที่สตาลินกราดนี้มีการทำ Battle analysisและเราพูดถึงรายละเอียดกันมากมายที่Ft. Leavenworth ที่ผมยกตัวอย่างมานี้แค่พอติดหูมาเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม BTR ก็ได้ก่อกำเนิดขึ้นมาหลังจากนั้นด้วยปรัชญาและแนวคิดในการทำสงครามป้องกันแผ่นดินแม่ของUSSRในลักษณะภูมิประเทศแบบทุ่งหญ้าโล่งอันกว้างใหญ่ไพศาล ดังนั้นการจัดหน่วย รูปขบวนรบในการเข้าตีจึงเป็นลักษณะที่ไม่สามารถนำมาใช้ในภูมิประเทศที่เป็นป่าแบบประเทศไทยได้เลย นอกจากนี้เราจะพบว่าBTRยังไม่เคยเข้าสู่สนามรบที่ประจัญบานกันด้วยยานเกราะโดยทหารโซเวียตอย่างแท้จริง ถึงแม้ว่ากองทัพโซเวียตจะได้นำ ถ.และยานเกราะมาใช้ในการยึดครองอาฟกานิสถานก็ตาม เราจะพบว่าBTRถูกซุ่มยิงโดยกองโจรตาลีบันเสียหายมากมายในอาฟกานิสถาน จนกองทัพโซเวียตต้องถอนตัวออกไปในที่สุด
ในสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งที่1และ2 กองทัพอิรักเองถึงแม้จะมีBTRประจำการอยู่ในกองพลต่างๆในกองทัพ แต่การรบที่จะถึงขั้นแปรขบวนเป็นรูป Pre battleและ Battleในรุปหน่วยร.-ถ.ไม่มีโอกาสเกิดขึ้น บรรดาBTRเหล่านั้นก็ถูกทำลายด้วยรถถังM1A1ของกองทัพUSและถูกบังคับให้ต้องหลบหนีเอาตัวรอดออกไปจากสนามรบตามที่เราทราบกันดีอยู่แล้ว ผมจึงบอกได้ว่าBTRยังไม่เคยพิสูจน์ด้วยตัวของมันเองในการรบด้วยยานเกราะเต็มรูปแบบอย่างแท้จริง
สำหรับการจัดหน่วยที่มียานรบBMPและBTRบรรจุอยู่ในกองทัพโซเวียตนั้นมีให้เห็นตั้งแต่หน่วยขนาดใหญ่ที่สุดที่มีการจัดตายตัวได้แก่ CAA (Combined Arms Army)ซึ่งมีหน่วยรอง4กองพลหนัก ประกอบด้วย2กองพลMRD(Motorized Rifle Division)ที่ใช้รถBTR และอีก1กองพลMRDที่ใช้รถBMPเป็นยานรบอีกหนึ่งกองพลเป็นกองพลรถถังTD(Tank Division) แล้วในMRDที่ใช้BTRเป็นหลักจะประกอบด้วย4หน่วยรองระดับกรมคือ2กรมBTRและ1กรมBMPที่เรียกว่าMRR(Motorized Rifle Regiment)และที่เหลืออีก1กรมเป็นกรมถ.TR(Tank Regiment) ใน1CAAนี้มีอาวุธที่พวกผมจะต้องคำนึงถึงมากที่สุดในการวางแผนตั้งรับของกองพลไม่ว่าจะเป็นADหรือID(MECH)ก็ตามคือถ.จำนวน984คันที่มีอยู่ในCAA มันไม่ได้จัดแบบเท่าที่ท่านpleว่าหรอกครับ เท่าที่ผมว่ามานี้ก็เพียงคร่าวๆเท่านั้น ลำพังแค่งานข่าวจากCIAมันไม่เพียงพอต่อการนำมาใช้ในการฝึกและศึกษาเพื่อวางแผนการรบ ยังต้องใช้การศึกษาและวิจัยทางทหารอีกมากจึงจะมองเห็นหลักนิยมและวิธีการรบของฝ่ายตรงข้ามได้ มันมีอะไรที่เป็นรายละเอียดอีกมากมายนัก
สำหรับBTR-3E1ที่เราจัดหามาแล้ว ถ้ามองดูอย่างผิวเผินมันก็เหมือนเป็นการเสริมเขี้ยวเล็บให้กองทัพ แต่ถ้าคิดลงไปให้ลึกโดยคำนึงถึงปัจจัยสำคัญอื่นๆมาประกอบด้วย เราอาจจะเริ่มเห็นปัญหาต่างๆตามมาโดยที่ยังไม่ต้องถึงขั้นวิเคราะห์วิจัย แล้วก็จะรู้ว่านอกจากมันจะไม่เสริมเขี้ยวเล็บแล้ว มันอาจจะเป็นตัวที่มาช่วยให้กองทัพของเราเพิ่มการเสียสมดุล(Out of balance)เข้าไปอีกตั้งแต่เข้าประจำการแล้วก็ได้ ยังไม่ทันต้องไปรบหรอกครับท่าน
อดุล อุบล
พลเอก(นก.), ทหารราบ
11 พย. 55
Aubol
มือเก๋า
มือเก๋า
 
โพสต์: 194
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 03มิ.ย.2011 10:53

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย Aubol » ศุกร์ 14ธ.ค.2012 19:38

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน ศาสตร์แห่งการรบ
*********ท่านผู้อ่านที่เคารพเห็นชื่อตอนนี้แล้วอาจจะเข้าใจผิดว่า ผมกำลังจะเสนอหลักนิยมใหม่ให้แก่กองทัพบกไทย อย่าเพิ่งเข้าใจผิดไปไกลขนาดนั้นครับ ผมคงไม่มีความสามารถ ไม่มีปัญญาและไม่มีองค์ความรู้เพียงพอที่จะสรรสร้างเรื่องสำคัญปานนั้นได้ ถึงแม้จะรู้ว่าคนไทยเราได้ก่อร่างสร้างชาติไทยมาหลายร้อยหรืออาจจะเป็นหลักพันปี คนไทยเข้าสู่สงครามและทำการรบเอาเลือดทาแผ่นดินนี้มาแล้วแทบจะทุกตารางนิ้ว แต่ปัจจุบันเราไม่มีหลักนิยมเป็นของตนเอง ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศเช่นเดียวกับวัตถุสิ่งของและศาสตร์แห่งเรื่องอื่นๆอีกหลากหลายแขนงวิชา
*********ผมขอขอบคุณท่าน พลโท กิตติพันธ์ นพวงศ์ ณ อยุธยา ที่ได้นำข้อเขียนของนายทหารท่านหนึ่งที่จบการศึกษาจากรร.นายร้อยทหารบกสหรัฐอเมริกา (West Point) ซึ่งมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับศาสตร์การสงครามและเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างกองทัพไทยและกองทัพพม่า ผมต้องขอขอบคุณท่านนายทหารจาก West Point ท่านนี้ด้วยครับที่ช่วยเพิ่มเติมให้ บทความ “ด้วยรักและห่วงใย” ของผมมีประโยชน์และน่าสนใจมากขึ้น ผมอ่านทบทวนข้อเขียนของท่านแล้วได้อะไรที่เป็นประโยชน์อีกมาก อย่างไรก็มีทั้งความเห็นที่สอดคล้องและแตกต่างไปบ้าง อันเนื่องมาจากความรู้และความไม่รู้ที่มีอยู่ผสมกันในตัวตนของผมเอง
*********อันว่าศาสตร์แห่งการรบหรือการทำสงครามนั้น โดยส่วนตัวแล้วผมมีความเห็นว่า มันเป็นเรื่องที่เกิดจากสัญชาตญาณของการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด และเอาชนะในการแย่งชิงความจำเป็นที่ต้องการในการดำรงอยู่ของชีวิต หมู่เหล่าและเผ่าพันธุ์ ดังนั้นมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ทุกชาติพันธุ์ย่อมมีวิธีการรบที่เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมต่างๆที่ตนเองเผชิญอยู่ แต่เมื่อพิจารณาให้ถ่องแท้ลงไปแล้วเราอาจจะตกผลึกทางความคิดสรุปได้ว่า มันเหมือนกันทั้งหมดในหลักการพื้นฐานโดยรวมไม่มีตะวันออกหรือตะวันตก แต่ในรายละเอียดอาจจะแตกต่างกันไปบ้าง ตามความแตกต่างของภูมิประเทศและลมฟ้าอากาศ เช่นเดียวกับคำกล่าวที่ทหารเราบางคนชอบเอ่ยอ้างอยู่เป็นประจำเมื่อเวลาไม่มีเหตุผลที่ดีทางยุทธวิธีรองรับว่า “ต่างภูมิประเทศย่อมต่างวิธีรบ” ไอ้ที่พูดน่ะมันก็ถูกแต่มันต้องสามารถสาธยายต่อไปได้ว่า วิธีรบที่มันต่างไปนั้นมันเป็นอย่างไร และด้วยเหตุผลอะไรเป็นสำคัญ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในเรื่องความเหมือนกันในหลักพื้นฐานได้แก่ ทั้งสองภูมิภาคนักรบรู้จักการใช้อาวุธประเภท ดาบ หอก แหลน หลาว โล่เช่นเดียวกัน แต่รูปร่างอาจจะแตกต่างกันไป อีกตัวอย่างหนึ่งคือการใช้เกราะมีปรากฏอยู่ในทั้งสองโลก แต่เกราะของพวกตะวันตกมักทำด้วยโลหะในขณะที่เกราะของจีนและญี่ปุ่นทำด้วยไม้ไผ่ หรือหยกสำหรับกษัตริย์และขุนนาง ทั้งสองค่ายรู้จักใช้ผ้าคลุมไหล่ในการป้องกันหรือลดความรุนแรงของการถูกไล่ยิงด้วยธนูเช่นเดียวกัน เหล่านี้ยังไม่รวมถึงทุกฝ่ายรู้จักการเข้าตี การตั้งรับด้วยป้อมค่าย การถอยเมื่อรู้สึกว่าจะสู้ไม่ไหวรู้จักการใช้ไฟ การใช้สายลับ การลวง กลยุทธการหลอกล่อต่างๆ รวมไปถึงการใช้กองโจรซุ่มโจมตี และอื่นๆอีกมากซึ่งเป็นพื้นฐานที่เหมือนกันทั้งสิ้น
*********แต่ไม่ว่าจะมีพื้นฐานที่เหมือนกันและมีรายละเอียดต่างกันบ้าง อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญของศาสตร์แห่งการรบคือ การสามารถทำความเข้าใจได้โดยง่ายสามารถนำไปใช้ฝึกสอนได้อย่างเป็นรูปธรรม เป็นมรรคผลต่อการนำไปใช้ในการทำสงคราม มันคงไม่ได้อยู่ที่ความลึกซึ้งของศาสตร์เป็นความเหนือหรือดีกว่าเนื่องจากเหตุผลที่ว่า การทำสงครามนั้นเป็นเรื่องความเป็นความตายของคนหมู่มาก คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการรบจึงเป็นเรื่องของคนทั้งชาติไม่ว่าจะเป็นทหารหรือพลเรือน ทั้งคนที่ฉลาดมากและฉลาดน้อย ดังนั้นศาสตร์หรือวิธีแห่งการรบจะต้องทำให้ผู้คนเหล่านั้นเรียนรู้เข้าใจได้ นำไปปฏิบัติได้ในส่วนที่ตนจะต้องเกี่ยวข้องและรับผิดชอบให้สำเร็จผล
*********ประการสำคัญต่อมาคือการบันทึก ศาสตร์ทุกแขนงวิชาจะต้องมีการบันทึก มีรายละเอียดให้สามารถนำไปศึกษาทำความเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้ ประเด็นนี้ผมเข้าใจว่าโลกตะวันออกน่าจะมีการบันทึกเป็นหลักฐานมาก่อน เช่นหลักการสงครามของซุนซู้ที่ทหารเราชอบนำมาอ้างถึงให้มองดูเท่ห์ไว้ก่อน เช่นประโยคที่ว่า “รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งก็ชนะทั้งร้อยครั้ง......” ทั้งๆที่คนพูดอาจจะยังไม่รู้เลยว่าไอ้ที่จะต้องรู้นั้นมันเรื่องอะไรบ้าง จะต้องรู้กว้างลึกขนาดไหนและทำอย่างไรจึงจะรู้ เพราะซุนซู้เองก็เขียนตำราพิชัยสงครามไว้ในรูปของปรัชญาเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นผู้ที่นำไปใช้จะต้องตีความทำความเข้าใจเอาเอง บางครั้งอาจจะไม่ถูกต้องตรงความหมายที่แท้จริงของผู้เขียนได้ แล้วแบบนี้คนที่มีปัญญาไม่มากพอ อย่างเช่นตัวผมเองจะเข้าใจอย่างถ่องแท้หรือไม่ แต่ท่านทั้งหลายเชื่อไหมว่าในกองทัพของโลกตะวันตกเขาเอาหลักการนี้ไปใช้เช่นเดียวกัน แต่พวกเขามีการศึกษาวิจัยออกมาเป็นรายละเอียดสามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมว่า เรื่องที่จะต้องรู้เขานั้นจะต้องรู้เรื่องอะไรบ้าง จะต้องรู้ถึงระดับไหน จะต้องมีกระบวนการคิดอย่างไร วางแผนอย่างไร จะต้องใช้เครื่องมืออะไรบ้าง และมีวิธีการใช้เครื่องมือเหล่านั้นอย่างไรจึงจะรู้ ซึ่งเป็นรูปธรรมเป็นวิทยาศาสตร์จับต้องได้เข้าใจได้มากกว่า สำหรับตำราพิชัยสงครามที่มีชื่อเสียงและถูกกล่าวถึงมากที่สุดของโลกตะวันตกน่าจะอยู่ในสมัยศิลปวิทยารุ่งเรืองชื่อ “On War”ของเคลาส์วิทซ์ซึ่งมีรายละเอียดอย่างมากทำให้นักการทหารหลายชาตินำไปใช้จนถึงปัจจุบันนี้ อีกตัวอย่างหนึ่งของพวกตะวันตก หลายคนคงพอทราบว่า ตารางประสานสอดคล้อง(Synchronization Matrix)นั้นมีแนวคิดจากเยอรมันในWW2 และมาเกิดเติบโตในกองทัพโซเวียต แต่ถูกนำมาพัฒนาฝึกศึกษาและใช้ได้อย่างเป็นมรรคผลในกองทัพอเมริกัน(ตัวอย่างในสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งที่1) ในโลกตะวันออกเองเหมาเจ๋อตงก็ได้นำตำราพิชัยสงครามของซุนซู้และของปราชญ์ทางทหารท่านอื่นๆมาทำให้เป็นรูปธรรมในการฝึกศึกษาและนำไปใช้ในการทำสงครามประชาชนประสบผลสำเร็จมาแล้วในรูปของสรรนิพนธ์การทหารของเหมาเจ๋อตง ซึ่งกองทัพปลดแอกของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยนำมาใช้รบกับกองทัพไทยอยู่หลายปี อย่างไรก็ตามผมไม่ทราบว่าสรรนิพนธ์การทหารของเหมาเจ๋อตงนี้ครอบคลุมตลอด Spectrum of war หรือไม่ และกองทัพประชาชนจีนยังคงใช้เป็นหลักนิยมในการรบอยู่ในปัจจุบันหรือไม่ ผมเคยได้รับทราบมาว่าในสงครามสั่งสอนระหว่างกองทัพจีนและกองทัพเวียดนามนั้น กองทัพจีนไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรจะเป็นจนต้องมีการปรับปรุงกองทัพกันขนานใหญ่จนกระทั่งทุกวันนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือในสงครามครั้งนั้นกองทัพจีนใช้หลักนิยมอะไร ท่านใดมีความรู้ในเหตุการณ์นั้นกรุณาแบ่งปันให้กระผมและท่านผู้อ่านด้วยจะเป็นพระคุณยิ่งครับ
*********ทีนี้เมื่อหันมาดูกองทัพบกไทยของเรา (ด้วยความจริงใจแล้วผมไม่อยากจะพูดถึงเลย เพราะกลัวว่ามันจะเป็นการให้ข้อมูลแก่ฝ่ายตรงข้ามดังที่ท่านนั้นได้กล่าวไว้แล้ว(แม้ไม่พุดถึงตอนนี้เขาก็คงรู้กันมานานมั้ง) แต่ถ้าไม่กล่าวถึงเสียเลยท่านผู้อ่านจะไม่เห็นความเป็นจริง หลงคิดไปว่าข้อบกพร่องและความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนั้นมันมาจากหลักนิยมที่เราหลงไปลอกเลียนแบบเขามาใช้) เราคงต้องยอมรับว่าคนไทยเราขาดแคลนเรื่องการบันทึกที่เป็นหลักเป็นฐานซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริง วัฒนธรรมประเพณีของเราในบางครั้งไม่สนับสนุนให้คิดต่าง คิดใหม่ และบันทึกข้อเท็จจริงที่ขัดกับผู้มีอำนาจ ด้วยเหตุนี้เองบรรดาเอกสารบทเรียนจากการรบที่ปรากฏอยู่ในหน่วยต่างๆจึงเต็มไปด้วยรูปและเรื่องราวของผู้บังคับบัญชา แทนที่จะเป็นข้อมูลความจริงที่เกิดขึ้นที่ทำให้สามารถนำไปศึกษาวิจัยออกมาเป็นแนวคิดและหลักนิยมได้ ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกประหลาดอะไรในสังคมไทยเพราะมันเป็นวัฒนธรรมตกทอดมาจากบรรพบุรุษก็ดูตัวอย่างได้จากการเขียนประวัติศาสตร์ของชาติเราตั้งแต่อดีตมาก็แล้วกัน
*********เมื่อเป็นดังนี้กองทัพของเราจึงจำเป็นต้องลอกเลียนแบบ(ซึ่งผมก็ไม่คิดว่ามันเป็นวิธีการผิด กลับเห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและต้องกระทำ แต่ว่าเราจะต้องรู้จักนำนำมาดัดแปลงใช้ให้เหมาะสมกับสิ่งที่เรามีอยู่จริงในทุกๆเรื่อง) และนำเข้าทุกอย่างตั้งแต่หลักนิยมจนถึงการแต่งเครื่องแบบของทหาร ปัญหาสำคัญมันไม่ใช่หลักนิยมของค่ายใดเก่งกว่าหรืออ่อนด้อยกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง แต่มันอยู่ที่เราลอกเลียนแบบมาโดยที่ไม่ได้รู้หรือเข้าใจของเขาอย่างแท้จริงต่างหาก ว่ากันตั้งแต่หลุมบุคคล(Fox hole)ขึ้นไปเลยก็ได้ แต่ผมจะไม่นำมากล่าวในรายละเอียด ณที่นี้ เมื่อเราไม่เข้าใจแท้จริงมันจึงเกิดเหตุการณ์ที่รู้กันอยู่ เช่นการรบที่ร่มเกล้า ทหารไทยไม่ได้เสียชีวิตเพราะการกระทำของฝ่ายตรงข้ามแต่ตายเพราะความไม่รู้ของผู้บังคับบัญชาของพวกเขา ผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์(เวลานั้นผมเรียนอยู่ที่ Ft. Leavenworth)แต่วิเคราะห์จากคำบอกเล่าของนายทหารที่มาเป็น นทน.รร.สธ.ทบ.ที่เขาเกี่ยวข้องกับสถานการณ์นั้น และสามารถคาดเดาได้ว่าถ้ามีสถานการณ์สู้รบกับเพื่อนบ้านอีกในอนาคตถ้าไม่ได้รับการแก้ไขก็จะมีปัญหาเช่นนี้และปัญหาอื่นๆที่เกิดจากการไม่รู้ไม่เข้าใจอย่างแท้จริงในหลักนิยมหรือวิธีการรบที่เราไปลอกเลียนแบบเขามาให้เห็นอีกเป็นแน่แท้
*********ไม่ใช่แต่เพียงวิธีการรบ แม้แต่วิธีการเป็นทหารที่เราอ้างว่าเป็นทหารของชาติ เป็นทหารในระบอบประชาธิปไตย เป็นทหารของประชาชนที่เราไปลอกเลียนแบบเรื่องพรรค์นี้มาจากกองทัพของชาติที่เจริญแล้ว เรายังไม่เข้าใจแท้จริงเลยว่าเขาเป็นกันอย่างไร จะต้องมีความคิดมีอุดมการณ์อย่างไรถึงจะเป็นทหารอาชีพที่มีคุณค่าแบบนั้นได้ ลำพังแค่การแสดงออกเรื่องการช่วยเหลือปชช.ยามตกทุกข์ได้ยาก และคำอ้างที่ว่าทหารต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด หลังจากที่ลากอาวุธทั้งเบาและหนักออกมาเข่นฆ่าปชช.อย่างเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ นั้นมันไม่เพียงพอต่อการทำให้ปชช.ในชาติเขาเข้าใจและหันมาให้ความศรัทธาแบบที่เขาเป็นกันอยู่ในชาติตะวันตกได้หรอกครับ เฮ้อแล้วอะไรชักนำให้ผมต้องมาจบข้อเขียนตอนนี้ด้วยความรู้สึกแบบนี้กันเนี่ย
*********อดุล อุบล
*********พลเอก(นก.), ทหารราบ
*********5 ธค. 55
Aubol
มือเก๋า
มือเก๋า
 
โพสต์: 194
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 03มิ.ย.2011 10:53

Re: COPYบทความ พล.อ.อดุล อุบล/ด้วยรักฯ..BY JAWS

โพสต์โดย family3448 » พุธ 19ธ.ค.2012 20:56

:arrow: โดย Aubol » 15/12/2012 10:02 am

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน การพัฒนากองทัพ


*********แต่เดิมมาท่านผู้อ่านที่ติดตามข้อเขียนของผมมาโดยตลอดคงจะประจักษ์ว่าผมไม่เคยเขียนหัวข้อ “การพัฒนากองทัพ” นี้เลย ผมได้แต่เพียงเข้าไปเฉียดฉิว หรือส่อไปในทางให้ข้อคิดเห็นที่นำไปใช้ในการพัฒนากองทัพได้เป็นบางประเด็นบางจุด เช่นเรื่องการแต่งตั้งนายพล เรื่องPromotion system และเรื่องเกี่ยวกับการจัดหายุทโธปกรณ์เป็นต้น แต่ไม่ได้ว่ากันด้วยภาพใหญ่แบบนี้ แต่เมื่อถึงวันนี้ท่านพลโท กิตติพันธ์ ได้กรุณานำข้อเขียนของ นายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่จบการศึกษาจากรร.นายร้อยWest Pointที่ว่าด้วยเรื่องการพัฒนากองทัพมาลงไว้ใน”ด้วยรักและห่วงใย” ผมเลยเกิดความกล้าและอดไม่ได้ที่จะแสดงความคิดเห็นบ้าง และมันคงจะต้องเป็นเรื่องยาว แล้วผมจะค่อยๆลำเลียงความคิดเห็นออกมาแลกเปลี่ยนกัน

*********ที่บอกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ที่ผมไม่กล้าเขียนมาก่อนหน้านี้เพราะ ความคิดของผมมันอาจจะไปขัดแย้งกับคนส่วนใหญ่และระดับผู้บังคับบัญชาในกองทัพจึงไม่อยากไปแตะมัน แต่เมื่อถึงไหนๆก็ไหนๆแล้วลองดูบ้างก็ได้ ทั้งหมดนี้ผมแสดงความเห็นด้วยหลักการและประสบการณ์ในการทำงานที่พบด้วยตนเอง

*********อันเนื่องมาจากถ้าเราทุกคนยอมรับว่า กองทัพเป็นของประเทศชาติ ปชช.ทุกคนเป็นเจ้าของที่แท้จริงของกองทัพ กองทัพเป็นเครื่องมือทางด้านการดำเนินนโยบายความมั่นคงและการเมืองระหว่างประเทศ กองทัพจึงจำเป็นต้องถูกใช้งานและควบคุมโดยรัฐบาลซึ่งเป็นตัวแทนของปชช.ในการบริหารประเทศ ด้วยเหตุนี้การพัฒนากองทัพจึงเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของรัฐบาลไม่ใช่เป็นเรื่องของทหารด้วยกันเองเป็นหลัก ทหารจะต้องทำไปตามนโยบายและแผนงานพัฒนากองทัพที่ลงมาจากรัฐบาลเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และประเทศต่างๆในโลกนี้ (ที่เขาเป็นประชาธิปไตย)บรรลุผลสำเร็จในการพัฒนากองทัพโดยพลเรือนที่เป็นฝ่ายการเมืองทั้งนั้น ลำพังทหารเองคิดพัฒนากองทัพด้วยตนเองไม่ได้และไม่สำเร็จ ปัญหาที่สำคัญคือ ทหารทุกคนมีลูกน้อง (ที่เรียกอย่างนี้เพราะมันมีความสัมพันธ์กันในเรื่องอื่นๆด้วยซึ่งมากไปกว่าคำว่าผู้ใต้บังคับบัญชา) การจะเปลี่ยนแปลงอะไรจึงต้องนึกไปถึงลูกน้องของตนเองเหล่านั้น ยกตัวอย่างง่ายๆไม่มีกองทัพของชาติที่เจริญแล้วใดๆในโลกนี้ แม้แต่มาเลเซียติดกับบ้านเราที่ทหารทุกคนจะเกษียณราชการที่อายุ60ปีเท่ากันหมด จะต้องมีการปลดถ่ายออกไปตามระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่เช่นนั้นก็จะมีกำลังพลสูงอายุและล้นงานเต็มกองทัพ แล้วนโยบายปลดถ่ายกำลังพลแบบนี้ผบช.คนใดจะกล้าออก จะต้องนึกถึงลูกน้องของตนเองอยู่ร่ำไป การออกนโยบายอะไรใหม่ๆก็ตามจะมีทั้งผู้เสียและผู้ที่ได้ประโยชน์ทั้งสิ้น แต่ฝ่ายการเมืองเขาจะไม่มีปัญหานี้ของตัวเขาเองในกองทัพ

*********ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการกำลังพลเป็นเรื่องใหญ่ นานมาแล้วผมได้มีโอกาสทำงานและศึกษาร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับนายทหารรุ่นพี่ท่านหนึ่งที่ผมให้ความเคารพเชื่อมั่นศรัทธาในความเป็นทหารอาชีพแท้จริงของท่านมากที่สุดท่านคือ พลโท โชคชัย วัฒนวรางกูร หลายครั้งที่ผมสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับท่านเป็นเวลาหลายๆชม. แล้วก็สรุปกันได้ว่า ปัญหาต่างๆมากมายของกองทัพบกไทยนั้น เมื่อวิเคราะห์ให้ลึกลงไปถึงต้นเหตุแห่งปัญหาแล้วจะพบว่า มันล้วนแต่มาจากปัญหาการบริหารจัดการกำลังพลที่ไม่มีประสิทธิภาพทั้งสิ้น

*********คงต้องยอมรับกันว่าทหารเราพยายามจะพูดเรื่องต้องแยกการเมืองและการทหารออกจากกันอย่างเด็ดขาด(เป็นข้ออ้างในการไม่ต้องการให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาควบคุมกองทัพ8อย่างเนียนๆ) ทหารควรจะเข้าไปเกี่ยวข้องตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเท่านั้น ทหารจะต้องไม่เข้าไปยุ่งกับการเมืองและการเมืองก็ต้องไม่เข้ามาก้าวก่ายกองทัพในทุกเรื่องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทหารว่ากันเอง(ผมว่าตรงนี้ชักจะไม่ค่อยถูกต้องเสียแล้ว) แท้จริงแล้วกฎหมายของประเทศนี้เขาได้แยกการเมืองออกจากการทหารในระดับหนึ่งอยู่แล้ว ผมว่ามันมากเกินไปเสียด้วย โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้นั้นฝ่ายการเมืองไม่สามารถแม้แต่แต่งตั้งผู้นำกองทัพได้เลย ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักการปชต.ที่กองทัพจะต้องถูกควบคุมโดยฝ่ายพลเรือนอย่างสมบูรณ์แบบ ที่เป็นดังนี้เพราะทหารเราคิดว่านักการเมืองเลวไปหมด ถ้าเอาแบบอย่างประเทศ ปชต.อื่นๆฝ่ายการเมืองจะเข้ามามีอำนาจแต่งตั้งตนเองและลูกน้องเป็นการก้าวก่ายกองทัพที่ตนเองยอมไม่ได้ โดยที่ท่านลืมไปว่าทุกฝ่ายในประเทศนี้มันก็มาจากคนกลุ่มเดียวกันนั่นแหละคือคนไทย เมื่อฝ่ายการเมืองมีคนเลวกองทัพก็ย่อมมีคนเลวอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน หรือว่าถ้าฝ่ายการเมืองมีอำนาจแต่งตั้งแม่ทัพนายกองได้เป็นการก้าวก่ายกองทัพ แต่ทีพวกท่านเล่นการเมืองกันในกองทัพ เอาแต่พรรคพวกก๊กก๊วนของตัวเองถือเป็นความยุติธรรมในกองทัพดีแล้ว ไม่ว่าประเทศ ปชต.หรือประเทศที่ปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ ผู้นำประเทศที่เป็นฝ่ายการเมืองจะต้องมีอำนาจควบคุมกองทัพได้เบ็ดเสร็จ จะต้องมีอำนาจในการแต่งตั้งทหารทั้งนั้น แต่จะกำหนดให้แต่งตั้งลงไปลึกถึงระดับไหนเป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งขึ้นอยู่กับความเหมาะสมตามการจัดองค์กรทางทหาร

*********การเลือกสรร การแต่งตั้ง และการโยกย้ายกำลังพลนั้น กฏระเบียบที่เป็นหลักการโดยทั่วๆไปจะต้องเป็นกฏเหล็กของกระทรวงกลาโหมและบังคับใช้เหมือนกันทั้ง3เหล่าทัพ เพราะเมื่อถึงระดับสูงแล้วกองทัพจะต้องเป็น กำลังรบร่วม(Joint Forces) นอกจากในรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆแต่ละเหล่าทัพจะต้องกำหนดเพิ่มเติมตามคุณลักษณะของแต่ละเหล่าทัพที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลระดับ พลเอกและพลโทที่เป็นบุคคลในระดับยุทธศาสตร์และบุคคลยุทธศาสตร์(Strategic man)ในระดับยุทธการนั้นจะต้องแต่งตั้งโดยฝ่ายการเมือง ส่วนระดับต่ำกว่านั้นเป็นอำนาจของกองทัพในการแต่งตั้งกันเอง

*********ระดับพลตรีลงไปส่วนใหญ่จะปฏิบัติงานในระดับยุทธวิธีเป็นหลัก การเลือกสรรแต่งตั้งโยกย้ายจะต้องใช้คณะกรรมการในการดำเนินการเพื่อความเหมาะสมเป็นธรรม การแต่งตั้งโดยตัว ผบ.เหล่าทัพเองตามลำพังจนถึงระดับ ผบ.พัน นั้นควรจะได้หมดสิ้นไปนานแล้ว มันรังแต่จะทำให้เกิดความแตกแยกในกองทัพ สร้างความอ่อนแอมากกว่าความเป็นปึกแผ่นตามที่ผมได้เคยกล่าวมาแล้ว อย่างไรก็ตามการใช้หลักการต่ำลงไป 2 ระดับน่าจะมีความเหมาะสมเช่น การแต่งตั้ง 8ผบ.พัน นั้น ผบ.พล ควรจะมีสิทธิมีเสียงหรือมีส่วนร่วมในคณะกรรมการ

********กองทัพต้องโปร่งใสตรวจสอบได้และต้องตอบคำถามสังคมได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องกำลังพลเป็นเรื่องที่มีผลต่อขวัญและกำลังใจของทหารอย่างยิ่งยวด เนื่องจากมันกระทบต่อความรู้สึกของการได้รับความเป็นธรรม เกิดความรู้สึกว่ามีความมั่นคงในการรับราชการหรือไม่ ได้โปรดอย่าคิดว่าถ้าแต่งตั้งผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ได้แล้วจะสั่งการให้เขาปฏิบัติตามไม่ได้ โดยเฉพาะสั่งให้ไปรบไม่ได้ ทหารอาชีพในกองทัพของประเทศที่เจริญแล้วเขาไม่ได้ไปรบตามคำสั่งของผบช.เท่านั้น แต่พวกเขาไปรบด้วยความรู้สำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบของการเป็นทหาร เขาทำการรบด้วยความรักในการเป็นทหารมากกว่าการต้องปฏิบัติตามคำสั่งของ ผบช. เพราะพวกเขาเข้ามาเป็นทหารด้วยความสมัครใจอาสาเข้ามารับใช้ชาติ

*********ในทางกลับกันการแต่งตั้งผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ได้ด้วยตนเอง อาจจะกระทบต่อการปฏิบัติตามคำสั่งที่นอกเหนือจากการปฏิบัติภารกิจทั่วไปของทหาร เช่นการนำกำลังออกมาทำการรัฐประหารหรือกระทำผิดกฎหมายอย่างอื่นๆ การสั่งการเช่นนี้ต้องการความสัมพันธ์ส่วนตัวแบบนายและลูกน้องที่มากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาปกติทางทหารซึ่งถูกกำหนดไว้ด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย

อดุล อุบล
พลเอก(นก.), ทหารราบ
14 ธค. 55

:arrow: โดย Aubol » 19/12/2012 9:39 am

ด้วยรักและห่วงใย
ตอน การพัฒนากองทัพ(ต่อ)


*********สืบเนื่องมาจากตอนที่แล้ว ผมได้กล่าวถึงการพัฒนากองทัพในเรื่องที่สำคัญที่สุดคือ การบริหารจัดการกำลังพลไว้บ้างแล้ว ในตอนนี้ผมจะขอเพิ่มเติมรายละเอียดในบางประการเพื่อให้ครอบคลุมข้อคิดเห็นของท่านนายทหารที่มาช่วยเปิดประเด็นในบทความด้วยรักและห่วงใยนี้มากยิ่งขึ้น

*********ประการแรกการแบ่งงานและคุณลักษณะของหน่วยของทบ.ไทยตามการจัดองค์กรแบ่งออกเป็น หน่วยกำลังรบ(หน่วยดำเนินกลยุทธ) หน่วยสนับสนุนการรบ หน่วยสนับสนุนทางการช่วยรบ หน่วยศึกษา แท้จริงแล้วมันยังมีหน่วยอีกประเภทหนึ่งคือหน่วยส่วนภูมิภาค(มณทลทหารบก, จังหวัดทหารบก)ซึ่งทำงานทางด้านธุรการที่ต่างชาติเขาเรียกว่า administrative work แต่ถ้าเราจะพัฒนากองทัพกันแล้ว เราจะเริ่มต้นจากการจัดองค์กรแค่นี้ไม่ได้ แต่จะต้องเริ่มต้นจากภาพรวมของการแบ่งงานและหน้าที่ความรับผิดชอบออกมาเป็น ส่วนเตรียมกำลัง ส่วนใช้กำลัง และส่วนงานธุรการทั่วไป แยกหน่วยที่รับผิดชอบงานเหล่านี้ให้เรียบร้อยและสอดคล้องกับการที่จะต้องจัดกำลังรบร่วมกับเหล่าทัพ(Services)อื่นๆในยามสงคราม หลังจากนั้นจึงเริ่มคิดแผนพัฒนาต่างๆให้สมดุลกันในระหว่างทั้งสามส่วนนั้น แผนในรายละเอียดเหล่านี้จะลงไปสู่ความต้องการกำลังพล ยุทโธปกรณ์ การฝึกและศึกษา รวมทั้งโครงสร้างและการจัดองค์กรใหม่ ถ้าไม่คิดในภาพรวมตามที่กล่าวมานี้ ก็จะเป็นดังกองทัพบกในปัจจุบันที่นึกจะขยายกำลังก็ตั้งกองพลพรวดเดียวมัน3กองพล โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าแล้วเราจะsustain จะให้การฝึกศึกษามันพอเพียงอย่างไร แค่นี้เราก็เสียสมดุลตั้งแต่การวางโครงสร้างและการจัดองค์กรของกองทัพเสียแล้ว

*********ประการต่อมา เรื่องการฝึกทหารใหม่ซึ่งเป็นการฝึกเบื้องต้นให้แก่บุคคลพลเรือนที่แรกเข้ามาเป็นทหารนั้น ผมเข้าใจว่าตรงนี้ทบ.เดินทางมาถูกต้องในระบบ ไม่ว่าเหล่าใดๆจะต้องฝึกแบบเดียวกันก่อน(ผมพูดถึงแค่ระบบนะไม่ใช่รายละเอียดเนื้อหาสาระที่ฝึกกันอยู่) ผมจะไม่เรียกมันว่าฝึกให้รบเป็นแบบทหารราบ เพราะถ้าจะฝึกให้ถึงขั้นนั้นได้จะต้องเพิ่มรายละเอียดเนื้อหาสาระต้องใช้เวลาอีกมากโขอยู่ แต่อย่างไรก็ตามทหารทุกเหล่าทุกคนในทบ.จะต้องมีคุณสมบัติของการเป็นทหารในขั้นต้นเหมือนกัน นั่นคือการมีความรู้ความสามารถในการใช้ อาวุธยุทโธปกรณ์ การดำเนินกลยุทธระดับบุคคลในขั้นต้น การรักษาตัวให้อยู่รอดในสนามรบ ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานที่เขาเรียกว่า common task เช่นยิงปืนเป็น ปรับศูนย์รบได้ ถอดประกอบอาวุธแก้ไขเหตุติดขัดทำความสะอาดได้ ขว้างลข.ได้ ปฐมพยาบาลเป็น รู้จักแผนที่เข็มทิศ การติดต่อสื่อสารขั้นต้น การเคลื่อนที่ในสนามรบ การใช้ชุดป้องกันNBCได้ ฯลฯ(ผมว่ามีหลายเรื่องที่ทหารเราทำไม่ได้) เรื่องเหล่านี้เป็นการฝึกขั้นต้นของทหารใหม่ที่จะต้องเหมือนกันทุกเหล่า(Branch) หลังจากนั้นจึงจะก้าวไปฝึกเฉพาะเหล่าแยกกันไปตาม ราบ ม้า ปืนใหญ่ ช่าง สื่อสาร และอื่นๆ จนก้าวหน้าไปถึงขั้นการฝึกเป็นหน่วยในcollective training ทหารจึงจะทำการรบเป็นteam workได้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายครับผมพูดได้แต่ยอมรับกับพวกท่านทั้งหลายว่ามันเป็นงานที่หนักหนาต่อสมองและจิตใจมากในขณะที่เป็นผบ.พล.ร.9และจก.ยศ.ทบ.

*********ประการต่อมา เรื่องการแยกแยะคุณลักษณะทางทหารนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องใช้ในการพิจารณาถึงการเติบโตและตำแหน่งหน้าที่การงานของกำลังพลในอนาคต เพราะถ้าเราเอานายทหารที่เติบโตมาจากเหล่าพลาธิการมาเป็นผบ.พัน.ป.สนามมันคงเป็นไปไม่ได้ หรือเอานายทหารเหล่าสื่อสารมาดำรงตำแหน่งผบ.พล.ร.คงจะยุ่งพิลึก กองทัพบกจะต้องพิจารณาถึงเรื่องนี้และให้นายทหารแต่ละบุคคลเติบโตในเส้นทางของงานOperationหรือSustainmentอย่างถูกต้องเหมาะสมของเหล่าของนายทหารผู้นั้น แต่......คำว่าแต่ตรงนี้สำคัญมากนะครับ เราจะต้องไม่หลงความจริงของหลักการเรื่องเหล่าไปเป็นว่ามีเหล่าผู้บังคับบัญชาและเหล่าเสนาธิการหรือฝ่ายอำนวยการเพราะทั้งสองอย่างนี้เป็นเรื่องเดียวกันไม่มีแยกเป็นเหล่า คนส่วนมากอาจจะเข้าใจผิดเพราะคำว่ารร.เสนาธิการทหารบกด้วยเหตุนี้เองมันจึงน่าจะผลิตนายทหารฝ่ายเสนาธิการเท่านั้น แล้วบรรดาผู้บังคับบัญชาล่ะมันมาจากรร.ใดหรือเป็นมากันเองตั้งแต่เกิด สำหรับหน่วยเล็กๆระดับหมวดและกองร้อยละก็คงจะพอborne to beกันได้อยู่หรอกครับ แต่ถ้าเป็นหน่วยระดับกองพันและหน่วยใหญ่ขึ้นไปอีกที่มีความสลับซับซ้อนในหลายองค์ประกอบมากขึ้นมันไม่ง่าย จะต้องได้รับการฝึกศึกษาอบรมกันมาจึงจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ กองทัพบกทุกประเทศในโลกเขาจึงตั้งรร.ที่สำคัญในระดับกลางขึ้นมารร.หนึ่งเพื่อการนี้เรียกชื่อว่าวิทยาลัยแห่งการบังคับบัญชาและฝ่ายอำนวยการ(Command and General Staff College) ซึ่งเป็นรร.เดียวกับที่ไทยเราดันใช้ชื่อว่ารร.เสนาธิการทหารบกนั้นแหละครับ

*********วิทยาลัยนี้เขาผลิตบุคคลออกไปเป็นทั้งผบช.และฝสธ.ในหน่วยระดับสูงขึ้นไป และบุคคลเหล่านั้นก็จะผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่ทั้งเป็นผู้บังคับบัญชา ฝ่ายอำนวยการ และอาจารย์ในหน่วยต่างๆและในรร.ทหาร สร้างสมองค์ความรู้และประสบการณ์ในการเป็นKey manในหน่วยระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ กองทัพที่เจริญแล้วเขาไม่ปล่อยให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเติบโตในเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งแต่เพียงทางเดียว พวกเขาจึงบริหารกองทัพได้อย่างมีประสิทธิภาพ พวกเขาจะเข้าใจเรื่องในระดับยุทธศาสตร์ ยุทธการ และยุทธวิธีว่ามันสัมพันธ์กันอย่างไร งานหน้าที่ความรับผิดชอบและผลผลิตในระดับทั้งสามนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง แตกต่างจากกองทัพของบางประเทศที่ผบ.ทบ.ยังบริหารกองทัพบกเหมือนกองพันปานใดก็ปานนั้น ท่านจะเป็นผบช.ที่ดีมีความสามารถท่านจะต้องเคยเป็นฝ่ายอำนวยการที่เก่งกาจมาก่อน ไม่เช่นนั้นท่านจะไม่สามารถให้Guidance ให้ConceptและประกาศCommander intent นำฝ่ายอำนวยการของท่านได้ดีหรอกครับ หน่วยขนาดใหญ่มันยุ่งยากสลับซับซ้อนเกินกว่าจะใช้วิธีการแบบ ”ไอ้เสือเอาวา!” เหมือนอย่างหมวดปล.หรือกองร้อยอวบ. อย่างน้อยที่สุดคุณลักษณะสำคัญประการหนึ่งคือท่านจะต้องสามารถเป็นครูทหาร สามารถสอนบรรยายยุทธวิธีในระดับหน่วยของท่านได้เป็นอย่างดี ผู้บังคับบัญชาและฝ่ายอำนวยการนั้นทำงานในเรื่องเดียวกัน แต่ในท้ายที่สุดแล้วผบช.จะเป็นผู้ตกลงใจ สั่งการและรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้น

*********ประการต่อมา เมื่อเราแยกคุณลักษณะทางทหารของเหล่าแล้ว ผลที่ตามมามันจะทำให้เกิด skill ที่ต่างกันทั้งนายทหารในระดับล่างและระดับสูงขึ้นไป ที่จะทำให้พวกเขาได้สร้างสมความเชี่ยวชาญในงานของตนเองเป็นความถนัดเฉพาะทาง แต่ก็อีกนั่นแหละเราคงไม่สามารถเหมาเอาได้ว่า เมื่อเราเคยเป็นนายทหารระดับล่างได้สร้างสมประสบการณ์ในการนำหน่วยในระดับมว.และกองร้อยได้ดีแล้ว เราจะสามารถนำหน่วยในระดับกรมและกองพลได้ดีไปด้วย ยิ่งการบริหารกองทัพบกด้วยแล้วยิ่งยากไปกันใหญ่มันไม่ได้เป็น logic อย่างนั้นเสมอไป การเป็นทหารไม่เหมือนการเข้ารับการศึกษา ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ถ้าศึกษาในระดับปริญญาตรีได้คะแนนสูงๆเขาจะสามารถศึกษาในระดับปริญญาโทและเอกได้ดีอีกด้วย นอกจากนี้ท่านอาจจะสามารถศึกษาระดับป.ตรี โทและเอกติดต่อกันไปได้เลยจนจบ แต่การศึกษาทางทหารไม่ได้เป็นเช่นนั้น ท่านไม่สามารถที่จะเรียนชั้นนายร้อย ต่อด้วยชั้นนายพัน รร.เสนาธิการทหารบกและวิทยาลัยการทัพบกจนจบรวดเดียวได้ เนื่องจากการศึกษาในระดับต่างๆทางทหารนั้น นอกจากองค์ความรู้แล้วยังมีความต้องการประสบการณ์จากการทำงานในแต่ละระดับมาเพิ่มพูนในตนเองจึงจะศึกษาในระดับเหนือขึ้นไปอีกได้

*********ทีนี้ที่ผมว่า มันไม่แน่เสมอไปว่าการเป็นนายทหารระดับล่างได้สั่งสมประสบการณ์มีskillจากการรบแล้วจะสามารถเป็นแม่ทัพนายกองหรือผบช.ระดับสูงได้ดีตามไปด้วย ก็เพราะว่าskillนั้นเราแบ่งเป็น2แบบคือ ความชำนาญทางกายและความชำนาญทางความคิดเห็น(Physical skill และ Conceptual skill) การปฏิบัติงานและการนำหน่วยในระดับล่างเราใช้ความชำนาญทางกายและลักษณะผู้นำทางทหาร(Military leadership)ซึ่งก็เป็นเรื่องการแสดงออกทางกายเป็นหลักผสมผสานกันทำให้ประสพความสำเร็จ แต่ในหน่วยระดับสูงความสลับซับซ้อนของงานและปัจจัยต่างๆที่ข้ามาเกี่ยวข้องเปลี่ยนแปลงไปมาก ดังนั้นผบช.ต้องใช้Conceptual skillและลักษณะผู้นำทางทหารระดับสูง(Senior level leadership)ซึ่งเป็นเรื่องที่แสดงออกทางความคิดเป็นหลักมาประกอบกันในการนำหน่วย ทั้งสองเรื่องนี้ไม่สามารถสร้างมาจากการเป็นผู้นำระดับล่างในการรบเท่านั้น แต่มันจะเกิดจากการฝึกและศึกษาในระดับเหนือกว่าระดับหมวดและกองร้อยขึ้นไป แต่กองทัพของบางประเทศไม่รู้หรือไม่เข้าใจในเรื่องนี้ ด้วยเหตุนี้เราจึงพบเห็นนายทหารบางกลุ่มเติบโตกันขึ้นมาเป็นผบช.ในระดับสูงเป็นแผงโดยไม่มีการคำนึงถึงconceptual skillและsenior level leadershipของเขาเหล่านั้น แต่อาศัยความผูกพันส่วนบุคคลที่ใกล้ชิดกันมาในอดีตเป็นเครื่องตัดสินไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว กองทัพของเราจึงล้าสมัยอยู่เช่นนี้และจะยังคงดำรงต่อไปยากที่จะเปลี่ยนแปลง

*********ผมขอจบเรื่องกำลังพลไว้แค่นี้ก่อน เพราะมันเป็นเรื่องที่หนักพูดไปก็ไม่เห็นหนทางที่จะได้รับการพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันยิ่งต้องการความผูกพันส่วนบุคคลมากกว่าความสัมพันธ์ทางการบังคับบัญชาเป็นหลายเท่าทวีคูณ อย่างไรก็ตามถ้ามีประเด็นใหม่จึงค่อยมาสนทนากันอีกครับ

อดุล อุบล
พลเอก(นก.), ทหารราบ
15 ธค. 55
ภาพประจำตัวสมาชิก
family3448
 
โพสต์: 1001
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00

ย้อนกลับ

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน